หน้าแรก บล็อก

เหตุเครนและคานปูนถล่ม พระราม 2 จ.สมุทรสาคร เสียชีวิต 2 ราย เจ็บ 5 ราย “อิตาเลียนไทยฯ” รับเหมา รมว.คมนาคม สั่งทบทวนมาตรการความปลอดภัย

Crane and Concrete Beam Collapse on Rama 2 Road in Samut Sakhon Leaves 2 Dead, 5 Injured; Italian-Thai Development Named Contractor as Transport Minister Orders Safety Review
Crane and Concrete Beam Collapse on Rama 2 Road in Samut Sakhon Leaves 2 Dead, 5 Injured; Italian-Thai Development Named Contractor as Transport Minister Orders Safety Review

เกิดเหตุคานปูนและเครนถล่มระหว่างการก่อสร้างทางยกระดับบนถนนพระราม 2 ในพื้นที่จังหวัดสมุทรสาคร เมื่อวันที่ 15 มกราคม 2569 ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 2 ราย และได้รับบาดเจ็บอีกอย่างน้อย 5 ราย โดยเจ้าหน้าที่กู้ภัยและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้เร่งเข้าช่วยเหลือผู้ประสบเหตุ พร้อมนำผู้ได้รับบาดเจ็บส่งโรงพยาบาลใกล้เคียงอย่างเร่งด่วน

เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นภายในโครงการก่อสร้างทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองหมายเลข 82 หรือ M82 สายบางขุนเทียน – บ้านแพ้ว ซึ่งอยู่ระหว่างดำเนินการก่อสร้างบนแนวถนนพระราม 2 โดยจุดเกิดเหตุอยู่ในช่วง “เอกชัย – บ้านแพ้ว” บริเวณจังหวัดสมุทรสาคร

จากข้อมูลเบื้องต้น พบว่า ชิ้นส่วนคานปูนและอุปกรณ์เครนที่ใช้ในการก่อสร้างทางยกระดับได้เกิดการพังถล่มลงมา ระหว่างปฏิบัติงานก่อสร้าง ส่งผลให้คนงานและผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่ได้รับผลกระทบ โดยมีผู้เสียชีวิตในที่เกิดเหตุ 2 ราย และมีผู้ได้รับบาดเจ็บอีก 5 ราย หลังเกิดเหตุ เจ้าหน้าที่กู้ภัย เจ้าหน้าที่ตำรวจ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้เข้าปิดพื้นที่เพื่อเร่งค้นหาและช่วยเหลือผู้ประสบภัย รวมถึงตรวจสอบสาเหตุของอุบัติเหตุอย่างละเอียด

ทำความรู้จักโครงการทางหลวงพิเศษ M82

โครงการที่เกิดเหตุ คือ โครงการทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง สายบางขุนเทียน – บ้านแพ้ว (M82) ของกรมทางหลวง ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อแก้ปัญหาการจราจรบนถนนพระราม 2 และเพิ่มประสิทธิภาพการเดินทางเชื่อมต่อพื้นที่กรุงเทพมหานครกับภาคใต้

โครงการดังกล่าวเป็นทางยกระดับบนทางหลวงหมายเลข 35 หรือถนนพระราม 2 โดยออกแบบตามมาตรฐานทางหลวงพิเศษ มีระบบควบคุมการเข้าออกอย่างสมบูรณ์

โครงการแบ่งการก่อสร้างออกเป็น 2 ช่วงหลัก

1. ช่วงบางขุนเทียน – เอกชัย

โครงการเริ่มต้นบริเวณกิโลเมตรที่ 9+731 และสิ้นสุดที่กิโลเมตร 20+295 ครอบคลุมพื้นที่จังหวัดสมุทรสาคร ระยะทางประมาณ 10.564 กิโลเมตร ลักษณะโครงการเป็นทางยกระดับขนาด 6 ช่องจราจร พร้อมจุดขึ้น-ลง 2 แห่ง ได้แก่ ด่านพันท้ายนรสิงห์ และด่านมหาชัย 1 โดยใช้ระบบจัดเก็บค่าผ่านทางแบบคิดตามระยะทาง หรือระบบปิด

2. ช่วงเอกชัย – บ้านแพ้ว (จุดเกิดเหตุ)

จุดเริ่มต้นอยู่ที่กิโลเมตร 20+295 และสิ้นสุดบริเวณกิโลเมตร 36+645 ครอบคลุมพื้นที่อำเภอเมืองสมุทรสาครถึงอำเภอบ้านแพ้ว รวมระยะทางประมาณ 16.350 กิโลเมตร โครงการช่วงนี้ออกแบบเป็นทางยกระดับขนาด 6 ช่องจราจร พร้อมจุดขึ้น-ลงทั้งหมด 4 แห่ง และเป็นช่วงที่กำลังอยู่ระหว่างการก่อสร้างก่อนเกิดเหตุถล่ม

“อิตาเลียนไทยฯ” ผู้รับเหมาหลักของโครงการ

รายงานระบุว่า ผู้รับผิดชอบงานก่อสร้างในโครงการดังกล่าว คือ Italian-Thai Development Public Company Limited หรือ ITD ซึ่งเป็นหนึ่งในบริษัทรับเหมาก่อสร้างรายใหญ่ของประเทศไทย ทั้งนี้ เหตุการณ์ครั้งนี้สร้างความกังวลต่อมาตรฐานด้านความปลอดภัยในการก่อสร้างบนถนนพระราม 2 ซึ่งในช่วงหลายปีที่ผ่านมาเคยเกิดอุบัติเหตุจากงานก่อสร้างหลายครั้ง จนประชาชนเรียกร้องให้หน่วยงานภาครัฐเข้มงวดในการควบคุมมาตรฐานความปลอดภัยมากยิ่งขึ้น

รมว.คมนาคม สั่งตรวจสอบข้อเท็จจริงและทบทวนมาตรการความปลอดภัย

ด้าน Phiphat Ratchakitprakarn รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า ได้สั่งการให้ตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างละเอียด ว่าเกิดจากอุบัติเหตุจากการทำงาน หรือมีปัจจัยแทรกซ้อนอื่นร่วมด้วย

พร้อมยอมรับว่า เหตุลักษณะนี้เกิดขึ้นซ้ำหลายครั้ง และเกี่ยวข้องกับผู้รับเหมารายเดิม จึงได้มีคำสั่งให้มีการทบทวนมาตรการด้านความปลอดภัยในการก่อสร้างอย่างเร่งด่วน เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุซ้ำในอนาคต รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ยังระบุเพิ่มเติมว่า หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะเร่งสรุปสาเหตุของอุบัติเหตุ พร้อมกำหนดแนวทางแก้ไขและมาตรการควบคุมความปลอดภัยที่เข้มงวดมากยิ่งขึ้น

ประชาชนกังวลความปลอดภัยบนถนนพระราม 2

เหตุการณ์ครั้งนี้ส่งผลให้ประชาชนที่ใช้เส้นทางถนนพระราม 2 เกิดความวิตกกังวลเกี่ยวกับความปลอดภัยในการเดินทาง เนื่องจากถนนสายดังกล่าวเป็นหนึ่งในเส้นทางหลักที่มีการก่อสร้างขนาดใหญ่ต่อเนื่องมาหลายปี และเคยเกิดอุบัติเหตุจากงานก่อสร้างหลายครั้ง

ขณะที่ผู้ใช้รถใช้ถนนจำนวนมากเรียกร้องให้หน่วยงานภาครัฐเพิ่มมาตรการควบคุมการก่อสร้าง ตรวจสอบมาตรฐานอุปกรณ์ และกำกับดูแลความปลอดภัยของแรงงานและประชาชนอย่างจริงจัง ทั้งนี้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะรายงานความคืบหน้าของการสอบสวนและมาตรการแก้ไขเพิ่มเติมต่อไป

👉 ติดตามบทวิเคราะห์ เทรนด์เทคโนโลยี และไฮไลต์จากงาน ได้ที่
www.naichangmashare.com — นายช่างมาแชร์


แล้วพบกับสาระดีๆแบบนี้ทางด้านงานช่าง งานวิศวกรรม และอุตสาหกรรมได้ที่ นายช่างมาแชร์ นะครับ

Website: www.naichangmashare.com
Facebook: https://www.facebook.com/naichangmashare/
Blockdit :  https://www.blockdit.com/naichangmashare
Instragram: https://www.instagram.com/naichangmashare/
Twitter: https://twitter.com/naichangmashare
Youtube:https://www.youtube.com/@naichangmashare
TikTok :  https://www.tiktok.com/@naichangmashare

Cyber Security เพิ่มความปลอดภัยให้กับระบบควบคุม Pump และ Valve ในโรงงาน

0
cyber security pump and valve.001
cyber security pump and valve.001

ในอดีต ระบบควบคุม Pump และ Valve ภายในโรงงานอุตสาหกรรมมักเป็นระบบปิด (Isolated System) ที่ทำงานผ่าน PLC, SCADA หรือ DCS ภายในโรงงานเท่านั้น ทำให้ความเสี่ยงด้าน Cyber Security ยังไม่ใช่ประเด็นสำคัญมากนัก แต่เมื่อโรงงานเริ่มเข้าสู่ยุค Industry 4.0 มีการเชื่อมต่อระบบ Automation เข้ากับ IoT, Cloud, Remote Monitoring และ Smart Factory มากขึ้น อุปกรณ์อย่าง Pump, Valve, PLC หรือแม้แต่ VFD ก็เริ่มกลายเป็น “Connected Device” ที่สามารถสื่อสารผ่าน Network ได้แบบ Real-time

สิ่งที่ตามมาคือ “Cyber Threat” ที่ไม่ได้กระทบเพียงระบบ IT หรือข้อมูลสำนักงานอีกต่อไป แต่สามารถส่งผลโดยตรงต่อการควบคุมเครื่องจักร ความปลอดภัยของกระบวนการผลิต และ Reliability ของโรงงานทั้งระบบ

“โรงงานยุคใหม่ อาจไม่ได้หยุดผลิตเพราะเครื่องเสีย…แต่หยุดเพราะระบบถูกโจมตี” ปัจจุบันระบบควบคุมในโรงงานจำนวนมากเริ่มเชื่อมต่อเข้ากับ Internet และ Cloud Platform เพื่อรองรับ Smart Factory และ Remote Monitoring แม้จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการ แต่ก็ทำให้ระบบ OT (Operational Technology) มีความเสี่ยงจาก Cyber Attack มากขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

เพราะ Pump และ Valve คือหัวใจของ Process Control

หากระบบควบคุมถูกโจมตี อาจทำให้เกิด

  • Pump Shutdown
  • Valve เปิด-ปิดผิดพลาด
  • Over Pressure
  • Overflow
  • Chemical Leakage
  • Production Downtime

ซึ่งอาจสร้างความเสียหายทั้งด้านความปลอดภัย สิ่งแวดล้อม และต้นทุนการผลิตปัจจุบันมีหลายกรณีที่โรงงานอุตสาหกรรมทั่วโลกถูกโจมตีผ่านระบบ SCADA หรือ PLC เช่น

  • Malware เข้าควบคุมระบบ Automation
  • Hacker Remote Access เข้าสู่ระบบโดยไม่ได้รับอนุญาต
  • Ransomware ล็อกระบบควบคุม
  • IoT Device ถูกใช้เป็นช่องทางโจมตี
  • ระบบ Monitoring ถูกปลอมแปลงข้อมูล

ทำให้หลายองค์กรเริ่มยกระดับมาตรฐานด้าน OT Cyber Security อย่างจริงจัง ในอนาคต โรงงานที่มีระบบ Cyber Security แข็งแรง จะมี Reliability สูงกว่า และลดความเสี่ยงด้าน Production Loss ได้มากกว่า

Cyber Security จึงไม่ใช่เพียงเรื่องของฝ่าย IT อีกต่อไป แต่เป็นส่วนหนึ่งของ Reliability Engineering และ Process Safety โดยตรง

5 ตัวอย่าง Cyber Security สำหรับระบบ Pump และ Valve ในโรงงาน

1. ป้องกันการเข้าถึง PLC และ SCADA โดยไม่ได้รับอนุญาต

ระบบ PLC และ SCADA คือศูนย์กลางการควบคุม Pump และ Valve หากมีผู้ไม่หวังดีเข้าถึงระบบได้ อาจสามารถสั่งเปิด-ปิด Pump หรือเปลี่ยนค่า Process สำคัญได้ทันที โรงงานจึงควรกำหนดสิทธิ์การเข้าถึง แยก Account ของ Operator และ Engineer รวมถึงใช้ Password และ Multi-factor Authentication (MFA) เพื่อป้องกันการเข้าถึงโดยไม่ได้รับอนุญาต

2. แยกเครือข่าย IT และ OT ออกจากกัน

หลายโรงงานใช้ Network ร่วมกันระหว่าง Office IT และระบบเครื่องจักร ทำให้ Malware หรือ Ransomware จากฝั่งสำนักงานสามารถแพร่เข้าสู่ระบบควบคุมได้ การทำ Network Segmentation, VLAN และ Firewall จะช่วยแยกระบบ OT ออกจาก Internet และลดความเสี่ยงที่ Cyber Attack จะกระทบต่อ Pump และ Valve ในสายการผลิต

3. ใช้ Secure Remote Access สำหรับระบบ IoT

ปัจจุบันหลายโรงงานเริ่มควบคุมและ Monitor Pump ผ่าน Cloud หรือ Smartphone หากไม่มีระบบป้องกันที่ดี Hacker อาจดักข้อมูลหรือเข้าควบคุมอุปกรณ์จากภายนอกได้ จึงควรใช้ VPN, Encryption และ Secure Gateway เพื่อเพิ่มความปลอดภัยในการเชื่อมต่อระยะไกล

