Insulation [EP.01] : พื้นฐานฉนวนความร้อนในอุตสาหกรรม

1

เพื่อนๆหลายๆคนคงจะเคยได้เห็น, ได้ยินหรืออาจจะเคยได้ใช้กันมาบ้างนะครับสิ่งที่เรียกกว่าฉนวน หรือที่ภาษาอังกฤษเรียกว่า “Insulation”  ฉนวนถือว่าเป็นส่วนประกอบที่สำคัญมากชิ้นส่วนหนึ่งในโรงงานครับ หรือแม้กระทั่งในชีวิตประจำวันของเราก็ต้องเคยเห็นหน้าเห็นตาของฉนวนกันมาบ้างนะครับ แต่ในวันนี้ทางเพจ นายช่างมาแชร์ จะขอมาเจาะลึกถึงรายละเอียดว่าฉนวนนั้นคืออะไรและมีหน้าที่อะไรกันครับ

ฉนวน (Insulation) คืออะไร? 

ฉนวนคือ สิ่งใดสิ่งหนึ่งที่นำมาปกคลุม, หุ้มหรือครอบสิ่งที่เราต้องการจะป้องกัน เพื่อไม่ให้สิ่งที่อยู่ภายในมีผลกระทบกับสภาพแวดล้อมภายนอก หรือในทางกลับกันคือป้องกันไม่ให้ปัจจัยภายนอกมามีผลกระทบกับสิ่งที่อยู่ภายใต้ฉนวน โดยมีข้อดีหลักๆคือป้องกันการสูญเสียความร้อน, ความเย็นของอุปกรณ์ที่หุ้มฉนวนหรือช่วยป้องกันไม่ให้คนที่ทำงานใกล้เคียงเผลอไปสัมผัสและได้รับอันตรายได้ครับ

แต่ฉนวนเองก็มีข้อเสียที่สำคัญมากข้อหนึ่งเลยก็คือ การหุ้มฉนวนอาจเป็นส่วนที่เร่งให้เกิดความเสียหายกับอุปกรณ์ของเราได้หรือทำให้เราไม่สามารถตรวจสอบความเสียหายได้ทันทีหากไม่ทำการรื้อฉนวนออก ความเสียหายในลักษณะนี้จะเรียกว่า CUI (Corrosion Under Insulation) ซึ่งถ้ามีโอกาสจะขอมาอธิบายเรื่องนี้กันอย่างลงลึกอีกเช่นกันครับ

ประเภทของฉนวนมีกี่ประเภท ?

หากเราจะจำแนกประเภทของฉนวนตามจุดประสงค์ของการใช้งานจะสามารถแบ่งออกได้ด้วยกันทั้งหมด 4 ประเภทดังนี้ครับ

  1. ฉนวนเพื่อรักษาอุณหภูมิ หรือที่เรียกในภาษาอังกฤษว่า “Thermal insulation” ซึ่งฉนวนชนิดนี้จะเป็นฉนวนที่เราสามารถพบเห็นได้มากที่สุดและฉนวนเกือบร้อยละ 90% จะเป็นฉนวนชนิดนี้ครับ โดยหน้าที่ของฉนวนชนิดนี้คือรักษาอุณหภูมิของสารในอุปกรณ์ที่เราหุ้มฉนวนนั้นให้มีความร้อนหรือเย็นสม่ำเสมอหรือสูญเสียอุณหภูมิไปกับสภาพอากาศภายนอกให้น้อยที่สุดครับ จะสามารถแบ่งออกได้เป็นอีก 2 ประเภทย่อยก็คือ Hot insulation และ Cold insulation ครับผม
  1. ฉนวนเพื่อป้องกันอันตรายของคน หรือที่เรียกว่า “Personal protective insulation” โดยฉนวนชนิดนี้ทำหน้าที่เดียวก็คือป้องกันอันตรายที่จะเกิดขึ้นหากคนเผลอหรือบังเอิญไปสัมผัสกับพื้นผิวที่ร้อนหรือเย็นเกินไปและจะก่อให้เกิดอันตรายได้นั่นเองครับ ซึ่งอุปกรณ์ที่จะเลือกใช้ฉนวนชนิดนี้ก็คืออุปกรณ์ที่ไม่ต้องการรักษาอุณหภูมิ และไม่มีความจำเป็นที่จะต้องหุ้มฉนวนตลอดทั้งแนวของท่อหรืออุปกรณ์แต่หุ้มเฉพาะตำแหน่งที่คนสามารถเข้าถึงและสัมผัสได้ก็เพียงพอครับ
CUI , Personal Protective Insulation
  1. ฉนวนเพื่อป้องกันเสียง หรือที่เรียกว่า “Acoustic insulation” ฉนวนนี้ชนิดนี้จะพบมากในห้องซ้อมดนตรี, โรงภาพยนตร์หรือบ้านพักอาศัยทั่วไปที่ต้องการให้มีการเก็บเสียงนั่นเองครับ แต่หากในโรงงานอุตสาหกรรมก็จะพบได้ในอุปกรณ์ที่มีเสียงดังเช่น Compressor หรือ Pump ต่างๆครับ
  2. ฉนวนเพื่อป้องกันไฟหรือ “Fire protection insulation” ฉนวนนี้ทำหน้าที่ป้องกันอุปกรณ์ในกรณีที่เกิดไฟไหม้ โดยมีหน้าที่ป้องกันความร้อนที่เกิดขึ้นจากไฟไหม้ไม่ให้ส่งผลกระทบกับอุปกรณ์เป็นระยะเวลาหนึ่งตามมาตรฐานสากลต่างๆเช่น NFPA ครับ ฉนวนชนิดนี้จะพบเห็นได้ตาม Tank farm ต่างๆที่ต้องมีมาตรฐานในกรณีที่เกิดเหตุเพลิงไหม้กับอุปกรณ์ครับ

หากเราจำแนกชนิดของฉนวนตามประเภทของวัสดุจะสามารถแบ่งออกได้เป็น 3 ชนิดดังนี้ครับ

(1) ฉนวนแบบเส้นใย “Fibrous insulation” ฉนวนชนิดนื้ถือว่าเป็นฉนวนที่เป็นที่นิยมมากที่สุดและสามารถพบเห็นได้ทั่วไปครับ โดยจะผลิตจากเส้นใย Fiber และขึ้นรูปด้วยการผสานเข้ากับ Organic binder ชนิดต่างๆ ยกตัวอย่างฉนวนในชนิดนี้ก็เช่นฉนวนใยแก้ว (Fiberglass) และฉนวนใยหิน (Mineral wool)

(2) ฉนวนแบบมีรูโพรง “Cellular insulation” ฉนวนชนิดนี้จะเป็นฉนวนที่มีโพรงอากาศอยู่ภายใน มีน้ำหนักเบา ยกตัวอย่างเช่น Cellular glass นั่นเองครับ

(3) ฉนวนแบบก้อนหยาบขึ้นรูป “Granular insulation” ฉนวนชนิดนี้จะมีลักษณะคล้ายกับ Cellular insulation คือมีโพรงอากาศภายใน แต่ขึ้นรูปด้วยการใช้วัสดุฉนวนชนิดที่เป็นเม็ดหยาบนี้มาขึ้นรูปด้วยการผสานกับ Binder ต่างๆ ยกตัวอย่างเช่น Calcium silicate ครับ

ปัจจัยต่างๆที่ต้องพิจารณาในการเลือกใช้ Insulation

  1. ค่าอุณหภูมิที่จะเลือกใช้ฉนวนชนิดต่างๆ
  • Cold insulation เลือกใช้ในกรณีที่ Operating temperature น้อยกว่า Ambient temperature เพื่อป้องกันการเกิดการควบแน่นที่พื้นผิวครับ (Condensation)
  • Hot insulation เลือกใช้ในกรณีที่ Operating temperature มากกว่า 60 – 70 °C และต้องการ Heat conservation เพื่อไม่ให้เกิดการสูญเสียความร้อน
  • Personal protective insulation เลือกใช้ในกรณีที่ Operating temperature มากกว่า 60 – 70 °C แต่ไม่ต้องการในแง่ของ Heat conservation
  1. ค่า Thermal conductivity หรือค่าสัมประสิทธิ์การนำความร้อน (มีหน่วยเป็น W/m.K) ซึ่งจะแปลผันตามความหนา, ชนิดและอุณหภูมิที่นำไปใช้งาน โดยพารามิเตอร์ตัวนี้ก็จะเป็นตัวบ่งบอกถึงค่า Temperature limitation หรือค่าอุณหภูมิสูงที่สามารถนำไปใช้งานได้อีกด้วยครับ 
  2. ค่า Density หรือค่าความหนาแน่น (มีหน่วยเป็น kg/cm3) ซึ่งส่งผลกับน้ำหนักโดยรวมของอุปกรณ์หลังการหุ้มฉนวน
  3. ค่า pH ของฉนวนในสภาพที่เปียก เพื่อดูว่าจะไม่สร้างสภาพความเป็นกรด-ด่างให้กับฉนวนในกรณีที่ฉนวนเปียกและก่อให้เกิดความเสียหายกับอุปกรณ์ของเรา
  4. ค่า Cl หรือค่าความเข้มข้นของ Chloride (มีหน่วยเป็น mg/kg) ในฉนวนในกรณีที่ใช้หุ้มท่อ Stainless steel จะต้องมีค่า Cl ที่ต่ำเพื่อไม่ให้เกิดความเสียหายแบบ Cl-SCC (Chloride Stress Corrosion Cracking)

ส่วนประกอบของระบบฉนวน Insulation

ทีนี้ในเมื่อเราเข้าใจกันแล้วนะครับว่าฉนวนมีชนิดอะไรบ้าง มาถึงตรงนี้จะขออธิบายถึงระบบฉนวนกับนะครับว่าในการติดตั้งฉนวนนั้น จะประกอบไปด้วยส่วนประกอบทั้งหมดกี่ชนิดอะไรบ้าง เพื่อให้ง่ายต่อความเข้าใจจะขอยกตัวอย่างจากงานติดตั้งฉนวนกับระบบท่อนะครับ โดยจะไล่เรียงจากอุปกรณ์ชิ้นด้านในสุดสู่ด้านนอก ดังนี้ครับ

