นายช่างมาแชร์ [EP.18] : อุปกรณ์ดับเพลิงอัตโนมัติ DSPA

0

ในชีวิตประจำวันของเรานั้นมีเกี่ยวข้องกับเรื่องของไฟทั้งที่บ้านและที่ทำงาน ซึ่งปฎิเสธไม่ได้เลยว่าถ้าเกิดเหตุเพลิงไหม้ขึ้นมานั้นจะทำให้เกิดการสูญเสียมหาศาลทั้งทางด้านสินทรัพย์ ตัวเงิน และอันตรายต่อพนักงานและผู้ที่เกี่ยวข้องได้

อุบัติเหตุเพลิงไหม้ที่เกิดขึ้น พวกเราทุกคนคงไม่อยากให้เกิดตามที่พักอาศัย หรือที่ทำงานของเรา ไม่ว่าจะเป็น Office หรือตามโรงงานอุตสาหกรรมซึ่งความเสียหายนั้นไม่สามารถจะประเมินค่าได้

ดังนั้นสมัยปัจจุบันนี้จะมีระบบดับเพลิงที่ติดตั้งไว้ตามอาคาร หรือโรงงานอุตสาหกรรมต่างๆ เพื่อระงับเหตุเพลิงไหม้ได้อย่างทันท่วงที เพื่อไม่ให้เกิดความเสียหายลามไปมากกว่านี้

ซึ่งวันนี้นายช่างมาแชร์จะขอพาทุกคนไปรู้จักกับ “อุปกรณ์ดับเพลิงอัตโนมัติสำหรับตู้ไฟ DSPA” ที่จะเข้ามามีบทบาทอย่างมาก และเพื่อนๆ จะได้รู้ว่าเราจะสามารถระงับเหตุเพลิงไหม้ได้อย่างทันท่วงทีสำหรับอุปกรณ์ดับเพลิงชนิดนี้ได้อย่างไรไปติดตามกันเลยครับ

=======================================

สำหรับบทความนี้ต้องขอขอบคุณความรู้ดีๆจากทาง “Trueseal Pacific” หากเพื่อนๆสนใจสามารถติดต่อได้ทาง

โทร: 089-9995161 คุณอธิวัฒน์
083-0079888 คุณณัฐนิช
02-932 5661-3 Office

e-mail: [email protected] [email protected]

เว็ปไซด์: www.truesealcorp.com

แล้วพบกับสาระดีๆแบบนี้ทางด้านงานช่าง งานวิศวกรรม และอุตสาหกรรมได้ที่ นายช่างมาแชร์ นะครับ

Website: www.naichangmashare.com
Facebook: https://www.facebook.com/naichangmashare/
Blockdit :  https://www.blockdit.com/naichangmashare
Instragram: https://www.instagram.com/naichangmashare/
Twitter: https://twitter.com/naichangmashare
Youtube: https://www.youtube.com/channel/UCmIPiSeg-uy4k8JYSmknp_g

#นายช่างมาแชร์ 

=======================================

#นายช่างมาแชร์ #DSPA #ระบบดับเพลิง #Fire #Firefighting #Protection #NFPA

การพัฒนาระบบควบคุมระดับน้ำในหม้อไอน้ำ (Water level improvement in boiler)

0
Modulating control valve boiler
Modulating control valve boiler

วาล์วควบคุม หรือ Control valve เป็นวาล์วประเภทที่เหมาะสำหรับการใช้งานเพื่อควบคุม ซึ่งจะถูกออกแบบเพื่อควบคุมได้ทั้ง ความดัน (Pressure) ปริมาณของของเหลว (Flow, Capacity) ตามที่ผู้ควบคุมต้องการ ซึ่งมีทั้งระบบแบบอัตโนมือ หรือ Maunual และระบบอัตโนมัติ หรือ Automatic ที่ใช้ค่าพารามิเตอร์ อื่นๆในการสั่งควบคุม

สำหรับ Feed water control valve หรือ วาล์วควบคุมปริมาณระดับน้ำใน Boiler ทางแบรนด์ ARI ได้พัฒนาวาล์วควบคุม เพื่อรองรับกับระบบที่ถูกพัฒนาขึ้น โดยใช้วาล์วควบคุมแบบ 3 way control valve มาช่วยควบคุมระดับน้ำใน Boiler 

ซึ่งการพัฒนาของระบบควบคุมระดับน้ำในหม้อไอน้ำมีปัจจัยอะไรบ้างที่ส่งผลโดยตรงต่อประสิทธิภาพการทำงานของหม้อไอน้ำและความปลอดภัยของหม้อไอน้ำเราจะขอมาแนะนำกัน

ระบบควบคุมแบบ ON-OFF Control ที่ Pump

ระบบควบคุมแบบ ON-OFF Control ที่ Pump

จากภาพด้านบน เมื่อระดับน้ำลดลงจนถึงจุดที่กำหนด Level sensor/Level transmitter จะส่งสัญญาณไปสั่งเปิด (On) ปั๊มเพื่อให้ปั๊มเติมน้ำเข้าสู่หม้อไอน้ำและสัญญาณจะสั่งตัดปั๊ม หรือจะสั่งหยุดเติมน้ำเมื่อระดับน้ำเพิ่มขึ้นจนถึงจุดที่กำหนด ตามมาตรฐาน UK ถ้าหม้อไอน้ำขนาดไม่เกิน 8,000 kg/h สามารถใช้การควบคุมแบบ เปิด-ปิดได้ อย่างไรก็ตามการควบคุมแบบเปิด-ปิดเป็นระบบเก่าที่ไม่ได้รับความนิยมมากนัก  เนื่องจากเมื่อปั๊มทำงานน้ำเย็นที่เข้ามาในหม้อต้มจะทำให้แรงดันในหม้อต้มลดลง ซึ่งเป็นสาเหตุให้ระบบเผาไหม้ต้องทำงานเปิดปิดบ่อยครั้ง

สรุปการควบคุมระดับเปิด / ปิด

ข้อดี:

  • ใช้ง่าย
  • ราคาไม่แพง
  • เหมาะสำหรับหม้อไอน้ำแบบ stand-by

ข้อเสีย:

  • หม้อไอน้ำแต่ละตัวต้องใช้ปั๊มป้อนของตัวเอง
  • การสึกหรอของปั๊มป้อนและเกียร์ควบคุมมีการสึกหรอมากขึ้น
  • ความดันและอัตราการไหลของไอน้ำผันผวน
  • เกิด carry over 
  • มีโอกาสสูงที่จะเกิดปัญหาในการทำงานในแต่ละวัน หาก load การทำงานไม่คงที่

