จีนโชว์เทพ – สร้างตึก 10 ชั้นภายในวันเดียว

0

ด้วยความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีในประเทศจีนที่ช่วงหลังมีการพัฒนาอย่างรวดเร็ว ที่เราสังเกตุได้จากข่าวที่ผ่านมาในการสร้างโรงพยาบาลสนาม ล่าสุดถูกนำมาใช้เพื่อสร้างนวัตกรรมทางด้านสถาปัตยกรรมและวิศวกรรมให้สร้างตึก 10 ชั้น ภายใน 1 วัน !!!

บริษัทสัญชาติจีน Broad Group เพิ่งเปิดเผยนวัตกรรมใหม่การก่อสร้างอาคารที่พักอาศัยขนาด 10 ชั้น ด้วยการสร้างชิ้นส่วนขึ้นในโรงงานและยกนำมาประกอบเข้าด้วยกันเป็นตึก ส่วนระยะเวลาในการประกอบให้เป็นรูปเป็นร่างนั้นใช้เวลาเพียง 1 วันกับอีก 4 ชั่วโมง 45 นาที ดูตามวีดีโอด้านล่างเลยนะครับ ว่าวิธีการเป็นอย่างไรบ้าง

คอนเซปต์อาคารดังกล่าวที่พัฒนาโดยบริษัท Broad Group คาดว่าจะเป็นการปฏิวัติรูปแบบการก่อสร้างในอนาคตกันเลยทีเดียวนะครับ โดยหลักการเป็นแบบนี้นะครับ

ขั้นตอนการทำโดยสังเขป

  1. ในทางเทคนิคแล้วอาคารเหล่านี้ได้นำชิ้นส่วนที่ผลิตขึ้นในโรงงานของบริษัท และถูกขนย้ายออกมาด้วยรถบรรทุกเพื่อประกอบเข้าด้วยกัน โดยอาศัยแรงงานบวกกับรถเครนยก
  2. ขนาดของชิ้นส่วนแต่ละห้องนั้นจะเท่ากับตู้คอนเทนเนอร์ ประกอบให้เข้ากันด้วยการเชื่อมสลักเพื่อสร้างให้เป็นตัวตึกพร้อมกับต่อเข้ากับระบบไฟฟ้าและประปา
  3. นวัตกรรมจะพัฒนามาจากคอนเซปต์การสร้างบ้านให้เหมือนกับการประกอบรถยนต์ ทุกชิ้นส่วนผลิตและประกอบเข้าด้วยกันจากโรงงาน และขนย้ายออกไปติดตั้งในตำแหน่งที่ต้องการ โดยทุกชิ้นส่วนของโครงสร้างตึกสามารถขนย้ายได้เหมือนตู้คอนเทนเนอร์ทั้งทางบกและทางทะเล
  4. เมื่อมาถึงตำแหน่งที่ต้องการ ‘สร้างตึก’ กระบวนการนั้นง่ายดายเพียงแค่นำมาวางต่อกันและเชื่อมสลักแต่ละจุดให้หนาแน่น ต่อระบบไฟฟ้าและน้ำประปา ฟังดูง่ายจนเกินความเป็นจริง แต่จากคลิปสาธิตที่ปล่อยออกมานั้นก็ทำให้มันมีความเป็นไปได้
  5. ในส่วนของโครงสร้างตึกนั้นทำมาจากเหล็กกล้าไร้สนิม (Carbon steel) มีขนาดเบากว่า 10 เท่าและแข็งแรงกว่า 100 เท่าเมื่อเทียบกับอาคารธรรมดาทั่วไป มีความทนทานต่อแผ่นดินไหวและพายุไต้ฝุ่น อีกทั้งมีราคาที่ถูกกว่าโครงสร้างอาคารทั่วไปหรืออาคารที่สร้างจากเหล็กคาร์บอน
  6. ตัวตึกที่เห็นอยู่ในคลิปสาธิตการประกอบตึก มีกระจกติดตั้งมาให้ 3 ถึง 4 บาน มีระบบควบคุมความร้อน และใช้พลังงานเพียง 1 ต่อ 5 หรือ 1 ต่อ 10 จากอาคารทั่วไป

อนาคตของงานก่อสร้างอาคาร

โครงสร้างตึกแบบนี้สามารถนำไปใช้สร้างตึกอเนกประสงค์ได้ แต่ไม่ว่าจะเป็นตึกในย่านหรูใจกลางเมืองหรืออาคารย่านที่พักอาศัย หรือจะสร้างเป็นตึกสูง 200 ชั้นก็สามารถนำไปต่อยอกและประยุกต์ใช้ได้

ขอบคุณข้อมูลดีๆจากทาง https://www.catdumb.com/ นะค้าบบบ

แล้วพบกับสาระความรู้ทางด้านงานช่าง และงานวิศวกรรมได้ในโพสต์ถัดๆไปนะครับ หรือสามารถตามสื่อตามๆของเราด้านล่างเลยนะครับ

Website: www.naichangmashare.com
Facebook: https://www.facebook.com/naichangmashare/
Blockdit :  https://www.blockdit.com/naichangmashare
Instragram: https://www.instagram.com/naichangmashare/
Twitter: https://twitter.com/naichangmashare
Youtube: https://www.youtube.com/channel/UCmIPiSeg-uy4k8JYSmknp_g

#นายช่างมาแชร์ #Technology

Factorium เปิดตัว e-WorkPermit ระบบบริหารงานผู้รับเหมาออนไลน์

0
e WP 0
e WP 0

Factorium CMMS  เปิดตัวระบบบริหารงานผู้รับเหมาออนไลน์ แบบเป็นทางการ โดยซอร์ฟแวร์นี้ พัฒนามาเพื่อช่วยแก้ไขปัญการทำงานของ เจ้าหน้าที่ จป. โดยเฉพาะ โดยปกติแล้วตำแหน่งนี้มีความสำคัญกับอุตสาหกรรมโรงงานเป็นอย่างมาก เพราะเป็นผู้ดูแลระบความปลอดภัยทั้งหมดของโรงงาน

แต่เนื่องด้วยเนื้องานที่มากกว่าจำนวนบุลคากรที่มี จนบางครั้งทำให้เสียเวลากับงานเอกสารไปเป็นเวลามากจนไม่มีเวลาบริหารงานส่วนอื่น เช่นงานบริหารงานผู้รับเหมา ปัญหาการลงทะเบียน บัตรประจำตัว การเลื่อนเวลาเข้าออก การประเมินงานผู้รับเหมา ความล่าช้าในการอนุมัติใบอนุญาตต่างๆ รวมไปถึงการดูแลผู้รับเหมาในส่วนอื่นๆ ที่ต้องทำเอกสารทั้งหมด

Factorium จึงพัฒนาซอร์ฟแวร์ e-WorkPermit ระบบบริหารงานผู้รับเหมาออนไลน์ เพื่อช่วยลดเวลา ลดภาระงาน ลดปัญหาการตรวจสอบ ของเจ้าหน้าที่ จป. ทำให้มีเวลาบริหารงานส่วนอื่นมากยิ่งขึ้นถิอเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานอย่างดีเยี่ยมเลยก็ว่าได้ โดยการทำงานหลักๆ ของ e-WorkPermit ระบบบริหารงานผู้รับเหมาออนไลน์ คือ

Factorium Banner CMMS

ความสามารถของ e-Workpermit

1. เปิดใบ Work Permit ได้ 9 ประเภท

แจกแจงประเภทใบงานได้ตามความเหมาะสม ของการใช้งานมากขึ้น แบ่งหมวดหมู่ได้ทั้งหมด 9 ประเภท

2. ระบบอนุมัติใบ Work permit

เจ้าของงาน, เจ้าของพื้นที่, จป., ผู้จัดการ สามารถจัดการผู้รับเหมา ทำบัตรผู้รับเหมา ลงข้อมูลพนักงาน ตามสายการอนุมัติ ได้โดยระบบออนไลน์ผ่านเว็บแอปรวดเร็วมีระบบจัดเก็บข้อมูลให้อัตโนมัติ

สามารถใช้ทั้งแบบ Offline และ Online พร้อมออกบัตรผู้รับเหมาให้กับผู้ที่ผ่านการอบรม ตามนโยบายบริษัทของผู้ว่าจ้าง สามารถสแกนบัตรเพื่อเช็คการเข้าออกของผู้รับเหมาได้ผ่านระบบ

3. ระบบแสกนและตรวจการเข้าทำงาน

ลดปัญหาการตรวจสอบการเข้าออกด้วยระบบแสกนและตรวจสอบการเข้าทำงาน จะไม่มีการติดตามงานที่ยุ่งยากอีกต่อไป สามารถตรวจสอบก่อนเริ่มงาน, ระหว่างทำงาน และหลังปิดงานได้

4. ระบบประเมินผู้รับเหมา แยกตามประเภทงาน

ระบบประเมินผู้รับเหมา แยกตามประเภทงาน สามารถตรวจสอบพร้อมประเมินผู้รับเหมาได้ โดยประเมินงานผู้รับเหมาได้วันละ 3 ครั้ง

