5 ปัญหาความชื้นภายในโรงงาน

0
5 ปัญหาความชื้นในโรงงาน
5 ปัญหาความชื้นในโรงงาน

หากพูดถึง “ความชื้น” (Humidity) จะเป็นค่าที่ใช้เรียกปริมาณ “น้ำ” ในอากาศ ถ้าหากความชื้นมีค่าเยอะก็แสดงว่าน้ำในอากาศจะเยอะ เราก็จะมีความรู้สึกว่ามันเหนียวๆ เปียกๆ ตัวครับ แต่ถ้าความชื้นในอากาศน้อย หรือ ปริมาณน้ำในอากาศน้อย เราก็จะรู้สึกแห้งๆ กันใช่มั้ยละครับ “ในทางเดียวกัน ความชื้นก็มีผลกระทบต่อสินค้า เครื่องจักร และกระบวนการผลิตในโรงงานอุตสาหกรรม” อย่างมากๆเลยนะครับ

งั้นสำหรับบทความนี้ทางนายช่างมาแชร์จะขอมายก 5 ปัญหาหลักๆ ที่ความชื้นมีผลกระทบต่อโรงงานกันนะครับ

1. ผลกระทบต่อสินค้า (Product Impact)

ผลกระทบต่อสินค้า อันนี้ทางนายช่างขอยกให้เป็น No.1 เลยนะครับ เพราะถ้าหากสินค้าที่เราเก็บๆไว้ เกิดถูกความชื้นทำความเสียหาย จนทำให้สินค้าเกิด “สนิม” หรือทำให้คุณภาพสินค้าด้อยลง แน่นอนว่าสินค้าพวกนั้นก็จะขายไม่ได้ ถือว่าเป็นการทำลายอู่ข้าว อู่น้ำหลัก ของเราเลย หากยกตัวอย่างให้เห็นภาพถึงผลกระทบที่รุนแรงหน่อย ก็จะเป็นสินค้าจำพวก ไฟฟ้า และอิเล็กทรอนิกส์, ไม้, หรือแม้กระทั่งวัสดุจำพวกโลหะ ที่เราเก็บไว้ในคลังสินค้า หรือ Warehouse เป็นต้นครับ

ภาพโดย Jens P. Raak จาก Pixabay

2. ผลกระทบต่อเครื่องจักรและระบบการผลิต (Process Impact)

หากมองย้อนกลับไปว่าในกระบวนการผลิต และเครื่องจักร ในโรงงานอุตสาหกรรม ว่าเรามีอะไรบ้างที่โดนพวก “น้ำ หรือ ความชื้น” แล้วได้รับผลกระทบ หลักๆก็จะมีเครื่องจักรที่ชิ้นส่วนเป็นโลหะเมื่อโดนน้ำก็จะเป็นสนิม, สายพานที่ทำมาจากยางโดนน้ำก็จะอุ้มน้ำแล้วก็ขาด, ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ซึ่งไม่ถูกกับน้ำอยู่แล้วอาจจะสามารถพังและไม่สามารถควบคุมระบบได้ แล้วถ้าเครื่องจักรเหล่านี้เกิดพังขึ้นมาจากความชื้นแล้วละก็ผลกระทบที่ตามมาก็คือ โรงงานหยุดการผลิต, เสียค่าซ่อมบำรุง จนถึงกระทั่งเสียโอกาสทางธุรกิจไปเลยนะครับ

ภาพโดย Marcin จาก Pixabay

3. ความปลอดภัยของพนักงาน (Safety Impact)

หลายคนอาจจะสงสัยว่า “ความชื้น” จะไปเกี่ยวอะไรกับความปลอดภัยของพนักงาน แต่อย่างที่บอกในหัวข้อด้านบน หากความชื้นส่งผลกระทบต่อเครื่องจักร และอุปกรณ์ควบคุมทางอิเล็กทรอนิกส์แล้ว ตัวเครื่องจักรมีโอกาสที่จะ Malfunction หรือทำงานผิดปกติ ถ้าเกิดพนักงานเข้าไปทำงานกับอุปกรณ์ที่ผิดปกติแล้วก็อาจจะมีความเสี่ยง และผลกระทบแบบลูกโซ่ (อารมณ์ประมาณว่าตรงนู้นก็เสีย ตรงนี้ก็ใช้งานไม่ได้ เลยต้องหาวิธีการที่นอกเหนือขอบเขตมาจัดการปัญหาซึ่งอาจมีความผิดพลาดได้)

จนทำให้เกิดอุบัติเหตุจากการทำงานกับเครื่องจักรได้เลยครับ

ภาพโดย Ziaur Chowdhury จาก Pixabay

4. ผลกระทบต่อการสร้างสภาพแวดล้อมการทำงานที่ดี (Environment Impact)

ในแง่ของสภาพแวดล้อมการทำงานที่ดี ซึ่งความชื้นจะเป็นปัจจัยที่ส่งผลโดยตรงต่ออารมณ์ของพนักงานเอง….อาจจะมีคำถามว่า แล้วเจ้าความชื้นมันมาทำให้เราอารมณ์เสียได้อย่างไร ? เดี๋ยวนายช่างขอมาอธิบายตรงนี้นะครับ คำว่า ความชื้น ภาษาอังกฤษ ใช้คำว่า humidity เลยนะครับ ซึ่งมาจากรากศัพท์คำว่า Human หรือ มนุษย์ นั่นเอง ซึ่งคำนี้จะหมายถึงความรู้สึกของมนุษย์เลยครับ ดังนั้นหากเราต้องทำงานในที่ๆมีความชื้นมากๆ หรือ ความชื้นที่แห้งเกินไป ตัวคนทำงานจะรู้สึกหงุดหงิดและไม่โอเคอย่างแรงเลยครับ

และยังมีผลต่อการเกิดเชื้อรา กลิ่นเหม็น หรือพวกวัชพืชต่างๆในจุดที่เหมาะสมที่จะเกิดได้อีกด้วยนะครับ ซึ่งทั้งหมดนี้ก็จะทำให้สภาพแวดล้อมการทำงาน หรือการใช้ชีวิตในโรงงานอุตสาหกรรมแย่ลงอย่างมีนัยสำคัญเลยครับ

ภาพโดย Nikolett Emmert จาก Pixabay

5. ผลกระทบต่อการประหยัดค่าใช้จ่ายในระยะยาว (Cost Impact)

จากปัจจัยทั้ง 4 ข้อด้านบนก็น่าจะทำให้ทุกคนเห็นภาพแล้วว่าปัญหาความชื้นนั้นส่งผลกระทบทั้งในแง่ของต้นทุนการผลิต, ต้นทุนงานซ่อมและบำรุงรักษา, ต้นทุนการดูแลสินค้า, และค่าเสียโอกาสต่างๆ อีกมากมาย ซึ่งสิ่งเหล่านี้สามารถส่งผลกระทบต่อค่าใช้จ่ายในระยะยาวของโรงงานได้เลยทีเดียว ดังนั้นหากเราสามารถควบคุมความชื้นให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสมได้ ก็จะป้องกันปัญหาอื่นๆ ที่จะตามมาได้ด้วยครับ

โดยค่าความชื้นทั่วๆไปที่เหมาะสมอยู่ประมาณ RH (Relative Humidity) 40-60% แต่ว่าแต่ละงานจะมี Spec ของเค้าอีกทีนะครับทุกคน

ภาพโดย Nattanan Kanchanaprat จาก Pixabay

เมื่อรู้กันไปแล้วว่าผลกระทบของโรงงานอุตสาหกรรมจากความชื้นในอากาศมีความรุนแรงแค่ไหน จะดีกว่าไหมถ้าเรามีเทคโนโลยีที่สามารถควบคุมความชื้นเหล่านี้ได้? และทำให้โรงงานไม่เสียต้นทุน และยังเพิ่มประสิทธิภาพในกระบวนการผลิตอีกด้วย ซึ่งวันนี้ทางนายช่างมาแชร์จะขอมาแนะนำเทคโนโลยีใหม่สำหรับการควบคุมความชื้นกันครับ นั้นคือ…

เทคโนโลยีสำหรับโรงงานยุค 4.0 การวัดค่าอุณหภูมิและความชื้นด้วยระบบ Wireless ,IoT จากทาง Murata

โดยเทคโนโลยีนี้จะสามารถวัดความชื้นและอุณหภูมิได้แบบ Real-Time , มีการส่งข้อมูลแบบไร้สาย และยังเป็นเทคโนโลยีการเชื่อมต่อแบบ IoT (Internet of Thing) โดยอุปกรณ์เซนเซอร์วัดความชื้นและอุณหภูมิอัจฉริยะจากทาง Murata

เพียงแค่วางเซนเซอร์ไว้ในตำแหน่งที่ต้องการวัดอุณหภูมิ และความชื้น…หลังจากนั้นเซนเซอร์จะเก็บค่าแล้วส่งข้อมูลไปยังเกตเวย์ แล้วส่งต่อข้อมูลไปยังคอมพิวเตอร์, แทปเล็ต หรือ มือถือ เท่านี้เพื่อนๆ ก็สามารถตรวจวัด และติดตามค่าของอุณหภูมิ และความชื้นได้อย่างง่ายดายเลยครับ

อ่านข้อมูลเพิ่มเติม การตรวจวัดอุณหภูมิและความชื้นแบบไร้สาย (Wireless Temperature & Humidity Sensor)

ถ้าเพื่อนๆ คนไหนสนใจสามารถติดต่อโดยตรงกับ Murata เพื่อขอข้อมูล หรือขอทดลองตัว Demo ได้ฟรีที่โรงงานของเพื่อนๆเลยนะครับ

ช่องทางติดต่อมูราตะ

คุณเดชไชยนันท์ สอนโกษา (ทิว)

  • วิศวกรฝ่ายขาย
  • โทร: 080-142-0057 
  • อีเมล:[email protected]

คุณรชธร เอกนิตยบุญ (ปุ้)

  • วิศวกรฝ่ายขาย 
  • โทร: 081-132-4462  
  • อีเมล:[email protected]

คุณธนพร คุณากรเรืองกิจ (พลอย)

  • เจ้าหน้าที่บริหารงานขายและการตลาด 
  • โทร: 063-125-6151 
  • อีเมล: [email protected]

คุณณัฐกานต์ ปันส่งเสริม (แอน)

  • นักพัฒนาธุรกิจ 
  • โทร : 081-923-3462
  • อีเมล: [email protected]

#นายช่างมาแชร์ #Murata #Sensor #ความชื้น #Humidity #Technology #IoT

[ งานสัมนาออนไลน์ ] – Discover the Dynamic Evolution of UWB Technology in Thailand

0
AW_Murata Webinar
AW_Murata Webinar

คุณอาจเคยเจอปัญหาเหล่านี้มาก่อนมั้ย?? ในอุตสาหกรรม Industrial Market หรือ Consumer Market

  • ไม่สามารถติดตามสินทรัพย์และบริหารสินค้าคงคลังได้อย่างถูกต้อง แม่นยำ
  • ไม่สามารถบริหารจัดการการผลิตได้ดีพอ ทำให้ต้นทุนเพิ่มขึ้น
  • พนักงานรู้สึกไม่ปลอดภัยในการทำงาน โดยเฉพาะการทำงานในอุตสาหกรรมการก่อสร้าง อุโมงค์ น้ำมัน และก๊าซ
  • ไม่สามารถติดตามลูกค้า หรือให้ความช่วยเหลือลูกค้าได้ทันท่วงที
  • สินค้ายังอำนวยความสะดวกให้ผู้ใช้งานได้ไม่ดีพอ โดยเฉพาะสินค้าสำหรับ Smart Devices และ Smart Home

ซึ่งปัญหาเหล่านี้จะหมดไป ด้วยการนำ “เทคโนโลยี UWB” มาประยุกต์ใช้

ทำความรู้จักกับ UWB สักนิดว่าคืออะไร?