ระบบควบคุมแบบ MODULATING CONTROL

การควบคุมระดับน้ำภายในหม้อไอน้ำจะถูกควบคุมด้วย Controller โดยอุปกรณ์ควบคุมจะรับสัญญาณจากโพรพและส่งสัญญาณไปยังวาล์วเพื่อเร่งหรี่ ทำให้วาล์วสามารถเติมน้ำเข้าสู่หม้อต้มได้ตลอดเวลา จะไม่เกิดการพร่องของน้ำเหมือนกับระบบ on-off

ซึ่งข้อแตกต่างกันของการใช้งานแบบ 2-way กับ 3-way คือ

  • 2-way จะใช้การเดินท่อบายพาสน้ำส่วนเกินกลับเข้าสู่ feed tank โดยใช้วาล์วหรือ orifice plate ซึ่งต้องอาศัยแรงดันอั้นเพื่อส่งน้ำกลับไปยัง feed tank การต่อระบบแบบนี้นอกจากจะส่งผลต่อปั๊มให้เกิดการอั้นของแรงดันแล้ว อายุการใช้งานของวาล์วก็จะสั้นลง
  • ดังนั้นเพื่อให้ได้ประสิทธิภาพที่ดีควรเป็น วาล์วควบคุมแบบ 3-way เพื่อป้องผลเสียจากข้างต้น

ข้อดี:

  • แรงดันไอน้ำ หรือ ความร้อนของหม้อไอน้ำคงที่
  • การทำงานของหม้อไอน้ำมีประสิทธิภาพมากขึ้น
  • ช่วยลด thermal stress บน boiler shell
  • ช่วยลดการเกิด carryover
  • ยืดอายุการใช้งานของปั๊มน้ำแล้วหัวเผาของหม้อไอน้ำ

ข้อเสีย

  • ราคาสูงกว่าระบบ on-off
  • ไม่เหมาะสำหรับการทำงานแบบ stand-by
  • อาจมีการใช้พลังงานไฟฟ้ามากขึ้นเนื่องจากปั๊มน้ำที่ทำงานอย่างต่อเนื่อง
modulating-2-way
ระบบควบคุมแบบ Modulating แบบ 2-way
modulating-3-way
ระบบควบคุมแบบ Modulating แบบ 3-way

ขอแนะนำ Control valve อุปกรณ์สำคัญสำหรับระบบควบคุมระดับน้ำป้อนเข้า boiler แบบอัตโนมัติที่ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อรองรับการทำงานของระบบmodulating control

ARI STEVI 453 (3 way control valve) ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อรองรับการทำงานของระบบ modulating control เพื่อควบคุมอัตราการไหลของน้ำที่จะป้อนเข้าสู่ boiler ให้ตรงกับความต้องการไอน้ำ ช่วยให้ระดับน้ำในหม้อไอน้ำมีความเสถียรภาพมากขึ้น

นอกจะนี้ยังพัฒนาระบบให้มี pump spill back เพื่อให้ระบบมีการหมุนเวียนน้ำกลับเข้า feed tank หรือ Deaerator โดยไม่ทำให้เกิดการอั้นแรงดันของปั๊มน้ำด้วย

 ด้วยการออกแบบภายในให้หน้าวาล์วเป็นแบบ perforate plug เพื่อลดและป้องกันการเกิด cavitation 

STEV 453 Valve

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม ต้องการสั่งซื้อสินค้า : 

Line ID : @Alphagroup 

E-mail : [email protected]

Tel : 02 792 9333

แล้วพบกับสาระดีๆแบบนี้ทางด้านงานช่าง งานวิศวกรรม และอุตสาหกรรมได้ที่ นายช่างมาแชร์ นะครับ

Website: www.naichangmashare.com
Facebook: https://www.facebook.com/naichangmashare/
Blockdit :  https://www.blockdit.com/naichangmashare
Instragram: https://www.instagram.com/naichangmashare/
Twitter: https://twitter.com/naichangmashare
Youtube: https://www.youtube.com/channel/UCmIPiSeg-uy4k8JYSmknp_g

#นายช่างมาแชร์ 

Hemp Rebar เหล็กเส้นจากกัญชง ไม่เป็นสนิม แถมไม่เป็นมลพิษ

0
hemp-rebar wallpaper
hemp-rebar wallpaper

หากพูดถึงนวัตกรรมยุคนี้คงมีหลายๆอย่างเดี่ยวกับ Big data และ IoT แต่ในในแง่ของวัสดุวิศวกรรม (Engineering Material) ก็มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องเช่นเดียวกัน ล่าสุดมีการนำพืชมาใช้แทนเหล็กเส้น….ใช่แล้วครับเพื่อนๆฟังไม่ผิด “ใช้พืชมาทำเหล็กเส้น” !!!!

โดยนักวิจัยจากทางสถาบัยวิจัย Polytechnic Institute ได้พัฒนา “เส้นใยกัญชง (Hemp)” มาทดแทนเหล็กเส้น (Rebar) ซึ่งประโยชน์ที่คาดหวังคือ การที่ไม่เกิดสนิมในเนื้อวัสดุ (Corrosion) และการลดปริมาณสารคาร์บอนมลพิษ (Carbon Emission) ที่เกิดจากเหล็กนั้นเอง

กัญชงเหล็กเส้น (Hemp rebar) คืออะไร?

จากเทคโนโลยีในการนำกัญชงมาทำเป็นวัสดุที่ใช้แทนเหล็กเส้น โดยมีข้อดีหลักๆสองอย่างคือ การไม่เกิดสนิม และการลดปริมาณมลพิษคาร์บอน ได้แล้วนั้น กัญชงเหล็กเส้นนี้ยังสามารรับแรงได้ไม่แพ้เหล็กเส้นแบบเดิมเลยสามารถนำไปรับแรงในคอนกรีตโครงสร้างได้

ตัวอย่าง Hemp Rebar จากการวิจัยของทาง RPI

ปัญหาอันหลีกเลี่ยงไม่ได้จากเหล็กเส้นแบบเดิม

ในการใช้เหล็กเส้นที่เป็นโครงสร้างในปัจจุบันหนึ่งปัญหาหลักๆเลยคือเรื่องของการเป็นสนิม ไม่ว่าจะเป็นโครงสร้างสะพาน, ถนน, เขื่อน, หรือ อาคาร ก็จะมีสภาพที่เสื่อมเร็วกว่าอายุที่คาดไว้ ซึ่งอายุก็อาจจะอยู่ราวๆซัก 40-50 ปี ; อ้างอิง Rensselaer Polytechnic Institute (RPI). ซึ่งหากไม่มีปัญหาเรื่องการเกิดสนิมแล้วอายุการใช้งานก็จะเพิ่มขึ้น 3 เท่าตัวเลยทีเดียว

แต่ในปัจจุบันหากเจอสภาพแวดล้อมที่เป็นกัดกร่อนมากๆ (Highly corrosive environments) การพิจารณาใช้เหล็กเส้นก็จะถูกเปลี่ยนไปใช้เป็น GFRP rebar ซึ่งทนกว่า แต่ทว่าในแง่ของกระบวนการผลิตแล้วนั้นก็สร้างผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมที่มากกว่าเช่นกัน

