ทำไม Cooling Tower ถึงเกิดไฟไหมได้ ?

0
Innovek fire burn cooling
Innovek fire burn cooling

Cooling Tower หรือ หอหล่อเย็น, หอทำความเย็น, หอทำน้ำเย็น, หอผึ่งน้ำ, หอผึ่งน้ำเย็น, หอระบายความร้อน ฯลฯ เป็นอุปกรณ์แลกเปลี่ยนความร้อนระหว่างน้ำและอากาศ ใช้สำหรับการลดอุณหภูมิของน้ำที่ผ่านการใช้งานในกระบวนการผลิต เปลี่ยนจากน้ำร้อนในโรงงานอุตสาหกรรมให้กลายเป็นน้ำเย็น

“โดยใน Cooling Tower หลักๆก็จะมีแต่น้ำเต็มไปหมด”

แล้วทำไมถึงเกิดไฟไหม้ Cooling Tower ได้ ?

สงสัยกันไหมครับว่ายังมีสาเหตุไหนบ้าง ? ที่ทำให้ไฟไหม้คูลลิ่งทาวเวอร์ได้ ทั้งๆที่มีน้ำอยู่เต็มไปหมด

1. กรณีที่เกิดได้จากฟ้าผ่า (Thunder bolt)

โดยปกติ Cooling Tower จะมีอุปกรณ์ที่ช่วยป้องกันฟ้าผ่าติดตั้งอยู่แล้วครับ แต่ไฟไหม้จะเกิดขึ้นในกรณีที่อุปกรณ์นั้นทำงานไม่เต็มประสิทธิภาพหรือชำรุดครับ

2. กรณีที่เกิดได้ระหว่างการหยุดเดินเครื่อง (Shutdown Cooling Tower)

2.1 สาเหตุจากมอเตอร์ไฟฟ้าขัดข้อง (Electrical motor overload)

การวางระบบอุปกรณ์ภายใน Cooling Tower ที่ต้องมีการเชื่อมต่อกับมอเตอร์ที่คำนวณมาไม่สมดุล ในระหว่างเดินเครื่องตามปกติ มอเตอร์ไฟฟ้า จะทำงานหนักเกินไป หรือ Overload และเกิดการสะสมความร้อนที่มอเตอร์ไฟฟ้า จนกระทั่งร้อนเกินและการการลุกไหม้ขึ้นมา เมื่อหยุดเดิน Cooling tower แล้ว ไม่มีน้ำ ก็จะทำให้เกิดเป็นเพลิงลุกไหม้ได้นั่นเองครับ

ขอบคุณภาพจากทาง Innovek

2.2 สาเหตุจากชุดเกียร์ (Gearbox)

เกียร์ที่น้ำมันแห้ง หรือ น้ำมันหล่อลื่นไม่เพียงพอ (Lack of lubrication) ก่อให้เกิดความร้อนสะสมอันเกิดจากการเสียดสีของโลหะอย่างต่อเนื่อง เช่นเดียวกัน เมื่อหยุดเดิน Cooling tower แล้ว ไม่มีน้ำ ความร้อนนั้นอาจทำให้เกิดไฟไหม้ลามไปที่ตัว Cooling Tower ได้

2.3 สาเหตุจาก  Fill Pack 

เกิดจากการใช้ Fill Pack ที่เป็นวัสดุ PP แล้วไม่ได้เติมสารป้องกันการลามไฟ ซึ่งตัววัสดุ PP เองก็ไม่มีคุณสมบัติที่สามารถดับไฟได้อยู่แล้ว เมื่อมีประกายไฟเกิดขึ้น ไฟก็เริ่มลุกลามจนไหม้อุปกรณ์ต่างๆ ในคูลลิ่งทาวเวอร์ ความเสียหายที่เกิดขึ้นกับอุปกรณ์ไม่ว่าจะเป็น  Gear / Fan / Shaft /Motor /Fan stack ไฟไหม้หมดครับ

ดังนั้นวิธีป้องกันคือ หากใช้ PP Fill จะต้องเติมสารป้องกันการลามไฟหรือ Fire retardant ซึ่งราคาจะสูงขึ้นมาอีกประมาณ 30% จาก PP fill ที่ไม่ได้เติมสารกันการลามไฟ

3. กรณีที่เกิดจากงานซ่อมบำรุง (Maintenance Work)

– งานซ่อมที่ต้องมีการใช้ไฟตัดเหล็ก

– งานเชื่อม

– งานเจียร์

– งานอื่นๆที่ทำให้เกิดประกายไฟ/สะเก็ดไฟ  

การดำเนินการข้างต้นที่ดำเนินการโดยไม่มีอุปกรณ์เซฟตี้ ไม่มีผ้ากันสะเก็ดไฟ ไม่มีการวางแผนการป้องกันที่ดีพอ ประกายไฟที่เกิดขึ้นจากการดำเนินการต่างๆดังกล่าวนั้น มีโอกาสตกลงไปในคูลลิ่งทาวเวอร์ หรือกระจายไปโดนอุปกรณ์ต่างๆในคูลลิ่ง เกิดเป็นเพลิงไหม้ขึ้นมาได้ครับ

หรือกรณีการสูบบุหรี่หรือทิ้งก้นบุหรี่ ใกล้บริเวณคูลลิ่งทาวเวอร์ ก็สามารถกลายเป็นต้นเหตุของเพลิงไหม้ได้ เกิดขึ้นได้บ่อยเลยนะครับกับโรงงานที่ไม่ได้มีมาตรการป้องกันเรื่องพื้นที่ควบคุม ณ บริเวณสถานที่ตั้งของคูลลิ่งทาวเวอร์

ขอบคุณภาพจากทาง Innovek

จะเห็นได้ว่าสาเหตุที่ทำให้ไฟไหม้คูลลิ่งทาวเวอร์เกือบจะทั้งหมดเลยนะครับ จะเกิดขึ้นในระหว่างที่ไม่ได้เดินเครื่องคูลลิ่งทาวเวอร์ หรือก็คือตอนที่จำเป็นต้องหยุดเครื่อง การหยุดการทำงานของคูลลิ่งทาวเวอร์ทำให้ไม่มีน้ำค่อยหมุนเวียนภายในนั้น เมื่อเกิดความร้อนสะสม หรือเกิดประกายไฟ แม้จะแค่เพียงเล็กน้อย ก็เกิดเป็นเพลิงไหม้ได้เลยครับ 

