เทคโนโลยี CCUS (Carbon Capture, Utilization and Storage) เปลี่ยนโลกพลังงานในอนาคต

0
Carbon Capture Utilization Storage Wallpaper
Carbon Capture Utilization Storage Wallpaper

การเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศเป็นปัญหาเร่งด่วนที่สุดเรื่องหนึ่งที่สังคมกำลังเผชิญอยู่ทุกวันนี้ และการดักจับและกักเก็บคาร์บอนไดออกไซด์ที่ถูกปล่อยออกมานั้น เป็นสิ่งจำเป็นต่อการแก้ผลกระทบที่เกิดจากเรื่องนี้ ดังนั้นแนวทางการพัฒนาการดักจับและกักเก็บคาร์บอน (CCUS) ให้เป็นทางออกที่จะช่วยขจัดคาร์บอนจากอุตสาหกรรมที่มีการใช้พลังงานเข้มข้นมากที่สุดของโลก ณ เวลานี้ ในช่วงที่กระแส Net Zero และ Carbon Credited มาแรงที่สุดเลยครับ

เทคโนโลยี CCUS หรือ Carbon Capture, Utilization and Storage คืออะไร?

เทคโนโลยีการดักจับ, การใช้ประโยชน์ และการกักเก็บคาร์บอน หรือ Carbon Capture, Utilization and Storage : CCUS  เป็นเทคโนโลยีการดักจับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) และนำมากักเก็บภายใต้พื้นดินหรือใช้ในกระบวนการผลิตทางอุตสาหกรรมอื่นๆ อีกด้วย โดยหลักการเทคโนโลยีถูกนำมาประยุกต์ใช้ครั้งแรกในด้านการผลิตน้ำมันในขั้นตอนที่เรียกว่า “การสูบน้ำมันแบบก้าวหน้า” (Enhanced oil recovery : EOR) ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1970

แต่ทว่าเนื่องจากระบบ CCUS เป็นเทคโนโลยีที่มี “ราคาสูง” สำหรับการนำไปใช้ในภาคโรงงานอุตสาหกรรม การลงทุนในเทคโนโลยีดังกล่าวจึงไม่ค่อยเป็นที่นิยมในช่วงเวลาหลายปีที่ผ่านมา แต่ถึงอย่างไรก็ตาม “CCUS ถือเป็นวิธีที่ดีที่สุดสำหรับการลดคาร์บอน” และเริ่มได้รับการสนใจเพิ่มขึ้นตั้งแต่ปี ค.ศ. ๒๐๑๗ จากการวางเป้าหมายด้านสภาพภูมิอากาศ และแรงจูงใจด้านการลงทุนที่เพิ่มมากขึ้นจากทั่วโลก อีกทั้ง CCUS ยังถือเป็นหนึ่งใน 5 วิธีการหลักในการเปลี่ยนถ่ายสู่พลังงานสะอาดสำหรับประเทศจีนอีกด้วย

4 ขั้นตอนของระบบ CCUS Credited IOGP.com

นอกจากนี้เพื่อการมุ่งสู่เป้าหมายการปล่อยคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์ เทคโนโลยี CCUS สามารถตอบสนองได้ด้วยคุณค่าด้านกลยุทธ์ที่โดดเด่นอันประกอบด้วย

  1. โรงงานผลิตไฟฟ้าและอุตสาหกรรมต่างๆ ที่มีอยู่ในปัจจุบันซึ่งสามารถปล่อย CO2 8 พันล้านตัน ในปี ค.ศ. ๒๐๕๐ สามารถทำการติดตั้ง CCUS ได้
  2. CCUS สามารถประยุกต์ใช้ได้ในภาคการผลิตที่หลากหลาย ขณะที่เทคโนโลยีอื่นๆ มีความจำกัด
  3. CCUS สามารถนำไปสู่การผลิตก๊าซไฮโดรเจนคาร์บอนต่ำที่ต้นทุนต่ำที่สุด
  4. CCUS สามารถกำจัด CO2 จากบรรยากาศด้วยการทำงานร่วมกับการใช้พลังงานชีวภาพหรือการดักจับอากาศโดยตรงเพื่อสร้างสมดุลการปล่อย

ดังนั้นเทคโนโลยีนี้จึงถือเป็นเครื่องมือที่มีศักยภาพในการลดการปล่อย CO2 และการมุ่งสู่เป้าหมายการปล่อยคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์ในอนาคต และสามารถประยุกต์ใช้ได้ในกระบวนการอุตสาหกรรมที่หลากหลายซึ่งกำลังปล่อย CO2 ปริมาณมหาศาลสู่ชั้นบรรยากาศ

หลักการทำงานของ Carbon Capture

การใช้เทคโนโลยี CCUS ในประเทศไทย

ในส่วนของประเทศไทยเทคโนโลยีนี้ยังเป็นเพียงส่วนของการดักจับและกักเก็บคาร์บอน – Carbon Capture and Storage หรือ CCS เท่านั้น ยังไม่มีส่วนที่นำ CO2 มาใช้ประโยชน์ หรือ Utilization

โดย บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ PTTEP ได้นำองค์ความรู้ และประสบการณ์ทางด้านธรณีวิทยาและวิศวกรรมปิโตรเลียมของการสำรวจและผลิต (E&P) มาต่อยอดในการพัฒนาโครงการดักจับและกักเก็บคาร์บอน (Carbon Capture and Storage หรือ CCS) เพื่อลดการปล่อยคาร์บอนจากกระบวนการผลิตปิโตรเลียม โดยจะนำคาร์บอนที่ได้จากการผลิตปิโตรเลียมอัดกลับไปในหลุมผลิตปิโตรเลียมเดิมที่ไม่ได้ผลิตแล้ว ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่ประเทศอื่นๆประเมินว่า เป็นเทคโนโลยีหลักในการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สู่ชั้นบรรยากาศได้ในปริมาณ “มากกว่าเทคโนโลยีแบบอื่น”

PTTEP อยู่ในขั้นตอนระหว่างการทดลองการดักจับและกักเก็บคาร์บอน (CCS) โดยใช้หลุมผลิตปิโตรเลียมเดิมในแหล่งอาทิตย์ที่บริษัทเป็นเจ้าของสัมปทาน มาใช้กักเก็บคาร์บอนเบื้องต้นประมาณ 4-5 หลุม โดยตั้งเป้าในเฟสแรกว่าจะสามารถกักเก็บ คาร์บอนในแหล่งอาทิตย์ได้ประมาณ 1 ล้านตันต่อปี ขณะนี้อยู่ระหว่างออกแบบวิศวกรรมเบื้องต้น หรือ Pre-FEED Study โดยคาดการณ์ว่าจะสามารถเริ่มใช้เทคโนโลยี CCS ที่แหล่งก๊าซธรรมชาติอาทิตย์ได้ในปี 2569 ซึ่งจะช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากกระบวนการผลิตปิโตรเลียมได้ในปริมาณมาก

นอกจากนี้ PTTEP อยู่ในระหว่างการศึกษาและพัฒนาโครงการ CCS ที่แหล่งลัง เลอบาห์ ในโครงการมาเลเซีย เอสเค 410บี ซึ่งเป็นแหล่งก๊าซธรรมชาติขนาดใหญ่ที่บริษัทค้นพบในประเทศมาเลเซียด้วยเช่นกัน อย่างไรก็ตาม โครงการ CCS ในประเทศไทยจะเกิดขึ้นได้ ต้องอาศัยองค์ประกอบอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น ด้านนโยบาย ด้านกฎหมาย และปัจจัยส่งเสริมการลงทุน ซึ่งจะต้องได้รับการสนับสนุนจากทั้งภาครัฐและองค์กรหลาย ๆ ฝ่ายในการผลักดันและส่งเสริมการนำเทคโนโลยี CCS มาใช้ในประเทศไทยอย่างเป็นรูปธรรมตามเป้าหมาย

ซึ่งหากใครมองหา “เทคโนโลยีดีๆ ในการเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม , NetZero , Green Industry หรือเกี่ยวข้องกับสิ่งแวดล้อมต่างๆ ขอแนะนำ….

=======================================================================

เทคโนโลยีปั้มและวาล์วอุตสาหกรรมมีความสำคัญและเป็นหัวใจของการก้าวเข้าสู่อุตสาหกรรมสีเขียว หากเพื่อนคนไหนสนใจ ไม่อยากให้พลาดกับงาน PUMPS AND VALVES ASIA 2023 (PVA) ครั้งที่ 24 เป็นงานสำคัญที่ผู้ประกอบการไม่ควรพลาด โดยปีนี้จัดขึ้นภายใต้ธีม “เร่งการเปลี่ยนผ่านสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอนอย่างยั่งยืนผ่านอุตสาหกรรมสีเขียว” เป็นงานแสดงเฉพาะทางหนึ่งเดียวในประเทศไทยที่รวมเทคโนโลยีด้านปั๊ม วาล์ว ท่อ และอุปกรณ์สำหรับอุตสาหกรรมต่างๆ จากบริษัทชั้นนำของโลก เป็นโซลูชันสำหรับการประหยัดพลังงาน การลดต้นทุน และรักษาสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน นอกจากนี้ยังมีการสัมมนาที่สำคัญของกรมโรงงานอุตสาหกรรม ในหัวข้อ “ยกระดับโรงงานสู่อุตสาหกรรมสีเขียวอย่างปลอดภัยและยั่งยืน” และพื้นที่บูธให้คำปรึกษาจากกรมโรงงานฯ เรื่องความปลอดภัยในโรงงานและการขอใบอนุญาตต่างๆ .งานจัดขึ้นตั้งแต่วันที่ 30 สิงหาคม ถึง 1 กันยายน2566 ที่ ฮอลล์ 1-4 ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ กรุงเทพฯ ประเทศไทย

เปิดลงทะเบียนล่วงหน้าแล้ววันนี้! เพื่อความสะดวกและรวดเร็วในการเข้าชมงาน ดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.pumpsandvalves-asia.com

PV_THW_23_Banner_Barter1450x180 (1)

=======================================================================

Reference : PostTODAY , tgo.or.th, NSTDA.or.th

การพัฒนา 5 ระดับสู่อุตสาหกรรมสีเขียว (Green industry)

0
5 steps for green industry Wallpaper
5 steps for green industry Wallpaper

อุตสาหกรรมสีเขียว หรือ Green industry เป็นอุตสาหกรรมที่ให้ความสำคัญกับ “การผลิตและให้บริการที่มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม” ในรูปแบบที่ยั่งยืนและเกิดผลดีต่อสังคม และแน่นอนว่าในวันนี้การเข้ามาของ Net Zero และการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน (Sustainabilty) ยิ่งทำให้หลายๆธุรกิจและโรงงานจำเป็นต้องปรับตัวตาม โดยอุตสาหกรรมสีเขียวมุ่งเน้นไปที่ “การลดการใช้พลังงาน” และ “การใช้ทรัพยากรที่น้อยลง ลดการปล่อยสารพิษ และขยะต่างๆ” และสร้างผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม นะครับ

อุตสาหกรรมสีเขียวคืออะไร ?

ก่อนอื่นขอมาดูคำนิยามของกรมโรงงานอุตสาหกรรมก่อนนะครับ โดย อุตสาหกรรมสีเขียว (Green Industry) คือ ธุรกิจภาคอุตสาหกรรมที่ยึดมั่นในการประกอบกิจการที่ “เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม” โดย มุ่งเน้นการพัฒนาปรับปรุงอย่าง ต่อเนื่อง และประกอบกิจการด้วย ความรับผิดชอบต่อสังคม ทั้งภายใน และภายนอกองค์กรตลอดห่วงโซ่ อุปทานเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน”

หลักสำคัญของอุตสาหกรรมสีเขียว

อุตสาหกรรมที่ยึดมั่นในการประกอบกิจการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมเพื่อการ พัฒนาอย่างยั่งยืนด้วยการมุ่งเน้น 3 เรื่อง ได้แก่

1. การพัฒนาปรับปรุงประสิทธิภาพของกระบวนการผลิต

2. การบริหารจัดการสิ่งแวดล้อมเพื่อปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง

3. ความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมทั้งภายในและภายนอกองค์การ (ตลอดห่วงโซ่อุปทาน)

การพัฒนา 5 ระดับสู่อุตสาหกรรมสีเขียว

กระทรวงอุตสาหกรรมจัดทำข้อกำหนดอุตสาหกรรม “เพื่อส่งเสริมและผลักดันให้ผลประกอบการอุตสาหกรรมได้มีการพัฒนาและปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง” เพื่อเข้าสู่การเป็นอุตสาหกรรมสีเขียวไว้ 5 ระดับ คือ

ระดับที่ 1 ความมุ่งมั่นสีเขียว (Green Commitment)

ความมุ่งมั่นสีเขียว (Green Commitment) คือ การแสดงความมุ่งมั่นในรูปแบบของนโยบาย เป้าหมายและแผนงานที่จะลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และมีการสื่อสารภายในองค์กรให้ทราบโดยทั่วกัน โดยมีข้อกำหนดดังนี้

ข้อ.1 ต้องกำหนดนโยบายสิ่งแวดล้อม

ข้อ.2 ต้องมีการสื่อสารนโยบายด้านสิ่งแวดล้อมให้บุคลากรในองค์กรรับทราบ

ระดับที่ 2 ปฏิบัติการสีเขียว (Green Activity)

ปฏิบัติการสีเขียว (Green Activity) คือ การดำเนินกิจกรรมตามนโยบาย เป้าหมายและแผนงานที่กำหนดเพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นรูปธรรมและสำเร็จตามความมุ่งมั่นที่ตั้งไว้ โดยมีข้อกำหนด คือ

ข้อ.1 กำหนดนโยบายด้านสิ่งแวดล้อม และการสื่อสารนโยบายด้าน สิ่งแวดล้อมให้บุคลากรในองค์กรรับทราบ

ข้อ.2 จัดทำแผนงานด้านสิ่งแวดล้อม ประกอบด้วย วัตถุประสงค์ เป้าหมาย ขั้นตอน การปฏิบัติ ผู้รับผิดชอบ และระยะเวลาแล้วเสร็จ

ข้อ.3 นำแผนงานด้านสิ่งแวดล้อมไปปฏิบัติให้เกิดผล

ระดับที่ 3 ระบบสีเขียว (Green System) 

ระบบสีเขียว (Green System) คือ การบริหารจัดการสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นระบบ มีการติดตาม ประเมินผลและทบทวนเพื่อการพัฒนาอย่างต่อเนื่องหรือการได้รับรางวัลด้านสิ่งแวดล้อมอันเป็นที่ยอมรับ หรือได้รับการรับรองมาตรฐานที่เกี่ยวข้องกับการอนุรักษ์ทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมต่างๆ โดยมีข้อกำหนดดังนี้