การผลิต Hemp Rebar หรือ กัญชงเหล็กเส้น

โดยการ Hemp Rebar นั้นจะใช้วิธีในการดึงขึ้นรูป หรือ Pultrusion Process  ซึ่งเส้นใยจะถูกดึงเข้ากัยตัว Thermoplastic และเข้าสู่กระบวนการให้ความร้อนและหลอมละลายจนกลายเป็นของแข็งแบบแท่ง (Solid Bar)

โดยขึ้นตอนแรกเลยคือการทำให้กัญชง (Hemp) กลายเป็นเชือกที่มีส่วนผสมจาก เส้นใยธรรมชาติ และ เส้นใยพลาสติก – ซึ่งในส่วนนี้ทางนักวิจัย RPI กำลังพัฒนาส่วนผสมที่เหมาะสม

จากนั้นม้วนเชือกและป้อนเข้าเครื่องจักรเพื่อเข้าสู่กระบวนการผลิตต่อไป โดยเครื่องจักรเป็นเครื่อง CNC ขนาดพอๆกับรถ ECO Car โดยจะถูกบีบอัดเป็นเส้น และถูกทำให้เป็นรูปแบบที่ออกแบบไว้ ผ่านโปรแกรม

กัญชงเหล็กเส้น ถูกกว่าเหล็กเส้นแบบดังเดิม

โดยข้อดีของการผลิตนี้จะทำให้ลดเวลาในการก่อสร้างลงได้ โดยสำหรับโครงการใหญ่ๆนั้นสามารถนำเครื่อง On-site Pulstration Machine มาใช้ในกระบวนการก่อสร้าง ซึ่งเป็นอีกหนึ่งเป้าหมายในการวิจัยครั้งนี้ด้วย รวมถึงเรื่องค่า Law Material ที่ต่ำกว่าเหล็กเส้นแบบดั้งเดิมค่อนข้างเยอะเลยครับ

On-site Pulstration Machine ใช่หน้างานก่อสร้าง

แต่ทว่าทั้งหมดทั้งมวลก็ยังอยู่ในกระบวนการวิจัยและพัฒนานะครับ แต่ทว่าถ้าหากสำเร็จแล้ว แล้วสามารถนำไปใช้งานก่อสร้าง และเชิงพาณิชย์ได้แล้วนั้น ต้นทุนงานก่อสร้าง และงานซ่อมบำรุงของงานโครงสร้างจะลดลงอย่างมีนัยสำคัญเลยทีเดียวครับ โดยวัสดุกัญชงนั้นก็มีหลายๆโครงการนำไปวิจัยและพัฒนาอีกหลายๆอย่างเลยครับ

อ้างอิง : https://www.dezeen.com/

เทคโนโลยีการส่งสัญญาณแบบไร้สายในระบบ IoT

0
IoT Signal type wireless wall
IoT Signal type wireless wall

จากการพัฒนาด้านเทคโนโลยีในยุคนี้ โดยเฉพาะเทคโนโลยีสาระสนเทศ หรือ Information Technology ; IT นั้นคือเทคโนโลยีสำหรับการส่งข้อมูลที่ “รวดเร็ว” และมี “ปริมาณ” ที่มากได้อย่างมีประสิทธิภาพ เรียกได้ว่า ในยุคนี้โลกถูกขับเคลื่อนด้วยข้อมูลอย่างแท้จริง โดยตอนนี้เราจะคุ้นหูกับคำว่า Big data , IoT และ AI ซึ่งทั้งหมดนี้ก็มาจากการส่งข้อมูลทั้งสิ้น

สำหรับเทคโนโลยี IoT หรือ Internet of Thing ก็เป็นการเชื่อมอุปกรณ์หลายๆส่วนทำงานได้อย่างเป็นโครงข่ายเดียวกัน

กลับไปอ่านบทความ IoT (Internet Of Things) – ในโรงงานอุตสาหกรรม

แต่สำหรับบทความนี้ขอมาลงเฉพาะสัญญาณที่มีการใช้ส่งกันไปมาว่ามีสัญญาณอะไรบ้าง เช่น 4G, 5G, Bluetooth, Wifi (เอาที่คุ้นๆกันนะครับ) ว่า จุดเด่น-จุดด้อย อะไรบ้าง และมีสัญญาณอะไรบ้างที่เค้าใช้จริงๆกันครับผม

เทคโนโลยีการสื่อสาร IoT

จากการพัฒนา และความก้าวหน้าของเทคโนโลยีการสื่อสารแบบไร้สาย (Wireless) ในยุคปัจจุบัน เมื่อพิจารณาการสื่อสาร หรือการส่งถ่ายข้อมูล ระหว่างอุปกรณ์ เพื่อรองรับการเชื่ออมต่อแบบ IoT สามารถแบ่งกลุ่มออกได้ 2 กลุ่มใหญ่ๆ คือ

  1. กลุ่มสื่อสารระยะสั้น
  2. กลุ่มสื่อสารระยะไกล

และอาจจะแบ่งด้านในอีกเป็นกลุ่มย่อยคือ กลุ่มที่ใช้ความถี่แบบได้รับใบอนุญาต (Licensed) เช่น NB-IoT และกลุ่มที่ยกเว้นใบอนุญาต (Unlicensed Spectrum) เช่น LoRa โดย การใช้งานของแต่ละสัญญานของแต่ละอย่างขึ้นอยู่กับ Application ที่จะใช้งาน และความต้องการของ Network นั้นๆ ขอสรุปภาพรวมตามรูปด้านล่างเลยนะครับ

สัญญาณในแต่ละชนิดนี้เมื่อเทียบกับระยะทาง
สัญญาณในแต่ละชนิดนี้เมื่อเทียบกับความเร็ว-ระยะทาง

การสื่อสารระยะสั้น

โดยการส่งสัญญาณ หรือ การสื่อสาร ระยะสั้น เป็นการเชื่อมต่อระยะไม่ไกลมาก โดยระยะจะไม่เกิน 1,000 เมตร หรือ 1 กิโลเมตร โดยจะมีสัญญาณ 3 แบบดังนี้

1. Proximity

เป็นการสื่อสารระยะใกล้ที่สุดโดยจะมีระยะไม่เกิน 10 เมตร โดยประมาณ ซึ่งเทคโนโลยีกลุ่มนี้ได้แก่ “Near-field Communication (NFC)” ตามมาตรฐาน ISO 14443 ที่ความถี่ 13.56 MHz โดยตัวอย่างการนำไปใช้งาน เช่น การติดตามสินค้า หรือ ระบบการตรวจสอบการเข้า-ออก อาคาร การส่งข้อมูลบนมือถือในยุคก่อนๆ เป็นต้น นะครับ