5. Dashboard ดูภาพรวมและสรุปผล

Dashboard ดูภาพรวมและสรุปผล แยกข้อมูลจำนวนใบ Work แบ่งตามประเภทความเสี่ยงงาน รวมไปถึงจำนวนงานที่แยกตามผู้รับเหมา สามารถวิเคราะห์ข้อมูลต่างๆ ย้อนหลังเพื่อคาดการณ์การทำงานต่างๆ ในอนาคตได้

ระบบ e-WorkPermit ระบบบริหารงานผู้รับเหมาออนไลน์ ถือได้ว่าเป็นระบบการทำงานที่ครอบคลุมสำหรับการบริหารงานผู้รับเหมาได้ดีที่สุดและทันสมัยที่สุดในขณะนี้เลยก็ว่าได้ครับ

=======================================

หากเพื่อนๆกำลังมองหาระบบ CMMS ที่คุณภาพ มีมาตราฐานสากลระดับโลก ที่สำคัญใช้ฟรี ไม่ต้องโหลดโปรแกรม สามารถใช้ได้ในมือถือ ทั้งระบบ android และ iOS

นายช่างมาแชร์ขอแนะนำโปรแกรม Factorium ระบบ CMMS ยุคใหม่ โปรแกรมซ่อมบำรุงบนสมาร์ทโฟน สำหรับโรงงานยุค 4.0 ครับผม  (www.factorium.tech)

ติดต่อฝ่ายขายและปรึกษาโทร : 096-034-7506 (เนย) , 083-932-4654 (เกว)

=======================================

แล้วพบกับสาระดีๆแบบนี้ทางด้านงานช่าง งานวิศวกรรม และอุตสาหกรรมได้ที่ นายช่างมาแชร์ นะครับ

Website: www.naichangmashare.com
Facebook: https://www.facebook.com/naichangmashare/
Blockdit :  https://www.blockdit.com/naichangmashare
Instragram: https://www.instagram.com/naichangmashare/
Twitter: https://twitter.com/naichangmashare
Youtube: https://www.youtube.com/channel/UCmIPiSeg-uy4k8JYSmknp_g

#นายช่างมาแชร์ #Maintenance #CMMS #FACTORIUM

เมื่อเกิดวิกฤตพลังงานไฟฟ้าในประเทศอิรัก ?

0

รู้หรือไม่ !!! ประเทศอิรักเป็นประเทศในสมาชิก OPEC อันดับ 2 ของโลกที่ผลิตน้ำมัน แต่กำลังจะประสบปัญหาเรื่องการขาดแคลนพลังงานไฟฟ้าใช้ในประเทศ รวมถึงเม็ดเงินในการลงทุนไม่เพียงพอกับโรงงานผลิตไฟฟ้าที่มีอายุ เมื่อมาเจอกับความต้องการใช้พลังงานไฟฟ้าในประเทศที่สูงเพิ่มขึ้น 50% ในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา

นี่อาจจะเป็นสาเหตุที่ทำให้กำลังมองหาและศึกษา ในการสร้างโรงงานไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ที่จะสามารถแก้ไขปัญหาของประเทศในขณะนี้ได้ แม้ว่าจะต้องเผชิญกับการลงทุนที่มหาศาลและสภาพแวดล้อมภูมิประเทศที่เป็นโจทย์ที่น่าท้าทาย

อิรักพยายามจะสร้าง Reactor ทั้งหมด 8 ชุดที่สามารถผลิตไฟฟ้าได้ประมาณ 11 กิกกะวัตต์ (Kamal Hussain latif, chairman of the iraqi radioactive sources regulatory authority)

การจะลงทุนในโรงไฟฟ้านิวเคลียร์นี้นั้นจะต้องใช้เงินลงทุนมหาศาลจึงทำให้ต้องหาพันธมิตรในการลงทุน 40 ล้านเหรียญสหรัฐ และสามารถคืนทุนมากกว่า 20 ปี

การเฝ้าระวังและดูแลเครื่องจักรด้วยการวิเคราะห์การสั่นสะเทือนด้วย Artificial Intelligent (AI)

0
AI machine vibration wallpaper
AI machine vibration wallpaper

ในยุคที่เราใช้ชีวิตท่ามกลางเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว หรือที่เราคุ้นหูว่ายุค Digital Disruption  ชีวิตประจำวันของเราเกี่ยวพันกับเทคโนโลยีแบบใกล้ชิดเลยครับ ขอยกตัวอย่าง เราตื่นนอนตอนเช้าจะออกจากบ้านก็จะต้องเรียกแอปพลิเคชั่น Driver เพื่อหาคนขับรถ หรืออาจจะเปิดแอปพลิเคชั่น Map เพื่อนำทางพาเราไปถึงที่ทำงาน  ช่วงกลางวันเราอาจจะใช้การสั่งอาหารมาทานผ่านทางแอปพลิเคชั่น Food Delivery หรือช่วงเย็นการออกกำลังกายก็จะมี Smart Watch มาคอยจับการออกกำลังกายของเรา และวิเคราะห์ผลออกมา แม้กระทั่งตอนนอนก็ยังมีเครื่องตรวจจับคุณภาพการนอนของเราอีกครับ

หรือเรื่องราวของ ROBOT, AI หรือ Data Science ก็ไม่ใช่เรื่องไกลตัวเหมือนเมื่อก่อนแล้วนะครับ  อย่างเช่น NETFLIX ที่ใช้ระบบ AI มาสร้างความสามารถในการเลือกหนังต่างๆมาให้เราดูได้อย่างตรงใจ เป๊ะๆ (แอดหนึ่งคนคิดว่าโอเครเลย)

และนี่ก็เป็นตัวอย่างที่เราหยิบยกขึ้นมาแสดงให้เห็นว่า ชีวิตเรามีการเกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีมากขึ้นแค่ไหน 

ในขณะที่เทคโนโลยีได้แทรกซึมเข้ามาถึงอุตสาหกรรมการผลิต ซึ่งก็เข้ามามีบทบาทในการสนับสนุนการทำงานให้มีประสิทธิภาพที่ดีขึ้น ยกตัวอย่างเช่น ระบบ Automatic Manufacturing Process, Robotic Arm หรือ Automation Warehouse หรืออาจจะเป็นเครื่องมือในการจัดการในเชิงระบบต่างๆ เช่น ERP (Enterprise Resource Planning), RPA (Robotic Process Automation) หรือ CMMS (Computerized Maintenance Management System)

บทความนี้ทางนายช่างมาแชร์ จะขอพาไปดูเทคโนโลยี AI หรือ Artificial Intelligent ที่นำมาประยุกต์ใช้กับระบบการตรวจจับการสั่นสะเทือน หรือ Vibration Analysis เพื่อการเฝ้ามองติดตามดูแล (Monitoring) และการวิเคราะห์อาการที่ผิดปกติของเครื่องจักรในโรงงานอุตสาหกรรม ว่ามีหลักการอย่างไร ? ตามไปดูกันเลยนะครับ

พื้นฐานการดูแลเครื่องจักรในโรงงานอุตสาหกรรม

ก่อนจะไปเรื่องเทคโนโลยี….ขอกลับมาย้อนถึงพื้นฐานและแนวคิดเกี่ยวกับการดูแลเครื่องจักรในโรงงานอุตสาหกรรมกันก่อนนะครับ  ในธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับสายการผลิต หรือโรงงานอุตสาหกรรมต่างๆ แน่นอนว่า เครื่องจักรถือเป็น“หัวใจสำคัญ”ของการผลิต เพราะว่าหากเครื่องจักรเกิดความเสียหาย ขัดข้อง จะส่งผลกระทบต่อผลิตภัณฑ์ของบริษัททันทีเลยครับ และเราคงไม่อยากให้เครื่องจักรเสียจนไม่สามารถเดินสายการผลิตได้เลยถูกไหมครับ?

ตามกลับไปอ่านบทความ ระบบงานซ่อม และการบำรุงรักษาโดยทั่วไป (Maintenance System) ได้ที่นี่นะครับ

งั้นเราขอย้อนไปดู Basic ของแผนงานซ่อมการเลยนะครับเริ่มจากแบบแรกคือ

1. Reactive Maintenance

ในยุคแรกเริ่มเลยโรงงานการผลิตนั้นจะทำการผลิตโดยใช้เครื่องจักรเป็นปัจจัยสำคัญในการสนับสนุนการผลิต เมื่อทำการผลิตเครื่องจักรจะถูกดำเนินการจนชำรุดเสียหาย (หรือที่เรียกว่า Run-to-fail) แล้วทีมช่างค่อยเข้ามาซ่อม วิธีการแบบนี้จะเรียกว่า Reactive Maintenance (break-down maintenance) ซึ่งจะส่งผลให้ฝ่ายซ่อมบำรุงของโรงงานต้องรีบเข้าไปแก้ไขเพื่อให้เครื่องจักรกลับมาใช้งานได้  ซึ่งจะทำให้ยากในการควบคุมการผลิตให้เป็นไปตามแผน

2. Preventive Maintenance

เพื่อเป็นการแก้ไขปัญหาการหยุดการผลิตจากการซ่อมบำรุง ซึ่งส่งผลต่อกำลังการผลิต  การจัดเตรียมแผน PM (Preventive Maintenance) จึงได้ถูกคิดค้นขึ้น

Preventive Maintenance นั้นนิยมให้มีการกำหนดแผนการดูแลรักษา เช่น การเปลี่ยนถ่ายของเหลว การเปลี่ยนอะไหล่ spare parts (ที่ผู้ผลิตจะแนะนำ หรือที่เรียกว่า OEM Recommendation) ซึ่งกำหนดเป็นชั่วโมงการเดินเครื่อง (Running Hour) หรือตามระยะเวลา (Period Time) เช่นทุกๆ 6 เดือน หรือ 1 ปี

แต่ว่าด้วยวิธีการนี้ยังถูกตั้งคำถามเมื่อใช้งานจริง เช่น อะไหล่บางชิ้นส่วนที่ยังใช้งานต่อได้ แต่ต้องถูกเปลี่ยนตามรอบเวลา ซึ่งผู้บริหารอาจจะเห็นว่าจริงๆแล้วชิ้นนี้ไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนก็เป็นได้ ทำให้เกิดค่าใช้จ่ายที่มากเกินควรหรือเปล่า ?