ข้อ.1 นโยบายด้านสิ่งแวดล้อม

ข้อ.2 วางแผนด้านสิ่งแวดล้อม

ข้อ.3 นำไปปฏิบัติ

ข้อ.4 ติดตาม ประเมินผล

ข้อ.5 ทบทวน รักษาระบบ

ระดับที่ 4 วัฒนธรรมสีเขียว (Green Culture) 

วัฒนธรรมสีเขียว (Green Culture) คือ การที่ทุกคนในองค์กรมีจิตสำนึกร่วมกันในการสงวนและรักษาไว้ซึ่งสิ่งแวดล้อมที่ดีและให้ความร่วมมือร่วมใจในทุกด้านของการประกอบกิจการให้เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมและดำเนินการต่างๆจนกลายเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมองค์กร โดยมีข้อกำหนดดังนี้

ข้อ.1 ต้องจัดทำระบบการจัดการสิ่งแวดล้อมตามระดับที่ 3 ทุกข้อ

ข้อ.2 สร้างวัฒนธรรมองค์กรตามแนวทาง SR (ISO 26000)

ข้อ.3 รายงานเผยแพร่ต่อสาธารณะ

ระดับที่ 5 เครือข่ายสีเขียว (Green Network)

เครือข่ายสีเขียว (Green Network) คือ การขยายขอบเขตของการเป็นอุตสาหกรรมสีเขียวจากภายในองค์กรเองออกสู่ภายนอก ตลอดโซ่อุปทาน (Supply Chain) โดยสนับสนุนให้คู่ค้าและพันธมิตรเป็นอุตสาหกรรมสีเขียวด้วย โดยมีข้อกำหนดดังนี้

ข้อ.1 ต้องจัดทำระบบการจัดการสิ่งแวดล้อมและมีวัฒนธรรมสีเขียวตาม ระดับที่ 4 ทุกข้อ

ข้อ.2 ส่งเสริม สร้าง และสานสัมพันธ์กิจกรรมด้านสิ่งแวดล้อมกับ supply chain ชุมชน และบริโภค

ข้อ.3 รายงานความสำเร็จเผยแพร่ต่อสาธารณะ

การพัฒนาสู่อุตสาหกรรมสีเขียวด้วยปั้มและวาล์ว

Pump and Valve Facebook Wallpaper EP.1

คงปฏิเสธไม่ได้เลยว่าทุกโรงงานสิ่งที่มีมากที่สุดในกระบวนการผลิตคือ ” ปั้ม และวาล์ว” ซึ่งแผนการพัฒนาอุปกรณ์สองตัวนี้หากพัฒนาให้สามารถ “ลดการใช้พลังงาน” และ “การใช้ทรัพยากรที่น้อยลง” ก็จะสามารถเป็นแผนพัฒนาโรงงานสู่ Green Industry ได้นั่นเองครับ

ซึ่งหากใครมองหา “เทคโนโลยีในการพัฒนาประสิทธิภาพ” และ “ลดการใช้พลังงาน” สำหรับอุปกรณ์ “ปั้ม และวาล์ว” โดยเฉพาะเลย ต้องมางานนี้เลยนะครับ

=======================================================================

เทคโนโลยีปั้มและวาล์วอุตสาหกรรมมีความสำคัญและเป็นหัวใจของการก้าวเข้าสู่อุตสาหกรรมสีเขียว หากเพื่อนคนไหนสนใจ ไม่อยากให้พลาดกับงาน PUMPS AND VALVES ASIA 2023 (PVA) ครั้งที่ 24 เป็นงานสำคัญที่ผู้ประกอบการไม่ควรพลาด โดยปีนี้จัดขึ้นภายใต้ธีม “เร่งการเปลี่ยนผ่านสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอนอย่างยั่งยืนผ่านอุตสาหกรรมสีเขียว” เป็นงานแสดงเฉพาะทางหนึ่งเดียวในประเทศไทยที่รวมเทคโนโลยีด้านปั๊ม วาล์ว ท่อ และอุปกรณ์สำหรับอุตสาหกรรมต่างๆ จากบริษัทชั้นนำของโลก เป็นโซลูชันสำหรับการประหยัดพลังงาน การลดต้นทุน และรักษาสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน นอกจากนี้ยังมีการสัมมนาที่สำคัญของกรมโรงงานอุตสาหกรรม ในหัวข้อ “ยกระดับโรงงานสู่อุตสาหกรรมสีเขียวอย่างปลอดภัยและยั่งยืน” และพื้นที่บูธให้คำปรึกษาจากกรมโรงงานฯ เรื่องความปลอดภัยในโรงงานและการขอใบอนุญาตต่างๆ .งานจัดขึ้นตั้งแต่วันที่ 30 สิงหาคม ถึง 1 กันยายน2566 ที่ ฮอลล์ 1-4 ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ กรุงเทพฯ ประเทศไทย

เปิดลงทะเบียนล่วงหน้าแล้ววันนี้! เพื่อความสะดวกและรวดเร็วในการเข้าชมงาน ดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.pumpsandvalves-asia.com

PV_THW_23_Banner_Barter1450x180 (1)

=======================================================================

Reference : กรมโรงงานอุตสาหกรรม

Pump [EP.11] : ปั้มดูด Liquid Ring Pump

0
Liquid ring pump NASH Wallpaper
Liquid ring pump NASH Wallpaper

Liquid Ring Vacuum Pump คือ ปั๊มสุญญากาศแบบวงแหวนน้ำ ใช้เพื่อสร้างสุญญากาศโดยหลักการคือเมื่อใบพัดหมุนจะสร้างแรงเหวี่ยงให้ของเหลวในปั๊มเป็นวงแหวนเกิดการดูดและบีบอัดแก๊สเป็นให้เป็นสุญญากาศ โดยสามารถทำค่าสุญญากาศได้ต่ำที่สุด 33/1 mbarA โดยของเหลวที่อยู่ในปั๊มสามารถใช้น้ำหรือสารชนิดอื่นที่อยู่ระบบได้ ยกตัวอย่างเช่น Ethylene Glycol, Mineral oils หรือ Organic solvents เป็นต้น

ปั๊มประเภทนี้เหมาะสำหรับการใช้งานในหลายอุตสาหกรรม โดยเฉพาะอุตสาหกรรมที่มีไอระเหยของสารปนเปื้อนสูง มีฝุ่นละอองหรือสิ่งสกปรกปนเปื้อน หรือสภาวะที่มีความชื้นสูง มีสารเคมีปนเปื้อน หรืออุณหภูมิสูง ยกตัวอย่างเช่น อุตสาหกรรมเคมี ปิโตรเคมี น้ำมัน อาหาร กระดาษ และ โรงไฟฟ้า

ประเภทของ Liquid Ring Pump

Liquid Ring Vacuum Pump แบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ

1. Single stage Liquid Ring Vacuum Pump เหมาะสำหรับอุตสาหกรรมที่ต้องการค่าสุญญากาศไม่ลึกมาก

2. Two stage Liquid Ring Vacuum Pump จะเหมาะสำหรับคนที่ต้องการค่าสุญญากาศแบบลึก ซึ่งจะทำได้อยู่ที่สูงสุด 33/1 mbarA

“NASH” Liquid Ring Vacuum Pump

NASH ถือเป็นผู้นำด้านปั๊มสุญญากาศแบบวงแหวนน้ำ (Liquid Ring) เรามีประสบการณ์มากกว่า 100 ปี ทำให้เราเข้าใจความต้องการของลูกค้าในการปรับปรุงประสิทธิภาพ (improve efficiency), ลดการใช้พลังงาน (reduce energy & utility consumption), ลดต้นทุนในการผลิต (reduce operating costs) ในขณะที่ยังคงประสิทธิภาพไว้

ซึ่งทางลูกค้ามั่นใจได้เลยว่า NASH มีความสามารถในการออกแบบและพัฒนา Liquid Ring Vacuum Pump รวมทั้งผสมผสานกับเทคโนโลยีที่ดีที่สุด เพื่อให้เหมาะสมกับกระบวนการผลิตของลูกค้ามากที่สุด

NASH ถูกนำเข้ามาใช้การกระบวนการผลิตในประเทศไทยมายาวนาน ในหลายอุตสาหกรรม เช่น น้ำมัน เคมี ปิโตรเคมี อาหาร ไฟฟ้า กระดาษ และอื่นๆ โดยทางเราพร้อมบริการให้ข้อมูลทางเทคนิค การออกแบบที่เหมาะสมกับระบบ การใช้งาน การดูแลรักษาจนถึง รวมทั้งบริการหลังการขาย โดยทีมงานวิศวกรและฝ่ายบริการที่มีประสบการณ์และความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน

ในปัจจุบัน มีเพียงทางบริษัท Process Technology and Services (PTS) เป็นตัวแทนจำหน่ายอย่างเป็นทางการ (Authorize Agent) ของ NASH ในประเทศไทยเท่านั้น เราทำงานร่วมกับ NASH ใน Singapore เพื่อดูแลลูกค้าในประเทศไทย

For more information, please contact us.

E-mail: [email protected]

Tel: 038-631272, 082-6635266 (K.Ice)

5 เทรนด์โลกธุรกิจและอุตสาหกรรมในปี 2023

0
แนวโน้ม 5 อย่างของธุรกิจในปี 2023
แนวโน้ม 5 อย่างของธุรกิจในปี 2023

อย่างที่ทราบกันดีครับ ว่าหลังจากการมาของโรคไข้หวัด Covid-19 ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ระดับโลกที่เรียกว่าระดับ World Change ซึ่งการเปลี่ยนแปลงนั้นกระทบอย่างมากทั้งในภาคเศรษฐกิจ การเงิน และการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีอย่างมาก (Digital Transformation) ทำให้พฤติกรรมทั้งในฝั่งของผู้บริโภค บริษัท และโรงงานเปลี่ยนไปอย่างมาก นอกจากนี้ยังมีปัจจัยเรื่องสงคราม รัสเซีย-ยูเครน ที่ส่งกระทบต่อหลายๆ Supply Chain

นั้นแปลว่าเราจะหลีกเลี่ยงไม่ได้เลยที่จะต้องรับมือกับคลื่นแห่งความเปลี่ยนแปลงและความท้าทายใหม่ๆที่โถมเข้ามาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งในบทความนี้นายช่างมาแชร์ก็ขอพาไปดู 5 เทรนด์โลกกธุรกิจและอุตสาหกรรมที่จะเกิดขึ้นในปี 2023 กันครับ

1. การเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล และโรงงานอุตสาหกรรมยุค 5.0 ที่เร็วขึ้น

เราอาจจะมีคำพูดที่ติดตลกว่า Digital Transformation เปลี่ยนแปลงโดยใคร ไม่ใช่ CEO ไม่ใช่รัฐบาล หรือผู้บริหารระดับสูง ที่ไหนแต่เป็น Covid-19 นั่นเอง ซึ่งการเปลี่ยนแปลงนั้น เป็นการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วและกระทันหันมากๆ ยกตัวอย่างเช่น ก่อน Covid-19 มายังแทบไม่มีใครเลยที่ประชุมออนไลน์ แต่พอมีการแพร่ระบาดเกิดขึ้น เกิดการกักตัว และ Work from Home มาวันนี้ทุกๆประชุมแทบจะผ่านออนไลน์ทั้งสิ้น

ไม่เพียงแค่การประชุมออนไลน์เท่านั้นที่มีการเปลี่ยนแปลง แต่ยังมีทั้งเทคโนโลยี ปัญญาประดิษฐ์ (AI), อินเทอร์เน็ตของสรรพสิ่ง (IoT), เทคโนโลยีเสมือนจริงและความเป็นจริงเสมือน อย่าง Virtual Reality (VR) และ Augmented Reality (AR) , เทคโนโลยี Cloud Computing, บล็อกเชน (BlockChain), สกุลเงินคริปโต (Cryto Currency), หุ่นยนต์ (Cobot) และเครือข่ายความเร็วสูง เช่น 5G เป็นต้น ที่พลิกโฉมและเรียกว่าเป็นกุญแจสำคัญสู่ชัยชนะในธุรกิจเลย

AI Robot Machine Learning Wallpaper

ดังนั้นแน่นอนว่า ใครที่เปลี่ยนแปลงไวกว่าก็ได้เปรียบกว่า !! ดังนั้นจึงกลายเป็นความกังวลและความกลัวของหลายๆภาคร้าน และโรงงานที่จะต้องพ่ายแพ้ในเกมส์นี้ไป ดังนั้นทุกธุรกิจและโรงงานจึงต้องทำ Digital Transformation องค์กรอย่างจริงจัง เพื่อคว้ากุญแจแห่งชัยชนะมาครองให้ได้ แต่การเปลี่ยนแปลงก็ต้องขับเคลื่อนไปทั้งองค์กร ให้ไปสู่จุดที่สามารถสร้าง  “องค์กรอัจฉริยะ” (Intelligent Enterprises) ขึ้นมาได้ โดยจะเป็นองค์กรที่มีระบบและกระบวนการทำงานผสานรวมเข้าด้วยกัน สามารถทำงานให้สําเร็จลุล่วงด้วยวิธีที่มีประสิทธิภาพสูงสุด

นอกเหนือจากเทคโนโลยีที่กล่าวถึงไปด้านบนแล้ว อีกเทรนด์ที่เกี่ยวข้องกับ Digital Tranformation เช่นกันก็คือ ในแง่ของการทำ Digital Marketing แบบต่างๆ ทั้งในส่วนของ Website , Platform, Social media หรือ Influener Marketing ที่มีผลกระทบในแง่มุมการตลาดและการสร้าง Brand Royalty ที่สามารถสร้างยอดขายและรักษาฐานลูกค้าได้อย่างยอดเยี่ยม

2. อัตราเงินเฟ้อสูง ธุรกิจต้องหาวิธีลดต้นทุน และ DIY

เงินเฟ้อ (Inflation) ยังถือเป็นหนึ่งในปัญหาของเศรษฐกิจ แม้ว่านักเศรษฐศาสตร์หลายๆคนจะคาดว่า “อัตราเงินเฟ้อของหลายประเทศรวมถึงไทยได้ผ่านจุดพีคไปแล้ว” แต่ความเสี่ยงที่ “เงินเฟ้อจะค้างอยู่ในระดับสูง” ก็ยังคงอยู่ ท่ามกลางความไม่แน่นอนต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการเปิดประเทศของจีนที่มาเร็วกว่าคิด และสงครามในยูเครนที่ยืดเยื้อโดยเฉพาะเมื่อรัสเซียเป็นหนึ่งในผู้ส่งออกรายใหญ่ รวมไปถึงการที่กลุ่ม OPEC เดินหน้าตามแผนลดกำลังการผลิตน้ำมัน ล้วนแต่เป็นผลให้ต้นทุนสูงขึ้น จึงอาจทำให้ธนาคารกลางต้องปรับขึ้นหรือคงอัตราดอกเบี้ยในระดับสูงต่อไป