ดังนั้นหากท่านมีการหยุดการทำงานหรือซ่อมคูลลิ่งทาวเวอร์ ขอให้สำรองน้ำไว้ในบ่อหรือบริเวณใกล้เคียง หากเกิดไฟลุกไหม้ ก็เปิดให้ cooling tower spray น้ำไว้ครับ ไฟก็จะดับเองได้อย่างรวดเร็ว รื่องนี้เป็นเรื่องที่ต้องระมัดระวังเป็นอย่างมากนะครับ เหตุเพลิงไหม้ที่เกิดขึ้นแล้วควบคุมไม่ได้ สร้างความเสียหายได้ในระดับที่รุนแรง  มากกว่าที่ท่านจะคาดการณ์ได้แน่นอน บางเคสที่เราเจอมานะครับกว่าจะทำให้คูลลิ่งกลับมาทำงานได้ปกติ ใช้เวลาถึง 6 เดือนเลยครับ

“การมีสติและมีความรู้เบื้องต้นในการจัดการกับปัญหาจะช่วยให้ปลอดภัยจากสถานการณ์ที่ไม่คาดฝันได้ครับ”

ที่มา : https://www.innovek.co.th/knowledge-center/

ต้องขอขอบคุณข้อมูลดีๆจากทาง “อินโนเว็ค เอเซีย”ผู้นำด้านการผลิตคูลลิ่งทาวเวอร์ อันดับหนึ่งของประเทศไทยมาตรฐานระดับโลกมานานกว่า 15 ปีแล้ว ที่ได้รับความไว้วางใจจากลูกค้ามาอย่างยาวนาน การันตีด้วยผลงานทั้งในประเทศและต่างประเทศ และด้วยความรู้ ความเชี่ยวชาญที่เรามี บทความให้ความรู้ในเรื่องต่างๆ ของคูลลิ่งทาวเวอร์จึงถูกเขียนขึ้นมาเพื่อลงใน Knowledge Center ที่ท่านกำลังอ่านนี้ 

__________________

HOTLINE | 25 HOURS 

pastedGraphic.png(+66) 63 746 2956

__________________

FOLLOW US 

► LINE OFFICIAL ACCOUNT

https://liff.line.me/1645278921-kWRPP32q/?accountId=377qgtjr

► WEBSITE

http://www.innovek.co.th

► YOUTUBE

https://youtube.com/channel/UClvfD0Khsa8GTGxovKAJXTA

► LINKEDIN

https://www.linkedin.com/company/innovek-asia/

___________________

#คูลลิ่งทาวเวอร์ #ครบจบที่อินโนเว็ค #gearbox #fillpack #coolingtowerfan 

#authorizeddistributor #amarillo #amarillogear #cofimcofan 

#ศูนย์ซ่อมเกียร์อันดับหนึ่งของโลกมาตรฐานระดับAmarillo

ทฤษฎีความชื้นในอากาศ [EP.1] : ความชื้นและความดันไอน้ำ (Humidity & Vapor Pressure)

0
Skyview wallpaper
Skyview wallpaper

สำหรับบทความนี้ทางนายช่างมาแชร์ขอมาให้ความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับเรื่องของ “ความชื้นในอากาศกันนะครับ” ซึ่งความชื้นมีผลกระทบอย่างมากต่อการทำงานโดยตรงเลยนะครับ ทั้งในแง่ของคุณภาพสินค้า กระบวนการผลิต ตลอดจนกระทั่งอารมณ์ของคนทำงาน โดยสำหรับบทความนี้ก็มุ่งเน้นให้ความรู้แบบเข้าใจง่ายๆกันนะครับเพื่อที่เพื่อนๆจะได้นำเรื่องเหล่านี้ไปใช้ได้ในโรงงานของเพื่อนๆ ได้จริงๆ

โดยสำหรับตอนแรกใน EP.1 นายช่างมาแชร์ขอมาปูพื้นฐานเรื่อง “ความชื้นและความกดไอน้ำ” ที่เป็นพื้นฐานของกันก่อนเลยนะครับ

ความชื้นในอากาศ (Humidity)

สำหรับ “ความชื้น” หรือ “Humidity” หากพูดตามทฤษฎีแล้วจะหมายถึง “ปริมาณไอน้ำที่มีอยู่ในอากาศ” ในหนึ่งหน่วยโมเลกุลอากาศ ณ​ ช่วงเวลาใดเวลาหนึ่ง ซึ่งเพื่อนๆรู้มั้ยครับว่า “อากาศที่เราหายใจอยู่ทุกวันนี้” ทุกๆโมเลกุลอากาศจะมีไอน้ำแฝงตัวอยู่ไม่มากก็น้อย ซึ่งปริมาณน้ำที่อยู่ในอากาศ นี่แหละครับที่เราเรียกว่า “ความชื้น”

โดยเรามาดูต้นกำเนิดของความชื้นด้วยภาพของวงจร Water Cycle กันนะครับ โดยความชื้นในอากาศก็จะเกิดจากแหล่งต่างๆบนผิวโลก เช่น การคายน้ำของพืช แหล่งน้ำบนผิวโลก และไอน้ำจากมหาสมุทร

ภาพแสดงวัฏจักรของน้ำและอากาศ (Water Cycle)
Credited by www.worldatlas.com

เมื่อแหล่งน้ำพวกนี้ได้รับความร้อน น้ำก็จะเปลี่ยนสถานะจากของเหลว (Liquid) กลายเป็นก๊าซ (Gas หรือ ไอน้ำนั่นเองครับ) ซึ่งกระบวนการนี้เราจะเรียกว่า “การระเหย (Evaporation)” ; โดยพลังงานความร้อนที่ทำให้น้ำเปลี่ยนสถานะ เราจะเรียกความร้อนนั้นว่า Latent Heat นะครับ

แต่ในทางกลับกัน หากไอน้ำ หรือ น้ำในสถานะก๊าซ มีการลดอุณหภูมิลง หรือ คายความร้อนออกไป ก็จะเกิดการกลายสถานะ จากไอน้ำ กลับมาเป็น น้ำในสถานะของเหลวอีกครั้ง ซึ่งกระบวนการนี้เราจะเรียกว่า “การควบแน่น (Condensation)”

ในชั้นบรรยากาศโดยปกติทั่วๆไป จะมีไอน้ำในสัดส่วนประมาณ 0-5% โดยปริมาตร ซึ่งค่าตรงนี้ก็จะเปลี่ยนไปตามเจ้าตัวไอน้ำที่ระเหย หรือ การควบแน่นตามวัฏจักร (Cycle) นั่นเองครับ

รูปภาพแสดงการเปลี่ยนสถานะของน้ำ Credited by www.worldatlas.com

ความดันไอน้ำ (Vapor Pressure) และความดันบรรยากาศ (Atmospheric pressure)

