“Smart Factory” หรือ “โรงงานอัจฉริยะ” เป็นอย่างไร และมีความสำคัญอย่างไร ?

0

ในยุคนี้คงปฏิเสธไม่ได้เลยว่า…การเข้ามาเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา มีการเปลี่ยนแปลงอย่างมาก และในตัวโรงงานเองก็มีการนำเทคโนโลยียุคใหม่ลายๆอย่างมาประยุกต์ใช้ เช่น เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligent; AI), อินเตอร์เน็ตทุกสิ่งอย่าง (Internet of Things, IoT), การวิเคราะห์ข้อมูลขนาดใหญ่ (Big data), การประมวลผลผ่านระบบคลาวน์ (Cloud Computing) จนกลายเป็นโรงงานยุค 5.0 หรือ โรงงานอัจฉริยะ (Smart Factory)

แต่ทว่าโรงงานอัจฉริยะมีนิยามอย่างไร ? และมีปัจจัยอะไรบ้าง และมีประโยชน์อย่างไรตามไปดูกันครับ

นิยามของโรงงานอัจฉริยะ (Smart Factory)

ก่อนที่จะก้าวเข้าไปสู่เทคโนโลยียุคใหม่ๆที่เป็นองค์ประกอบของโรงงานอัจฉริยะ ทางนายช่างมาแชร์ขอบอกคำนิยามกันก่อน นั้นคือ “ในโรงงานอัจฉริยะ เครื่องจักรและอุปกรณ์ต่างๆ จะเชื่อมต่อผ่านเครือข่าย IoT ทำให้สามารถสื่อสารและประสานงานได้อย่างราบรื่น การเชื่อมต่อนี้ทำให้สามารถรวบรวมข้อมูลแบบเรียลไทม์ (Real-Time Monitoring) จากเซ็นเซอร์และอุปกรณ์ต่างๆ ทั่วทั้งสายการผลิต ข้อมูลจะถูกวิเคราะห์โดยใช้อัลกอริธึมขั้นสูงและ AI เพื่อให้ได้ข้อมูลเชิงลึกที่นำไปปฏิบัติได้และเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานด้านการผลิตอย่างมากเลยครับ”

ซึ่งหากเพื่อนๆกำลังมองหาอุปกรณ์เกี่ยวกับการเชื่อมต่ออุปกรณ์แบบ IoT , Real-Time, พร้อมทั้งสามารถวิเคราะห์ข้อมูลได้ ไปพบกับเทคโนโลยีเซนเซอร์จากทาง Murata เพื่อนๆสามารถคลิกไปดูตามภาพด้านล่างกันนะครับ

องค์ประกอบสำคัญของโรงงานอัจฉริยะ (Key of Smart Factory)

1. ระบบอัตโนมัติ (Automation)

ระบบอัตโนมัติ โดยการใช้หุ่นยนต์ และเครื่องจักรอัตโนมัติ เพื่อปฏิบัติงานทดแทนการทำงานแบบดั้งเดิมที่ดำเนินการโดยมนุษย์ ซึ่งระบบอัตโนมัติช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ ลดข้อผิดพลาดต้นทุน และเพิ่มผลผลิตกับโรงงานอุตสาหกรรม

IoT Machine Industry revolution

2. การเชื่อมต่อ (Connectivity)

เทคโนโลยีการเชื่อมต่อทุกสิ่งอย่าง หรือ Internet of Thing ;IoT จะช่วยให้สามารถเชื่อมต่อและทำให้เกิดการสื่อสารระหว่างอุปกรณ์ เครื่องจักร และระบบ อำนวยความสะดวกในการแบ่งปันข้อมูลและการประสานงานทั่วทั้งสายการผลิต ซึ่งเมื่อเครื่องจักรมีการพูดคุยกันเองแล้ว ก็ลดขั้นตอนการทำงานของคนได้เยอะเลยครับ

Temp Humidity sensor Murata 8
ตัวอย่างเทคโนโลยีการเชื่อมต่อ IoT แบบไร้สาย Wireless

3. การวิเคราะห์ข้อมูล (Data Analytics)

เทคนิคการวิเคราะห์ ซึ่งปัจจุบันนี้ก้าวไปสู่การวิเคราะห์ข้อมูลขั้นสูง จากโมเดล อัลกอลิทึม และ AI โดยถูกนำไปใช้กับข้อมูลที่เก็บรวบรวมจำนวนมหาศาล (Big data) เพื่อรับข้อมูลเชิงลึก ระบุรูปแบบ และตัดสินใจอย่างแม่นยำ และรอบรู้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพกระบวนการผลิต การตัดสินใจที่ดีที่สุดบนพื้นฐานข้อมูลขนาดมหาศาล และการปรับปรุงคุณภาพอย่างต่อเนื่อง

4. ปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligent, AI)

เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ หรือที่เราคุ้นเคยกับคำว่า AI ถูกนำมาใช้เพื่อวิเคราะห์ข้อมูล คาดการณ์ผลลัพธ์ และทำให้กระบวนการตัดสินใจเป็นไปโดยอัตโนมัติ จากการเรียนรู้ข้อมูลแบบ Machine Learning โดยอัลกอริทึม AI สามารถปรับตารางการผลิตให้เหมาะสม คาดการณ์ความต้องการในการบำรุงรักษา ซึ่งจะสอดคล้องการผลกำไร หรือผลประโยชน์ของบริษัทที่กำหนดไว้ได้อย่างดีที่สุด

Mathematics Robot Calculation

5. การเก็บข้อมูลอย่างต่อเนื่อง ณ เวลาขณะนั้น (Real-Time Monitoring)

การเก็บข้อมูลในโรงงานแบบยุคก่อนๆ เราจะต้องเอาคนเข้าไปเก็บตามคาบเวลา อาจจะทุกๆ 6 เดือน ซึ่งการเก็บข้อมูลแต่ละครั้งก็จะทิ้งช่วงเวลาที่นาน และบางสถานที่อาจจะมีความเสี่ยง แต่ในปัจจุบันมีเซ็นเซอร์และระบบตรวจสอบติดตามและตรวจสอบข้อมูลต่างๆอย่างต่อเนื่อง เช่น การวัดค่าความสั่นสะเทือน, การวัดค่าอุณหภูมิความชื้น, หรือ การเก็บค่าสัญญาณต่างๆ แบบ ณ เวลาขณะนั้นจริงๆ หรือเรียกว่า Real-Time Monitoring ซึ่งหากเครื่องจักรมีความผิดปกติขึ้นมาโรงงานก็สามารถเข้าไปแก้ไขได้อย่างทันท่วงที หรือวางแผนเข้าไปจัดการได้อย่างแม่นยำอีกด้วยนะครับ

ตัวอย่างการเก็บข้อมูลด้วยเทคโนโลยี Real-Time Monitoring
@Credited Murata

6. ความยืดหยุ่นและการความสามารถในการปรับแต่ง (Flexibility and Customization)

โรงงานอัจฉริยะได้รับการออกแบบให้มีความยืดหยุ่นและปรับเปลี่ยนได้ตามความต้องการของโรงงาน โดยข้อดีคือ สามารถตอบสนองความต้องการการผลิตที่เปลี่ยนแปลงได้อย่างรวดเร็ว และช่วยให้สามารถปรับแต่งและปรับแต่งผลิตภัณฑ์ให้เป็นไปตามนโยบาย หรือกลยุทธ์ต่างๆของบริษัทนั้นๆได้ ซึ่งไม่ต้องพึ่ง Platform ที่ไม่สามารถปรับแต่งได้เหมือนแต่ก่อนแล้วด้วยนะครับ

บทสรุปและเป้าหมาย

เป้าหมายโดยรวมของโรงงานอัจฉริยะ คือ การสร้างโรงงานที่สามารถสร้างการผลิตที่มีประสิทธิภาพสูง ,คล่องตัว และตอบสนองรวดเร็ว ซึ่งจะช่วยเพิ่มผลผลิต คุณภาพ การลดต้นทุนโดยรวม และสุดท้ายคือความสามารถในการแข่งขัน ในขณะเดียวกันก็สามารถช่วยในแง่ของพลังงานและสิ่งแวดล้อมอีกด้วย ด้วยการใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีขั้นสูงและข้อมูลเชิงลึกที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูล โรงงานอัจฉริยะจึงอยู่ในระดับแนวหน้าของการปฏิวัติอุตสาหกรรม 5.0 ซึ่งขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรมการผลิตจากเทคโนโลยีที่มีความก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว

==================================================

สำหรับบทความนี้ต้องขอขอบคุณ Sponsor ใจดีจากทางบริษัท Murauta นะครับ 

ซึ่งทาง Murata เองก็มี Wireless sensor หลายแบบให้เพื่อนได้ ลองเลือกใช้ ไม่ว่าจะเป็น Temperature & Humidity sensor, Vibration sensor, Current sensor และ Analog to digital sensor ถ้าเพื่อนๆ คนไหนสนใจสามารถติดต่อชื่อ เบอร์โทรและที่อยู่ด้านล่างนี้เลยครับ 

https://solution.murata.com/th-th/service/

หรือติดต่อโดยตรงกับ Murata เพื่อขอข้อมูล หรือขอทดลองตัว demo ได้ฟรีที่โรงงานของเพื่อนๆเลยนะครับ

ติดต่อ

ณพงศ์พัศ ธงชัย (เมฆ)
• วิศวกรฝ่ายขาย
• โทร: 081-132-4462
• อีเมล: [email protected]

คุณธนพร คุณากรเรืองกิจ (พลอย)
• เจ้าหน้าที่บริหารงานขายและการตลาด
• โทร: 063-125-6151
• อีเมล: [email protected]

หรือทาง Line Official Account: @thaimurata

==================================================

#นายช่างมาแชร์ #AnalogSensor #Murata #4.20mA #IoT #Instrument

งานสัมมนา Mega Conference Thailand ที่รวมตัวเหล่าผู้เชี่ยวชาญในวงการ Smart Factory

0
MEGA Conference Banner - SNS (1080x1080 px)
MEGA Conference Banner - SNS (1080x1080 px)

งานสัมมนาครั้งแรกที่รวมตัวเหล่าผู้เชี่ยวชาญในวงการ Maintenance, Smart Industry, Industrial IoT, และ Automation ที่จะมาแชร์ข้อมูลเชิงลึก กรณีศึกษา แนวทางปฏิบัติที่ดีที่สุด และเรื่องราวความสำเร็จในการใช้ประโยชน์จากการวิเคราะห์ข้อมูล (Data Analytics), IoT, และ Machine Learning เพื่อให้การทำ Condition-Based Maintenance มีประสิทธิภาพมากที่สุด