อีกเทคโนโลยี คือ “Radio Frequency Identification (RFID)” เพื่อใช้ระบุข้อมูลสินค้าโดยใช้คลื่นความถี่วิทยุในระบบขนส่งในการติดตามสินค้า รับ-ส่ง หรือ การนำไปใช้งานแทน Barcode เลยครับ (การทำงานเหมือนกันเลย โดยใช้งานเป็น RFID Tag)

NFC Technology
ตัวอย่าง NFC Technology ที่ใช้บนมือถือยุคก่อน
RFID signal
ตัวอย่างการใช้สัญญาณ RFID

2. Wireless Personal Area Network (WPAN)

เทคโนโลยี WPAN หรือ Wireless Personal Area Network เป็นการส่งสัญญาณที่ไกลขึ้นมากว่าแบบแรกโดยระยะประมาณ 10 – 100 เมตร โดยสัญญาณกลุ่มนี้ได้แก่ บูลทูธ (Bluetooth) และ ซิกบี (Zigbee)

มาในส่วนของ บูลทูธ (Bluetooth) เป็นเทคโนโลยีที่นิยมอย่างมากในการส่งสัญญาณอุปกรณ์ระยะใกล้ เช่น เมาส์ คีย์บอร์ด มือถือ แทปเลต โน้ตบุ๊ค หรือ แม้งกระทั้ง สมาร์ทวอซ (Smart watch) หรือ หูฟังแบบไร้สาย เป็นต้น โดยเทคโนโลยีบูลทูธตอนนี้ก็มีการพัฒนาในแง่การใช้พลังงานที่ลดลง และการส่งสัญญาณที่ไกลขึ้น เพื่อมาตอบโจทย์เทคโนโลยี IoT ในยุคปัจจุบัน

สัญญาณ Bluetooth ver. 5.0

ส่วนสัญญาณ “ซิกบี (Zigbee)” จะเป็นสัญญาณที่นิยมใน Smart Home และ Smart Factory ในการส่งสัญญาณระหว่างอุปกรณ์ยกตัวอย่างเช่น Wireless Vibration ของทาง Rond เป็นต้นนะครับ

ตัวอย่างสัญญาณ Zigbee ใน Wireless Vibration Sensor

นอกจากนี้ยังมีโปรโตคอลอื่นๆได้แก่ WirelessHart และ ISA100.11a สามารถสื่อสารผ่านอินเทอร์เน็ตผ่าน IPv6 ในประเภท IPv6 over Low-power WPAN (6LoWPAN) เพื่อกำหนดมาตรฐาน IEEE 802.15.4

3. Wireless Local Area Network (WLAN)

WLAN หรือที่เราคุ้นชื่อว่า Wi-Fi ถือว่าเป๋นการสื่อสารแบบไร้สายที่นิยมมากที่สุดในยุคปัจุบัน IEEE 802.11 a/b/g/n ซึ่งเป็นมาตรฐานที่ถูกใช้งานอย่างแพร่หลายที่ความที่ 2.4 GHz นอกจากนี้ยังได้รับการกำหนดมาตรฐาน IEEE 802.11ac ที่ความถี่ 2.4 GHz และ 5 GHz และมาตรฐาน IEEE 802.11ad ที่ความถี่ 60 GHz (มาตรฐานเยอะมากกก – -a)

เพื่อการลองรับแบนด์วิดท์ที่สูงขึ้น แต่ทว่าตัวอุปกรณ์ IoT ก็ไม่ได้มีความต้องการใช้แบนด์วิดที่สูง (เพราะอุปกรณ์ในโรงงานที่ทำการสื่อสารไม่ได้มีจำนวนมาก เมื่อเทียบกับการใช้งานทั่วไป) ทำให้มีการพัฒนามาตรฐาน IEEE 802.11ah ที่ใช้ย่านความถี่ค่อนข้างต่ำคือ 902-928 MHz และลดความเร็วในการส่งข้อมูลลง แต่ความสามารถในการส่งข้อมูลที่ระยะทางที่เพิ่มขึ้น ทำให้การใช้พลังงานลดลง

สัญญาน Wifi ในแต่ละแบบ

การสื่อสารระยะไกล

โดยการสื่อสารระยะไกลเป็นการส่งสัญญาณที่มีระยะทางการส่งสัญญาณมากกว่า 1,000 เมตร หรือ 1 กิโลเมตร ซึ่งถือว่าเป็นระยะทางที่ไกล โดยมีสัญญาณต่างๆดังนี้

4. Wireless Neighborhood Area Network (WNAN)

สำหรับการส่งสัญญาณแบบ WNAN หรือ Wireless Neighborhood Area Network เป็นเทคโนโลยีการเชื่อมต่ออุปกรณ์ทั้งระยะสั้น-ไกล โดยตัวอย่างของโปรโตคอล ในกลุ่มนี้ได้แก่ Wi-Smart Utility Network (Wi-SUN) และ Zigbee-NAN บนมาตรฐาน IEEE 802.15.4g โดยมีระยะทางการส่ง 5 – 10 กิโลเมตรเลยทีเดียว

โดยการใช้งานของ Wi-SUN จะเป็นลักษณะการส่งข้อมูลที่มีความเร็วต่ำ แต่สามารถส่งได้ในพื้นที่กว้าง ที่ไม่มีโครงข่ายพื้นฐานรองรับ ยกตัวอย่างเช่น ระบบสมาร์ทมิเตอร์ (ทั้งมิเตอร์น้ำ มิเตอร์ไฟ ที่กำลังทำกันอยู่ครับ)

ส่วนโปรโตคอล Zigbee-NAN ถูกออกแบบมาเพื่อใช้สำหรับ การบริหาร และให้บริการด้านระบบโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ หรือสมาร์ทกริด (Smart Grid)

ตัวอย่างของการใช้งาน WNAN หรือ Wireless Neighborhood Area Network

5. Wireless Wide Area Network (WWAN)

สำหรับการส่งสัญญาณด้วย Wireless Wide Area Network หรือ WWAN สามารถมีการส่งระยะทางได้ไกลถึง 100 กิโลเมตร โดยจะหมายถึงกลุ่มสื่อสารแบบ Cellular และมีกลุ่มสื่อสารใหม่เข้ามาเพิ่มคือ Low Power Wide Area (LPWA) เพื่อรองรับการสื่อสารความเร็วต่ำ แต่ว่ามีอายุใช้งานแบตเตอร์รี่ที่สูง (เพราะกินพลังงานที่ต่ำ) และสามารถเชื่อมต่ออุปกรณ์ระยะที่ไกลได้ โดยแบ่งออกเป็นสองกลุ่มย่อยคือ

ตัวอย่างการนำ WWAN , Wireless Wide Area Network ไปใช้

กลุ่มคลื่นความถี่แบบได้รับใบอนุญาต (Licensed Spectrum หรือ Cellular)