4. ตรวจจับความผิดปกติของระบบแบบ Real-time

ระบบ Cyber Security สมัยใหม่สามารถตรวจจับพฤติกรรมผิดปกติได้ เช่น Pump ถูกสั่ง Start ในเวลาที่ไม่ควรทำงาน หรือ Valve เปิดผิด Sequence ระบบ Monitoring และ AI Analytics จะช่วยแจ้งเตือนก่อนเกิดความเสียหายจริง ลดความเสี่ยงต่อ Downtime และ Process Failure

5. สำรองข้อมูลและแผน Recovery ของระบบควบคุม

หาก PLC Program หรือ SCADA ถูกโจมตี โรงงานต้องสามารถ Restore ระบบกลับมาได้อย่างรวดเร็ว จึงควร Backup Program, Configuration และ Database อย่างสม่ำเสมอ รวมถึงมี Disaster Recovery Plan ที่ชัดเจน เพื่อลดเวลาหยุดผลิตและลดผลกระทบจาก Cyber Attack ในระยะยาว


หากคุณต้องการเห็นเทคโนโลยี Boiler, Intelligent Control, Burner, Instrument และโซลูชันพลังงานล่าสุดของอุตสาหกรรม

📍 แนะนำให้ติดตามงาน Boilex Asia & Pumps and Valves Asia 2026
งานแสดงเทคโนโลยีหม้อไอน้ำและภาชนะรับแรงดัน ปั๊มและวาล์วสำหรับระบบอุตสาหกรรม จากบริษัทชั้นนำกว่า 200 แบรนด์ทั่วโล พร้อมโอกาสในการพบปะผู้เชี่ยวชาญและผู้ผลิตเทคโนโลยีระดับสากล เชื่อมต่อกับผู้ซื้อและผู้มีอำนาจตัดสินใจจากทั่วอาเซียน ยกระดับธุรกิจและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน

ภายในงานคุณจะได้พบ: ผู้ผลิต Boiler ชั้นนำ หรือจะเป็นระบบ Intelligent Control รุ่นใหม่ โซลูชันลดพลังงานใน Boiler house และเทคโนโลยี IIoT สำหรับ Utility

📅 วันที่ 1–3 กรกฎาคม 2026
📍ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ (QSNCC), กรุงเทพฯ

Ms. Wannida Yoikaew
Informa Markets in Thailand
428 Ari Hills Building, 18th Floor, Phaholyothin Rd, Samsennai, Phayathai, Bangkok 10400

📞 Tel : 02 036 0500 ต่อ 766
📧 Email : [email protected]
🌐 Website : https://www.pumpsandvalves-asia.com/

👉 ติดตามบทวิเคราะห์ เทรนด์เทคโนโลยี และไฮไลต์จากงาน ได้ที่
www.naichangmashare.com — นายช่างมาแชร์


แล้วพบกับสาระดีๆแบบนี้ทางด้านงานช่าง งานวิศวกรรม และอุตสาหกรรมได้ที่ นายช่างมาแชร์ นะครับ

Website: www.naichangmashare.com
Facebook: https://www.facebook.com/naichangmashare/
Blockdit :  https://www.blockdit.com/naichangmashare
Instragram: https://www.instagram.com/naichangmashare/
Twitter: https://twitter.com/naichangmashare
Youtube:https://www.youtube.com/@naichangmashare
TikTok :  https://www.tiktok.com/@naichangmashare

#นายช่างมาแชร์ #Boiler #BoilexAsia2026

5 ไอเดีย การทำ Net Zero สำหรับอุปกรณ์ปั๊มและวาล์ว

0
5 netzero for pump and valve
5 netzero for pump and valve

ปัจจุบันแนวคิด Net Zero และ Carbon Reduction ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของพลังงานทดแทนหรือ Solar Cell อีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็นแนวทางสำคัญในการออกแบบและปรับปรุง “ระบบเครื่องจักร” ภายในโรงงานอุตสาหกรรม โดยเฉพาะอุปกรณ์อย่าง Pump และ Valve ซึ่งเป็นหนึ่งในระบบที่ใช้พลังงานสูงที่สุดของโรงงาน

หลายโรงงานอาจไม่ทราบว่า Pump System สามารถใช้พลังงานคิดเป็นกว่า 20-40% ของการใช้ไฟฟ้าทั้งโรงงาน หากระบบทำงานไม่มีประสิทธิภาพ เช่น Pump เดินเกินโหลด วาล์ว Throttle มากเกินไป หรือมี Leakage ในระบบ ก็จะทำให้เกิดการสูญเสียพลังงานและเพิ่ม Carbon Emission โดยไม่รู้ตัว

“Net Zero ที่แท้จริง ไม่ได้เริ่มจากการผลิตพลังงานเพิ่ม แต่เริ่มจากการลดพลังงานที่สูญเสีย” หลายโรงงานลงทุนกับระบบพลังงานสะอาดจำนวนมาก แต่กลับมองข้ามระบบ Pump และ Valve ที่กำลังสูญเสียพลังงานตลอด 24 ชั่วโมง การ Optimize ระบบ Fluid และ Utility จึงเป็นหนึ่งในวิธีลด Carbon Footprint ที่คุ้มค่าที่สุดในเชิงวิศวกรรม

เพราะ Pump และ Valve คือหัวใจของ Energy Consumption ในโรงงาน ระบบ Pump ที่ทำงานนอกจุด BEP (Best Efficiency Point) หรือ Valve ที่สร้าง Pressure Drop สูง จะทำให้มอเตอร์กินพลังงานเพิ่มขึ้นโดยไม่จำเป็น ยิ่งในโรงงาน Continuous Process ความสูญเสียเพียงเล็กน้อยจะสะสมเป็นต้นทุนพลังงานมหาศาลตลอดทั้งปี

หลายโรงงานสามารถลดค่าไฟได้หลายล้านบาทต่อปี เพียงแค่

  • เปลี่ยนมาใช้ VFD
  • ปรับ Sizing Pump ใหม่
  • ลด Leakage
  • ใช้ Smart Valve Control
  • ติดตั้ง IoT Energy Monitoring

โดยไม่จำเป็นต้องลงทุนระบบใหญ่เสมอไป โรงงานที่สามารถลด Energy Loss ได้ก่อน จะได้เปรียบทั้งด้านต้นทุน การแข่งขัน และ ESG เพราะในอนาคต Carbon Emission กำลังกลายเป็นต้นทุนใหม่ของภาคอุตสาหกรรมทั่วโลก

1. ใช้ VFD (Variable Frequency Drive) ควบคุมรอบ Pump

หลักการทำงาน

VFD จะควบคุมความเร็วรอบของมอเตอร์ให้สัมพันธ์กับโหลดจริงของระบบ แทนการเดินมอเตอร์เต็มสปีดตลอดเวลา

PN3P∝N3

จากกฎ Affinity Law ของ Pump กำลังไฟฟ้าจะสัมพันธ์กับความเร็วรอบแบบกำลังสาม ดังนั้นการลดรอบเพียงเล็กน้อยสามารถลดพลังงานได้มหาศาล

ข้อดี

  • ลดค่าไฟฟ้า
  • ลด Motor Stress
  • ลด Hydraulic Shock
  • เพิ่มอายุ Pump

ข้อเสีย

  • ลงทุนเริ่มต้นสูง
  • ต้องออกแบบ Harmonic และ Cooling ให้เหมาะสม

2. ลดการ Throttle Valve ที่ไม่จำเป็น

หลักการทำงาน

ในหลายโรงงานยังใช้ Valve สำหรับ “บีบ Flow” แทนการควบคุมรอบ Pump ซึ่งทำให้เกิด Pressure Loss สูงมาก

พลังงานส่วนเกินจะสูญเสียในรูปของ

  • Friction Loss
  • Pressure Drop
  • Heat

แนวทางปรับปรุง

  • ใช้ VFD ร่วมกับ Smart Control
  • Re-design Piping System
  • เลือก Valve Characteristic ให้เหมาะสม

ข้อดี

  • ลดพลังงานสูญเสีย
  • ลด Cavitation
  • เพิ่ม Process Stability

ข้อเสีย

  • ต้องวิเคราะห์ Hydraulic System ใหม่

3. ใช้ Smart IoT Monitoring ตรวจจับ Energy Loss

หลักการทำงาน

ติดตั้ง Sensor และระบบ IoT เพื่อตรวจสอบ

  • Flow
  • Pressure
  • Vibration
  • Motor Current
  • Pump Efficiency

แบบ Real-time

ระบบสามารถวิเคราะห์ได้ว่า Pump ตัวใดกำลังทำงานผิดปกติหรือใช้พลังงานเกินความจำเป็น

ข้อดี

  • ลด Downtime
  • วิเคราะห์ Energy Efficiency ได้แม่นยำ
  • รองรับ Predictive Maintenance

ข้อเสีย

  • ต้องลงทุนด้าน Network และ Data Infrastructure

4. ลด Leakage และ Seal Loss ในระบบ

หลักการทำงาน

การรั่วของ Pump Seal, Valve Packing หรือหน้าแปลน ไม่ได้ทำให้สูญเสียแค่ของเหลว แต่ยังหมายถึง

  • พลังงานที่สูญเสีย
  • Pump Load ที่เพิ่มขึ้น
  • Carbon Emission จาก Fugitive Emission

โดยเฉพาะในระบบ Steam, Chemical และ Hydrocarbon

แนวทางลดการรั่ว

  • ใช้ Mechanical Seal ประสิทธิภาพสูง
  • ใช้ Smart Leakage Monitoring
  • ตรวจ Alignment และ Vibration สม่ำเสมอ

ข้อดี

  • ลด Energy Loss
  • ลดต้นทุน Process Fluid
  • ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม

ข้อเสีย

  • ต้องมีระบบ Monitoring ต่อเนื่อง

5. เลือก Pump และ Valve ให้เหมาะกับ Process จริง

หลักการทำงาน

หนึ่งในปัญหาที่พบบ่อยคือการ Oversize Pump หรือเลือก Valve ใหญ่เกินความจำเป็น

ส่งผลให้

  • Pump ทำงานนอก BEP
  • Valve ต้อง Throttle ตลอดเวลา
  • มอเตอร์กินไฟสูง

แนวทางวิศวกรรม

  • วิเคราะห์ System Curve
  • คำนวณ Duty Point ใหม่
  • ใช้ High Efficiency Pump
  • เลือก Valve Cv ให้เหมาะสม

ข้อดี

  • ลดพลังงานระยะยาว
  • เพิ่ม Reliability
  • ลด Maintenance

ข้อเสีย

  • ต้องใช้การวิเคราะห์เชิงวิศวกรรมละเอียด

บทสรุป

การทำ Net Zero สำหรับระบบ Pump และ Valve ไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป เพราะอุปกรณ์เหล่านี้คือหนึ่งในแหล่งใช้พลังงานหลักของโรงงานอุตสาหกรรม

หลายครั้งการลด Carbon Emission ไม่จำเป็นต้องเริ่มจากโครงการใหญ่เสมอไป แต่อาจเริ่มจากการลด “Energy Loss ที่มองไม่เห็น” ภายในระบบเดิม

ไม่ว่าจะเป็น

  • การใช้ VFD
  • การลด Throttle Loss
  • การใช้ Smart IoT
  • การลด Leakage
  • หรือการเลือกอุปกรณ์ให้เหมาะสม

ทั้งหมดนี้คือแนวทางสำคัญที่ช่วยให้โรงงานลดทั้งต้นทุนพลังงาน เพิ่ม Reliability และก้าวสู่เป้าหมาย Net Zero ได้อย่างยั่งยืนในระยะยาว


หากคุณต้องการเห็นเทคโนโลยี Boiler, Intelligent Control, Burner, Instrument และโซลูชันพลังงานล่าสุดของอุตสาหกรรม

📍 แนะนำให้ติดตามงาน Boilex Asia & Pumps and Valves Asia 2026
งานแสดงเทคโนโลยีหม้อไอน้ำและภาชนะรับแรงดัน ปั๊มและวาล์วสำหรับระบบอุตสาหกรรม จากบริษัทชั้นนำกว่า 200 แบรนด์ทั่วโล พร้อมโอกาสในการพบปะผู้เชี่ยวชาญและผู้ผลิตเทคโนโลยีระดับสากล เชื่อมต่อกับผู้ซื้อและผู้มีอำนาจตัดสินใจจากทั่วอาเซียน ยกระดับธุรกิจและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน

ภายในงานคุณจะได้พบ: ผู้ผลิต Boiler ชั้นนำ หรือจะเป็นระบบ Intelligent Control รุ่นใหม่ โซลูชันลดพลังงานใน Boiler house และเทคโนโลยี IIoT สำหรับ Utility

📅 วันที่ 1–3 กรกฎาคม 2026
📍ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ (QSNCC), กรุงเทพฯ

Ms. Wannida Yoikaew
Informa Markets in Thailand
428 Ari Hills Building, 18th Floor, Phaholyothin Rd, Samsennai, Phayathai, Bangkok 10400

📞 Tel : 02 036 0500 ต่อ 766
📧 Email : [email protected]
🌐 Website : https://www.pumpsandvalves-asia.com/

👉 ติดตามบทวิเคราะห์ เทรนด์เทคโนโลยี และไฮไลต์จากงาน ได้ที่
www.naichangmashare.com — นายช่างมาแชร์