PM wallpaper

3. Predictive Maintenance & Condition Based Maintenance

เพื่อป้องกันปัญหาเหล่านี้ วิธีการ maintenance ในอีกรูปแบบหนึ่งได้ถูกคิดค้นขึ้นมา คือ การบำรุงรักษาเชิงคาดการณ์ ดังนั้นการคาดการณ์ความเสียหายที่เหมาะสมที่สุดจึงถูกนำมาประยุกต์ใช้ โดยการดูแลเครื่องจักรจะไม่ได้ขึ้นอยู่กับรอบเวลาอย่างเดียวแล้วครับ แต่จะต้องไปอ้างอิงกับสุขภาพของเครื่องจักร ณ เวลานั้นๆ จริงๆ

จึงเกิดมาเป็นแผน PdM (Predictive Maintenance) รวมไปถึง CBM (Condition Based Maintenance)ขึ้น ยกตัวอย่างเช่น งานวัดความตึงสายพาน (Belt tension measurement) การทำ Thermo-Scan ในอุปกรณ์ไฟฟ้า หรือรวมไปถึงการวิเคราะห์การสั่นสะเทือน (Vibration Analysis) เป็นต้นครับ

ปัญหาซ่อนเร้นที่ยังไม่ได้รับการแก้ไขโดย Proactive Maintenance

แม้ว่าโรงงานจะมีระบบบริหารจัดการงานซ่อมและบำรุงรักษาเครื่องจักรในโรงงานที่เข้าขั้นการบำรุงรักษาเชิงรุก (Proactive Maintenance) (อ้างอิงตามรูปด้านบนได้นะครับ) แล้วก็ตาม ไม่ว่าจะเป็นแผน PM, PdM, CBM เป็นต้น  รวมถึงเทคนิคการดูแลเครื่องจักรในแบบต่างๆ เช่น RCM (Reliability Center Maintenance) , RBI (Risk Based Inspection) และ KAIZEN (Continuous Improvement)

ก็คงปฏิเสธไม่ได้ว่าเราก็ยังพบเจอปัญหาที่ Classic หลายอย่าง เช่น เครื่องจักรอาจจะเสียโดยไม่ทราบสาเหตุ, การพังชำรุดบ่อยครั้ง หรือ ลักษณะการเสีย (Failure Mechanism) ที่รุนแรง (แต่น้อยลงกว่าเดิมเยอะ….เมื่อเทียบกับการไม่มีแผนบริหารจัดการงานซ่อมบำรุงรักษาครับ)

และด้วยเทคโนโลยีที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบัน เช่น การmonitoringเครื่องจักร ด้วยการติดตั้งSensor ประเภทต่าง ๆ ในขณะที่เดินเครื่องจักร เช่น อุณหภูมิ, แรงดัน, การสั่นสะเทือน ซึ่งเป็นการดึงข้อมูลเหล่านั้นออกมาแสดงผลให้เราได้เห็น เราจะสามารถทำนาย สุขภาพของเครื่องจักรได้ในระดับนึง

แต่ว่า…จะดีกว่ามั้ย ถ้าเราสามารถนำเทคโนโลยีที่สามารถตรวจสอบสภาพของเครื่องจักรได้อย่างมีประสิทธิภาพ และแสดงสถานะของเครื่องจักรแบบเรียลไทม์ (Real time Monitoring) ซึ่งลดความน่าปวดหัวสุด Classic ลงแทบจะเป็นศูนย์ได้ ??

ด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่ ประกอบกับการวัดค่า parameter ต่างๆที่ได้จาก Sensor เราสามารถนำข้อมูลเหล่านั้นมาคิดวิเคราะห์หาสาเหตุและวิธีแก้ไขของปัญหาซ่อนเร้นที่ยังไม่ได้รับการดูแลจาก Proactive Maintenance ได้

การเข้ามาของเทคโนโลยี IoT (Internet of Things) และ AI (Artificial Intelligent) สำหรับเครื่องจักรและโรงงานอุตสาหกรรม

อย่างที่เราเกริ่นไปในช่วงต้นนะครับ ว่าด้วยการก้าวเข้ามาของเทคโนโลยี และ Digital Disruption  เทคโนโลยีที่ถือเป็นดาวเด่นในอุตสาหกรรม ก็จะมีเทคโนโลยีเกี่ยวกับการวางระบบข้อมูลแบบโครงข่าย (IoT : Internet of Thing) และเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI : Artificial Intelligent) ที่สามารถเชื่อมโยงระบบเครื่องจักรเข้ากับโครงข่ายต่างๆในโรงงานโดยมองครอบคลุมทุกมิติ และมีขีดความสามารถในการนำข้อมูลมาวิเคราะห์ได้อย่างแม่นยำ 

“เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของการผลิตของโรงงาน ลดการเสียหายของเครื่องจักร และลดต้นทุนการซ่อมบำรุงรักษา”

ระบบ IoT (Internet of Thing)

ระบบ IoT (Internet of Thing) หรือ อินเตอร์เน็ตทุกสิ่งอย่าง เป็นระบบที่เชื่อมโยงอุปกรณ์หลายๆอุปกรณ์เข้าไว้ด้วยกัน และมีความสัมพันธ์ซึ่งกันและกันให้กลายเป็นระบบใหญ่ระบบเดียว

ขั้นตอนการส่งข้อมูลในระบบ IoT

  1. ข้อมูล (Collected data) จากเครื่องจักร ซึ่งถูกเก็บผ่านเซนเซอร์ (Sensor)
  2. จากนั้นข้อมูลเหล่านั้นจะถูกส่งผ่านสื่อกลาง (อาจจะเป็นสายสัญญาณ หรือ สัญญาณต่างๆ เช่น Radio-wave, Wi-Fi ,4G) ไปที่ Gateway เพื่อกรองข้อมูล และส่งต่อไปที่ Data system
  3. ข้อมูลจาก Gateway ก็จะถูกส่งผ่านสื่อขึ้นบนระบบ Server กลาง, Data center หรือ ระบบ Offline ก็ได้
  4. จากนั้นข้อมูลเหล่านี้จะถูกส่งไปแสดงผล (Visualization) ให้ทาง user ตาม Panel หรืออุปกรณ์ต่างๆนะครับ

แต่เหนือสิ่งอื่นใด สิ่งที่ควรพิจารณามากที่สุดคือ “ความปลอดภัยของข้อมูล” หรือ Cyber Security นะครับ ^^

ระบบปัญญาประดิษฐ์ Artificial Intelligent (AI) ที่ช่วยวิเคราะห์ข้อมูลให้แม่นยำยิ่งขึ้น  

คำว่าระบบปัญญาประดิษฐ์ หรือ Artificial Intelligent ฟังดูแล้วอาจจะไกลตัว แต่จริงๆแล้วนายช่างขอมาอธิบายให้เห็นภาพอย่างง่ายเลยนะครับ  AI คือ เครื่องจักร (Machine) ที่มีฟังก์ชันทีมีความสามารถใน “การทำความเข้าใจ เรียนรู้องค์ความรู้ต่างๆ” อาทิเช่น การรับรู้  การเรียนรู้ การให้เหตุผล และการแก้ปัญหาต่างๆ  เครื่องจักรที่มีความสามารถเหล่านี้ก็ถือว่าเป็น AI

โดย AI ถูกแบ่งประเภทเป็น 3 ระดับตามความสามารถดังนี้

(1) ปัญญาประดิษฐ์เชิงแคบ (Narrow AI) คือ AI ที่เก่งในเรื่องเเคบๆหรือเรื่องเฉพาะทาง เช่น AI ที่ช่วยในการวิเคราะห์ข้อมูลเครื่องจักร (AI-machine condition monitoring) ที่อาจจะเชี่ยวชาญเรื่องการวิเคราะห์เครื่องจักรมากกว่าวิศวกรในปัจจุบัน ซึ่งผลงานวิจัยด้าน AI ณ ปัจจุบัน ยังอยู่ที่ระดับนี้

(2) ปัญญาประดิษฐ์ทั่วไป (General AI)  : คือ AI ที่มีความสามารถระดับเดียวกับมนุษย์ สามารถทำทุกๆอย่างที่มนุษย์ทำได้และได้ประสิทธิภาพที่ใกล้เคียงกับมนุษย์