ไฮไลท์ภายในงาน

  • เนื้อหาการบรรยายที่จะทำให้คุณเข้าใจการทำ Condition-Based Maintenance เชิงลึก รวมไปถึงไอเดียในการปรับใช้กับแอปพลิเคชันต่างๆ
  • ทำความรู้จักนวัตกรรมและเทคโนโลยีล่าสุดที่จะช่วยให้โรงงานของคุณก้าวเข้าสู่อุตสาหกรรม 4.0 อย่างเต็มรูปแบบ 
  • Key takeaway ที่จำเป็นในการปรับปรุงเครื่องจักร ไม่ว่าจะเป็นการวางกลยุทธ์การพัฒนาการซ่อมบำรุงเครื่องจักร เทคนิคการวิเคราะห์และการคำนวณข้อมูล การบำรุงรักษาตามสภาพของเครื่องจักร การวิเคราะห์อาการขัดข้อง และตัวอย่างการวิเคราะห์ข้อมูล
  • ข้อมูลอินไซด์และกรณีศึกษาต่างๆ ขององค์กรที่ทำ Condition-Based Maintenance ในประเทศไทย
  • ร่วมพูดคุยและสอบถามผู้เชี่ยวชาญด้าน Maintenance, Smart Industry, Industrial IoT, และ Automation 
  • โปรโมชั่นพิเศษภายในงาน

พบกันได้ที่งาน Murata Mega Conference Series1

  • หัวข้อ: Optimizing Performance through Condition-Based Strategies
  • วันที่: 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2566
  • เวลา: 09:30 น. – 17:00 น.
  • สถานที่: ห้อง Auditorium สำนักงานใหญ่ EECi เขตนวัตกรรมระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก จังหวัดระยอง
  • Google map: https://maps.app.goo.gl/5QAmEGfHE53dzZG88?g_st=il
  • รูปแบบ: On Ground

ลงทะเบียน: https://www.murata.com/en-sg/events/2023/WSNMegaConference1/register?excid=as_ot-o_ow_if-1_wsn_202307

การตรวจสอบสุขภาพของ Control valve (Control valve Diagnostics)

0
Pressure,Control,Valve,In,Oil,And,Gas,Process,And,Controlled
Pressure,Control,Valve,In,Oil,And,Gas,Process,And,Controlled

ทำไมการตรวจสอบสุขภาพของ Control valve จึงสำคัญ ?

จากที่ทุกๆท่านได้ทราบว่า control valve เป็นอุปกรณ์ควบคุมสุดท้าย (Final control element) ซึ่งเป็นตัวกำหนดค่าตัวแปรต่างๆที่เราใช้ควบคุมในกระบวนการผลิต เช่น ความดัน, ระดับของเหลว , ค่าความเป็นกรดด่าง เป็นต้น ซึ่งถ้าหากว่า Control valve มีปัญหาเมื่อไรอาจจะส่งผลต่อกระบวนการผลิตที่เราควบคุมในกระบวนการผลิตได้

  โดยปกติแล้วจุดประสงค์หลัก ในการตรวจสอบสุขภาพของ Control valve สามารถแบ่งเป็น 5 เหตุผลหลักๆคือ

1.ทำเพื่อวิเคราะห์ ประสิทธิภาพของ control valve เช่น เวลาในการตอบสนอง , ค่าความเป็นเชิงเส้นของการเปิด , dead band , hysteresis เป็นต้น

2.ทำเพื่อหาความผิดปกติ (Fault detection) เช่น เกิดการขัดตัวของ valve หรือไม่, valve เองมีการ passing หรือไม่ , packing ยังคงมีสภาพปกติหรือไม่ เป็นต้น

3.ทำเพื่อดูว่า control valve เหมาะสมกับกระบวนการผลิต ณ ปัจจุบันหรือไม่ เช่น tuning parameter ใน PID ไม่เกิดการแกว่ง, pressure drop มีค่ามากเกินไป , control valve มีขนาดเล็ก / ใหญ่เกินไปสำหรับกระบวนการผลิตปัจจุบัน หรือไม่

4.ทำเพื่อวางแผนการซ่อมตาม condition สำหรับอุปกรณ์ ณ ปัจจุบันสามารถนำค่า sensor ที่มีอยู่ในตัว positioner มาทำการวิเคราะห์เพิ่มเติมได้ว่าสภาวะปัจจุบันนั้นมี part ใดที่มีแนวโน้มเสียหายหรือผิดปกติได้ (บางส่วน) ทำเพื่อหาสาเหตุของปัญหา/แก้ปัญหา

ปัญหาที่พบบ่อยของ Control valve

จากที่แอดทำงานในโรงงานอุตสาหกรรม ปัญหาหลักๆที่เกิดขึ้นกับ control valve ที่พบเจอส่วนใหญ่มีดังนี้

1.ปัญหาทางด้าน Electronic ของ Positioner

2.ปัญหา part ภายในของ positioner

3.ปัญหา Valve ติดขัด หรือ เปิด ปิด ไม่ราบลื่น

4.ปัญหา control valve เคลื่อยที่ช้าเกินไป

5.ปัญหา control valve passing หรือรั่ว

6.ปัญหา control valve ใหญ่ / เล็กเกินไป sizing ไม่เหมาะสม

การตรวจสอบสุขภาพของ Control valve แบบ Online

แอดเองก็ต้องยอมรับว่า เทคโนโลยี ณ ปัจจุบัน สามารถตรวจจับและส่งข้อมูลต่างๆของ control valve ออกมาได้เยอะมากขึ้น ซึ่งในส่วนนี้จะฝังตัวเข้ากับ positioner (บางรุ่น) ของ control valve ซึ่งแอดเอง ขอนำเสนอแผนภาพอย่างง่ายที่เป็นกลางๆ และอธิบายให้เข้าใจง่ายดังรูปด้านล่าง

จาก diagram จะเห็นได้ว่าเมื่อแบ่งเป็น part ต่างๆ เราสามารถนำข้อมูลมาวิเคราะห์เพื่อดูว่าค่าต่างๆปกติหรือไม่

Pressure sensor จะทำการวัดความดัน 3 port คือ

  1. วัดความดันของระบบลมเข้า (Air supply)

  2. วัดความดันขาออกไปสู่ Actuator port A

  3. วัดความดันขาออกไปสู่ Actuator port B  (ถ้าใช้งาน)

Travel sensor จะทำการวัดการเคลื่อนที่ของ valve พร้อมทั้งบอกว่าเคลื่อนที่ไปแล้วกี่ครั้ง และบ่งชี้ว่า control valve เปิดกี่ %

Micro controller จะทำหน้าที่ในการ run program ที่ฝังตัวอยู่หน่วยความจำ และเป็นตัวกลางในการสื่อสารกับระบบอื่นๆที่เชื่อมต่อ

I/P จะทำหน้าที่ในการแปลงค่ากระแสไฟฟ้า เป็น สัญญาณลม ซึ่งใน part นี้แต่ละยี่ห้อจะมีความแตกต่างกัน บางยี่ห้อใช้เป็น spoon , บางยี่ห้อใช้ Flapper ซึ่งใน positioner ที่มีความสามารถในการตรวจสุขภาพ จะมีค่าการวัด % op หรือตำแหน่งของ spoon ได้

ตัวอย่างโปรแกรมที่มีใช้งานในปัจจุบัน

แล้วพบกับสาระดีๆแบบนี้ทางด้านงานช่าง งานวิศวกรรม และอุตสาหกรรมได้ที่ นายช่างมาแชร์ นะครับ

Website: www.naichangmashare.com
Facebook: https://www.facebook.com/naichangmashare/
Blockdit :  https://www.blockdit.com/naichangmashare
Instragram: https://www.instagram.com/naichangmashare/
Twitter: https://twitter.com/naichangmashare
Youtube: https://www.youtube.com/@naichangmashare
TikTok :  https://www.tiktok.com/@naichangmashare

#นายช่างมาแชร์ 

8 เทคโนโลยีของปั๊มและวาล์วอุตสาหกรรมในปี 2023

0

ในปี 2023 ปั๊มและวาล์วอัจฉริยะมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง จากการผสมผสานเทคโนโลยีขั้นสูง (Advance Technology) และการเพิ่มฟังก์ชันการทำงาน (Functionality) และการเพิ่มประสิทธิภาพ (Effecicency) มากขึ้น ในบทความนี้ทางนายช่างมาแชร์จะมารวบรวม 8 กุญแจสำคัญในการพัฒนาระบบปั๊มและวาล์วในโรงงานอุตสาหกรรมของเพื่อนๆกัน ให้ก้าวกระโดดกันนะครับ

1. เทคโนโลยีการเชื่อมต่อ Internet of Things (IoT)

ปั๊ม และวาล์วอัจฉริยะกำลังถูกรวมเข้ากับเครือข่าย IoT มากขึ้นเรื่อยๆ จากการประสานระบบทั้งหมดเข้าด้วยกัน ทำให้สามารถสื่อสาร, แบ่งปันข้อมูลกับอุปกรณ์และระบบอื่นๆ ได้ จนทำให้การทำงานเป็นไปได้อย่างไร้รอยต่อ และมีประสิทธิภาพมากที่สุด และการเชื่อมต่อแบบ IoT นี้ช่วยให้สามารถตรวจสอบและติดตามแบบเรียลไทม์ (Real-Time Monitoring) การควบคุมระยะไกล และการบำรุงรักษาเชิงคาดการณ์ (Predictive Maintenance) ได้ครับ

เทคโนโลยีการเชื่อมต่อ IoT กุญแจสำคัญสู่โรงงานอุตสาหกรรม 4.0
เทคโนโลยีการเชื่อมต่อ IoT กุญแจสำคัญสู่โรงงานอุตสาหกรรม 4.0

2. การเชื่อมต่อ Sensors and Data Analytics

ปั๊มและวาล์วอัจฉริยะสามารถติดตั้งเซ็นเซอร์ (Sensor) ต่างๆ เพื่อวัดค่า และตรวจสอบพารามิเตอร์ต่างๆ เช่น ความดัน (Pressure), อุณหภูมิ (Temperature) ,อัตราการไหล (Flow) และระดับของเหลว (Level) โดยข้อมูลที่รวบรวมโดยเซ็นเซอร์เหล่านี้สามารถวิเคราะห์ผ่านระบบ Data Analytics เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ตรวจจับความผิดปกติ และคาดการณ์ความต้องการในการบำรุงรักษา สุดท้ายต้นทุนของโรงงานเชิงรวมก็จะลดลง และเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของบริษัทได้อีกด้วยนะครับ

3. ระบบควบคุมอัตโนมัติ (Automation and Control System)

อีกหนึ่งความก้าวหน้าของเทคโนโลยี คือ ระบบอัตโนมัติทำให้สามารถสร้างระบบสูบน้ำและวาล์วที่ชาญฉลาดและเป็นอิสระมากขึ้น โดยที่ปั๊มและวาล์วอัจฉริยะสามารถปรับการทำงานในระบบ “ตามเงื่อนไขตามเวลาจริง” จากพารามิเตอร์ที่กำหนดไว้ล่วงหน้า (Real-time conditions and Predefined parameters) ซึ่งนำไปสู่การปรับปรุงประสิทธิภาพในการผลิต เพิ่มประสิทธิภาพ และการลดการใช้พลังงาน (Energy Saving) ครับ

4. งานบำรุงรักษาเชิงคาดการณ์ (Predictive Maintenance)