การสื่อสารแบบ GSM, WCDMA, LTE และ 5G จะถูกเรียกรวมกันว่า เทคโนโลยี 3GPP (Third Generation Partnership Project) โดยเป็นช่วงความถี่ได้รับใบอนุญาต โดยมีจุดมุ่งหมายในการใช้งานสำหรับการสื่อสารข้อมูลด้วยความเร็วสูง แต่ในปัจจุบันได้มีการนำสัญญาณ NB-IoT มาใช้ในงานอุตสาหกรรม ซึ่งถือเป็นเทคโนโลยีใหม่ โดยจะมีลักษณะการส่งข้อมูลที่ช้ากว่า แต่ทำให้การกินพลังงานน้อยลง ซึ่งเหมาะกับอุปกรณ์ IoT ในยุคปัจจุบันมากขึ้น

กลุ่มคลื่นความถี่แบบยกเว้นใบอนุญาต (Un-licensed Spectrum หรือ Cellular)

ตัวอย่างสัญญาณในกลุ่มนี้ได้แก่ LoRA และ SIGFOX ถูกพัฒนาขึ้นให้เหมาะสมกับงานอุตสาหกรรม โดยเฉพาะการสื่อสารระหว่างเครื่องจักร หรือ ที่เรียกว่า Machine-to-Machine (M2M) หรือ Machine-type Comunication (MTC) โดยจุดเด่นคือ เพื่อรองรับการใช้งานที่พลังงานต่ำ และส่งสัญญาณในระยะทางที่ไกล

บทสรุป : ในยุคปัจจุบันหลายๆหน่วยงานก็พยายามที่จะนำเทคโนโลยีต่างๆมาใช้ ที่จะเห็นบ่อยๆจะเป็นเรื่องของ IoT และ Wireless conectivity ครับ ดังนั้นการเลือกการส่งสัญญาณที่เหมาะสมก็จะช่วยในการออกแบบระบบให้เหมาะสมจริงๆกับโรงงานของเรานะครับ

แล้วพบกับสาระความรู้ทางด้านงานช่าง และงานวิศวกรรมได้ในโพสต์ถัดๆไปนะครับ หรือสามารถตามสื่อตามๆของเราด้านล่างเลยนะครับ
Website: www.naichangmashare.com
Facebook: https://www.facebook.com/naichangmashare/
Blockdit :  https://www.blockdit.com/naichangmashare
Instragram: https://www.instagram.com/naichangmashare/
Twitter: https://twitter.com/naichangmashare
Youtube: https://www.youtube.com/channel/UCmIPiSeg-uy4k8JYSmknp_g
#นายช่างมาแชร์ #IoT #Signal

Ball Valve ของ KHA HACO  สำหรับเครื่องบดกาแฟอุตสาหกรรมโดยเฉพาะ

0
Ball Valve, KHA HACO wallpaper
Ball Valve, KHA HACO wallpaper

ในอุตสาหกรรมอาหาร โดยเฉพาะการผลิตกาแฟ ก็มักจะเจอปัญหาเฉพาะทางเหมือนกัน ดังนั้นในการเลือกอุปกรณ์ให้เหมาะสมกับ application ที่ใช้งานจึงเป็นเรื่องที่จำเป็นมากๆเลยนะครับ ซึ่งวันนี้เราจะขอมาแนะนำ Ball Valve ของทาง KHA HACO ที่ออกแบบสำหรับเครื่องบดกาแฟขนาดใหญ่โดยเฉพาะเลยครับ

วาล์วที่จะถูกเลือกใช้ของเครื่องบดกาแฟขนาดใหญ่ (ตามรูปด้านล่าง) ที่ซึ่งเมล็ดกาแฟดิบถูกบดด้วยน้ำร้อนและไอน้ำให้เป็นผงกาแฟ ดังนั้นวาล์วที่ติดตั้งอยู่นั้นจะถูกออกแบบให้ทำงานในช่วงเวลาสั้น ๆ ด้วยหัวขับลม (การทำงานแบบเปิดและปิดอย่างรวดเร็ว) กระบวนการนี้ต้องใช้วาล์วที่ทนต่อสารที่เป็นของแข็งซึ่งจะทำให้เกิดการขัดสี สึกกร่อน (abrasive) และสามารถรองรับรอบการทำงานที่สูงได้ ดังนั้นทาง Klinger จึงออกแบบ  บอลวาล์ว KHA HACO มาเพื่อตอบโจทย์การใช้งานตามกระบวนการข้างต้นนี้

Ball Valve ของ KHA HACO

โครงสร้างของ Ball Valve ของ KHA HACO 

โครงสร้างของ Ball Valve ของ KHA HACO 

1.ตัววาล์วทำจากวัสดุที่เป็นเหล็ก(1.0619) หรือ สแตนเลส (1.4408)

2. Stuffingbox เป็นวัสดุ Labyrinth PTFE

3. แหวนความดันทองแดง ใน stuffing box 

4. Washer ใน Stuffingbox ทำจาก PEEK ซึ่งเหมาะสำหรับกระบวนการที่มีรอบการทำงานสูง

5. Sealing element metal ทำจาก สแตนเลส (1.4404) (มี 1 ข้าง)

6. Washer ด้านหลัง Sealing element ทำจากประเก็น TOP-CHEM

7. Connections: หน้าแปลน, เกลียว, เชื่อม

8. ตัวลูกบอลทำจาก สแตนเลส (1.4401/1.4408) ชุบโครเมียม ทำให้ทนต่อการขัดสี สึกกร่อน (abrasive)

9.หัวขับลม Single acting

ผลกระทบของบอลวาล์วที่เกิดจากจากกระบวนการผลิตกาแฟ

  • สารที่มีคุณสมบัติในการขัดสี (abrasive): ผงกาแฟเมื่อผสมกับน้ำร้อนหรือไอน้ำมีลักษณะคล้ายกับ “กระดาษทราย” มาสัมผัสบน sealings และส่วนของวาล์วอื่นๆ (wetted parts) ส่งผลให้เกิดความเสียหายกับ soft seated sealings และลูกบอล
  • รอบการทำงานหลายรอบ : โดยปกติของบอลวาล์วในกระบวนการผลิตกาแฟ มีรอบการเปิด-ปิดวาล์วหลายครั้งในหนึ่งนาทีตลอดทั้งวัน ซึ่งอาจส่งผลให้ชิ้นส่วนที่สัมผัสกับสารและตัวซีลก้านวาล์ว (stuffingbox) นั้นสึกกร่อนเร็ว โดยจะทำให้เกิดการอุดตันของวาล์ว
  • วาล์วที่ใช้ในกระบวนการผลิตกาแฟนั้นยากที่จะหยุดกระบวนการผลิตเพื่อเปลี่ยนได้ เมื่อวาล์วเกิดความเสียหาย ดังนั้นจึงควรเลือกวาล์วที่มีความทนทานและมีอายุการใช้งานที่ยาวนาน