(3) ปัญญาประดิษฐ์แบบเข้ม (Strong AI ) : คือ AI ที่มีความสามารถเหนือมนุษย์ในหลายๆด้าน  

แต่ AI เกิดมาก็ไม่ได้ฉลาดเลยนะครับ การที่ AI จะวิเคราะห์ได้อย่างแม่นยำ หรือเพี้ยนจนน่าตกใจ ก็ขึ้นอยู่กับข้อมูลปริมาณมหาศาล หรือ Big data ที่ AI ได้เข้าไปเรียนรู้ ซึ่งระดับ AI อาจจะขอแบ่งเป็นอีก 3 ระดับ Sub-field ตามระดับการเรียนรู้ คือ

(1) ปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence)/  (2) การเรียนรู้ของเครื่อง (Machine learning)/ (3) การเรียนรู้เชิงลึก (Deep Learning)

ซึ่งในวงการในอุตสาหกรรมก็ได้นำข้อมูล Big data ต่างๆ เช่น ข้อมูลในส่วนผลิต ราคา สินค้า ลักษณะการเดินเครื่องจักรต่างๆ มาทำการวิเคราะห์ด้วยระบบ AI เพื่อให้เจ้า AI ให้คำแนะนำได้อย่างเหมาะสมเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของโรงงานและบริษัทต่อไป

เทคโนโลยี IoT และ AI ผสานระบบ Vibration Analysis จากทาง IHI

(1) ในระบบดั้งเดิมการวิเคราะห์ข้อมูล Vibration เรามีวิธีการตัดสินใจเพื่อซ่อมบำรุง 2 วิธี ประกอบด้วยระบบ ISO10816 ซึ่งเป็นมาตรฐานในตรวจวัดความรุนแรงด้านการสั่นสะเทือนที่ใช้กันเป็นมาตรฐานทั่วโลก โดยคำนึงถึงขนาดและลักษณะของเครื่องจักร โดยแบ่งเป็น 4 เกณฑ์  ตามภาพด้านล่าง

(2) การใช้ข้อมูลเชิงสถิติ หรือ Statistic Alarm มาช่วยประกอบการตัดสินใจ เนื่องด้วยในกรณีที่ว่า การใช้ ISO 10816 นั้น ได้ให้ค่า Alarm, Warning ที่สูงเกินไป ทำให้เกิดกรณีที่ว่า เครื่องจักรเกิด fail แต่ว่า ค่า Alarm, Warning ยังไม่ได้ขึ้นเตือนเลย โดยวิธีการนี้นั้น ใช้ค่าเฉลี่ยของการสั่นสะเทือนแล้วบวกขึ้นไป 10-30% ในการตั้ง Warning, Alarm แทน ซึ่งจะเป็นค่าที่น้อยกว่า แบบแรก (ISO 10816-1)

“เทคโนโลยี IoT และ ระบบAI ที่ทางIHI นำเสนอนั้นยังสามารถช่วยอุดช่องโหว่ของชุดข้อมูลที่เป็นลักษณะเฉพาะของแต่ละเครื่องจักร (Characteristic) ด้วย”

เช่น กรณีปั๊มน้ำที่มองภายนอกเหมือนกันแต่ข้างในบรรจุของเหลวที่ไม่เหมือนกัน เช่น น้ำเปล่า หรือ Crude Oil ซึ่งในความจริงแล้วการแสดงผลความเสียหายจะไม่เหมือนกัน

โดยในการบริการของ IHI นั้น ได้มีบริการเต็มรูปแบบทั้งระบบ IoT และระบบ AI ครอบคลุมตั้งแต่การบริการติดตั้ง Vibration Sensor, การติดตั้งระบบการส่งข้อมูลไร้สาย (Wireless) และ Gateway

จากนั้นข้อมูลจาก Gateway จะถูกส่งไปเก็บที่ทาง Server ที่มีความปลอดภัยระดับโลก AWS (Amazon Web Service) Cloud และข้อมูลเหล่านั้นจะถูกนำไปวิเคราะห์และสร้างเป็นระบบ AI เพื่อวิเคราะห์ข้อมูล Vibration เพื่อบ่งบอกสุขภาพของเครื่องจักร ณ เวลานั้นจริงๆ (Real time) และสามารถแจ้งความผิดปกติของความเสียหายที่เหมาะกับเครื่องจักรแต่ละเครื่อง

ระบบการสร้างข้อมูล AI เบื้องต้นของทาง IHI

โดยการนำข้อมูลการสั่นสะเทือนที่ได้จาก Sensor มาทำการ Clustering และกำหนด Boundary เพื่อแยกระหว่างการสั่นสะเทือนปกติ และการสั่นสะเทือนที่เกิดจากความเสียหายของเครื่องจักร โดยข้อมูลที่ได้ไม่ได้มีแค่ระดับ amplitude ของการสั่นสะเทือนเท่านั้น แต่ยังนำค่าที่ได้มาวิเคราะห์ผ่าน FFT (Fast Fourier Transform) เพื่อเช็คข้อมูลในรูปแบบ Frequency Domain เพื่อเจาะไปถึงจุดย่อยของเครื่องจักรที่เป็นแหล่งกำหนดการสั่นสะเทือนของเครื่องจักรได้อีกด้วย

โดยข้อมูลที่เก็บได้ จะนำมา Cleansing และแยกเป็น Cluster แล้วนำมาเข้า Analysis Model ซึ่ง Model ที่นำมาใช้จะมี 4 Model คือ

(1) Robust covariance

(2) One-Class SVM

(3) Isolation Forest

(4) Local Outlier Factor

เพื่อนำมาสร้าง Criteria สำหรับแต่ละ Cluster โดยการเลือกใช้ Model จะขึ้นอยู่กับลักษณะ Process และการทำงานของเครื่องจักรว่าเป็นอย่างไร เหมาะสมกับ Analysis Model ไหน เมื่อเราทำการแยก Cluster ของข้อมูล และกำหนด Criteria จาก Analysis Model เรียบร้อยแล้ว เราก็จะสามารถนำ Criteria นั้นมาเทียบกับค่าที่อ่านได้ในปัจจุบัน (actual data) เพื่อใช้ตรวจหาความผิดปกติของเครื่องจักรได้อย่างแม่นยำ

ด้วยปริมาณข้อมูลที่เหมาะสมในการสร้าง Model ขั้นต่ำอย่างน้อยประมาณ 2 เดือน โดยการ sampling ทุกๆ interval time ที่กำหนด

โดยเกณฑ์การตัดสินอาจจะใช้ AI เป็นแนวทางประกอบร่วมเพื่อตัดสินใจ ร่วมกับสภาพหน้างาน ระบบ ISO-10816 หรือ ระบบ Statistical alarm นะครับ โดยความแม่นยำขึ้นอยู่กับปริมาณและคุณภาพของข้อมูลครับ

แต่ที่แน่ๆข้อมูลที่ได้จาก AI จะมาช่วยเหลือในการทำงาน และคนดูแลเครื่องจักรอย่างแน่นอนครับ

เมื่อเรามีเครื่องมือที่ดีในการตรวจเช็คเครื่องจักร ก็จะทำให้เราทราบอาการผิดปกติของเครื่องจักรได้  เครื่องจักรเป็นเสมือนเพื่อนของเรา อย่าลืมดูแลเพื่อนของเราด้วยนะครับ

=============================================================================================================================================

และสุดท้ายนี้ขอขอบคุณสปอนเซอร์ใจดีจาก IHI ผู้ให้บริการ Vibration Monitoring และ Analysis Reports ที่สามารถช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของโรงงานของเพื่อนๆ

หากเพื่อนๆสนใจรายละเอียดเพิ่มเติม สามารถคลิกเข้าไปดู 

Youtube: https://www.youtube.com/watch?v=oM-1wVM4tOA

Facebook: https://www.facebook.com/IHIAPT

ติดต่อ สอบถาม ได้ทางเบอร์โทรศัพท์ 02-236-3490 และ e-mail: [email protected]

หรือ คุณวิญญ์  เบอร์โทรศัพท์ 080-063-7235  e-mail: [email protected]

=============================================================================================================================================

แล้วพบกับสาระความรู้ทางด้านงานช่าง และงานวิศวกรรมได้ในโพสต์ถัดๆไปนะครับ หรือสามารถตามสื่อตามๆของเราด้านล่างเลยนะครับ

Website: www.naichangmashare.com
Facebook: https://www.facebook.com/naichangmashare/
Blockdit :  https://www.blockdit.com/naichangmashare
Instragram: https://www.instagram.com/naichangmashare/
Twitter: https://twitter.com/naichangmashare
Youtube: https://www.youtube.com/channel/UCmIPiSeg-uy4k8JYSmknp_g

#นายช่างมาแชร์ #AI #IoT #IHI

โฟมโลหะ (Metal Foam) – นวัตกรรมไทยเพื่ออุตสาหกรรมไทย

0
metal-foam wallpaper

โดยปกติถ้าพูดถึงโฟม ใครๆก็จะนึกถึงโฟมขาวๆ ที่เป็นวัสดุที่ทำจากพลาสติก และนิยมนำมาใส่อาหาร หรือข้าวของต่างๆใช่ไหมละครับ แต่ทว่า….ในวงการอุตสาหกรรมยังมี “โฟมโลหะ”ที่เป็นได้รับการนำไปประยุกต์ใช้ในอุตสาหกรรมยานยนต์และขนส่ง รวมถึงอุตสาหกรรมก่อสร้างและที่อยู่อาศัย

ซึ่งนวัตกรรมนี้ บริษัทไทเซ โคเกียว (ประเทศไทย) จำกัด และเอ็มเทค สวทช ที่ได้พัฒนา “การผลิตโฟมอะลูมิเนียมจากน้ำโลหะ” ขึ้นเพื่อทำให้กระบวนการผลิตโฟมอะลูมิเนียมจากน้ำโลหะมีตันทุนต่ำลง และเป็นองค์ความรู้สำหรับสนับสนุนอุตสาหกรรมไทยในอนาคตอีกด้วยครับ

โฟมโลหะ หรือ Metal Foam คืออะไร ?