แล้วพบกับสาระดีๆแบบนี้ทางด้านงานช่าง งานวิศวกรรม และอุตสาหกรรมได้ที่ นายช่างมาแชร์ นะครับ

Website: www.naichangmashare.com
Facebook: https://www.facebook.com/naichangmashare/
Blockdit :  https://www.blockdit.com/naichangmashare
Instragram: https://www.instagram.com/naichangmashare/
Twitter: https://twitter.com/naichangmashare
Youtube:https://www.youtube.com/@naichangmashare
TikTok :  https://www.tiktok.com/@naichangmashare

#นายช่างมาแชร์ #Boiler #BoilexAsia2026

ภัยเงียบต่อสิ่งแวดล้อม…การรั่วที่มองไม่เห็นที่คอเพลา Pump

0
pump shaft leakage voc environment.001
pump shaft leakage voc environment.001

ในโรงงานอุตสาหกรรม ระบบ Pump เปรียบเสมือน “หัวใจ” ของกระบวนการผลิต ไม่ว่าจะเป็นระบบน้ำ ระบบสารเคมี ระบบ Cooling Water ระบบ Boiler Feed ระบบน้ำมัน หรือระบบ Process ต่าง ๆ ทุกอย่างล้วนต้องพึ่งพาการขนส่งของไหลผ่านระบบปั๊มอย่างต่อเนื่องตลอด 24 ชั่วโมง

เมื่อ “หยดเล็ก ๆ” ในโรงงาน อาจกำลังสะสมเป็นต้นทุนมหาศาลโดยที่ไม่มีใครสังเกต

แต่หนึ่งในปัญหาที่วิศวกร Maintenance และฝ่าย Operation พบอยู่บ่อยครั้ง กลับเป็นปัญหาที่หลายโรงงาน “ชินจนมองข้าม” นั่นคือการรั่วซึมบริเวณ “คอเพลา Pump” หรือ Pump Shaft Seal Leakage

ในหลายโรงงาน เรามักเห็นคราบน้ำมันเล็ก ๆ ใต้ฐานปั๊ม เห็นหยดน้ำบริเวณ Seal หรือได้กลิ่นสารเคมีอ่อน ๆ รอบพื้นที่เครื่องจักร จนกลายเป็นภาพปกติในสายตาของผู้ปฏิบัติงาน บางครั้งถึงขั้นมีความเชื่อว่า

“Pump ถ้าไม่รั่วเลย แปลว่า Seal แน่นเกินไป”

แม้คำพูดนี้จะมีพื้นฐานมาจากระบบ Packing แบบดั้งเดิมที่ต้องมี Leakage เล็กน้อยเพื่อหล่อลื่น แต่ในบริบทของโรงงานยุคใหม่ โดยเฉพาะระบบที่เกี่ยวข้องกับสารเคมี VOCs Hydrocarbon น้ำมัน หรือของไหลอันตราย การรั่วแม้เพียงเล็กน้อยอาจกำลังสร้างผลกระทบมหาศาลทั้งต่อสิ่งแวดล้อม ความปลอดภัย พลังงาน และต้นทุนการผลิตโดยที่องค์กรไม่รู้ตัว

สิ่งที่มองเห็น…แต่ไม่เคยถูกแก้จริงจัง

อาการเริ่มต้นของการรั่วมักไม่ได้รุนแรงจนทำให้ Pump หยุดทำงานทันที แต่จะค่อย ๆ แสดงสัญญาณผ่านรายละเอียดเล็กน้อย เช่น

  • มีคราบน้ำมันหรือคราบสารเคมีสะสมใต้ Baseplate
  • พบไอระเหยหรือกลิ่นสารเคมีรอบ Seal
  • มีความชื้นบริเวณ Shaft Sleeve
  • Seal Water Consumption สูงผิดปกติ
  • Bearing Housing มีอุณหภูมิสูงขึ้น
  • Motor Load เพิ่มขึ้นเล็กน้อย
  • มีเสียงเสียดสีผิดปกติ

หลายครั้งอาการเหล่านี้ถูกละเลย เพราะ Pump ยัง “เดินได้ปกติ” และยังไม่ถึงจุด Breakdown

แต่ในเชิงวิศวกรรม นี่คือ Early Warning Sign ที่กำลังบอกว่า Dynamic Seal System เริ่มสูญเสียเสถียรภาพแล้ว

ผลกระทบจริงที่เกิดขึ้นกับโรงงาน

pump centrifugal wallpaper

ในมุมของผู้บริหาร การรั่วจาก Pump อาจดูเป็น “ค่าใช้จ่ายเล็กน้อย” แต่ในเชิง Total Plant Reliability แล้ว ผลกระทบจริงมีมากกว่าที่เห็นหลายเท่า

1. สูญเสียพลังงานโดยไม่รู้ตัว

เมื่อ Seal เริ่มเสื่อม Friction Loss จะเพิ่มขึ้น ทำให้ Pump ต้องใช้กำลังมากขึ้นในการรักษา Flow และ Pressure เดิม

ความสูญเสียนี้สะสมเป็นค่าไฟฟ้าจำนวนมาก โดยเฉพาะ Pump ที่ทำงานต่อเนื่อง 24 ชั่วโมง

2. Bearing Failure เร็วขึ้น

การรั่วของ Seal มักสัมพันธ์กับปัญหา Shaft Misalignment และ Vibration

เมื่อเพลาเริ่มแกว่ง (Shaft Deflection) จะส่งแรงกระทำไปยัง Bearing ทำให้อายุการใช้งานลดลงอย่างรวดเร็ว

ในหลายกรณี โรงงานเปลี่ยน Bearing บ่อย แต่ไม่เคยแก้ Root Cause ที่ Seal System

3. เกิด Corrosion รอบฐานเครื่องจักร

สารเคมีหรือไอความชื้นที่รั่วสะสมสามารถกัดกร่อน

  • Baseplate
  • Anchor Bolt
  • Pipe Support
  • Coupling Guard

ส่งผลให้ Alignment เปลี่ยน และเกิด Vibration เพิ่มขึ้นอีกเป็นวงจรซ้ำ

4. Environmental Impact

หากเป็นระบบ Chemical Process หรือ Hydrocarbon Leakage อาจเข้าข่ายการปล่อยมลพิษทางอากาศ (Fugitive Emission)

โดยเฉพาะสารกลุ่ม VOCs ที่มีผลต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อม

หลายโรงงานในปัจจุบันจึงเริ่มนำค่า Leakage มาเชื่อมกับ KPI ด้าน ESG และ Carbon Reduction

วิธีลดการรั่วแบบวิศวกรรม ไม่ใช่แค่ “เปลี่ยน Seal”

สิ่งที่หลายโรงงานเข้าใจผิดคือ การแก้ Leakage เท่ากับการเปลี่ยน Mechanical Seal ใหม่ แต่ในความจริง Seal Failure กว่า 70% มักมี Root Cause มาจาก “ระบบรอบข้าง” มากกว่าตัว Seal เอง

สาเหตุทางวิศวกรรมที่ทำให้ Seal เสียหาย

1. Misalignment

misalignment pump coupling

หนึ่งในสาเหตุอันดับต้น ๆ ของ Seal Failure

เมื่อ Motor และ Pump ไม่อยู่ในแนวเดียวกัน จะเกิด

  • Shaft Runout
  • Excessive Radial Movement
  • Uneven Face Loading

ทำให้ Seal Face สึกไม่เท่ากัน

2. Cavitation

cavitation-in-condensate-pumps2-ความดันของของเหลวน้อยกวาความดันไอจึงเกิดการเปลี่ยนสถานะเป็นก๊าซ

เมื่อ NPSHa ต่ำกว่า NPSHr จะเกิดฟองไอภายใน Pump

ฟองเหล่านี้จะ Implosion ใกล้ Impeller และส่ง Shock Wave ไปยัง Seal Chamber

ผลคือ Seal Face เกิด Micro Damage อย่างต่อเนื่อง

3. Dry Running

หาก Pump เดินแห้งแม้เพียงไม่กี่วินาที อุณหภูมิที่ Seal Face สามารถสูงเกิน 200°C ได้อย่างรวดเร็ว

ทำให้เกิด

  • Carbon Burn
  • Face Crack
  • Elastomer Damage

4. Thermal Distortion

ในระบบที่อุณหภูมิสูง Seal Face อาจเกิดการโก่งตัวจาก Thermal Expansion

เมื่อหน้า Seal ไม่เรียบสนิท Leakage จะเริ่มเกิดทันที

5. Vibration & Resonance

ค่า Vibration ที่สูงเกินมาตรฐาน ISO 10816 สามารถลดอายุ Seal ได้อย่างมาก

โดยเฉพาะในช่วง Resonance Frequency ของระบบ

เทคโนโลยีสมัยใหม่ในการตรวจจับ Leakage

MES program technology technician factory.001

ปัจจุบันหลายโรงงานเริ่มใช้ Predictive Maintenance ร่วมกับ AI และ IIoT เพื่อตรวจจับปัญหาก่อน Breakdown เช่น

  • Vibration Monitoring
  • Thermal Imaging
  • Acoustic Emission
  • Ultrasonic Leak Detection
  • Online Condition Monitoring
  • Smart Seal Sensor

ข้อมูลเหล่านี้สามารถนำไปทำ Trend Analysis เพื่อหา Root Cause ก่อนเกิด Failure จริง

นวคิดด้าน ESG และ Carbon Reduction

การกำหนดราคาคาร์บอน หรือ Carbon Pricing มีประโยชน์ต่ออุตสาหกรรม

Leakage จาก Pump ไม่ได้เป็นเพียง Maintenance Issue อีกต่อไป

แต่กำลังกลายเป็นประเด็นสำคัญด้าน

  • ESG
  • Energy Efficiency
  • Sustainability
  • Carbon Footprint
  • Environmental Compliance

ในหลายประเทศ การควบคุม Fugitive Emission จาก Rotating Equipment ถูกกำหนดเป็นมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมโดยตรง

เพราะการสูญเสีย Hydrocarbon หรือ VOCs แม้ปริมาณเล็กน้อย แต่เมื่อสะสมทั้งโรงงานตลอดทั้งปี จะมีผลต่อ Carbon Emission อย่างมีนัยสำคัญ

บทสรุป

ในโลกอุตสาหกรรม การรั่วที่คอเพลา Pump อาจดูเหมือน “เรื่องเล็ก” เพราะมันไม่ได้ทำให้เครื่องจักรหยุดทันที

แต่สำหรับวิศวกร Reliability และ Maintenance แล้ว นี่คือหนึ่งในสัญญาณสำคัญที่กำลังสะท้อนสุขภาพของระบบ Rotating Equipment ทั้งระบบ

หยดเล็ก ๆ ที่พื้นโรงงาน
อาจหมายถึง

  • พลังงานที่กำลังสูญเสีย
  • Alignment ที่เริ่มผิด
  • Bearing ที่กำลังจะพัง
  • Emission ที่กำลังเพิ่มขึ้น
  • และต้นทุนมหาศาลที่ซ่อนอยู่

เพราะในท้ายที่สุด
“การรั่วที่มองไม่เห็น”
อาจเป็นปัญหาที่สร้างผลกระทบชัดเจนที่สุดต่อโรงงานในระยะยาว

แล้วพบกับสาระดีๆแบบนี้ทางด้านงานช่าง งานวิศวกรรม และอุตสาหกรรมได้ที่ นายช่างมาแชร์ นะครับ


หากคุณต้องการเห็นเทคโนโลยี Boiler, Intelligent Control, Burner, Instrument และโซลูชันพลังงานล่าสุดของอุตสาหกรรม

📍 แนะนำให้ติดตามงาน Boilex Asia & Pumps and Valves Asia 2026
งานแสดงเทคโนโลยีหม้อไอน้ำและภาชนะรับแรงดัน ปั๊มและวาล์วสำหรับระบบอุตสาหกรรม จากบริษัทชั้นนำกว่า 200 แบรนด์ทั่วโล พร้อมโอกาสในการพบปะผู้เชี่ยวชาญและผู้ผลิตเทคโนโลยีระดับสากล เชื่อมต่อกับผู้ซื้อและผู้มีอำนาจตัดสินใจจากทั่วอาเซียน ยกระดับธุรกิจและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน

ภายในงานคุณจะได้พบ: ผู้ผลิต Boiler ชั้นนำ หรือจะเป็นระบบ Intelligent Control รุ่นใหม่ โซลูชันลดพลังงานใน Boiler house และเทคโนโลยี IIoT สำหรับ Utility

📅 วันที่ 1–3 กรกฎาคม 2026
📍ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ (QSNCC), กรุงเทพฯ

Ms. Wannida Yoikaew
Informa Markets in Thailand
428 Ari Hills Building, 18th Floor, Phaholyothin Rd, Samsennai, Phayathai, Bangkok 10400

📞 Tel : 02 036 0500 ต่อ 766
📧 Email : [email protected]
🌐 Website : https://www.pumpsandvalves-asia.com/

👉 ติดตามบทวิเคราะห์ เทรนด์เทคโนโลยี และไฮไลต์จากงาน ได้ที่
www.naichangmashare.com — นายช่างมาแชร์


แล้วพบกับสาระดีๆแบบนี้ทางด้านงานช่าง งานวิศวกรรม และอุตสาหกรรมได้ที่ นายช่างมาแชร์ นะครับ