Insulation และส่วนประกอบ
  • Protective coating หรือสีที่ทาลงบนตัวท่อเพื่อป้องกันการกัดกร่อน ถือว่าเป็นสิ่งหนึ่งที่สำคัญมากในการปกป้องท่อของเรา เพราะเมื่อเราหุ้มฉนวนไปแล้วนั้น เราจะไม่สามารถเข้าถึงท่อเราได้อีก ยกเว้นเสียแต่การรื้อฉนวนออกมาเพื่อตรวจสอบครับ
  • Insulation หรือฉนวน ซึ่งก็คือวัสดุที่เราจะเลือกใช้ตามวัตุประสงค์ตามที่ได้บอกไปแล้วข้างต้นนั่นเองครับ โดยจะต้องเลือกให้เหมาะสมทั้งวัสดุและความหนาของฉนวน รวมถึงรูปแบบของฉนวนที่สามารถนำมาประกอบเข้ากับระบบท่อของเราได้นั่นเองครับ
  • Vapor barrier หรือก็คือวัสดุที่ใช้ป้องกันอากาศเข้ามาสัมผัสกับท่อและก่อให้เกิดการควบแน่น (Condensation) และเกิดเป็นคราบน้ำเกาะบนผนังท่อของเราได้และทำให้เกิดการกัดกร่อนต่อไป โดย Vapor barrier นี้จะใช้ปิดทับลงบนฉนวนอีกชั้นหนึ่ง หรือในกรณีที่เป็นฉนวนแบบ 2 Layer ก็อาจจะติดตั้ง Vapor barrier ไว้ระหว่างชั้นได้นั่นเองครับ
  • Spacer หรืออุปกรณ์ที่ติดตั้งไว้กับระบบท่อเพื่อให้เวลาติดตั้ง Insulation cladding แล้วและหากมีแรงไปกระทำกับฉนวน ฉนวนจะยังคงรูปแบบวงกลมอยู่ ไม่บู้บี้ครับผม
  • Sealant ชนิดต่างๆเพื่อใช้ปิดรอยต่อของ Insulation cladding ในกรณีที่เป็นข้อต่อ, ข้องอหรือวาล์วต่างๆที่จะมีรอยต่อของ Insulation cladding จำนวนมาก Sealant นี้ก็จะมาช่วยเพื่อไม่ให้มีน้ำหรือความชื้นเข้าไปครับผม
  • Insulation jacketing หรือ Insulation Cladding และ Fastening (Banding) ต่างๆ หรือก็คืออุปกรณ์หุ้มทับฉนวนกับ Vapor barrier อีกชั้นหนึ่งเพื่อให้ฉนวนที่ห่อหุ้มท่อของเรานั้นยึดติดแน่นหนาและถือว่าเป็นการ์ดอีกชั้นหนึ่งในกรณีที่มีแรงกระทำกับฉนวน จะไม่ทำให้ฉนวนเกิดความเสียหายครับ ชิ้นส่วนนี้ถือว่าเป็นชิ้นส่วนที่สำคัญมากชิ้นหนึ่งเลยนะครับ เพราะนอกจากจะป้องกันแรงกระแทกต่างๆที่เกิดขึ้นแล้ว ยังช่วยสามารถลดการสัมผัสกับปัจจัยภายนอกที่อาจจะส่งผลให้ฉนวนของเราเกิดการเสื่อมสภาพได้อีกด้วยครับผม

นอกจากฉนวนที่เราจะต้องเลือกใช้ให้เหมาะสมกับอุปกรณ์ของเราแล้ว วัสดุห่อหุ้มฉนวนหรือที่เราเรียกกันว่า Insulation jacketing ก็ถือว่าเป็นอีกชิ้นส่วนหนึ่งที่ต้องให้ความสำคัญเช่นเดียวกันครับ วันนี้เราจะมาดูกันว่า Insulation jacketing นั้นมีกี่ประเภทที่นิยมใช้กันโรงงานอุตสาหกรรม และแต่ละประเภทมีข้อดีข้อเสียกันอย่างไรครับ

ประเภทของวัสดุห่อหุ้มฉนวนหรือ Insulation jacketing

(1) Aluminium sheet หรือแผ่นอะลูมิเนียม เป็นวัสดุที่นิยมใช้มากที่สุดชนิดหนึ่งเพราะมีข้อดีคือน้ำหนักเบา และมีความทดทานต่อการกัดกร่อนสูง ส่วนข้อเสียคือไม่ทดทานต่อแรงกระแทก ทำให้เราจะเห็น Jacket ขนิดนี้บิดผิดรูปให้เห็นในโรงงานบ่อยๆครับ

(2) Stainless steel sheet หรือแผ่นเหล็กกล้าไร้สนิม นิยมใช้กับท่อที่บรรจุสารที่มีอัตราการกัดกร่อนสูงหรือติดตั้งที่บริเวณที่มีไอที่มีฤทธิ์กัดกร่อนสูงนั่นเองครับ ข้อดีเด่นๆคือวัสดุชนิดนี้มีจุดหลอมเหลวที่สูง ทำให้เหมาะแก่การนำไปใช้ที่ที่มีโอกาสในการเกิดไฟไหม้ได้ครับ

(3) Zinc galvanized steel หรือแผ่นเหล็กชุบสังกะสี จะนิยมใช้ในลักษณะเดียวกันกับ Stainless steel sheet เพียงแต่สังกะสีที่ชุบนั้นจะมีจุดหลอมเหลวที่ต่ำกว่า Stainless steel ซึ่งหากไปสัมผัสกับวัสดุอื่น อาจจะทำให้เกิด Liquid metal embrittlement ในวัสดุบางประเภทได้ครับ

(4) PVC หรือวัสดุแบบเดียวกับท่อที่ใช้กันตามบ้านเรือน แต่นำมาใช้หุ้มฉนวนครับ เป็นที่นิยมใช้ในอุปกรณ์ที่อยู่ในร่ม หรือไม่โดนรังสี UV เพราะมีความแข็งแรง, น้ำหนักเบาและทนต่อการกัดกร่อนได้ดี ข้อเสียคือไม่สามารถใช้กลางแจ้งได้ครับ

(5) Fabric หรือคือผ้าใบครับ ข้อดีคือ สามารถติดตั้งได้กับอุปกรณ์ที่มีโครงสร้างที่ซับซ้อน เช่น วาล์ว หรืออุปกรณ์ Instrument ต่างๆ, สามารถถอดออกได้ง่ายและสามารถนำกลับมาใช้ได้ ข้อเสียคือ ความแข็งแรงทนทานต่อการกระแทกน้อยกว่าวัสดุห่อหุ้มชนิดอื่นๆ

(6) วัสดุชนิดพิเศษที่นำข้อดีของ Insulation jacketing ชนิดต่างๆมาผนวกรวมกันเข้ามา ซึ่งจะทำให้มีคุณสมบัติมีความแข็งแรง, ทนต่อ UV, สามารถนำมาติดตั้งใหม่ได้เมื่อถอดออกมาเพื่อทำงานซ่อมบำรุงรักษา, ทนต่อการกัดกร่อนและสามารถติดตั้งในอุปกรณ์ที่ซับซ้อนได้ เพราะมี Packaging ในรูปแบบที่สามารถตัด, ต่อและติดตั้งได้ง่ายครับ โดยจะเป็นการผสมกันระหว่าง PVC, Aluminium และสารเคลือบเพื่อป้องกันรังสี UV ครับ

ซึ่ง Insulation jacketing ถือว่าเป็นปราการด่านสุดท้ายในการปกป้องอุปกรณ์และฉนวนที่เราเลือกใช้ ดังนั้นหากเราต้องการจะเลือกใช้วัสดุที่ดีที่สุด

เราขอแนะนำ Lenzing Jacketing jacket หุ้มฉนวนนวัตกรรมใหม่จากยุโรป ที่มีอายุการใช้งานยาวนานถึง15ปี ไม่บุบ ไม่ยุบ ไม่แตก ช่วยประหยัดในระยะยาว และช่วยประหยัดพลังงาน ติดตั้งง่าย ใช้ได้ทั้ง indoor และ outdoor ตอบโจทย์ทุกประเภทโรงงาน

สนใจสามารถติดต่อ : บริษัท ทรูซีล แปซิฟิค จำกัด


คุณณัฐนิช โทร. 083-007-9888 email: [email protected]
คุณอธิวัฒน์ โทร. 089-999-5161 email: [email protected]
หรือติดต่อสำนักงาน 02-932-5661 email: [email protected]

ก็จบไปแล้วนะครับสำหรับเรื่องฉนวนหรือ Insulation หวังว่าจะได้ความรู้ไปกันพอสมควรนะครับ แล้วพบกันใหม่ในบทความหน้าครับ ขอบคุณคร้าบบ

Website: www.naichangmashare.com
Facebook: https://www.facebook.com/naichangmashare/
Blockdit : https://www.blockdit.com/naichangmashare
Instragram: https://www.instagram.com/naichangmashare/
Twitter: https://twitter.com/naichangmashare
Youtube: https://www.youtube.com/channel/UCmIPiSeg-uy4k8JYSmknp_g

#นายช่างมาแชร์

งาน “Future Energy Asia 2021” (FEA 2021) นิทรรศการและการประชุมด้านพลังงาน

0
“Future Energy Asia 2021” (FEA 2021)
“Future Energy Asia 2021” (FEA 2021)

ในวันที่ 25-27 สิงหาคม 2564 นี้ ในรูปแบบ Online.หน่วยงานด้านพลังงานชั้นนำทั้งในและต่างประเทศตั้งแต่ โชว์ศักยภาพนวัตกรรมพลังงานขับเคลื่อนไทยก้าวสู่พลังงานแห่งอนาคต.ภายใต้แนวคิด “ASEAN Region’s Energy Transition post COVID and towards net zero”

สำหรับผู้สนใจลงทะเบียนเข้าร่วมงานในฐานะ Visitor ได้ที่เว็บไซต์ https://www.futureenergyasia.com.#FutureEnergyAsia

Future Energy Asia 2021 งานนิทรรศการและการประชุมสุดยอดด้านการเปลี่ยนถ่ายพลังงานชั้นนำของภูมิภาคอาเซียน

โดยการสนับสนุนจากกระทรวงพลังงาน และมีการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย และบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ร่วมเป็นเจ้าภาพการจัดงาน งานนิทรรศการและการประชุมสุดยอดในปีนี้มีความสำคัญเป็นพิเศษ เพราะจะมุ่งเน้นจุดสนใจไปที่แผนการเปลี่ยนถ่ายพลังงานของภูมิภาคในยุคหลังโควิด และการสร้างกรอบการพัฒนา หรือ road map