ปั๊มและวาล์วอัจฉริยะใช้ประโยชน์จากการวิเคราะห์ข้อมูล (Data Analytics) และอัลกอริธึมการเรียนรู้ของเครื่อง (Machine Learning) เพื่อคาดการณ์ความต้องการในการบำรุงรักษาในเครื่องจักร ว่า “ต้องทำแบบไหนถึงจะตรงจุดกับความต้องการเครื่องจักร” ด้วยการตรวจสอบพารามิเตอร์ประสิทธิภาพและวิเคราะห์ข้อมูลในอดีต ระบบเหล่านี้สามารถคาดการณ์ความล้มเหลว (Predictive Failure) ที่อาจเกิดขึ้นและกำหนดกิจกรรมการบำรุงรักษาเชิงรุก (Proactive Maintenance) และสามารถลดเวลาหยุดทำงาน (MTBF) และปรับเพิ่มอายุการใช้งานอุปกรณ์ให้เหมาะสม

5. การเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน (Energy Efficiency)

ระบบปั๊มและวาล์วอัจฉริยะมีเป้าหมายเพื่อลดการใช้พลังงานและลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งมาจาการที่ปั๊มและวาล์วสามารถปรับอัตราการไหลโดยอัตโนมัติและปรับพารามิเตอร์การทำงานให้เหมาะสมเพื่อให้ตรงกับความต้องการที่สุด ส่งผลให้การสูญเสียในระบบน้อยที่สุด ทำให้ประหยัดพลังงานได้มากกว่าระบบแบบเดิมที่ไม่ได้มีการควบคุมที่แม่นยำ

6. การควบรวมกับระบบควบคุม (Integration with Control Systems)

ปั๊มและวาล์วอัจฉริยะได้รับการออกแบบให้ควบรวมเข้า (Integration) กับระบบควบคุมที่มีอยู่อย่างราบรื่น เช่น ระบบ SCADA (การควบคุมดูแลและการจัดหาข้อมูล) การผสานรวมนี้ช่วยให้สามารถตรวจสอบและควบคุมปั๊มและวาล์วหลายตัวได้จากส่วนกลางในระยะไกล หรือ อาจจะใช้ระบบการส่งสัญญาณ IoT ด้วยโปรโตคอลเช่น MQTT ที่มีราคาถูกกว่า ซึ่งทั้งหมดนี้จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและความน่าเชื่อถือ (Efficency and Reliability) ของระบบโดยรวม

เทคโนโลยี VR AR XR ในอุตสาหกรรม

7. ความปลอดภัยของระบบ (Enhanced Safety Features)

เทคโนโลยีปั๊มและวาล์วอัจฉริยะ มีความจำเป็น!! ที่จะต้องประกอบด้วยคุณสมบัติด้านความปลอดภัยขั้นสูง เพื่อปกป้อง บุคลากร อุปกรณ์ เครื่องจักร และข้อมูล หรือที่เราเรียกรวมๆว่า ความปลอดภัยไซเบอร์ (Cyber Security) คุณลักษณะเหล่านี้อาจรวมถึงการปิดเครื่องอัตโนมัติในกรณีที่เกิดความผิดปกติ และการตั้งค่าโปรโตคอลการตอบสนองฉุกเฉิน และกลไกป้องกันข้อผิดพลาดในตัวระบบ

8. ระบบการใมช้งานที่แสนง่าย (User-Friendly Interfaces)

ปั๊มและวาล์วอัจฉริยะที่มีการติดตั้งอินเทอร์เฟซที่ใช้งานง่าย จากการออกแบบ UX/UI ที่มีประสิทธิภาพ รวมถึงหน้าจอสัมผัสหรือแอปพลิเคชันมือถือ เพื่อการกำหนดค่า ตรวจสอบ และควบคุมได้ง่าย อินเทอร์เฟซที่เป็นมิตรกับผู้ใช้งานนี้จะช่วยอำนวยความสะดวกในการดำเนินงานและช่วยให้ผู้ปฏิบัติงานสามารถใช้งานโปรแกรม หรือแพลตฟอร์มได้ง่าย สามารถเข้าถึงข้อมูล และสามารถทำให้เกิดการใช้งานจริงในโครงการ Digital Transformation ได้อย่างง่ายขึ้น

=======================================================================

เทคโนโลยีปั้มและวาล์วอุตสาหกรรมมีความสำคัญและเป็นหัวใจของการก้าวเข้าสู่อุตสาหกรรมสีเขียว หากเพื่อนคนไหนสนใจ ไม่อยากให้พลาดกับงาน PUMPS AND VALVES ASIA 2023 (PVA) ครั้งที่ 24 เป็นงานสำคัญที่ผู้ประกอบการไม่ควรพลาด โดยปีนี้จัดขึ้นภายใต้ธีม “เร่งการเปลี่ยนผ่านสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอนอย่างยั่งยืนผ่านอุตสาหกรรมสีเขียว” เป็นงานแสดงเฉพาะทางหนึ่งเดียวในประเทศไทยที่รวมเทคโนโลยีด้านปั๊ม วาล์ว ท่อ และอุปกรณ์สำหรับอุตสาหกรรมต่างๆ จากบริษัทชั้นนำของโลก เป็นโซลูชันสำหรับการประหยัดพลังงาน การลดต้นทุน และรักษาสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน นอกจากนี้ยังมีการสัมมนาที่สำคัญของกรมโรงงานอุตสาหกรรม ในหัวข้อ “ยกระดับโรงงานสู่อุตสาหกรรมสีเขียวอย่างปลอดภัยและยั่งยืน” และพื้นที่บูธให้คำปรึกษาจากกรมโรงงานฯ เรื่องความปลอดภัยในโรงงานและการขอใบอนุญาตต่างๆ .งานจัดขึ้นตั้งแต่วันที่ 30 สิงหาคม ถึง 1 กันยายน2566 ที่ ฮอลล์ 1-4 ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ กรุงเทพฯ ประเทศไทย

เปิดลงทะเบียนล่วงหน้าแล้ววันนี้! เพื่อความสะดวกและรวดเร็วในการเข้าชมงาน ดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.pumpsandvalves-asia.com

PV_THW_23_Banner_Barter1450x180 (1)

=======================================================================

5 เทคโนโลยีการจัดการน้ำอย่างมีประสิทธิภาพในปี 2023

0
Water Management System Technology
Water Management System Technology

เทคโนโลยีการจัดการน้ำเริ่มมีบทบาทสำคัญขึ้นเรื่อยๆจากการขยายตัวทั้งในภาคครัวเรือน และอุตสาหกรรม การขาดแคลนน้ำ รวมถึงสภาวะการเปลี่ยนแปลงของโลก (Climate Change) ต่างๆ สำหรับบทความนี้ทางนายช่างมาแชร์จะขอพาไปดู 5 เทคโนโลยีที่น่าสนใจในการจัดการน้ำที่สามารถช่วยเปลี่ยนรูปแบบการทำงานในอุตสาหกรรมนี้กันเลยนะครับ

1. ระบบจัดการบริหารจัดการน้ำอัจฉริยะ (Smart Water Management Systems)

หนึ่งในเทคโนโลยีที่น่าสนใจที่สุด ณ เวลานี้ คือ “การพัฒนาระบบการบริหารจัดการน้ำอัจฉริยะ” โดยระบบนี้จที่ะประกอบด้วย เซนเซอร์ (Sensor) ที่ใช้สำหรับวัดค่าน้ำหน้างานและส่งข้อมูลมาที่ระบบ, ระบบการวิเคราะห์ข้อมูลอัจฉริยะ (Data analytics system), ระบบอัลกอริทึมในการเรียนรู้ข้อมูลด้วย Machine Learning analytics สำหรับติดตามการใช้น้ำในระบบ, ระบบการตรวจสอบการรั่วไหล (Leak detection), ระบบจัดการการควบคุมคุณภาพน้ำอย่างเหมาะสม (Water treatment processes) ด้วยข้อมูลแบบ Real Time

โดยระบบทั้งหมดนี้จะสามารถช่วยให้ทางอุตสาหกรรมการจัดการน้ำสามารถใช้งานน้ำ (Utilization) ได้ดีมากขึ้น, ลดปริมาณของเสียในระบบ (Watse), ลดการใช้พลังงาน (Lower Energy Consumption), และยังเป็นการพัฒนาคุณภาพน้ำอีกด้วย นะครับ

2. ระบบการบำบัดน้ำภาพน้ำขั้นสูง (Advanced Water Treatment Technologies)

การขาดแคลนน้ำ (Water Scarcity) ได้เข้ามาเป็นประเด็นที่ถูกจับตามองทั้งในประเทศไทย และทั่วโลก ดังนั้นการนำน้ำปริมาณมหาศาลให้กลับมาใช้งานต่อได้ ด้วย “ระบบการบำบัดน้ำภาพน้ำขั้นสูง (Advanced Water Treatment Technologies)” ที่จะใช้ให้สามารถทำให้น้ำบริสุทธิ์ขึ้น (Purify) และการนำน้ำกลับมาใช้งานใหม่ (Recycle) ดังนั้นในปีนี้เราอาจจะได้เห็นการพัฒนาอย่างต่อเนื่องใน “นวัตรกรรม” ของ ตัวกรองแบบใหม่ของ “Membrane Filtration” , ระบบออกซิเดชั่นในน้ำขั้นสูง (Advance Oxidation Process), ระบบการบำบัดน้ำด้วย Nano Technology เป็นต้นนะครับ

3. ระบบการจัดการน้ำแบบไม่รวมศูนย์ (Decentralized Water Systems)

หากการบริหารจัดการด้วยระบบใหญ่อาจจะมีความเชื่องช้าเกินไป อีกหนึ่งระบบบริหารจัดการน้ำที่มีความรวดเร็ว กระชับกว่า และตรวจสอบได้ง่าย นั้นคือ “ระบบการจัดการน้ำแบบไม่รวมศูนย์ (Decentralized Water Systems)” โดยระบบนี้เป็นการแยกตัวบริหารจากศูนย์กลาง แต่ยังคงทำงานร่วมกับระบบใหญ่อยู่ ทำให้สเกลงานมีขนาดที่เล็กกว่า ติดตามได้ใกล้ชิด และรวดเร็วกว่า โดยข้อดีที่ตามมาคือ ลดปริมาณน้ำที่หายไปในระบบ (Water Losses), ทำให้น้ำมีคุณภาพที่ดีขึ้น และที่สำคัญที่สุดคือ การมีความยืดหยุ่น (Resilience) ต่อการเปลี่ยนแปลงสภาวะแวดล้อมโลก หรือ Climate Change ในระบบใหญ่ นะครับ

4. การติดตามข้อมูลน้ำและการวิเคราะห์ผลแบบอัจฉริยะ (Water Monitoring and Analytics)

ด้วยการเข้ามามีบทบาทของเครื่องมือในการบริหารจัดการข้อมูลขนาดใหญ่ (Big data) และโมเดลการคำนวณข้อมูลทางคณิตศาสตร์ที่ก้าวล้ำ อย่างเช่น Predictive Model, Machine Learning และ AI ต่างๆ ก็สามารถนำข้อมูลต่างๆในระบบบริหารจัดการน้ำมาวิเคราะห์และสร้างสู่การปฏิบัติได้อย่างดีที่สุด ซึ่งในปี 2023 เราจะได้เห็นเครื่องมืออันทรงพลังที่สามารถควบคุมและติดตามน้ำที่ประกอบด้วย “ระบบ IoT Sensor ; Internet of Things” , ระบบ AI ที่จะวิเคราะห์ข้อมูลในการพัฒนาคุณภาพน้ำ, รูปแบบการใช้งานน้ำ (Water Usage Pattern), และประสิทธิภาพการใช้งานระบบจัดการน้ำที่ดีขึ้น (Infrastructure Performance)