นอกจากการเปลี่ยนสถานะของอุณหภูมิแล้ว น้ำก็ยังที่จะสามารถเดือด หรือควบแน่นจากผลของ “ความดัน” ได้อีกด้วยนะครับ เช่น ปกติน้ำเราจะเดือดที่อุณหภูมิ 100 oC ใช่มั้ยครับ? แต่ว่าถ้าเกิดห้องนี้มีความดันลดลงมากๆ เช่น การไปต้มน้ำบนภูเขาสูงๆ พื้นที่บริเวณภูเขาสูง จะมีความกดอากาศน้อยกว่าปกติ ซึ่งส่งผลให้แรงที่กดบริเวณผิวของของเหลวลดลง ส่งผลให้จุดเดือดต่ำลงตามครับ ดังนั้นการต้มน้ำบนเขา​ น้ำก็อาจจะเดือดที่อุณหภูมิ 80-90 oC นะครับ

ในทางกลับกันหากห้องนี้หากมีความดันบรรยากาศมากขึ้น ยกตัวอย่างเช่น เราอยู่ในพื้นที่ลึกกว่าระดับน้ำทะเลมากๆ หรือระบบที่อยู่ภายใต้แรงดันสูงๆ เช่น หม้อแรงดัน หรือ Pressure Vessel ในโรงงาน จะส่งผลให้ น้ำจะมีจุดเดือดที่สูงขึ้น อาจจะประมาณอุณหภูมิ 100-120 oC นะครับ

โดยที่สาเหตุเป็นเช่นนั้นเพราะว่า “ความดันไอ (Vapor Pressure)” ของเหลว ถ้ามากกว่า “ความดันบรรยากาศ (Atmospheric Pressure)” จะทำให้ของเหลวระเหยนั้นเองครับ ซึ่งคล้ายๆกับ แรงภายในของโมเลกุลที่ผิวน้ำชนะแรงดันที่กดโมเลกุลน้ำนั้นอยู่ และโมเลกุลของน้ำก็จะลอยขึ้นไปเป็นสถานะก๊าซนั้นเองครับ

การวัดค่าความดันไอ (Vapor Pressure) จากการที่ของเหลวระเหยจนถึงจุดอิ่มตัว (Saturation)
โดยแต่ละสารจะไม่เท่ากันและยิ่งอุณหภูมิเพิ่มความดันพวกนี้ก็จะเพิ่มตาม)
เมื่ออุณหภูมิเพิ่มความดันไอของเหลวจะเพิ่มตามกราฟนะครับ

“ดังนั้นในการควบคุมความชื้นในอากาศปัจจัยหลัก คือ อุณหภูมิ และ ความดัน นะครับ”

หมายเหตุนะครับ: ตัวบทความนี้อาจจะขอย่อยรายละเอียดเพื่อความเข้าใจของเพื่อนๆให้ง่ายที่สุดนะครับ

สำหรับบทความนี้ทางก็จะขอขอบคุณทาง Sponsor ใจดีจากทาง Murata ด้วยนะครับ ที่ช่วยสนับสนุนเพจเราให้ทำบทความดีๆแบบนี้ออกมาเรื่อยๆ

ซึ่งหากเพื่อนๆท่านไหนกำลังเจอปัญหาเกี่ยวกับเรื่องของความชื้นในโรงงาน ทางนายช่างมาแชร์ก็มีเทคโนโลยีดีๆมาฝาก นั้นคือ…

เทคโนโลยีสำหรับโรงงานยุค 4.0 การวัดค่าอุณหภูมิและความชื้นด้วยระบบ Wireless ,IoT จากทาง Murata

โดยเทคโนโลยี Wireless Humidity & Temperature Sensor จะสามารถวัดความชื้นและอุณหภูมิได้แบบ Real-Time , มีการส่งข้อมูลแบบไร้สาย และยังเป็นเทคโนโลยีการเชื่อมต่อแบบ IoT (Internet of Thing) โดยอุปกรณ์เซนเซอร์วัดความชื้นและอุณหภูมิอัจฉริยะจากทาง Murata

เพียงแค่วางเซนเซอร์ไว้ในตำแหน่งที่ต้องการวัดอุณหภูมิ และความชื้น…หลังจากนั้นเซนเซอร์จะเก็บค่าแล้วส่งข้อมูลไปยังเกตเวย์ แล้วส่งต่อข้อมูลไปยังคอมพิวเตอร์, แทปเล็ต หรือ มือถือ เท่านี้เพื่อนๆ ก็สามารถตรวจวัด และติดตามค่าของอุณหภูมิ และความชื้นได้อย่างง่ายดายเลยครับ

อ่านข้อมูลเพิ่มเติม การตรวจวัดอุณหภูมิและความชื้นแบบไร้สาย (Wireless Temperature & Humidity Sensor)

ถ้าเพื่อนๆ คนไหนสนใจสามารถติดต่อโดยตรงกับ Murata เพื่อขอข้อมูล หรือขอทดลองตัว Demo ได้ฟรีที่โรงงานของเพื่อนๆเลยนะครับ

ช่องทางติดต่อมูราตะ

คุณเดชไชยนันท์ สอนโกษา (ทิว)

  • วิศวกรฝ่ายขาย
  • โทร: 080-142-0057 
  • อีเมล:[email protected]

คุณรชธร เอกนิตยบุญ (ปุ้)

  • วิศวกรฝ่ายขาย 
  • โทร: 081-132-4462  
  • อีเมล:[email protected]

คุณธนพร คุณากรเรืองกิจ (พลอย)

  • เจ้าหน้าที่บริหารงานขายและการตลาด 
  • โทร: 063-125-6151 
  • อีเมล: [email protected]

คุณณัฐกานต์ ปันส่งเสริม (แอน)

  • นักพัฒนาธุรกิจ 
  • โทร : 081-923-3462
  • อีเมล: [email protected]

ตามไปอ่าน : ทฤษฎีความชื้นในอากาศ [EP.2] : ความชื้นสัมพัทธ์และความชื้นสัมบูรณ์ (Relative & Absolute Humidity)

#นายช่างมาแชร์ #Murata #Sensor #ความชื้น #Humidity #Technology #IoT

ซีเซียม-137 ใช้ทำอะไรได้บ้าง ? ในโรงงานอุตสาหกรรม

0
CS-137 benefit in industry
CS-137 benefit in industry

ซีเซียม-137 เป็นสารกัมตรังสีไอโซโทปชนิดหนึ่งที่นิยมใช้มากที่สุดในโรงงานอุตสาหกรรม และมีเครื่องมือนับพันชนิดที่ออกแบบให้รองรับการใช้งาน เช่น

1. เครื่องมือวัดความชื้นและความหนาแน่นที่ใช้ในอุตสาหกรรมก่อสร้าง

2. เครื่องวัดระดับ (Level Transmitter) เพื่อตรวจวัดระดับและอัตราการไหลในท่อและถัง