UWB (Ultra-WideBand) คือ เทคโนโลยีการสื่อสารแบบไร้สายล้ำสมัย จะช่วยส่งข้อมูลที่มีความแม่นยําสูงและรวดเร็ว ใช้พลังงานต่ำ รวมทั้งช่วยระบุและติดตามตำแหน่งได้อย่างแม่นยำ ส่งผลให้การตัดสินใจทางธุรกิจ การปรับปรุงการดําเนินงาน และการมอบประสบการณ์แก่ลูกค้าดียิ่งขึ้น

พบกับข้อมูลเชิงลึกได้ที่งานสัมมนาออนไลน์ Dynamic Evolution of UWB Technology in Thailand 

ไฮไลท์ภายในงาน

  • เนื้อหาการบรรยายที่จะทำให้คุณเข้าใจและอัปเดตเทรนด์การใช้งาน UWB รวมไปถึงไอเดียในการปรับใช้กับแอปพลิเคชันต่างๆ
  • ร่วมพูดคุยและสอบถามผู้เชี่ยวชาญด้านคลื่นความถี่วิทยุและการเชื่อมต่อระบบไร้สายจากมูราตะอย่างเป็นกันเอง

รายละเอียดงานสัมมนา

แล้วพบกันในงานนะครับทุกคน ^^

#Murata #UWB #Technology

ห้องสะอาด (Clean Room) [EP.1] : หน้าที่พื้นฐาน และประเภท

0
Clean Room ห้องสะอาด อุตสาหกรรม
Clean Room ห้องสะอาด อุตสาหกรรม

ห้องคลีนรูม หรือ Clean room หรือที่มีการเรียกกันว่า “ห้องสะอาด” (หรือ “ห้องปลอดเชื้อ”) จะเป็นห้องที่มีความสะอาดมากๆ ถึงมากที่สุด จะมีการควบคุมปริมาณฝุ่นละออง หรือ สิ่งปนเปื้อนต่างๆ ไม่ให้เกินระดับ หรือมาตรฐานที่กำหนดไว้ รวมถึงปัจจัยอื่นๆ เช่น อุณหภูมิ แรงดัน ความเร็วของลม และระดับความชื้นสัมพัทธ์ภายในห้องอีกด้วย

งานไหนบ้างที่ต้องใช้ห้อง Clean Room ?

ความต้องการของห้องคลีนรูม เกิดจากปัญหาของสิ่งปนเปื้อน หรือฝุ่นละอองต่างๆ ที่มาจากสิ่งต่างๆ ที่สามารถ “สร้างปัญหาให้กับผลิตภัณฑ์หรืองานที่กำลังทำ” มีตั้งแต่ห้องภายโรงพยาบาล ห้องปฏิบัติการ โรงงานอุตสาหกรรมอาหารและยา รวมไปถึงโรงงานอุตสาหกรรมการผลิตอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ไฟฟ้าต่างๆ

คุณสมบัติของห้อง Clean Room (Specification)

ปัจจุบันได้มีการนำเทคโนโลยีขั้นสูง (High Technology) มาใช้ในอุตสาหกรรมต่างๆ และส่วนใหญ่มีความจำเป็นต้องใช้สภาวะแวดล้อมที่สะอาดที่ใช้ในกระบวนการผลิต เพื่อให้ผลิตภัณฑ์ที่ได้มีคุณภาพดี

Clean Room ถูกนำมาใช้ครั้งแรกในปี คศ. 1961 โดยคุณ Willis Whitfield โดยห้องสะอาด จะต้องเป็นห้องที่มีการปิดมิดชิด มีการควบคุมมลสารในอากาศให้น้อยที่สุด เพื่อให้มีความสะอาดเป็นไปตามระดับมาตรฐานความสะอาด และมีการควบคุมสภาวะแวดล้อม เช่น อุณหภูมิ ความชื้น และความแตกต่างของความดันตามที่ต้องการ

โดยทั่วไปอนุภาคในอากาศ จะประกอบไปด้วยอนุภาคที่มีชีวิต (เชื้อจุลชีพต่างๆ) และอนุภาคที่ไม่มีชีวิต (ผง ฝุ่น) ห้องสะอาดทางชีววิทยา อุตสาหกรรมยาหรือโรงพยาบาล จะเน้นการ ควบคุมหรือป้องกันพวกเชื้อจุลชีพ

ส่วนห้องสะอาดสำหรับอุตสาหกรรมอิเลคโทรนิคส์ที่ต้องการความ สะอาดมาก จะเน้นการควบคุมทั้งอนุภาคที่มีชีวิตและอนุภาคที่ไม่มีชีวิต เครื่องมือสำคัญในการ ควบคุมปริมาณอนุภาคใน Clean Room คือ แผ่นกรองอากาศชนิด HEPA (High Efficiency Particulate Air) ซึ่งสามารถกรองอนุภาคที่มีขนาด 0.3 ไมครอนได้มีประสิทธิภาพถึง 99.97%

ชนิดของ Clean Room

1. แบ่งตามลักษณะการไหลของอากาศ

  • Conventional Clean Room การไหลของอากาศเหมือนกับระบบปรับอากาศที่ใช้ทั่วไปแต่ใช้ตัวกรองแบบ HEPA filter และจำนวนครั้งของการเปลี่ยนอากาศมากกว่าเพื่อลดความสกปรกในห้อง โดยปกติจะมีระดับความสะอาดประมาณ Class 1,000 – 10,000
  • Horizontal Larminar Clean Room ลมที่ความเร็วคงที่จะไหลผ่าน HEPA filter ที่ติดตั้งเต็มพื้นที่ผนังห้องด้านหนึ่ง ผ่านเข้าสู่ห้องสะอาดแล้วถูกดูดกลับขึ้นด้านบนเพดาน กลับไปสู่ เครื่องเป่าลม ห้องชนิดนี้จะมีระดับความสะอาดประมาณ Class 100 นิยมใช้ในอุตสาหกรรมไฟฟ้าและอิเลคโทรนิคส์ ห้องปฏิบัติการทางชีววิทยา เป็นต้น
  • Vertical Laminar Flow Clean Room ห้องนี้จะติดตั้ง HEPA filter เต็มเพดาน โดยอากาศจะถูกส่งลงจากเพดานผ่าน HEPA filter ในแนวดิ่ง และลมจะกลับผ่านพื้นที่ทำให้โปร่ง แล้วกลับสู่เครื่องเป่าลมเย็น มีระดับความสะอาดประมาณ Class 100 ในทางปฏิบัติเหมาะสำหรับ อุตสาหกรรมไฟฟ้าและอิเลคโทรนิคส์

2. จัดแบ่งตาม Class

  • Class 100 หมายถึง ห้องที่มีอนุภาคขนาด 0.5 ไมครอนหรือใหญ่กว่า ไม่เกิน 100 อนุภาคต่ออากาศหนึ่งลูกบาศก์ฟุต
  • Class 1,000 หมายถึง ห้องที่มีอนุภาคขนาด 0.5 ไมครอนหรือใหญ่กว่า ไม่เกิน 1,000 อนุภาคต่ออากาศหนึ่งลูกบาศก์ฟุต
  • Class 10,000 หมายถึง ห้องที่มีอนุภาคขนาด 0.5 ไมครอนหรือใหญ่กว่า ไม่เกิน 10,000 อนุภาคต่ออากาศหนึ่งลูกบาศก์ฟุต

3. แบ่งตามลักษณะการใช้งาน

  • Industrial Clean Room เป็นห้องสะอาดที่ใช้กับอุตสาหกรรมการผลิตอุปกรณ์ อิเลคโทรนิคส์ Microchip อุตสาหกรรมการผลิตสี ฟิล์ม และสารเคมีต่าง ๆ
  • Biological Clean Room เป็นห้องสะอาดที่ใช้กับอุตสาหกรรมการผลิตยา ห้อง ปฏิบัติการทางด้านชีววิทยา ห้องผ่าตัด เพื่อควบคุมปริมาณเชื้อแบคทีเรีย ความดันอากาศในห้องจะ ต้องสูงกว่าความดันอากาศห้องข้างเคียง เพื่อป้องกันมิให้สิ่งสกปรกจากห้องข้างเคียงไหลเข้าสู่ ห้องสะอาด
  • Biohazard Clean Room เป็นห้องสะอาดที่ใช้กับห้องปฏิบัติการที่เกี่ยวข้องกับ เชื้อโรคไวรัสหรือสารที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ โดยความดันอากาศในห้องจะต้องต่ำกว่าความดัน อากาศห้องข้างเคียง เพื่อป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อหรือสารที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพออกไป ปนเปื้อนสิ่งแวดล้อมภายนอก

ขอบคุณข้อมูลดีๆจากทาง https://www.supakornsafety.com

แล้วพบกับสาระดีๆทางด้านงานช่าง วิศวกรรม และอุตสาหกรรมได้ ที่เพจนายช่างมาแชร์นะครับผม 

Website: www.naichangmashare.com
Facebook: https://www.facebook.com/naichangmashare/
Youtube: https://www.youtube.com/channel/UCmIPiSeg-uy4k8JYSmknp_g
Instragram: https://www.instagram.com/naichangmashare/
Twitter: https://twitter.com/naichangmashare

#นายช่างมาแชร์ #CleanRoom

การวิเคราะห์ประสิทธิภาพของเครื่องจักรในโรงงานในแง่ของพลังงาน

0
Energy,Crisis,,Hand,Hold,Light,Bulb,With,Energy,Resources,Icon
Energy,Crisis,,Hand,Hold,Light,Bulb,With,Energy,Resources,Icon

เราจะรู้ได้อย่างไรว่า ” จุดคุ้มค่าที่สุดในการเดินเครื่องจักรคือจุดไหน ? ” หลายๆโรงงานอาจจะเจอคำถามนี้บ่อยๆ เพราะว่า หากเราสามารถเดินเครื่องจักรด้วยการจ่ายค่าใช้จ่ายที่น้อยที่สุดได้โรงงานก็สามารถประหยัดเงินได้หลายบาทเลยครับ และหนึ่งในตัวที่จะพิจารณา ที่เห็นเม็ดเงินเต็มเม็ดเต็มหน่วยนั้นคือ “ค่าไฟ” นั่นเองครับ

ดังนั้นวันนี้นายช่างมาแชร์ขอมาแชร์ความรู้เรื่องประสิทธิผลการใช้พลังงานของเครื่องจักรกันนะครับ

เครื่องจักรและประสิทธิผลทางพลังงาน (Efficiency of Energy)

หากเราจะมองความคุ้มค่าของการเดินเครื่องจักรต่อค่าไฟฟ้าที่ป้อนเข้าไป เราจะใช้ตัวแปรที่เรียกว่า “Efficency หรือ ประสิทธิผล” ของพลังงานกันนะครับ โดยค่าประสิทธิผลของพลังงานในเครื่องจักรจะเป็นการบ่งบอกระหว่าง “อัตราส่วนพลังงานออก ต่อ พลังงานที่ป้อนเข้าไป แล้วคิดค่าเป็นเปอร์เซ็น” ค่าตัวนี้ยิ่งมากก็ยิ่งดี เพราะหมายถึงค่าไฟ หรือ พลังงานที่เราป้อนเข้าไป สามารถออกมาเป็นงานให้เราได้มากที่สุด

โดยสัญลักษณ์สากลของ Efficiency หรือ ประสิทธิผล จะแทนด้วยอักษรกรีก η “อีต้า” โดยความสัมพันธ์และสมการจะเป็นไปตามภาพด้านล่างนะครับ

สมการความสัมพันธ์ของประสิทธิผลทางพลังงาน

แต่ทว่าตัวพลังงานขาเข้าเราจะเข้าใจง่ายๆ ว่าเป็นค่าไฟกี่ kW แล้วขาออกหละเป็นเท่าไหร่ ?? คำตอบก็คือ “แล้วแต่ประเภทเครื่องจักรนั่นเองครับ” ถ้าเป็น ปั้ม ก็จะมีการคำนวณแบบนึง เป็น หม้อไอน้ำ ก็จะมีการอีกแบบนึงเช่นกันครับ

งั้นขอยกตัวอย่างการคำนวนซัก 1 ตัวอย่างละกันนะครับ สมมุติว่าเรามีเครื่องจักรเป็นปั้มน้ำตัวนึง เราใช้ไฟฟ้าในการไปขับปั้มเป็นงานทั้งหมด 8,000 J และปั้มสามารถส่งงานออกมาที่เพลาได้ 6,000 J (คำว่างานในปั้ม อาจจะมองเป็นลักษณะการส่งน้ำได้ไกลเท่านี้ และอัตราการไหลเท่านี้ นะครับ) ดังนั้นหากเราอยากรู้ว่าเครื่องจักรตัวนี้มีประสิทธิผลเท่าไหร่ ก็จะเอาไปแทนค่าในสูตรคำนวนนั้นเองครับ

  • η = output/input x 100 %
  • η = 6,000/8,000 x 100% = 75%

ซึ่งเครื่องจักรตัวนี้มีค่าประสิทธิผลทางพลังงาน =75%

ซึ่งหมายความว่าค่าไฟฟ้าที่เราใส่ไป 100 หน่วย ออกมาให้เรา 75 หน่วย และหมายความว่า สูญเสียทิ้งไปแบบเปล่าๆ หรือ Waste 25 หน่วย