Cost saving เงิน

อย่างที่กล่าวไปแล้วธนาคารกลางทั่วโลกหันไปใช้มาตร “การปรับอัตราดอกเบี้ยขาขึ้น” นอกจากจะแก้ปัญหาภาวะเงินเฟ้อไม่ได้ กลับยังเพิ่มภาระต้นทุนให้ผู้ประกอบการ

ซึ่งเทรนด์ธุรกิจและอุตสาหกรรมที่จะเกิดขึ้นในปี 2023 จะได้เห็นความพยายามที่หลายๆธุรกิจในการ “ลดต้นทุน (Cost Saving) และพยายามจะปรับราคาสินค้าแบบไม่ให้ขึ้นแบบก้าวกระโดด” หนึ่งในนั้นคือ การมองหา Supply Chain ที่ธุรกิจสามารถควบคุมได้ เพื่อแก้ปัญหา Supply ขาดแคลน ไม่ว่าจะเป็นการมองหา Supplier รายอื่นๆ ที่มีราคาใกล้เคียงกับรายเดิมที่เคยใช้ หรือหันมาพึ่งพาตัวเองมากขึ้น (DIY) ซึ่งจะช่วยให้สามารถควบคุมต้นทุนได้

หากมาตรการต่างๆ ที่ออกมาเพื่อหยุดภาวะเงินเฟ้อยังไม่ประสบความสำเร็จ ภาวะเศรษฐกิจถดถอยก็คงมีโอกาสชัดเจนมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะอัตราดอกเบี้ยที่จะยับยั้งชะลอการลงทุน และจะทำให้เศรษฐกิจหดตัวลง ขณะที่ผู้บริโภคอาจจะต้องรับภาระจากราคาสินค้าที่เพิ่มขึ้น และส่งผลให้ประสบปัญหาหนี้สินครัวเรือนที่เพิ่มมากขึ้นตามมาด้วย

3. ความยั่งยืนในธุรกิจ และ NetZero

คำว่า “ยั่งยืน” หรือ Sustainable เป็นอีกหนึ่งคำที่เราได้ยินบ่อยๆ ซึ่งกลายเป็นอีกหนึ่งเทรนด์ที่มีความสำคัญเพิ่มมากขึ้น ซึ่งจะยั่งยืนได้ จะประกอบด้วย 3 ด้านจากกลยุทธ กลยุทธ์ ESG เป็นหลักประกอบไปด้วย สิ่งแวดล้อม (Environment), สังคม (Social) และ กฎหมายนโยบาย (Governance) ซึ่งทั้งสามหัวข้อนี้มีการบังคับใช้กฏหมายใหม่ที่ส่งผลต่อต้นทุนและความเสี่ยงของธุรกิจโดยตรง

Net,Zero,2050,Carbon,Neutral,And,Net,Zero,Concept,Natural

โดยกลยุทธ์ ESG จะช่วยให้ธุรกิจสามารถ “ดูแลอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม” มากขึ้นและยังเป็นตัวช่วยเพิ่มอัตราการเติบโตของธุรกิจ ในยุคที่ผู้บริโภคตัดสินใจซื้อสินค้าที่มีส่วนช่วยอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม และยังสามารถตอบสนองต่อนโยบายของภาครัฐและให้ความร่วมมือกับกฎหมายใหม่ๆ ที่เกี่ยวข้องกับด้านสิ่งแวดล้อม และมูลค่าบริษัทที่ส่งผลกระทบตรงต่อ กลุ่มผู้ถือหุ้น (Investor) ที่มีการลงทุนกับบริษัทที่เป็นอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม หรือ Green Company

โดยเป้าหมาย คือ การมุ่งสู่ Net Zero คือการทำให้ทุกกิจกรรม “ไม่มีการปลดปล่อยมลพิษออกสู่สิ่งแวดล้อม” ทั้งการหันมาใช้พลังงานทางเลือกอย่าง Solar Cell หรือ การเปลี่ยนรถยนต์นองค์กรให้กลายเป็น EV (Electric Vechicle) รวมไปถึงการลดการปล่อยมลพิษ เพื่อนำมาหักลบกับกิจกรรมที่ไม่สามารถลดการปล่อยมลพิษขององค์กรได้ในรูปแบบของ Carbon Credit อีกด้วยครับ

4. ยกระดับประสบการณ์ด้วย Metaverse

Metaverse ที่ถูกมองว่าเป็นยุคต่อไปในโลกของ Internet ที่โดยมีเทคโนโลยี 3D อย่างเทคโนโลยี  VR และ AR เช่น ในร้านเสื้อผ้าบางแห่งใช้เทคโนโลยี AR มาช่วยให้ลูกค้าได้จำลองสวมใส่เสื้อผ้าผ่านระบบนี้, ในโรงงานอุตสาหกรรมที่สามารถเดินเข้าไปอยู่ในพื้นที่การผลิตเพียงแค่ใส่แว่น VR, การจำลองเครื่องจักรและการแยกชิ้นส่วนแบบ 3D ที่ทำให้เห็นภาพเครื่องจักรที่ซับซ้อนชัดขึ้น เป็นต้นครับ ซึ่งหากมองเทคโนโลยีกลุ่มพวกนี้ดีๆ ก็สามารถสร้างความสามารถในการแข่งขันได้อย่างดีเลยครับ

ซึ่งล่าสุดทาง Apple ก็ได้ออกแว่น Vission Pro ที่ยกระดับเทคโนโลยีแว่น VR เพื่อให้ทำงาน หรือ Entertainment ได้ดีขึ้นอย่างมากเลยครับ

เทคโนโลยี VR AR XR ในอุตสาหกรรม

5. ความท้าทายของตลาดงานแรงกดดันทั้งนายจ้างและลูกจ้าง

“ตลาดงาน” ในปี 2022-2023 มีความเคลื่อนไหวครั้งใหญ่ ทั้งจากการเหตุการณ์ “The Great Resignation” หรือ การพร้อมใจกันลาออกระลอกใหญ่ และ “Quiet Quitting” การทำงานเฉพาะในส่วนความรับผิดชอบของตัวเองเท่านั้น (อารมณ์แบบทำงานแค่ส่วนของตัวเองเพื่ออยู่รอดไปวันๆ) เพื่อ Work-Life Balance โดยยุคนี้เป็นยุคที่คนมีการเปลี่ยนแปลงงานบ่อยมากๆ จากผลวิจัย “PwC” เคยทำผลสำรวจแรงงาน จำนวน 52,195 คน ในจำนวนนี้อยู่ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก 17,992 คน ระบุว่า ปรากฏการณ์ “การลาออกครั้งใหญ่” จะยังคงอยู่และดำเนินต่อไป โดยในอีก 12 เดือนข้างหน้า มีแผนจะเปลี่ยนงาน, ขอขึ้นเงินเดือน, เลื่อนตำแหน่ง โดย 1 ใน 5 ของลูกจ้างมีแผนที่จะเปลี่ยนงานใหม่ในอีก 12 เดือนข้างหน้า และ 1 ใน 3 ต้องการขอขึ้นเงินเดือน และ 1 ใน 3 ต้องการขอเลื่อนตำแหน่ง

ดังนั้น “แรงกดดันที่เกิดขึ้นกับนายจ้าง หรือองค์กร” ในหลายมิติ ไม่ว่าจะเป็น การรักษาพนักงานที่มีความสามารถ (Talent Employee) จะยิ่งยากขึ้น ทำให้เกิดภาวะขาดแคลนแรงงานทักษะสูง หนึ่งในปัจจัยนึงก็มาจากเทคโนโลยี หรือแพลตฟอร์มต่างๆ ที่ทำให้ทั้งนายจ้าง และลูกจ้าง สามารถเข้าถึงกันได้ง่าย ทางลูกจ้างเลยไม่ได้มีความจำเป็นต้องอดทนเหมือนยุคก่อนๆ โดยทางลูกจ้างเองเค้าก็สามารถพิจารณาข้อมูลที่หามาได้อย่าง่ายได้ ตั้งแต่ค่าจ้าง (Salary), ความยืดหยุ่นในการทำงานและวัฒนธรรมองค์กร, ประสบการณ์และความก้าวหน้าในการทำงาน ตลอดจนการหา Skill เพิ่มเติมและการได้ใบรับรองจากการอบรมเพื่อไปต่อยอดสู่อาชีพใหม่ๆ อีกด้วยครับ

ดังนั้นทางบริษัทจึงต้องหามาตรการในการรักษาลูกจ้างที่เก่ง (Talent Employee) ให้อยู่กับองค์กรในทุกแง่มุม และเปรียบเทียบกับบริษัทคู่แข่งอยู่ตลอดเวลา

Reference : Marketingoops.com

========================================================

และหากเพื่อนๆสนใจเทคโนโลยี และนวัตกรรมใหม่ๆในอุตสาหกรรม สามารถมาพบกับได้ใน “งาน Mira and Subcon EEC 2023” งานแสดงเทคโนโลยีสำหรับอุตสาหกรรมภาคตะวันออก ด้านการบำรุงรักษา ระบบอัตโนมัติและหุ่นยนต์ และอุตสาหกรรมรับช่วงการผลิต

6-8 กันยายน 2566 ที่ ศูนย์ประชุมและแสดงสินค้านานาชาตินงนุช พัทยา จังหวัดชลบุรี

WebBanner_MiRA-SCT-1450x180

สนใจสอบถามการจองพื้นที่ : https://mira-event.com/2023/en/Exhibit_RequestForm.asp

รายละเอียดเพิ่มเติม:
Website: mira-event.com
Line: @miraevent

========================================================

#นายช่างมาแชร์ #IoT #Technology #MIRA #SUBCON

Bigdata และ AI คืออะไร ? และนำไปใช้ประโยชน์อะไรในอุตสาหกรรม

0
Robotics AI Technology wallpaper
Robotics AI Technology wallpaper

หากพูดถึงสุดยอดเทคโนโลยีล้ำสมัยที่มาแรงที่สุด และมีการนำมาประยุกต์ใช้ในทุกๆวงการทำงานนั้นคือ “เทคโนโลยี Bigdata และ AI” ซึ่งทางนายช่างเชื่อว่าเพื่อนๆหลายๆคนคงได้รู้จักและมีส่วนร่วมในการใช้งานหลายๆโปรแกรมที่ใช้ AI และ Bigdata ที่ได้สร้างความประหลาดใจถึงประสิทธิภาพและความแม่นยำของระบบนี้ และผมก็ยังเชื่ออีกว่า เพื่อนๆหลายๆคนอาจจะเข้าใจผิดเกี่ยวกับระบบนี้เช่นกัน

ดังนั้นวันนี้ทางนายช่างมาแชร์ จะขอมาแชร์เรื่อง Bigdata และ AI แบบฉบับเข้าใจง่ายและเห็นภาพกันว่า มันคืออะไร? และเอาไปใช้อะไรได้บ้าง และที่สำคัญ ณ วันนี้โลกโรงงานอุตสาหกรรมของเรา…ได้พัฒนาและนำไปประยุกต์ใช้กับงานอะไรกันบ้างแล้วครับผม

Bigdata และ AI ก็แค่วิชาสถิติและคณิตศาสตร์ ?

ก่อนอื่นของพาเพื่อนๆมาทำความรู้จักกับ Bigdata หรือ ข้อมูลขนาดใหญ่ และ AI หรือ ปัญญาประดิษฐ์ พอฟังสองคำนี้แล้วรู้สึกเหมือนกับว่ามันดันเป็นสิ่งที่ไกลตัวพวกเรามากๆเลยใช่มั้ยครับ…แต่จริงๆแล้ว Big data และ AI เป็นแค่เพียง “วิชาสถิติ และคณิตศาสตร์” แค่นั้นเองหรอ ?

ใช่ครับเพื่อนๆจริงๆแล้วเทคโนโลยีการคาดการณ์สุดแม่นยำ หรือ โปรแกรมการคำนวนที่แม่นยำที่สามารถสั่งหุ่นยนต์ให้มีความฉลาดล้ำโลกสุดๆ (แบบที่ไม่ต้องไปสั่งหุ่นยนต์ให้ทำงานเลย และหุ่นยนต์ก็สามารถเรียนรู้เองและเก่งขึ้นเรื่อยๆได้อีกด้วย) มาจากแก่นแท้ว่า….”ข้อมูลจริงและแม่นยำแค่ไหน?” เพราะหากคิดดีๆแล้ว หุ่นยนต์เวลาทำงาน จริงๆก็เป็นแค่ “หุ่น” เฉยๆเองครับ แต่สิ่งที่สามารถทำให้เค้าฉลาดได้ก็มาจาก “ข้อมูลที่ป้อนเข้าไปนั่นเอง”

แต่ทว่า “ข้อมูล (Data)” ที่ป้อนเข้าไปนั้น มันจะไม่ใช่การป้อนข้อมูลเข้าและให้หุ่นยนต์ทำงานตามการป้อนข้อมูลเข้าไปเหมือนแต่เดิมครับ ขอยกตัวอย่างการทำงานแบบคลาสิคก่อนนะครับ เช่น เราสั่ง “หุ่นยนต์ส่งของ” ให้เดินไปด้านหน้า 3 เมตร และเลี้ยวขวา 5 เมตร จากนั้นพอหุ่นยนต์ถึงที่กำหนดไว้ก็จะให้วางของลง โดยเราอาจจะกดเลข 3,5 เพื่อให้หุ่นยนต์ทำตามที่เราสั่งเข้าไปครับ ซึ่งหุ่นยนต์แบบคลาสสิคก็จะทำงานตามที่เราป้อนข้อมูลไป อันนี้ในมุมคณิตศาสตร์เรียกว่า การทำงานตามฟังก์ชั่นการทำงานด้วยโมเดล หรือสมการที่กำหนดไว้ y = f(x)

ความสัมพันธระหว่าง “สมการทางคณิตศาสตร์” กับ “Bigdata, AI”

แต่ทว่าโลกของคณิตศาสตร์ และสถิติ ตามทฤษฎีพื้นฐาน (ซึ่งไม่ใช่ พื้นฐานของใครหลายๆคน TT) เราสามารถสร้าง “สมการ หรือ โมเดล (Model) จากข้อมูลที่รับมาได้ด้วย ชุดข้อมูล (Data)” ซึ่งหมายความว่า “เครื่องจักรสามารถสร้างรูปแบบการทำงานใหม่ได้ตลอดเวลาและแม่นยำยิ่งขึ้นภายใต้ชุดข้อมูลที่มีขนาดมากพอและได้คุณภาพ” โดยคำว่าการสร้างโมเดลสมการ และการสร้างความแม่นยำของสมการจากชุดข้อมูล ตรงนี้แหละครับ คือ AI หรือ Artificial Intelligent

กลับมาในมุมคณิตศาสตร์นิดนึงนะครับ เช่น เรามีฟังก์ชั่น x ที่ y = f (x) = Ax^3 + Bx^2 + Cx +D ซึ่งสมมุติว่าเป็นชุดการทำงานของหุ่นยนต์ แต่เรายังไม่รู้ตัวแปรสัมประสิทธิ A,B,C,D ซึ่งเราสามารถหาได้จากการสุ่มค่า x, y ไปเรื่อยๆและแทนค่ากลับ (Trial and error) มาในสมการและดูว่าความแม่นยำ (Accurracy) ใกล้เคียงรึยัง ?