FEA2021

เพื่อมุ่งไปสู่ยุคของการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ หรือ net zero  ผู้กำหนดนโยบายระดับกระทรวง ผู้นำด้านพลังงานของโลก ผู้พัฒนาโครงการ และผู้ลงทุน จะมาร่วมปรึกษาหารือและวางแนวทางของแผนยุทธศาสตร์สำหรับการพัฒนาการใช้พลังงานแบบผสมผสานของภูมิภาคไปสู่เส้นทางของพลังงานที่สะอาดและยั่งยืน 

การประชุมสุดยอดนี้จะมีวิทยากรชั้นนำของโลกมากกว่า 200 ท่าน มาร่วมบรรยายถึงการใช้พลังงานแบบผสมผสานที่กำลังมีพัฒนาการอย่างรวดเร็ว และนำเสนอกลยุทธ์ที่บุคคลากรในสายพลังงานสามารถนำไปประยุกต์ใช้เพื่อเร่งการเปลี่ยนถ่ายไปสู่อนาคตของการใช้พลังงานที่ยั่งยืนและสะอาดกว่าเดิม                

คุณสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ได้กล่าวว่า“พลังงานทดแทนคือโอกาสการลงทุนมูลค่ามหาศาลในอาเซียน ด้วยมูลค่าการลงทุนในโครงการด้านพลังงานทดแทนสูงถึง 2.81 แสนล้านเหรียญสหรัฐ ในช่วงระหว่างปี 2018-2025  นอกเหนือไปจากนั้น คาดการณ์ว่าภูมิภาคอาเซียนจะยังคงเป็นตลาดสำคัญหลักในขับเคลื่อนการเติบโตของก๊าซธรรมชาติเหลว หรือ LNG ซึ่งมีปริมาณมากถึง 83 MTPA ในช่วงปี 2019-2040 จากความเป็นไปได้สูงที่จะมีการเปิดเสรีทางการตลาด” 

การประชุมเชิงยุทธศาสตร์และด้านเทคนิค

การประชุมเชิงยุทธศาสตร์ตลอด 3 วัน ของการจัดงาน จะเป็นการนำเสนอเครื่องมือที่สมบูรณ์แบบที่สุดเพื่อการเปลี่ยนถ่ายด้านพลังงานของเอเชีย  ในวันที่ 25 สิงหาคม ซึ่งเป็นวันแรกของงาน ท่านปลัดกระทรวงพลังงานจะเป็นผู้กล่าวสุนทรพจน์ถึงลำดับความสำคัญด้านพลังงานของชาติ นโยบาย และแผนปฏิบัติ

ตามด้วยสุนทรพจน์จากผู้ว่าการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) และประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) ซึ่งจะให้ข้อมูลเกี่ยวกับการปรับตัวต่อการเปลี่ยนถ่ายด้านพลังงานของระบบสาธารณูปโภคของประเทศ  ผู้นำด้านแนวความคิดของอุตสาหกรรมพลังงานของโลกที่มีชื่อเสียง เช่น มร.ทิม โกลด์   (Tim Gould, Head of Energy Supply – Outlooks – Investment, International Energy Agency) จะมาร่วมนำเสนอถึงโอกาสในการลงทุนในอาเซียนที่มีอยู่อย่างมากมายด้วย     

นอกเหนือจากการประชุมเชิงยุทธศาสตร์ ยังจะมีการจัดประชุมเชิงเทคนิคในรูปแบบออนไลน์โดยไม่มีค่าใช้จ่าย โดยจะมีเนื้อหาครอบคลุมหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับด้านพลังงาน อาทิ โครงสร้างพื้นฐานสำหรับการผลิตไฟฟ้าจากก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) เครื่องมือดิจิทัล โครงข่ายอัจฉริยะ (smart grids) ยานยนต์ไฟฟ้า ไฟฟ้าจากพลังงานสะอาดและการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ และโครงการพลังงานหมุนเวียนในภูมิภาค   

ปิดท้าย

Future Energy Asia Exhibition and Summit เป็นส่วนหนึ่งของฝ่ายงานนิทรรศการและการประชุมด้านพลังงานของโลกภายใต้การบริหารจัดการโดยบริษัทดีเอ็มจี อีเว้นท์ส ที่ประกอบไปด้วยงานที่มีบทบาทสำคัญที่สุดและใหญ่ที่สุดของโลก อาทิ งาน Abu Dhabi International Petroleum Exhibition and Conference (ADIPEC) งาน Gastec  และงาน Global Petroleum Show (GPS) ที่ประเทศแคนาดา เป็นต้น 

#FEA2021 #Future Energy Asia Exhibition and Summit

[งานสัมมนาออนไลน์] ด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทํางานของประเทศไทยในยุค COVID-19

0
[งานสัมมนาออนไลน์] ด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทํางานของประเทศไทยในยุค COVID-19
[งานสัมมนาออนไลน์] ด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทํางานของประเทศไทยในยุค COVID-19

ขอมาแชร์กิจกรรมดีๆ สมัครฟรี และ ได้ประกาศณีย์บัตร ด้วยนะครับ

Topic: งานสัมมนาออนไลน์ด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทํางานของประเทศไทยในยุค COVID-19 (Thailand Occupational Safety, Health and Working Environment Webinar)

Description : งานสัมมนาออนไลน์ด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทํางานของประเทศไทย (Thailand Occupational Safety, Health, and Working Environment Webinar) 

ภายใต้ธีมงาน ” OSH UP 2021 สร้างต้นแบบการเรียนรู้ด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน เพื่อเพิ่มพูนความรู้และประสบการณ์ที่กว้างไกล (OSH UP 2021: Creating the Sharp Archetypes in OSH Knowledge. Certainly, Broaden Your Horizons) “

พบกับหัวข้อสัมมนาและ Workshop ที่น่าสนใจ ดังนี้

16 สิงหาคม 

08.45-09.00 น. พิธีเปิด
09.00-12.00 น. วัฒนธรรมความปลอดภัย ร่วมกันสร้างอย่างไรให้ยั่งยืนด้วนโยบาย Safety Thailand
13.00-16.00 น. ฝ่าวิกฤตความปลอดภัยของแรงงานในสังคมไทยอย่างไรให้อยู่รอด

————————————————————————

17 สิงหาคม 

09.00-12.00 น. 
– กฎหมายความปลอดภัยเกี่ยวกับที่อับอากาศ
– การตัดแยกพลังงานด้วยระบบล็อกและระบบป้ายเตือน

13.00-16.00 น. 
– กฎหมายภายใต้ พรบ.ควบคุมโรคจากการ ประกอบอาชีพและโรคจากสิ่งแวดล้อม พ.ศ. 2562

————————————————————————

18 สิงหาคม 

09.00-12.00 น. 
– การป้องกันและลดปัญหาอุบัติภัยร้ายแรงในโรงงานอุตสาหกรรม เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา

13.00-16.00 น. 
– MOC: Managing Changes Successfully in the Changing World

————————————————————————

19 สิงหาคม 

09.00-12.00 น. 
– การประเมินสุขภาพลูกจ้างกรณีใช้สารเคมี

13.00-16.00 น. 
-การอบรมเชิงปฏิบัติการเพื่อประเมินความเสี่ยง ทางการยศาสตร์
-แนวทางการพัฒนาสมรรถนะหลักสำหรับการรองรับนักการยศาสตร์ระดับวิชาชีพในประเทศไทย

————————————————————————

20 สิงหาคม 

09.00-12.00 น. 
– คลินิกโรคจากการทำงานกับการดูแลสุขภาพและความปลอดภัยในการทำงานของลูกจ้าง

13.00-16.00 น. 
– ดูแลแคร์ใจคนทำงาน : แนวทางการดูแลสุขภาพใจพนักงานและการจัดการความเครียด

————————————————————————

** หมายเหตุ รายละเอียดหัวข้อสัมมนาอาจมีการเปลี่ยนแปลงTimeAug 16, 2021 09:00 AM
Aug 17, 2021 09:00 AM
Aug 18, 2021 09:00 AM
Aug 19, 2021 09:00 AM
Aug 20, 2021 09:00 AM

กดสมัครที่นี้นะครับ >>> คลิกเพื่อสมัคร <<<<

#กิจกรรมดีๆบอกต่อ

นายช่างมาแชร์ [EP.10] – ตลับเมตร และวิธีการใช้งาน

0

สวัสดีครับเพื่อนๆ วันนี้เราขอ Back-to-the-Basic กันนะครับ ขอกลับมาดูอุปกรณ์ที่เรียกได้ว่าเป็นอุปกรณ์พื้นฐานที่สุด…สำหรับช่างทุกๆคน และเชื่อว่าเพื่อนๆทุกคนต้องเคยใช้งานแน่นอน นั้นก็คือ “ตลับเมตร” นั้นเองครับผม!!! แต่เพื่อนๆรู้มั้ยว่าเจ้าอุปกรณ์พื้นฐานตัวนี้ยังมีความลับที่หลายๆคนไม่เคยไม่รู้มาก่อน รวมถึงเทคนิคการวัดต่างๆที่เจ้าอุปกรณ์ตัวนี้สามารถทำได้ด้วยนะครับ นอกจากนี้ยังขอแนะนำส่วนประกอบต่างๆ ,ขนาดของตลับเมตร และวิธีการอ่านค่าของตลับเมตรทั้งในหน่วยของ “เซนติเมตร” และในหน่วย “นิ้ว” อีกด้วยนะครับ สุดท้ายนี้หากเพื่อนๆมีคำถามสามารถทักเข้ามาถามได้ทันทีเลยนะครับ แล้วพบกับสาระดีๆแบบนี้ในด้านงานช่าง และวิศวกรรม ที่เพจนายช่างมาแชร์นะครับ ฝากติดดาวเพื่อไม่พลาดการอัปเดทของเราในทุกๆวันนะครับ

#นายช่างมาแชร์ #ตลับเมตร

GGC-KTIS ลงทุน 1,430 ล้านบาท โรงงาน “นครสวรรค์ไบโอคอมเพล็กซ์ phase II

0
“โครงการนครสวรรค์ไบโอคอมเพล็กซ์”  ในเฟส 2
“โครงการนครสวรรค์ไบโอคอมเพล็กซ์”  ในเฟส 2