“โฟมโลหะ” เป็นวัสดุโลหะที่มีรูพรุนมากถึง 75-95.9 % โดยปริมาตร ทำให้มีน้ำหนักเบากว่าโลหะแบบก้อนตันๆ และด้วยความที่วัสดุที่เป็นโลหะ และการออกแบบโครงสร้างด้วยนวัตกรรมทำให้มีสมบัติด้านความแข็งแรง ความเหนียว ความสามารถในการนำความร้อน และทนอุณหภูมิสูงที่ดีกว่าโฟมที่ทำจากวัสดุอื่น ๆ นอกจากนี้ยังมีสมบัติในการดูดซับเสียงได้ดีอีกด้วย โฟมโลหะจึงเป็นวัสดุที่น่าสนใจและสามารถนำมาประยุกต์ใช้งานในด้านต่าง ๆ ทั้งในอุตสาหกรรม ตลอดจนภาคครัวเรือน

นวัตกรรมกรรมโดยคนไทยเพื่ออุตสาหกรรมไทย

ทีมนักวิจัยจากเอ็มเทค (MTEC) สวทช. ได้พัฒนาองค์ความรู้เรื่องการผลิตโฟมโลหะชนิดต่าง ๆ อย่างต่อเนื่องมาในระยะเวลาหลายปี โดยเฉพาะ “การพัฒนากระบวนการผลิตโฟมไทเทเนียมบริสุทธิ์แบบเซลล์เปิด” และทำให้ได้รับรางวัลผลงานวิจัยระดับดีมากจากงานวันนักประดิษฐ์ประจำปี พ.ศ. 2560

โครงการดังกล่าว เอ็มเทค สวทช. ได้ทำวิจัยและพัฒนาร่วมกับ “บริษัทไทเซ โคเกียว (ประเทศไทย) จำกัด” เพื่อพัฒนาการผลิตโฟมไทเทเนียมบริสุทธิ์แบบเซลล์เปิด โดยใช้กระบวนการชุบสารแขวนลอยบนต้นแบบโฟมพอลิเมอร์ เพื่อให้ได้โฟมไทเทเนียมที่ไม่เปราะและสามารถรับแรงกดได้ดี

โฟมไทเทเนียมแบบเซลล์เปิด (Open Cell Titanium Foam)

โฟมไทเทเนียมแบบเซลล์เปิด (Open cell titanium foam) คือ “ไทเทเนียมที่มีโครงสร้างเป็นโครงร่างตาข่ายที่มีความพรุนสูง รูพรุนมีลักษณะต่อเนื่องกัน” ดังนั้นของเหลวหรือก๊าซสามารถไหลผ่านได้อย่างอิสระ และยังสามารถรับภาระ หรือ load ได้สูง

ทั้งนี้โฟมโลหะแบบเซลล์เปิด จะนิยมนำไปใช้เป็นตัวกรอง หรือ filter ในงานที่มีอุณหภูมิสูง เช่น ขั้วในระบบเคมีไฟฟ้า ซึ่งต้องการความต้านทานการกัดกร่อนสูงและต้องการพื้นที่ผิวสูง หรือ การที่จะนำไปประยุกต์ใช้เป็นวัสดุทางการแพทย์เพื่อปลูกฝังในร่างกายที่ต้องการวัสดุที่มีความเข้ากันได้ทางชีวภาพ

“กระบวนการผลิตโฟมไทเทเนียม (Manufacturing process)”

กระบวนการผลิตโฟมไทเทเนียมแบบเซลล์เปิดโดยใช้กระบวนการชุบสารแขวนลอยกับต้นแบบโฟมพอลิเมอร์ เริ่มจากการคัดเลือกวัสดุตั้งต้นและวิจัยขั้นตอนการผลิตและตัวแปรในการผลิตให้สามารถผลิตโฟมไทเทเนียมที่มีสมบัติเชิงกลที่ดี

โฟมไทเทเนียมที่ผลิตได้มีโครงสร้างสม่ำเสมอ มีความแข็งแรง ไม่เปราะ ไม่มีสารปนเปื้อน การวิเคราะห์โดยเทคนิคเอกซเรย์ดิฟแฟรกชัน แสดงให้เห็นว่าระดับความพรุนอยู่ในช่วง 86-92% โดยมีขนาดของเซลล์ระหว่าง 1.1-2.4 มิลลิเมตร

โฟมอะลูมิเนียม (Aluminum Foam)

“โฟมอะลูมิเนียม” ได้รับการนำไปประยุกต์ใช้ในอุตสาหกรรมยานยนต์และขนส่ง รวมถึงอุตสาหกรรมก่อสร้างและที่อยู่อาศัย โดยใช้ในโครงสร้างที่ต้องรับแรงกระแทก, ใช้เป็นวัสดุดูดซับเสียง ,ใช้เป็นฉนวนกันความร้อนหรือตัวระบายความร้อน ปัจจุบันแม้จะมีผู้ผลิตโฟมอะลูมิเนียมจำหน่ายในเชิงพาณิชย์ในต่างประเทศแล้ว แต่ในประเทศไทยยังมีการใช้งานน้อยเพราะมีราคาแพง

ซึ่งเกิดจากตันทุนที่สูงทั้งด้านวัตถุดิบและกระบวนการผลิต ทีมนักวิจัยจากศูนย์เทคโนโลยี-โลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) จึงได้พัฒนา “การผลิตโฟมอะลูมิเนียมจากน้ำโลหะ” ขึ้นเพื่อทำให้กระบวนการผลิตโฟมอะลูมิเนียมจากน้ำโลหะมีตันทุนต่ำลงดังนี้นะครับ

ทีมนักวิจัยฯ เลือกพัฒนาวิธีผลิตโฟมอะลูมิเนียมด้วยการพ่นอากาศลงในน้ำโลหะโดยตรง เนื่องจากเป็นการผลิตโฟมโลหะที่มีต้นทุนต่ำที่สุด แต่วิธีนี้มีจุดด้อยที่ต้องแก้ไขคือการควบคุมโครงสร้างของโฟมโลหะทำได้ค่อนข้างยาก จึงต้องพัฒนากระบวนการผลิตโฟมอะลูมิเนียมให้มีโครงสร้างตามต้องการ

และคิดค้นวิธีการผลิตขึ้นใหม่ โดยใช้วัสดุทรงกลมซึ่งสามารถทนอุณหภูมิสูง และมีพื้นผิวรูปแบบต่าง ๆ เป็นวัสดุที่ทำให้เกิดรู่พรุนรูปแบบต่าง ๆ ภายในโฟมอะลูมิเนียมวัสดุดังกล่าวมีราคาถูกและสามารถปั้นเป็นรูปทรงกลมได้ด้วยเครื่องปั้นเม็ดที่มีจำหน่ายในท้องตลาด

“ทำให้การผลิตโฟมอะลูมิเนียมมีต้นทุนการผลิตต่ำ อีกทั้งยังช่วยลดการนำเข้าจากต่างประเทศ”

การจดสิทธิบัตรและการนำไปประยกต์ใช้

บริษัทไทเซ โคเกียว (ประเทศไทย) จำกัด และเอ็มเทค สวทช.ได้ร่วมยื่นจดสิทธิบัตรสิ่งประดิษฐ์และการออกแบบ รวมถึงตีพิมพ์ผลงานวิจัยในวารสารนานาชาติ ผลงานจากโครงการนี้ได้รับการต่อยอดขยายการผลิตในระดับอุตสาหกรรมโดยบริษัทไทเซ โคเกี่ยว (ประเทศไทย) จำกัด และมีการจำหน่ายเชิงพาณิชย์แล้ว

โฟมอะลูมิเนียมที่ได้มีสมบัติเด่นคือ ดูดซับเสียงที่ความถี่เสียงต่างๆได้ตามลักษณะการใช้งาน สามารถใช้กั้นเสียงที่เกิดจากโรงงาน สถานที่ก่อสร้าง งานจราจร เพราะมีความทนทาน และใช้ลดเสียงจากชิ้นส่วนภายในเครื่องใช้ไฟฟ้า รวมทั้งใช้เป็นแผ่นดูดซับเสียงภายในอาคารไม่ติดไฟและไม่เป็นพิษต่อผู้อยู่อาศัยได้ ปัจจุบันมีบริษัทเอกชนของไทยรับการถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตโฟมอะลูมิเนียมเพื่อผลิตและจำหน่ายเชิงพาณิชย์แล้ว