Website: www.naichangmashare.com
Facebook: https://www.facebook.com/naichangmashare/
Blockdit :  https://www.blockdit.com/naichangmashare
Instragram: https://www.instagram.com/naichangmashare/
Twitter: https://twitter.com/naichangmashare
Youtube:https://www.youtube.com/@naichangmashare
TikTok :  https://www.tiktok.com/@naichangmashare

#นายช่างมาแชร์ #Boiler #BoilexAsia2026

บี.กริม เพาเวอร์-ดิจิทัล เอดจ์ คว้าสินเชื่อสีเขียวมูลค่า 2.8 หมื่นล้านบาท หนุน AI-Cloud

0
Bgrrim digital solution age
Bgrrim digital solution age

บี.กริม เพาเวอร์ จับมือดิจิทัล เอดจ์ คว้าสินเชื่อสีเขียว มูลค่าสูงที่สุดในไทย 2.8 หมื่นล้านบาท ใช้ในการพัฒนาและก่อสร้างโครงการศูนย์ดาต้าเซ็นเตอร์ BKK Campus ขนาด 100 เมกะวัตต์ รองรับการใช้งาน AI และระบบคลาวด์ในระดับองค์กรขนาดใหญ่

บริษัท บี.กริม เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ BGRIM และบริษัท ดิจิทัล เอดจ์ (สิงคโปร์) โฮลดิ้งส์ จำกัด (Digital Edge) ประกาศความสำเร็จในการลงนามสัญญาเงินกู้สีเขียว (Green Loan) มูลค่า 880 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 2.8 หมื่นล้านบาท เป็นการจัดหาเงินกู้สำหรับโครงการศูนย์ดาต้าเซ็นเตอร์ในประเทศไทยที่มีมูลค่าสูงที่สุด เพื่อนำไปใช้ในการพัฒนาและก่อสร้างโครงการศูนย์ดาต้าเซ็นเตอร์ BKK Campus ขนาด 100 เมกะวัตต์ ภายใต้บริษัทร่วมทุน ในจังหวัดชลบุรี

ลงนามสัญญาเงินกู้สีเขียว (Green Loan) มูลค่า 880 ล้าน

ธุรกรรมครั้งนี้ถือเป็นอีกหนึ่งหมุดหมายสำคัญภายใต้แผนการร่วมลงทุนมูลค่ากว่า 1,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ระหว่าง บี.กริม เพาเวอร์ และดิจิทัล เอดจ์ และยังเป็นการสร้างสถิติสินเชื่อสีเขียวระดับประเทศครั้งที่ 3 ติดต่อกันของดิจิทัล เอดจ์ ในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก ต่อเนื่องจากความสำเร็จในประเทศเกาหลีใต้และอินโดนีเซีย สะท้อนศักยภาพการเติบโตของการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลในภูมิภาคอย่างต่อเนื่อง

โครงการ BKK Campus ตั้งอยู่ในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ซึ่งเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์สำคัญของประเทศไทย โดยเป็นโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลขนาดใหญ่ รองรับการใช้งานด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) และระบบคลาวด์ในระดับองค์กรขนาดใหญ่ สนับสนุนนโยบายดิจิทัลของประเทศที่มุ่งส่งเสริมการลงทุนในอุตสาหกรรมที่มีมูลค่าเงินลงทุนสูง ทั้งด้านเทคโนโลยีและโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะยาว

ความร่วมมือในครั้งนี้เป็นการผสานความเชี่ยวชาญของ บี.กริม เพาเวอร์ ในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานในประเทศไทย เข้ากับความเชี่ยวชาญด้านการพัฒนาและบริหารศูนย์ดาต้าเซ็นเตอร์ขนาดใหญ่ของดิจิทัล เอดจ์ โดยมีแนวคิดด้านความยั่งยืนเป็นหัวใจสำคัญของโครงการ มุ่งยกระดับมาตรฐานโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลในพื้นที่ EEC ให้สอดคล้องกับแนวโน้มการเติบโตของเศรษฐกิจดิจิทัล

ภายใต้กรอบการจัดหาเงินทุนสีเขียวของดิจิทัล เอดจ์ เงินกู้ดังกล่าวจะสนับสนุนเป้าหมายการบรรลุความเป็นกลางทางคาร์บอนภายในปี 2573 ของบริษัท พร้อมสอดคล้องกับความมุ่งมั่นในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของ บี.กริม เพาเวอร์ โดยโครงการได้รับการออกแบบให้มีประสิทธิภาพด้านพลังงานในระดับสูง ตั้งเป้าค่าประสิทธิภาพการใช้พลังงานของศูนย์ดาต้าเซ็นเตอร์ (Power Usage Effectiveness : PUE) เฉลี่ยต่อปีที่ 1.25 ซึ่งเป็นมาตรฐานของศูนย์ดาต้าเซ็นเตอร์ชั้นนำระดับโลก ควบคู่กับการมุ่งสู่การรับรองมาตรฐานอาคารเขียว LEED ระดับ Silver รวมถึงการนำระบบระบายความร้อนแบบวงจรปิดผสมผสานมาใช้ เพื่อลดการใช้น้ำ และการเตรียมความพร้อมโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับพลังงานหมุนเวียนในอนาคต อันจะช่วยลดความเข้มข้นของการปล่อยคาร์บอนโดยรวม

การจัดหาเงินทุนในครั้งนี้ได้รับการสนับสนุนจากสถาบันการเงินชั้นนำทั้งในและต่างประเทศ ในฐานะผู้จัดการเงินกู้ร่วม ได้แก่ ธนาคารกรุงเทพ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา HSBC Thailand ธนาคารกสิกรไทย Mizuho Bank Natixis CIB ธนาคารไทยพาณิชย์ Sumitomo Mitsui Banking Corporation และ Standard Chartered Bank โดยมีธนาคารกรุงศรีอยุธยา Mizuho Bank และ Standard Chartered Bank ทำหน้าที่เป็นผู้ประสานงานสินเชื่อสีเขียว สะท้อนความเชื่อมั่นของสถาบันการเงินต่อการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่ยั่งยืนของประเทศไทย

แผนการพัฒนา โครงการ BKK Campus

สำหรับแผนการพัฒนา โครงการ BKK Campus จะดำเนินการก่อสร้างเป็น 2 ระยะ โดยอาคารแห่งแรก (BKK1) มีกำหนดเปิดให้บริการในไตรมาส 4 ปี 2569 และอาคารแห่งที่สอง (BKK2) ในไตรมาส 2 ปี 2570 ซึ่งคาดว่าจะมีบทบาทสำคัญในการรองรับความต้องการใช้ข้อมูลและระบบปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่เติบโตอย่างรวดเร็วในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

นายนพเดช กรรณสูต ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธุรกิจในประเทศไทย มาเลเซีย และโซลูชั่นธุรกิจอุตสาหกรรม บริษัท บี.กริม เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า บี.กริม เพาเวอร์ เชื่อมั่นว่าการพัฒนาเทคโนโลยีต้องดำเนินควบคู่ไปกับความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อม ความร่วมมือกับดิจิทัล เอดจ์ ในครั้งนี้ จะช่วยยกระดับโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลของประเทศให้มีทั้งประสิทธิภาพและความยั่งยืน พร้อมเสริมขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศไทยในยุคเศรษฐกิจดิจิทัล

ด้านนายโจนาธาน วอลบริดจ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายการเงิน บริษัท ดิจิทัล เอดจ์ (สิงคโปร์) โฮลดิ้งส์ จำกัด กล่าวว่า สินเชื่อสีเขียวครั้งนี้ถือเป็นรายการที่มีมูลค่าสูงที่สุดของบริษัท และสะท้อนความมุ่งมั่นในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่รองรับเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ ควบคู่กับการขับเคลื่อนเป้าหมายด้านความยั่งยืน

โดยตั้งแต่ปี 2568 เป็นต้นมา บริษัทได้จัดหาเงินทุนผ่านสินเชื่อสีเขียวในหลายประเทศ รวมมูลค่ากว่า 2,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ แสดงให้เห็นถึงแนวโน้มที่เงินทุนทั่วโลกให้ความสำคัญกับการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานที่ยั่งยืนมากยิ่งขึ้น


แล้วพบกับสาระดีๆแบบนี้ทางด้านงานช่าง งานวิศวกรรม และอุตสาหกรรมได้ที่ นายช่างมาแชร์ นะครับ

Website: www.naichangmashare.com
Facebook: https://www.facebook.com/naichangmashare/
Blockdit :  https://www.blockdit.com/naichangmashare
Instragram: https://www.instagram.com/naichangmashare/
Twitter: https://twitter.com/naichangmashare
Youtube: https://www.youtube.com/@naichangmashare
TikTok :  https://www.tiktok.com/@naichangmashare

#นายช่างมาแชร์ #Bgrim #Technology #News

SUPER DRY™ นวัตกรรมควบคุมความชื้นสำหรับอุตสาหกรรมยุคใหม่

SUPER DRY™ Moisture Control Innovation for Modern Industries
SUPER DRY™ Moisture Control Innovation for Modern Industries

สวัสดีครับพี่ๆช่างและทุกคนที่เข้ามาอ่านบทความนี้ รู้ไหมครับในโลกของการขนส่งสินค้า “ความชื้น” คือหนึ่งในปัญหาที่สร้างความเสียหายให้กับสินค้าโดยที่หลายธุรกิจอาจมองไม่เห็น ไม่ว่าจะเป็นเชื้อรา กลิ่นอับ สนิม หรือบรรจุภัณฑ์ที่เสียรูปจากการสะสมของไอน้ำระหว่างการขนส่ง โดยเฉพาะในตู้คอนเทนเนอร์ที่ต้องเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิตลอดการเดินทาง

ปัญหาเหล่านี้ไม่เพียงส่งผลต่อคุณภาพสินค้า แต่ยังสร้างต้นทุน ความเสียหาย และกระทบต่อความน่าเชื่อถือของแบรนด์ในระยะยาว ดังนั้นการป้องกันความชื้นจึงกลายเป็นสิ่งสำคัญสำหรับธุรกิจที่ต้องการรักษาคุณภาพสินค้าตั้งแต่ต้นทางถึงปลายทาง

SUPER DRY™ Calcium Chloride Desiccant จึงถูกพัฒนาขึ้นเพื่อเป็นโซลูชันในการควบคุมความชื้นอย่างมีประสิทธิภาพ ด้วยคุณสมบัติการดูดซับความชื้นสูง เหมาะสำหรับทั้งบรรจุภัณฑ์สินค้าและตู้คอนเทนเนอร์ ช่วยลดความเสี่ยงจากความเสียหายระหว่างการจัดเก็บและขนส่งได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ทำไม “สารดูดความชื้น” จึงสำคัญต่อการขนส่งสินค้าอุตสาหกรรม?

SUPER DRY™

ในการขนส่งสินค้า โดยเฉพาะการส่งออกผ่านตู้คอนเทนเนอร์ทางทะเล “ความชื้น” คือหนึ่งในสาเหตุหลักที่ทำให้สินค้าเสียหายโดยที่หลายธุรกิจอาจไม่ทันสังเกต เพราะแม้สินค้าจะถูกผลิตอย่างดี แต่หากเกิดการสะสมของไอน้ำระหว่างขนส่ง ก็อาจทำให้เกิดปัญหา เช่น

  • เชื้อรา
  • กลิ่นอับ
  • สนิมและการกัดกร่อน
  • กล่องบรรจุภัณฑ์เสียรูป
  • สินค้าเปียกชื้น
  • สีลอกหรือวัสดุเสื่อมสภาพ

โดยเฉพาะการขนส่งระหว่างประเทศที่ใช้เวลาหลายสัปดาห์ อุณหภูมิภายในตู้คอนเทนเนอร์จะเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ทำให้เกิดการควบแน่นของไอน้ำ หรือที่เรียกว่า “Container Rain” ซึ่งเป็นปัญหาสำคัญในอุตสาหกรรมโลจิสติกส์ นี่จึงเป็นเหตุผลที่ “Desiccant” หรือสารดูดความชื้น กลายเป็นอุปกรณ์สำคัญในการปกป้องสินค้า

SUPER DRY™ Calcium Chloride Desiccant คืออะไร?

SUPER DRY™

SUPER DRY™ Calcium Chloride Desiccant คือสารดูดความชื้นประสิทธิภาพสูงที่ถูกออกแบบมาเพื่อควบคุมความชื้นในบรรจุภัณฑ์และตู้คอนเทนเนอร์โดยเฉพาะ ช่วยป้องกันปัญหาเชื้อรา กลิ่นอับ สนิม และความเสียหายของสินค้าระหว่างการจัดเก็บและขนส่ง

จุดเด่นสำคัญคือสามารถดูดซับความชื้นได้มากกว่า 300% ของน้ำหนักตัวเอง และทำงานได้ยาวนานกว่า 90 วัน จึงเหมาะสำหรับการขนส่งระยะไกลหรือพื้นที่ที่มีความชื้นสูง แตกต่างจาก Silica Gel ทั่วไป เพราะ Calcium Chloride สามารถดูดซับไอน้ำและเปลี่ยนเป็นเจลหรือของเหลว พร้อมกักเก็บความชื้นไว้ภายใน ทำให้ลดโอกาสการย้อนกลับของความชื้นได้ดีกว่า ช่วยควบคุมระดับความชื้นสัมพัทธ์ (RH) ภายในตู้หรือบรรจุภัณฑ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

SUPER DRY™ จึงเหมาะสำหรับสินค้าในหลากหลายอุตสาหกรรม เช่น รองเท้า เสื้อผ้า เฟอร์นิเจอร์ อาหาร อิเล็กทรอนิกส์ และชิ้นส่วนโลหะ ที่ต้องการการป้องกันความชื้นตลอดกระบวนการขนส่งและจัดเก็บ

Calcium Chloride Desiccant ทำงานอย่างไร?