3. เครื่องวัดความหนา สำหรับวัดความหนาของแผ่นกระดาษ ​ฟิลม์ และผลิตภัณฑ์อื่นๆ

4. การตรวจสอบความสมบรณ์ของท่อแบบ RT (Radiographic Testing) ซึ่งเป็นการตรวจสอบแบบไม่ทำลาย NDT รูปแบบหนึ่ง

5. เครื่องหยั่งธรณี (Well-Logging) ในการสำรวจและการขุดเจาะน้ำมัน

6. ใช้บำบัดมะเร็งในอุตสาหกรรมการแพทย์ โดยใช้รังสีแกรมม่า

ที่มา : นิวเคลียร์ปริทัศน์ ปีที่ 17 ฉบับที่ 2, 2547

#นายช่างมาแชร์#ซีเซียม#สารกัมตรังสี#CS137

CUI [EP.3] : วิธีการตรวจสอบในการหา CUI ในโรงงาน

0
CUI-Corrosion-Under-Insulation-Wallpaper
CUI-Corrosion-Under-Insulation-Wallpaper

สวัสดีครับเพื่อนๆ วันนี้เราจะมาต่อกันเรื่องของ CUI กันใน Part 2 นี้นะครับ วันนี้เราจะมาแชร์กันเกี่ยวกับวิธีการตรวจสอบต่างๆที่เป็นที่นิยมสำหรับการตรวจหา CUI กันนะครับ ก่อนอื่นต้องเข้าใจกันก่อนนะครับว่า CUI นี้เองสามารถตรวจสอบได้ยาก เพราะเราไม่สามารถมองเห็นความเสียหายได้จากภายนอก เราไม่มีทางรู้ได้เลยว่า มีความเสียหายเกิดขึ้นกับอุปกรณ์ของเราหรือยัง

หากไม่รื้อฉนวนออกมาเพื่อตรวจสอบ ฉะนั้นวันนี้ทีมงานนายช่างมาแชร์จะขอมาแชร์วิธีการตรวจสอบ CUI กันนะครับว่ามีด้วยกันทั้งหมดกี่วิธี และวิธีที่เป็นที่นิยมมีอะไรบ้างและมีข้อดีข้อเสียแตกต่างกันอย่างไร

วิธีการตรวจสอบ CUI สำหรับท่อ Carbon steel และ Low alloy

วิธีการตรวจสอบ CUI มีอยู่ด้วยกันหลายวิธี โดยทั้งหมดจะเป็นวิธีการตรวจสอบแบบไม่ทำลาย หรือที่เรียกว่า “Nondestructive testing” ซึ่งวิธีการตรวจสอบที่เป็นที่นิยมจะมีอยู่ด้วยกัน 4 วิธีดังนี้ครับ

1. วิธีการตรวจสอบด้วยสายตา (Visual inspection) 

คือวิธีการตรวจสอบพื้นฐานที่สามารถทำได้ง่ายที่สุด สามารถทำได้ทุกคน โดยวิธีการตรวจสอบนี้สามารถทำได้ทั้งแบบที่รื้อฉนวนและแบบไม่ต้องรื้อฉนวน (Invasive and Non-invasive inspection)

Visual,Inspections,Of,The,Weld,Pipe,With,A,Magnifying,Glass
  1. แบบไม่รื้อฉนวน – คือการตรวจสอบสภาพของฉนวนโดยภาพรวม ว่าฉนวนยังมีสภาพดี ไม่มีจุดที่ฉนวนเสียหาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งจุดที่เป็นรอยต่อ, วาล์ว หรือจุดที่ฉนวนมีการเปลี่ยนทิศทางจากแนวตั้งเป็นแนวนอน ควรจะต้องสนใจเป็นพิเศษ เพราะเป็นจุดที่น้ำสามารถทะลุทะลวงเข้าไปในฉนวนและขังอยู่ภายในได้ ทำให้เกิด CUI ได้ต่อไป
  2. แบบรื้อฉนวน – คือการวิธีการตรวจสอบที่ถือว่ามีประสิทธิภาพมากที่สุด เพราะสามารถตรวจพื้นผิวที่พบความเสียหายได้โดยตรง แต่มีข้อเสียที่มีค่าใช้จ่ายที่ค่อนข้างสูง ทั้งการตั้งนั่งร้าน, การรื้อฉนวน รวมถึงค่าฉนวนอันใหม่ในกรณีที่ต้องเปลี่ยนฉนวนเนื่องจากความเสียหายจากการรื้อถอน อีกทั้งอาจเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่จะทำให้เกิด CUI ได้ในอนาคตหากติดตั้งฉนวนกลับไปในสภาพที่ไม่ดี

2. วิธีการตรวจสอบด้วยภาพถ่ายรังสี (Radiographic testing, RT)

คือวิธีการตรวจสอบแบบไม่ต้องรื้อฉนวนอย่างนึง (Non-invasive inspection) วิธีการตรวจสอบคือให้จุดที่เราต้องการจะตรวจสอบ อยู่ระหว่างอุปกรณ์ฉายรังสีและฉากรับภาพ โดยภาพผลลัพธ์ก็สามารถนำมาพิจารณาเพื่อตรวจสอบความเสียหาย CUI ของท่อหรืออุปกรณ์ของเราได้นั่นเองครับ ซึ่งวิธีนี้ก็จะมีข้อจำจัดเช่น ขนาดของอุปกรณ์ที่จะตรวจสอบต้องไม่ใหญ่มากเกินกว่าฉากรับภาพรังสี และตรวจสอบได้เฉพาะท่อที่เป็น Carbon steel หรือ Low alloy เท่านั้น เป็นต้น

อ่านข้อมูลเพิ่มเติม การตรวจสอบด้วยวิธี RT (Radiographic Testing)

3. วิธีการตรวจสอบด้วยการวัดความหนา (Ultrasonic thickness measurement, UTM)

วิธีการตรวจสอบแบบจำเป็นต้องรื้อฉนวน (Invasive inspection) วิธีการตรวจสอบแบบนี้คือการใช้คลื่นเสียงส่งผ่านพื้นผิวที่เราต้องการตรวจสอบ เพื่อวัดความหนาของอุปกรณ์หรือท่อที่เหลืออยู่ แต่วิธีนี้ใช้ได้เฉพาะกับ Carbon steel หรือ Low alloy เท่านั้น นะครับ

ภาพการตรวจสอบแบบ UTM หรือ Ultrasonic thickness measurement

4. วิธีการตรวจสอบด้วยภาพถ่ายความร้อน (Thermography Camera)