ดังนั้นหากโรงงานสามารถลดค่าไฟที่เป็น Waste ได้ ก็สามารถทำให้โรงงานประหยัดการจ่ายค่าไฟฟ้าได้นั่นเองครับ ยิ่งยุคนี้ Save ค่าไฟได้ ยังเป็นการลดมลพิษ หรือ Carbon footprint ได้อีกต่างหากด้วยครับ ^^

การใช้งานเครื่องจักรให้ได้ความคุ้มค่าต่อค่าไฟฟ้ามากที่สุด

หลายๆเครื่องจักร จะมีจุดคุ้มทุนของพลังงาน ณ จุดๆหนึ่ง หรือเรียกว่า BEP (Best Efficiency Point) นะครับ แต่เราจะคุ้นเคยคำนี้ในจำพวก Pump, Fan, Blower, Compressor กันซะส่วนใหญ่นะครับ โดยจุดนี้มักจะเป็นจุดที่จะออกแบบมาให้เหมาะสมกับโรงงานมากที่สุด แต่ทว่าพอใช้งานจริงๆก็ดันเดินเครื่องจักรไม่ได้ตรงตำแหน่งนั้น แต่เราก็สามารถปรับวาล์ว เพื่อทำให้ อัตราการไหลวิ่งกลับมาที่จุด BEP ได้นะครับ แค่นี้ก็ลดค่าไฟได้แล้ว ^^

Credited by Pumpsandsystems.com

มาในส่วนที่สองคือการปรับกระบวนการผลิตให้มีประสิทธิภาพมากที่สุด เช่น การลดการใช้งานในส่วนไม่จำเป็น หรือ การลด Waste ในระบบซึ่งเป็นหนึ่งในโครงการ Lean Manufacturing อีกด้วยนะครับ

การปรับเปลี่ยนชิ้นส่วนด้านในเครื่องจักรให้มีการสูญเสียน้อยที่สุด เช่นการไปปรับระยะ Wear ring clearance ของปั้มให้น้อยลงเพื่อทำให้การสูญเสียด้านใน internal loss ลดลงนะครับ

แต่ถ้าถามว่าที่ทำมาทั้งหมดได้ผล หรือ ไม่ได้ผล ? ก็ต้องวัดค่าไฟฟ้าถูกไหมครับ

==================================================

ดังนั้นวันนี้ทางนายช่างมาแชร์ขอแนะนำเทคโนโลยี Wireless Current Sensor ที่สามารถวัดค่าไฟฟ้าของเครื่องจักรได้แบบ Real Time และยังสามารถเพิ่มประสิทธิภาพการ Monitoring การใช้ไฟฟ้าในโรงงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ และสามารถค่าใช้จ่ายได้อย่างมาก โดยผลลัพธ์จากโรงงานที่เคยใช้มาก่อนสามารถ “ลดการปล่อย CO2 ถึง 15.4 ตันต่อปี และ ลดค่าไฟฟ้า 130,000 บาทต่อปี”

อ่านบทความเต็ม : การลดการใช้พลังงานด้วยการจับกระแสไฟฟ้า CT sensor

หากเพื่อนๆคนไหนสนใจก็สามารถโทรสอบถาม และขอติดต่อรับตัว demo มาทดลองได้ฟรีๆที่โรงงานของเพื่อนๆเลยนะครับ

นอกจาก Wireless Current Sensor แล้วทาง Murata ก็ยังมี Wireless sensor ชนิดอื่นๆ เช่น Vibration sensor, Temperature and humidity sensor , 4-20 mA Analog sensor หรือ Sensor อื่นๆ สามารถกดเข้าไปดูได้ตามลิ้งค์ด้านล่างได้เลยนะครับ 

https://solution.murata.com/th-th/service/

ช่องทางติดต่อมูราตะ

คุณเดชไชยนันท์ สอนโกษา (ทิว)

  • วิศวกรฝ่ายขาย
  • โทร: 080-142-0057 
  • อีเมล:[email protected]

คุณรชธร เอกนิตยบุญ (ปุ้)

  • วิศวกรฝ่ายขาย 

โทร: 081-132-4462  

อีเมล:[email protected]

คุณธนพร คุณากรเรืองกิจ (พลอย)

  • เจ้าหน้าที่บริหารงานขายและการตลาด 
  • โทร: 063-125-6151 
  • อีเมล: [email protected]

คุณณัฐกานต์ ปันส่งเสริม (แอน)

  • นักพัฒนาธุรกิจ 
  • โทร : 081-923-3462
  • อีเมล: [email protected]

สุดท้ายนี้หากเพื่อนๆมีคำถามสงสัยสามารถ inbox มาถามใน Facebook นายช่างมาแชร์ได้เลยนะครับ แล้วพบกับสาระดีๆแบบนี้ทางด้านงานช่าง งานวิศวกรรม และอุตสาหกรรมได้ที่ นายช่างมาแชร์ นะครับ

#นายช่างมาแชร์ #CT #Current #กระแสไฟฟ้า #เทคโนโลยี

การลดมลพิษ Carbon Footprint ก้าวสู่ NetZero ด้วยการลดการใช้พลังงานในโรงงาน

0
Net,Zero,2050,Carbon,Neutral,And,Net,Zero,Concept,Natural
Net,Zero,2050,Carbon,Neutral,And,Net,Zero,Concept,Natural

จากเหตุการณ์วาระสำคัญในวันที่ 31 ตุลาคม ถึง 12 พฤศจิกายน 2564 ได้มีการประกาศ “การลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสู่ชั้นบรรยากาศ ของโลก” ในการประชุมรัฐภาคีกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศสมัยที่ 26 หรือ COP 26 ที่เมืองกลาสโกว์ สหราชอาณาจักร

ประเทศไทยได้แสดงเจตจำนงที่จะแก้ปัญหาโดยกำหนดเป้าหมายหลักว่า “จะบรรลุความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) ภายในปี 2593 (ค.ศ. 2050)” และ “บรรลุการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero GHG Emissions)” ภายในปี 2608 (ค.ศ. 2065) ซึ่งแน่นอนว่าในภาพส่วนของโรงงานอุตสาหกรรมก็จะต้องปรับตัวเพื่อรับกับนโยบายที่ประเทศไทยได้ประกาศออกมา

ซึ่งแน่นอนว่าคนที่ทำงานในกลุ่มโรงงานอุตสาหกรรม จะต้องปรับตัวรับกับนโยบายนี้แน่นอนไม่ว่าทางใดก็ทางหนึ่ง ดังนั้นวันนี้ทางนายช่างมาแชร์จะขอมาแช์ความรู้เกี่ยวกับ Carboon Footprint, NetZero และการประหยัดพลังงาน มีความสัมพันธ์กันอย่างไร เพื่อที่ว่าบทความนี้จะได้เป็นแนวทางในการปรับปรุงและพัฒนาประสิทธิภาพในโรงงานให้ก้าวไปสู่ Net Zero กันนะครับ

อะไรคือ Carbon Footprint กันนะ?

คาร์บอนฟุตพริ้นท์ (Carbon Footprint) คือ ปริมาณการปล่อย และดูดกลับของก๊าซเรือนกระจก (Greenhouse Gas Emissions and Removals) ที่ปล่อยออกมาจากผลิตภัณฑ์หรือ จากกิจกรรมการดำเนินงานขององค์กรและภาคอุตสาหกรรม ซึ่งสามารถวัดรวมได้อยู่ในหน่วยของ “น้ำหนัก (ตัน,กิโลกรัม) ของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์” หรือเทียบเท่านะครับ

โดยก๊าซเรือนกระจก (GHG) มีทั้งหมด 7 ชนิด ได้แก่ คาร์บอนไดออกไซด์ (CO2), มีเทน (CH4), ไนตรัสออกไซด์ (N2O), ไฮโดรฟลูออโรคาร์บอน (HFCs), เพอร์ฟลูออโรคาร์บอน (PFCs), ซัลเฟอร์เฮกซะฟลูออไรด์ (SF6) และไนโตรเจนไตรฟลูออไรด์ (NF3)

และตามมาตรฐานสากล หรือ ISO Standard จะแบ่งประเภทของคาร์บอนฟุตพริ้นท์เป็น 2 ประเภทหลักได้แก่
1. คาร์บอนฟุตพริ้นท์ขององค์กร (ISO 14064) –  ปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่ปล่อยออกมาจากกิจกรรมต่างๆ ขององค์กร เช่น การเผาไหม้ของเชื้อเพลิง การใช้ไฟฟ้า การจัดการของเสีย และการขนส่ง
2. คาร์บอนฟุตพริ้นท์ของผลิตภัณฑ์ (ISO 14067, PAS 2050) – หมายถึง ปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่ปล่อยออกมาจากผลิตภัณฑ์แต่ละหน่วย ตลอดวัฎจักรชีวิตของผลิตภัณฑ์ ตั้งแต่การได้มาซึ่งวัตถุดิบ กระบวนการผลิต/การประกอบชิ้นงาน การกระจายสินค้า การใช้งาน และการจัดการของเสียหลังหมดอายุการใช้งานรวมถึงการขนส่งที่เกี่ยวข้อ

การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิให้เป็นศูนย์ หรือ Net Zero

“Net Zero” คือ การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ จะเกิดขึ้นได้เมื่อก๊าซเรือนกระจกทั้งหมดมีภาวะ “สมดุล” กับการลดปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่สะสมอยู่ในชั้นบรรยากาศของโลก ยกตัวอย่างเช่น หากผลรวมของ “มลพิษจากการปล่อยก๊าซคาร์บอน” และ “การดักจับก๊าซคาร์บอน” มีค่าเท่ากับ “ศูนย์” แล้ว นั่นคือ Net Zero นั่นเองครับ

ดังนั้นโรงงานอุตสาหกรรม จึงจำเป็นต้องใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลให้เข้าใกล้ศูนย์มากที่สุด เพื่อ ดึงก๊าซเรือนกระจกที่สะสมในชั้นบรรยากาศ ลงมานั่นเองครับ

แนวทางการลดการใช้พลังงานเพื่อก้าวสู่ Net Zero

จากที่ได้เล่ามา เพื่อนๆคงจะรู้แล้วใช่ไหมครับว่า โรงงานอุตสาหกรรมจำเป็นที่จะต้องลดการใช้พลังงานเพื่อก้าวเข้าสู่ Net Zero เพื่อปรับตัวกับนโยบาย Carbon Neutrality ของทางรัฐบาลไทย

ดังนั้นหากโรงงานอุตสาหกรรมสามารถประหยัดพลังงานได้ โรงงานอุตสาหกรรมก็สามารถลดปริมาณ Carbon footprint และการเข้าสู่ Net Zero ดังนั้นเราลองมาดูไอเดียในการสร้างโปรเจคในโรงงานในช่วงปี 2022-2023 เพื่อเป็นแนวทางกันนะครับ ขอยกตัวอย่างนะครับ เช่น

  • ลดการพึ่งพาการใช้เชื้อเพลิงจากพลังงานฟอสซิล หรือน้ำมันเชื้อเพลิง
  • พัฒนาการใช้พลังงานให้มีประสิทธิภาพสูงสุด โดยเน้นการปรับปรุงระบบ เพื่อไม่ให้สูญเสียพลังงานที่ไม่จำเป็น
  • จัดการของเสียด้วยการนำไปใช้ใหม่ให้เกิดประโยชน์แทนการฝังกลบ 
  • พัฒนาระบบโลจิสติกส์และการขนส่ง โดยเปลี่ยนมาใช้รถ EV หรือระบบขนส่งที่มีคาร์บอนต่ำ
  • ลดการใช้งานก๊าซเรือนกระจกจากกิจกรรมในภาคอุตสาหกรรมเพื่อเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
  • ฟื้นฟูและเพิ่มพื้นที่ป่าไม้ เพื่อรักษาความหลากหลายทางชีวภาพ และคงประสิทธิภาพในการเป็นแหล่งกักเก็บคาร์บอน

เทคโนโลยี Wireless Current Sensor เทคโนโลยีติดตามการใช้พลังงานแบบ Real Time

แต่ในบทความนี้เราขอโฟกัสที่การลดใช้พลังงานนะครับ โดยอาจจะขอยกตัวอย่างในการนำเทคโนโลยีมาใช้ เช่น Wireless CT Sensor ที่จะช่วยให้โรงงานสามารถ Real-Time Monitoring การใช้ไฟฟ้าในโรงงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ และสามารถลดการใช้ไฟฟ้าได้อย่างมาก