ขอขอบคุณข้อมูลและข่าวสารดีๆแบบนี้จากทาง สวทช : https://www.nstda.or.th/

แล้วพบกับสาระความรู้ทางด้านงานช่าง และงานวิศวกรรมได้ในโพสต์ถัดๆไปนะครับ หรือสามารถตามสื่อตามๆของเราด้านล่างเลยนะครับ

Website: www.naichangmashare.com
Facebook: https://www.facebook.com/naichangmashare/
Blockdit :  https://www.blockdit.com/naichangmashare
Instragram: https://www.instagram.com/naichangmashare/
Twitter: https://twitter.com/naichangmashare
Youtube: https://www.youtube.com/channel/UCmIPiSeg-uy4k8JYSmknp_g

#นายช่างมาแชร์ #Metalfoam #Titanium #Aluminium #nstda #MTEC

CO2 จะเป็น Game Changer ในอุตสาหกรรม

0

รู้หรือไม่? จำนวนการปล่อย CO2 ออกสู่ชั้นบรรยากาศ เท่ากับ การผลิตรถยนต์ที่เราใช้กันจำนวนทั้งสิ้น 2,200 คัน ต่อ ปี ซึ่งโครงการ PyroCO2 ในยุโรปจะเป็น Game Changer ที่จะเปลี่ยน CO2 ให้มีมูลค่ามากยิ่งขึ้น และกลายเป็นธุรกิจใหม่ที่จะลดการปล่อย CO2 เป็น 0

กรรมาธิการ European “European Green Deal” จะสนับสนุนให้ยุโรปปล่อย CO2 สู่ชั้นบรรยาการให้เป็น 0 และสร้างความมั่นคงทางด้านเศรษฐกิจภายในปี 2050 โดยในขณะนี้ได้ลงเม็ดเงินในการลงทุนไป 40 ล้านยูโร กับโครงการ PyroCO2 ที่จะช่วยการแก้ปัญหาทางด้าน CO2 พร้อมกับ Innovation ใหม่ๆ ที่เราเรียกว่า “CO2 capture and utilization (CCU)

CCU ผลิตภัณฑ์และเศรษฐกิจที่ยั่งยืน

องค์กร SINTEF ที่มีประสบการณ์มามากกว่า 35 ปี ในการทำการจับ CO2 และกักเก็บไว้ ที่จะช่วยลดการปล่อย CO2 ออกสู่ชั้นบรรยากาศ ซึ่งมองว่า CCU จะเป็น Solution ใหม่ ที่จะเข้ามาช่วยให้ยุโรปไปถึงเป้าหมายที่ตั้งไว้ โดยทางคุณ Alexander Wentzel ซึ่งเป็น Research Scientist ได้กล่าวไว้ว่า

พวกเราตั้งเป้าว่าโครงการนี้จะมาเป็น GAME CHANGER ในอุตสาหกรรม CO2 ที่จะเปลี่ยน CO2 ไปเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่า ที่จะช่วยให้ CO2 ปล่อยสู่ชั้นบรรยากาศน้อยที่สุด

Resource และ Expertise ที่จำเป็นในภาคอุตสาหกรรม

การใช้ Biotechnology สำหรับการเปลี่ยน CO2 ไปเป็น Chemicals ที่พวกเราสามารถใช้ในชีวิตประจำวันได้ทุกวัน ซึ่ง Carbon ใน CO2 นั้นสามารถเอามาทำเป็นของที่รีไซเคิลและย่อยสลายได้

ตัวโครงการ PyroCO2 นี้เป็นโปรเจ็ค 5 ปี ที่จะเริ่มใน Autumn ปี 2021 ที่จะลงทุนด้วยเม็ดเงิน 40 ล้านยูโร จะถูกจัดตั้ง Platform สำหรับ CCU ที่ Herøya industrial park. Herøya ที่อยู่ทางภาคใต้ของประเทศ Norway โดยสิ่งที่ได้ออกมาจากอุตสาหกรรม CO2 นั้นจะเป็น Renewable energy ที่สามารถผลิตกระแสไฟฟ้าในประเทศได้ และอีกจุดประสงค์ก็คือเรื่องของการลดการปล่อย CO2 ออกสู่ชั้นบรรยากาศ ที่เป็นปัญหาของทั้งโลก

ซึ่งจะถือว่าโครงการ PyroCO2 นั้นจะเป็น Game Changer ในอนาคตจริงหรือไม่? … ซึ่งเราก็หวังว่าให้ทางนักวิจัยและนักวิทยาศาสตร์นั้นประสบความสำเร็จ เพื่อที่จะทำให้โลกของเรานั้นน่าอยู่มากยิ่งขึ้น เราต้องรอคอยและติดตามกันต่อไป

Website: www.naichangmashare.com
Facebook: https://www.facebook.com/naichangmashare/
Blockdit :  https://www.blockdit.com/naichangmashare
Instragram: https://www.instagram.com/naichangmashare/
Twitter: https://twitter.com/naichangmashare
Youtube: https://www.youtube.com/channel/UCmIPiSeg-uy4k8JYSmknp_g

#นายช่างมาแชร์ #GAMECHANGER #PYROCO2 #RENEWABLEENERGY

Electric Motor [EP: 3] – มอเตอร์ไฟฟ้ากระแสสลับแบบซิงโครนัส (AC Motor ,Synchronous Motor)

0

จาก EP: 1 ที่เราได้รู้จักเกี่ยวกับ Motor ชนิดแรกไปแล้ว นั่นก็คือ DC motor ซึ่งเราได้รู้จักการทำงาน และชนิดของแต่ละประเภทของ DC motor ซึ่งทำให้เราสามารถนำไปเลือกใช้ และประยุกต์กับในลักษณะงานต่างๆ ได้.

กลับไปอ่านบทความ Electric Motor [EP: 1] – มอเตอร์ไฟฟ้ากระแสตรง (DC Motor)

แต่รู้ไหมครับ ว่ามอเตอร์ที่เราใช้กันอย่างแผ่หลายและนิยมในโรงงานอุตสาหกรรมและตามบ้านเรือนนั้น เป็นมอเตอร์ไฟฟ้ากระแสสลับ หรือ “AC Motor” นั่นเอง ที่สามารถใช้งานกับงานจำพวก Pump, Blower, Compressor และอื่นๆ

ดังนั้นใน EP: 2 ของเราในครั้งนี้ เราจะมารู้จัก “AC Motor” ที่เราจะเริ่มต้นที่ AC Motor แบบแรกที่เราเรียกว่า มอเตอร์ไฟฟ้ากระแสสลับแบบซิงโครนัส (Synchronous motor) กันครับ

มอเตอร์ไฟฟ้ากระแสสลับ (AC Motor)

อย่างที่เราทราบกันว่ามอเตอร์ไฟฟ้ากระแสสลับ หรือ AC motor นั้นมีบทบาทในอุตสาหกรรม และบ้านเรือนเป็นอย่างมาก ต้องขอบคุณ Nikola Tesla ที่ทำให้เรารู้จักและมีการใช้ไฟฟ้ากระแสสลับกันอย่างแผ่หลาย ซึ่งมอเตอร์ไฟฟ้ากระแสสลับนั้นจะทำการแปลงพลังงานไฟฟ้าเป็นพลังงานกล ที่ทำให้เกิดการหมุนได้ ซึ่งสามารถแบ่งออกเป็นได้ 2 ประเภทหลักๆ ดังนี้

  1. มอเตอร์ไฟฟ้ากระแสสลับแบบ ซิงโครนัส (Synchronous motor)
  2. มอเตอร์ไฟฟ้ากระแสสลับแบบ อะซิงโครนัส (Asynchronous motor) หรือ มอเตอร์ไฟฟ้ากระแสสลับแบบ เหนี่ยวนำ (Induction motor)

โดยใน EP นี้ เราอยากจะเริ่มต้นที่ Synchronous motor ซึ่งตลอดทั้ง EP นี้เราจะเรียกชื่อนี้กันครับ

หลักการทำงานของ Synchronous Motor

Synchronous motor เป็นมอเตอร์ที่ความเร็วรอบนั้นเท่ากับสนามแม่เหล็กหมุนที่ถูกสร้างมาจากป้อนกระแสไฟฟ้าเข้าในส่วนของ Rotor ซึ่งส่วนประกอบหลักๆ จะมีด้วย 2 ส่วน ดังนี้ คือ

  1. Stator คือ ส่วนที่อยู่กับที่ และมีขดลวดอาร์เมเจอร์ (Armature winding) ซึ่งเป็นส่วนที่รับไฟฟ้ากระแสสลับมาจากแหล่งจ่าย เพือสร้างสานามแม่เหล็กหมุนขึ้นมาในมอเตอร์
  2. Rotor คือ ส่วนที่เคลื่อนที่ของมอเตอร์ ที่ใช้ในการไปขับภาระทางไฟฟ้าต่อไป