Dashboard IoT Maintenance

ทั้งหมดนี้จะช่วยทำให้ การตัดสินใจ (Decision Making) ดีขึ้นแบบชัดเจน, การวิเคราะห์ประสิทธิผล (Efficency) ในระบบ, การเพิ่มประสิทธิภาพการจัดสรรทรัพยากร (Optimize resource allocation)

5. ความมั่นคงและความยืดหยุ่นของน้ำ (Water Security and Resilience)

จากการเปลี่ยนแปลงของสภาวะอากาศโลก (Climate Change) และการเพิ่มขึ้นของประชากรอย่างต่อเนื่อง ดังนั้นจึงจำเป็นต้องมี “การวัดค่า” ของ ความมั่นคงและความยืดหยุ่นของน้ำ เพื่อการกำหนดกลยุทธ์ และแผนยุธศาสตร์ ในการบริหารจัดการน้ำในมุมมองของมหภาค ได้อย่างมีประสิทธิภาพที่สุด โดยในปี 2023 เราจะเห็นการลงทุนจากภาครัฐ และภาคเอกชน เพื่อให้สร้างความมั่นคงและยั่งยืน ของการจัดการน้ำในระยะยาว

=======================================================================

เทคโนโลยีปั้มและวาล์วอุตสาหกรรมมีความสำคัญและเป็นหัวใจของการก้าวเข้าสู่อุตสาหกรรมสีเขียว หากเพื่อนคนไหนสนใจ ไม่อยากให้พลาดกับงาน PUMPS AND VALVES ASIA 2023 (PVA) ครั้งที่ 24 เป็นงานสำคัญที่ผู้ประกอบการไม่ควรพลาด โดยปีนี้จัดขึ้นภายใต้ธีม “เร่งการเปลี่ยนผ่านสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอนอย่างยั่งยืนผ่านอุตสาหกรรมสีเขียว” เป็นงานแสดงเฉพาะทางหนึ่งเดียวในประเทศไทยที่รวมเทคโนโลยีด้านปั๊ม วาล์ว ท่อ และอุปกรณ์สำหรับอุตสาหกรรมต่างๆ จากบริษัทชั้นนำของโลก เป็นโซลูชันสำหรับการประหยัดพลังงาน การลดต้นทุน และรักษาสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน นอกจากนี้ยังมีการสัมมนาที่สำคัญของกรมโรงงานอุตสาหกรรม ในหัวข้อ “ยกระดับโรงงานสู่อุตสาหกรรมสีเขียวอย่างปลอดภัยและยั่งยืน” และพื้นที่บูธให้คำปรึกษาจากกรมโรงงานฯ เรื่องความปลอดภัยในโรงงานและการขอใบอนุญาตต่างๆ .งานจัดขึ้นตั้งแต่วันที่ 30 สิงหาคม ถึง 1 กันยายน2566 ที่ ฮอลล์ 1-4 ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ กรุงเทพฯ ประเทศไทย

เปิดลงทะเบียนล่วงหน้าแล้ววันนี้! เพื่อความสะดวกและรวดเร็วในการเข้าชมงาน ดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.pumpsandvalves-asia.com

PV_THW_23_Banner_Barter1450x180 (1)

=======================================================================

#นายช่างมาแชร์ #WaterManagement #Technology

Reference : https://pumps-africa.com/top-5-water-technology-trends-for-2023/

เทคโนโลยี CCUS (Carbon Capture, Utilization and Storage) เปลี่ยนโลกพลังงานในอนาคต

0
Carbon Capture Utilization Storage Wallpaper
Carbon Capture Utilization Storage Wallpaper

การเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศเป็นปัญหาเร่งด่วนที่สุดเรื่องหนึ่งที่สังคมกำลังเผชิญอยู่ทุกวันนี้ และการดักจับและกักเก็บคาร์บอนไดออกไซด์ที่ถูกปล่อยออกมานั้น เป็นสิ่งจำเป็นต่อการแก้ผลกระทบที่เกิดจากเรื่องนี้ ดังนั้นแนวทางการพัฒนาการดักจับและกักเก็บคาร์บอน (CCUS) ให้เป็นทางออกที่จะช่วยขจัดคาร์บอนจากอุตสาหกรรมที่มีการใช้พลังงานเข้มข้นมากที่สุดของโลก ณ เวลานี้ ในช่วงที่กระแส Net Zero และ Carbon Credited มาแรงที่สุดเลยครับ

เทคโนโลยี CCUS หรือ Carbon Capture, Utilization and Storage คืออะไร?

เทคโนโลยีการดักจับ, การใช้ประโยชน์ และการกักเก็บคาร์บอน หรือ Carbon Capture, Utilization and Storage : CCUS  เป็นเทคโนโลยีการดักจับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) และนำมากักเก็บภายใต้พื้นดินหรือใช้ในกระบวนการผลิตทางอุตสาหกรรมอื่นๆ อีกด้วย โดยหลักการเทคโนโลยีถูกนำมาประยุกต์ใช้ครั้งแรกในด้านการผลิตน้ำมันในขั้นตอนที่เรียกว่า “การสูบน้ำมันแบบก้าวหน้า” (Enhanced oil recovery : EOR) ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1970

แต่ทว่าเนื่องจากระบบ CCUS เป็นเทคโนโลยีที่มี “ราคาสูง” สำหรับการนำไปใช้ในภาคโรงงานอุตสาหกรรม การลงทุนในเทคโนโลยีดังกล่าวจึงไม่ค่อยเป็นที่นิยมในช่วงเวลาหลายปีที่ผ่านมา แต่ถึงอย่างไรก็ตาม “CCUS ถือเป็นวิธีที่ดีที่สุดสำหรับการลดคาร์บอน” และเริ่มได้รับการสนใจเพิ่มขึ้นตั้งแต่ปี ค.ศ. ๒๐๑๗ จากการวางเป้าหมายด้านสภาพภูมิอากาศ และแรงจูงใจด้านการลงทุนที่เพิ่มมากขึ้นจากทั่วโลก อีกทั้ง CCUS ยังถือเป็นหนึ่งใน 5 วิธีการหลักในการเปลี่ยนถ่ายสู่พลังงานสะอาดสำหรับประเทศจีนอีกด้วย

4 ขั้นตอนของระบบ CCUS Credited IOGP.com

นอกจากนี้เพื่อการมุ่งสู่เป้าหมายการปล่อยคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์ เทคโนโลยี CCUS สามารถตอบสนองได้ด้วยคุณค่าด้านกลยุทธ์ที่โดดเด่นอันประกอบด้วย

  1. โรงงานผลิตไฟฟ้าและอุตสาหกรรมต่างๆ ที่มีอยู่ในปัจจุบันซึ่งสามารถปล่อย CO2 8 พันล้านตัน ในปี ค.ศ. ๒๐๕๐ สามารถทำการติดตั้ง CCUS ได้
  2. CCUS สามารถประยุกต์ใช้ได้ในภาคการผลิตที่หลากหลาย ขณะที่เทคโนโลยีอื่นๆ มีความจำกัด
  3. CCUS สามารถนำไปสู่การผลิตก๊าซไฮโดรเจนคาร์บอนต่ำที่ต้นทุนต่ำที่สุด
  4. CCUS สามารถกำจัด CO2 จากบรรยากาศด้วยการทำงานร่วมกับการใช้พลังงานชีวภาพหรือการดักจับอากาศโดยตรงเพื่อสร้างสมดุลการปล่อย

ดังนั้นเทคโนโลยีนี้จึงถือเป็นเครื่องมือที่มีศักยภาพในการลดการปล่อย CO2 และการมุ่งสู่เป้าหมายการปล่อยคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์ในอนาคต และสามารถประยุกต์ใช้ได้ในกระบวนการอุตสาหกรรมที่หลากหลายซึ่งกำลังปล่อย CO2 ปริมาณมหาศาลสู่ชั้นบรรยากาศ

หลักการทำงานของ Carbon Capture

การใช้เทคโนโลยี CCUS ในประเทศไทย

ในส่วนของประเทศไทยเทคโนโลยีนี้ยังเป็นเพียงส่วนของการดักจับและกักเก็บคาร์บอน – Carbon Capture and Storage หรือ CCS เท่านั้น ยังไม่มีส่วนที่นำ CO2 มาใช้ประโยชน์ หรือ Utilization

โดย บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ PTTEP ได้นำองค์ความรู้ และประสบการณ์ทางด้านธรณีวิทยาและวิศวกรรมปิโตรเลียมของการสำรวจและผลิต (E&P) มาต่อยอดในการพัฒนาโครงการดักจับและกักเก็บคาร์บอน (Carbon Capture and Storage หรือ CCS) เพื่อลดการปล่อยคาร์บอนจากกระบวนการผลิตปิโตรเลียม โดยจะนำคาร์บอนที่ได้จากการผลิตปิโตรเลียมอัดกลับไปในหลุมผลิตปิโตรเลียมเดิมที่ไม่ได้ผลิตแล้ว ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่ประเทศอื่นๆประเมินว่า เป็นเทคโนโลยีหลักในการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สู่ชั้นบรรยากาศได้ในปริมาณ “มากกว่าเทคโนโลยีแบบอื่น”

PTTEP อยู่ในขั้นตอนระหว่างการทดลองการดักจับและกักเก็บคาร์บอน (CCS) โดยใช้หลุมผลิตปิโตรเลียมเดิมในแหล่งอาทิตย์ที่บริษัทเป็นเจ้าของสัมปทาน มาใช้กักเก็บคาร์บอนเบื้องต้นประมาณ 4-5 หลุม โดยตั้งเป้าในเฟสแรกว่าจะสามารถกักเก็บ คาร์บอนในแหล่งอาทิตย์ได้ประมาณ 1 ล้านตันต่อปี ขณะนี้อยู่ระหว่างออกแบบวิศวกรรมเบื้องต้น หรือ Pre-FEED Study โดยคาดการณ์ว่าจะสามารถเริ่มใช้เทคโนโลยี CCS ที่แหล่งก๊าซธรรมชาติอาทิตย์ได้ในปี 2569 ซึ่งจะช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากกระบวนการผลิตปิโตรเลียมได้ในปริมาณมาก

นอกจากนี้ PTTEP อยู่ในระหว่างการศึกษาและพัฒนาโครงการ CCS ที่แหล่งลัง เลอบาห์ ในโครงการมาเลเซีย เอสเค 410บี ซึ่งเป็นแหล่งก๊าซธรรมชาติขนาดใหญ่ที่บริษัทค้นพบในประเทศมาเลเซียด้วยเช่นกัน อย่างไรก็ตาม โครงการ CCS ในประเทศไทยจะเกิดขึ้นได้ ต้องอาศัยองค์ประกอบอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น ด้านนโยบาย ด้านกฎหมาย และปัจจัยส่งเสริมการลงทุน ซึ่งจะต้องได้รับการสนับสนุนจากทั้งภาครัฐและองค์กรหลาย ๆ ฝ่ายในการผลักดันและส่งเสริมการนำเทคโนโลยี CCS มาใช้ในประเทศไทยอย่างเป็นรูปธรรมตามเป้าหมาย

ซึ่งหากใครมองหา “เทคโนโลยีดีๆ ในการเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม , NetZero , Green Industry หรือเกี่ยวข้องกับสิ่งแวดล้อมต่างๆ ขอแนะนำ….