บริษัท Global Green Chemical จำกัด (มหาชน); (GGC) และ บริษัท เกษตรไทยอินเตอร์เนชั่นเนลซูการ์ จำกัด (มหาชน); KTIS ร่วมลงทุนโครงการ “นครสวรรค์ไบโอคอมเพล็กซ์” เฟส 2 ในต้นปี 2565 โดยทุ่ม 1,430 ล้านบาท ผุดโรงไฟฟ้าชีวมวล ระบบผลิตไอน้ำ ผลิตน้ำ บำบัดน้ำเสีย

ณ. วันที่ 10  สิงหาคม 2564 คุณไพโรจน์ สมุทรธนานนท์ ตำแหน่ง กรรมการผู้จัดการ บริษัท โกลบอลกรีนเคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ GGC กล่าวว่า “GGC มีความมุ่งมั่นในการดำเนินธุรกิจ คือการเป็น Leading Green Company และ Green Flagship ของเครือ PTTGC Group จึงได้ร่วมทุนกับ บริษัท เกษตรไทย อินเตอร์เนชั่นแนล ชูการ์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ KTIS แกนนำในธุรกิจผลิตภัณฑ์เคมีเพื่อสิ่งแวดล้อม และผู้นำในอุตสาหกรรมน้ำตาลและอุตสาหกรรมต่อเนื่องครบวงจร ใน “โครงการนครสวรรค์ไบโอคอมเพล็กซ์”  ในเฟส 2

“โครงการนครสวรรค์ไบโอคอมเพล็กซ์”  ในเฟส 1
“โครงการนครสวรรค์ไบโอคอมเพล็กซ์”  ในเฟส 1

สำหรับโครงการ “นครสวรรค์ไบโอคอมเพล็กซ์ (NBC)” จะสอดรับกับนโยบายโครงการพัฒนาเศรษฐกิจชีวภาพ (Bioeconomy) ของภาครัฐ เป็นส่วนหนึ่งของโครงการนำร่องตามนโยบายมาตรการพัฒนาอุตสาหกรรมชีวภาพของไทย ที่ได้กำหนดเป้าหมายให้เป็น Bio Hub ของเอเซียภายในปี 2570 และเป็นโครงการ Bio Hub แห่งแรกในประเทศไทย

โดยดำเนินการภายใต้บริษัทร่วมทุน หรือ GKBI บนเนื้อที่กว่า 2,000 ไร่ ในตำบลหนองโพ อำเภอตาคลี จังหวัดนครสวรรค์

โดยโครงการนี้มีมลูค่า 1,430 ล้านบาท ประกอบไปด้วย

(i) โครงการโรงไฟฟ้าชีวมวลเพื่อป้อนไฟฟ้า
(ii) รวมถึงระบบผลิตไอน้ำ ผลิตน้ำ บำบัดน้ำเสีย

ให้กับโรงงานผลิตพลาสติกชีวภาพชนิด Polylactic Acid (PLA) ที่ลงทุนโดย บริษัท NatureWorks LLC ของทาง GKBI (บริษัทร่วมทุนระหว่าง GGC และ KTIS) จะทำให้เกิดโรงงานพลาสติกชีวภาพแบบครบวงจรแห่งใหม่ในประเทศไทย ตอบสนองความต้องการใช้วัสดุที่ยั่งยืนให้ตลาดโลก 

**เพื่อเตรียมความพร้อมให้กับโรงงาน PLA ดังกล่าว “โครงการนครสวรรค์ไบโอคอมเพล็กซ์” คาดเริ่มดำเนินการก่อสร้างได้ตั้งแต่ 1 มกราคม 2565 เป็นต้นไป  

ตัวอย่างโรงงาน Polylactic Acid (PLA)

ดังนั้นจึงเป็นการสนับสนุน BCG Model (Bio-Circular-Green Economy) เพื่อช่วยผลักดันให้เศรษฐกิจ และยกระดับความสามารถในการแข่งขัน นอกจากนี้การดำเนินโครงการดังกล่าวยังเป็นการสร้างความเชื่อมั่นแก่นักลงทุนจากต่างชาติ ให้เข้ามาลงทุนในโครงการนครสวรรค์ไบโอคอมเพล็กซ์ต่อไปในอนาคต 

#นายช่างมาแชร์ #นครสวรรค์ไบโอ #NBC #BioCircular

Pump [EP.8] : Rotary Screw Pump ปั้มเกลียวสกรูสำหรับของหนืด

0

หากพูดถึงปั้มชนิดนึงที่มีความสามารถกึ่งๆ เชิง Dynamic pump และ Positive displacement pump และมีความสามารถในการส่งของไหลที่มีความเหนียวหนือมากๆ (High Viscosity) มีอัตราการไหลที่สูง และยังต้องการ NPSHr ที่ต่ำอีกด้วย คำตอบนั้นคือ “Rotary Screw Pump”

จริงๆ หากย้อนอดีตไปประมาณ 2,000 กว่าปี (234 ปี ก่อนคริสศักตกราช) ในยุคสมัยอียิปต์ได้มีการประดิษฐ์ อาร์คิมิดิสสกรู (Archimedes’ screw) ซึ่งเป็นเครื่องมือที่ใช้ในการขนถ่ายน้ำในสมัยนั้น ซึ่งถือเป็นปั้มตัวแรกๆของโลก และยังเป็นต้นแบบของ Screw pump ในยุคปัจจุบันอีกด้วยนะครับ

ซึ่งในทุกๆวันนี้เจ้า Screw pump ตัวนี้ถือมีบทบาทความสำคัญ ในวงการอุตสาหกรรมมากๆ เพราะใช้ในการ “ขนถ่ายของเหลวที่มีความเหนียวหนือสูงได้ดี” ซึ่งตัวอย่าง หรือ application ที่ใช้ในทุกวันนี้ก็มีตั้งแต่ การขนส่งน้ำมันดิบ (Crude oil) ที่มีความหนืดสูงทั้งในการ Loading จากเรือ, การขนส่ง Transfer pipe, การส่งถ่ายยางมะตอย (Asphalt), หรือแม้กระทั่งอุตสาหกรรมอาหารและอุปโภคบริโภค ยกตัวอย่างเช่น วาซาบิ, น้ำมันหอย, ยาสีฟัน เป็นต้นครับ

งั้นเราไปทำความรู้จักเกี่ยวกับปั้มประเภทนี้ให้มากกว่านี้กันต่อเลยครับ เพื่อที่ว่าเราจะได้มีโอกาสเลือกใช้ และทำงานร่วมกับปั้มชนิดนี้ได้ดีมากขึ้นครับ

Screw Pump คืออะไร ?

สกรูปั้ม หรือ Rotary Screw Pump จัดเป็นปั้มชนิด Rotary ซึ่งถือเป็นหนึ่งในชนิดของ Positive Displacement Pump ที่มีส่วนประกอบในการส่งถ่ายของเหลวหลักคือ สกรู (Screw Rotor) และร่องสกรูในเสื้อปั้ม (Housing Stator) ภายใต้ระยะเล็กๆ (Small Clearance) ระหว่างสกรูและร่องสกรู และของเหลวจะถูกบีบส่งในช่องแคปๆนั้นจากการเคลื่อนที่ของตัวสกรูส่งผมให้เกิด อัตราการไหล และความดันที่ด้านขาออกครับผม

ซึ่งคุณภาพของของเหลวที่ออกจากปั้มชนิดนี้จะออกมาเป็นลักษณะที่มีการไหลวน หรือ Turbulance ที่ต่ำ, มีความสั่นสะเทือน (Vibration) ที่ต่ำ, และมีความสามารถในการเป็น Self priming สูง ทำให้แรงเสียดทาน และเสียงในระบบการส่งถ่ายของเราต่ำตามด้วยนะครับ

โดย Generation ของการพัฒนาก็จะเป็นไปตามปี และจำนวน Screw ที่อยู่ด้านในปั้มนะครับ โดยปัจจุบันย่านการใช้งาน (Operating Range) จะมีประมาณนี้นะครับ

Flowrate Range : สามารถทำได้ถึง 9,000 m³/h
Total head ranges : 103 to 10-2 mbar
Horsepower ranges : 5 – 5,000 HP

Banner_SupremeServ_1532x329px_NEU

ประเภทของสกรูปั้ม (Type of Screw Pump)

ในการแบ่งประเภทของตัวสกรูปั้ม การแบ่งที่เป็นทางเดียวและสากลคือ เราจะเป็นตาม “จำนวนสกรู (Screw Rotor)” ที่อยู่ด้านในปั้มนะครับ โดยปัจจุบันมีตั้งแต่สกรูเดียว จนถึงห้าสกรูแล้วนะครับ

(i) ปั้มสกรูเดี่ยว (Single Screw Pump) : ปั้มแบบนี้เราอาจจะคุ้นและอ้างอิงในอีกชื่อคือ “Progrssive Cavity Pump” หรือ PC pump หรือ ปั้มหนอน (Worm pump) แต่บางครั้งหลายๆสำนักของปั้มก็จะไม่จัดปั้มชนิดนี้ให้เป็น Rotary Screw Pump เพราะว่า ลักษณะสกรู จะไม่เหมือนคำนิยามของ สกรูปั้มครับ ซึ่งปั้มชนิดนี้ก็จะมี Rotor Screw หมุนภายใน Housing Stator ดังภาพนะครับ

Single Screw Pump หรือ Progressive Cavity Pump

(ii) ปั้มสกรูคู่ (Two Screw Pump) : ปั้มชนิดนี้จะมีสกรู หรือ Rotary Screw สองชิ้น หรือจัดเป็นเรียกว่า Twin screw pump ครับ เจ้าปั้มชนิดนี้นิยมใช้ในการใช้งานที่ต้องการแรงม้าเยอะๆ เช่น Heavy Oil Transfer Pipeline สกรูจะแบ่งเป็น ตัวผู้และตัวเมีย (Male-femal screw) ตัวผู้จะทำหน้าที่รับแรงขับ และไปขับของเหลวต่อไปครับ

Two Screw Pump จัดเป็น Twin Screw Pump ชนิดหนึ่ง

(iii) ปั้มสามสกรู (Triple Screw Pump) : ปั้มชนิดนี้จะมีจำนวน Rotary Screw ถึง สามชิ้น หรือบางที่อาจจะเรียก Three Screw pump การใช้งานจะมักจะนิยมใช้ในงานเล็กๆ เช่น ปั้มในระบบหล่อลื่น หรือ Lubrication System โดยการทำงานคือจะมีสกรูเพียงตัวเดียวที่รับกำลังจากต้นขับ และไปขับของเหลว ส่วนสกรูที่เหลือจะหมุนตามระบบจากแรงของเหลวครับ