คือวิธีการตรวจสอบแบบไม่จำเป็นต้องรื้อฉนวน (Non-invasive inspection) วิธีนี้คือการใช้เครื่องมือกล้องถ่ายภาพความร้อนเป็นอุปกรณ์เสริมในการตรวจสอบด้วยสายตา โดยวิธีการคือใช้ตรวจสอบบริเวณที่มีอุณหภูมิแตกต่างจากบริเวณอื่น ซึ่งอาจเป็นสัญญาณของฉนวนที่เสียหาย หรือสัญญาณว่าอาจมีน้ำที่แทรกตัวเข้าไปอยู่ภานในฉนวน

จบกันไปแล้วนะครับสำหรับ Part 2 ของเรื่อง CUI หวังว่าเพื่อนๆทุกท่านจะได้ทราบถึงวิธีการตรวจสอบเพื่อหา CUI กันมากขึ้นนะครับ ซึ่งจริงๆแล้วการตรวจสอบ CUI ยังมีอีกมากมายหลายวิธีเลยครับ แต่ไม่ว่าจะวิธีใดก็ตามการตรวจสอบ CUI ควรจะทำอย่างเป็นระบบและมีมาตรฐาน เพื่อให้ครอบคลุมและเกิดประโยชน์สูงสุดครับ

ใน Part ต่อไปเราจะมาพูดถึงวิธีการซ่อมแซมและป้องกันปัญหาของ CUI กันต่อไปครับ แล้วพบกันใหม่ในบทความหน้า ขอบคุณครับ

ทฤษฎีความชื้นในอากาศ [EP.2] : ความชื้นสัมพัทธ์และความชื้นสัมบูรณ์ (Relative & Absolute Humidity)

0
Humidity-wallpaper
Humidity-wallpaper

เพื่อนๆรู้มั้ยว่าในอากาศที่เราหายใจอยู่ในทุกๆวัน จะมีละอองไอน้ำปะปนอยู่ในทุกๆโมเลกุลของอากาศ ซึ่งการที่เราจะรู้ได้ว่าปริมาณของละอองน้ำในโมเลกุลมีปริมาณที่ “เยอะ” หรือ “น้อย” เราสามารถจะวัดค่าได้จาก “ค่าความชื้น” หรือ “Humidity” นั่นเองครับ โดยนิยามของความชื้น คือสภาวะที่อากาศมีไอน้ำปะปนอยู่โดยปริมาณไอน้ำในอากาศจะมากหรือน้อย ขึ้นอยู่กับอุณหภูมิอีกด้วยครับ โดยเมื่ออุณหภูมิสูงอากาศจะรับไอน้ำได้มากกว่าอากาศที่มีอุณหภูมิต่ำกว่านั่นเองครับ

โดยการวัดความชื่นในอากาศมีด้วยกันอยู่ 2 แบบคือ

  1. ความชื้นสัมบูรณ์ (Absolute Humidity)
  2. ความชื้นสัมพัทธ์ (Relative Humidity)

แล้วเจ้าสองตัวนี้ชื่อคล้ายๆกัน แต่ต่างกันอย่างไร เราตามไปดูกันนะครับ

1. ความชื้นสัมบูรณ์ (Absolute Humidity)

ความชื้นสัมบูรณ์ (Absolute Humidity) คือ การวัดค่า “น้ำหนักของไอน้ำในอากาศ ต่อหนึ่งหน่วยปริมาตร” ณ อุณหภูมิเดียวกัน โดยคำนวณได้จากอัตราส่วนระหว่าง “มวลของไอน้ำในอากาศ” กับ “ปริมาตรของอากาศ ณ ขณะนั้น” วัดหน่วยเป็น g/cm3 (น้ำหนักต่อปริมาตร)

กรณีที่อากาศ หดตัว หรือ ขยายตัว ค่าความชื้นสัมบูรณ์ จะมีการเปลี่ยนแปลง โดยที่ปริมาณไอน้ำยังคงเท่าเดิม ดังนั้นจึงเป็นเหตุผลที่ว่า “ความชื้นสัมบรูณ์ไม่เป็นที่นิยมมาวัดค่าความชื้นในอากาศ” นั่นเองนะครับ

2. ความชื้นสัมพัทธ์ (Relative Humidity)

ความชื้นสัมพัทธ์ (Relative Humidity) คือ ตัวที่บ่งบอกว่า “มีปริมาณน้ำในหนึ่งโมเลกุลอากาศ มากน้อยแค่ไหน” นั่นคือ อัตราส่วนระหว่าง “ความชื้นที่มีอยู่จริงในอากาศ” กับ “ความชื้นมากสุดที่อากาศรับได้ ; เมื่ออากาศอิ่มตัวด้วยไอน้ำ ที่อุณหภูมิและปริมาตรเดียวกัน” นิยมคิดเป็นร้อยละ หรือ เปอร์เซ็นต์ สามารถหาได้จากความสัมพันธ์

การเปรียบค่าความชื้นสัมพัทธ์เหมือนน้ำในแก้ว (โมเลกุลของอากาศ) Credited by SciJinks

โดยการเปลี่ยนแปลงความชื้นสัมพัทธ์ในอากาศจะขึ้นกับปัจจัยดังนี้

  1. ปริมาณไอน้ำในอากาศ ในกรณีที่ค่าความกดอากาศคงที่ หากปริมาณไอน้ำเพิ่มขึ้น ค่าความชื้นสัมพันธ์ก็จะเพิ่มขึ้นตามครับ
  2. อุณหภูมิ (Temperature) เมื่อปริมาณไอน้ำในอากาศ และค่าความกดอากาศคงที่ หากอุณหภูมิเกิดการเปลี่ยนแปลงความชื้นก็จะเปลี่ยนแปลงครับ
  • โดยหากอุณหภูมิลดลง – ค่าความชื้นสัมพัทธ์จะเพิ่ม โดย เมื่ออากาศเย็นลง ปริมาตรของอากาศก็จะหดตัวลง ส่งผลให้จำนวนไอน้ำต่อปริมาตรจะเพิ่มขึ้น
  • โดยหากอุณหภูมิเพิ่มขึ้น – ค่าความชื้นสัมพัทธ์จะลดลง โดย เมื่ออากาศร้อนขึ้น ปริมาตรของอากาศก็จะขยายตัวเพิ่มขึ้น ส่งผลให้จำนวนไอน้ำต่อปริมาตรจะลดลง