AI Robot Machine Learning Wallpaper

หลายๆคนอาจจะสงสัยว่า…จริงๆหลักการนี้มันก็แค่หลักการพื้นฐานเอง แล้วทำไม Big data และ AI ถึงยังไม่เกิดซักทีหละ ??

คำตอบนั้นคือ Hardware ทางคอมพิวเตอร์สมัยนี้มีความทรงพลัง รวดเร็ว และประมวลผลข้อมูลเยอะๆ ได้ !! แต่เมื่อก่อนทำไม่ได้ เพราะว่า สมการคณิตศาสตร์ในชีวิตจริง ไม่ใช่แค่ตัวแปรเดียว และมิติเดียว แต่เป็นตัวแปรและมิติที่มีจำนวนมาก ซึ่งจะต้องสร้างสมการพวกนี้ จากข้อมูลมหาศาล หรือ Bigdata นั้นเอง

ขอย้อนกลับไปที่หุ่นยนต์ส่งของแบบเดิมนะครับ แต่เดิมหุ่นยนต์เดินไป 3 เมตร 5 เมตรและวางของ แต่คำถามคือ มันคือวิธีที่ดีที่สุดหรือยัง? เพราะเราจำกัดขั้นตอนการทำงานของเจ้าหุ่นยนต์ตัวนี้ไว้แล้ว แต่จริงๆแล้วหากเราใช้ AI มาประยุกต์ใช้ เราอาจจะทดสอบให้หุ่นยนต์ทำงานหลายๆแบบ หรือเป็นการสร้างข้อมูลหลายๆแบบให้กับหุ่นยนต์ หลังจากนั้นด้วยระบบ AI เค้าจะคิดหาวิธีที่ดีกว่า แม่นยำกว่า และสร้างประสิทธิภาพของหุ่นยนต์ได้ดีกว่าเดิมในรูปแบบที่เราต้องคอยสั่งเรื่อยๆครับ

ปล. จากผู้เขียนนะครับ อันนี้อาจจะเป็นการยกตัวอย่างภาพรวมของ Bigdata , AI กับหลักการเชิงสถิติและคณิตศาสตร์ แต่จริงๆแล้วหลักการ big data และ AI จะแบ่งได้หลากหลายหมวดหมู่และหลายแบบมากๆนะครับ หากสนใจอาจจะลองไปศึกษาเพิ่มเติมกันนะครับ

การนำมาประยุกต์ใช้ของ Bigdata และ AI ในอุตสาหกรรม

หลังจากที่เราเข้าใจหลักการคร่าวๆ ของ Bigdata และ AI ว่ามันคืออะไรแล้ว ? เราลองไปดูกันครับว่าในปัจจุบันมีการนำระบบเหล่านี้มาประยุกต์ใช้อะไรแล้วบ้าง ? (ซึ่งจริงๆก็วงการนี้ไปกันไกลมากๆเลยครับ) ยกตัวอย่างจากในชีวิตประจำวัน เช่น โปรแกรมแต่งภาพ เปลี่ยนภาพคนเป็นการ์ตูนที่คล้ายกันมากๆ ที่เราเจอใน TikTok , หรือ Recommend Model ที่คอยเลือกเพลง หรือ หนัง ที่คิดว่าเราจะชอบได้อย่างตรงใจใน Spotifiy หรือ Netflix,

ส่วนในวงการอุตสาหกรรม ยกตัวอย่างเช่น การสร้าง Predictive Model ที่สามารถทำนายความเสียหายของเครื่องจักรในอนาคตได้อย่างแม่นยำ (กว่าการใช้ Standard และ ISO-10XXX ต่างๆ) , การทำนายราคาสินค้าและบอกจุดคุ้มทุนที่ดีที่สุด ต้นทุน-ราคาขาย , สินค้าคงคลัง , กำลังการผลิต ที่ทางโรงงานจะต้องตัดสินใจในการดำเนินธุรกิจ, ในภาคการผลิตและเครื่องจักรกล เช่น หุ่นยนต์ที่มีความฉลาดมากกว่าเดิม สามารถประกอบ ผลิตงานชิ้นส่วนได้ไวขึ้นและข้ามขีดจำกัดทำงานแบบเดิมๆไปได้ หรือ การต่อระบบ IoT ที่เชื่อมโยงเครื่องจักร ระบบการบริหาร ต้นทุน-ราคาเข้าด้วยกัน ถ้าให้เห็นภาพ คือ เช่นราคาน้ำมันในตลาดโลกมีการปรับราคาสูงขึ้น วาล์วและปั้มในโรงงานก็จะเปิดและทำงานได้มากขึ้นเพื่อเพิ่มกำลังการผลิตในโรงงานและแจ้งไปทางคนควบคุมและผู้บริหารว่า กำไรที่เพิ่มขึ้นเป็นเท่าไหร่ ; อาจจะดูเวอร์แต่ว่ามันเกิดขึ้นจริง หลายๆที่แล้วนะครับ

เทคโนโลยี VR AR XR ในอุตสาหกรรม

บทสรุป

สุดท้ายนี้อาจจะมีหลายๆคนกลัวการเข้ามาของ Big data และ AI จะทำให้หลายๆคนตกงาน และบางธุรกิจปรับตัวไม่ทันอาจจะสามารถเจ๊งได้เลย อันนี้ในมุมมองผู้เขียนนะครับ อาจจะต้องบอกว่า “จริง” แต่ด้วยระบบและกฏหมายเรื่องตกงานอาจจะทำได้ยากกว่าการปรับตัว Reskill เพิ่มศักยภาพการทำงานร่วมกับหุ่นยนต์ และได้ค่าแรงมากขึ้นกว่าเดิมด้วยครับ เพราะยังไงโรงงานก็จะต้องขยายตัวตามการเข้ามาของเทคโนโลยี

แต่ในแง่ของบริษัท หรือโรงงานถ้าหากไม่ปรับตัวอันนี้มีสิทธิ์ที่จะปิดกิจการสูงเลยครับ เพราะถ้าคู่แข่งสามารถนำเทคโนโลยีเข้ามาได้ประสิทธิภาพทางการผลิตจดเพิ่มขึ้น และสินค้าราคาของเค้าจะถูกลง ทำให้ความสามารถทางการแข่งขันสูงขึ้นนั้นเองครับ

ซึ่งถ้าหากใครสนใจอยากปรับตัว หรือหาเทคโนโลยีเครื่องจักรที่นำระบบ Bigdata และ AI เข้ามาประยุกต์ใช้แล้วละก็สามารถเข้าไปเยี่ยมชมงาน Mira and Subcon EEC 2023 งานแสดงเทคโนโลยีสำหรับอุตสาหกรรมภาคตะวันออก ด้านการบำรุงรักษา ระบบอัตโนมัติและหุ่นยนต์ และอุตสาหกรรมรับช่วงการผลิต ในวันที่ 6-8 กันยายน 2566 ที่ ศูนย์ประชุมและแสดงสินค้านานาชาตินงนุช พัทยา จังหวัดชลบุรี

WebBanner_MiRA-SCT-1450x180

สนใจสอบถามการจองพื้นที่ : https://mira-event.com/2023/en/Exhibit_RequestForm.asp

รายละเอียดเพิ่มเติม:
Website: mira-event.com
Line: @miraevent

#นายช่างมาแชร์ #IoT #Technology #MIRA #SUBCON

นวัตกรรมหุ่นยนต์ Invert Robotics ที่จะเปลี่ยนแปลงโลกของการตรวจสอบ

0
หุ่นยนต์นวัตกรรมตรวจสอบ N​ON-DESTRUCTIVE ROBOTIC INSPECTIONS AT A GLANCE
หุ่นยนต์นวัตกรรมตรวจสอบ N​ON-DESTRUCTIVE ROBOTIC INSPECTIONS AT A GLANCE

ในงานตรวจสอบด้วยวิธีการไม่ทำลาย หรือ NDT (Non-Destructive Testing) เป็นวิธีที่ยอดนิยมที่สุดในการตรวจสอบเนื้อวัสดุและชิ้นงาน ยกตัวอย่างเช่น การทำ PT, MT, UT, หรือ RT เป็นต้น แต่ว่าในการตรวจสอบหลายๆงานมักจะเป็นพื้นที่อับอากาศ หรือ เป็นพื้นที่ ที่มีลักษณะไม่กว้างมากนัก ทำให้คนทำงานมีความเสี่ยงที่จะเข้าไปตรวจสอบในพื้นที่นั้นๆครับ แต่ทว่าจะดีกว่ามั้ย ? ถ้าเกิดมีหุ่นยนต์ ซักตัว ที่สามารถทำงานตรวจสอบแทนคนในงานที่มีความสุ่มเสี่ยงตรงนี้ได้ ?

ในวันนี้นายช่างมาแชร์ จะขอมาแชร์อีกหนึ่งเทคโนโลยีใหม่ที่น่าสนใจ นั่นคือ “Invert Robotics” เป็นหุ่นยนต์ที่จะสามารถทำการตรวจสอบเนื้อวัสดุและชิ้นงาน แทนมนุษย์ ในพื้นที่เสี่ยง ที่สามารถตรวจสอบด้วย Visual Inspection, UT, Laser Surface Mapping, Holiday Test หรือ แม้กระทั้งปรับวิธีการตรวจสอบตามต้องการ (Customized NDT Tools) ได้อีกด้วย รายละเอียดการทำงานจะเป็นอย่างไร ความสามารถจะดีแค่ไหน และ ข้อดี-ข้อเสีย คืออะไร เราตามไปดูกันนะครับ

มาทำความรู้จักกับ “หุ่นยนต์ตรวจสอบ Invert Robotics” กันนะ

หุ่นยนต์ตรวจสอบถัง Invert Robotics ถือเป็นเทคโนโลยี และนวัตกรรมใหม่ที่มีความน่าสนใจเลยครับ โดยข้อดีหลักๆของเจ้าหุ่นยนต์ตัวนี้ คือ “ปลอดภัยกว่า , ดีกว่า และรวดเร็วกว่า” ซึ่งหุ่นยนต์อัจฉริยะตัวนี้สามารถเข้าไปทำการตรวจสอบแทนคนได้เลย โดยเฉพาะใน ถัง หรือ Vessel ต่างๆ โดยใช้เวลา Set-up เครื่องเพียง 20 นาที และสามารถออกรายงานการตรวจสอบได้ภายใน 72 ชม เท่านั้นเอง

โดยในบางอุตสาหกรรมที่ต้องการความสะอาดมากๆ อย่างเช่น โรงงานผลิตอาหาร และยา ปัญหาเดิมๆที่มี คือ การที่จะเข้าไปตรวจสอบโดยคนแต่เดิม จะต้องตั้งนั่งร้าน (Scaffolding) ภายในเพื่อเข้าไปตรวจสอบ และใช้วิธีการตรวจสอบแบบ PT (Penetration Testing) ซึ่งจะทิ้งคราบน้ำยาต่างๆไว้บนตัวถัง อีกทั้งความสะอาดของคนที่เข้าไปตรวจสอบก็เป็นประเด็นอีก

ดังนั้นพอมีการเข้ามาของ Invert Robotics ปัญหาพวกนี้ก็จะหมดไปทันทีเพราะหุ่นยนต์ตัวนี้จะเข้าไปไต่ถังด้านในของเราด้วยระบบยึดเกาะตัวถังของหุ่นยนต์ที่ได้มาตรฐาน โดยที่ไม่ต้องใช้คนเข้าไปเลย และมีเครื่องมือการตรวจสอบที่ครบครันตั้งแต่ กล้องความละเอียดสูงในการตรวจสอบด้วยสายตา หรือเครื่องมือทาง NDT ต่างๆ ดังนั้นในเรื่องของความสะอาด และความปลอดภัย จะยิ่งตอบโจทย์มากๆเลยครับ

งั้นเราลองมารับชมภาพรวมของเจ้าหุ่นยนต์ Invert Robotics แบบ 360 องศา ตามวีดีโอด้านล่างกันนะครับ

วีดีโอแสดง “ภาพ 360 องศา” ของหุ่นยนต์ Invert Robotics รุ่น V-1800

ความสามารถของหุ่นยนต์ Invert Robotics

หลังจากที่เรารู้หน้าที่ รวมถึงประโยชน์ของเทคโนโลยีหุ่นยนต์ Invert Robotics กันแล้ว เด่วเราลองไปดูกันว่าเจ้าหุ่นยนต์ตัวนี้ทำอะไรได้บ้าง ? โดยเริ่มจาก

1. REMOTE VISUAL INSPECTION

ความสามรถในการตรวจสอบแรก คือ การตรวจสอบด้วยสายตา หรือ Visual Inspection นะครับ โดยหุ่นยนต์ Invert Robotics จะมาพร้อมกับกล้องความละเอียดสูง 30x optical zoom, ความแม่นยำสูงระดับ Sub-millimetre, กล้องถ่ายภาพ และวีดีโอ ติดตั้งอยู่บนฐานของหุ่นยนต์ที่สามารถสั่งการได้จากระบบ Remote โดยกล้องตัวนี้สามารถตรวจสอบความไม่สมบรูณ์ (Defect) หรือ รอยแตก (Crack) ได้ถึง 65 ไมครอน (0.065 mm) ซึ่งแน่นอนว่า “ดีกว่าตาคนตรวจสอบแน่นอน” ครับผม

Specification :

  • Live streaming and fully recorded HD feed
  • 1920 x 1080 resolution at 30 fps
  • 30x optical zoom + additional digital zoom capability
  • Integrated diffused lighting: detect 65-micron defects up close or 2 mm defects from > 10 m
  • Operational temperature range: 0°C to 50°C
  • Real-time streaming
  • Integrated lighting