Triple Screw Pump หรือ Three Screw Pump

(iv) ปั้มสี่สกรู (Four Screw Pump) : เป็นปั้มที่บางสำนักบ่งชี้เป็น Twin screw pump แต่ว่า 1 Rotor จะแบ่งสกรูเป็น 2 ชุด โดยการทำงานคือจะดูดของเหลวเข้าตรงกลางในขาดูด โดยของเหลวจะแบ่งออกตามช่อง ไปด้านซ้าย และ ด้านขวา ของสกรูตัวผู้ (Male Screw) ; สีน้ำเงินตามภาพ จากนั้นสกรูตัวผู้จะส่งกำลังและทำงานร่วมกับสกรูตัวเมีย บีบอัดของเหลวและส่งไปที่ขาออก ปั้มชนิดนี้นิยมในการใช้เป็น Crude oil transfer pipeline ครับ

Four screw pump หรือ Twin Screw pump

(v) ปั้มห้าสกรู (Five Screw Pump) : ปั้มชนิดนี้จะคล้ายๆกับ ปั้มแบบ 3 สกรู แต่จะเป็น 5 สกรูแทน โดยจะทำงานเหมือนแบบ 3 สกรู คือมีตัวเดียวหมุน และทุกตัวทำงานตาม นะครับ

Five Screw Pump

ซึ่งบางทีเราอาจจะแบ่งสกรูปั้มตาม portion ของ suction side เป็น single และ double นะครับ

Banner_SupremeServ_1532x329px_NEU

หลักการทำงาน (Working Principle)

หลักการทำงานของ Rotary Screw Pump จะเป็นแนวคิดเดียวกับ Positive Displacement คือการบีบอัดของเหลวให้พื้นที่แคบๆเพื่อสร้างแรงดัน และอัตราการไหลขึ้นอยู่กับจำนวน Loop ของของเหลวในความถี่ที่ใส่เข้าไป ด้วยกำลังที่ใส่เข้าไปที่ Rotary Screw ผ่านช่องแคบๆใน Stator Housing โดยของให้เพื่อนๆลองดู animation ในวีดีโอเพิ่มเติมสำหรับหลักการทำงานนะครับ โดยผมขอแบ่งเป็น 3 วีดีโอ ดังนี้นะครับ

(a) Single Screw
(b) Twin Screw
(c) Triple Screw

หลักการทำงานของ Twin Screw Pump
หลักการทำงานของ Triple Screw Pump

การนำไปใช้ในงานต่างๆ (Aplication)

ในอดีตจนถึงปัจจุบันมีการนำ Rotary Screw Pump ไปใช้ในหลายๆภาคส่วน ยกตัวอย่างเช่น อุตสาหกรรม Oil & Gas, เหมืองแร่, กระดาษ, หรือ อุปโภคบริโภค แต่อย่างที่เกริ่นช่วงแรกคือ ปั้มชนิดนี้จะเก่งกับของหนืดๆ ดังนั้นที่เราเห็นเป็นประจำที่ใช้งานบ่อยๆจะมี

ภาพ Screw pump หน้าไซด์งาน
  • ระบบ Hydraulic and Lubrication Systems ในหลายๆเครื่องจักร ในระบบหล่อลื่น (Lubrication system) และระบบส่งกำลังด้วย Hydraulic สามารถพบเจอได้บ่อยๆ เช่น เครื่องจักรขนาดใหญ่ (Large Machinery) , ระบบ High Pressure hydraulic, และ ระบบการทำงานในลิฟท์ (Elevator) เป็นต้น
  • ระบบ Heavy Oil Pipeline ในอุตสาหกรรม Oil & Gas ที่สารมีความหนืดสูงๆ เช่น Crude oil การจะใช้ Centrifugal pump ธรรมดาก็ไม่สามารถทำได้ทั้งในแง่ของความหนืด และความสกปรก ดังนั้นการใช้ Screw pump จึงเป็นคำตอบของ Application เหล่านี้
  • ระบบ Multiphase Pumping ในของเหลวบางชนิดก็จะมีเฟสผสม ระหว่างของเหลว และก๊าซ ถ้าหากเราเลือกใช้ Centrifugal แบบธรรมดา หรือจะเปลี่ยนไปใช้ Gas compressor ก็จะทำให้เกิดความเสียหายต่ออุปกรณ์และอายุการใช้งานก็จะต่ำมากๆครับ ดังนั้นการใช้ Screw pump ก็จะเป็นคำตอบหนึ่งของสารที่เป็นเฟสผสมระหว่างของเหลว และก๊าซครับ

ข้อดี/ข้อเสีย ของ Screw pump

เราลองมาดู ข้อดี/ข้อเสีย ของ Rotary Screw Pump กันนะครับว่ามีอะไรกันบ้างครับ เผื่อเป็นภาพกว้างๆให้เราพิจารณากันดูครับ

ข้อดี (Advantage)

  • มีความแข็งแรงทนทานสูง (High Robust)
  • มีความสามารถในการใช้กับ เฟสผสมของ ของเหลวและก๊าซ (MultiPhase)
  • มีความสามารถใช้กับ ของแข็งผสม หรือ เศษฝุ่น ต่างๆ (Particle/Dust)
  • เลือกให้เหมาะสมกับ Application ของ End User ได้ดี
  • ไม่มีการป่ะปนด้วยสารอื่นๆ เช่น Auxilary Liquid ของปั้มต่างๆ ในระหว่างปั้มของส่งไป
  • ความเสียดทานในระบบไม่มีทำให้ Screw Rotor ไม่สึกหรอ (Wear)
  • Operation/Maintenance Cost ต่ำ
  • มีการใช้พลังงานที่มีประสิทธิภาพ (Energy Efficency)

ข้อเสีย (Disadvantage)

  • ในกรณีของก๊าซตัวเบา (Light Gas) ต้องใช้ Gas Ballash มาช่วยอีกระบบ
  • ไม่สามารถส่งของเหลวในกรณีที่ต้องการ Flow ต่ำมากๆ เช่น 50 m³/h
  • ถ้าปล่อยให้ทำงานโดยที่ไม่มีของเหลว หรือ Run Dry ความเสียหายจะพังหนักมากทั้งในส่วนของ Rotor Screw และ Stator
  • อาจจะต้อง Flushing หลังจากทำการใช้งานเสร็จในบางกรณี
  • ราคาถ้าเทียบกับ Positive Displacement Pump แบบอื่นๆถือว่าสูง

โดยแบรน์หลายๆยี่ห้อที่เป็นผู้เล่นที่มีความน่าเชื่อถือและอยู่ในอุตสาหกรรมมานาน มีตั้งแต่  IMOAllweilerHouttuinWarrenBornemannLeistritz, and Netzsch

ก็สุดท้ายขอสรุปสั้นๆนะครับ “เจอของไหลไหน เหนียวหนืด มีความสกปรกๆ เยอะๆ อาจจะลองมอง Screw Pump เป็น Option นะครับ”

และขอขอบคุณข้อมูลดีๆจากทางเว็ปไซด์ด้านล่างทั้งหมดเลยนะครับ

Banner_SupremeServ_1532x329px_NEU

Reference :
https://en.wikipedia.org/wiki/Archimedes%27_screw
https://www.watelectrical.com/what-is-a-screw-pump-working-principle-types-and-benefits/
https://powerzone.com/resources/glossary/screwpump
https://www.sbmc.com.cn/market/oil_gas_screw_pump_in_jordan_7203.html

แล้วพบกับสาระความรู้ทางด้านงานช่าง และงานวิศวกรรมได้ในโพสต์ถัดๆไปนะครับ หรือสามารถตามสื่อตามๆของเราด้านล่างเลยนะครับ

Website: www.naichangmashare.com
Facebook: https://www.facebook.com/naichangmashare/
Blockdit :  https://www.blockdit.com/naichangmashare
Instragram: https://www.instagram.com/naichangmashare/
Twitter: https://twitter.com/naichangmashare
Youtube: https://www.youtube.com/channel/UCmIPiSeg-uy4k8JYSmknp_g

#นายช่างมาแชร์ #Pump #Engineering #ScrewPump #PositiveDisplacement


การตรวจวัดกระแสไฟฟ้าด้วยเซนเซอร์วัดกระแส (Current Transformer)

1
Highlight photo นายช่างมาแชร์.001
Highlight photo นายช่างมาแชร์.001

ในชีวิตประจำวันไม่ว่าจะเป็นการทำงานตามโรงงาน สำนักงาน หรือพักผ่อนอาศัยในบ้านเรือนนั้น เราสามารถเห็นเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ช่วยอำนวยความสะดวกเราในการใช้ชีวิตเป็นอย่างมากด้วยสายตาของเราเอง แต่พวกเราไม่สามารถรับรู้หรือว่าเห็นกระแสไฟฟ้าแบบเป็นๆ ได้เลย !!!

ซึ่งต้องบอกว่าเรื่องของ ไฟฟ้าเราไม่สามารถมองเห็นด้วยตาเปล่า ที่มีอิเล็กตรอน โปรตอน ซึ่งหลายๆ ครั้งมีผู้คนพูดว่า ต้องใช้จินตนาการในการเรียนรู้ หรือว่าทำงานด้วยนะ (ตอนแอดเรียนก็ต้องใช้จินตนาการจนปวดหัวเลย ^^)

แต่อย่างไรก็ตามนักวิทยาศาสตร์ ในอดีตได้ช่วยให้เราใช้ชีวิตและเรียนรู้ได้ง่ายขึ้นมาก จากการที่คิดค้นเซนเซอร์วัดกระแส หรือที่เราเรียกกันติดปากว่า Current Transformer นั่นเอง ขอเรียกสั้นๆ ง่ายๆ ว่า “CT” นะครับ ที่ทำให้เราสามารถเห็นปริมาณกระแสไฟฟ้าได้จากอุปกรณ์ไฟฟ้าที่เราใช้งานนั่นเอง

ซึ่งในบทความนี้ทางนายช่างมาแชร์ จะพาทุกคนไปท่องโลกของ CT ที่จะทำให้รู้จักว่า CT คืออะไร ? ทำไมต้องใช้ CT ? รวมไปถึงโครงสร้างและหลักการเบื้องต้นของ CT รวมไปถึง CT แต่ละชนิด งั้นจะพาทุกคนไปดูกันเลยนะครับ

Current Transformer หรือ CT คืออะไร ?