ซึ่งสรุปง่ายๆคือ อุณหภูมิ จะแปรผกผันต่อ ความชื้นสัมพัทธ์นั่นเองครับ

ผลของอุณหภูมิต่อความชื้นสัมพัทธ์
Credited by canyonsandcrags.com

อย่างไรก็ตาม ค่าความชื้นสัมพัทธ์ สูงสุดจะเป็นได้แค่ 100% เท่านั้นครับ นั่นคือ จุดอิ่มตัวของอากาศที่เต็มไปด้วยปริมาณไอน้ำมากที่สุด แต่ทว่าหากอุณหภูมิยังลดลงอีก ไอน้ำที่มีอยู่มากกว่าอากาศที่รับได้ ก็จะถูกบีบตัวออกมาในรูปของ ฝน น้ำค้าง หรือ หมอก และหากอุณหภูมิลดลงต่ำกว่าจุดเยือกแข็ง (Freezing point) ก็จะเป็น หิมะ หรือน้ำแข็งนั่นเองครับ

เปรียบเทียบค่าความชื้นสัมบูรณ์ vs ความชื้นสัมพัทธ์

เปรียบเทียบค่าต่างๆของความชื้นเพื่อแสดงความสัมพัทธ์

เมื่อรู้กันไปแล้วว่าความชื้นในอากาศเกิดขึ้นได้อย่างไร สำหรับในแง่ของโรงงานอุตสาหกรรมเองความชื้นพวกนี้ถือว่ามีผลกระทบต่อกระบวนการผลิต และสินค้ามากๆเลยนะครับ เพราะความชื้นเหล่านี้สามารถส่งผลให้สินค้าบางชนิดเสียหาย ยกตัวอย่างเช่นการเกิดสนิม หรือการทำให้คุณภาพสินค้าไม่ได้มาตรฐานและตก QC ในที่สุด ซึ่งผลกระทบเหล่านี้บางทีอาจจะสูงถึงมูลค่าหลักล้านบาท

จะดีกว่าไหมถ้าเรามีเทคโนโลยีที่สามารถควบคุมความชื้นเหล่านี้ได้ และทำให้โรงงานไม่เสียต้นทุน และยังเพิ่มประสิทธิภาพในกระบวนการผลิตอีกด้วย ซึ่งวันนี้ทางนายช่างมาแชร์จะขอมาแนะนำเทคโนโลยีใหม่สำหรับการควบคุมความชื้นกันครับ นั้นคือ…

เทคโนโลยีสำหรับโรงงานยุค 4.0 การวัดค่าอุณหภูมิและความชื้นด้วยระบบ Wireless ,IoT จากทาง Murata

โดยเทคโนโลยีนี้จะสามารถวัดความชื้นและอุณหภูมิได้แบบ Real-Time , มีการส่งข้อมูลแบบไร้สาย และยังเป็นเทคโนโลยีการเชื่อมต่อแบบ IoT (Internet of Thing) โดยอุปกรณ์เซนเซอร์วัดความชื้นและอุณหภูมิอัจฉริยะจากทาง Murata

เพียงแค่วางเซนเซอร์ไว้ในตำแหน่งที่ต้องการวัดอุณหภูมิ และความชื้น…หลังจากนั้นเซนเซอร์จะเก็บค่าแล้วส่งข้อมูลไปยังเกตเวย์ แล้วส่งต่อข้อมูลไปยังคอมพิวเตอร์, แทปเล็ต หรือ มือถือ เท่านี้เพื่อนๆ ก็สามารถตรวจวัด และติดตามค่าของอุณหภูมิ และความชื้นได้อย่างง่ายดายเลยครับ

อ่านข้อมูลเพิ่มเติม การตรวจวัดอุณหภูมิและความชื้นแบบไร้สาย (Wireless Temperature & Humidity Sensor)

ถ้าเพื่อนๆ คนไหนสนใจสามารถติดต่อโดยตรงกับ Murata เพื่อขอข้อมูล หรือขอทดลองตัว Demo ได้ฟรีที่โรงงานของเพื่อนๆเลยนะครับ

ช่องทางติดต่อมูราตะ

คุณเดชไชยนันท์ สอนโกษา (ทิว)

  • วิศวกรฝ่ายขาย
  • โทร: 080-142-0057 
  • อีเมล:[email protected]

คุณรชธร เอกนิตยบุญ (ปุ้)

  • วิศวกรฝ่ายขาย 
  • โทร: 081-132-4462  
  • อีเมล:[email protected]

คุณธนพร คุณากรเรืองกิจ (พลอย)

  • เจ้าหน้าที่บริหารงานขายและการตลาด 
  • โทร: 063-125-6151 
  • อีเมล: [email protected]

คุณณัฐกานต์ ปันส่งเสริม (แอน)

  • นักพัฒนาธุรกิจ 
  • โทร : 081-923-3462
  • อีเมล: [email protected]

#นายช่างมาแชร์ #Murata #Sensor #ความชื้น #Humidity #Technology #IoT

Reference :
https://scijinks.gov/what-is-humidity/
https://macinstruments.com/
https://www.moscorner.com/

 

ซีเซียม-137 อันตรายอย่างไร ?

0
CS-137 how danger wallpaper
CS-137 how danger wallpaper

ซีเซียม-137 หรือ Cs-137 ตามตารางธาตุ คือ สารไอโซโทป (Isotope) ของ “ซีเซียม” ซึ่งเป็น “สารกัมมันตรังสี (Radioactivity)” บอกเลยว่า อันตรายมาก!!!

.

โดยมีเลขอะตอม (Atomic number) เท่ากับ 55 มีครึ่งชีวิต (Half-Life) 30 ปี สลายตัวได้โดยการปล่อยรังสีบีตา (β) และรังสีแกมมา(γ) ซึ่งมาจากการแบ่งแยกนิวเครียส

.

Cs-137 ที่เป็นสารก่อมะเร็ง!! ซึ่งโอกาสที่จะเป็นมะเร็ง เมื่อได้รับการปนเปื้อนเข้าไปจะกระจายเข้าไปในร่างกาย ส่วนใหญ่จะสะสมอยู่ในเนื้อเยื่อ ตับ และไขกระดูก

.

ทั้งนี้หากมีการสัมผัสโดยไม่รู้ตัว ให้ถอดเสื้อผ้า ชำระร่างกาย นำชุดนั้นใส่ถุงมัดปากไว้ ในที่ปลอดภัย และแจ้งเจ้าหน้าที่ตรวจสอบปริมาณรังสีของเราและเพื่อนำสารไปทำลายต่อไป