Calcium Chloride Desiccant ทำงานโดยการดูดซับไอน้ำจากอากาศและกักเก็บความชื้นไว้ภายในตัวสาร เพื่อช่วยควบคุมระดับความชื้นภายในบรรจุภัณฑ์หรือภายในตู้คอนเทนเนอร์ให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม ลดความเสี่ยงต่อความเสียหายของสินค้าในระหว่างการจัดเก็บและขนส่ง

เมื่อเกิดความชื้นสะสมภายในตู้คอนเทนเนอร์ Desiccant จะเริ่มดึงไอน้ำจากอากาศเข้ามาอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ค่าความชื้นสัมพัทธ์ (Relative Humidity : RH) ลดลง ช่วยลดการเกิดหยดน้ำบนผนังหรือเพดานตู้ ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญของปัญหาเชื้อรา กลิ่นอับ สนิม และการเสื่อมสภาพของสินค้าและบรรจุภัณฑ์

จุดเด่นของ Calcium Chloride คือสามารถดูดซับความชื้นได้ในปริมาณสูง และเปลี่ยนไอน้ำให้กลายเป็นเจลหรือของเหลวพร้อมกักเก็บไว้ภายใน จึงช่วยลดโอกาสการย้อนกลับของความชื้นได้ดีกว่าสารดูดความชื้นทั่วไป ทำให้สามารถควบคุมสภาพแวดล้อมภายในตู้หรือแพ็กเกจได้อย่างมีประสิทธิภาพต่อเนื่องเป็นเวลานาน

โดยเฉพาะในการขนส่งทางทะเล ที่ต้องเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิระหว่างกลางวันและกลางคืน เมื่ออากาศร้อนและเย็นสลับกันอย่างรวดเร็ว จะทำให้เกิดการควบแน่นของไอน้ำ หรือที่เรียกว่า “Container Rain” ซึ่งเป็นสาเหตุหลักของความเสียหายระหว่างขนส่ง Desiccant จึงมีบทบาทสำคัญในการช่วยลดความชื้นสะสม และปกป้องสินค้าให้ถึงปลายทางอย่างปลอดภัยและมีคุณภาพมากที่สุด

ปัญหา “Container Rain” คืออะไร?

Container Rain หรือ “ฝนในตู้คอนเทนเนอร์” คือปรากฏการณ์ที่ไอน้ำภายในตู้คอนเทนเนอร์ควบแน่นจนกลายเป็นหยดน้ำบนเพดานและผนังตู้ เมื่ออุณหภูมิลดลง หยดน้ำเหล่านี้จะตกลงบนสินค้าโดยตรง ส่งผลให้เกิดความเสียหายจำนวนมาก เช่น กล่องลังเปียก สินค้าเกิดเชื้อรา ไม้บวม โลหะเป็นสนิม ฉลากหลุดลอก SUPER DRY™ Container Desiccant ถูกออกแบบมาเพื่อช่วยลดความชื้นสะสมภายในตู้ และลดความเสี่ยงของ Container Rain โดยเฉพาะ

ประเภทของ SUPER DRY™ Desiccant

1. Small Package Desiccant

SUPER DRY™

สารดูดความชื้นสำหรับบรรจุภัณฑ์ขนาดเล็ก

Small Package Desiccant คือสารดูดความชื้นขนาด 2–100 กรัม ที่ถูกออกแบบมาเพื่อควบคุมความชื้นภายในบรรจุภัณฑ์ขนาดเล็กโดยเฉพาะ เหมาะสำหรับใส่ในกล่องสินค้า ถุงพลาสติก กล่องรองเท้า อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ รวมถึงสินค้าอาหารและยา เพื่อช่วยป้องกันความเสียหายที่เกิดจากความชื้นระหว่างการจัดเก็บและขนส่ง

สารดูดความชื้นประเภทนี้ทำงานโดยการดูดซับไอน้ำภายในพื้นที่ปิด ช่วยลดความชื้นสัมพัทธ์ (RH) ภายในแพ็กเกจ จึงช่วยลดปัญหาเชื้อรา กลิ่นอับ การเสื่อมสภาพของสินค้า รวมถึงช่วยรักษาคุณภาพและรูปลักษณ์ของบรรจุภัณฑ์ให้ดูใหม่อยู่เสมอ

ด้วยขนาดที่เล็กและใช้งานง่าย Small Package Desiccant จึงเหมาะกับสินค้าหลากหลายประเภท โดยเฉพาะสินค้าที่ไวต่อความชื้น เช่น รองเท้า เสื้อผ้า อาหารแห้ง อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ และชิ้นส่วนโลหะขนาดเล็ก นอกจากนี้ยังช่วยยืดอายุการเก็บรักษาสินค้า และเพิ่มความมั่นใจให้กับลูกค้าเมื่อสินค้าถึงปลายทางในสภาพสมบูรณ์

2. Sticky Pack Desiccant

สารดูดความชื้นแบบติดพื้นผิวได้

Sticky Pack Desiccant คือสารดูดความชื้นที่ถูกออกแบบให้สามารถติดกับพื้นผิวแห้งได้โดยตรง ช่วยเพิ่มความสะดวกในการติดตั้งและลดการเคลื่อนตัวของซอง Desiccant ระหว่างการขนส่ง เหมาะสำหรับสินค้าที่ต้องการความเป็นระเบียบ หรือมีพื้นที่จำกัดภายในบรรจุภัณฑ์ นิยมใช้งานในกล่องรองเท้า สินค้าแฟชั่น กล่องสินค้าแบรนด์ และบรรจุภัณฑ์ระดับพรีเมียม ที่ต้องการทั้งประสิทธิภาพในการควบคุมความชื้นและภาพลักษณ์ที่เรียบร้อยสวยงาม

จุดเด่นสำคัญของ Sticky Pack คือสามารถยึดติดกับพื้นผิวได้อย่างแน่นหนา ทำให้ไม่เลื่อนหรือสัมผัสกับตัวสินค้าโดยตรง ช่วยลดความเสียหายจากการเสียดสี และยังช่วยให้การจัดวางภายในแพ็กเกจดูเป็นระเบียบมากขึ้น เหมาะกับสินค้าที่ให้ความสำคัญทั้งด้านคุณภาพและการนำเสนอสินค้า นอกจากนี้ยังช่วยลดปัญหากลิ่นอับ ความชื้นสะสม และเชื้อราที่อาจเกิดขึ้นระหว่างการจัดเก็บหรือขนส่งในสภาพอากาศร้อนชื้น

3. Container Desiccant

SUPER DRY™

โซลูชันป้องกันความชื้นสำหรับตู้คอนเทนเนอร์

Container Desiccant คือสารดูดความชื้นขนาดใหญ่ 500–2000 กรัม ที่ถูกพัฒนาขึ้นสำหรับใช้งานภายในตู้คอนเทนเนอร์โดยเฉพาะ เพื่อช่วยควบคุมความชื้นระหว่างการขนส่งระยะไกล เช่น การขนส่งทางเรือ การเก็บสินค้าในคลัง หรือการขนส่งข้ามประเทศ

ภายในตู้คอนเทนเนอร์มักเกิดการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในช่วงกลางวันและกลางคืน ทำให้เกิดการควบแน่นของไอน้ำจนกลายเป็นหยดน้ำบนเพดานและผนังตู้ หรือที่เรียกว่า “Container Rain” ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญของปัญหาเชื้อรา สนิม กล่องสินค้าเสียหาย และสินค้าชำรุดระหว่างขนส่ง

Container Desiccant จะทำหน้าที่ดูดซับไอน้ำภายในตู้คอนเทนเนอร์อย่างต่อเนื่อง ช่วยลดระดับความชื้นสัมพัทธ์ (RH) ภายในตู้ ลดโอกาสการเกิดหยดน้ำ และช่วยรักษาสภาพแวดล้อมให้เหมาะสมต่อการจัดเก็บสินค้า เหมาะสำหรับสินค้าหลากหลายอุตสาหกรรม เช่น รองเท้า เฟอร์นิเจอร์ไม้ อาหาร สินค้าเกษตร อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ และอะไหล่อุตสาหกรรม โดยเฉพาะการขนส่งในประเทศเขตร้อนหรือเส้นทางเดินเรือที่ใช้เวลานาน

จุดเด่นสำคัญคือสามารถทำงานได้ต่อเนื่องยาวนาน รองรับสภาพอากาศร้อนชื้นได้ดี และช่วยลดความเสียหายของสินค้าใน Supply Chain ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้ธุรกิจสามารถลดต้นทุนจากสินค้าชำรุด และเพิ่มความมั่นใจในการส่งมอบสินค้าให้ถึงปลายทางอย่างปลอดภัยและมีคุณภาพสูงสุด

สินค้าแบบไหนควรใช้ Desiccant?

SUPER DRY™

1.อุตสาหกรรมรองเท้าและแฟชั่น

สินค้าในกลุ่มรองเท้า เสื้อผ้า กระเป๋า และสินค้าแฟชั่น เป็นกลุ่มที่ไวต่อความชื้นสูง โดยเฉพาะสินค้าที่ใช้หนัง ผ้า หรือกาวเป็นส่วนประกอบ หากมีความชื้นสะสมระหว่างจัดเก็บหรือขนส่ง อาจทำให้เกิดเชื้อรา กลิ่นอับ คราบบนวัสดุ และกาวเสื่อมสภาพได้ นอกจากนี้ การขนส่งทางเรือที่ใช้เวลานานยังเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิด “Container Rain” ซึ่งอาจทำให้กล่องรองเท้าเสียหายหรือสินค้าเกิดความชื้นสะสมภายในแพ็กเกจ การใช้ Desiccant จึงช่วยควบคุมความชื้นภายในกล่องและตู้คอนเทนเนอร์ ช่วยรักษาคุณภาพสินค้าให้พร้อมจำหน่ายเมื่อถึงปลายทาง

2.เฟอร์นิเจอร์และสินค้าไม้

ไม้เป็นวัสดุที่สามารถดูดซับความชื้นจากอากาศได้ง่าย เมื่ออยู่ในสภาพแวดล้อมที่มีความชื้นสูง อาจเกิดปัญหาไม้บวม แตก โก่งงอ หรือเกิดเชื้อราได้ โดยเฉพาะเฟอร์นิเจอร์ไม้จริง พื้นไม้ หรือสินค้าตกแต่งบ้านที่ต้องขนส่งข้ามประเทศ นอกจากตัวสินค้าแล้ว บรรจุภัณฑ์กระดาษและลังไม้ก็สามารถเสียหายจากความชื้นได้เช่นกัน การใช้ Container Desiccant ภายในตู้คอนเทนเนอร์จึงช่วยลดความชื้นสะสมและลดโอกาสเกิดความเสียหายระหว่างการขนส่งได้อย่างมีประสิทธิภาพ

3.อาหารและสินค้าเกษตร

สินค้าอาหาร วัตถุดิบทางการเกษตร เมล็ดพืช หรืออาหารแห้ง เป็นกลุ่มที่ต้องควบคุมความชื้นอย่างใกล้ชิด เพราะความชื้นสามารถเร่งการเสื่อมคุณภาพของสินค้า ทำให้เกิดเชื้อรา กลิ่นผิดปกติ หรือสูญเสียคุณค่าของสินค้าได้ ในบางกรณี ความชื้นยังส่งผลต่อรูปลักษณ์และน้ำหนักของสินค้า เช่น ผงอาหารจับตัวเป็นก้อน บรรจุภัณฑ์อ่อนตัว หรือฉลากหลุดลอก Desiccant จึงช่วยรักษาสภาพแวดล้อมภายในบรรจุภัณฑ์ให้เหมาะสม และช่วยยืดอายุการเก็บรักษาสินค้าได้มากขึ้

4.อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์

อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์และชิ้นส่วนไฟฟ้าเป็นสินค้าที่ไวต่อความชื้นอย่างมาก เพราะไอน้ำสามารถทำให้เกิดการกัดกร่อนของวงจรไฟฟ้า ขั้วเชื่อมต่อ และชิ้นส่วนโลหะภายในอุปกรณ์ได้ แม้ความเสียหายบางอย่างอาจไม่เห็นทันที แต่เมื่อใช้งานในระยะยาวอาจส่งผลต่อประสิทธิภาพและอายุการใช้งานของสินค้า การใช้ Desiccant ภายในแพ็กเกจหรือกล่องบรรจุจึงช่วยลดความเสี่ยงจากความชื้น และช่วยรักษาคุณภาพของอุปกรณ์ระหว่างการจัดเก็บและขนส่ง

5.โลหะและอะไหล่อุตสาหกรรม

สินค้าโลหะ เครื่องมือ อะไหล่เครื่องจักร และชิ้นส่วนอุตสาหกรรม มีความเสี่ยงต่อการเกิดสนิมและการกัดกร่อนเมื่อสัมผัสกับความชื้นเป็นเวลานาน โดยเฉพาะการขนส่งทางทะเลที่ต้องเผชิญกับอากาศชื้นและไอน้ำภายในตู้คอนเทนเนอร์ แม้เพียงความชื้นในระดับเล็กน้อย ก็อาจทำให้ผิวโลหะเกิดคราบสนิมหรือเสื่อมคุณภาพได้ ซึ่งอาจส่งผลต่อมาตรฐานการใช้งานของสินค้า Desiccant จึงมีบทบาทสำคัญในการช่วยลดความชื้นภายในบรรจุภัณฑ์และตู้ขนส่ง เพื่อป้องกันความเสียหายและรักษาคุณภาพของสินค้าอุตสาหกรรมตลอดกระบวนการขนส่งและจัดเก็บ