โดยเทคโนโลยีนี้จะสามารถกระแสไฟฟ้าแบบ Real-Time , มีการส่งข้อมูลแบบไร้สาย และยังเป็นเทคโนโลยีการเชื่อมต่อแบบ IoT (Internet of Thing) เพียงแค่วางเซนเซอร์ไว้ในตำแหน่งที่ต้องการวัด หลังจากนั้นเซนเซอร์จะเก็บค่าแล้วส่งข้อมูลไปยังเกตเวย์ แล้วส่งต่อข้อมูลไปยังคอมพิวเตอร์, แทปเล็ต หรือ มือถือ เท่านี้เพื่อนๆ ก็สามารถตรวจวัด และติดตามค่าของกระแสไฟฟ้าได้อย่างง่ายดายเลยครับ

อ่านบทความเต็ม : การลดการใช้พลังงานด้วยการจับกระแสไฟฟ้า CT sensor

หากเพื่อนๆคนไหนสนใจก็สามารถโทรสอบถาม และขอติดต่อรับตัว demo มาทดลองได้ฟรีๆที่โรงงานของเพื่อนๆเลยนะครับ

นอกจาก Wireless Current Sensor แล้วทาง Murata ก็ยังมี Wireless sensor ชนิดอื่นๆ เช่น Vibration sensor, Temperature and humidity sensor , 4-20 mA Analog sensor หรือ Sensor อื่นๆ สามารถกดเข้าไปดูได้ตามลิ้งค์ด้านล่างได้เลยนะครับ 

ช่องทางติดต่อมูราตะ

คุณเดชไชยนันท์ สอนโกษา (ทิว)

  • วิศวกรฝ่ายขาย
  • โทร: 080-142-0057 
  • อีเมล:[email protected]

คุณรชธร เอกนิตยบุญ (ปุ้)

  • วิศวกรฝ่ายขาย 

โทร: 081-132-4462  

อีเมล:[email protected]

คุณธนพร คุณากรเรืองกิจ (พลอย)

  • เจ้าหน้าที่บริหารงานขายและการตลาด 
  • โทร: 063-125-6151 
  • อีเมล: [email protected]

คุณณัฐกานต์ ปันส่งเสริม (แอน)

  • นักพัฒนาธุรกิจ 
  • โทร : 081-923-3462
  • อีเมล: [email protected]

สุดท้ายนี้หากเพื่อนๆมีคำถามสงสัยสามารถ inbox มาถามใน Facebook นายช่างมาแชร์ได้เลยนะครับ แล้วพบกับสาระดีๆแบบนี้ทางด้านงานช่าง งานวิศวกรรม และอุตสาหกรรมได้ที่ นายช่างมาแชร์ นะครับ

Reference :
https://www.bsigroup.com
https://ngpltd.co.uk/
https://www.greenpeace.org

Website: www.naichangmashare.com
Facebook: https://www.facebook.com/naichangmashare/
Blockdit :  https://www.blockdit.com/naichangmashare
Instragram: https://www.instagram.com/naichangmashare/
Twitter: https://twitter.com/naichangmashare
Youtube: https://www.youtube.com/channel/UCmIPiSeg-uy4k8JYSmknp_g

#นายช่างมาแชร์ #CT #Current #กระแสไฟฟ้า #เทคโนโลยี

การลดการใช้พลังงานด้วยการจับกระแสไฟฟ้า Current Sensor

0
Double,Exposure,Graphic,Of,Business,People,Working,Over,Wind,Turbine
Double,Exposure,Graphic,Of,Business,People,Working,Over,Wind,Turbine

หากพูดถึงแนวโน้มหรือ Trend ของปี 2023 “การประหยัดพลังงานและการลดมลภาวะทางสิ่งแวดล้อม” จะเป็นเรื่องสำคัญลำดับแรกๆที่โรงงานอุตสาหกรรมจะต้องนำมาพิจารณาเช่น การหาโครงการเพื่อการปรับปรุงประสิทธิภาพของเครื่องจักร และระบบต่างๆให้ประหยัดการใช้พลังงาน หรือลดการใช้ไฟฟ้าให้มากขึ้น, หรืออาจจะเป็นการลดปริมาณก๊าซเรือนกระจกก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์นะครับ

ซึ่งวันนี้ทางเพจนายช่างมาแชร์จะขอนำทริค หรือเทคนิคดีๆที่บางโรงงานได้นำมาใช้ และเกิดประโยชน์กับโรงงานจริงๆนั่นคือ “การลดค่าไฟฟ้าสำหรับอุปกรณ์การผลิต ซึ่งสามารถประหยัดเงินได้ถึง 130,000 บาทต่อปี และยังสามารถลดการปล่อย CO2 ได้ถึง 15.4 ตันต่อปี” ด้วยการใช้เทคโนโลยีแบบใหม่แบบ IoT, Wireless monitoring ในการวัดค่ากระแสไฟฟ้าแบบ Real-time ด้วย Wireless Current  sensor ที่จะทำให้ผู้ใช้งานสามารถตรวจวัดปริมาณการใช้กระแสไฟฟ้าของอุปกรณ์ในระบบขณะใช้งาน

รายละเอียดเป็นอย่างไรเราไปดูกันเลย

หลักการทำงานของการวัดกระแสไฟฟ้าด้วย Current Sensor

เบื้องต้นทางนายช่างมาแชร์ ขอเกริ่นหลักการทำงานของ Current sensor แบบสั้นๆก่อน เพื่อให้เพื่อนๆทุกคนเห็นภาพกันนะครับผมโดย “เซนเซอร์วัดกระแสไฟฟ้า หรือ Current Transformer ทำหน้าที่ในการวัด หรือ เฝ้าดู (monitor) ค่า Load หรือ กระแสไฟฟ้า ในงานต่างๆ” โดยหลักการทำงานคือ

เซนเซอร์วัดกระแสไฟฟ้า (Current Transformer) หรือ CT นั้น คือ อุปกรณ์ไฟฟ้าที่ถูกออกแบบและสร้างขึ้นมา เพื่อให้พวกเราทุกคนทราบถึงค่ากระแสไฟฟ้าของ Load ที่เราใช้งานอยู่ โดยจะเป็นอัตราส่วนระหว่าง Main Primary Conductor และขดลวด Secondary ของ CT โดยจะทำการลดกระแสฝั่ง Primary ลงมายังฝั่ง Secondary ในค่าที่เหมาะสมและสามารถต่อเข้าใช้งานกับ Load ไฟฟ้า หรือ Ammeter ให้อยู่ในค่าที่เราต้องการจะวัดได้แบบ Real time ซึ่งตัว CT นั้นจะเป็นประเภทของหม้อแปลง (Transformer) ที่โครงสร้างด้านในหลักๆ จะมี 3 ส่วนใหญ่ๆ ดังนี้

  1. ขดลวก Primary
  2. ขดลวด Secondary
  3. แกนเหล็ก (Core)

หลังจากเราได้รู้โครงสร้างของ CT แล้ว เรามาดูหลักการทำงานที่จะทำให้เรารู้ว่ากระแสไฟฟ้าใน Load ไฟฟ้าของเรานั้นมีค่าอยู่ที่ A นั้นไปดูกันเลยครับ

การที่จะทำให้คนนั้นสามารถรู้ว่าตอนนี้ Load ไฟฟ้าของเรานั้นมีกระแสไฟฟ้าเท่าไร นั้นตัว CT นี้จะถูกติดตั้งเข้าไปคล้องสายไฟฟ้าที่ต่อกับ Load ไฟฟ้าที่ต้องการวัด ดังรูปด้านบน โดยเราจะเรียกว่า “Main Primary Conductor” และ CT จะเป็นแกนแม่เหล็ก (Core) ที่จะได้รับอิทธิพลจากกระแสไฟฟ้าของ Main Primary Conductor ทำให้เกิดเส้นแรงแม่เหล็กที่ถูกเหนี่ยวนำขึ้นมาในตัวแกนเหล็ก 

ซึ่งตัวโครงสร้างของ CT นั้นจะมีขดลวด Secondary พันอยู่กับแกนเหล็ก ด้วยความที่แกนเหล็กมีสนามแม่เหล็กขึ้น จึงได้ไปเหนี่ยวนำให้เกิดกระแสไฟฟ้าที่ขดลวด Secondary ขึ้น จึงเป็นสาเหตุที่ทำให้เราสามารถรู้ค่ากระแสไฟฟ้าโดยการเอาแอมมิเตอร์ ไปต่อกับขดลวด Secondary

โดยพวกเราจะเห็นอัตราส่วนระหว่างขดลวดของ Primary และ Secondary นั้น เราจะเรียกว่า CT เหล่านั้นที่มี Ratio เช่น 80/1, 200/1, 500/1 หรือ 500/5 เป็นต้น โดยวิธีการอ่านนั้น ขออนุญาตยกตัวอย่าง 200/1 นั่นหมายความว่า ทางด้านขดลวด Primary 200 A เราจะเห็นกระแสทางด้านขดลวดที่ Secondary ที่ 1 A ซึ่งเราต้องเลือกติดตั้ง Load ไฟฟ้าที่สอดคล้องกับ CT ratio ดังกล่าวด้วย

ซึ่ง CT Ratio นั้นจะเป็นไปตามสูตรด้านล่างนี้

ในขณะที่   Np = จำนวนรอบของขดลวดด้าน Primary มีหน่วยเป็น รอบ

               Ns = จำนวนรอบของขดลวดด้าน Secondary มีหน่วยเป็น รอบ

               Ip = กระแสไฟฟ้าที่วิ่งไหลผ่านขดลวดด้าน Primary มีหน่วยเป็น แอมป์

               Is = กระแสไฟฟ้าที่วิ่งไหลผ่านขดลวดด้าน Secondary มีหน่วยเป็น แอมป์

ดังนั้นถ้าเราอยากรู้ว่าจะต้องพันขดลวดทางด้าน Secondary เท่าไร เพื่อให้ได้ CT Ratio = 200/1 กรณีขดลวด Primary มีจำนวนรอบเท่า 1 รอบ จะเป็นดังสูตรนี้

ดังนั้นจากสูตรจะเห็นว่าเพื่อให้ได้ CT ratio 200/1 นั้น จะต้องพันขดลวดด้าน Secondary จำนวน 200 รอบ

Wireless Current Sensor เทคโนโลยี Real Time Monitoring แบบไร้สาย

ดังนั้นหากมีอุปกรณ์ตัวนี้เข้ามาในการทำหน้าที่วัดกระแสไฟฟ้าเราก็สามารถรู้ได้ว่า เจ้าตัวไฟฟ้าที่เรามองไม่เห็นด้วยตาเปล่าๆเนี่ย เราก็สามารถรู้ได้ว่าปริมาณของไฟฟ้ามีมากน้อยแค่ไหน ? มีการใช้ที่เหมาะสม หรือใช้พลังงานเยอะเกินไปรึป่าว ? และเจ้าค่าไฟฟ้าพวกนี้นี่แหละครับ ที่เราสามารถบริหารจัดการ การใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพที่สุด

นอกจากนั้นแล้วปริมาณกระแสไฟฟ้าที่เราสามารถเฝ้าระวังดูได้ ก็สามารถสืบสาวราวเรื่องไปถึงปัญหาของเครื่องจักรได้อีกด้วยครับ

ซึ่งแน่นอนว่า ถ้าพูดถึงยุคดั้งเดิมแล้ว การที่เราจะวัดกระแสไฟฟ้าแต่ละครั้ง เราจะต้องให้ทางช่างเข้าไปเก็บค่ากระแสไฟฟ้าหน้างาน ซึ่งอาจจะเป็นระยะเวลาทุกๆ กี่วัน กี่สัปดาห์ หรือกี่เดือน เป็นต้น พอเป็นแบบนี้แล้วประสิทธิภาพในการติดตามการใช้งานกระแสไฟฟ้าก็จะค่อนข้างมีเวลาห่างกันมากซึ่งในการเดินเครื่องจักร ทำให้ประสิทธิภาพการติดตามการใช้พลังงานไฟฟ้าต่ำตามไปด้วยครับ

เซนเซอร์วัดกระแสไฟฟ้าแบบไร้สาย (Wireless Current Sensor)LBAC0ZZ1MT/LBAC0ZZ1NT

แต่หากจะให้มีประสิทธิภาพ และก้าวทันเทคโนโลยีในยุคนี้แล้ว ทางนายช่างมาแชร์ขอนำเสนอเทคโนโลยีแบบ Wireless, IoT และ Monitoring Real Time ที่จะสามารถที่จะทำให้เราสามารถมองเห็นค่ากระแสไฟฟ้าได้ตลอดเวลา และเป็นค่ากระแสไฟฟ้า ณ เวลานั้นๆจริงๆ และยังสามารถเชื่อมต่อกับอุปกรณ์ต่างๆในโรงงานได้ ด้วยการส่งสัญญาณแบบไร้สายที่ทำให้ประหยัดต้นทุนในการลากสายติดตั้งแบบดั้งเดิมอีกด้วยครับ