ข้อดีของ Ball Valve KHA HACO

»Stuffingbox :  PEEK washer และแหวนแรงดันทองเหลืองเป็นส่วนประกอบที่เพิ่มลงใน Stuffingbox โดยทั้ง PEEK washer และแหวนทองเหลืองนั้น ทำให้วาล์วรุ่นนี้มีคุณสมบัติที่โดดเด่น เหมาะที่จะใช้กับสารที่มีการขัดสี สึกกร่อน (abrasive) และยังช่วยเพิ่มอายุการใช้งานของวาล์วภายใต้รอบการทำงานที่สูงอีกด้วย ดังนั้นจึงสามารถหลีกเลี่ยงการสึกหรอของ Stuffingbox ที่อาจเกิดขึ้นเร็วเกินไปได้

» Sealing elements: sealing elementsแบบโลหะพร้อม TOP CHEM washer ที่อยู่ด้านหลังของวงแหวนโลหะ ทำให้วาล์วทนทานต่อสารที่มีการขัดสี สึกกร่อน (abrasive)ที่มีของแข็งมากขึ้น ในกรณีที่ใช้วัสดุ Soft seated เช่น PTFE และ reinforced PTFE นั้น จะถูกเศษของแข็งในสารทำให้ฉีกขาดซึ่งจะทำให้เกิดการรั่วซึมได้

» Ball: ลูกบอลทำจากสแตนเลส ชุบโครเมียม ชั้นโครเมียมบนพื้นผิวลูกบอล จะช่วยปกป้องลูกบอลจากรอยขีดข่วนอันเนื่องมาจากของแข็งในสาร

บทสรุป:

» บอลวาล์ว KHA รุ่น “HACO” มีอายุการใช้งานยาวนานกว่ามากเมื่อเทียบกับบอลวาล์วที่เป็น soft seated ทั่วไป จึงเหมาะสมที่จะใช้กับกระบวนการผลิตกาแฟ ซึ่งช่วยให้ผู้ใช้งานลดงานบำรุงรักษาและการหยุดไลน์ผลิตอันเนื่องมาจากวาล์วเสียหายได้

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม ต้องการสั่งซื้อสินค้า : 

Line ID : @Alphagroup 

E-mail : [email protected]

Tel : 02 792 9333

ไทย-ลาวเตรียมทำสัญญานำเข้าไฟฟ้าจากพลังงานน้ำ

0
Xayaburi Hydroelectric Power Plant, XPCL
Xayaburi Hydroelectric Power Plant, XPCL

อสังหาริมทรัพย์และผู้ประกอบการโรงไฟฟ้าพลังน้ำสี่แห่งในประเทศลาวเตรียมลงนามในสัญญาซื้อขายไฟฟ้ากับผู้กำหนดนโยบายพลังงานจากภาครัฐทั้งในประเทศลาวและประเทศไทยภายในเดือนพฤษภาคม 2565 เพื่อผลักดันแผน และส่งเสริมพลังงานหมุนเวียนมากขึ้น

เป็นผลสืบเนื่องจากนโยบายที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีให้คำมั่นในการประชุมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของสหประชาชาติ ครั้งที่ 26 ที่กลาสโกว์เมื่อปลายปีที่แล้วว่าประเทศไทยจะมุ่งมั่นจัดการกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เพื่อบรรลุเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอนภายในปี 2593 และการปล่อยมลพิษสุทธิเป็นศูนย์ภายในปี 2508

ด้านการลงทุนพลังงานไทย-ลาว

ด้านการลงทุนพลังงานดังกล่าว โดยในด้านพื้นที่โรงไฟฟ้าเหล่านี้จะตั้งอยู่ในบริเวณทางภาคเหนือของลาว และคาดว่าอีกไม่กี่ปีข้างหน้า โรงไฟฟ้าและสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ เป็นส่วนหนึ่งของความพยายามจากรัฐบาลไทยในการบรรลุความเป็นกลางของคาร์บอนเพื่อสร้างความสมดุลระหว่างการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์และการดูดซับ ซึ่งทางการไทยก็ต้องการใช้พลังงานสะอาดมากขึ้นเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจเช่นกัน

โรงไฟฟ้าพลังน้ำเป็นไปตามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ในการนำเข้าไฟฟ้าจากประเทศลาวจำนวน 10.9 กิกะวัตต์ (GW) ในอีกสองทศวรรษข้างหน้า ได้แก่ โรงไฟฟ้าพลังน้ำหลวงพระบาง, โรงไฟฟ้าพลังน้ำปากแบง, และโรงไฟฟ้าพลังน้ำปากเล.การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย ในฐานะผู้ซื้อไฟฟ้ารายเดียว มีแผนนำเข้าไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้าพลังน้ำในประเทศลาวภายใต้สัญญาซื้อไฟฟ้าระยะยาว ภายใต้แผนพัฒนาพลังงานแห่งชาติปี 2561 (แก้ไขครั้งแรก)

ระบุในวงกว้างว่า “ประเทศไทยจำเป็นต้องนำเข้าไฟฟ้าจากประเทศเพื่อนบ้านโดยไม่ระบุประเทศหรือโครงการผลิตไฟฟ้า” ทั้งนี้ นายกุลิศ สมบัติศิริ ปลัดกระทรวงพลังงาน กล่าวว่าไทยมีแผนที่จะนำเข้าไฟฟ้าพลังน้ำจากประเทศพม่าด้วย แต่ความขัดแย้งทางการเมืองที่รุนแรงของประเทศเพื่อนพม่า จะทำให้แผนล่าช้า ดังนั้นการนำเข้าพลังงานจากทรัพยากรสะอาดมากขึ้นสอดคล้องกับแผนของรัฐบาลที่จะลดการพึ่งพาไฟฟ้าที่เกิดจากเชื้อเพลิงฟอสซิล

Reference : https://www.bangkokpost.com

จุดไหนบ้างที่สำคัญสำหรับการติดตั้ง Rupture Disk ในอุตสาหกรรมกระดาษ

0
RuptureDisk forPaper wallpaper
RuptureDisk forPaper wallpaper

สำหรับตัว Rupture Disk ที่ถือว่าเป็นอุปกรณ์รักษาความปลอดภัยของถังแรงดัน หรือที่เรียกว่า PRD (Pressure Relive Device) แต่สำหรับบทความนี้อาจจะลองตามไปดูว่า ตัวอุปกรณ์ Rupture Disk มีการติดตั้งที่ตำแหน่งไหน ของอุปกรณ์ไหนบ้างในอุตสาหกรรมกระดาษกันครับ

กลับไปอ่านบทความ Pressure Relief Device (PRD) [EP:1] – ชนิดและหน้าที่ของอุปกรณ์ระบายแรงดัน