Platform :

  • V-Series – Utilizing Vacuum System
  • H-Series – Utilizing Hybrid System (Vacuum and Magnetic)
  • M-Series – Utilizing Magnetic System

ดาวน์โหลดเพิ่มเติม : Remote Visual Inspection Product Sheet

2. ULTRASONIC TESTING PROBE

สำหรับรายการนี้จะไปการตรวจสอบด้วยวิธี Ultrasonic Test หรือ UT โดย Probe จะติดตั้งอยู่บนตัวหุ่นยนต์ โดยการตรวจสอบวิธีนี้สามารถ วัดความหนาของวัสดุ (Thickness Measurement) , B-Scans, การตรวจสอบความสมบรูณ์รอยเชื่อม (Weld Inspection) และ Efficient Grid Mapping สำหรับพื้นที่ใหญ่ๆ

  • Delivers ultrasonic A- or B-scan
  • Probe holder is actuated to provide optimal positioning
  • Includes integrated position encoder and couplant pump
  • Compatible with industry standard single crystal and dual crystal equipment
  • Direct connection to Olympus 38DL Plus for data collection
  • Integration of other UT systems are possible upon request

ดาวน์โหลดเพิ่มเติม : Ultrasonic Testing Product Sheet

3. LASER SURFACE MAPPING

สำหรับ “การประเมินขนาด (Dimension) ของความไม่สมบรูณ์ (Defect)” เช่น รอยบุบ (Denting), รอยแผลหลุม (Pitting), หรือ รอยขีดข่วน (Scratches) ที่แม่นยำ จะใช้เทคโนโลยีตรวจสอบที่เรียกว่า 2D Scanning ซึ่งจะสามารถสร้างภาพจำลอง 3D Profile ทั้งผิวด้านใน และผิวด้านนอก ที่มีความแม่นยำสูง โดยไม่ต้องเอาคนเข้าไปวัดเหมือนแต่ก่อนเลยครับ

  • Highly accurate measurements (reference resolution: 4 µm)
  • Software algorithms simplify surface profile measurements
  • Real-time 3D visualization

ดาวน์โหลดเพิ่มเติม : Laser Surface Mapping Product Sheet

4. SPARK / HOLIDAY TESTING

สำหรับฟังก์ชั่นนี้อาจจะเหมาะสมกับ “งานเคลือบผิว หรืองานสี (Coating & Paiting)” ด้วยการตรวจสอบที่เรียกว่า “Holiday Testing” โดยการใช้ ศักย์ไฟฟ้า สูง-ต่ำ จ่ายเข้าไปเนื้อชิ้นงานเพื่อดูความต่อเนื่องของสารที่เคลือบผิวไว้ (High-Low Voltage Spark Testing) โดยสามารถตรวจสอบความไม่สมบรูณ์ตามด้านล่างได้ครับ

  • Pinholes
  • Voids
  • Cracks
  • Thin spots
  • Contaminants

ดาวน์โหลดเพิ่มเติม : Holiday Testing Product Sheet

5. CUSTOMIZED NDT TECHNOLOGY – ให้เหมาะสมกับการใช้งาน

นอกจากนี้แล้วเจ้าหุ่นยนต์ Invert Robotics นี้ยังสามารถที่จะปรับอุปกรณ์ตรวจสอบ หรือเครื่องมือต่างๆ ให้เหมาะสมตามการใช้งาน มาตรฐาน หรือข้อกำหนดต่างๆ ได้บนหลังของหุ่นยนต์ตัวได้เลยนะครับ โดยน้ำหนักของเค้าที่รับได้จะอยู่ที่ 5 kg

บทสรุป ข้อดี-ข้อเสีย

ถ้าหากสรุปอีกครั้งหุ่นยนต์ Invert Robotics ก็เป็นหุ่นยนต์ที่เป็น “นวัตรกรรม” ที่มาทำงานแทนคน โดยสามารถทำงานปลอดภัยกว่า ดียิ่งกว่า และรวดเร็วยิ่งขึ้น นะครับ

หากเพื่อนๆสนใจเจ้าหุ่นยนต์ตัวนี้อยากจะทดลอง และทดสอบก็สามารถติดต่อไปทาง “บริษัท Synergy Services” เพื่อขอทดลอง Demo กันได้เลยนะครับ

Synergy Banner - Invert Robotic_Jun 2023


ติดต่อทาง: คุณเครน , Technical and Sales Engineer
Tel: 065-414-4814
Email: [email protected]


Website: www.synergyservices.co.th
Facebook: https://www.facebook.com/synergycoolingtower
LinkedIn: https://www.linkedin.com/company/synergyservicesth
LINE official: https://page.line.me/synergyservices

#นายช่างมาแชร์

5 เทคโนโลยีน่าจับตามองในอุตสาหกรรม ปี 2023

0
AI Robot Machine Learning Wallpaper
AI Robot Machine Learning Wallpaper

จากการมาของเทคโนโลยีที่ร้อนแรงอย่าง Digital Disruption ซึ่งสามารถลดต้นทุน และเพิ่มประสิทธิภาพให้แก่โรงงานอุตสาหกรรมได้อย่างมหาศาล ดังนั้นวันนี้ทางนายช่างมาแชร์จะขอมาแชร์ 5 เทคโนโลยีน่าจับตามองในปี 2023 ในโรงงานอุตสาหกรรมของเรากันครับ เพื่อที่จะก้าวเข้าสู่โรงงานอุตสาหกรรมยุค 5.0 กันนะครับผม

1. Artificial Intelligence (AI) , Machine Learning (ML) และ Big Data

เทคโนโลยี Artificial Intelligence (AI) และ Machine Learning (ML) ยังคงมีการพัฒนาและนำมาใช้ในอุตสาหกรรมอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจริงๆแล้ว AI และ Machine Learning ไม่ใช่หุ่นยนต์ หรือสัตว์ประหลาดแต่อย่างใด แต่จริงๆคือ “การวิเคราะห์ข้อมูล” ปริมาณมากเพื่อนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์มากที่สุด คล้ายๆกับเราเอาข้อมูลปริมาณมากๆ (Big data) ไปป้อนหรือไปสอน ให้โปรแกรม เครื่องมือ เครื่องจักร ไปเรียนรู้ หลังจากนั้นเค้าจะบอก The best solution ผ่าน model ต่างๆในการให้คำตอบของเราครับ

ยกตัวอย่างใกล้ๆ เช่น Netflix ที่มีการทำนายหนังที่เราชอบ หรือ พวก Sensor ตรวจสอบการผลิตในโรงงานอุตสาหกรรมที่เอาข้อมูลภาพต่างๆมาเรียนรู้และคอยตรวจสอบสินค้าให้แม่นยำมากยิ่งขึ้น ซึ่งที่พูดมาจะสื่อว่า AI และ ML อยู่ใกล้ตัวเรามากๆเลยนะครับ ซึ่งวันนี้ เวลานี้ เราต้องปรับตัวและเรียนรู้กับเรื่องพวกนี้แล้วนะครับ

อ่านเพิ่มเติม : Bigdata และ AI คืออะไร ? และนำไปใช้ประโยชน์อะไรในอุตสาหกรรม

2. Internet of Things (IoT)

เทคโนโลยี Internet of Things (IoT) หรือ “อินเตอร์เน็ตในทุกสิ่ง” คือ การที่สิ่งต่างๆ ถูกเชื่อมโยง เชื่อมต่อ ทุกสิ่งทุกอย่างเข้าสู่โลกอินเทอร์เน็ต ทำให้ผู้ใช้งานสามารถสั่งการ ควบคุมเฝ้าดู การใช้งานอุปกรณ์, เครื่องจักรต่างๆ ผ่านระบบอินเตอร์เน็ตได้นั่นเองครับ 

หลายคนอาจจะสงสัยว่า ??? แล้วในเมื่ออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ส่วนใหญ่ทุกวันนี้ก็สามารถเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตได้แล้วมันจะเป็นเทคโนโลยีใหม่ได้อย่างไร ถ้าจะอธิบาย IoT ให้เข้าใจง่าย คือ การที่อุปกรณ์ทุกอย่างมีการเชื่อมต่อเข้าด้วยกัน มีสื่อสารพูดคุยกัยระหว่างอุปกรณ์กันและสามารถทำงานร่วมกันได้เลยโดยที่ตัวคนใช้ หรือ มนุษย์อย่างเราๆแทบจะไม่ต้องไปยุ่งกับ อุปกรณ์เหล่านั้นเลยครับ 

เทคโนโลยีการเชื่อมต่อ IoT กุญแจสำคัญสู่โรงงานอุตสาหกรรม 4.0
เทคโนโลยีการเชื่อมต่อ IoT กุญแจสำคัญสู่โรงงานอุตสาหกรรม 4.0

หากให้เห็นภาพมากยิ่งขึ้น อุปกรณ์ IoT บนสมาร์ทโฟนจะสามารถสั่งการเครื่องใช้ไฟฟ้า เช่น ทีวี แอร์ ประตูไฟฟ้าอัตโนมัติ ในบ้านของ ให้เปิด-ปิด และทำงาน โดยแค่เราเดินเข้าบ้านมาโดยไม่ต้องยกมือถือขึ้นมาจิ้มซักครั้งเดียว

อ่านบทความเพิ่มเติม : เทคโนโลยีการเชื่อมต่อ IoT กุญแจสำคัญสู่โรงงานอุตสาหกรรม 4.0

3. เทคโนโลยีบล็อกเชน (Blockchain)

อาจจะเกริ่นด้วยคำนี้ก่อนนะครับว่า บล็อกเชน (Blockchain) ไม่ใช่ เงินดิจิตอลคริปโต (Crypo Currency) นะครับ และระบบนี้มีการใช้ในหลายๆบริษัท และหลายๆกระบวนการแล้วด้วย แต่แล้วมันคืออะไรกันหละ ดูเหมือนจะไกลตัว..แต่จริงแล้ว ใกล้มากๆ เด่วนายช่างมาแชร์ ขอมาเล่าแบบเข้าใจง่ายๆ กันครับ

ระบบ บล็อกเชน หรือ Blockchain เป็น “เทคโนโลยีที่ใช้ในการบันทึกและยืนยันข้อมูลที่มีความปลอดภัยและโปร่งใส” (พูดง่ายๆคือ ทุกคนสามารถมองเห็นได้หมด และเข้าไปแก้ไขแทบไม่ได้เลย!!! – เลยมีคนนำไปสร้างเป็นระบบการเงินไร้ตัวกลางอย่าง เงินคริปโต นะครับ)

ภาพตัวอย่างของการทำงานของระบบ BlockChain ขอบคุณภาพจาก allerin.com

โดยรายละเอียดมีลักษณะ “เป็นรายการข้อมูลที่ถูกเขียนต่อท้ายกันแบบกำหนดเงื่อนไขเฉพาะ” และ “เมื่อถูกเขียนแล้ว ไม่สามารถแก้ไขหรือลบได้” โดยข้อมูลที่ถูกบันทึกในบล็อกเชนจะถูกเก็บไว้ในรูปแบบบล็อกที่เชื่อมต่อกันเป็นเครื่องหมาย (hash) ซึ่งทำให้ข้อมูลในบล็อกแต่ละบล็อกมีความสัมพันธ์กับบล็อกก่อนหน้า

Block Chain สามารถใช้ในการทำธุรกรรมและการแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างฝ่ายเกี่ยวข้องโดยตรง โดยไม่ต้องผ่านกลางใด ๆ เช่น ธนาคาร หรือสำนักงานกลาง ซึ่งทำให้เกิดความปลอดภัยและโทรมาตรฐานในการทำธุรกรรม บล็อกเชนกำลังเริ่มใช้งานอย่างแพร่หลายในหลายสาขาอุตสาหกรรม เช่น การเงินและการซื้อขายสินทรัพย์ (มีใช้เยอะมาก และลดการคอรัปชั่นได้เยอะมาก), ธุรกิจการส่งสินค้า, การเชื่อมต่ออุปกรณ์อินเทอร์เน็ตของสรรพสิ่ง (IoT), และสำนักงานราชการและบริการอื่น ๆ นะครับ

4. เทคโนโลยี Extended Reality (XR)

เทคโนโลยี Extended Reality หรือเรียกสั้นๆว่า XR เป็นคำทั่วไปที่ใช้ในการพูดถึงการรวมกันของเทคโนโลยีเสมือนจริง Virtual Reality, VR กับ Augmented Reality, AR ซึ่งกลายมาเป็น Mixed Reality, MR เพื่อ “สร้างประสบการณ์ที่รวมระหว่างโลกความเป็นจริงและโลกเสมือนs ให้ผู้ใช้สามารถเข้าถึงสิ่งต่าง ๆ ในโลกเสมือนอย่างที่คุณสมบัติเพิ่มเติมได้

– โลกเสมือนจริง (Virtual Reality ,VR)

เป็นการสร้างสภาพแวดล้อมที่จำลองโลกเสมือนจริงที่ผู้ใช้สามารถพลตาสมความเป็นจริงในสภาพแวดล้อมที่สร้างขึ้นได้ โดยมักใช้หน้าจอหรือแว่นตา VR เพื่อสร้างประสบการณ์ที่มีความเข้ากับการเคลื่อนไหวและปฏิสัมพันธ์กับสิ่งต่าง ๆ ในโลกเสมือน

– เสริมเติมเสริม (Augmented Reality ,AR)

เป็นการเพิ่มเติมข้อมูลและภาพกราฟิกเสริมลงในโลกความเป็นจริง ทำให้ผู้ใช้สามารถมองเห็นสิ่งต่าง ๆ ในสภาพแวดล้อมที่จริงพร้อมกับข้อมูลเสริมที่ปรากฏบนหน้าจอ แอปพลิเคชันพกพาบนสมาร์ทโฟนหรือแว่นตา AR สามารถใช้ในการพรางภาพ 3D, แสดงข้อมูลทางเทคนิคหรือข้อมูลสถานที่และวัตถุที่ติดตั้งรหัส QR เป็นต้นนะครับ

ซึ่งในอุตสาหกรรมก็มีใช้หลายๆงานนะครับ ยกตัวอย่างในการสร้างภาพเสมือน หรือจำลองโรงงาน ผ่านโปรแกรม 3D Cad ต่างๆ ครับ

5. นวัตกรรม Quantum Computing

เป็นเทคโนโลยีทางคอมพิวเตอร์ที่ใช้ “หลักการของกฎควอนตัม” (Quantum Theoty) เพื่อดำเนินการคำนวณและแก้ปัญหาที่ซับซ้อนอย่างรวดเร็วมากขึ้นอย่ามหาศาลเลยครับ ซึ่งโดยปกติในคอมพิวเตอร์ที่เราใช้งานกันแบบดิจิตอลทั่วไป จะใช้หลักการของบิต (bit) ซึ่งมีสถานะเป็น 0 หรือ 1 ในเวลาใดเวลาหนึ่ง