วิธีเลือก Desiccant ให้เหมาะกับสินค้า

การเลือกใช้ Desiccant หรือสารดูดความชื้นให้เหมาะสม เป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยลดความเสียหายของสินค้าในระหว่างจัดเก็บและขนส่ง เพราะสินค้าแต่ละประเภทมีความไวต่อความชื้นแตกต่างกัน หากเลือกชนิดหรือปริมาณไม่เหมาะสม อาจทำให้ประสิทธิภาพในการควบคุมความชื้นลดลง และเพิ่มความเสี่ยงต่อเชื้อรา สนิม หรือความเสียหายของบรรจุภัณฑ์ได้ ปัจจัยสำคัญที่ควรพิจารณา ได้แก่

  • ขนาดพื้นที่ใช้งาน
  • ระยะเวลาขนส่งหรือจัดเก็บ
  • ประเภทของสินค้า
  • สภาพอากาศปลายทาง
  • ปริมาณความชื้นที่คาดว่าจะเกิดขึ้น

การเลือก Desiccant ให้เหมาะสม ไม่เพียงช่วยควบคุมความชื้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่ยังช่วยรักษาคุณภาพสินค้า ลดความเสียหาย และเพิ่มความมั่นใจในการขนส่งสินค้าให้ถึงปลายทางอย่างปลอดภัยมากที่สุด

ตัวอย่างการเลือกใช้งาน Desiccant

  • กล่องสินค้าและแพ็กเกจขนาดเล็ก
    → ใช้ Small Package Desiccant เพื่อควบคุมความชื้นเฉพาะจุดภายในแพ็กเกจ
  • กล่องรองเท้าและสินค้าแฟชั่น
    → ใช้ Sticky Pack Desiccant ที่สามารถติดกับพื้นผิวได้ ช่วยให้แพ็กเกจดูเรียบร้อยและลดการเคลื่อนตัวระหว่างขนส่ง
  • ตู้คอนเทนเนอร์และการขนส่งระยะไกล
    → ใช้ Container Desiccant เพื่อควบคุมความชื้นภายในตู้ ลดการเกิด Container Rain และป้องกันความเสียหายของสินค้า

Unlocking Unique Solutions

โซลูชันที่มากกว่าสารดูดความชื้นทั่วไป

SUPER DRY™ ไม่ได้มีเพียงผลิตภัณฑ์ Desiccant แบบมาตรฐาน แต่ยังสามารถพัฒนาโซลูชันเฉพาะทางให้เหมาะกับสินค้าและลักษณะการขนส่งของแต่ละอุตสาหกรรมได้อีกด้วย เพราะสินค้าแต่ละประเภทมีระดับความไวต่อความชื้น รวมถึงสภาพแวดล้อมในการจัดเก็บและขนส่งที่แตกต่างกัน

ด้วยประสบการณ์ด้านการควบคุมความชื้นในระบบ Supply Chain ทำให้ SUPER DRY™ สามารถออกแบบผลิตภัณฑ์ให้ตอบโจทย์การใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ทั้งในด้านขนาด รูปแบบ และประสิทธิภาพการดูดซับความชื้น

ตัวอย่างโซลูชันที่สามารถปรับให้เหมาะกับการใช้งาน ได้แก่

  • ปรับขนาดและน้ำหนักของ Desiccant ให้เหมาะกับพื้นที่ใช้งาน ตั้งแต่บรรจุภัณฑ์ขนาดเล็กไปจนถึงตู้คอนเทนเนอร์
  • ปรับระยะเวลาการดูดซับความชื้นให้เหมาะกับระยะเวลาการขนส่งหรือการจัดเก็บสินค้า
  • ออกแบบรูปแบบการติดตั้งเฉพาะ เช่น แบบแขวน แบบติดพื้นผิว หรือแบบซ่อนภายในแพ็กเกจ
  • พัฒนาแพ็กเกจหรือวัสดุห่อหุ้มเฉพาะทาง เพื่อรองรับสินค้าแต่ละประเภท
  • ออกแบบโซลูชันสำหรับอุตสาหกรรมเฉพาะ เช่น รองเท้า เฟอร์นิเจอร์ อาหาร อิเล็กทรอนิกส์ และอะไหล่อุตสาหกรรม

นอกจากนี้ SUPER DRY™ ยังให้ความสำคัญกับการวิเคราะห์ปัจจัยด้านความชื้นในแต่ละกระบวนการขนส่ง เพื่อช่วยให้ลูกค้าสามารถเลือกใช้ Desiccant ได้อย่างเหมาะสม ทั้งด้านปริมาณ ตำแหน่งการติดตั้ง และประสิทธิภาพการป้องกันความชื้น แนวคิด Unlocking Unique Solutions จึงไม่ใช่เพียงการขายสารดูดความชื้น แต่คือการพัฒนาโซลูชันที่ช่วยลดความเสียหาย รักษาคุณภาพสินค้า และเพิ่มความมั่นใจให้กับธุรกิจในทุกขั้นตอนของ Supply Chain อย่างแท้จริง

สรุป

ความชื้นอาจดูเป็นปัญหาเล็ก แต่สามารถสร้างความเสียหายมหาศาลต่อสินค้าในระบบ Supply Chain ได้ โดยเฉพาะการขนส่งระหว่างประเทศ

SUPER DRY™ Calcium Chloride Desiccant คือโซลูชันที่ช่วยควบคุมความชื้น ลดความเสี่ยงจากเชื้อรา สนิม และ Container Rain ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ด้วยผลิตภัณฑ์หลากหลายตั้งแต่ระดับบรรจุภัณฑ์ ไปจนถึงตู้คอนเทนเนอร์ขนาดใหญ่ สำหรับธุรกิจที่ต้องการรักษาคุณภาพสินค้า ลดความเสียหาย และเพิ่มความมั่นใจในการขนส่ง Desiccant จึงไม่ใช่เพียงอุปกรณ์เสริม แต่เป็น “ส่วนสำคัญของการปกป้องสินค้า” ในยุคโลจิสติกส์ระดับโลก

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ SUPER DRY™ Calcium Chloride Desiccant และโซลูชันป้องกันความชื้นสำหรับการขนส่งสินค้า สามารถดูรายละเอียดสินค้าและติดต่อทีมผู้เชี่ยวชาญได้ที่:

Office: +66 38 411 986 ext. 7
Mobile: +66 87 612 2678
Email: [email protected]
facebook : Super Dry Co.,Ltd.
Website : www.superdryers.com/th


แล้วพบกับสาระดีๆแบบนี้ทางด้านงานช่าง งานวิศวกรรม และอุตสาหกรรมได้ที่ นายช่างมาแชร์ นะครับ

Website: www.naichangmashare.com
Facebook: https://www.facebook.com/naichangmashare/
Blockdit :  https://www.blockdit.com/naichangmashare
Instragram: https://www.instagram.com/naichangmashare/
Twitter: https://twitter.com/naichangmashare
Youtube: https://www.youtube.com/@naichangmashare
TikTok :  https://www.tiktok.com/@naichangmashare

BPS TECH จัดอบรม “Sigenergy Product & Solutions” อัปเดตเทคโนโลยี Solar Rooftop และ Smart Energy Solution ปี 2026

BPS TECH
BPS TECH

บริษัท BPS Technology Public Company Limited เตรียมจัดกิจกรรมอบรมพิเศษ “Training Program : Sigenergy Product & Solutions” เพื่ออัปเดตองค์ความรู้ด้าน Solar Rooftop, Smart Energy Solution และเทคโนโลยีพลังงานอัจฉริยะสำหรับบ้าน อาคาร และภาคธุรกิจ โดยได้รับเกียรติจากวิทยากรผู้เชี่ยวชาญจาก Titan Green Energy ร่วมถ่ายทอดความรู้และแนวโน้มเทคโนโลยีพลังงานแห่งอนาคต

การอบรมครั้งนี้มุ่งเน้นการนำเสนอ Solution ด้านพลังงานแบบ All-in-One ของ Sigenergy พร้อมอัปเดตทิศทางตลาดและนวัตกรรมพลังงานปี 2026 ที่กำลังได้รับความสนใจในภาคอุตสาหกรรมและธุรกิจพลังงานสะอาด

ภายในงาน ผู้เข้าร่วมจะได้เรียนรู้เกี่ยวกับ:

  • เทคโนโลยี Solar Rooftop Product & Solutions
  • ระบบ Smart Energy สำหรับบ้านและอาคาร
  • แนวทางการบริหารจัดการพลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ
  • นวัตกรรมแบตเตอรี่และระบบกักเก็บพลังงาน
  • เทรนด์ตลาดพลังงานสะอาดและโอกาสทางธุรกิจปี 2026

📅 วันที่ 29 พฤษภาคม 2026
⏰ เวลา 13.00 – 16.30 น.

กิจกรรมนี้เหมาะสำหรับวิศวกร ผู้รับเหมา เจ้าของธุรกิจ ผู้พัฒนาโครงการ และผู้ที่สนใจเทคโนโลยีพลังงานสะอาด โดยเปิดรับจำนวนจำกัดเพียง 30 ที่นั่งเท่านั้น

ลงทะเบียนเข้าร่วมอบรมได้ผ่าน QR Code บนโปสเตอร์ประชาสัมพันธ์


แล้วพบกับสาระดีๆแบบนี้ทางด้านงานช่าง งานวิศวกรรม และอุตสาหกรรมได้ที่ นายช่างมาแชร์ นะครับ

Website: www.naichangmashare.com
Facebook: https://www.facebook.com/naichangmashare/
Blockdit :  https://www.blockdit.com/naichangmashare
Instragram: https://www.instagram.com/naichangmashare/
Twitter: https://twitter.com/naichangmashare
Youtube: https://www.youtube.com/@naichangmashare
TikTok :  https://www.tiktok.com/@naichangmashare

#นายช่างมาแชร์ 

นายช่างมาแชร์ พาชม “The Red Cutter EXPO 2026 by CiT” เวทีรวมเทคโนโลยีอุตสาหกรรม นวัตกรรม และเครือข่ายธุรกิจแห่งอนาคต

0
cit red cutter expo 2026
cit red cutter expo 2026

ทีมงาน “นายช่างมาแชร์” ได้มีโอกาสเข้าร่วมรีวิวบรรยากาศภายในงาน “The Red Cutter EXPO 2026 by CiT” ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 21 – 23 พฤษภาคม 2569 ณ วิทยาลัยเทคโนโลยีอุตสาหกรรม มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ (มจพ.) โดยภายในงานถือเป็นอีกหนึ่งมหกรรมด้านอุตสาหกรรม เทคโนโลยี และวิศวกรรม ที่รวบรวมทั้งองค์ความรู้ นวัตกรรม และโอกาสทางธุรกิจไว้ในงานเดียวอย่างครบวงจร

จัดงานโดยวิทยาลัยเทคโนโลยีอุตสาหกรรม (CIT) มจพ. ร่วมกับสมาคมศิษย์เก่า วทอ. ภายใต้ชื่อ “Red Cutter”

งานดังกล่าวจัดขึ้นโดย วิทยาลัยเทคโนโลยีอุตสาหกรรม (CIT) มจพ. ร่วมกับสมาคมศิษย์เก่า วทอ. ภายใต้ชื่อ “Red Cutter” ซึ่งเป็นเอกลักษณ์และตัวแทนของสายช่าง CIT ที่มีประวัติและความแข็งแกร่งด้านการผลิตบุคลากรสายวิศวกรรมและอุตสาหกรรมมายาวนาน

จากการลงพื้นที่ของทีมงาน “นายช่างมาแชร์” พบว่าภายในงานมีการจัดแสดงเทคโนโลยีและนวัตกรรมด้านอุตสาหกรรมอย่างหลากหลาย ทั้งระบบ Automation, Robotics, Software & Hardware, Digital Systems รวมถึงการนำเสนอผลงานวิจัยและนวัตกรรมจากคณาจารย์และนักศึกษาของทาง CIT มจพ. ที่สะท้อนศักยภาพของเยาวชนและภาคการศึกษาไทยในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมแห่งอนาคต

จุดเด่นของงาน CIT Red Cutter Expo 2026

อีกหนึ่งจุดเด่นของงาน คือการรวบรวมผู้ประกอบการกว่า 200 บูธ ครอบคลุมทั้งรูปแบบ B2B และ B2C เปิดโอกาสให้เกิดการเชื่อมต่อระหว่างผู้ผลิต ผู้พัฒนาเทคโนโลยี ผู้ใช้งาน และภาคธุรกิจอุตสาหกรรมอย่างเป็นรูปธรรม พร้อมกิจกรรมสัมมนา การแข่งขันหุ่นยนต์ การอบรม Upskill & Reskill และกิจกรรม Business Matching ที่ช่วยสร้างเครือข่ายความร่วมมือในภาคอุตสาหกรรมยุคใหม่

บรรยากาศในวันแรกของงานได้รับความสนใจจากนักศึกษา วิศวกร ผู้ประกอบการ และบุคลากรในภาคอุตสาหกรรมจำนวนมาก โดยเฉพาะโซนเทคโนโลยี Automation และ Robotics ที่สะท้อนทิศทางของ Smart Factory และ Industry 4.0 ซึ่งกำลังเป็นหัวใจสำคัญของโรงงานอุตสาหกรรมยุคปัจจุบัน

“The Red Cutter EXPO 2026 by CiT” ถือเป็นอีกหนึ่งเวทีสำคัญที่ช่วยเชื่อมโยงภาคการศึกษา เทคโนโลยี และภาคอุตสาหกรรมเข้าด้วยกัน พร้อมผลักดันการพัฒนาบุคลากรและนวัตกรรมไทยสู่อนาคตอย่างยั่งยืน

ทีมงาน “นายช่างมาแชร์” ขอขอบคุณทาง วิทยาลัยเทคโนโลยีอุตสาหกรรม มจพ. และสมาคมศิษย์เก่า วทอ. สำหรับการจัดงานคุณภาพที่เปิดพื้นที่ให้คนในวงการวิศวกรรมและอุตสาหกรรมได้แลกเปลี่ยนองค์ความรู้ เทคโนโลยี และโอกาสทางธุรกิจร่วมกัน

รายละเอียดและเครดิตผู้จัดงาน

ผู้ที่สนใจสามารถเข้าร่วมงานได้จนถึงวันที่ 23 พฤษภาคม 2569 ณ วิทยาลัยเทคโนโลยีอุตสาหกรรม มจพ.