Bulk storage

ไซโลสำหรับจัดเก็บเศษไม้และวัตถุดิบจำนวนมากในการผลิตเยื่อกระดาษ เป็นจุดที่มีโอกาสทำให้เกิดฝุ่นที่สามารถติดไฟได้  การติดตั้ง rupture disks จะช่วยระบายแรงดันส่วนเกินภายในถังเก็บได้ หรือ vent panel ก็ยังจะช่วยป้องกันให้แรงระเบิดไม่ส่งผลเสียต่อไซโล

Conveying systems

ระบบลำเลียงที่ใช้สำหรับการเคลื่อนย้ายเศษไม้และเยื่อกระดาษ อาจทำให้เกิดฝุ่นที่สามารถติดไฟได้และระเบิดได้ ก็สามารถป้องกันได้ด้วยการติดตั้ง rupture disks หรือ vent panel จาก ZOOK ได้เช่นกัน

Conveying system for paper industry
Conveying system for paper industry
Rupture Disk ตำแหน่งที่ติดตั้ง
Rupture Disk ตำแหน่งที่ติดตั้ง

Digesters

การต้มเยื่อ (Cooking) ด้วยหม้อต้มเยื่อ (Digester) เป็นกระบวนการที่ใช้ไอน้ำที่มีความดันและอุณหภูมิสูง ในกรณีที่เกิดสภาวะแรงดันเพิ่มสูงขึ้น ZOOK rupture disks ออกแบบมาเพื่อระบายแรงดันส่วนเกินก่อนที่จะความเสียหายจะเกิดขึ้นกับระบบหม้อต้มเยื่อ

อุปกรณ์หม้อต้มเยื้อ (Digester)

Bleaching and Conditioning tanks

การฟอกเยื่อและขั้นตอนการปรับปรุงคุณภาพเยื่อในด้านความขาว ซึ่งเป็นคุณสมบัติที่จำเป็นในกระดาษบางชนิด เช่น กระดาษพิมพ์เขียน กระดาษทิชชู กระดาษสา เป็นต้น หรือกระดาษชนิดพิเศษที่ใช้ซึ่งมีลักษณะเฉพาะที่เหมาะสำหรับการพิมพ์ บรรจุภัณฑ์ สารเคลือบพิเศษ เม็ดสี

หรือความต้านทานแรงดึงที่เพิ่มขึ้น จะผ่านกระบวนการเพิ่มเติมทางเคมีและการบำบัดด้วยความร้อนที่หลากหลาย ความร้อนที่เกิดขึ้นอาจส่งผลต่อแรงดันที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างควบคุมไม่ได้ ก็ยังสามารถใช้ ZOOK rupture disks ช่วยระบายแรงดันก่อนที่ความเสียหายจะเกิดขึ้นกับระบบ

Sodium chlorate 

กระบวนการผลิตสารเคมีฟอกเยื่อ หรือ คลอรีนไดออกไซด์ (Chlorine Dioxide) เกิดจากสารตั้งต้นคือ โซเดียมคลอเรต (Sodium chlorate)และ  กรดไฮโดรคลอริก (Hydrochloric acid) โดยการทำปฏิกิริยาเพื่อผลิตคลอรีนไดออกไซด์ มีทั้งการคลายความร้อนและการก่อตัวของแก๊ส การคายความร้อนตามปฏิกิริยาเคมีจะยิ่งทำให้อุณหภูมิสูงขึ้น ส่งผลให้ความดันเพิ่มขึ้นไปอีก

จุดนี้จึงเป็นจุดสำคัญมากๆที่เราควรติดตั้ง ZOOK rupture disks เพื่อป้องกันอันตรายที่เราไม่คาดคิด โดยที่ ZOOK จะ เลือกใช้เป็นรุ่น Duplex disk และ FD-Vเพื่อให้ทนต่อสารเคมีและมีอายุการใช้งานที่ยาวนาน 

ตำแหน่งติดตั้งของ Rupture Disk

Recovery processing 

Black liquor และ by product อื่นๆ มักจะถูกนำกลับมาใช้ใหม่ในหม้อไอน้ำ เพื่อนำสารเคมีกลับมาใช้ใหม่ในกระบวนการ ผลิตเยื่อกระดาษ black liquor เหล่านี้จะถูกพ่นเข้าไปใน recovery boiler น้ำที่ยังหลงเหลืออยู่ใน black liquor จะระเหย ไป สำหรับสารเคมีที่อยู่ใน Black liquor จะถูกเผาไหม้ให้พลังงานความร้อนออกมา ความร้อนที่ได้จะถูกนำไปให้ความร้อนกับ น้ำเพื่อผลิตไอน้ำ ในส่วนของสารเคมีที่ไม่ได้รับการเผาไหม้ คือ โซเดียมซัลไฟล์ (Na2S) และโซเดียมคาร์บอเนต (NaCO3) จะกลายเป็นของแข็งหลอมเหลว (Smelt) และถูกแยกออกทางด้านล่างของหม้อไอน้ำ ไปที่ถังทำละลาย (Dissolving Tank) 

ซึ่งถังทำละลาย (Dissolving Tank) ก็เป็นอีกจุดที่เราควรติดตั้ง rupture disks ไว้เพื่อระบายแรงดันในกรณีฉุกเฉินเช่นกัน

Steam Boiler

ระบบหม้อไอน้ำหรือท่อไอน้ำ ก็ยังสามารถนำ rupture disks มาติดตั้งควบคู่ไปกับวาล์วนิรภัย (safety valve) เช่นกัน เพื่อทำหน้าที่ระบายแรงดันส่วนเกิน โดยให้มีการตั้งค่าแรงดันที่สูงกว่าแรงดันระบายของวาล์วนิรภัย แต่ต้องไม่เกิน maximum allowable working pressure (MAWP) เพื่อป้องกันความเสียหายจะเกิดขึ้นกับหม้อไอน้ำในกรณีที่วาล์วนิรภัยขัดข้อง

Boiler หม้อต้มไอน้ำ
Boiler หม้อต้มไอน้ำ

Safety relief valve isolation

เราสามารถประยุกต์การใช้งาน rupture disks กับ safety valve โดยการนำ rupture disk มาติดตั้งด้านขาเข้าของ safety valve เพื่อเป็นการป้องกันการการกัดกร่อนจากสารเคมีและยังช่วยให้ระบบนิรภัยเป็นแบบ zero leak อีกด้วย ซึ่งวิธีนี้นิยมใช้กับกระบวนการทางเคมี เมื่อของไหลในกระบวนการมีการกัดกร่อนสูง

การติดตั้ง Rupture Disk เข้ากับ PSV
การติดตั้ง Rupture Disk เข้ากับ PSV

ตารางสรุปประเภทของ rupture disk ที่ใช้ติดตั้งในอุตสาหกรรมกระดาษ

ตารางเปรียบเทียบ Rupture Disk
ตารางเปรียบเทียบแต่ละประเภทของ Rupture Disk

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม ต้องการสั่งซื้อสินค้า : 