=======================================================================

เทคโนโลยีปั้มและวาล์วอุตสาหกรรมมีความสำคัญและเป็นหัวใจของการก้าวเข้าสู่อุตสาหกรรมสีเขียว หากเพื่อนคนไหนสนใจ ไม่อยากให้พลาดกับงาน PUMPS AND VALVES ASIA 2023 (PVA) ครั้งที่ 24 เป็นงานสำคัญที่ผู้ประกอบการไม่ควรพลาด โดยปีนี้จัดขึ้นภายใต้ธีม “เร่งการเปลี่ยนผ่านสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอนอย่างยั่งยืนผ่านอุตสาหกรรมสีเขียว” เป็นงานแสดงเฉพาะทางหนึ่งเดียวในประเทศไทยที่รวมเทคโนโลยีด้านปั๊ม วาล์ว ท่อ และอุปกรณ์สำหรับอุตสาหกรรมต่างๆ จากบริษัทชั้นนำของโลก เป็นโซลูชันสำหรับการประหยัดพลังงาน การลดต้นทุน และรักษาสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน นอกจากนี้ยังมีการสัมมนาที่สำคัญของกรมโรงงานอุตสาหกรรม ในหัวข้อ “ยกระดับโรงงานสู่อุตสาหกรรมสีเขียวอย่างปลอดภัยและยั่งยืน” และพื้นที่บูธให้คำปรึกษาจากกรมโรงงานฯ เรื่องความปลอดภัยในโรงงานและการขอใบอนุญาตต่างๆ .งานจัดขึ้นตั้งแต่วันที่ 30 สิงหาคม ถึง 1 กันยายน2566 ที่ ฮอลล์ 1-4 ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ กรุงเทพฯ ประเทศไทย

เปิดลงทะเบียนล่วงหน้าแล้ววันนี้! เพื่อความสะดวกและรวดเร็วในการเข้าชมงาน ดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.pumpsandvalves-asia.com

PV_THW_23_Banner_Barter1450x180 (1)

=======================================================================

Reference : PostTODAY , tgo.or.th, NSTDA.or.th

การพัฒนา 5 ระดับสู่อุตสาหกรรมสีเขียว (Green industry)

0
5 steps for green industry Wallpaper
5 steps for green industry Wallpaper

อุตสาหกรรมสีเขียว หรือ Green industry เป็นอุตสาหกรรมที่ให้ความสำคัญกับ “การผลิตและให้บริการที่มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม” ในรูปแบบที่ยั่งยืนและเกิดผลดีต่อสังคม และแน่นอนว่าในวันนี้การเข้ามาของ Net Zero และการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน (Sustainabilty) ยิ่งทำให้หลายๆธุรกิจและโรงงานจำเป็นต้องปรับตัวตาม โดยอุตสาหกรรมสีเขียวมุ่งเน้นไปที่ “การลดการใช้พลังงาน” และ “การใช้ทรัพยากรที่น้อยลง ลดการปล่อยสารพิษ และขยะต่างๆ” และสร้างผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม นะครับ

อุตสาหกรรมสีเขียวคืออะไร ?

ก่อนอื่นขอมาดูคำนิยามของกรมโรงงานอุตสาหกรรมก่อนนะครับ โดย อุตสาหกรรมสีเขียว (Green Industry) คือ ธุรกิจภาคอุตสาหกรรมที่ยึดมั่นในการประกอบกิจการที่ “เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม” โดย มุ่งเน้นการพัฒนาปรับปรุงอย่าง ต่อเนื่อง และประกอบกิจการด้วย ความรับผิดชอบต่อสังคม ทั้งภายใน และภายนอกองค์กรตลอดห่วงโซ่ อุปทานเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน”

หลักสำคัญของอุตสาหกรรมสีเขียว

อุตสาหกรรมที่ยึดมั่นในการประกอบกิจการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมเพื่อการ พัฒนาอย่างยั่งยืนด้วยการมุ่งเน้น 3 เรื่อง ได้แก่

1. การพัฒนาปรับปรุงประสิทธิภาพของกระบวนการผลิต

2. การบริหารจัดการสิ่งแวดล้อมเพื่อปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง

3. ความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมทั้งภายในและภายนอกองค์การ (ตลอดห่วงโซ่อุปทาน)

การพัฒนา 5 ระดับสู่อุตสาหกรรมสีเขียว

กระทรวงอุตสาหกรรมจัดทำข้อกำหนดอุตสาหกรรม “เพื่อส่งเสริมและผลักดันให้ผลประกอบการอุตสาหกรรมได้มีการพัฒนาและปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง” เพื่อเข้าสู่การเป็นอุตสาหกรรมสีเขียวไว้ 5 ระดับ คือ

ระดับที่ 1 ความมุ่งมั่นสีเขียว (Green Commitment)

ความมุ่งมั่นสีเขียว (Green Commitment) คือ การแสดงความมุ่งมั่นในรูปแบบของนโยบาย เป้าหมายและแผนงานที่จะลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และมีการสื่อสารภายในองค์กรให้ทราบโดยทั่วกัน โดยมีข้อกำหนดดังนี้

ข้อ.1 ต้องกำหนดนโยบายสิ่งแวดล้อม

ข้อ.2 ต้องมีการสื่อสารนโยบายด้านสิ่งแวดล้อมให้บุคลากรในองค์กรรับทราบ

ระดับที่ 2 ปฏิบัติการสีเขียว (Green Activity)

ปฏิบัติการสีเขียว (Green Activity) คือ การดำเนินกิจกรรมตามนโยบาย เป้าหมายและแผนงานที่กำหนดเพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นรูปธรรมและสำเร็จตามความมุ่งมั่นที่ตั้งไว้ โดยมีข้อกำหนด คือ

ข้อ.1 กำหนดนโยบายด้านสิ่งแวดล้อม และการสื่อสารนโยบายด้าน สิ่งแวดล้อมให้บุคลากรในองค์กรรับทราบ

ข้อ.2 จัดทำแผนงานด้านสิ่งแวดล้อม ประกอบด้วย วัตถุประสงค์ เป้าหมาย ขั้นตอน การปฏิบัติ ผู้รับผิดชอบ และระยะเวลาแล้วเสร็จ

ข้อ.3 นำแผนงานด้านสิ่งแวดล้อมไปปฏิบัติให้เกิดผล

ระดับที่ 3 ระบบสีเขียว (Green System) 

ระบบสีเขียว (Green System) คือ การบริหารจัดการสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นระบบ มีการติดตาม ประเมินผลและทบทวนเพื่อการพัฒนาอย่างต่อเนื่องหรือการได้รับรางวัลด้านสิ่งแวดล้อมอันเป็นที่ยอมรับ หรือได้รับการรับรองมาตรฐานที่เกี่ยวข้องกับการอนุรักษ์ทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมต่างๆ โดยมีข้อกำหนดดังนี้

ข้อ.1 นโยบายด้านสิ่งแวดล้อม

ข้อ.2 วางแผนด้านสิ่งแวดล้อม

ข้อ.3 นำไปปฏิบัติ

ข้อ.4 ติดตาม ประเมินผล

ข้อ.5 ทบทวน รักษาระบบ

ระดับที่ 4 วัฒนธรรมสีเขียว (Green Culture) 

วัฒนธรรมสีเขียว (Green Culture) คือ การที่ทุกคนในองค์กรมีจิตสำนึกร่วมกันในการสงวนและรักษาไว้ซึ่งสิ่งแวดล้อมที่ดีและให้ความร่วมมือร่วมใจในทุกด้านของการประกอบกิจการให้เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมและดำเนินการต่างๆจนกลายเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมองค์กร โดยมีข้อกำหนดดังนี้

ข้อ.1 ต้องจัดทำระบบการจัดการสิ่งแวดล้อมตามระดับที่ 3 ทุกข้อ

ข้อ.2 สร้างวัฒนธรรมองค์กรตามแนวทาง SR (ISO 26000)

ข้อ.3 รายงานเผยแพร่ต่อสาธารณะ

ระดับที่ 5 เครือข่ายสีเขียว (Green Network)

เครือข่ายสีเขียว (Green Network) คือ การขยายขอบเขตของการเป็นอุตสาหกรรมสีเขียวจากภายในองค์กรเองออกสู่ภายนอก ตลอดโซ่อุปทาน (Supply Chain) โดยสนับสนุนให้คู่ค้าและพันธมิตรเป็นอุตสาหกรรมสีเขียวด้วย โดยมีข้อกำหนดดังนี้

ข้อ.1 ต้องจัดทำระบบการจัดการสิ่งแวดล้อมและมีวัฒนธรรมสีเขียวตาม ระดับที่ 4 ทุกข้อ

ข้อ.2 ส่งเสริม สร้าง และสานสัมพันธ์กิจกรรมด้านสิ่งแวดล้อมกับ supply chain ชุมชน และบริโภค

ข้อ.3 รายงานความสำเร็จเผยแพร่ต่อสาธารณะ

การพัฒนาสู่อุตสาหกรรมสีเขียวด้วยปั้มและวาล์ว

Pump and Valve Facebook Wallpaper EP.1

คงปฏิเสธไม่ได้เลยว่าทุกโรงงานสิ่งที่มีมากที่สุดในกระบวนการผลิตคือ ” ปั้ม และวาล์ว” ซึ่งแผนการพัฒนาอุปกรณ์สองตัวนี้หากพัฒนาให้สามารถ “ลดการใช้พลังงาน” และ “การใช้ทรัพยากรที่น้อยลง” ก็จะสามารถเป็นแผนพัฒนาโรงงานสู่ Green Industry ได้นั่นเองครับ

ซึ่งหากใครมองหา “เทคโนโลยีในการพัฒนาประสิทธิภาพ” และ “ลดการใช้พลังงาน” สำหรับอุปกรณ์ “ปั้ม และวาล์ว” โดยเฉพาะเลย ต้องมางานนี้เลยนะครับ

=======================================================================

เทคโนโลยีปั้มและวาล์วอุตสาหกรรมมีความสำคัญและเป็นหัวใจของการก้าวเข้าสู่อุตสาหกรรมสีเขียว หากเพื่อนคนไหนสนใจ ไม่อยากให้พลาดกับงาน PUMPS AND VALVES ASIA 2023 (PVA) ครั้งที่ 24 เป็นงานสำคัญที่ผู้ประกอบการไม่ควรพลาด โดยปีนี้จัดขึ้นภายใต้ธีม “เร่งการเปลี่ยนผ่านสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอนอย่างยั่งยืนผ่านอุตสาหกรรมสีเขียว” เป็นงานแสดงเฉพาะทางหนึ่งเดียวในประเทศไทยที่รวมเทคโนโลยีด้านปั๊ม วาล์ว ท่อ และอุปกรณ์สำหรับอุตสาหกรรมต่างๆ จากบริษัทชั้นนำของโลก เป็นโซลูชันสำหรับการประหยัดพลังงาน การลดต้นทุน และรักษาสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน นอกจากนี้ยังมีการสัมมนาที่สำคัญของกรมโรงงานอุตสาหกรรม ในหัวข้อ “ยกระดับโรงงานสู่อุตสาหกรรมสีเขียวอย่างปลอดภัยและยั่งยืน” และพื้นที่บูธให้คำปรึกษาจากกรมโรงงานฯ เรื่องความปลอดภัยในโรงงานและการขอใบอนุญาตต่างๆ .งานจัดขึ้นตั้งแต่วันที่ 30 สิงหาคม ถึง 1 กันยายน2566 ที่ ฮอลล์ 1-4 ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ กรุงเทพฯ ประเทศไทย