สำหรับการติดตั้งเทคโนโลยีใหม่ระบบนี้ เพียงแค่เอาเซนเซอร์ไปแปะไว้ ตั้ง Gate Way แล้วลงโปรแกรม ก็เสร็จสมบรูณ์แล้วครับ

NOTE: ถ้าเป็นแบบเก่าๆ เราอาจจะต้องลากสาย จากจุดหนึ่งไปยังอีกจุดหนึ่ง ซึ่งส่งผลให้ค่าใช้จ่ายการลากสายแพงกว่าตัวเซนเซอร์มากๆเลยนะครับ ถ้าพูดให้เห็นภาพคือ “ค่าเซนเซอร์ 1 บาท แต่ค่าลากสาย 100 บาท”

ผมขอยกตัวอย่างหลักการทำงาน Current Sensor แบบไร้สายของมูราตะนะครับ ซึ่งแบรนด์นี้มีจุดเด่นที่การติดตั้งง่าย ใช้งานง่าย และขยายผลการใช้งานก็ง่ายด้วยครับ

เทคโนโลยี Wireless Sensor จากทาง Murata

Used Case จริงในการใช้เทคโนโลยี Current Sensor

หลังจากเกริ่นไปนาน….เรากลับมาดูโครงการจริงๆที่ โรงงานผู้ผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์แห่งหนึ่ง ได้นำเทคโนโลยี Wireless Current sensor ของทางบริษัท Murata เข้าไปประยุกต์ใช้ในโครงการอุปกรณ์การผลิต โดยผลลัพธ์ที่ได้นั้นน่าทึ่งมากๆเลยทุกคน โดยสามารถ “ลดการปล่อย CO2 ถึง 15.4 ตันต่อปี และ ลดค่าไฟฟ้า 130,000 บาทต่อปี” เลยทีเดียวครับ ซึ่งสุดยอดมากๆ

ปัญหาของโรงงานนี้ตอนแรกคือ “ไม่ทราบค่าการใช้พลังงานไฟฟ้าของอุปกรณ์การผลิต”

หลังจากทางโรงงานได้รับทราบถึงเทคโนโลยี Wireless Current sensor ของทาง Murata แล้วก็พบว่า สามารถติดตั้งง่าย และค่าใช้จ่ายในการดำเนินการต่ำ ซึ่งแน่นอนว่า ค่า ROI หรือ Return Of Investment ก็จะต้องน่าสนใจมากๆ ทางโรงงานจึงตัดสินใจที่จะนำมาใช้งาน

จากนั้นทางโรงงานก็ได้ดำเนินการติดตั้งเซ็นเซอร์วัดกระแสไฟฟ้าแบบไร้สายบนอุปกรณ์การผลิตได้ จากนั้น Wireless Current sensor จะวัดค่าการใช้พลังงานไฟฟ้า โดยจะคำนวณและสร้างกราฟการใช้พลังงานคร่าวๆ จากข้อมูลกระแสการบริโภคที่วัดได้ในช่วงหลายวัน

ภาพตัวอย่างของกราฟแสดงการใช้พลังงานไฟฟ้า

จากนั้นโรงงานก็สามารถวิเคราะห์กราฟการใช้พลังงานได้ตลอดเวลา และพบว่าการใช้พลังงานในช่วงสแตนด์บายของเครื่องผลิตฟิล์มโลหะอยู่ในระดับสูง

เลยทำการปรับปรุงปั๊มโรตารี่สำหรับเครื่องผลิตฟิล์มโลหะ เพื่อลดการใช้พลังงานขณะสแตนด์บายดังนี้

  • ติดตั้งปั๊มโรตารี่แบบพลังงานต่ำใหม่
  • หยุดปั๊มโรตารี่ที่ใช้พลังงานสูงเมื่อไม่ต้องการใช้งาน
    จากการปรับปรุงข้างต้น การปล่อย CO2 ลดลง 15.4 ตันต่อปี และค่าไฟฟ้าลดลงประมาณ 130,000 บาทต่อปี

ซึ่งโครงการนี้ก็จบแบบสวยๆ และถูกต่อยอดไปโครงการอื่นๆต่อไปนะครับ นี่ก็ถือว่าเป็นอีกตัวอย่างของ Smart Factory ที่สามารถนำเทคโนโลยีมาช่วยในการแก้ไขปัญหา เพิ่มศักยภาพการผลิตได้อย่างดีเลยครับ

นอกจาก Wireless Current Sensor แล้วทาง Murata ก็ยังมี Wireless sensor ชนิดอื่นๆ เช่น Vibration sensor, Temperature and humidity sensor , 4-20 mA Analog sensor หรือ Sensor อื่นๆ สามารถกดเข้าไปดูได้ตามลิ้งค์ด้านล่างได้เลยนะครับ และหากเพื่อนๆคนไหนสนใจก็สามารถโทรสอบถาม และขอติดต่อรับตัว demo มาทดลองได้ฟรีๆที่โรงงานของเพื่อนๆเลยนะครับ

ช่องทางติดต่อมูราตะ

murata-manufacturing-co-ltd-vector-logo-1
  1. คุณเดชไชยนันท์ สอนโกษา (ทิว)
  • วิศวกรฝ่ายขาย
  • โทร: 080-142-0057 
  • อีเมล: [email protected]
  1. คุณรชธร เอกนิตยบุญ (ปุ้)
  • วิศวกรฝ่ายขาย 

โทร: 081-132-4462  

คุณธนพร คุณากรเรืองกิจ (พลอย)

  • เจ้าหน้าที่บริหารงานขายและการตลาด 
  • โทร: 063-125-6151 
  • อีเมล: [email protected]

คุณณัฐกานต์ ปันส่งเสริม (แอน)

  • นักพัฒนาธุรกิจ 
  • โทร : 081-923-3462
  • อีเมล: [email protected]

สุดท้ายนี้หากเพื่อนๆมีคำถามสงสัยสามารถ inbox มาถามใน Facebook นายช่างมาแชร์ได้เลยนะครับ แล้วพบกับสาระดีๆแบบนี้ทางด้านงานช่าง งานวิศวกรรม และอุตสาหกรรมได้ที่ นายช่างมาแชร์ นะครับ

Website: www.naichangmashare.com
Facebook: https://www.facebook.com/naichangmashare/
Blockdit :  https://www.blockdit.com/naichangmashare
Instragram: https://www.instagram.com/naichangmashare/
Twitter: https://twitter.com/naichangmashare
Youtube: https://www.youtube.com/channel/UCmIPiSeg-uy4k8JYSmknp_g

#นายช่างมาแชร์ #CT #Current #กระแสไฟฟ้า #เทคโนโลยี #IoT

Boiler [EP.6] : ระบบควบคุมการเผาไหม้ของหม้อไอน้ำ (Boiler Combustion Control System)

0
boiler [ep.6] wallpaper
boiler [ep.6] wallpaper

สำหรับหม้อน้ำเชื้อเพลิงเหลว และเชื้อเพลิงก๊าซ พลังงานความร้อนที่ใช้ในการผลิตไอน้ำ ได้จากการเผาไหม้ภายในหัวเผา ซึ่งวิธีการเลือกหัวเผาขึ้นมาใช้งานขึ้นอยู่กับ ชนิดของเชื้อเพลิง วิธีการสร้างฝอยละอองสำหรับเชื้อเพลิงเหลว และการควบคุมการเผาไหม้

โดยนิยามของการเผาไหม้ที่ดี คือ “การควบคุมปริมาณการป้อนเชื้อเพลิงและอากาศให้เหมาะสมกับภาระทางความร้อน (Heat load) ของหม้อน้ำ การควบคุมการทํางานของหัวเผาที่ดีส่งผลให้เกิดการใช้เชื้อเพลิงอย่างมีประสิทธิภาพ และมีต้นทุนที่เหมาะสม” 

ประเภทของการควบคุมการเผาไหม้ในหม้อไอน้ำ (Type of control system)

โดยวิธีการควบคุมการเผาไหม้ที่เป็นปัจจัยหลักที่จะทำให้เกิดการเผาไหม้ที่สมบูรณ์ เกิดการประหยัดพลังงานและช่วยลดมลพิษที่เกิดจากการเผาไหม้ โดยสามารถแบ่งวิธีการควบคุมการเผาไหม้ได้เป็น 4 ประเภทประกอบด้วย คือ

1) การควบคุมการเร่งหรี่แบบเปิด/ปิด (On/Off control) 
2) การควบคุมการเร่งหรี่แบบขั้นบันได 3-Stage (Hi/Low/off control)
3) การควบคุมการเร่งหรี่แบบ 4-Stage (Off-Low Fire –Medium Fire – High Fire control)
4) การควบคุมการเร่งหรี่แบบต่อเนื่อง/ผันแปร (Proportional control)

รูปที่ 1 แสดงการหลักการควบคุมการทำงานของหัวเผาแบบต่างๆ
*ที่มา : คู่มือการปรับแต่งหัวเผา โครงการอนุรักษ์พลังงานในโรงงานอุตสาหกรรมที่นอกเหนือจากโรงงานควบคุม

1. การควบคุมการเร่งหรี่แบบเปิด/ปิด (On/Off control) 

การควบคุมการเร่งหรี่แบบเปิด/ปิด (On/Off control) จะมีการใช้งานหัวฉีดหัวเดียว เชื้อเพลิงจะถูกฉีดด้วยแรงดันป้อนเข้าสู่ห้องเผาไหม้ การควบคุมแบบนี้จะไม่สามารถหรี่เร่ง-ลดเชื้อเพลิงได้อย่างทันที มักใช้กับหม้อน้ำขนาดเล็กที่มีความต้องการใช้ไอน้ำ 100 -300 kg/h ดังรูปที่ 2 ไม่เหมาะกับหม้อน้ำขนาดใหญ่ที่มีกำลังการผลิตไอน้ำสูง เนื่องจากการทำงานของหัวเผาเป็นการเปิด/ปิด อย่างเดียวไม่มีการหรี่เร่ง การทำงานหัวเผาดังแสดงในรูปที่ 2

รูปที่ 2 แสดงขนาดของหม้อน้ำที่เหมาะสมกับการควบคุมการเร่งหรี่แบบเปิด/ปิดและแผนผังการควบคุมการเร่งหรี่แบบเปิด/ปิด (On/Off control)
*ที่มา : คู่มือการปรับแต่งหัวเผา โครงการอนุรักษ์พลังงานในโรงงานอุตสาหกรรมที่นอกเหนือจากโรงงานควบคุม

โดยเมื่อหม้อน้ำเริ่มจุดติดหัวเผาจะต่อการทำงาน (ON) โซลินอยล์วาล์วเปิด เชื้อเพลิงจะถูกฉีดด้วยอัตราการป้อนเชื้อเพลิงสูงสุด เมื่อความดันไอน้ำสูงถึงจุดที่ตั้งไว้หรือเมื่อการใช้ไอน้ำน้อยลง จะมีสัญญาณมาตัดการทำงาน (OFF) เพื่อปิดโซลินอยล์วาล์ว จากนั้นเมื่อความดันไอน้ำลดต่ำลงถึงจุดที่ตั้งไว้ก็จะมีสัญญาณมาต่อ (ON) อีกครั้ง

ด้วยการทำงานแบบนี้หัวเผาจะไม่สามารถหรี่เร่งตามความต้องการไอน้ำ มีโอกาสที่หัวเผาจะทำงานในจังหวะเร่งตลอดเวลาจนทำให้ปริมาณเชื้อเพลิงมากเกินความจำเป็น เกิดการเผาไหม้แบบเชื้อเพลิงหนาทำให้มลพิษสูง หัวเผามีประสิทธิภาพต่ำและเป็นการสิ้นเปลืองเชื้อเพลิง อีกทั้งเชื้อเพลิงที่มากเกินไปอาจก่อให้เกิดการสะสมของเชื้อเพลิงในหม้อน้ำ เกิดเปลวไฟยาวหรือเกิดการกองของคราบน้ำมันภายในห้องเผาไหม้ เหล่านี้ส่งผลต่อความปลอดภัยในการใช้งานหม้อน้ำเสี่ยงต่อการระเบิดเป็นอย่างยิ่ง

2. การควบคุมการเร่งหรี่แบบขั้นบันได 3-Stage (Hi/Low/off control)

หัวเผาชนิดการควบคุมการเร่งหรี่แบบขั้นบันได 3-Stage มีการทำงาน 3 ระดับ (Hi/Low/off control) โดยใช้หัวฉีด 2 หัว ในการหรี่เร่งการเผาไหม้ ทำให้หัวเผาชนิดนี้สามารถรองรับโหลดที่เปลี่ยนแปลงของหม้อน้ำได้กว้างขึ้นมากกว่าหัวเผาแบบเปิด/ปิด (On/Off control) สัดส่วนการทำงานของหัวฉีดทั้งสองสามารถปรับได้แล้วแต่ความต้องการการรองรับโหลดของการผลิตไอน้ำ เช่น หัว 1 ฉีดน้ำมัน 70% หัว 2 ฉีดอีก 30% รวมเป็น 100%