แต่ใน “คอมพิวเตอร์ควอนตัม” เทคโนโลยีใช้หลักการของ “ควอนตัมบิต (qubit)” ที่สามารถอยู่ในสถานะซึ่งเป็นค่าเป็นศูนย์และหนึ่งพร้อมกัน และยังมีคุณสมบัติทางควอนตัมเช่น การกระทำเอนไทง์เกต (Entanglement) และการการ์ฟิน (Superposition) ที่ทำให้คอมพิวเตอร์ควอนตัมสามารถดำเนินการคำนวณพร้อมกันได้อย่างมหาศาล (ทำให้การคำนวณ ประมวลผลต่างๆ ไวขึ้นกว่าเดิมมากๆ) ซึ่งสามารถเอาใช้ประโยชน์ในการแก้ปัญหาที่ซับซ้อน เช่น การสร้างรหัสแฟ้มคริปโต (Cryptography) หรือการจำลองวัสดุ (Material Simulation) ในงานวิศวกรรม ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ควอนตัมยังอยู่ในระหว่างการพัฒนาและการวิจัยอย่างต่อเนื่อง และยังมีความเป็นไปได้ที่จะ “เปลี่ยนแปลงวิธีการคำนวณและให้ความสามารถในการแก้ปัญหา ที่ปัญาไม่สามารถทำได้มาก่อน!! ” ด้วยคอมพิวเตอร์ปัจจุบันครับ

========================================================

และหากเพื่อนๆสนใจเทคโนโลยี และนวัตกรรมใหม่ๆในอุคสาหกรรม สามารถมาพบกับได้ใน “งาน Mira and Subcon EEC 2023” งานแสดงเทคโนโลยีสำหรับอุตสาหกรรมภาคตะวันออก ด้านการบำรุงรักษา ระบบอัตโนมัติและหุ่นยนต์ และอุตสาหกรรมรับช่วงการผลิต

6-8 กันยายน 2566 ที่ ศูนย์ประชุมและแสดงสินค้านานาชาตินงนุช พัทยา จังหวัดชลบุรี

WebBanner_MiRA-SCT-1450x180

สนใจสอบถามการจองพื้นที่ : https://mira-event.com/2023/en/Exhibit_RequestForm.asp

รายละเอียดเพิ่มเติม:
Website: mira-event.com
Line: @miraevent

========================================================

#นายช่างมาแชร์ #IoT #Technology #MIRA #SUBCON

แนวโน้มเศรษฐกิจในกลุ่ม EEC ในปี 2565

0
Aerial view of the Map Ta Phut ports and petrochemical plants, which handle liquid materials and natural gas, in Eastern Economic Corridor, Rayong, Thailand.
Aerial view of the Map Ta Phut ports and petrochemical plants, which handle liquid materials and natural gas, in Eastern Economic Corridor, Rayong, Thailand.

หลายๆคนอาจจะเคยได้ยินคำว่า EEC บ่อยๆ แต่อาจจะสงสัยว่าจริงๆ คืออะไร ? โดยโครงการ EEC หรือ ชื่อเต็มคือ “Eastern Economic Corridor” เป็นโครงการภายใต้พระราชบัญญัติเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออกที่ประกาศเริ่มใช้ในปี 2561 ชื่อไทยคือ “โครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก” โดยต่อยอดความสำเร็จมาจากโครงการแผนพัฒนาเศรษฐกิจภาคตะวันออก Eastern Seaboard ที่ดำเนินการมาตลอดระยะเวลา 20 ปี ซึ่งโครงการ EEC นี้ส่งผลหลายประการต่อเศรษฐกิจในภาคตะวันออกของประเทศไทยอย่างมากเลยนะครับ

โดยมีเป้าหมายอย่างไร คือ การส่งเสริม การลงทุนซึ่งจะเป็นการยกระดับอุตสาหกรรมของประเทศเพิ่มความสามารถในการแข่งขันและทำให้ เศรษฐกิจของไทยเติบโตได้ในระยะยาว โดยในระยะแรกจะเป็นการยกระดับพื้นที่ในเขต 3 จังหวัดคือ ชลบุรี, ระยอง, และ ฉะเชิงเทรา

โดยมีโครงการพื้นฐานขนาดใหญ่หลายๆโครงการ เช่น โครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน, โครงการพัฒนาท่าเรืออุตสาหกรรมมาบตาพุด ระยะที่ 3, และโครงการจัดตั้งนิคมอุตสาหกรรมสมาร์ท ปาร์ค เป็นต้นนะครับ

ส่วนวันนี้ทางนายช่างมาแชร์จะขอมา Update ว่าแนวโน้มเศรษฐกิจนี้จะเป็นอย่างไรบ้าง ? ตามไปดูกันนะครับ

รายงานภาวะเศรษฐกิจไทยและ EEC ไตรมาสที่ 4 ปี 2565

1. ภาคการส่งออกสินค้า

“ขยายตัวแต่มีสัญญาณชะลอตัว” โดยคาดการณ์การส่งออกจะขยายตัวเหลือ 5.5 % ตามเศรษฐกิจของ ประเทศคู่ค้าที่มีแนวโน้มชะลอตัวต่อเนื่อง โดยภาคอุตสาหกรรมหลักในพื้นที่ EEC ได้แก่ ยานยนต์ และ อิเล็กทรอนิกส์ ส่งสัญญาณหดตัวในช่วงไตรมาส 4 และยังต้องติดตามแนวโน้มการชะลอตัวและ ความเสี่ยงจากการถดถอยทางเศรษฐกิจโลกและประเทศคู่ค้าอย่างใกล้ชิด ซึ่งเป็นปัจจัยกำหนดทิศทาง การฟื้นตัวของภาคการส่งออก

2. การบริโภคภาคเอกชน

“ขยายตัวได้ต่อเนื่อง” โดยคาดการณ์การบริโภคขยายตัวถึง 6.3 % เป็นผลมาจากรายได้ภาคเอกชนปรับ ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะภาคบริการท่องเที่ยวและรายได้เกษตรกร และตลาดแรงงานฟี้นตัวเข้าสู่ ระดับปกติก่อนการแพร่ระบาดโรค Covid-19 รวมถึงสถานการณ์การแพร่ระบาดที่คลี่คลายลง ทำให้ การใช้จ่ายมีแนวโน้มฟื้นตัวสู่ภาวะปกติ อย่างไรก็ดี ภาระหนี้สินครัวเรือนและภาคธุรกิจที่อยู่ในระดับสูงและอยู่ในช่วงดอกเบี้ยขาขึ้นจะเป็นข้อจำกัดต่อการเติบโตของการบริโภค

3. การลงทุนภาคเอกชน

“แนวโน้มขยายตัว” และมีผลคาดการณ์การลงทุนขยายตัวได้ 5.1 % โดยภาพรวมการลงทุน ในไตรมาส 4 ส่งสัญญาณชะลอตัวบ้างในการลงทุนหมวดเครื่องจักรและอุปกรณ์ และหมวดก่อสร้าง ทรงตัว ในขณะที่ราคาวัสดุก่อสร้างและต้นทุนที่ผ่านจุดสูงสุดแล้วและมีแนวโน้มชะลอลง อีกทั้ง การส่งเสริมอุตสาหกรรมเป้าหมายมีความคืบหน้ามากขึ้น และมีการขอรับการส่งเสริมการลงทุนในพื้นที่ EEC จำนวนทั้งสิ้น 637 โครงการคิดเป็นมูลค่าเงินลงทุน 3.6 แสนล้านบาท จะทำให้เกิดการลงทุนเพิ่มขึ้นในระยะข้างหน้า แต่ยังมีความเสี่ยงจากภาวะการส่งออกที่มีแนวโน้มชะลอลงอย่างต่อเนื่อง

4. จำนวนนักท่องเที่ยวต่างประเทศ

“แนวโน้มขยายตัวต่อเนื่องและกลับเข้าสู่ระดับปกติมากขึ้น” โดยคาดการณ์จำนวนนักท่องเที่ยวจาก ต่างประเทศ 11.2 ล้านคน มีปัจจัยสนับสนุนจากนโยบายการเปิดประเทศ โดยเฉพาะประเทศจีน และการเดินทางระหว่างประเทศที่กลับสู่ภาวะปกติมากขึ้น รวมถึงนโยบายเปิดรับนักท่องเที่ยวและการส่งเสริมการท่องเที่ยวของไทยที่มีอย่างต่อเนื่อง ทำให้ภาคการท่องเที่ยวฟื้นตัวได้ดีต่อเนื่อง

ปัจจัยเสี่ยงในระยะข้างหน้า

1. การชะลอตัวและความผันผวนของเศรษฐกิจโลก และการเคลื่อนย้ายเงินลงทุนระหว่างประเทศ

จาก การปรับข้ึนอัตราดอกเบ้ียนโยบายของประเทศ ต่าง ๆ ในขณะที่เศรษฐกิจโลกและคู่ค้าสาคัญต่างมี ความเส่ียงเศรษฐกิจชะลอตัว อีกทั้ง สถานการณ์ ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ยังมีความไม่แน่นอน สูง ซ่ึงจะเป็นอุปสรรคต่อการฟ้ นื ตัวทางเศรษฐกิจ มากข้ึน รวมถึงเกิดความผันผวนในตลาดการเงิน โลก

2. ภาระหนี้สินของภาคเอกชนอยู่ในระดับสูง และแนวโน้มภาระดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้น

ประกอบกับลูกหนี้ที่ได้รับความช่วยเหลือตามมาตรการพักชาระหนี้ จากผลกระทบจาก Covid-19 กำลังจะสิ้นสุดลง จะเป็นข้อจำกัดสำคัญต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ ภายในประเทศ โดยเฉพาะกลุ่มผู้ประกอบการ SME และผู้มีรายได้น้อย

3. การชะลอลงของการใช้จ่ายภาครัฐ และความไม่แน่นอนทางการเมืองหลังการเลือกตั้ง

โดยกรอบการใช้จ่ายภาครัฐมีทิศทางลดลงตาม “กรอบงบประมาณ” และการสิ้นสุด พรก. เงินกู้ Covid-19 และมาตรการช่วยเหลือค่าครองชีพที่ทะยอยสิ้นสุด นอกจากนี้สถานการณ์ทางการเมืองหลังการเลือกตั้งจะส่งผลต่อ กระบวนการจัดทางบประมาณรายจ่ายประจาปี เช่นกัน

Reference : https://www.eeco.or.th/

========================================================

และหากเพื่อนๆสนใจเทคโนโลยี และนวัตกรรมใหม่ๆในอุคสาหกรรม สามารถมาพบกับได้ใน “งาน Mira and Subcon EEC 2023” งานแสดงเทคโนโลยีสำหรับอุตสาหกรรมภาคตะวันออก ด้านการบำรุงรักษา ระบบอัตโนมัติและหุ่นยนต์ และอุตสาหกรรมรับช่วงการผลิต

6-8 กันยายน 2566 ที่ ศูนย์ประชุมและแสดงสินค้านานาชาตินงนุช พัทยา จังหวัดชลบุรี

WebBanner_MiRA-SCT-1450x180

สนใจสอบถามการจองพื้นที่ : https://mira-event.com/2023/en/Exhibit_RequestForm.asp

รายละเอียดเพิ่มเติม:
Website: mira-event.com
Line: @miraevent

========================================================

“5 ประเภทรองเท้านิรภัย Safety Shoe” ยอดนิยมในโรงงาน

0
"5 ประเภทรองเท้านิรภัย Safety Shoe" ยอดนิยมในโรงงาน
"5 ประเภทรองเท้านิรภัย Safety Shoe" ยอดนิยมในโรงงาน

ในชีวิตประจำวันของ “นายช่าง” แบบเราๆแล้ว คงปฏิเสธไม่ได้เลยว่าอุปกรณีคู่ใจ และต้องสวมใส่ตลอดเวลาคือ รองเท้านิรภัย หรือ Safety Shoe นะครับ ซึ่งในยุคนี้มีรองเท้านิรภัยหลากหลายแบบมากที่ผ่านการรับรองมาตรฐานความปลอดภัย และมีหลากหลายแบบมากๆเลยครับ สำหรับบทความนี้เราจะขอมาแนะนำการเลือกใช้รองเท้า Safety ให้เหมาะสมกับการใช้งานในแต่ละแบบของเพื่อนๆ กันนะครับ

สำหรับบทความนี้เราจะขอมาแนะนำ 5 รุ่นรองเท้านิรภัยคุณภาพที่คัดมาให้แล้วว่าเหมาะสมกับการใช้งานในแต่ละแบบของเพื่อนๆ ครับ

1. รองเท้านิรภัย “ทรงถึกทน” ใช้ยาวๆ ทนสุดๆ (ยอดนิยม)

รองเท้าเซฟตี้ จ็อกเกอร์ รุ่น BESTRUN

  • รองเท้าเซฟตี้หุ้มข้อ หัวเหล็ก มีแผ่นกันทะลุ หนังกันน้ำซึมเข้า 
  • รองเท้านิรภัยในอุดมคติสำหรับใช้งานได้ทุกสภาวะ เป็นรุ่นยอดฮิต ยอดขายทั่วโลกถล่มทลาย
  • คุณสมบัติครอบคลุม เป็นรองเท้าเซฟตี้หุ้มข้อที่ป้องกันได้ถึงระดับสูงสุด 
  • การันคุณภาพ ด้วยการรับรองมาตรฐาน S3, ISO 20345:2011 – ASTM F2413:2018 
  • ดูเพิ่มเติมและช้อปเลย คลิก

2. รองเท้าเซฟตี้ “ทรงสปอร์ต” มีสไตล์ เคลื่อนไหวคล่องตัว

รองเท้าเซฟตี้ทรงสปอร์ต ASICS รุ่น CP209

  • รองเท้านิรภัยทันสมัยดีไซน์สปอร์ต นำ้หนักเบา แต่ยังคงรับรองความปลอดภัยดีเยี่ยม
  • หัวรองเท้าคอมโพสิต ไฟเบอร์กลาส รับแรงกระแทก 150 จูล
  • ส้นของพื้นรองเท้ามีวัสดุรองรับแรงกระแทก “GEL” ซึ่งใช้ในรองเท้ากีฬาของ ASICS ช่วยรองรับแรงกระแทก และเป็นพื้นแบบ  SRB สามมิติรองรับส่วนโค้งของเท้า
  • มี Air Cushion Mesh ช่วยระบายความอับชื้น ขณะใช้งาน
  • การันคุณภาพ ด้วยการรับรองมาตรฐานญี่ปุ่น JIS T18101 Class S/ JSAA Class A
  • ดูเพิ่มเติมและช้อปเลย คลิก