เปิดลงทะเบียนล่วงหน้าแล้ววันนี้! เพื่อความสะดวกและรวดเร็วในการเข้าชมงาน ดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.pumpsandvalves-asia.com

PV_THW_23_Banner_Barter1450x180 (1)

=======================================================================

Reference : กรมโรงงานอุตสาหกรรม

Pump [EP.11] : ปั้มดูด Liquid Ring Pump

0
Liquid ring pump NASH Wallpaper
Liquid ring pump NASH Wallpaper

Liquid Ring Vacuum Pump คือ ปั๊มสุญญากาศแบบวงแหวนน้ำ ใช้เพื่อสร้างสุญญากาศโดยหลักการคือเมื่อใบพัดหมุนจะสร้างแรงเหวี่ยงให้ของเหลวในปั๊มเป็นวงแหวนเกิดการดูดและบีบอัดแก๊สเป็นให้เป็นสุญญากาศ โดยสามารถทำค่าสุญญากาศได้ต่ำที่สุด 33/1 mbarA โดยของเหลวที่อยู่ในปั๊มสามารถใช้น้ำหรือสารชนิดอื่นที่อยู่ระบบได้ ยกตัวอย่างเช่น Ethylene Glycol, Mineral oils หรือ Organic solvents เป็นต้น

ปั๊มประเภทนี้เหมาะสำหรับการใช้งานในหลายอุตสาหกรรม โดยเฉพาะอุตสาหกรรมที่มีไอระเหยของสารปนเปื้อนสูง มีฝุ่นละอองหรือสิ่งสกปรกปนเปื้อน หรือสภาวะที่มีความชื้นสูง มีสารเคมีปนเปื้อน หรืออุณหภูมิสูง ยกตัวอย่างเช่น อุตสาหกรรมเคมี ปิโตรเคมี น้ำมัน อาหาร กระดาษ และ โรงไฟฟ้า

ประเภทของ Liquid Ring Pump

Liquid Ring Vacuum Pump แบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ

1. Single stage Liquid Ring Vacuum Pump เหมาะสำหรับอุตสาหกรรมที่ต้องการค่าสุญญากาศไม่ลึกมาก

2. Two stage Liquid Ring Vacuum Pump จะเหมาะสำหรับคนที่ต้องการค่าสุญญากาศแบบลึก ซึ่งจะทำได้อยู่ที่สูงสุด 33/1 mbarA

“NASH” Liquid Ring Vacuum Pump

NASH ถือเป็นผู้นำด้านปั๊มสุญญากาศแบบวงแหวนน้ำ (Liquid Ring) เรามีประสบการณ์มากกว่า 100 ปี ทำให้เราเข้าใจความต้องการของลูกค้าในการปรับปรุงประสิทธิภาพ (improve efficiency), ลดการใช้พลังงาน (reduce energy & utility consumption), ลดต้นทุนในการผลิต (reduce operating costs) ในขณะที่ยังคงประสิทธิภาพไว้

ซึ่งทางลูกค้ามั่นใจได้เลยว่า NASH มีความสามารถในการออกแบบและพัฒนา Liquid Ring Vacuum Pump รวมทั้งผสมผสานกับเทคโนโลยีที่ดีที่สุด เพื่อให้เหมาะสมกับกระบวนการผลิตของลูกค้ามากที่สุด

NASH ถูกนำเข้ามาใช้การกระบวนการผลิตในประเทศไทยมายาวนาน ในหลายอุตสาหกรรม เช่น น้ำมัน เคมี ปิโตรเคมี อาหาร ไฟฟ้า กระดาษ และอื่นๆ โดยทางเราพร้อมบริการให้ข้อมูลทางเทคนิค การออกแบบที่เหมาะสมกับระบบ การใช้งาน การดูแลรักษาจนถึง รวมทั้งบริการหลังการขาย โดยทีมงานวิศวกรและฝ่ายบริการที่มีประสบการณ์และความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน

ในปัจจุบัน มีเพียงทางบริษัท Process Technology and Services (PTS) เป็นตัวแทนจำหน่ายอย่างเป็นทางการ (Authorize Agent) ของ NASH ในประเทศไทยเท่านั้น เราทำงานร่วมกับ NASH ใน Singapore เพื่อดูแลลูกค้าในประเทศไทย

For more information, please contact us.

E-mail: [email protected]

Tel: 038-631272, 082-6635266 (K.Ice)

5 เทรนด์โลกธุรกิจและอุตสาหกรรมในปี 2023

0
แนวโน้ม 5 อย่างของธุรกิจในปี 2023
แนวโน้ม 5 อย่างของธุรกิจในปี 2023

อย่างที่ทราบกันดีครับ ว่าหลังจากการมาของโรคไข้หวัด Covid-19 ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ระดับโลกที่เรียกว่าระดับ World Change ซึ่งการเปลี่ยนแปลงนั้นกระทบอย่างมากทั้งในภาคเศรษฐกิจ การเงิน และการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีอย่างมาก (Digital Transformation) ทำให้พฤติกรรมทั้งในฝั่งของผู้บริโภค บริษัท และโรงงานเปลี่ยนไปอย่างมาก นอกจากนี้ยังมีปัจจัยเรื่องสงคราม รัสเซีย-ยูเครน ที่ส่งกระทบต่อหลายๆ Supply Chain

นั้นแปลว่าเราจะหลีกเลี่ยงไม่ได้เลยที่จะต้องรับมือกับคลื่นแห่งความเปลี่ยนแปลงและความท้าทายใหม่ๆที่โถมเข้ามาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งในบทความนี้นายช่างมาแชร์ก็ขอพาไปดู 5 เทรนด์โลกกธุรกิจและอุตสาหกรรมที่จะเกิดขึ้นในปี 2023 กันครับ

1. การเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล และโรงงานอุตสาหกรรมยุค 5.0 ที่เร็วขึ้น

เราอาจจะมีคำพูดที่ติดตลกว่า Digital Transformation เปลี่ยนแปลงโดยใคร ไม่ใช่ CEO ไม่ใช่รัฐบาล หรือผู้บริหารระดับสูง ที่ไหนแต่เป็น Covid-19 นั่นเอง ซึ่งการเปลี่ยนแปลงนั้น เป็นการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วและกระทันหันมากๆ ยกตัวอย่างเช่น ก่อน Covid-19 มายังแทบไม่มีใครเลยที่ประชุมออนไลน์ แต่พอมีการแพร่ระบาดเกิดขึ้น เกิดการกักตัว และ Work from Home มาวันนี้ทุกๆประชุมแทบจะผ่านออนไลน์ทั้งสิ้น

ไม่เพียงแค่การประชุมออนไลน์เท่านั้นที่มีการเปลี่ยนแปลง แต่ยังมีทั้งเทคโนโลยี ปัญญาประดิษฐ์ (AI), อินเทอร์เน็ตของสรรพสิ่ง (IoT), เทคโนโลยีเสมือนจริงและความเป็นจริงเสมือน อย่าง Virtual Reality (VR) และ Augmented Reality (AR) , เทคโนโลยี Cloud Computing, บล็อกเชน (BlockChain), สกุลเงินคริปโต (Cryto Currency), หุ่นยนต์ (Cobot) และเครือข่ายความเร็วสูง เช่น 5G เป็นต้น ที่พลิกโฉมและเรียกว่าเป็นกุญแจสำคัญสู่ชัยชนะในธุรกิจเลย

AI Robot Machine Learning Wallpaper

ดังนั้นแน่นอนว่า ใครที่เปลี่ยนแปลงไวกว่าก็ได้เปรียบกว่า !! ดังนั้นจึงกลายเป็นความกังวลและความกลัวของหลายๆภาคร้าน และโรงงานที่จะต้องพ่ายแพ้ในเกมส์นี้ไป ดังนั้นทุกธุรกิจและโรงงานจึงต้องทำ Digital Transformation องค์กรอย่างจริงจัง เพื่อคว้ากุญแจแห่งชัยชนะมาครองให้ได้ แต่การเปลี่ยนแปลงก็ต้องขับเคลื่อนไปทั้งองค์กร ให้ไปสู่จุดที่สามารถสร้าง  “องค์กรอัจฉริยะ” (Intelligent Enterprises) ขึ้นมาได้ โดยจะเป็นองค์กรที่มีระบบและกระบวนการทำงานผสานรวมเข้าด้วยกัน สามารถทำงานให้สําเร็จลุล่วงด้วยวิธีที่มีประสิทธิภาพสูงสุด

นอกเหนือจากเทคโนโลยีที่กล่าวถึงไปด้านบนแล้ว อีกเทรนด์ที่เกี่ยวข้องกับ Digital Tranformation เช่นกันก็คือ ในแง่ของการทำ Digital Marketing แบบต่างๆ ทั้งในส่วนของ Website , Platform, Social media หรือ Influener Marketing ที่มีผลกระทบในแง่มุมการตลาดและการสร้าง Brand Royalty ที่สามารถสร้างยอดขายและรักษาฐานลูกค้าได้อย่างยอดเยี่ยม

2. อัตราเงินเฟ้อสูง ธุรกิจต้องหาวิธีลดต้นทุน และ DIY

เงินเฟ้อ (Inflation) ยังถือเป็นหนึ่งในปัญหาของเศรษฐกิจ แม้ว่านักเศรษฐศาสตร์หลายๆคนจะคาดว่า “อัตราเงินเฟ้อของหลายประเทศรวมถึงไทยได้ผ่านจุดพีคไปแล้ว” แต่ความเสี่ยงที่ “เงินเฟ้อจะค้างอยู่ในระดับสูง” ก็ยังคงอยู่ ท่ามกลางความไม่แน่นอนต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการเปิดประเทศของจีนที่มาเร็วกว่าคิด และสงครามในยูเครนที่ยืดเยื้อโดยเฉพาะเมื่อรัสเซียเป็นหนึ่งในผู้ส่งออกรายใหญ่ รวมไปถึงการที่กลุ่ม OPEC เดินหน้าตามแผนลดกำลังการผลิตน้ำมัน ล้วนแต่เป็นผลให้ต้นทุนสูงขึ้น จึงอาจทำให้ธนาคารกลางต้องปรับขึ้นหรือคงอัตราดอกเบี้ยในระดับสูงต่อไป

Cost saving เงิน

อย่างที่กล่าวไปแล้วธนาคารกลางทั่วโลกหันไปใช้มาตร “การปรับอัตราดอกเบี้ยขาขึ้น” นอกจากจะแก้ปัญหาภาวะเงินเฟ้อไม่ได้ กลับยังเพิ่มภาระต้นทุนให้ผู้ประกอบการ