มี อัตราการหรี่เร่งประมาณ 1.4:1 หรือ หัว 1 ฉีด 30% หัว 2 ฉีด 70% จะมีอัตราการหรี่เร่งประมาณ 3.3:1 การควบคุมหัวเผาแบบนี้มักใช้กับหม้อน้ำขนาดเล็กที่มีความต้องการใช้ไอน้ำ 500 -3,000 kg/h ดังรูปที่ 3 โดยแผนผังการทำงานของหัวเผาแบบขั้นบันได 3-Stage (Hi/Low/off control) แสดงดังรูปที่ 3 ซึ่งการทำงานเริ่มจากเมื่อหม้อน้ำเริ่มจุดติดไฟ หัวฉีดที่ 1 จะทำการฉีดน้ำมันเป็นการทำงานแบบไฟน้อย (Low Fire)

รูปที่ 3 แสดงขนาดของหม้อน้ำที่เหมาะสมกับการควบคุมและแผนผังการทำงานของหัวเผาแบบขั้นบันได 3-Stage (Hi/Low/off control)
*ที่มา : คู่มือการปรับแต่งหัวเผา โครงการอนุรักษ์พลังงานในโรงงานอุตสาหกรรมที่นอกเหนือจากโรงงานควบคุม

และในจังหวะเร่งการเผาไหม้ หัวฉีดที่ 2 จะฉีดน้ำมันเพิ่มเข้าไปในห้องเผาไหม้เป็นการทำงานแบบไฟมาก (High Fire หรือ Full Load) พอความดันไอน้ำถึงระดับใช้งานในกระบวนการผลิต หัวเผาก็จะหรี่ลดการเผาไหม้ลงเหลือแบบไฟน้อย และเร่งแบบไฟมากเมื่อต้องการเร่งการผลิตไอน้ำ ทำงานเช่นนี้ตลอดระยะเวลาการผลิตไอน้ำ จนกระทั่งหยุดผลิตไอน้ำ หัวเผาจะถูกตัดการทำงาน (Off)

ดังนั้นการควบคุมการผลิตไอน้ำของหม้อน้ำ ทำด้วยการการเปิดและปิดวาล์วที่ควบคุมการทำงานของหัวฉีดทั้ง 2 หัว สลับกันตามความต้องการการรองรับโหลดของการผลิตไอน้ำ

3. การควบคุมการเร่งหรี่แบบ 4-Stage (Off-Low Fire –Medium Fire – High Fire control)

หัวเผาชนิดการควบคุมการเร่งหรี่แบบขั้นบันได แบบ 4-Stage มีการทำงาน 4 ระดับHi/Medium/Low/off control) โดยใช้หัวฉีด 3 หัว ในการหรี่เร่งการเผาไหม้ ทำให้หัวเผาชนิดนี้สามารถรองรับโหลดที่เปลี่ยนแปลงของหม้อน้ำได้กว้างขึ้นมากกว่าหัวเผาที่มีการควบคุมแบบเปิด/ปิด และแบบขั้นบันได 3-Stage ช่วงที่ต้องการอัตราการผลิตไอน้ำน้อยหัวฉีดที่ 1 จะทำงานส่งผลให้หัวเผาทำงานที่ไฟน้อย (Low Fire) เมื่อต้องการอัตราการผลิตไอน้ำเพิ่มขึ้น หัวฉีดที่ 2 จะทำงานพร้อมกับหัวที่ 1 เป็นการทำงานของหัวเผาแบบไฟกลาง (Medium Fire) และ เมื่อต้องการอัตราการผลิตไอน้ำสูงสุดหัวฉีดที่ 3 จะทำงาน เป็นการทำงานพร้อมกันทั้ง 3 หัวฉีด

ด้วยหลักการทำงานของหัวเผาแบบนี้จะทำให้สามารถหรี่เร่งได้อย่างเหมาะสม เช่นที่อัตรา 0%-20%/30%-65% และ 100% ครอบคลุมการทำงานในสภาวะ Off-Low-Medium-High ตามลำดับ สามารถผลิตไอน้ำได้อย่างมีเสถียรภาพมากกว่าการควบคุมแบบเปิด/ปิด และแบบขั้นบันได 3-Stage การควบคุมหัวเผาแบบนี้มักใช้กับหม้อน้ำขนาดเล็กที่มีความต้องการใช้ไอน้ำ 750 -2,500 kg/h ดังรูปที่ 4  โดยแผนผังการทำงานของหัวเผาแบบแบบ 4-Stage (Off-Low Fire –Medium Fire – High Fire control) 

รูปที่ 4 แสดงขนาดของหม้อน้ำที่เหมาะสมกับการควบคุมและแผนผังการทำงานของหัวเผาแบบ 4-Stage (Off-Low Fire –Medium Fire – High Fire control)
*ที่มา : คู่มือการปรับแต่งหัวเผา โครงการอนุรักษ์พลังงานในโรงงานอุตสาหกรรมที่นอกเหนือจากโรงงานควบคุม

เมื่อพิจารณาในแง่ของประสิทธิภาพหม้อน้ำตามภาระการทำงานของหม้อน้ำที่มีการควบคุมแบบต่างๆ แสดงดังรูปที่ 5 จากรูปจะเห็นได้ว่า หม้อน้ำแบบไหลผ่านทางเดียว ประสิทธิภาพหม้อน้ำมีค่าประมาณ 70-98 % ที่ร้อยละความต้องการไอน้ำเท่ากับ 50% หม้อน้ำแบบท่อไฟมีค่าประสิทธิภาพหม้อน้ำอยู่ที่ 75% ส่วนหม้อน้ำแบบไหลผ่านทางเดียวมีค่าประสิทธิภาพหม้อน้ำอยู่ที่ 98% (แบบ 4 stage Once through Boiler) และ 95%  (แบบ 3 stage Once through Boiler)

ประสิทธิภาพหม้อน้ำแบบไหลผ่านทางเดียวมีค่ามากกว่าถึง 23% เมื่อพิจารณาค่าเชื้อเพลิงต่อเดือนพบว่า “หม้อน้ำแบบไหลผ่านทางเดียวที่มีการควบคุมแบบ4-Stage สามารถประหยัดค่าเชื้อเพลิงต่อเดือนได้ 133,153 บาทเดือน” เมื่อเปรียบเทียบกับค่าเชื้อเพลิงของหม้อน้ำแบบท่อไฟ ในทางกลับกันเมื่อพิจารณาที่ภาระหม้อน้ำต่ำๆ ที่ 20% จะพบว่าหม้อน้ำแบบท่อไฟไม่สามารถทำงานได้ แต่หม้อน้ำแบบไหลผ่านทางเดียวทั้งแบบ 3 และ 4 stage ยังสามารถทำงานได้ดี มีประสิทธิภาพหม้อน้ำเท่ากับ 80% และ 98% ตามลำดับ

รูปที่ 5 แสดงการเปรียบเทียบประสิทธิภาพหม้อน้ำตามภาระการทำงานของหม้อน้ำที่มีการควบคุมแบบต่างๆ
*ที่มา : คู่มือการปรับแต่งหัวเผา โครงการอนุรักษ์พลังงานในโรงงานอุตสาหกรรมที่นอกเหนือจากโรงงานควบคุม

4. การควบคุมการเร่งหรี่แบบต่อเนื่อง/ผันแปร (Proportional control)

การควบคุมการทำงานหัวเผาแบบ Proportional Modulating จะใช้การควบคุมความสัมพันธ์กันระหว่างวาล์วเชื้อเพลิงและอากาศแบบชนิดพิเศษ เป็นการควบคุมแบบเป็นคลื่นที่ต่อเนื่อง หลีกเลี่ยงการทำงานแบบตัดต่อหัวเผา ทำให้สามารถทำงานหรี่เร่งหัวเผาได้ในช่วงกว้างอย่างมีเสถียรภาพโดยไม่ต้องตัดการทำงานของหัวเผา โดยวาล์วควบคุมเชื้อเพลิงสามารถหรี่ลงมาได้ในสภาวะต่ำและเร่งเพิ่มขึ้นไปหยุด ณ ตำแหน่งใดๆ ก็ได้ระหว่าง Partial Load และ Full Load

กรณีสภาวะที่ภาระการผลิตไอน้ำน้อยๆ แรงดันไอน้ำต่ำๆ หัวเผาสามารถหรี่การเผาไหม้ได้ในย่านต่ำที่สุด โดยไม่ตัดการทำงานของหัวเผา (Off mode) และสามารถเร่งการเผาไหม้ได้อย่างรวดเร็วไปสู่การทำงานในย่านสูงสุด หัวเผาแบบนี้สามารถลดความสูญเสียในช่วงการ Purge (ไล่ก๊าซก่อนจุดหัวเผาใหม่) ซึ่งเป็นการทำงานปกติของหัวเผาแบบทั่วไปที่มีการตัดการทำงานของหัวเผา

ทั้งนี้การลดการตัดต่อของหัวเผาจะทำให้ หม้อน้ำ หัวเผาและอุปกรณ์อื่นๆ มีอายุการใช้งานที่นานขึ้น แผนผังแสดงการทำงานของหัวเผาแบบการควบคุมการเร่งหรี่แบบต่อเนื่อง/ผันแปรแสดงดังรูปที่ 1 ทำให้หม้อน้ำที่ใช้หัวเผาชนิดนี้สามารถผลิตไอน้ำได้อย่างมีเสถียรภาพมากกว่าชนิดที่กล่าวมาทั้ง 3 แบบ การควบคุมหัวเผาแบบนี้มักใช้กับหม้อน้ำขนาดเล็กที่มีความต้องการใช้ไอน้ำ 4,000 -15,000 kg/h ดังรูปที่ 6

รูปที่ 6 แสดงขนาดของหม้อน้ำที่เหมาะสมกับการควบคุมและแผนผังการทำงานของหัวเผาแบบต่อเนื่อง/ผันแปร (Proportional control)
*ที่มา : คู่มือการปรับแต่งหัวเผา โครงการอนุรักษ์พลังงานในโรงงานอุตสาหกรรมที่นอกเหนือจากโรงงานควบคุม

ในย่านการทำงานที่ต่ำ เช่น 30% ของภาระการผลิตไอน้ำ หัวเผาที่มีการควบคุมแบบ ON/OFF และแบบ 3 Stage (OFF/Low/Hi) จะไม่สามารถทำงานได้หรือทำงานได้ไม่ต่อเนื่อง แต่การควบคุมการทำงานแบบ Proportional ยังสามารถทำงานได้ อย่างมีประสิทธิภาพ มีการประหยัดพลังงานและเชื้อเพลิงมากกว่าการควบคุมแบบอื่นๆ และมีอายุการใช้งานที่ยาวนานกว่า เนื่องจากไม่มีการตัดต่อการทำงานของหัวเผาบ่อย เป็นการลดความสูญเสียในขั้นตอนการไล่ก๊าซไอเสียขณะจุดหัวเผาใหม่ (Purge) แต่ด้วยข้อดีดังกล่าว ทำให้หัวเผาที่มีการควบคุมการเร่งหรี่แบบต่อเนื่อง/ผันแปร (Proportional control) จึงมีราคาสูงกว่าหัวเผาแบบที่มีการควบคุมแบบอื่นๆ

PBS Boiler Final banner

การควบคุมการทำงานของหัวเผาของหม้อแบบแบบไหลผ่านทางเดียว

สำหรับหม้อน้ำแบบไหลผ่านทางเดียวขนาดไม่เกิน 2,500 kg/h จะใช้มีการควบคุมแบบ 4-Stage (Off-Low Fire –Medium Fire – High Fire control)  ที่สามารถรองรับโหลดที่เปลี่ยนแปลงของหม้อน้ำได้กว้างขึ้นมากกว่าหัวเผาที่มีการควบคุมแบบเปิด/ปิด และแบบขั้นบันได 3-Stage และสามารถทำงานได้มีประสิทธิภาพสูงอยู่ที่ 98% แต่กระนั้น การควบคุมการเผาไหม้แบบ 4 stage จะตั้งการควบคุมการเผาไหม้ไว้คงที่ เช่น 0% หากต้องการปิด, 20% หรือ 30% หากต้องการเผาไหม้แบบ Low combustion, 60% หากต้องการเผาไหม้แบบ Medium combustion และ 100% หากต้องการเผาไหม้แบบ high combustion แต่ในการทำงานจริง ถ้าในสภาวะที่ต้องการภาระหม้อน้ำที่ 80% ระบบควบคุมจะต้องทำการเฉลี่ยสัดส่วนการควบคุมระหว่าง Medium-High (60%-100%) ด้วยการเร่งหัวเผาจนถึง 100% จากนั้นหรี่หัวเผาจนเหลือ 60% ทำงานเช่นนี้สลับกันเพื่อให้ได้ภาระ