3. รองเท้าเซฟตี้ “ป้องกันไฟฟ้า” พร้อมลุยทุกพื้นที่อันตราย

รองเท้าเซฟตี้ จ็อกเกอร์ รุ่น X2020P31

  • รองเท้าเซฟตี้หุ้มส้น หัวเหล็ก แผ่นเหล็กทะลุ พื้นพียูเกรดพรีเมี่ยมของ BASF จากเยอรมัน 
  • คุณสมบัติที่เป็นเอกลักษณ์ เช่น ไม่มีส่วนผสมที่เป็นโลหะ แผ่นรองฝ่าเท้าไฮบริดแบบถอดได้ ระบบหมุนเวียนอากาศในตัว และการดูดซับแรงกระแทก คุณจะมีรองเท้านิรภัยที่ป้องกันไฟฟ้าสถิตดีเยี่ยมรุ่นนึงในตลาด
  • การันคุณภาพ ด้วยการรับรองมาตรฐาน EN ISO 20345:2011 – ASTM F2413:2018
  • ดูเพิ่มเติมและช้อปเลย คลิก

4. รองเท้าเซฟตี้ “สวมง่าย ใส่สบาย” จนติดใจ

รองเท้าเซฟตี้ จ็อกเกอร์ รุ่น GUSTO

  • รองเท้าเซฟตี้หุ้มส้น สวมใส่ง่าย ดีไซน์เรียบ แต่ยังป้องกันได้ดี
  • คุณสมบัติป้องกันความเสี่ยงจากการทะลุของพื้นรองเท้าและการกดทับของเท้า ใส่ง่ายคล่องตัวไม่ต้องผูกเชือก และผลิตจากหนังกันน้ำ หมดกังวลเรื่องนำ้ซึมเข้า
  • การันคุณภาพ ด้วยการรับรองมาตรฐาน EN ISO 20345:2011 – ASTM F2413:2018
  • ดูเพิ่มเติมและช้อปเลย คลิก

5. รองเท้าเซฟตี้ “ป้องกันสารเคมี” พร้อมก้าวอย่างมั่นใจ

รองเท้าบู๊ทนิรภัย DIKAMAR รุ่น Administrator 5S

  • รองเท้าบู๊ทนิรภัยคุณภาพผลิตจากพลาสติก PVC ผสมยางไนไตร 20% นุ่มสบายขณะสวมใส่ ทนอุณหภูมิเย็นจัด และสารเคมี เหมาะสำหรับงานอุตสาหกรรมอาหารและอุตสาหกรรมห้องเย็น
  • สามารถสวมใสได้ในพื้นที่อุณหภูมิ -20 องศาเซลเซียส
  • มีประสิทธิภาพในการป้องกันน้ำมัน, สารเคมี, กรด-ด่าง, และสารละลายได้ดี
  • สามารถรับแรงกระแทกได้ที่ 200 จูล และต้านทานแรงบีบได้ 15 กิโลนิวตัน
  • การันคุณภาพ ด้วยการรับรองมาตรฐาน EN ISO 20354:2011 
  • ดูเพิ่มเติมและช้อปเลย คลิก

=======================================================================

  • หากไม่รู้ว่าจะไปเลือกซื้อรองเท้านิรภัยที่ไหนดี มาที่ออฟฟิศเมทได้เลยครับ เพราะออฟฟิศเมทรวมครบกับสินค้าโรงงานแบรนด์แท้ มีการันตี และได้มาตรฐานสากล อีกทั้งออฟฟิศเมทมีรองเท้านิรภัยให้เลือกกว่า 100 รุ่น++ จากหลากแบรนด์ชั้นนำ เลือกได้ ตอบโจทย์ทุกรูปแบบการใช้งานในอุตสาหกรรมแน่นอน
  • ถ้าไม่รู้ว่าจะใช้รุ่นไหนดี สามารถโทรสอบถามได้เลยที่ Contact Center เบอร์โทร. 1281 หรือทักแชทสอบถามได้ที่ Line Official: @OfficeMate หรือคลิก lin.ee/P2XzS2L 
  •  พิเศษ! สำหรับลูกเพจนายช่างมาแชร์ ออฟฟิศเมทแจกส่วนลด 200.-* เมื่อช้อปสินค้าโรงงานครบ 2,000.-/ใบเสร็จ* ผ่าน OFM.co.th เท่านั้น ช้อปเลยคลิก! 

เพิ่มความคุ้มค่าไปอีกกับสิทธิประโยชน์จากออฟฟิศเมท

  • Free Delivery มีสต๊อกส่งฟรี เพียงช้อปครบ 499.-*
  • รับประกันความพึงพอใจ เปลี่ยน/คืนใน 30 วัน*
  • เครดิตเทอมนานสูงสุด 30-60 วัน*
  • Request for Quotation ขอราคาพิเศษ ตามจำนวนสั่งซื้อ*

*เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทกำหนดฯ

=======================================================================

#นายช่างมาแชร์ #OfficeMate #ออฟฟิศเมท #มีทุกอย่างที่โรงงานต้องใช้ #รองเท้านิรภัย #Safety #Shoe

Boiler [EP.7] : ประสิทธิภาพหม้อน้ำขณะใช้งานจริง (In-Service Efficiency)

0
Boiler [EP.7] : ประสิทธิภาพหม้อน้ำขณะใช้งานจริง (In-Service Efficiency)
Boiler [EP.7] : ประสิทธิภาพหม้อน้ำขณะใช้งานจริง (In-Service Efficiency)

ประสิทธิภาพของเครื่องจักรกลตามหลักการเชิงวิศวกรรม หมายถึง ศักยภาพในการดึงพลังงานมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดเมื่อเปรียบเทียบกับพลังงานที่ป้อนให้แก่เครื่องจักรกล แสดงดังรูปที่ 1 เช่น ประสิทธิภาพของปั๊มน้ำเป็นการพิจารณาศักยภาพของพลังงานที่น้ำได้รับเมื่อความดันน้ำเพิ่มขึ้นเปรียบเทียบกับพลังงานที่ป้อนให้แก่ปั๊มน้ำ ในทำนองเดียวกันหากพิจารณาประสิทธิภาพของหม้อน้ำ สามารถนิยามโดยใช้หลักการเชิงวิศวกรรม หมายถึง ดัชนีชี้วัดความสามารถในการแปรรูปพลังงานในการเผาไหม้เชื้อเพลิงเปลี่ยนรูปเป็นพลังงานในการผลิตไอน้ำ

ซึ่งประสิทธิภาพที่ได้จะมีค่าลดลงตามความสูญเสียพลังงานในระบบที่เกิดขึ้น เช่น ความสูญเสียพลังงานไปกับผนังหม้อน้ำ (Radiation loss)  และความสูญเสียพลังงานไปกับก๊าซไอเสียร้อน (Exhaust Loss)  เราเรียกประสิทธิภาพชนิดนี้ว่า “ประสิทธิภาพการผลิตไอน้ำ (Fuel to steam efficiency)” เป็นดัชนีที่บ่งบอกถึงความสามารถในการเปลี่ยนพลังงานความร้อนจากเชื้อเพลิงไปเป็นพลังงานที่ใช้ในการผลิตไอน้ำ ซึ่งหม้อน้ำที่ประสิทธิภาพการผลิตไอน้ำมีค่าสูง สามารถแปรความได้ว่า หม้อน้ำลูกนี้มีการใช้เชื้อเพลิงปริมาณน้อยในการผลิตไอน้ำหรือหม้อน้ำลูกนี้สามารถผลิตไอน้ำได้มากแต่ประหยัดเชื้อเพลิง 

รูปที่ 1 แสดงการนิยามประสิทธิภาพของระบบ

ประสิทธิภาพหม้อน้ำขณะใช้งาน (In-service efficiency)

ประสิทธิภาพหม้อน้ำขณะใช้งาน (In-service efficiency) เป็นดัชนีบ่งชี้ศักยภาพการแปรรูปพลังงานที่เกิดประโยชน์ขณะหม้อน้ำกำลังใช้งานในทุกๆย่านของภาระการทำงานของหม้อน้ำ แสดงดังรูปที่ 2 ในการใช้งานหม้อน้ำจริงหน้างานประสิทธิภาพหม้อน้ำขณะใช้งานมีปริมาณน้อยกว่าประสิทธิภาพการผลิตไอน้ำ และจะมีค่าลดลงตามการสูญเสียพลังงานไปกับส่วนต่างๆ ขณะหม้อน้ำกำลังใช้งานได้แก่ Radiation Loss at standby, Changing Loads, Loss at high turndown, Blowdown losses, Pre-purge & Post-purge Losses และ Start-Up Losses ยกตัวอย่าง เช่น หากพลังงานที่ได้จากการเผาไหม้มีค่าเท่ากับ 100%

ในการใช้งานหม้อน้ำมีความสูญเสียพลังงานในรูปแบบต่างๆแสดงดังรูป 2 จะพบว่าสามารถคำนวณหาประสิทธิภาพการผลิตไอน้ำได้เท่ากับ 95% และประสิทธิภาพหม้อน้ำขณะใช้งานได้เท่ากับ 85% ทั้งนี้ประสิทธิภาพหม้อน้ำขณะใช้งานเป็นดัชนีที่นิยมใช้ในการประเมินสมรรถนะของหม้อน้ำแบบไหลผ่านทางเดียว (Once through boiler) ที่บ่งบอกต้นทุนทางพลังงานที่แท้จริงในการใช้งานหม้อน้ำ โดยเลือกใช้ระบบ High In-service efficiency ส่งผลให้ความสูญเสียพลังงานในรูปแบบต่างๆมีค่าน้อยมาก จึงทำให้ประสิทธิภาพหม้อน้ำขณะใช้งานของหม้อน้ำแบบไหลผ่านทางเดียวมีค่าสูงมากกว่า 98%

รูปที่ 2 แสดงนิยามประสิทธิภาพหม้อน้ำขณะใช้งานและการยกตัวอย่างค่าประสิทธิภาพและความสูญเสียพลังงานของระบบต่างๆขณะกำลังใช้งาน

จากที่กล่าวมา จะเห็นได้ว่าประสิทธิภาพหม้อน้ำขณะใช้งาน (In-service efficiency) เป็นดัชนีที่นิยมใช้ในการประเมินสมรรถนะของหม้อน้ำแบบไหลผ่านทางเดียว (Once through boiler) ที่บ่งบอกต้นทุนทางพลังงานที่แท้จริงในการใช้งานหม้อน้ำ ในทุกๆย่านของภาระการทำงานของหม้อน้ำ ประสิทธิภาพหม้อน้ำขณะใช้งานจะมีค่าลดลงตามการสูญเสียพลังงานไปกับส่วนต่างๆ ขณะหม้อน้ำกำลังใช้งานได้แก่ Radiation Loss at standby, Changing Loads, Loss at high turndown, Blowdown losses, Pre-purge & Post-purge Losses และ Start-Up Losses มีรายละเอียดดังนี้ 

PBS Boiler Final banner

1. Radiation Loss at standby

การ Standby ของหม้อน้ำ เป็นช่วงเวลาที่หม้อน้ำรอการผลิตไอน้ำ ความดันไอน้ำถึงระดับความดันใช้งานที่กำหนดไว้ในกระบวนการผลิต (ไม่มีการเผาไหม้) ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่มีความดันสูงและอุณหภูมิสูง หากไม่มีการหุ้มฉนวนหม้อน้ำที่ดีหรือฉนวนเกิดความเสียหาย จะเกิดความร้อนสูญเสียผ่านผิวหม้อน้ำในรูปของการถ่ายเทความร้อนแบบการพา (ทั้งแบบการพาแบบบังคับและการพาโดยธรรมชาติ) และการแผ่รังสีความร้อน

ปริมาณความร้อนสูญเสียนี้ขึ้นอยู่กับอุณหภูมิผิวผนังหม้อน้ำและพื้นที่ผิวนอกตัวของหม้อน้ำ วิธีหนึ่งในการลดการสูญเสียประเภทนี้คือต้องหมั่นตรวจตราและดูแลรักษาฉนวนกันความร้อนให้คงสภาพดีอยู่เสมอถือเป็นสิ่งจำเป็นที่ส่งผลหลักการประเมินความร้อนสูญเสียผ่านผิวหม้อน้ำคำนวณจากความร้อนสูญเสียผ่านการแผ่รังสีและการพาความร้อน ตามมาตฐาน IS8753 แสดงในรูปที่ 3 ตัวอย่างหม้อน้ำแบบไหลผ่านทางเดียวใช้งาน 8 hr/day, 330 day/yrs, พิกัดของหม้อน้ำ 5 ton/h, 6 Barg ดำเนินการตามมาตรการลดการสูญเสียจากการโบลว์ดาวน์ ทำให้ประสิทธิภาพหม้อน้ำสูงขึ้น 2.3 % และเกิดผลประหยัดต้นทุนไอน้ำ 39,288 บาทต่อปี

รูปที่ 3 แสดงสมการที่ใช้ในการคำนวณผลมาตรการปรับปรุงฉนวนหม้อน้ำ

2. Changing Loads Loss

ปัจจัยหนึ่งที่สำคัญในการเลือกหม้อน้ำที่รองรับการเปลี่ยนแปลงภาระไอน้ำ คือการเลือกใช้หัวเผาที่มีการควบคุมการทำงานอย่างเหมะสมกับภาระของไอน้ำ หากภาระไอน้ำมีการเปลี่ยนแปลงมากควรเลือกหัวเผาที่มีค่า Turn Down Ratio สูง ซึ่งจะช่วยให้การผลิตไอน้ำมีประสิทธิภาพมากขึ้น เช่น หัวเผาแบบ High-fire/Low-fire มีค่า Turn Down Ratio 3:1 ขณะที่หัวเผาแบบเผาต่อเนื่องมีราคาและประสิทธิภาพสูงจะมีค่า Turn Down Ratio 10:1

ทั้งนี้การเกิดการแกว่งของภาระไอน้ำ ก่อให้เกิดการลดลงของประสิทธิภาพดังแสดงในรูปที่ 4 ที่ภาระหม้อน้ำ 80% การควบคุมแบบ 4 stage มีประสิทธิภาพหม้อน้ำที่ 98.3% (เส้นสีเหลือง) อีกทั้งในการทำงานแบบไม่คงที่ของหม้อน้ำ จะทำให้พัดลมทำงานกระชากบ่อยและเกิดความสูญเสียในจังหวะการเปลี่ยนภาระหม้อน้ำกระทันหัน (Braking loss) ส่งผลต่อการสิ้นเปลืองพลังงาน