เซนเซอร์วัดกระแส (Current Transformer)

เซนเซอร์วัดกระแสไฟฟ้า (Current Transformer) หรือ CT นั้นคือ อุปกรณ์ไฟฟ้าที่ถูกออกแบบและสร้างขึ้นมา เพื่อให้พวกเราทุกคนทราบถึงค่ากระแสไฟฟ้าของ Load ที่เราใช้งานอยู่ โดยจะเป็นอัตราส่วนระหว่าง Main Primary Conductor และขดลวด Secondary ของ CT โดยจะทำการลดกระแสฝั่ง Primary ลงมายังฝั่ง Secondary ในค่าที่เหมาะสมและสามารถต่อเข้าใช้งานกับ Load ไฟฟ้า หรือ Ammeter ให้อยู่ในค่าที่เราต้องการจะวัดได้แบบ Real time ซึ่งตัว CT นั้นจะเป็นประเภทของหม้อแปลง (Transformer) ที่โครงสร้างด้านในหลักๆ จะมี 3 ส่วนใหญ่ๆ ดังนี้

  1. ขดลวก Primary
  2. ขดลวด Secondary
  3. แกนเหล็ก (Core)

โครงสร้างและหลักการทำงานของ Current Transformer

หลังจากเราได้รู้โครงสร้างของ CT แล้ว เรามาดูหลักการทำงานที่จะทำให้เรารู้ว่ากระแสไฟฟ้าใน Load ไฟฟ้าของเรานั้นมีค่าอยู่ที่ A นั้นไปดูกันเลยครับ

การที่จะทำให้คนนั้นสามารถรู้ว่าตอนนี้ Load ไฟฟ้าของเรานั้นมีกระแสไฟฟ้าเท่าไร นั้นตัว CT นี้จะถูกติดตั้งเข้าไปคล้องสายไฟฟ้าที่ต่อกับ Load ไฟฟ้าที่ต้องการวัด ดังรูปด้านบน โดยเราจะเรียกว่า “Main Primary Conductor” และ CT จะเป็นแกนแม่เหล็ก (Core) ที่จะได้รับอิทธิพลจากกระแสไฟฟ้าของ Main Primary Conductor ทำให้เกิดเส้นแรงแม่เหล็กที่ถูกเหนี่ยวนำขึ้นมาในตัวแกนเหล็ก

ซึ่งตัวโครงสร้างของ CT นั้นจะมีขดลวด Secondary พันอยู่กับแกนเหล็ก ด้วยความที่แกนเหล็กมีสนามแม่เหล็กขึ้น จึงได้ไปเหนี่ยวนำให้เกิดกระแสไฟฟ้าที่ขดลวด Secondary ขึ้น จึงเป็นสาเหตุที่ทำให้เราสามารถรู้ค่ากระแสไฟฟ้าโดยการเอาแอมมิเตอร์ ไปต่อกับขดลวด Secondary

โดยพวกเราจะเห็นอัตราส่วนระหว่างขดลวดของ Primary และ Secondary นั้น เราจะเรียกว่า CT เหล่านั้นที่มี Ratio เช่น 80/1, 200/1, 500/1 หรือ 500/5 เป็นต้น โดยวิธีการอ่านนั้น ขออนุญาตยกตัวอย่าง 200/1 นั่นหมายความว่า ทางด้านขดลวด Primary 200 A เราจะเห็นกระแสทางด้านขดลวดที่ Secondary ที่ 1 A ซึ่งเราต้องเลือกติดตั้ง Load ไฟฟ้าที่สอดคล้องกับ CT ratio ดังกล่าวด้วย

ซึ่ง CT Ratio นั้นจะเป็นไปตามสูตรด้านล่างนี้

ในขณะที่   Np = จำนวนรอบของขดลวดด้าน Primary มีหน่วยเป็น รอบ

               Ns = จำนวนรอบของขดลวดด้าน Secondary มีหน่วยเป็น รอบ

               Ip = กระแสไฟฟ้าที่วิ่งไหลผ่านขดลวดด้าน Primary มีหน่วยเป็น แอมป์

               Is = กระแสไฟฟ้าที่วิ่งไหลผ่านขดลวดด้าน Secondary มีหน่วยเป็น แอมป์

ดังนั้นถ้าเราอยากรู้ว่าจะต้องพันขดลวดทางด้าน Secondary เท่าไร เพื่อให้ได้ CT Ratio = 200/1 กรณีขดลวด Primary มีจำนวนรอบเท่า 1 รอบ จะเป็นดังสูตรนี้

ดังนั้นจากสูตรจะเห็นว่าเพื่อให้ได้ CT ratio 200/1 นั้น จะต้องพันขดลวดด้าน Secondary จำนวน 200 รอบ

-> เป็นไงกันบ้างครับ เข้าใจหลักการทำงานและสูตรของ Current Transformer ไม่ยากเลยใช่ไหมครับ งั้นเราไปลุยกันต่อเรื่องของประเภทของ Current Transformer ครับ

ประเภทของ Current Transformer

CT แบ่งออกเป็น 3 ประเภทหลักๆ ดังนี้

1. Wound Current Transformer

เป็น CT ที่มีขดลวดด้าน Primary เพียง 1 Turn อยู่ด้านใน และต่อ Serie หรือ อนุกรมกับตัว Conductor หรือตัวนำของกระแสไฟฟ้าที่จะต้องการวัด และกระแสของขดลวดด้าน Secondary นั้นจะขึ้นอยู่กับ CT ratio ซึ่งโดยทั่วไป CT ประเภทนี้จะพบตาม Switchyard ที่ใช้กับระดับแรงดันไฟฟ้าแรงสูง

2. Bar-Type Current Transformer

เป็น CT ที่ขดลวดด้าน Primary นั้นจะใช้เป็นสายไฟฟ้า หรือ Bus bar ได้เลย ซึ่งจะมีจำนวนรอบเท่ากับ 1 Turn ซึ่งที่ตัว CT จะมีเพียงขดลวด Secondary เท่านั้น โดย CT ประเภทนี้นั้นในการติดตั้งต้องดำเนินการหยุด Load ไฟฟ้า เพื่อทำการติดตั้ง CT ซึ่งสามารถใช้งานได้ทั่วไปในงานไฟฟ้า

3. Toroidal Current Transformer

เป็น CT ที่แกนเหล็กเป็นแผ่นเหล็กบางๆ มีลักษณะเป็นวงแหวน หรือ วงกลมมาประกบกันที่ไม่มีขดลวด Primary อยู่ด้านใน จะมีเพียงแกนเหล็กและขดลวด Secondary ขดลวด Primary นั้นจะเป็นสายไฟฟ้า Conductor ที่เราต้องการจะทราบขนาดของกระแสไฟฟ้า โดย CT ชนิดนี้สามารถเปิดออกเพื่อคล้องสายไฟฟ้าที่จะทำการวัดได้ ซึ่งเราจะเรียกว่า “Split core” ข้อดีของ CT ประเภทนี้ คือไม่ต้องทำการปลอดสายเพื่อคล้อง CT นั่นก็หมายความว่า เราไม่จำเป็นต้องหยุด Load ไฟฟ้าเพื่อทำการวัด สามารถดำเนินการวัดกระแสไฟฟ้าแบบ Online ได้เลย ซึ่ง CT ประเภทนี้จะเจอได้ในรูปแบบของ Ammeter หรือ Digital meter

–> จะเห็นว่า CT นั้นมีหลายประเภทให้เราสามารถเลือกใช้งานได้ให้เหมาะสมกับประภทของงานไฟฟ้า หรือ Load ไฟฟ้า ที่เราทำการวัด ต่อจากนี้เรามาดูกันต่อว่าค่าคุณลักษณะของ CT ที่จะเป็นค่ากำลังไฟฟ้าสูญเสีย (Burden) และค่าความเที่ยงตรง (Accuracy)

ค่ากำลังไฟฟ้าสูญเสีย (Burden) และค่าความเที่ยงตรง (Accuracy)

การเลือกใช้ CT ให้เหมาะสมกับประเภทของงานแล้ว ยังต้องพิจารณาเรื่องของค่ากำลังไฟฟ้าสูญเสีย (Burden) และค่าความเที่ยงตรง (Accuracy) ของ CT ด้วย ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่จะทำให้เราสามารถใช้งาน CT ได้ตามที่เราต้องการนั่นเอง

ค่ากำลังไฟฟ้าสูญเสีย (Burden)

ชื่ออาจจะดูเหมือนเป็นค่ากำลังสูญเสียหรือว่า Loss ในระบบ ของ CT แต่ความหมายจริงของ Burden ใน CT นั่นหมายถึง ค่าความสามารถในการต่อ Load ไฟฟ้าทางด้าน Secondary ของ CT นั่นเอง มีหน่วยเป็น โวลค์แอมป์ หรือ VA ซึ่งการจะต่อ Load เข้าด้วยกันนั่นจะต้องคำนึงถึงค่า Burden นี้ด้วย ถ้าเอาให้เข้าใจง่ายๆ ก็คือ เหมือนกับ Capacity ของ CT ในการต่อ Load ไฟฟ้าทางฝั่ง Secondary นั่นเอง จะยกตัวอย่างดังนี้

สมมติเราจะต่อ CT กับ Digital meters กับสายไฟฟ้ายาว 2 เมตร (สมมติให้สายไฟฟ้ามี Burden = 2 VA) ดังนั้น CT นี้จะต้องเลือกใช้ Burden อย่างน้อย 0.5 + 2 = 2.5 VA

ค่าความเที่ยงตรง (Accuracy)

CT นั้นจะมีค่าความเที่ยงตรง หรือเราจะเรียกกันว่า Class ใน Specification ที่แตกต่างกันไปตามการใช้งาน โดยค่าความเที่ยงตรงนั้นจะมีหลายแบบ ดังตัวอย่างตารางด้านล่างนี้

จะเห็นว่าถ้าบางงานที่เราจะต้องการความแม่นยำในการวัด เช่น งาน Relay protection จะต้องเลือก 5P ที่มี Error ประมาณ 1% และบางงานที่เราไม่ต้องการความแม่นยำมาก เช่น การ Monitor ค่ากระแสไฟฟ้า ก็สามารถเลือก 15P ที่มี Error ประมาณ 5% ก็ได้ ซึ่งจะขึ้นอยู่การใช้งานและการออกแบบของผู้ใช้งานครับ