ซึ่งเทรนด์ธุรกิจและอุตสาหกรรมที่จะเกิดขึ้นในปี 2023 จะได้เห็นความพยายามที่หลายๆธุรกิจในการ “ลดต้นทุน (Cost Saving) และพยายามจะปรับราคาสินค้าแบบไม่ให้ขึ้นแบบก้าวกระโดด” หนึ่งในนั้นคือ การมองหา Supply Chain ที่ธุรกิจสามารถควบคุมได้ เพื่อแก้ปัญหา Supply ขาดแคลน ไม่ว่าจะเป็นการมองหา Supplier รายอื่นๆ ที่มีราคาใกล้เคียงกับรายเดิมที่เคยใช้ หรือหันมาพึ่งพาตัวเองมากขึ้น (DIY) ซึ่งจะช่วยให้สามารถควบคุมต้นทุนได้

หากมาตรการต่างๆ ที่ออกมาเพื่อหยุดภาวะเงินเฟ้อยังไม่ประสบความสำเร็จ ภาวะเศรษฐกิจถดถอยก็คงมีโอกาสชัดเจนมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะอัตราดอกเบี้ยที่จะยับยั้งชะลอการลงทุน และจะทำให้เศรษฐกิจหดตัวลง ขณะที่ผู้บริโภคอาจจะต้องรับภาระจากราคาสินค้าที่เพิ่มขึ้น และส่งผลให้ประสบปัญหาหนี้สินครัวเรือนที่เพิ่มมากขึ้นตามมาด้วย

3. ความยั่งยืนในธุรกิจ และ NetZero

คำว่า “ยั่งยืน” หรือ Sustainable เป็นอีกหนึ่งคำที่เราได้ยินบ่อยๆ ซึ่งกลายเป็นอีกหนึ่งเทรนด์ที่มีความสำคัญเพิ่มมากขึ้น ซึ่งจะยั่งยืนได้ จะประกอบด้วย 3 ด้านจากกลยุทธ กลยุทธ์ ESG เป็นหลักประกอบไปด้วย สิ่งแวดล้อม (Environment), สังคม (Social) และ กฎหมายนโยบาย (Governance) ซึ่งทั้งสามหัวข้อนี้มีการบังคับใช้กฏหมายใหม่ที่ส่งผลต่อต้นทุนและความเสี่ยงของธุรกิจโดยตรง

Net,Zero,2050,Carbon,Neutral,And,Net,Zero,Concept,Natural

โดยกลยุทธ์ ESG จะช่วยให้ธุรกิจสามารถ “ดูแลอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม” มากขึ้นและยังเป็นตัวช่วยเพิ่มอัตราการเติบโตของธุรกิจ ในยุคที่ผู้บริโภคตัดสินใจซื้อสินค้าที่มีส่วนช่วยอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม และยังสามารถตอบสนองต่อนโยบายของภาครัฐและให้ความร่วมมือกับกฎหมายใหม่ๆ ที่เกี่ยวข้องกับด้านสิ่งแวดล้อม และมูลค่าบริษัทที่ส่งผลกระทบตรงต่อ กลุ่มผู้ถือหุ้น (Investor) ที่มีการลงทุนกับบริษัทที่เป็นอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม หรือ Green Company

โดยเป้าหมาย คือ การมุ่งสู่ Net Zero คือการทำให้ทุกกิจกรรม “ไม่มีการปลดปล่อยมลพิษออกสู่สิ่งแวดล้อม” ทั้งการหันมาใช้พลังงานทางเลือกอย่าง Solar Cell หรือ การเปลี่ยนรถยนต์นองค์กรให้กลายเป็น EV (Electric Vechicle) รวมไปถึงการลดการปล่อยมลพิษ เพื่อนำมาหักลบกับกิจกรรมที่ไม่สามารถลดการปล่อยมลพิษขององค์กรได้ในรูปแบบของ Carbon Credit อีกด้วยครับ

4. ยกระดับประสบการณ์ด้วย Metaverse

Metaverse ที่ถูกมองว่าเป็นยุคต่อไปในโลกของ Internet ที่โดยมีเทคโนโลยี 3D อย่างเทคโนโลยี  VR และ AR เช่น ในร้านเสื้อผ้าบางแห่งใช้เทคโนโลยี AR มาช่วยให้ลูกค้าได้จำลองสวมใส่เสื้อผ้าผ่านระบบนี้, ในโรงงานอุตสาหกรรมที่สามารถเดินเข้าไปอยู่ในพื้นที่การผลิตเพียงแค่ใส่แว่น VR, การจำลองเครื่องจักรและการแยกชิ้นส่วนแบบ 3D ที่ทำให้เห็นภาพเครื่องจักรที่ซับซ้อนชัดขึ้น เป็นต้นครับ ซึ่งหากมองเทคโนโลยีกลุ่มพวกนี้ดีๆ ก็สามารถสร้างความสามารถในการแข่งขันได้อย่างดีเลยครับ

ซึ่งล่าสุดทาง Apple ก็ได้ออกแว่น Vission Pro ที่ยกระดับเทคโนโลยีแว่น VR เพื่อให้ทำงาน หรือ Entertainment ได้ดีขึ้นอย่างมากเลยครับ

เทคโนโลยี VR AR XR ในอุตสาหกรรม

5. ความท้าทายของตลาดงานแรงกดดันทั้งนายจ้างและลูกจ้าง

“ตลาดงาน” ในปี 2022-2023 มีความเคลื่อนไหวครั้งใหญ่ ทั้งจากการเหตุการณ์ “The Great Resignation” หรือ การพร้อมใจกันลาออกระลอกใหญ่ และ “Quiet Quitting” การทำงานเฉพาะในส่วนความรับผิดชอบของตัวเองเท่านั้น (อารมณ์แบบทำงานแค่ส่วนของตัวเองเพื่ออยู่รอดไปวันๆ) เพื่อ Work-Life Balance โดยยุคนี้เป็นยุคที่คนมีการเปลี่ยนแปลงงานบ่อยมากๆ จากผลวิจัย “PwC” เคยทำผลสำรวจแรงงาน จำนวน 52,195 คน ในจำนวนนี้อยู่ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก 17,992 คน ระบุว่า ปรากฏการณ์ “การลาออกครั้งใหญ่” จะยังคงอยู่และดำเนินต่อไป โดยในอีก 12 เดือนข้างหน้า มีแผนจะเปลี่ยนงาน, ขอขึ้นเงินเดือน, เลื่อนตำแหน่ง โดย 1 ใน 5 ของลูกจ้างมีแผนที่จะเปลี่ยนงานใหม่ในอีก 12 เดือนข้างหน้า และ 1 ใน 3 ต้องการขอขึ้นเงินเดือน และ 1 ใน 3 ต้องการขอเลื่อนตำแหน่ง

ดังนั้น “แรงกดดันที่เกิดขึ้นกับนายจ้าง หรือองค์กร” ในหลายมิติ ไม่ว่าจะเป็น การรักษาพนักงานที่มีความสามารถ (Talent Employee) จะยิ่งยากขึ้น ทำให้เกิดภาวะขาดแคลนแรงงานทักษะสูง หนึ่งในปัจจัยนึงก็มาจากเทคโนโลยี หรือแพลตฟอร์มต่างๆ ที่ทำให้ทั้งนายจ้าง และลูกจ้าง สามารถเข้าถึงกันได้ง่าย ทางลูกจ้างเลยไม่ได้มีความจำเป็นต้องอดทนเหมือนยุคก่อนๆ โดยทางลูกจ้างเองเค้าก็สามารถพิจารณาข้อมูลที่หามาได้อย่าง่ายได้ ตั้งแต่ค่าจ้าง (Salary), ความยืดหยุ่นในการทำงานและวัฒนธรรมองค์กร, ประสบการณ์และความก้าวหน้าในการทำงาน ตลอดจนการหา Skill เพิ่มเติมและการได้ใบรับรองจากการอบรมเพื่อไปต่อยอดสู่อาชีพใหม่ๆ อีกด้วยครับ

ดังนั้นทางบริษัทจึงต้องหามาตรการในการรักษาลูกจ้างที่เก่ง (Talent Employee) ให้อยู่กับองค์กรในทุกแง่มุม และเปรียบเทียบกับบริษัทคู่แข่งอยู่ตลอดเวลา

Reference : Marketingoops.com

========================================================

และหากเพื่อนๆสนใจเทคโนโลยี และนวัตกรรมใหม่ๆในอุตสาหกรรม สามารถมาพบกับได้ใน “งาน Mira and Subcon EEC 2023” งานแสดงเทคโนโลยีสำหรับอุตสาหกรรมภาคตะวันออก ด้านการบำรุงรักษา ระบบอัตโนมัติและหุ่นยนต์ และอุตสาหกรรมรับช่วงการผลิต

6-8 กันยายน 2566 ที่ ศูนย์ประชุมและแสดงสินค้านานาชาตินงนุช พัทยา จังหวัดชลบุรี

WebBanner_MiRA-SCT-1450x180

สนใจสอบถามการจองพื้นที่ : https://mira-event.com/2023/en/Exhibit_RequestForm.asp

รายละเอียดเพิ่มเติม:
Website: mira-event.com
Line: @miraevent

========================================================

#นายช่างมาแชร์ #IoT #Technology #MIRA #SUBCON

Bigdata และ AI คืออะไร ? และนำไปใช้ประโยชน์อะไรในอุตสาหกรรม

0
Robotics AI Technology wallpaper
Robotics AI Technology wallpaper

หากพูดถึงสุดยอดเทคโนโลยีล้ำสมัยที่มาแรงที่สุด และมีการนำมาประยุกต์ใช้ในทุกๆวงการทำงานนั้นคือ “เทคโนโลยี Bigdata และ AI” ซึ่งทางนายช่างเชื่อว่าเพื่อนๆหลายๆคนคงได้รู้จักและมีส่วนร่วมในการใช้งานหลายๆโปรแกรมที่ใช้ AI และ Bigdata ที่ได้สร้างความประหลาดใจถึงประสิทธิภาพและความแม่นยำของระบบนี้ และผมก็ยังเชื่ออีกว่า เพื่อนๆหลายๆคนอาจจะเข้าใจผิดเกี่ยวกับระบบนี้เช่นกัน

ดังนั้นวันนี้ทางนายช่างมาแชร์ จะขอมาแชร์เรื่อง Bigdata และ AI แบบฉบับเข้าใจง่ายและเห็นภาพกันว่า มันคืออะไร? และเอาไปใช้อะไรได้บ้าง และที่สำคัญ ณ วันนี้โลกโรงงานอุตสาหกรรมของเรา…ได้พัฒนาและนำไปประยุกต์ใช้กับงานอะไรกันบ้างแล้วครับผม

Bigdata และ AI ก็แค่วิชาสถิติและคณิตศาสตร์ ?

ก่อนอื่นของพาเพื่อนๆมาทำความรู้จักกับ Bigdata หรือ ข้อมูลขนาดใหญ่ และ AI หรือ ปัญญาประดิษฐ์ พอฟังสองคำนี้แล้วรู้สึกเหมือนกับว่ามันดันเป็นสิ่งที่ไกลตัวพวกเรามากๆเลยใช่มั้ยครับ…แต่จริงๆแล้ว Big data และ AI เป็นแค่เพียง “วิชาสถิติ และคณิตศาสตร์” แค่นั้นเองหรอ ?