รูปที่ 4 แสดงการเปรียบเทียบประสิทธิภาพหม้อน้ำตามการเปลี่ยนแปลงภาระหม้อน้ำแบบ Conventional type 

3. Loss at high turndown

อัตราส่วนการหรี่เร่ง (Turndown ratio) เป็นตัวแปรที่บ่งบอกถึงย่านการทำงานของหัวเผา เป็นการวัดอัตราการปลดปล่อยพลังงานของหัวเผาย่านสูงสุดที่หัวเผาสามารถทำได้และย่านต่ำสุดที่หัวเผาจะไม่ตัดการทำงาน เช่น หัวเผาเชื้อเพลิงก๊าซมีอัตราส่วนการหรี่เร่ง (Turndown ratio) เท่ากับ 25:1 หมายความว่า หัวเผานี้สามารถหรี่การทำงานได้ต่ำที่สุดเท่ากับ 4% ของอัตราการผลิตพลังงานโดยปราศจากการตัดการทำงานของหัวเผา และสามารถเร่งหัวเผาได้ถึง 100% ของอัตราการผลิตพลังงาน (Full fire) ในทำนองเดียวกันกรณีที่หัวเผามีอัตราส่วนการหรี่เร่ง (Turndown ratio) เท่ากับ 2:1 หมายความว่า หัวเผานี้สามารถหรี่เร่งได้ในช่วง 50%-100% (ต่ำสุด-สูงสุด) ของอัตราการผลิตพลังงาน หากหัวเผาทำงานที่เงื่อนไขต่ำกว่า 50% หัวเผานี้จะถูกตัดการทำงานไม่สามารถใช้งานได้ ในการเลือกหัวเผาที่จะนำมาใช้กับหม้อน้ำ โดยทั่วไปนิยมเลือกหัวเผาที่มีย่านการหรี่เร่งที่สูง (High turndown ratio) เพราะมีข้อดีคือ ลดความถี่ในการ Purge ทำให้ประสิทธิภาพของหม้อน้ำขณะใช้งานมีค่าสูงและหม้อน้ำตอบสนองต่อการผลิตไอน้ำได้อย่างรวดเร็ว เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม หัวเผาที่มีอัตราการหรี่เร่งสูง (High turndown ratio) มีโอกาสที่เกิดการเผาไหม้ที่เปลวไฟไม่มีเสถียรภาพ (Flame stability) ในการทำงานที่ย่านต่ำของหัวเผา เพราะหัวเผาที่ทำงานที่ย่านต่ำๆ จะมีการป้อนเชื้อเพลิงในปริมาณน้อย หากไม่มีระบบการควบคุมการเผาไหม้ที่ดี ปริมาณอากาศที่ป้อนเข้าสู่หัวเผาจะไม่สัมพันธ์กับการลดลงของปริมาณเชื้อเพลิง กล่าวคือเกิดการเผาไหม้แบบส่วนผสมบาง (Lean mixture combustion) และอากาศส่วนเกินมีค่าสูง ด้วยเหตุนี้มีโอกาสก่อให้เกิดการเผาไหม้ที่มีเปลวไฟที่ไม่เสถียรเพราะ เกิดการการแกว่งของความดันไอน้ำเนื่องจากต้องควบคุมการเผาไหม้ที่เกิดขึ้น และมีโอกาสเกิดการควบแน่นของก๊าซไอเสียตามปริมาณอากาศส่วนเกินที่มีค่าสูง แสดงดังรูปที่ 5 ซึ่งปัจจัยเหล่านี้ก่อให้เกิดความสูญเสียที่เรียกว่า “Loss at high turndown”

รูปที่ 5 แสดงย่านของการเผาไหม้แบบส่วนผสมบาง (Lean mixture combustion)

4. Blowdown losses

การใช้งานหม้อน้ำ ต้องมีการระบายน้ำในหม้อน้ำเพื่อระบายมลทินหรือสิ่งสกปรกในหม้อน้ำ เรียกว่า การโบล์วดาวน์ (blowdown) ช่วยป้องกันไม่ให้น้ำในหม้อน้ำมีค่า TDS (Total Dissolved Solid) สูงเกิน เป็นสาเหตุให้น้ำในหม้อน้ำมีโอกาสเกิดฟองเดือดและมีน้ำติดออกไปกับไอน้ำ ทั้งนี้น้ำโบลว์ดาวน์เป็นน้ำที่ได้รับความร้อนจากการเผาไหม้ทำให้มีพลังงานสูงจึงต้องมีการโบลว์ดาวน์ที่เหมาะสม

หากมีการโบลว์ดาวน์ในปริมาณมากเกินไปจะก่อให้เกิดการสูญเสียพลังงาน ก่อให้เกิดการลดลงของประสิทธิภาพหม้อน้ำขณะใช้งาน ตัวอย่างหม้อน้ำแบบไหลผ่านทางเดียวใช้งาน 8 hr/day, 330 day/yrs, พิกัดของหม้อน้ำ 5 ton/h, 6 Barg ดำเนินการตามมาตรการลดการสูญเสียจากการโบลว์ดาวน์ ทำให้ประสิทธิภาพหม้อน้ำสูงขึ้น 4.2% และเกิดผลประหยัดต้นทุนไอน้ำ 546,476 บาทต่อปี แสดงดังรูปที่ 6

ฉะนั้นการควบคุมให้ปริมาณการโบลว์ดาวน์ให้เหมาะสม จะช่วยลดการสูญเสียพลังงานจากการโบล์วดาวน์ โดยการคำนวณหาความร้อนสูญเสียไปกับน้ำโบล์วดาวน์สามารถคำนวณได้ตามหลักการทางเทอร์โมไดนามิกส์ ตามสมการแสดงดังรูปที่ 6 การควบคุมอัตราการโบล์วดาวน์ที่ดีสามารถทำได้ด้วยการปล่อยน้ำทิ้งแบบต่อเนื่อง (Continuous blow down) เป็นการปล่อยน้ำทิ้งแบบต่อเนื่องโดยใช้เซนเซอร์แบบตัวเก็บประจุ (Conductivity sensor) วัดค่า TDS จริงที่อยู่ในหม้อน้ำ ณ เวลาขณะนั้น ค่า TDS ที่วัดได้จริงจะถูกส่งให้กับเครื่องควบคุมการระบายน้ำทิ้ง (Blowdown controller) จากนั้นเครื่องควบคุมการระบายน้ำทิ้งจะคำนวณอัตราการปล่อยน้ำทิ้งให้โดยอัตโนมัติ แสดงดังรูปที่ 6

รูปที่ 6 แสดงสมการที่ใช้ในการคำนวณ
 ผลมาตรการลดการโบล์วดาวน์และ Continuous blow down

5. Pre-purge & Post-purge Losses และ Start-Up Losses

สำหรับหม้อน้ำที่ใช้เชื้อเพลิงก๊าซหรือเชื้อเพลิงเหลว เมื่อหม้อน้ำทำงานผลิตไอน้ำจนความดันไอน้ำสูงถึงระดับ set point ที่กำหนดไว้ ระบบควบคุมจะสั่งงานให้ตัดการทำงานของหัวเผา จากนั้นเมื่อมีการใช้งานไอน้ำในกระบวนจนความดันไอน้ำลดต่ำลงถึงระดับที่กำหนดไว้ ระบบควบคุมจะสั่งการให้ต่อการทำงานของหัวเผา ทั้งนี้กลไกหนึ่งที่สำคัญต่อความปลอดภัยในช่วงเวลาการตัดต่อการทำงานหัวเผา คือกลไกการ Pre-purge & Post-purge เป็นกลไกที่ทำหน้าที่ ไล่ก๊าซไอเสียในห้องเผาไหม้ก่อนจุดหัวเผาใหม่ด้วยการเปิดพัดลมเพื่อไล่ก๊าซไอเสียให้ระบายออกทางปล่องไอเสีย ป้องกันการสะสมของก๊าซที่พร้อมจะติดไฟที่อยู่ในหม้อน้ำหลังจากที่มีการหยุดการทำงานของหัวเผา ถ้าไม่มีการไล่ก๊าซไอเสียนี้

ก๊าซที่พร้อมติดไฟจะสามารถจุดติดไฟได้ตลอดเวลาเป็นสาเหตุให้เกิดการระเบิดขึ้นในที่สุดหากมีการจุดระเบิดโดยบังเอิญหรือไม่เหมาะสม หม้อน้ำที่มีการ Pre-purge & Post-purge บ่อยครั้ง แสดงให้เห็นถึงช่วงเวลาการทำงานของหม้อน้ำที่สั้นเกินไป (Short cycling) เป็นสาเหตุให้เกิดความสูญเสียพลังงานทั้ง จากการทำงานของพัดลมที่ตัดต่อบ่อยและจากการสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงที่ใช้ในการผลิตความร้อน ถือว่าเป็นความสูญเสียรูปแบบหนึ่งที่เราเรียกว่า “Pre-purge & Post-purge Losses” ส่งผลให้ประสิทธิภาพของหม้อน้ำขณะใช้งานมีค่าต่ำ 

ระบบควบคุมของหม้อน้ำที่ดีจะสามารถทำงานได้ในระยะเวลานาน หัวเผาจะทำงานเลี้ยงความดันไอน้ำไว้ทำให้มีการเผาไหม้ที่ต่อเนื่อง เมื่อความต้องการใช้ไอน้ำต่ำลงจน Low Fire หยุดทำงาน หัวเผาก็จะสามารถเลี้ยงไฟให้เกิดการเผาไหม้ได้อย่างต่อเนื่อง ทําให้ไม่มีการ Pre Purge – Post Purge จึงไม่มีการสูญเสียความร้อนในส่วนนี้ เช่นในย่านการทำงานที่ต่ำ เช่น 30% ของภาระการผลิตไอน้ำ หัวเผาที่มีการควบคุมแบบ ON/OFF และแบบ 3 Stage (OFF/Low/Hi) จะไม่สามารถทำงานได้หรือทำงานได้ไม่ต่อเนื่องเกิดการตัดต่อบ่อยทำให้ Pre-purge & Post-purge Losses มีค่าสูงประสิทธิภาพหม้อน้ำจึงมีค่าต่ำ แต่หัวเผาที่มีการควบคุมการทำงานแบบ Proportional ยังสามารถทำงานได้ อย่างมีประสิทธิภาพ มีการประหยัดพลังงานและเชื้อเพลิงมากกว่าการควบคุมแบบอื่นๆ และมีอายุการใช้งานที่ยาวนานกว่า เนื่องจากไม่มีการตัดต่อการทำงานของหัวเผาบ่อย

ในสภาวะการใช้งานจริงหม้อน้ำจะต้องรองรับภาระการผลิตไอน้ำที่เปลี่ยนแปลงแบบฉับพลัน โรงงานที่มีการใช้งานหม้อน้ำ ส่วนใหญ่ภาระการผลิตไอน้ำเฉลี่ยของโรงงานจะมีค่าอยู่ในช่วง 40-80% หากเลือกใช้การควบคุมการเผาไหม้ที่ไม่เหมาะสมจะทำให้ เกิดการการแกว่งของความดันไอน้ำเนื่องจากต้องควบคุมการเผาไหม้ที่เกิดขึ้น เพื่อให้เกิดการควบคุมเฉลี่ยตามภาระการผลิตไอน้ำที่ต้องการ นำไปสู่การลดลงของประสิทธิภาพหม้อน้ำ แต่ด้วยเทคโนโลยี“ Blue-i system” เป็นเทคโนโลยีที่ควบคุมหม้อน้ำโดยควบคุมการเร่งหรี่แบบต่อเนื่อง/ผันแปร ในช่วงการทำงานแบบ Medium combustion ทำให้เกิดการทำงานของหม้อน้ำที่มีประสิทธิภาพสูงในย่านภาระการผลิตไอน้ำในช่วงกว้าง (High efficiency zone) เทคโนโลยีนี้จะทำการหรี่เร่งระบบตามการเปลี่ยนแปลงภาระได้อย่างอัตโนมัติ แสดงดังรูปที่ 7

ดังรูปที่ 7 แสดงการเปรียบเทียบประสิทธิภาพหม้อน้ำตามการเปลี่ยนแปลงภาระหม้อน้ำเปรียบเทียบกันระหว่าง Conventional type และ Blue-I system

บทสรุป

ประสิทธิภาพหม้อน้ำขณะใช้งาน (In-service efficiency) เป็นดัชนีที่นิยมใช้ในการประเมินสมรรถนะของหม้อน้ำแบบไหลผ่านทางเดียว (Once through boiler) ที่บ่งบอกต้นทุนทางพลังงานที่แท้จริงในการใช้งานหม้อน้ำ ในทุกๆย่านของภาระการทำงานของหม้อน้ำ ทั้งนี้ประสิทธิภาพหม้อน้ำขณะใช้งานมีปริมาณน้อยกว่าประสิทธิภาพการผลิตไอน้ำ และจะมีค่าลดลงตามการสูญเสียพลังงานไปกับส่วนต่างๆ

ขณะหม้อน้ำกำลังใช้งานได้แก่ Radiation Loss at standby, Changing Loads, Loss at high turndown, Blowdown losses, Pre-purge & Post-purge Losses และ Start-Up Losses หากมีการควบคุมการทำงานของหม้อน้ำที่ดีจะทำให้ความสูญเสียที่กล่าวมาทั้งหมดมีค่าลดลง ส่งผลให้ ประสิทธิภาพหม้อน้ำขณะใช้งาน (In-service efficiency) มีค่าสูงขึ้นตามลำดับ ดังเช่นเทคโนโลยีการควบคุมหม้อน้ำแบบ Blue-i system Control technology ที่สามารถทำให้ประสิทธิภาพหม้อน้ำมีค่าสูงมากกว่า 98% 

==================================================

และสุดท้ายนี้ขอขอบคุณข้อมูลสปอนเซอร์ใจดีจาก “บริษัท โปรเฟสชั่นแนล บอยเลอร์ จํากัด” ผู้แทนจําหน่ายเครื่องกําเนิดไอนํ้า IHI อย่างเป็นทางการ 

หากเพื่อนๆสนใจรายละเอียดเพิ่มเติม สามารถคลิกเข้าไปดู


ติดต่อฝ่ายขาย เบอร์โทรศัพท์ 092-223-7742 

หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่เบอร์ 02-321-3650 

Website : www.oncethroughboiler.com

Facebook page : facebook.com/oncethroughboiler

Youtube : https://www.youtube.com/@oncethroughboiler

==================================================

#นายช่างมาแชร์ #Boiler #ประสิทธิภาพหม้อไอน้ำ