ซึ่ง Synchronous motor นั้นจะเริ่มต้นจากที่ในส่วนของการจ่ายกระแสไฟฟ้าไปที่ Rotor และ Stator ซึ่งในส่วนของ Stator จะทำการสร้างสนามแม่เหล็กหมุน (Rotating magnetic field) ขึ้นมา ในส่วนของ Rotor นั้นในช่วงเวลาที่เริ่มหมุนนั้นจะมีการจ่ายกระแสไฟฟ้าไปที่ขดลวดที่อยู่ใน Rotor และจะสร้างเส้นแรงแม่เหล็กขึ้นมาเช่นกัน เพื่อที่จะเกาะไปกับสนามแม่เหล็กหมุน ที่ Stator สร้างขึ้นมา ซึ่งความพิเศษของ Synchronous motor นั้นจะมีความเร็วรอบเท่ากับความเร็วของสนามแม่เหล็กหมุน ที่เราเรียกกันว่า Synchronous speed หรือ ความเร็วซิงโครนัส

*** เลยเป็นที่มาที่เราเรียก Synchronous motor ไงละครับ ***

VDO การอธิบายการทำงานของ Synchronous motor

การ Start เริ่มต้นของ Synchronous motor

เนื่องจาก Synchronous motor นั้นไม่สามารถที่ Start ด้วยตัวเองได้ ซึ่งจะต้องมีผู้ช่วยในการช่วย Start โดยหลักๆ จะมีอยู่ 2 แบบ ดังนี

1. Excited rotor (แบบที่ต้องใช้การจ่ายไฟฟ้ากระแสตรงเข้าส่วนของ Rotor)

เป็นประเภท Rotor นี้จะมี Squirrel cage winding เพื่อช่วยในการเริ่มหมุน ซึ่งในตอนแรกจะมีสภาวะเหมือนกัน Induction motor หรือ Asynchronous motor และมีการจ่ายไฟฟ้ากระแสตรงเข้าไปที่ขดลวดของ Rotor ผ่านแปรงถ่าน (Brush) กับ Slip ring เพื่อสร้างเส้นแรงแม่เหล็กขึ้น

2. Brushless system (แบบไม่ต้องใช้ไฟฟ้ากระแสตรงให้กับ Rotor)

เป็นประเภทที่จะจ่ายไฟฟ้ากระแสสลับผ่านวงจร Bridge Rectifier เพื่อสร้างเส้นแรงแม่เหล็ก เพื่อจะจับไปกับสนามแม่เหล็กหมุน ซึ่งประเภทนี้ไม่จำเป็นต้องจ่ายกระแสไฟฟ้าผ่านแปรงถ่าน (Brush) กับ Slip ring

การนำไปใช้งานของ Synchronous motor

ด้วยข้อดีของ Synchronous motor นั้น ก็คือ ความเร็วคงที่ ที่เราเรียกว่า “Synchronous motor” ดังนั้นการเอาไปใช้งานนั้นจึงเหมาะกับภาระ Load ที่เราต้องการความเร็วที่คงที่ เช่น รถไฟฟ้าอย่าง TGV ของประเทศฝรั่งเศส, เครื่องรีดเหล็ก หรือพวกหุ่นยนต์ แขนกล ต่างๆ เป็นต้น ซึ่งนอกจากความเร็วคงที่ที่เป็นข้อดีแล้ว Synchronous motor นั้นสามารถเอาไปใช้แก้ Power factor ของตามโรงงานที่สามารถทำให้ค่า Power factor สูงขึ้นได้ โดยจะส่งผลให้การถูกปรับจาก Power factor ต่ำกว่า 0.85 นั้นลดลงไปได้

อย่างไรก็ตาม มอเตอร์ชนิดนี้ จะมีค่าบำรุงรักษาที่มากกว่า Asynchronous motor เพราะว่ามีอุปกรณ์ต่างๆ ที่เพิ่มขึ้นมา ไม่ว่าจะเป็นชุดจ่ายไฟฟ้าเข้าไปที่ในมอเตอร์ ส่วนของ Rotor และพวกแปรงถ่าน รวมถึง Slip ring ด้วย

เป็นอย่างไรกันบ้างครับเพื่อนๆ สำหรับ Synchronous motor ใน EP: 2 นี้ ในครั้งหน้า EP: 3 เราจะไปรู้จัก Asynchronous motor หรือ Induction motor นั่นเอง ที่เป็นมอเตอร์ที่เราใช้งานกันบ่อยและมากที่สุด

แล้วพบกับสาระความรู้ทางด้านงานช่าง และงานวิศวกรรมได้ในโพสต์ถัดๆไปนะครับ หรือสามารถตามสื่อตามๆของเราด้านล่างเลยนะครับ

Website: www.naichangmashare.com
Facebook: https://www.facebook.com/naichangmashare/
Blockdit :  https://www.blockdit.com/naichangmashare
Instragram: https://www.instagram.com/naichangmashare/
Twitter: https://twitter.com/naichangmashare
Youtube: https://www.youtube.com/channel/UCmIPiSeg-uy4k8JYSmknp_g

#นายช่างมาแชร์ 

โรงไฟฟ้าความร้อนภูเขาไฟ สำหรับ “ ขุด BITCOIN ”

0
powerplant wallpaper for bitcoin
powerplant wallpaper for bitcoin

ในยุคสมัยที่ Bitcoin หรือสกุลเงินดิจิตอลมาแรงขนาดนี้….ในการทำฟาร์ม หรือ การขุดบิตคอยน์ (BITCOIN) ก็ต้องมีแหล่งทรัพยากร และพลังงานในการขุด เช่น การ์ดจอ (ซึ่งช่วงนี้แพงมากกกกก) และที่สำคัญคือไฟฟ้า แต่ในบทความนี้นายช่างขอพาไปดูไอเดียสุดยอดที่จะเปิดโรงไฟฟ้า เพื่อทำการขุดบิตคอยน์โดยเฉพาะ!!! ด้วยประเทศเล็กๆ ในแถบอเมริกากลางอย่างสาธารณรัฐเอลซัลวาดอร์

เอลซัลวาดอร์ประเทศแรกในโลก ที่ BITCOIN ถูกกฏหมาย

ในช่วงวันที่ 8 มิถุนายนที่ผ่านมา…เอลซัลวาดอร์ได้สลักชื่อของตัวเองในประวัติศาสตร์ในฐานะของประเทศแรกในโลก ที่มีการผ่านกฎหมายรับรอง บิตคอยน์ เป็นเงินที่ชำระหนี้ได้ตามกฎหมาย

จากในวันนั้นมาเอลซัลวาดอร์ก็ได้เริ่มเดินหน้าดันบิตคอยน์ในรูปแบบต่างๆ เรื่อยมาไม่ว่าจะเป็นการฝึกอบรมเพื่อให้ประชาชนของเขาเข้าถึงสกุลเงินดิจิทัล หรือการติดตั้งอุปกรณ์ที่จำเป็นต่างๆ

ประธานาธิบดีของประกาศเตรียมตั้งโรงไฟฟ้าสำหรับ BITCOIN

ล่าสุดนี้ประธานาธิบดี “นายิบ บูเคเล (Nayib Bukele)” มีความเชื่อมั่นในบิตคอยน์มากและออกมาประกาศว่า จะเตรียมตั้งโรงงานผลิตไฟฟ้าจากภูเขาไฟ (Geo thermal electrical power plant) เพื่อขุดบิตคอยน์โดยเฉพาะ

นับว่าเป็นการประกาศที่น่าสนใจเลยทีเดียว…..เพราะว่าในช่วงเวลาที่ผ่านมานั้นบิตคอยน์มักจะถูกมองว่าเป็นตัวการในการทำลายสิ่งแวดล้อม เนื่องจากพลังงานที่ใช้ในการขุดบิตคอยน์เพียงอย่างเดียวนั้น แต่มว่าในยุคปัจจุบันก็สูงกว่าที่ประเทศอาร์เจนตินาใช้ทั้งประเทศแล้ว

แต่ในท้ายที่สุดแล้วแผนการของประธานาธิบดีนายิบ บูเคเล จะสำเร็จด้วยดีหรือไม่ และการเปลี่ยนแปลงของเอลซัลวาดอร์ในครั้งนี้จะส่งผลอย่างไรกับวงการคริปโทเคอร์เรนซี (Cryptocurrency) ในอนาคตรึป่าว??? เราอาจจะต้องจบตาชมต่อไปนะครับ 🙂

#นายช่างมาแชร์ #ฺBitcoin #โรงไฟฟ้าพลังงานภูเขาไฟ

เครื่องจักรของเรากำลังเจ็บปวดอยู่หรือเปล่า?