#นายช่างมาแชร์#ซีเซียม#cs137#สารกัมตภาพรังสี

[อบรมฟรี] – ก้าวแรกสู่ผู้เชี่ยวชาญหม้อไอน้ำ

0
ก้าวแรกสู่ผู้เชี่ยวชาญ ด้านหม้อน้ำ
ก้าวแรกสู่ผู้เชี่ยวชาญ ด้านหม้อน้ำ

ก้าวแรกสู่ผู้เชี่ยวชาญ ด้านหม้อน้ำ หรือ First Step to Boiler Expert

เพื่อเพิ่มพูนความรู้ด้านหม้อไอน้ำกันครับ

ลงทะเบียน : Click Here

เครื่องทำความเย็น Chiller [EP.1] : หลักการทำงานเบื้องต้นและส่วนประกอบ

0
Chiller EP.1 Wallpaper
Chiller EP.1 Wallpaper

ระบบ Chiller (ชิลเลอร์) หรือ “เครื่องทำความเย็นแบบหนึ่ง” ในระบบทำความเย็น โดยที่ระบบ Chiller จะเหมาะสมกับระบบปรับอากาศขนาดใหญ่ เช่น ตึกอาคาร, สำนักงาน, ห้างสรรพสินค้า หรือ​ โรงพยาบาล หรือแม้กระทั่งในอุตสาหกรรมก็จะใช้ Chiller ไปใช้ในการผลิตน้ำเย็นเพื่อส่งเข้าไปยังเครื่องจักร เป็นต้นนะครับ

โดยจะทำหน้าที่ “ผลิตน้ำเย็น” หรือ “ปรับลดอุณหภูมิน้ำ” เพื่อส่งถ่ายน้ำเย็นที่ได้มานั้น ไปยังเครื่องปรับอากาศต่างๆ ในระบบทำความเย็นใหญ่อีกทีหนึ่ง

โดยตัว Chiller จะแบ่งออกเป็น 2 ระบบใหญ่ๆคือ
1. ชิลเลอร์ระบายความร้อนด้วยน้ำ (Water Cooled Chiller)
2. ชิลเลอร์ระบายความร้อนด้วยอากาศ (Air Cooled Chiller)

โดยในส่วนนี้จะขอไปลงรายละเอียดใน [EP.2] นะครับ

องค์ประกอบและการทำงานของระบบทำความเย็น

  1. Compressor ถือเป็นหัวใจของระบบนี้เลยนะครับ โดยทำหน้าที่ “เพิ่มความดันของสารทำความเย็น” ทำให้สารทำความเย็นกลายเป็นสถานะก๊าซ จากสารทำความเย็นที่มีความดันต่ำ และอุณหภูมิต่ำที่มาจากจาก Evaporator โดยสารทำความเย็นที่ผ่าน Compressor ที่เป็นก๊าซโดยมีความดันและอุณหภูมิที่สูง จะถูกนำไประบายความร้อนใน Condersor ต่อไป
  2. Condenser จะเป็นระบบที่ระบายความร้อนออกจากสารทำความเย็น (ชนิดก๊าซ) ซึ่งหลังจากแลกเปลี่ยนความร้อนเสร็จ จะทำให้สารทำความเย็นในสถานะที่เป็นก๊าซจะควบแน่น (Condense) กลับสู่สถานะเป็นของเหลวความดันสูง และวิ่งไปต่อที่ Expansion Valve
  3. Expansion valve ทำหน้าที่ “ควบคุมการไหล” และ “ลดความดันของ” ของน้ำยาเหลวที่ผ่านเข้าไปยัง Evaporator โดยจะลดความดันจนทำให้สารทำความเย็นสามารถระเหยเปลี่ยนสถานะเป็นไอ ได้ที่อุณหภูมิต่ำๆใน Evaporator ต่อไป
  4. Evaporator เป็นตัว Heat Load ของเรา ที่ระบบ Chiller ของเราจะเข้าไปทำการลดอุณหภูมิ โดยเมื่อสารทำความเย็นที่มาจาก Expansion Valve เข้ามายัง Evaporator สารทำความเย็นของเรา จะไปทำการแลกเปลี่ยนความร้อนผ่านอุปกรณ์ Heat Exchanger จากนั้นตัวระบบ Heat Load ของเราจะเย็นลง ส่วนสารทำความเย็นของเราจะได้รับความร้อนและระเหยเปลี่ยนสถานะเป็นก๊าซ (ด้วย Latent heat ซึ่งเป็นการดึงความร้อนได้ในปริมาณมากด้วยการเปลี่ยนสถานของสารทำความเย็น) จากนั้นสารทำความเย็นที่แลกเปลี่ยนความร้อนแล้วที่กลายเป็นสถาณก๊าซจะวิ่งไปต่อที่ Compressor และวนลูปแบบนี้ต่อไปนะครับผม

หลักการทำงานของ Chiller

แล้วพบกับสาระดีๆทางด้าน งานช่าง งานวิศวกรรม และงานอุตสาหกรรม แบบนี้ได้ในเพจนายช่างมาแชร์นะครับ

Website: www.naichangmashare.com
Facebook: https://www.facebook.com/naichangmashare/
Blockdit :  https://www.blockdit.com/naichangmashare
Instragram: https://www.instagram.com/naichangmashare/
Twitter: https://twitter.com/naichangmashare
Youtube: https://www.youtube.com/channel/UCmIPiSeg-uy4k8JYSmknp_g

#นายช่างมาแชร์ #Chiller

CUI [EP.2] : ความเชื่อผิดๆของ CUI บนวัสดุ Stainless Steel

0
CUI-EP.2-Wallpaper
CUI-EP.2-Wallpaper

หลายท่านคงอาจจะเคยเห็นหน้าตาสนิมแบบนี้กับเฉพาะท่อหรืออุปกรณ์ที่สร้างด้วย Carbon steel และ Low alloy steel นะครับ แต่อันที่จริงแล้ว CUI สามารถเกิดขึ้นได้กับท่อหรืออุปกรณ์ที่สร้างจาก Stainless steel ได้ด้วยเช่นกัน เพียงแต่รูปแบบการเกิดจะแตกต่างออกไปกับที่เกิดบน Carbon steel หรือ Low alloy steel

ภาพถ่าย SEM ของ Cl-SCC บน Stainless steel
ภาพถ่าย SEM ของ Cl-SCC บน Stainless steel

CUI บน Stainless steel จะเกิดในรูปแบบของ Chloride Stress Corrosion Cracking (Cl-SCC, การแตกร้าวเนื่องจากคลอไรด์) หรือในรูปแบบของ Localized pitting/corrosion (การกัดกร่อนแบบเป็นหลุม, เป็นจุด) ซึ่งผลกระทบของ CUI กับอุปกรณ์ที่เป็น Stainless steel หากมีปัจจัยที่สนับสนุนให้เกิดเพียงพอ จะสามารถสร้างความเสียหายได้อย่างใหญ่หลวงเลยครับ

แล้วพบกับสาระดีๆทางด้าน งานช่าง งานวิศวกรรม และงานอุตสาหกรรม แบบนี้ได้ในเพจนายช่างมาแชร์นะครับ

Website: www.naichangmashare.com
Facebook: https://www.facebook.com/naichangmashare/
Blockdit :  https://www.blockdit.com/naichangmashare
Instragram: https://www.instagram.com/naichangmashare/
Twitter: https://twitter.com/naichangmashare
Youtube: https://www.youtube.com/channel/UCmIPiSeg-uy4k8JYSmknp_g

#นายช่างมาแชร์ #CUI #NDT #Engineering

CUI หรือ Corrosion Under Insulation [EP.1] : ภัยร้ายกัดกินโรงงาน

0
CUI EP.1 Wallpaper
CUI EP.1 Wallpaper

เพื่อนๆหลายคนคงจะเคยได้ยินกันมาบ้างนะครับ สำหรับคำว่า CUI แต่เคยสงสัยกันไหมครับว่ามันคืออะไร เกิดขึ้นได้อย่างไร และจะแก้ปัญหานี้ในโรงงานของเพื่อนๆกันด้วยวิธีไหน วันนี้เพจนายช่างมาแชร์ จะขอมาอธิบายกันให้เข้าใจกันแบบง่ายๆกันเลยครับ

CUI คืออะไร?