ตัวอย่างการนำไปงานของ CT

CT นั้นถือเป็นหัวใจสำคัญในการตรวจสอบ หรือ Monitor ของ Load ไฟฟ้า ของเรา เพื่อเอาไปทำ Protection อุปกรณ์ไฟฟ้า หรือต้องการไปปรับค่า Parameter ต่างๆ ของ Motor ตัวอย่างด้านล่างนี้ คือ การนำไปใช้งานของ CT ครับ

1. งาน Relay Protection

เราจะต่อ CT ที่มี Accuracy ที่แม่นยำ อย่าง 5P ที่มี Error ประมาณ 1% ในการตรวจจับปริมาณกระแสไฟฟ้าของ Motor หรือ Transformer เพื่อดูว่ากระแสที่วัดออกมานั้นผิดปกติหรือเปล่า ซึ่งถ้าผิดปกติตัว Relay protection จะทำการสั่ง Trip เพื่อป้องกันอุปกรณ์เสียหายก่อน

2. งาน Power Quality และ Energy Saving

CT จะเข้ามามีบทบาทในเรื่องหัวข้อนี้เป็นอย่างมาก ซึ่งจะขอยกตัวอย่าง 2 ตัวอย่างนะครับ

งานทางด้าน Power Quality

CT นั้นจะมีทำการวัดกระแสไฟฟ้าออกมาให้เราเห็นเป็น Current waveform เพื่อทำการวิเคราะห์ร่วมกับ Voltage waveform ซึ่งจะทำให้เห็นว่าค่า Power Quality ของเรานั้นดีขนาดไหน เนื่องจากในระบบไฟฟ้าของเราย่อมเกิด Loss ในระบบอยู่แล้ว 

งานทางด้าน Energy Saving

จะใช้ CT ในการวัดกระแสไฟฟ้า และ VT หรือ Voltage Transformer ในการวัดแรงดันไฟฟ้า เพื่อจะนำมาคำนวณหาค่าพลังงานไฟฟ้า (Power: kW) ที่จะทำให้เราสามารถเห็นค่าพลังงานไฟฟ้าและค่ากระแสไฟฟ้าที่ใช้อยู่นั้นจาก Load เพื่อมาวิเคราะห์หาโครงการต่างๆ ในการช่วยประหยัดค่าไฟฟ้า ไม่ว่าจะเป็น การติดตั้ง Variable Speed Drive (VSD) หรือการทดแทนด้วย LED และ Solar cell system เป็นต้น

 โดยในหลายๆ งานนั้นการเลือกใช้ CT ที่เป็นประเภท Split type coil โดยจะสะดวกต่อการวัด อย่างเช่น Product ของ Murata ที่มีความสะดวกในการใช้งานทั้งใช้ในการวัดแบบ Temporary หรือ Permanent ไม่ว่าจะเป็นการใช้ร่วมกับงาน Variable Speed Drive (VSD) หรือการวัด Motor หรือ Electric heater ที่วัดได้ทั้ง 1 เฟส และ 3 เฟส ที่มี Accuracy ที่แม่นยำ และหลาย Range ให้เราเลือกใช้งาน ไม่ว่าจะเป็น
  • Model LBAC0ZZ1MT-TEMP ที่มีย่านการวัดที่ 0.01 – 80 A และ 0.1 – 200 A
  • Model LBAC0ZZ1NT-TEMP ที่มีย่านการวัดที่ 1 – 500 A

และด้วยเทคโนโลยีของ Murata นั้น ได้มีการนำ Wireless technology มาใช้ร่วมกับ CT นี้ทำให้เราไม่จำเป็นต้องลากสายไฟฟ้าไปยัง VSD หรือ Relay protection เพียงแต่มีตัวรับ – ส่ง สัญญาณ เท่านั้นเอง โดยรองรับได้ประมาณ 100 เมตร ตามสภาพแวดล้อมของเมืองไทยบ้านเรา

ซึ่งภายใน “Wireless CT sensor ของ Murata” นี้จะมี Battery ที่ใช้งานได้อย่างยาวนานถึง 68 เดือน (อย่างไรก็ตาม ด้วย Battery specification นั้นสามารถนำมาใช้งานได้อย่างยาวนานถึง 9 ปี ภายใต้การตั้งค่าความถี่ในการส่งข้อมูลทุก ๆ 10นาที และใช้งานที่อุณหภูมิ 25 องศาเซลเซียล)  และตัว CT ของ Murata นี้สามารถเอาไปใช้งานได้ที่อุณหภูมิสูงถึง 50 องศาเซลเซียส ซึ่งพวกเราไม่ต้องกังวลอุณหภูมิอากาศร้อนในประเทศไทยได้เลยนะครับ

ซึ่งถือว่าเป็น Technology ที่เอามาผสมกันเพื่อให้เกิดความสะดวกในการใช้งานของพวกเรา และทำให้เราสามารถใช้งานการวัดกระแสไฟฟ้าได้อย่างต่อเนื่องในการ Monitor อุปกรณ์ไฟฟ้าของเรา และทำให้เราสามารถป้องกันการเสียหายของ Load ไฟฟ้าได้ก่อนเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝัน ได้ครับ

==================================================

>>>>>>>>> นอกจาก Wireless Current Sensor แล้วทาง Murata ก็ยังมี Wireless sensor ชนิดอื่นๆ เช่น Vibration Sensor, Temperature and humidity sensor , 4-20 mA Analog sensor และ Sensor อื่นๆ หากเพื่อนๆ สนใจสามารถกดเข้าไปดูได้ตามลิ้งก์ด้านล่างได้เลยนะครับ <<<<<<<<<<

https://solution.murata.com/th-th/service/

หรือติดต่อโดยตรงกับ Murata เพื่อขอข้อมูล หรือขอทดลองตัว demo ได้ฟรีที่โรงงานของเพื่อนๆเลยนะครับ

ติดต่อ

ณพงศ์พัศ ธงชัย (เมฆ)
• วิศวกรฝ่ายขาย
• โทร: 081-132-4462
• อีเมล: [email protected]

คุณธนพร คุณากรเรืองกิจ (พลอย)
• เจ้าหน้าที่บริหารงานขายและการตลาด
• โทร: 063-125-6151
• อีเมล: [email protected]

==================================================

แล้วพบกับสาระดีๆทางด้านงานช่าง วิศวกรรม และอุตสาหกรรมได้ ที่เพจนายช่างมาแชร์นะครับผม

Website: www.naichangmashare.com
Facebook: https://www.facebook.com/naichangmashare/
Youtube: https://www.youtube.com/channel/UCmIPiSeg-uy4k8JYSmknp_g
Instragram: https://www.instagram.com/naichangmashare/
Twitter: https://twitter.com/naichangmashare

#นายช่างมาแชร์

เมื่อเกิดวิกฤตพลังงานไฟฟ้าในประเทศอิรัก ?

0
Iraq-energy-crisis
Iraq-energy-crisis

รู้หรือไม่ !!! ประเทศอิรักเป็นประเทศในสมาชิก OPEC อันดับ 2 ของโลกที่ผลิตน้ำมัน แต่กำลังจะประสบปัญหาเรื่องการขาดแคลนพลังงานไฟฟ้าใช้ในประเทศ รวมถึงเม็ดเงินในการลงทุนไม่เพียงพอกับโรงงานผลิตไฟฟ้าที่มีอายุ เมื่อมาเจอกับความต้องการใช้พลังงานไฟฟ้าในประเทศที่สูงเพิ่มขึ้น 50% ในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา

นี่อาจจะเป็นสาเหตุที่ทำให้กำลังมองหาและศึกษา ในการสร้างโรงงานไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ที่จะสามารถแก้ไขปัญหาของประเทศในขณะนี้ได้ แม้ว่าจะต้องเผชิญกับการลงทุนที่มหาศาลและสภาพแวดล้อมภูมิประเทศที่เป็นโจทย์ที่น่าท้าทาย

“อิรักพยายามจะสร้าง REACTOR ทั้งหมด 8 ชุดที่สามารถผลิตไฟฟ้าได้ประมาณ 11 กิกกะวัตต์ (KAMAL HUSSAIN LATIF, CHAIRMAN OF THE IRAQI RADIOACTIVE SOURCES REGULATORY AUTHORITY)”

การจะลงทุนในโรงไฟฟ้านิวเคลียร์นี้นั้นจะต้องใช้เงินลงทุนมหาศาลจึงทำให้ต้องหาพันธมิตรในการลงทุน 40 ล้านเหรียญสหรัฐ และสามารถคืนทุนมากกว่า 20 ปี

ได้มีการทำนายว่าถ้าอิรักไม่มีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ภายในปี 2030 จะทำให้เผชิญกับปัญหาครั้งใหญ่ ของปัญหาพลังงานไฟฟ้าในประเทศไม่เพียงพอ ซึ่งการทำโครงการโรงไฟฟ้านิวเคลียร์นี้ต้องใช้เงินมหาศาล ซึ่งเป็นเรื่องที่ท้าทายอิรักเป็นอย่างมาก แม้ว่าราคาน้ำมันดิบจะขยับสูงขึ้นมาที่ 70$ ต่อ Barrel แล้วก็ตาม รวมไปถึงการศึกษาผลกระทบทางด้านสิ่งแวดล้อมการทำโรงไฟฟ้านิวเคลียร์

โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ไม่เพียงแต่จะช่วยเรื่องของการแก้ปัญหาทางด้านพลังงานไฟฟ้าของประเทศอิรัก แต่ยังจะไม่ก่อมลภาวะทางด้านคาร์บอนไดออกไซด์ ซึ่งจะช่วยลดภาวะโลกร้อนได้ โดยขณะนี้อยู่ระหว่างหารือทางด้านสัญญากับทาง Russia’s Rosatom Corp. ที่เป็นผู้สร้าง Reactor รวมไปถึงทางเกาหลีใต้ที่อยากเข้ามามีส่วนร่วมในการสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์

เราต้องเอาใจช่วยและมาลองติดตามกันต่อไปว่า ประเทศอิรักนั้นจะสามารถแก้ไขปัญหาวิกฤตทางด้านพลังงานไฟฟ้าในประเทศด้วยเทคโนโลยีของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ได้หรือไม่?