0

ในธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับสายการผลิต แน่นอนว่าเครื่องจักรต่าง ๆ ถือเป็นหัวใจสำคัญของการผลิต เราคงไม่อยากให้เครื่องจักรของเราเสียจนไม่สามารถเดินสายการผลิตได้ และการบำรุงรักษาตามรอบ ตามที่ผู้ผลิตแนะนำเป็นสิ่งที่จำเป็นต้องทำ เพื่อป้องกันเครื่องจักรของเราเสียหายจนไม่สามารถใช้งานได้

แนวทางการบำรุงรักษาที่ใช้กันตั้งแต่สมัยก่อนจนถึงปัจจุบัน ส่วนใหญ่ผู้ผลิตจะแนะนำให้เปลี่ยนอะไหล่ต่าง ๆ หรือเปลี่ยนของเหลวต่าง ๆ ตามรอบเวลา (Time-base Maintenance) ซึ่งจะกำหนดเป็นชั่วโมงการเดินเครื่อง (Running Hour) หากชั่วโมงเดินเครื่องถึงกำหนด ก็จะทำการเปลี่ยนอะไหล่หรือบำรุงรักษา ซึ่งเครื่องจักรชนิดเดียวกัน หากติดตั้งในพื้นที่ต่างกัน เงื่อนไขในการทำงานต่างกัน (อุณหภูมิ, ความชื้น, ความดันอากาศ, ปริมาณสารกัดกร่อน ที่แตกต่างกัน) ย่อมส่งผลให้อายุของอะไหล่นั้นแตกต่างกันไปด้วย ผู้ผลิตจึงจำเป็นต้องเผื่อ Safety Factor เอาไว้เพื่อให้เปลี่ยนอะไหล่ต่าง ๆ ก่อนที่จะเกิดความเสียหายขึ้น

Image by Peter H from Pixabay

แล้วถ้าหากเราปล่อยให้เครื่องจักรเดินเครื่องไปโดยไม่เปลี่ยนอะไหล่ตามกำหนดล่ะ (Run to Fail) จะเกิดอะไรขึ้น? คำถามนี้ต้องถามกลับว่าเครื่องจักรของเรานั้นมีความสำคัญต่อสายการผลิตขนาดไหน ถ้าหากมีเครื่องสำรองอยู่ (Redundant) การปล่อยให้เครื่องจักร Run to Fail แล้วสลับเดินตัวสำรอง แล้วค่อยหาอะไหล่มาเปลี่ยน ก็อาจจะเป็นสิ่งที่ยอมรับได้ เนื่องจากไม่กระทบสายการผลิต แต่ทั้งนี้การปล่อยให้ Run to Fail เองต้องก็ต้องมีการวิเคราะห์พิจารณาด้วยเช่นกัน ว่าถ้าหากเกิดความเสียหายขึ้นแล้ว จะไม่ทำให้เกิดความเสียหายเกี่ยวเนื่องอื่น ๆ ขึ้นด้วยอีก (เช่น มอเตอร์แบริ่งเสีย ก็เสียแค่แบริ่ง ไม่ใช่ว่าพอแบริ่งเสียแล้วยังฝืนเดินจนเกิดความเสียหายกับขดลวดเป็นต้น)

Image by Peter H from Pixabay

ถ้าหากการเปลี่ยนก่อนเสียหายแล้วเรามองว่าเปลืองเกินไป หรือการ Run to Fail เองไม่สามารถยอมรับได้ ก็ยังมีทางสายกลางอยู่ คือการติดตามเฝ้าดูเครื่องจักรของเรา ผ่าน Sensor ต่าง ๆ ในขณะที่เดินเครื่องจักร เช่น อุณหภูมิ, แรงดัน, การสั่นสะเทือน ซึ่งจะทำให้เราทราบอาการต่าง ๆ ของเครื่องจักร รวมถึงทราบว่าส่วนไหนของเครื่องจักรที่อาจมีปัญหา และด้วยเทคโนโลยีเกี่ยวกับข้อมูลและปัญญาประดิษฐ์ในปัจจุบัน ทำให้ในปัจจุบัน ระบบติดตามเหล่านี้มีขีดความสามารถพอที่จะคาดเดาเวลาที่อะไหล่จะเสียหายได้เลยทีเดียว

(ขออนุญาติลูกค้าก่อนนำไปใช้งาน)

และด้วยในปัจจุบัน มีปัจจัยหลาย ๆ อย่างที่ต้องพิจารณาก่อนติดตั้งระบบ เช่น ความง่ายในการติดตั้งกับเครื่องจักร, ความง่ายในการเก็บข้อมูล หรือความง่ายในการใช้งานระบบ ซึ่ง IoT (Internet Of Things) สามารถตอบโจทย์การใช้งานในส่วนนี้ได้ โดยระบบที่จะแนะนำคือระบบ IoT ของ IHI ที่ติดตั้งใช้งานไม่ยาก ช่วยบอกสัญญาณว่าเครื่องจักรของเรากำลังจะ “ป่วย” หรือเปล่า เพื่อให้เราเตรียมความพร้อมได้ทันท่วงที หรือแจ้งเตือนอาการและความผิดปกติผ่าน Line ก็สามารถทำได้ด้วยระบบของ IHI นี้เช่นกัน

โดยการวิเคราะห์จะอิงตามมาตรฐาน ISO และเก็บข้อมูลเพื่อให้ปัญญาประดิษฐ์ AI (Artificial Intelligence) เรียนรู้ข้อมูลการสั่นสะเทือนจากเครื่องจักรของเรา และวิเคราะห์ข้อมูลออกมาว่าสุขภาพของเครื่องจักรเรานั้นเป็นอย่างไรบ้าง เพื่อให้เราสามารถเตรียมการได้ทัน ก่อนเครื่องจักรจะเกิดการ Fail

เครื่องจักรเป็นเสมือนเพื่อนของเรา อย่าลืมดูแลเพื่อนของเราด้วยนะครับ

Image by Free-Photos from Pixabay

แล้วพบกับสาระดีๆแบบนี้ทางด้านงานช่าง งานวิศวกรรม และอุตสาหกรรมได้ที่ นายช่างมาแชร์ นะครับ

Website: www.naichangmashare.com
Facebook: https://www.facebook.com/naichangmashare/
Blockdit :  https://www.blockdit.com/naichangmashare
Instragram: https://www.instagram.com/naichangmashare/
Twitter: https://twitter.com/naichangmashare
Youtube: https://www.youtube.com/@naichangmashare
TikTok :  https://www.tiktok.com/@naichangmashare

#นายช่างมาแชร์ 

โครงการ Solar cells ที่ SAKAKA CITY ประเทศ SAUDI ARABIA

0
solar-project-saudi-arabia

เทคโนโลยี Solar cells ไม่ใช่ของใหม่สำหรับโลกของเราไปแล้ว ทุกวันนี้ในทุกๆ ประเทศกำลังให้ความสำคัญของ Solar cells มากขึ้น ซึ่งพลังงานนี้จัดว่าเป็นพลังงานสะอาดที่บางครั้งเราสามารถเรียกว่า “Renewable energy” หรือพลังงานทางเลือกนั่นเอง

โครงการที่ Sakaka city ประเทศซาอุดิอาระเบีย ได้ดำเนินการติดตั้งระบบ Solar cells จำนวน 300 MW ซึ่งเป็นความสำเร็จระหว่างความร่วมมือของ ACWA Power (70%) และ AlGihaz’S ที่เป็นบริษัทลูกของ AlGihaz Renewable Energy Company (30%) ในโครงการนี้ได้ต่อเข้ากับระบบไฟฟ้าของประเทศซาอุดิอาระเบีย ที่สามารถจ่ายพลังงานไฟฟ้าที่เป็นพลังงานสะอาดได้มากกว่า 75,000 ครัวเรือน อีกทั้งยังช่วยการลดการปล่อยคาร์บินไดออกไซด์ (CO2) ได้มากถึง 10.5 ล้านตัน CO2 รวมถึงการประหยัดเชื้อเพลิงจากการผลิตไฟฟ้าได้มากกว่า 50 ล้านบาเรล ตลอดอายุการใช้งานของ Solar cells

ซึ่งโครงการนี้เป็นโครงการแรกที่ดำเนินการภายใต้ National Renewable Energy Programme of Saudi Arabia (NREP) ซึ่งบริหารโดยกระทรวงพลังงาน จุดประสงค์ของโครงการนี้เพื่อที่จะสามารถทำการ Balance พลังงานทางเลือก กับ พลังงานที่ใช้ผลิตไฟฟ้าทั่วไปนั้นในระยะยาว รวมถึงการลดการปล่อย CO2 ออกสู่ชั้นบรรยากาศ

โครงการแรกนี้ตั้งเป้าที่จะสามารถผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทางเลือก “Renewable energy” ได้ 9.5 GW ภายในปี 2023 และ 58.7 GW ภายในปี 2030 ซึ่งจะสามารถทำให้เกิดประโยชน์กับมนุษยชาติได้อย่างมาก และเรามาคอยติดตามกันนะครับ สำหรับความคืบหน้าของโครงการนี้

สำหรับวันนี้ขอขอบคุณแหล่งข้อมูลดีๆจากทาง Electricalindia นะครับ

แล้วพบกับสาระดีๆทางด้าน งานช่าง งานวิศวกรรม และงานอุตสาหกรรม แบบนี้ได้ในเพจนายช่างมาแชร์นะครับ

Website: www.naichangmashare.com
Facebook: https://www.facebook.com/naichangmashare/
Blockdit :  https://www.blockdit.com/naichangmashare
Instragram: https://www.instagram.com/naichangmashare/
Twitter: https://twitter.com/naichangmashare
Youtube: https://www.youtube.com/channel/UCmIPiSeg-uy4k8JYSmknp_g

#นายช่างมาแชร์