CUI หรือชื่อเต็มของมันคือ Corrosion Under Insulation หรือถ้าแปลเป็นภาษาไทยก็จะหมายถึง การกัดกร่อนภายใต้ฉนวนนั่นเองครับ (ต่อไปนี้จะขออนุญาตเรียกสั้นๆว่า “CUI” นะครับ) ไม่ว่าจะเป็นฉนวนกันความร้อน ฉนวนกันความเย็นหรือฉนวนชนิดใดๆก็ตาม

เจ้า CUI นี้สามารถเกิดได้กับแทบจะทุกอุปกรณ์ในโรงงานของเรากันเลยนะครับหากมัน “หุ้มฉนวน” โดยส่วนมากจะเกิดขึ้นกับโรงงานที่ใช้งานมาแล้วเป็นระยะเวลานานประมาณนึงครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งโรงงานที่ใช้งานมาเป็นเวลานานมากๆ และขาดการบำรุงรักษาอย่างถูกต้อง ไอ้เจ้า CUI นี้สามารถความเสียหายมาให้อย่างใหญ่หลวงเลยแหละครับ

ภาพตัวอย่างการเกิด Stress corrosion cracking บนอุปกรณ์ Stainless steel

ปัจจัยและสาเหตุในการเกิด CUI

ปัจจัยที่ส่งเสริมให้เกิด CUI มีด้วยกันหลายข้อเลยครับ หากอ้างอิงกับ API571 จะสามารถแบ่งออกมาย่อยๆได้ดังนี้

  1. อุณหภูมิใช้งาน (Operating pressure) ถือว่าเป็นตัวแปรสำคัญที่เป็นตัวกำหนดว่าท่อหรืออุปกรณ์ใดๆของเราบ้างที่สามารถเกิด CUI ได้ครับ
    1. Carbon steel จะมีโอกาสเกิด CUI หากใช้งานที่อุณหภูมิตั้งแต่ -12 °C จนถึง 175 °C
    2. Stainless steel จะมีโอกาสเกิด CUI หากใช้งานที่อุณหภูมิตั้งแต่ 60 °C จนถึง 205 °C
    3. CUI จะเกิดได้รุนแรงที่สุดหากผิวเหล็กอยู่ในช่วงอุณหภูมิ ตั้งแต่ 100 °C จนถึง 121 °C เนื่องจากเป็นอุณหภูมิช่วงที่น้ำที่เกิดขึ้นบนผิวเหล็กเริ่มที่จะระเหยแต่อุณหภูมิไม่สูงเกินกว่าที่จะทำให้ระเหยได้ไวมากพอ ทำให้ Insulation มีความชื้นอยู่นานกว่าท่อหรืออุปกรณ์ที่ใช้ที่ช่วงอุณหภูมิอื่นๆ
  2. ชนิดของ Insulation, รูปแบบของการติดตั้งฉนวนและสภาพแวดล้อมของที่ตั้งท่อหรืออุปกรณ์ ถือว่าเป็นอีกหนึ่งตัวแปรที่สำคัญของการเกิด CUI
  3. เป็นอุปกรณ์หรือท่อที่ใช้งานเป็นครั้งคราว (Intermittent service) หรือใช้งานที่อุณหภูมิไม่คงที่ จะส่งผลให้เกิด CUI ที่รุนแรงได้ครับ
  4. คลอไรด์ (Chloride) ไม่ว่าจะจากฉนวนที่ติดตั้งอยู่หรือจากสภาพแวดล้อมที่มีคลอไรด์ในอากาศสูง เช่นโรงงานที่ตั้งอยู่ใกล้ทะเลหรือใกล้กับ Cooling tower ก็ถือว่าเป็นปัจจัยที่ทำให้เกิด CUI ได้รุนแรงมากขึ้นครับ
ภาพตัวอย่างของท่อที่ Insulation เสียหาย

ส่วนใดบ้างในโรงงานของเรามีโอกาสเกิด CUI

สิ่งที่น่ากลัวอีกอย่างเกี่ยวกับ CUI นั้นก็คือ มันสามารถเกิดขึ้นได้กับอุปกรณ์ที่ถึงแม้จะมีสภาพฉนวนภายนอกที่ดีอยู่ก็ตาม แต่ก็อาจจะมี CUI เกิดขึ้นภายใต้ความสวยงามนั้นก็เป็นได้ โดยจะขอยกตัวอย่างของท่อหรืออุปกรณ์ที่สามารถเกิด CUI ขึ้นได้ดังนี้ครับ

  • ตำแหน่งของท่อหรืออุปกรณ์ที่มี Insulation เสียหาย
  • ตำแหน่งที่มีลักษณะเป็น Deadlegs หรือจุดที่ไม่มีของภายในไหลผ่านสม่ำเสมอเช่น จุด Vent และ จุด Drain
  • ท่อหรืออุปกรณ์ที่มีความเสียหายหรือรั่วซึมของท่อ Steam tracing
  • ตำแหน่งที่มีโอกาสน้ำขังภายใน Insulation ได้ ไม่ว่าจะจากการออกแบบของอุปกรณ์หรือการติดตั้ง Insulation ที่ผิดวิธี

แล้วพบกับสาระดีๆทางด้าน งานช่าง งานวิศวกรรม และงานอุตสาหกรรม แบบนี้ได้ในเพจนายช่างมาแชร์นะครับ

Website: www.naichangmashare.com
Facebook: https://www.facebook.com/naichangmashare/
Blockdit :  https://www.blockdit.com/naichangmashare
Instragram: https://www.instagram.com/naichangmashare/
Twitter: https://twitter.com/naichangmashare
Youtube: https://www.youtube.com/channel/UCmIPiSeg-uy4k8JYSmknp_g

#นายช่างมาแชร์ #CUI #NDT #Engineering