  • วิทยาลัยเทคโนโลยีอุตสาหกรรม (CIT) มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ
  • สมาคมศิษย์เก่า วิทยาลัยเทคโนโลยีอุตสาหกรรม

Website: www.naichangmashare.com
Facebook: https://www.facebook.com/naichangmashare/
Blockdit :  https://www.blockdit.com/naichangmashare
Instragram: https://www.instagram.com/naichangmashare/
Twitter: https://twitter.com/naichangmashare
Youtube: https://www.youtube.com/@naichangmashare
TikTok :  https://www.tiktok.com/@naichangmashare

#TheRedCutterExpo2026 #CIT #KMUTNB #Automation #Robotics #Industry40 #Engineering #IndustrialTechnology #นายช่างมาแชร์

ไม่ใช่แค่มาฟัง…แต่ได้เห็นเทคโนโลยีจริงแบบใกล้ชิด!พบกับไฮไลต์สำคัญของงาน GCME ME MORE Symposium 2026

GCME ME MORE Symposium 2026
GCME ME MORE Symposium 2026

พบกับไฮไลต์สำคัญของงาน GCME ME MORE Symposium 2026
กับ Onsite Equipment Live Demonstration จากพันธมิตรชั้นนำระดับอุตสาหกรรม


✅ ACWA – Advanced Maintenance Technology
ชมเทคโนโลยีด้าน Spark Erosion, Mobile Rotor Lathe, GRID Robot Inspection, Laser Welding, Valve Seat Repair และ Scanning & Reverse Engineering
✅ KSB – Smart Pump Monitoring & Energy Efficiency Solutions
สัมผัสโซลูชัน KSB Guard, KSB Sonolyzer และ SES เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของระบบ
✅ ARTIS – Advanced Industrial Equipment Solutions
พบกับเทคโนโลยี No-Man-Entry, ARTPAC Dense Loader, Drum Tipper และ CARDOX สำหรับงานอุตสาหกรรมจริง


📅 June 17, 2026
📍 GCME Workshop
🎯 ที่นั่งมีจำนวนจำกัด!


คลิก Link ลงทะเบียน หรือสแกน QR Code เพื่อลงทะเบียน https://docs.google.com/…/1FAIpQLSeIa8mAPfIcdJ…/viewform
พิเศษ! ผู้ลงทะเบียนร่วมงานยังมีสิทธิ์ลุ้นรับของรางวัลมากมาย 🎁

📲 ดูรายละเอียดในภาพ และสแกน QR Code เพื่อลงทะเบียนได้เลย
แล้วพบกันที่ ME MORE Symposium 2026
More Intelligence. More Integration.

👉 ติดตามบทวิเคราะห์ เทรนด์เทคโนโลยี และไฮไลต์จากงาน ได้ที่
www.naichangmashare.com — นายช่างมาแชร์

***********************************

แล้วพบกับสาระดีๆแบบนี้ทางด้านงานช่าง งานวิศวกรรม และอุตสาหกรรมได้ที่ นายช่างมาแชร์ นะครับ

Website: www.naichangmashare.com
Facebook: https://www.facebook.com/naichangmashare/
Blockdit :  https://www.blockdit.com/naichangmashare
Instragram: https://www.instagram.com/naichangmashare/
Twitter: https://twitter.com/naichangmashare
Youtube: https://www.youtube.com/@naichangmashare
TikTok :  https://www.tiktok.com/@naichangmashare

#นายช่างมาแชร์ #GCME #MEMORE2026 #LiveDemonstration #engineering #maintenance #plantinspection #ACWA #KSB #ARTIS

Heat Failure คืออะไร? ปัญหาความร้อนที่ช่างต้องรู้ ก่อนเครื่องจักรพังทั้งระบบ

What is Heat Failure? The Overheating Problem Every Technician Must Understand Before Machinery Breaks Down
What is Heat Failure? The Overheating Problem Every Technician Must Understand Before Machinery Breaks Down

สวัสดีครับพี่ๆช่างและทุกคนที่เข้ามาอ่านบทความนี้ เคยสังเกตไหมว่า…เครื่องจักรหลายตัวไม่ได้พังเพราะอายุการใช้งาน แต่กลับเสียหายจาก “ความร้อนสะสม” ที่ถูกมองข้ามมาโดยตลอด ไม่ว่าจะเป็นตู้คอนโทรลร้อนผิดปกติ มอเตอร์มีกลิ่นไหม้ หรืออินเวอร์เตอร์ขึ้น Alarm Overheat ทั้งหมดนี้คือสัญญาณของปัญหาที่เรียกว่า Heat Failure

ปัญหานี้อาจเริ่มจากเรื่องเล็ก ๆ อย่างพัดลมเสีย ฝุ่นอุดตัน หรือจุดต่อสายหลวม แต่หากปล่อยไว้นาน อาจลุกลามจนทำให้ระบบหยุดการผลิต อุปกรณ์เสียหายหนัก หรือเกิดอันตรายต่อระบบไฟฟ้าได้ บทความนี้ “นายช่างมาแชร์” จะพาไปเจาะลึกว่า Heat Failure คืออะไร เกิดจากอะไร มีสัญญาณเตือนแบบไหน และช่างควรป้องกันอย่างไร เพื่อยืดอายุเครื่องจักรและลดโอกาสเกิด Breakdown ในระบบงานอุตสาหกรรมครับ

Heat Failure คืออะไร?

Heat Failure คือ ความล้มเหลวของอุปกรณ์หรือระบบที่เกิดจาก “ความร้อนสูงเกินค่าที่อุปกรณ์รองรับได้” จนทำให้ประสิทธิภาพลดลง วัสดุเสื่อมสภาพ หรือชิ้นส่วนเกิดความเสียหาย ความร้อนที่มากเกินไปส่งผลโดยตรงต่ออายุการใช้งานของอุปกรณ์ ค่าความต้านทานไฟฟ้า การขยายตัวของวัสดุ คุณสมบัติของฉนวน และความเสถียรของระบบอิเล็กทรอนิกส์ ในระบบอุตสาหกรรม Heat Failure มักเกิดแบบ “ค่อยเป็นค่อยไป” ทำให้หลายครั้งช่างไม่ทันสังเกต จนเกิด Breakdown แบบกะทันหัน

สาเหตุหลักของ Heat Failure

Heat Failure

1.ระบบระบายความร้อนไม่มีประสิทธิภาพ

หนึ่งในสาเหตุหลักที่พบได้บ่อยคือระบบระบายความร้อนทำงานได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ เช่น พัดลมระบายอากาศเสีย ฮีตซิงก์มีฝุ่นสะสม หรือช่องระบายอากาศถูกปิดกั้น เมื่ออากาศไม่สามารถไหลเวียนได้ดี ความร้อนภายในตู้ไฟหรือภายในเครื่องจักรจะสะสมเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ จนเกิดอุณหภูมิสูงผิดปกติ

2.การใช้งานเกินพิกัด (Overload)

การใช้งานอุปกรณ์เกินค่าพิกัดก็เป็นอีกปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดความร้อนสะสม เช่น มอเตอร์กินกระแสเกิน สายไฟมีขนาดเล็กเกินโหลด หรือเบรกเกอร์ทำงานใกล้ค่าพิกัดตลอดเวลา เมื่อกระแสไฟฟ้าเพิ่มสูงขึ้น ความร้อนที่เกิดขึ้นก็จะเพิ่มขึ้นตามไปด้วย จนอุปกรณ์เกิดความเสียหายได้ง่าย

3.จุดต่อสายไฟหลวม

ปัญหาจุดต่อหลวมบริเวณ Terminal หรือจุดขันสายไฟภายในตู้คอนโทรล เป็นอีกสาเหตุที่ทำให้เกิด Hot Spot หรือจุดความร้อนสะสมเฉพาะจุด ซึ่งมักพบอาการขั้วสายไหม้ มีกลิ่นไหม้ หรือเบรกเกอร์ตัดบ่อยครั้ง หากปล่อยไว้อาจลุกลามจนเกิดไฟฟ้าลัดวงจรได้

4.สภาพแวดล้อมมีอุณหภูมิสูง

โรงงานหรือพื้นที่ที่มีอุณหภูมิสูง เช่น ห้องเครื่องที่ไม่มีระบบระบายอากาศ พื้นที่ใกล้เตาเผา หรือพื้นที่อับอากาศ ล้วนส่งผลให้อุปกรณ์ไฟฟ้าทำงานหนักขึ้น เพราะอุปกรณ์ส่วนใหญ่ถูกออกแบบให้ทำงานในช่วงอุณหภูมิประมาณ 25–40 องศาเซลเซียส หากสูงกว่านี้จะทำให้อายุการใช้งานลดลงอย่างรวดเร็ว

5.ฝุ่นและคราบสกปรกสะสม

ฝุ่นถือเป็นตัวกักเก็บความร้อนที่หลายคนมองข้าม เพราะจะทำให้การระบายอากาศไม่มีประสิทธิภาพ พัดลมทำงานหนักขึ้น และแผงวงจรเกิดความร้อนสะสมมากกว่าปกติ โดยเฉพาะในโรงงานที่มีฝุ่นจำนวนมาก เช่น โรงงานไม้ โรงงานปูน หรือโรงงานสิ่งทอ

ผลกระทบของ Heat Failure

Digital Temperature Indicator

Heat Failure ไม่ได้ส่งผลแค่ทำให้อุปกรณ์ “ร้อน” เท่านั้น แต่ยังส่งผลกระทบโดยตรงต่อประสิทธิภาพการทำงาน อายุการใช้งาน ความปลอดภัย และต้นทุนของระบบโดยรวม โดยเฉพาะในโรงงานอุตสาหกรรมที่มีการทำงานต่อเนื่องตลอด 24 ชั่วโมง หากเกิดความร้อนสะสมมากเกินไป อาจสร้างความเสียหายเป็นวงกว้างได้ในเวลาอันรวดเร็ว

อุปกรณ์เสื่อมสภาพเร็ว

เมื่ออุปกรณ์ไฟฟ้าหรือเครื่องจักรทำงานภายใต้อุณหภูมิสูงต่อเนื่อง จะทำให้ชิ้นส่วนภายในเกิดการเสื่อมสภาพเร็วกว่าปกติอย่างมาก โดยเฉพาะฉนวนไฟฟ้า แผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ สายไฟ และอุปกรณ์ประเภท Semiconductor ที่ไวต่อความร้อน

ในระบบไฟฟ้า “ความร้อน” ถือเป็นตัวเร่งปฏิกิริยาการเสื่อมสภาพของวัสดุ ยิ่งอุณหภูมิสูง อายุการใช้งานของอุปกรณ์ก็จะยิ่งลดลง เช่น ฉนวนไฟฟ้าที่ถูกความร้อนสะสมเป็นเวลานานจะเริ่มแข็ง กรอบ แตก หรือสูญเสียคุณสมบัติการเป็นฉนวน ทำให้เกิดไฟรั่วหรือไฟฟ้าลัดวงจรได้ง่ายขึ้น

ส่วนอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ เช่น Capacitor หรือ IC หากทำงานในอุณหภูมิสูงตลอดเวลา จะทำให้ค่าความจุผิดเพี้ยน วงจรทำงานไม่เสถียร และเสี่ยงต่อการเสียหายถาวรเร็วกว่าปกติหลายเท่า ในกรณีของมอเตอร์ไฟฟ้า ความร้อนสูงจะส่งผลต่อขดลวดภายใน ทำให้ฉนวนของขดลวดเสื่อมเร็ว เกิดการลัดวงจรระหว่างรอบขดลวด (Short Circuit) จนมอเตอร์ไหม้ในที่สุด

เครื่องจักรหยุดการทำงาน (Downtime)

Heat Failure เป็นหนึ่งในสาเหตุสำคัญที่ทำให้เครื่องจักรเกิดการ Shutdown หรือ Breakdown แบบกะทันหัน โดยเฉพาะในระบบที่ทำงานต่อเนื่อง เช่น สายการผลิตอัตโนมัติ ระบบ Conveyor หรือเครื่องจักรที่ใช้ Inverter และ PLC ควบคุม