ใช่ครับเพื่อนๆจริงๆแล้วเทคโนโลยีการคาดการณ์สุดแม่นยำ หรือ โปรแกรมการคำนวนที่แม่นยำที่สามารถสั่งหุ่นยนต์ให้มีความฉลาดล้ำโลกสุดๆ (แบบที่ไม่ต้องไปสั่งหุ่นยนต์ให้ทำงานเลย และหุ่นยนต์ก็สามารถเรียนรู้เองและเก่งขึ้นเรื่อยๆได้อีกด้วย) มาจากแก่นแท้ว่า….”ข้อมูลจริงและแม่นยำแค่ไหน?” เพราะหากคิดดีๆแล้ว หุ่นยนต์เวลาทำงาน จริงๆก็เป็นแค่ “หุ่น” เฉยๆเองครับ แต่สิ่งที่สามารถทำให้เค้าฉลาดได้ก็มาจาก “ข้อมูลที่ป้อนเข้าไปนั่นเอง”

แต่ทว่า “ข้อมูล (Data)” ที่ป้อนเข้าไปนั้น มันจะไม่ใช่การป้อนข้อมูลเข้าและให้หุ่นยนต์ทำงานตามการป้อนข้อมูลเข้าไปเหมือนแต่เดิมครับ ขอยกตัวอย่างการทำงานแบบคลาสิคก่อนนะครับ เช่น เราสั่ง “หุ่นยนต์ส่งของ” ให้เดินไปด้านหน้า 3 เมตร และเลี้ยวขวา 5 เมตร จากนั้นพอหุ่นยนต์ถึงที่กำหนดไว้ก็จะให้วางของลง โดยเราอาจจะกดเลข 3,5 เพื่อให้หุ่นยนต์ทำตามที่เราสั่งเข้าไปครับ ซึ่งหุ่นยนต์แบบคลาสสิคก็จะทำงานตามที่เราป้อนข้อมูลไป อันนี้ในมุมคณิตศาสตร์เรียกว่า การทำงานตามฟังก์ชั่นการทำงานด้วยโมเดล หรือสมการที่กำหนดไว้ y = f(x)

ความสัมพันธระหว่าง “สมการทางคณิตศาสตร์” กับ “Bigdata, AI”

แต่ทว่าโลกของคณิตศาสตร์ และสถิติ ตามทฤษฎีพื้นฐาน (ซึ่งไม่ใช่ พื้นฐานของใครหลายๆคน TT) เราสามารถสร้าง “สมการ หรือ โมเดล (Model) จากข้อมูลที่รับมาได้ด้วย ชุดข้อมูล (Data)” ซึ่งหมายความว่า “เครื่องจักรสามารถสร้างรูปแบบการทำงานใหม่ได้ตลอดเวลาและแม่นยำยิ่งขึ้นภายใต้ชุดข้อมูลที่มีขนาดมากพอและได้คุณภาพ” โดยคำว่าการสร้างโมเดลสมการ และการสร้างความแม่นยำของสมการจากชุดข้อมูล ตรงนี้แหละครับ คือ AI หรือ Artificial Intelligent

กลับมาในมุมคณิตศาสตร์นิดนึงนะครับ เช่น เรามีฟังก์ชั่น x ที่ y = f (x) = Ax^3 + Bx^2 + Cx +D ซึ่งสมมุติว่าเป็นชุดการทำงานของหุ่นยนต์ แต่เรายังไม่รู้ตัวแปรสัมประสิทธิ A,B,C,D ซึ่งเราสามารถหาได้จากการสุ่มค่า x, y ไปเรื่อยๆและแทนค่ากลับ (Trial and error) มาในสมการและดูว่าความแม่นยำ (Accurracy) ใกล้เคียงรึยัง ?

AI Robot Machine Learning Wallpaper

หลายๆคนอาจจะสงสัยว่า…จริงๆหลักการนี้มันก็แค่หลักการพื้นฐานเอง แล้วทำไม Big data และ AI ถึงยังไม่เกิดซักทีหละ ??

คำตอบนั้นคือ Hardware ทางคอมพิวเตอร์สมัยนี้มีความทรงพลัง รวดเร็ว และประมวลผลข้อมูลเยอะๆ ได้ !! แต่เมื่อก่อนทำไม่ได้ เพราะว่า สมการคณิตศาสตร์ในชีวิตจริง ไม่ใช่แค่ตัวแปรเดียว และมิติเดียว แต่เป็นตัวแปรและมิติที่มีจำนวนมาก ซึ่งจะต้องสร้างสมการพวกนี้ จากข้อมูลมหาศาล หรือ Bigdata นั้นเอง

ขอย้อนกลับไปที่หุ่นยนต์ส่งของแบบเดิมนะครับ แต่เดิมหุ่นยนต์เดินไป 3 เมตร 5 เมตรและวางของ แต่คำถามคือ มันคือวิธีที่ดีที่สุดหรือยัง? เพราะเราจำกัดขั้นตอนการทำงานของเจ้าหุ่นยนต์ตัวนี้ไว้แล้ว แต่จริงๆแล้วหากเราใช้ AI มาประยุกต์ใช้ เราอาจจะทดสอบให้หุ่นยนต์ทำงานหลายๆแบบ หรือเป็นการสร้างข้อมูลหลายๆแบบให้กับหุ่นยนต์ หลังจากนั้นด้วยระบบ AI เค้าจะคิดหาวิธีที่ดีกว่า แม่นยำกว่า และสร้างประสิทธิภาพของหุ่นยนต์ได้ดีกว่าเดิมในรูปแบบที่เราต้องคอยสั่งเรื่อยๆครับ

ปล. จากผู้เขียนนะครับ อันนี้อาจจะเป็นการยกตัวอย่างภาพรวมของ Bigdata , AI กับหลักการเชิงสถิติและคณิตศาสตร์ แต่จริงๆแล้วหลักการ big data และ AI จะแบ่งได้หลากหลายหมวดหมู่และหลายแบบมากๆนะครับ หากสนใจอาจจะลองไปศึกษาเพิ่มเติมกันนะครับ

การนำมาประยุกต์ใช้ของ Bigdata และ AI ในอุตสาหกรรม

หลังจากที่เราเข้าใจหลักการคร่าวๆ ของ Bigdata และ AI ว่ามันคืออะไรแล้ว ? เราลองไปดูกันครับว่าในปัจจุบันมีการนำระบบเหล่านี้มาประยุกต์ใช้อะไรแล้วบ้าง ? (ซึ่งจริงๆก็วงการนี้ไปกันไกลมากๆเลยครับ) ยกตัวอย่างจากในชีวิตประจำวัน เช่น โปรแกรมแต่งภาพ เปลี่ยนภาพคนเป็นการ์ตูนที่คล้ายกันมากๆ ที่เราเจอใน TikTok , หรือ Recommend Model ที่คอยเลือกเพลง หรือ หนัง ที่คิดว่าเราจะชอบได้อย่างตรงใจใน Spotifiy หรือ Netflix,

ส่วนในวงการอุตสาหกรรม ยกตัวอย่างเช่น การสร้าง Predictive Model ที่สามารถทำนายความเสียหายของเครื่องจักรในอนาคตได้อย่างแม่นยำ (กว่าการใช้ Standard และ ISO-10XXX ต่างๆ) , การทำนายราคาสินค้าและบอกจุดคุ้มทุนที่ดีที่สุด ต้นทุน-ราคาขาย , สินค้าคงคลัง , กำลังการผลิต ที่ทางโรงงานจะต้องตัดสินใจในการดำเนินธุรกิจ, ในภาคการผลิตและเครื่องจักรกล เช่น หุ่นยนต์ที่มีความฉลาดมากกว่าเดิม สามารถประกอบ ผลิตงานชิ้นส่วนได้ไวขึ้นและข้ามขีดจำกัดทำงานแบบเดิมๆไปได้ หรือ การต่อระบบ IoT ที่เชื่อมโยงเครื่องจักร ระบบการบริหาร ต้นทุน-ราคาเข้าด้วยกัน ถ้าให้เห็นภาพ คือ เช่นราคาน้ำมันในตลาดโลกมีการปรับราคาสูงขึ้น วาล์วและปั้มในโรงงานก็จะเปิดและทำงานได้มากขึ้นเพื่อเพิ่มกำลังการผลิตในโรงงานและแจ้งไปทางคนควบคุมและผู้บริหารว่า กำไรที่เพิ่มขึ้นเป็นเท่าไหร่ ; อาจจะดูเวอร์แต่ว่ามันเกิดขึ้นจริง หลายๆที่แล้วนะครับ

เทคโนโลยี VR AR XR ในอุตสาหกรรม

บทสรุป

สุดท้ายนี้อาจจะมีหลายๆคนกลัวการเข้ามาของ Big data และ AI จะทำให้หลายๆคนตกงาน และบางธุรกิจปรับตัวไม่ทันอาจจะสามารถเจ๊งได้เลย อันนี้ในมุมมองผู้เขียนนะครับ อาจจะต้องบอกว่า “จริง” แต่ด้วยระบบและกฏหมายเรื่องตกงานอาจจะทำได้ยากกว่าการปรับตัว Reskill เพิ่มศักยภาพการทำงานร่วมกับหุ่นยนต์ และได้ค่าแรงมากขึ้นกว่าเดิมด้วยครับ เพราะยังไงโรงงานก็จะต้องขยายตัวตามการเข้ามาของเทคโนโลยี

แต่ในแง่ของบริษัท หรือโรงงานถ้าหากไม่ปรับตัวอันนี้มีสิทธิ์ที่จะปิดกิจการสูงเลยครับ เพราะถ้าคู่แข่งสามารถนำเทคโนโลยีเข้ามาได้ประสิทธิภาพทางการผลิตจดเพิ่มขึ้น และสินค้าราคาของเค้าจะถูกลง ทำให้ความสามารถทางการแข่งขันสูงขึ้นนั้นเองครับ

ซึ่งถ้าหากใครสนใจอยากปรับตัว หรือหาเทคโนโลยีเครื่องจักรที่นำระบบ Bigdata และ AI เข้ามาประยุกต์ใช้แล้วละก็สามารถเข้าไปเยี่ยมชมงาน Mira and Subcon EEC 2023 งานแสดงเทคโนโลยีสำหรับอุตสาหกรรมภาคตะวันออก ด้านการบำรุงรักษา ระบบอัตโนมัติและหุ่นยนต์ และอุตสาหกรรมรับช่วงการผลิต ในวันที่ 6-8 กันยายน 2566 ที่ ศูนย์ประชุมและแสดงสินค้านานาชาตินงนุช พัทยา จังหวัดชลบุรี

WebBanner_MiRA-SCT-1450x180

สนใจสอบถามการจองพื้นที่ : https://mira-event.com/2023/en/Exhibit_RequestForm.asp

รายละเอียดเพิ่มเติม:
Website: mira-event.com
Line: @miraevent

#นายช่างมาแชร์ #IoT #Technology #MIRA #SUBCON