หม้อน้ำที่ 80% ในทำนองเดียวกันถ้าต้องการภาระการผลิตไอน้ำที่ 10% ระบบควบคุมจะต้องทำการเฉลี่ยสัดส่วนการควบคุมระหว่าง Off-Low (0%-20%) สลับไปมาเช่นเดียวกัน การกระทำเช่นนี้จะส่งผลเสียต่อการผลิตไอน้ำของหม้อน้ำ ดังนี้

  • เกิดการการแกว่งของความดันไอน้ำเนื่องจากต้องควบคุมกลับไปกลับมาระหว่าง 2 สัดส่วน เพื่อให้เกิดการควบคุมเฉลี่ยตามภาระหม้อน้ำที่ต้องการ ก่อให้เกิดการลดลงของประสิทธิภาพดังแสดงในรูปที่ 1 ที่ภาระหม้อน้ำ 80% การควบคุมแบบ 4 stage มีประสิทธิภาพหม้อน้ำที่ 98.3% (เส้นสีเหลือง)
  • เกิดการกระเพื่อมขึ้นลงของระดับน้ำในหม้อน้ำทำให้เกิดไอน้ำที่มีคุณภาพไม่ดี อาจมีน้ำปนไปกับไอน้ำไปสู่กระบวนการ (Carry over)
  • ในการทำงานแบบไม่คงที่ของหม้อน้ำ จะทำให้พัดลมทำงานกระชากบ่อยและเกิดความสูญเสียในจังหวะการเปลี่ยนภาระหม้อน้ำกระทันหัน (Braking loss) ส่งผลต่อการสิ้นเปลืองพลังงาน

เทคโนโลยีการควบคุมไอน้ำแบบ Blue-i system Control technology

หนึ่งในเทคโนโลยีที่ถูกพัฒนามาเพื่อลดปัญหาดังที่กล่าว และช่วยในการควบคุมการทำงานหม้อน้ำภายใต้ภาระหม้อน้ำที่เปลี่ยนแปลงบ่อยๆ ทำให้เกิดการทำงานของหม้อน้ำที่มีประสิทธิภาพสูงในย่านภาระหม้อน้ำที่กว้าง (High efficiency zone) เทคโนโลยีนี้ถูกเรียกว่า “ Blue-i system” เป็นเทคโนโลยีที่ควบคุมหม้อน้ำโดยควบคุมการเร่งหรี่แบบต่อเนื่อง/ผันแปร ในช่วงการทำงานแบบ Medium combustion จากการศึกษาโรงงานที่มีการใช้หม้อน้ำ ส่วนใหญ่ภาระหม้อน้ำเฉลี่ยของโรงงานจะอยู่ในช่วง 40-80% ดังนั้นในช่วงภาระหม้อน้ำ 40%-80% ด้วยเทคโนโลยี Blue-i system จะทำการหรี่เร่งระบบตามการเปลี่ยนแปลงภาระได้อย่างอัตโนมัติ ด้วยเทคโนโลยี Blue-i system ทำให้เกิดข้อดีการหม้อน้ำแบบอื่นๆ ดังนี้

  • เทคโนโลยี Blue-i system ทำให้การตอบสนองต่อการเปลี่ยนภาระหม้อน้ำได้อย่างทันที ไม่ก่อให้เกิดการแกว่งของความดันไอน้ำ
  • เทคโนโลยี Blue-i system ทำให้ประสิทธิภาพหม้อน้ำมีค่ามากกว่า 98.5% และสูงถึง 98.8% ตลอดช่วงการทำงานแบบ Medium combustion (40%-80%) 
  • เทคโนโลยี Blue-i system ทำให้ในช่วง medium combustion หม้อน้ำสามารถทำงานได้อย่างคงที่ตามภาระไอน้ำที่ต้องการ ทำให้พัดลมทำงานได้นิ่งและไม่เกิดความสูญเสียในจังหวะการเปลี่ยนภาระหม้อน้ำกระทันหัน (Braking loss) ส่งผลให้ไม่สิ้นเปลืองพลังงานในพัดลม 
  • เทคโนโลยี Blue-i system ทำให้หม้อน้ำสามารถทำงานได้อย่างคงที่ ทำให้ไม่เกิดการกระเพื่อมของระดับน้ำในหม้อน้ำ ส่งผลให้ไอน้ำมีคุณภาพดี (Dryness)
  • เทคโนโลยี Blue-i system ทำให้การหรี่และเร่งหม้อน้ำหรือการอุ่นหม้อน้ำ เกิดขึ้นในช่วง Medium combustion (40% Boiler load) ด้วยเหตุนี้ทำให้เป็นการลดระยะเวลาในการผลิตไอน้ำ ซึ่งเป็นการประหยัดทั้งเชื้อเพลิงและพลังงานอีกด้วย แสดงดังรูปที่ 7
ดังรูปที่ 7 การเปรียบเทียบสัดส่วนการควบคุมหม้อน้ำแบบ Conventional type และ Blue-I system

บทสรุป

การควบคุมการเผาไหม้ที่เป็นปัจจัยหลักที่จะทำให้เกิดการเผาไหม้ที่สมบูรณ์ เกิดการประหยัดพลังงานและช่วยลดมลพิษที่เกิดจากการเผาไหม้ โดยสามารถแบ่งวิธีการควบคุมการเผาไหม้ประเภทประกอบด้วย

1. การควบคุมการเร่งหรี่แบบเปิด/ปิด (On/Off control) เป็นการควบคุมการเร่งหรี่แบบเปิด/ปิด จะใช้งานกับหม้อน้ำขนาดเล็กกำลังผลิตไม่เกิน 1 ตัน/ซม. จะมีการใช้งานหัวฉีดหัวเดียว ใช้แรงดันในการขับเคลื่อนเชื้อเพลิง ไม่สามารถหรี่เร่ง-ลดเชื้อเพลิงได้อย่างทันที หม้อน้ำที่ใช้ระบบการเร่งหรี่แบบเปิด /ปิดจะมีประสิทธิภาพต่ำกว่าการเรงหรี่แบบอื่นๆ   

2. การควบคุมการเร่งหรี่แบบขั้นบันได 3-Stage (Hi/Low/off control) เป็น การควบคุมการเร่งหรี่แบบขั้นบันไดจะใช้งานกับหม้อไอน้ำขนาดกลางกำลังผลิตไม่เกิน 2 ตัน/ชม. การเร่งหรี่มี 2 ระดับ คือแบบ Low และ แบบ High หม้อน้ำที่ใช้ระบบการเร่งหรี่แบบขั้นบันไดจะมีประสิทธิภาพมากกว่าระบบการเร่งหรี่แบบเปิด /ปิด เล็กน้อย

3. การควบคุมการเร่งหรี่แบบ 4-Stage (Off – Low Fire – Medium Fire – High Fire control) เป็นการควบคุมการเร่งหรี่แบบขั้นบันไดจะใช้งานกับหม้อไอน้ำขนาดกลางกำลังผลิตไม่เกิน 3 ตัน/ชม. การเร่งหรี่มี 3 ระดับ คือแบบ Low แบบ Medium และ แบบ High โดยการใช้ 3 หัวฉีดในการจ่ายเชื้อเพลิงผ่านวาล์วเพิ่มทีละหัวฉีดหรืออาจมีหัวฉีดเดียว แต่ใช้การเปลี่ยนอัตราการจ่ายเชื้อเพลิงขึ้นแบบขั้นบันได หม้อไอน้ำที่ใช้ระบบการเร่งหรี่แบบขั้นบันไดจะมีประสิทธิภาพมากกว่า 2 แบบแรกแต่หากควบคุมการป้อนเชื้อเพลิงไม่ดี จะทำให้สิ้นเปลืองเชื้อเพลิง

4. การควบคุมการเร่งหรี่แบบต่อเนื่อง/ผันแปร (Proportional control) เป็นเทคโนโลยีใหม่ที่นำมาใช้เหมาะสำหรับหม้อน้ำขนาดเล็กเช่น หม้อน้ำแบบไหลผ่านทางเดียว ที่ต้องการอัตราการหรี่เร่งแบบรวดเร็วฉับพลันการควบคุมการเร่งหรี่เป็นแบบต่อเนื่อง จะใช้งานกับหม้อไอน้ำขนาดเล็ก จนถึงขนาดใหญ่กำลังผลิตน้อยที่สุดตั้งแต่ 0.3 ตัน/ชม. ขึ้นไป เป็นการควบคุมการทำงานของหัวฉีดแบบปรับอัตราการไหลของเชื้อเพลิงตลอดเวลา โดยใช้วาล์วเชื้อเพลิงแบบที่ปรับอัตราการไหลได้ สามารถปรับการเผาไหม้ตามภาระการใช้ไอน้ำได้อย่างราบเรียบ ซึ่งโอกาสที่หัวพ่นไฟจะตัดดับมีน้อยกว่าการเร่งหรี่ 3 แบบแรกมาก หม้อไอน้ำที่ใช้ระบบการเร่งหรี่แบบต่อเนื่องจะมีประสิทธิภาพสูงกว่าการเร่งหรี่แบบอื่น 5-10%

5. “Blue-i system” เป็นเทคโนโลยีที่ควบคุมหม้อน้ำโดยควบคุมการเร่งหรี่แบบต่อเนื่อง/ผันแปรตามการเปลี่ยนแปลงภาระได้อย่างอัตโนมัติ ในช่วงการทำงานแบบ Medium combustion ซึ่งสอดคล้องกับการใช้หม้อน้ำ ที่ส่วนใหญ่ภาระหม้อน้ำเฉลี่ยของโรงงานจะอยู่ในช่วง 40-80% ทำให้เกิดการทำงานของหม้อน้ำที่มีประสิทธิภาพสูงในย่านภาระการผลิตไอน้ำในช่วงกว้าง (High efficiency zone) 

==================================================

และสุดท้ายนี้ขอขอบคุณข้อมูลสปอนเซอร์ใจดีจาก “บริษัท โปรเฟสชั่นแนล บอยเลอร์ จํากัด” ผู้แทนจําหน่ายเครื่องกําเนิดไอนํ้า IHI อย่างเป็นทางการ 

หากเพื่อนๆสนใจรายละเอียดเพิ่มเติม สามารถคลิกเข้าไปดู

ติดต่อฝ่ายขาย เบอร์โทรศัพท์ 092-223-7742 

หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่เบอร์ 02-321-3650 

Website : www.oncethroughboiler.com

Facebook page : facebook.com/oncethroughboiler

Youtube : https://www.youtube.com/@oncethroughboiler

==================================================

แล้วพบกับสาระความรู้ทางด้านงานช่าง และงานวิศวกรรมได้ในโพสต์ถัดๆไปนะครับ หรือสามารถตามสื่อตามๆของเราด้านล่างเลยนะครับ

Website: www.naichangmashare.com
Facebook: https://www.facebook.com/naichangmashare/
Blockdit :  https://www.blockdit.com/naichangmashare
Instragram: https://www.instagram.com/naichangmashare/
Twitter: https://twitter.com/naichangmashare
Youtube: https://www.youtube.com/channel/UCmIPiSeg-uy4k8JYSmknp_g

ตั้งเป้าหมายชีวิตด้วย personal OKRs

0
Personal OKRs Wallpaper
Personal OKRs Wallpaper

เพิ่งผ่านช่วงปีใหม่มาได้ไม่นาน หลายๆคนอาจจะคงต้องเป้าหมายชีวิตว่า “ในปีนี้ฉันจะทำอะไรบ้าง อยากจะทำเรื่องนี้ให้เสร็จ อยากเป็นบุคคลที่ประสบความเร็จ” แต่แน่นอนว่าพอผ่านๆไปช่วงกลางปีทุกอย่างก็จะถูกลืม และหลายๆอย่างอาจจะไม่เสร็จ แล้วแผนก็ถูกลืมและเลือนลางไปในที่สุด หากยกตังอย่างที่ใกล้ตัวทุกคนมากที่สุดคือ “ปีนี้ฉันจะผอม!!” แต่ตกปลายปีอ้วนขึ้นกันหมดนะครับ อิอิ

แต่วันนี้ทางเพจนายช่างมาแชร์ก็ขอมาแชร์แนวคิดการบริหารและจัดการที่เป็นเครื่องมือตัวนึงที่ทางผมมีโอกาสได้นำไปใช้จริง และคิดว่าค่อนข้างเหมาะสมนั่นคือ “OKRs” หรือ Key Objective Result ซึ่งจะเป็นเครื่องมือที่ผู้ถึง Objective หรือเป้าหมายของชีวิตที่เราอยากจะเป็น และ Key Result หรือ กุญแจสำคัญ ที่จะพาเราไปหาเป้าหมายที่เราตั้งไว้ครับ

ซึ่งเกริ่นไว้ก่อนว่าคล้ายๆพวกระบบ KPI, Balanced Score card แต่ทว่าเป็นที่นิยมในหมู่บริษัท Start-Up ใหม่ๆที่ประสบความสำเร็จกันนะครับ เด่วเราลองไปดูกันว่าจากเครื่องมือสำหรับใช้งานในบริษัทจะมาจัดการเฉพาะในส่วนของชีวิตเราได้อย่างไร พร้อมยกตัวอย่างที่ผมได้ทำไปเมื่อต้นปีกันนะครับผม 🙂

OKRs : Objective and Key Results คืออะไร ?