Website: www.naichangmashare.com

Facebook: https://www.facebook.com/naichangmashare/

Blockdit :  https://www.blockdit.com/naichangmashare

Instragram: https://www.instagram.com/naichangmashare/

Twitter: https://twitter.com/naichangmashare

Youtube: https://www.youtube.com/channel/UCmIPiSeg-uy4k8JYSmknp_g

#นายช่างมาแชร์ #NUCLEARPOWERPLANT #ELECTRICAL #ELECTRICITY

Kamov Ka-32 เฮริคอปเตอร์กู้ภัยที่โรงงานผลิตโฟมที่เกิดเหตุไฟไหม้

0
Kamov Ka-32 เฮริคอปเตอร์กู้ภัย
Kamov Ka-32 เฮริคอปเตอร์กู้ภัย

จากเหตุการณ์ไฟไหม้และเหตุระเบิดที่โรงงานหมิงตี้เคมิคอลที่ซอยกิ่งแก้ว21 เราจะเห็นเฮลิคอปเตอร์ลำนึงที่มาโปรยสารเคมีดับเพลิงไประงับเหตุ วันนี้ทางเพจนายช่างมาแชร์ก็จะมาแชร์เรื่องราวเกี่ยวกับเฮริคอปเตอร์รุ่นนี้กันนะครับ

รู้จักกับเฮลิคอปเตอร์ Kamov Ka-32 จากเฮลิคอปเตอร์ต่อต้านเรือดำน้ำสู่เฮลิคอปเตอร์กู้ภัยสัญชาติรัสเซีย

เฮริคอปเตอร์ Kamov Ka-32 รุ่น “The Guardian” ผลิตโดยบริษัท JSC Kamov ที่ก่อตั้งมายาวนานกว่า 80 ปี ปัจจุบันอยู่ภายใต้กลุ่มบริษัท Russian Helicopters สำหรับเฮลิคอปเตอร์รุ่นนี้ มีพื้นฐานมาจากรุ่น Ka-27 ที่เริ่มเข้าประจำการในกองทัพเรือสหภาพโซเวียตในปี 1982 ในภารกิจต่อต้านเรือดำน้ำ หลังจากนั้นมีการพัฒนาขีดความสามารถให้เหมาะสมกับแต่ละภารกิจ ทั้งรุ่นย่อย Ka-28 สำหรับส่งออกให้ต่างประเทศใช้งาน รวมถึง Ka-29 ที่ติดอาวุธกลายเป็นเฮลิคอปเตอร์จู่โจมทางทะเล

ส่วนรุ่น Ka-32 นั้นเป็นรุ่นที่มีการพัฒนาในหลายส่วนรวมถึงได้รับการรับรองให้ใช้ในประเทศอื่นๆทั่วโลก โดยเฉพาะภารกิจสำหรับ “พลเรือนไม่ว่าจะเป็นด้านการพาณิชย์หรือภารกิจกู้ภัย”

การออกแบบ Kamov Ka-32

การออกแบบเฮลิคอปเตอร์รุ่นนี้จุดเด่นอยู่ตรงส่วนใบพัดที่เรียกว่า “Coaxial Rotors” ที่มีลักษณะเป็นแบบใบพัดสองชั้นหมุนไปในทิศทางตรงข้ามกัน การออกแบบลักษณะนี้ทำให้ไม่จำเป็นต้องมีใบพัดขนาดเล็กที่หางหรือใบพัดท้าย ซึ่งช่วยให้โครงสร้างลำตัวส่วนหางสั้นลง เพิ่มความคล่องตัวในการปฏิบัติงาน  

เฮลิคอปเตอร์ Kamov Ka-32 ในไทย

สำหรับประเทศไทย ปัจจุบันมีเฮลิคอปเตอร์รุ่นนี้ประจำการทั้งหมด 2 ลำ สังกัดกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กระทรวงมหาดไทย ประจำการอยู่ที่กองพันซ่อมบำรุงเครื่องบินทหารบก ค่ายภูมิพล จังหวัดลพบุรี 

ทั้ง 2 ลำเป็นรุ่นย่อย Ka-32A11BC ที่ออกแบบมาสำหรับภารกิจกู้ภัยและดับเพลิงโดยเฉพาะ ติดตั้งเครื่องยนต์ Klimov TV3-117MA และอุปกรณ์พิเศษสำหรับการดับเพลิง ทั้งอุปกรณ์ฉีดน้ำแรงดันสูง รวมถึงถังบรรจุน้ำความจุ 3,000 ลิตรใต้ท้องเครื่อง ทำให้สามารถใช้น้ำและสารดับเพลิงต่างๆทั้งในแนวราบและทิ้งลงมาในแนวดิ่ง โดยทั้งแต่รับมอบมาในช่วงต้นปี 2563 ที่ผ่านมา กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยได้ใช้เฮลิคอปเตอร์รุ่นนี้ในหลายภารกิจ โดยเฉพาะการดับไฟป่า

ปัจจุบันเฮลิคอปเตอร์รุ่นนี้ได้รับความนิยมทั่วโลก มีการใช้งานอยู่หลายหน่วยงานในหลายประเทศ อาทิเช่น ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ อินโดนิเซีย โปรตุเกส สวิตเซอร์แลนด์ แคนาดา เป็นต้น

ขอบคุณข้อมูลดีๆจากทาง เพจ Wingtips >>> https://www.wingtips.info นะครับ

หม้อไอน้ำ Boiler [EP.4] : หม้อไอน้ำแบบผสม (Hybrid Boiler)

0
Hybrid boiler wallpaper
Hybrid boiler wallpaper

ในการอุตสาหกรรมเราอาจจะได้ยินคำว่าหม้อไอน้ำแบบท่อไฟ ไม่ก็หม้อไอน้ำแบบท่อน้ำ ใช่มั้ยครับ….แต่เพื่อนๆรู้มั้ยครับว่า ยังมีการรวมการของหม้อไอน้ำแบบท่อน้ำ และ หม้อไอน้ำแบบท่อไฟเข้าด้วยกัน (เรียกว่า ‘ฟิวชั่น’ กันเลย) โดยจะรวมเอาข้อดี ของหม้อไอน้ำแบท่อไฟ และท่อน้ำเอามารวมไว้ด้วยกันครับผม โดยจะเรียกหม้อไอน้ำชนิดนี้ว่า “หม้อไอน้ำแบบผสม” หรือ “Hybrid Boiler” นั่นเองคร้าบบบบ

Hybrid Boiler หม้อไอน้ำแบบผสมท่อไฟ และ ท่อน้ำ

เจ้าหม้อไอน้ำแบบ Hybrid Boiler เป็นการออกแบบโดยมีส่วนประกอบทั้ง Fire tube boiler และ Water Tube boiler นะครับ โดยการออกแบบเป็นการออกแบบด้วยเทคโนโลยีเก่าโดยการใช้สายพานโซ่ลำเลียงเชื้อเพลิงแข็งนำไปเผาไหม้ ซึ่งด้านล่างจะมีระบบนำขี้เถ้าออกแบบอัตโนมัติ และรวมกับระบบการควบคุมการเผาไหม้แบบขั้นสูง (Advance combustion control) ในกระบวนการเผาไหม้แบบ Gasification

ในส่วนประกอบด้านบนจะเป็นส่วนที่เรียกว่า Hybrid โดยส่วนของ Fire tube ที่อยู่บริเวณด้านบนขวา ที่ถูกออกแบบเป็นแบบ 2-Pass Fire tube (Scotch Marine Boiler) ที่ใช้เชื้อเพลิงจากกระบวนการเผาไหม้ผ่านท่อไฟใหญ่มาให้ความร้อนและน้ำอยู่บริเวณ Shell

ส่วนที่เป็น Water Tube จะอยู่ในโซนด้านซ้ายที่จะเป็นท่อน้ำแบบตั้ง ซึ่งจะเชื่อมต่อบริเวณและออกแบบ Configuration ต่อตรงกับส่วนของ Fire tube ด้านขวาบน (ซึ่งในส่วนนี้อยากให้เพื่อนๆดูภาพประกอบ และวีดีโอตามแนบนะครับ 🙂

PBS Boiler Final banner

วีดีโอแสดงการทำงานและส่วนประกอบต่างๆ

อันนี้เป็นวีดีโอแสดงส่วนประกอบของ Hybrid Boiler และหลักการทำงานด้วยนะครับ ถือว่ามีประโยชน์มากๆในการศึกษานะครับ

Hybrid Biomass Boiler Video

ข้อดี-ข้อสังเกตุ

  • มีคุณภาพของไอน้ำที่ดี (High Quality Steam)
  • มีปริมาณการกักเก็บไอน้ำที่สูง (Larger Steam Storage)
  • มีการเก็บกักปริมาณความร้อนที่สูง (Larger Thermal Storage)
  • มีการตอบสนองในระบบค่อนข้างไว (Fast respond on demanding of steam)
  • มีการ Operate ที่ปลอดภัยกว่าท่อไฟ (Safer operation)
  • โดยรวมๆจะเป็นการนำข้อดีของทั้งแบบท่อไฟและท่อน้ำมาผสมกัน แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นต้องดูเรื่องค่าลงทุน และการดูแลรักษาด้วยนะครับ
  • รวมไปถึงย่านการใช้งาน และ Standard ที่ลองรับนะครับ

==================================================

และสุดท้ายนี้ขอขอบคุณสปอนเซอร์ใจดีจาก “บริษัท โปรเฟสชั่นแนล บอยเลอร์ จํากัด” ผู้แทนจําหน่ายเครื่องกําเนิดไอนํ้า IHI อย่างเป็นทางการ

หากเพื่อนๆสนใจรายละเอียดเพิ่มเติม สามารถคลิกเข้าไปดู

ติดต่อฝ่ายขาย เบอร์โทรศัพท์ 092-223-7742 

หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่เบอร์ 02-321-3650 

Website : www.oncethroughboiler.com

Facebook page : facebook.com/oncethroughboiler

Youtube : https://www.youtube.com/@oncethroughboiler

==================================================

Reference : https://www.hurstboiler.com/boilers/solid_fuel_fired/hybrid-water-wall-chain-grate

แล้วพบกับสาระความรู้ทางด้านงานช่าง และงานวิศวกรรมได้ในโพสต์ถัดๆไปนะครับ หรือสามารถตามสื่อตามๆของเราด้านล่างเลยนะครับ

Website: www.naichangmashare.com
Facebook: https://www.facebook.com/naichangmashare/
Blockdit :  https://www.blockdit.com/naichangmashare
Instragram: https://www.instagram.com/naichangmashare/
Twitter: https://twitter.com/naichangmashare
Youtube: https://www.youtube.com/channel/UCmIPiSeg-uy4k8JYSmknp_g

#นายช่างมาแชร์ #HybridBoiler #Engineering #Steam