เมื่ออุณหภูมิสูงเกินค่าที่ระบบกำหนด อุปกรณ์จะเข้าสู่โหมดป้องกันตัวเอง เช่น Overheat Protection หรือ Thermal Trip เพื่อป้องกันความเสียหายที่รุนแรงกว่าเดิม แม้จะช่วยป้องกันอุปกรณ์ แต่ก็ทำให้กระบวนการผลิตต้องหยุดทันที

ผลกระทบที่ตามมาคือ ไลน์การผลิตหยุดชะงัก สินค้าเสียหายระหว่างกระบวนการผลิต สูญเสียเวลาการผลิต เพิ่มค่าแรงและค่าซ่อมบำรุง ส่งมอบสินค้าไม่ทันกำหนด สูญเสียความเชื่อมั่นจากลูกค้า ในบางโรงงาน การหยุดของเครื่องจักรเพียงไม่กี่นาที อาจสร้างความเสียหายหลักแสนหรือหลักล้านบาท โดยเฉพาะอุตสาหกรรมอาหาร ยา และอิเล็กทรอนิกส์ที่ต้องควบคุมกระบวนการอย่างต่อเนื่อง

สิ้นเปลืองพลังงานมากขึ้น

อุปกรณ์ที่มีความร้อนสูงจะทำงานได้ไม่มีประสิทธิภาพ เนื่องจากเมื่ออุณหภูมิสูงขึ้น ค่าความต้านทานทางไฟฟ้าจะเพิ่มขึ้นตามไปด้วย ทำให้อุปกรณ์ต้องใช้พลังงานมากขึ้นในการทำงาน ตัวอย่างที่พบได้บ่อย เช่น มอเตอร์ที่มีความร้อนสูงจะกินกระแสมากขึ้น Bearing ฝืดทำให้มอเตอร์ทำงานหนัก อินเวอร์เตอร์สูญเสียพลังงานในรูปของความร้อน คอมเพรสเซอร์ทำงานต่อเนื่องนานขึ้น ระบบระบายความร้อนต้องทำงานหนักกว่าเดิม

นอกจากค่าไฟที่เพิ่มขึ้นแล้ว ยังส่งผลให้เกิดความร้อนสะสมเพิ่มขึ้นเป็นวงจรต่อเนื่อง ทำให้อุปกรณ์เสื่อมเร็วและเพิ่มโอกาสเกิด Heat Failure มากขึ้นอีกด้วย หลายโรงงานพบว่าปัญหาความร้อนสะสมส่งผลให้ค่าไฟฟ้าสูงขึ้นโดยไม่รู้ตัว เพราะเครื่องจักรต้องดึงพลังงานมากกว่าปกติเพื่อรักษาประสิทธิภาพการทำงาน

เพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดอัคคีภัย

Heat Failure ถือเป็นหนึ่งในสาเหตุสำคัญของไฟไหม้ในโรงงานอุตสาหกรรมและอาคารระบบไฟฟ้า โดยเฉพาะบริเวณตู้ MDB, Control Panel หรือจุดเชื่อมต่อสายไฟที่มีโหลดสูง เมื่อเกิดความร้อนสะสมต่อเนื่องร่วมกับจุดต่อสายไฟหลวม จะทำให้เกิด Hot Spot หรือจุดความร้อนเฉพาะจุด ซึ่งอุณหภูมิบริเวณนั้นอาจสูงมากจนทำให้ฉนวนละลาย พลาสติกไหม้ หรือเกิดประกายไฟ

หากบริเวณใกล้เคียงมีฝุ่น น้ำมัน หรือวัสดุติดไฟ ก็อาจลุกลามกลายเป็นอัคคีภัยได้อย่างรวดเร็ว สัญญาณเตือนก่อนเกิดเหตุที่ช่างควรระวัง ได้แก่ กลิ่นไหม้ภายในตู้ไฟ สีของสายไฟเปลี่ยนเป็นคล้ำ ขั้วสายละลาย มีควันหรือรอยไหม้ เบรกเกอร์ตัดบ่อยผิดปกติ ตู้ไฟมีอุณหภูมิสูงผิดปกติ

หลายเหตุการณ์ไฟไหม้ในโรงงานเกิดจากปัญหาเล็ก ๆ อย่างจุดต่อสายหลวม หรือพัดลมระบายอากาศเสียที่ไม่ได้รับการตรวจสอบอย่างสม่ำเสมอ ดังนั้น การตรวจสอบอุณหภูมิด้วยกล้อง Thermal Imaging และการทำ Preventive Maintenance จึงถือเป็นวิธีสำคัญในการลดความเสี่ยงจาก Heat Failure และป้องกันความเสียหายร้ายแรงที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต

วิธีตรวจสอบ Heat Failure

1.ใช้กล้อง Thermal Imaging

ปัจจุบันนิยมใช้กล้อง Thermal Imaging เพื่อตรวจหาจุดความร้อนสะสมโดยไม่ต้องหยุดระบบ ช่วยให้สามารถมองเห็น Hot Spot ภายในตู้ไฟ MCC MDB หรือ Busbar ได้อย่างชัดเจน ในปัจจุบัน หลายโรงงานเริ่มนำระบบ Thermal Monitoring เชื่อมต่อเข้ากับ IoT เพื่อเก็บข้อมูลอุณหภูมิแบบต่อเนื่อง และวิเคราะห์แนวโน้มความผิดปกติของเครื่องจักรล่วงหน้า ช่วยลดความเสี่ยงในการเกิด Downtime และเพิ่มประสิทธิภาพในการวางแผนซ่อมบำรุงเชิงป้องกัน

2.ตรวจวัดอุณหภูมิ

สามารถใช้เครื่องมือ เช่น Infrared Thermometer, Temperature Sensor, RTD หรือ Thermocouple เพื่อติดตามแนวโน้มอุณหภูมิของอุปกรณ์ ระบบ Sensor Monitoring ในโรงงานอัจฉริยะ (Smart Factory) สามารถส่งข้อมูลแบบ Real-time ไปยัง Dashboard กลาง เพื่อแจ้งเตือนเมื่ออุณหภูมิเกินค่าที่กำหนด ทำให้ทีมช่างสามารถวิเคราะห์และแก้ไขปัญหาได้อย่างรวดเร็ว

3.ตรวจสอบค่ากระแสไฟฟ้า

หากอุปกรณ์มีกระแสไฟฟ้าสูงผิดปกติ มักเป็นสัญญาณว่ากำลังเกิดความร้อนสะสมภายในระบบ โดยระบบ Energy Monitoring ร่วมกับการตรวจวัดอุณหภูมิ สามารถช่วยเฝ้าระวังความผิดปกติของอุปกรณ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ช่วยลดการสูญเสียพลังงานและป้องกันความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นกับเครื่องจักรและระบบไฟฟ้า

4.สังเกตเสียงและกลิ่นผิดปกติ

อาการเตือนที่ควรระวัง เช่น กลิ่นไหม้ เสียงพัดลมผิดปกติ เสียงฮัมดัง หรือฉนวนกรอบแตก ซึ่งมักเป็นสัญญาณเริ่มต้นของ Heat Failure หากรีบตรวจสอบและแก้ไขตั้งแต่ต้น จะช่วยลดความเสียหายได้อย่างมาก แม้ปัจจุบันจะมีเทคโนโลยีเข้ามาช่วยมากขึ้น แต่ประสบการณ์ของช่างยังคงเป็นหัวใจสำคัญในการวิเคราะห์ความผิดปกติของเครื่องจักรควบคู่กับระบบดิจิทัล

การยกระดับการตรวจ Heat Failure ด้วย DTI (Digital Temperature Indicator)

Digital Temperature Indicator

ในระบบอุตสาหกรรมสมัยใหม่ การตรวจจับปัญหา Heat Failure ไม่สามารถพึ่งเครื่องมือเพียงชนิดเดียวได้อีกต่อไป เพราะลักษณะของความร้อนในเครื่องจักรไม่ได้เกิดขึ้นแบบคงที่ แต่เป็น “พฤติกรรมที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา” ตั้งแต่ระดับจุดสัมผัสเล็ก ๆ ไปจนถึงความร้อนสะสมทั้งระบบ

ดังนั้นแนวทางที่มีประสิทธิภาพที่สุด คือการ “ผสานเครื่องมือหลายรูปแบบเข้าด้วยกัน” เพื่อให้ได้ทั้งภาพรวม ความละเอียดเฉพาะจุด และข้อมูลเชิงลึกย้อนหลัง ซึ่งประกอบด้วย Thermal Camera, IoT Sensor, Temp Gun และ DTI Sticker ที่ทำงานเสริมกันเป็นระบบเดียว

1.Thermal Camera → เห็นภาพรวม Hotspot ของทั้งระบบ

Thermal Camera เป็นเครื่องมือที่ช่วยให้วิศวกรสามารถ “มองเห็นความร้อนทั้งระบบในครั้งเดียว” ผ่านภาพความร้อนแบบอินฟราเรด ทำให้สามารถระบุ Hotspot หรือจุดที่มีอุณหภูมิผิดปกติได้อย่างรวดเร็ว
อย่างไรก็ตาม Thermal Camera มักถูกใช้งานเป็น “การตรวจแบบเป็นรอบ (Periodic Inspection)” ซึ่งหมายความว่า มันให้ภาพเฉพาะช่วงเวลาที่ตรวจเท่านั้น ไม่สามารถเก็บพฤติกรรมความร้อนต่อเนื่องได้

2.IoT Sensor → Real-time Monitoring แบบต่อเนื่อง

ระบบเซนเซอร์ IoT ทำหน้าที่เป็น “เส้นเลือดของข้อมูล” ในโรงงาน โดยวัดอุณหภูมิแบบ Real-time และส่งข้อมูลเข้าสู่ระบบ Monitoring ตลอด 24 ชั่วโมง ข้อดีคือสามารถแจ้งเตือนทันทีเมื่ออุณหภูมิสูงเกินค่ากำหนด แต่ข้อจำกัดคือ ต้องมีการติดตั้งถาวร ค่าใช้จ่ายสูง และไม่สามารถติดได้ทุกจุดในโรงงาน

3.Temp Gun → เครื่องมือวัดเฉพาะจุดแบบรวดเร็ว

Infrared Thermometer หรือ Temp Gun เป็นเครื่องมือพื้นฐานที่ช่างใช้กันอย่างแพร่หลาย ใช้ยิงวัดอุณหภูมิแบบเฉพาะจุดในเวลานั้น ๆ แม้จะใช้งานง่ายและรวดเร็ว แต่ข้อมูลที่ได้เป็นเพียง “Snapshot ณ ขณะนั้น” ไม่สามารถบอกได้ว่าอุณหภูมิในอดีตเคยสูงหรือไม่ หรือมีเหตุการณ์ Overheat เกิดขึ้นมาก่อนแล้วหรือเปล่า

4.DTI Sticker → หลักฐานความร้อนเกินกำหนด DTI (Digital Temperature Indicator)

คือ ผลิตภัณฑ์ที่ทำให้ระบบการตรวจ Heat Failure “สมบูรณ์มากขึ้น” DTI ไม่ได้ทำหน้าที่เป็นแค่ตัววัดอุณหภูมิ แต่เป็น “ตัวบันทึกสถานะความร้อน” ที่เกิดขึ้นจริงในหน้างาน โดยมีคุณสมบัติสำคัญคือ เปลี่ยนสีถาวรเมื่ออุณหภูมิเกิน Threshold บันทึกสถานะอุณหภูมิ (ปกติ/ผิดปกติ) ไว้ในหน่วยความจำ พร้อมทั้งสามารถอ่านและบันทึกข้อมูลดิจิทัลผ่าน RFID/NFC ได้ ไม่ต้องใช้พลังงานหรือแบตเตอรี่ ดังนั้น แม้ช่างจะไม่ได้อยู่หน้างานในช่วงเวลาที่เกิดปัญหา แต่ DTI จะยัง “เก็บร่องรอยของความร้อนนั้นไว้เสมอ”

สรุป

Heat Failure ไม่ใช่แค่ปัญหา “เครื่องร้อน” แต่คือจุดเริ่มต้นของความเสียหายทั้งระบบ และการมองเห็นปัญหาก่อนเกิดความเสียหาย คือหัวใจของงานวิศวกรรมยุคใหม่

DTI (Digital Temperature Indicator) จึงไม่ใช่แค่สติกเกอร์ แต่เป็นเครื่องมือที่ช่วยเปลี่ยน “ความร้อนที่มองไม่เห็น” ให้กลายเป็น “หลักฐานความร้อนเกินกำหนดที่ชัดเจน”

ช่องทางติดต่อ (Product Sales Channel)

ผู้ติดต่อ: คุณศุภกฤต เสนารักษ์ (หนุ่ม)

📱 โทร: 033-014-345, 061-020-8984
💬 Line OA: @cleantechandbeyond
📧 Email: [email protected]

👉 ติดตามบทวิเคราะห์ เทรนด์เทคโนโลยี และไฮไลต์จากงาน ได้ที่
www.naichangmashare.com — นายช่างมาแชร์


แล้วพบกับสาระดีๆแบบนี้ทางด้านงานช่าง งานวิศวกรรม และอุตสาหกรรมได้ที่ นายช่างมาแชร์ นะครับ

Website: www.naichangmashare.com
Facebook: https://www.facebook.com/naichangmashare/
Blockdit :  https://www.blockdit.com/naichangmashare
Instragram: https://www.instagram.com/naichangmashare/
Twitter: https://twitter.com/naichangmashare
Youtube: https://www.youtube.com/@naichangmashare
TikTok :  https://www.tiktok.com/@naichangmashare

#นายช่างมาแชร์