ก่อนอื่นขอมาพูดถึงก่อนว่า OKRs (โอ-เค-อาร์) คืออะไร? กันก่อนเลยนะครับ โดย OKRs ย่อมาจากคำว่า Objective and Key Results เป็นระบบสำหรับ “การตั้งค่าเป้าหมาย และติดตามความก้าวหน้า” โดยมีจุดเริ่มต้น 1970-1980 และในปี 2000 ทาง Google หยิบยกมาใช้และเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้บริษัทประสบความสำเร็จและออก Product ออกมามากมาย โดยส่วนประกอบของ OKRs แบ่งออกเป็น 2 ส่วนหลักๆ ดังนี้ คือ

  1. Objective หรือ วัตถุประสงค์หลัก เป็นการบอกจุดมุ่งหมายว่าคืออะไร (What)
  2. Key Result หรือ ผลลัพธ์หลัก เป็นการบอกว่าเราจะไปถึงจุดมุ่งหมาย หรือ objective ของเราได้อย่างไร (How)

โดยขอยกตัวอย่างง่ายๆนะครับ เช่นเรามี Objective ว่า “เราจะเป็นองค์กรที่มุ่งเน้นลูกค้า” ดังนั้นในการที่จะเป็นองค์กรที่มุ่งเน้นลูกค้าจะต้องทำอย่างไรบ้าง ?? ก็อาจจะเป็นการตั้ง Key Result เพื่อบรรลุ Objective ของเรานะครับ เช่น “ข้อ.1 สินค้าต้องมีคุณภาพโดยที่มีอัตราตีกลับไม่เกิน 1%” และ “มีระบบ Customer Service ช่วยบริการลูกค้าออนไลน์” เป็นต้น ดังนั้นหากเราจะบรรลุ Objective ได้เราก็จะต้องทำ Key Result ให้สำเร็จทั้ง 2 ข้อนะครับผม

แต่ในส่วนของบทความนี้เราขออนุญาตเพื่อนๆลงในส่วนของ personal OKRs เลยนะครับว่า สำหรับการตั้งแบบส่วนตัวเค้าทำยังไง และทำกันอย่างไร ?

การเขียน Personal OKRs สำหรับการกำหนดเป้าหมายในชีวิต

แน่นอนว่าทุกๆคนอยากจะประสบความสำเร็จในชีวิต แต่ด้วยคำว่าประสบความสำเร็จอาจจะแบ่งมุมมองในหลายๆมิติ เช่น ด้านการงาน การเงิน สุขภาพ หรือด้านความรรักและครอบครัวเป็นต้น และในหลายๆด้านก็จะมีสิ่งที่ให้ทำ (Key Result) ลงไปหยิบย่อยอีก ดังนั้นการมีเครื่องมือที่คอยช่วยบริหารจัดการสิ่งที่ต้องทำมากมายที่สำคัญต่อการใช้ชีวิตเนี่ยก็เป็นเรื่องที่สำคัญมากๆครับ

ซึ่งในมุมมองผู้เขียนที่เคยอ่านหนังสือและทำ Workshop หลายๆเรื่องเค้าก็จะบอกว่า “สิ่งที่ต้องทำนั้นมีมากมายไม่จำกัด แต่แรง เวลา และทรัพยากรเรามีจำกัด” ดังนั้นแล้วหากเราทำในสิ่งที่ไม่ได้มีประโยชน์กับชีวิต มันก็จะเหมือนเราโยนทรัพากรของเราทิ้งไปเปล่าๆ ซึ่งเครื่องมือ OKRs จะเป็นตัวที่บอกไว้ว่า เราควรจะทำอะไรให้มีประโยชน์กับชีวิตเพื่อบรรลุเป้าหมายของเรากันครับ

ขอยกตัวอย่างสำหรับการตั้ง Personal OKRs ก็จะเป็นการกำหนดเป้าหมายที่เราอยากเป็นนะครับ เช่น “ปีนี้ฉันจะผอมและมีสุขภาพที่ดี” โดยเครื่องมือ OKRs จะเป็นเครื่องมือที่ ค่อนข้างมีความท้าทาย โฟกัส มีการติดตาม และที่สำคัญวัดผลได้

ขออธิบายเพิ่มเติมให้เห็นภาพคร่าวๆนะครับ จาก “Objective ที่บอกว่า ฉันจะผอม” อะไรคือตัวที่จะบอก หรือ Key result ว่าฉันจะผอม เช่น

  1. น้ำหนักลดลง 5 kg ภายใน 1 ปี
  2. วิ่งออกกำลังกาย 10 km ต่ออาทิตย์
  3. กินอาหาร Clean มื้อเย็น 6 วัน/สัปดาห์

โดยผมอาจจะมีข้อเสนอแนะเพิ่มเติมสำหรับการเขียน ดังนี้นะครับ

ข้อเสนอแนะเพิ่มเติมในการเขียน Personal OKRs

  1. Objective ที่ตั้งขึ้นมาจะต้องมาจากสิ่งที่เราต้องการและอยากจะเป็นจริงๆ
  2. Key Results ต้องวัดผลเชิงปริมาณได้และเป็นเป้าหมายที่ท้าทายและเป็นไปได้ โดยเป้าหมายจะวัดผล เป็น 0-1 (เหมือน 0% ถึง 100%)
  3. OKRs เป็นเครื่องมือในการสิ่งที่สำคัญกับชีวิตเราให้สำเร็จและพัฒนาชีวิตให้ดีขึ้น
  4. OKRs ไม่ใช่ To-do-list เป็นตัววัดผัลลพธ์หลัก
  5. Key Results ไม่ควรเกิน 5 ข้อต่อ 1 Objective และเลือกที่สำคัญๆ

จากนั้นเด่วผมขอยกตัวอย่างเพื่อให้ทุกคนเห็นภาพง่ายๆกันนะครับ โดยผมขอใช้เครื่องมือการทำตารางจากทาง Google Sheet นะครับ โดยก็จะมีข้อดีคือเป็น Online web application ใช้ฟรี ดูได้ทั้งบนคอม และมือถือ หรือหากใครสะดวกใช้เครื่องมืออื่นๆ เช่น Excel ก็ได้นะครับ หรือถ้าล้ำๆหน่อยก็จะมีพวก Mobile Application เช่น Productivity แต่ก็จะมีค่าบริการรายปี แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นแนวคิดและวิธีการก็เหมือนกันนะครับ

โดยเริ่มต้นผมขอแบ่ง Objective ในปีนี้ของผมที่อยากให้ได้จริงๆออกมาก่อนนะครับ โดยของผมจะมี

  1. Objective1 : ประสบความสำเร็จในหน้าที่การงาน
  2. Objective2 : สร้างความมั่นคงและอิสรภาพทางการเงิน
  3. Objective3 : มีสุขภาพที่แข็งแรงและรูปร่างดี
  4. Objective4 : สร้างความสุขในครอบครัว

จากนั้นเราก็จะต้องมาตั้งคำถามว่า “เราจะต้อง Key Result ให้บรรลุ Objective ได้อย่างไร โดยที่สามารถวัดผลได้ และมีเป้าหมายที่ท้าทายและเป็นไปได้”

ตัวอย่างการเขียน Personal OKRs

หลังจากนั้นเราก็มาคอยเฝ้าดูบ่อยๆนะครับว่าสิ่งที่เราตั้งเป้าไว้ถึงไหนแล้ว และพยายามทำมันให้สำเร็จนะครับ โดยปกติเราจะมาคอย Check-In ทุกๆไตรมาศและคอยถามตัวเองกลับว่า “มีอะไรที่เราสามารถปรับปรุง หรือพัฒนาได้อีกมั้ย?” โดยเป้าหมายเราสามารถปรับหรือเพิ่ม-ลด ได้ตามความเห็นของเราเลยนะครับ โดยที่เราต้องไม่ลืมว่า เรามี Objective หรือเป้าหมายชีวิตจริงๆคืออะไรนะครับ

สุดท้ายฝากไว้นะครับ ต่อให้เราจะมีเครื่องมือที่ดีหรือเทพแค่ไหน แต่สุดท้ายก็อยู่มี่ความมุ่งมั่น และความมีวินัยของเรานะครับ ^^

แล้วพบกับสาระดีๆแบบนี้ทางด้านงานช่าง งานวิศวกรรม และอุตสาหกรรมได้ที่ นายช่างมาแชร์ นะครับ

Website: www.naichangmashare.com
Facebook: https://www.facebook.com/naichangmashare/
Youtube: https://www.youtube.com/channel/UCmIPiSeg-uy4k8JYSmknp_g
Instragram: https://www.instagram.com/naichangmashare/
Twitter: https://twitter.com/naichangmashare

#นายช่างมาแชร์ #Management #OKRs

[อบรมฟรี] – มาตรฐานหม้อน้ำแบบไหลผ่านทางเดียว (Once Through Boiler)

0
มาตรฐานหม้อไอน้ำไหลผ่านทางเดียว (Once throght boiler)
มาตรฐานหม้อไอน้ำไหลผ่านทางเดียว (Once throght boiler)

ขอเชิญเข้าร่วมเทคนิคพิจารณ์ “มาตรฐานหม้อน้ำแบบไหลผ่านทางเดียว (Once Through Boiler)”

วันพฤหัสบดีที่ 22 ธันวาคม 2565 เวลา 08.30 – 12.30 น. 
** ออนไลน์ผ่านระบบ ZOOM ** ** ไม่เสียค่าใช้จ่าย **

– ลงทะเบียนเข้าร่วม ได้ที่ https://forms.gle/88CYzjNt7xhiGsmW7
– แบบคำถาม/ข้อเสนอแนะ เทคนิคพิจารณ์มาตรฐานฯ https://forms.gle/PqhGT7nU5otVgKiz5

จัดโดย คณะกรรมการร่างมาตรฐานหม้อน้ำแบบไหลผ่านทางเดียว (Once Through Boiler)
วิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ (วสท.)

สอบถามเพิ่มเติม : คุณเยาวรักษ์ บุญสวัสดิ์ โทร. 0-2 184-4600-9 ต่อ 500 
E-mail : [email protected] 
หรือคุณกรกช บุญกล่อม โทร. 0-2 184-4600-9 ต่อ 504

#นายช่างมาแชร์ #Boiler #หม้อไอน้ำ 

[สัมนาฟรี] – “วิศวกรรมกับเมืองน่าอยู่” โดย ดร.ชัชชาติ สิทธิพันธุ์

0
“วิศวกรรมกับเมืองน่าอยู่” โดย ดร.ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการ
“วิศวกรรมกับเมืองน่าอยู่” โดย ดร.ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการ

“วิศวกรรมกับเมืองน่าอยู่” โดย ดร.ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร

3 พฤศจิกายน 2565  
เวลา 16.00-17.00 น. 
ณ เวทีกลาง เพลนารี ฮอลล์ 1-3 ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์
ลงทะเบียนที่นี่ 
——————–
วิศวกรรมแห่งชาติ 2565 Empower Engineering in Digital Era “เสริมพลังวิศวกรรมในยุคดิจิทัล”
3-5 พฤศจิกายน 2565 ณ เพลนารี ฮอลล์ 1-3 ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ 
——————–
พบกับการสัมมนา ด้านวิศวกรรมหลากหลายสาขา การอัปเดตมาตรฐาน กฎหมาย กฎกระทรวงใหม่ ๆ การแสดงสินค้า และเทคโนโลยีที่ทันสมัย ลุ้นรับของรางวัลมากมาย
ดูงานสัมมนาทั้งหมดที่นี่: 
——————–
สอบถามเพิ่มเติม โทรศัพท์ 0-2184-4600-9
จัดโดย วิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์