Line ID : @Alphagroup 

E-mail : [email protected]

Tel : 02 792 9333

วัสดุช่าง [EP.1] : มาทำความรู้จักเหล็กกล้า Carbon Steel กันเถอะ

0
steel-mill by wikipedia.org
steel-mill by wikipedia.org

สวัสดีครับเพื่อนๆ สำหรับซีรี่ย์เปิดตัวใหม่ วัสดุช่าง [EP.1] หรือ “Material” และในตอนถัดไปเรื่อยๆ เราจะพาเพื่อนๆมาพบเจอกับโลกของวัสดุต่างๆในโลกงานอุตสาหกรรมกันนะครับ เพราะว่าเอาเข้าจริงๆแล้ว วัสดุเนี่ย……ถือเป็นส่วนที่สำคัญมากๆเลยนะครับ บางครั้งสามารถทำให้เกิดผลกระทบมากมายกับโรงงานได้ เช่น เกิดความเสียหายในเนื้อวัสดุในแบบต่างๆ เช่น corrosion, errosion หรือ cracking ต่างๆ รวมถึงต้นทุน และค่าเสื่อมต่างๆ ก็มาจากวัสดุทั้งนั้นเลยครับ

ในซีรี่ย์นี้เราจะมาให้ความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับวัสดุต่างๆในอุตสาหกรรมกันนะครับ สำหรับตอนแรกเราจะมาทำความรู้จักกับวัสดุที่เรียกว่า “มีการใช้มากที่สุด” นั่นคือ เหล็กกล้า หรือ Carbon Steel กันนะครับ ซึ่งเจ้า Carbon Steel เนี่ย ถือว่ามาเปลี่ยนโลกของเราในยุคปฏิวัติอุตสาหกรรมอย่างมากเลยครับ งั้นเราไปดูกันเลยนะครับ

ประเภทของวัสดุช่าง

ก่อนที่จะไปทำความรู้จักเหล็กกล้า Carbon Steel เราขอมาปูพื้นฐานกันก่อนนะครับว่า ภาพรวมของวัสดุ หรือ Material มีอะไรบ้างนะครับ โดยอาจจะขอเล่าภาพรวมคร่าวๆก่อนนะครับ โดยปัจจุบันเนี่ยการใช้โลหะ หรือ วัสดุต่างๆในปัจุบันมีความต้องการในโลกของเราในทุกภาคส่วนไม่ว่าจะเป็นครัวเรือน ภาคเทคโนโลยีอุตสาหกรรมต่างๆ ซึ่งแปรผันตามความก้าวหน้า และความเจริญของโลกใบนี้เลยทีเดียวครับ

โดยแร่ธาตุบนโลกนี้มีการถูกพบมาแล้วมากกว่า 2,000 ชนิด แต่จะถูกแบ่งออกเป็นประเภทใหญ่ๆได้ 2 แบบคือ โลหะ และ อโลหะ เท่านั้นเองครับ

1. วัสดุประเภทโลหะ (Metallic)

วัสดุประเภทโลหะ หรือ Metallic Material คือ “วัสดุที่มีโลหะเป็นองค์ประกอบหลัก” โดยหากเราจะแบ่งตามความสามารถ ถ้ามองในมุมกายภาพ อาจจะเป็นเรื่องความมันเงา มีความแข็งแรงที่สูง การนำความร้อนได้ดี จุดหลอมเหลวสูง เป็นของแข็งในสภาวะปกติ เป็นต้น แต่ถ้าหากมองมุมในเชิงเคมี จะสามารถถ่ายอิเล็กตรอนได้ง่าย และสร้างออกไซด์เป็นพื้นฐาน และถูกกัดกร่อนได้ง่าย (อันนี้เป็นปัญหา Classic ในอุตสาหกรรมเลยครับ)

ซึ่งถ้ายกตัวอย่างที่เราคุ้นเคยกันเริ่มจาก เหล็ก , ตะกั่ว ไทเทเนียม, นิกเกิล, ดีบุก, สังกะสี, แมกนีเซียม, อะลูมิเนียม, ทองแดง หรือโลหะที่อาจจะใช้น้อยหน่อย เช่น แคดเมียม แมงกานีส, ปรอท, โมลิบดีนัม, เงิน หรือ ทังสเตน เป็นต้น

ความแตกต่างของ โลหะ-อโลหะ
ความแตกต่างของ โลหะ-อโลหะ
ตัวอย่างของวัสดุโลหะ (Metallic)

2. วัสดุประเภทอโลหะ (Non-Metallic)

คือ วัสดุที่ไม่ได้มีโลหะเป็นองค์ประกอบหลัก โดยจะเป็นพวกธาตุที่อยู่ทางด้านขวาของตารางธาตุ (ยกเว้น Hydrogen) นะครับ โดยคุณสมบัติทางกายภาพจะอยู่ตรงข้ามกับโลหะ เช่น ไม่มีความมันเงา เป็นตัวนำความร้อนและไฟฟ้าไม่ดี อาจจะเป็นก๊าซหรือของเหลวที่อุณหภูมิ หากมองในมุมเคมีนะครับ โดยปกติจะมีอิเล็กตรอน 4-8 ตัวที่เปลือกนอก รับหรือแบ่งเวเลนซ์อิเล็กตรอนได้ดี

หากยกตัวอย่าง ได้แก่ เพชร ,เซรามิก, ไม้, ยาง, คอนกรีต และพลาสติก เป็นต้นนะครับ

วัสดุอโลหะในโซนด้านขวาของตารางธาตุ (Credited by Extrudesign.com)
ตัวอย่างวัสดุอโลหะ
ตัวอย่างวัสดุอโลหะ

มาทำความรู้จักโลหะที่เป็นเหล็ก

จริงๆเหล็กเนี่ย ถือว่าเป็นโลหะที่มีความสำคัญมากสำหรับมนุษย์เลยนะครับ และถือได้ว่า “เป็นวัสดุที่ได้สร้างความเจริญและทำให้โลกขับเคลื่อนในยุคอุตสาหกรรม” ตลอดจนการเดินทางออกไปนอกโลก ความจริงแล้วมนุษย์เราเนี่ยเรียนรู้การใช้เหล็กได้ตั้งแต่สมัยโบราณมาแล้วนะครับ แต่การผลิตในเชิงอุตสาหกรรมจริงๆเพิ่งจะมีในยุคราวๆสตวรรษที่ 14 แต่กรรมวิธีและการถลุงเหล็กก็ยังมีปัญหาหลายๆอย่าง

แต่ทว่าในศตวรรษที่ 19 ได้มีชาวอังกฤษชื่อ เซอร์ เฮนรี่ เบสเซเมอร์ (Sir Henry Bessemmer) ได้ค้นพบวิธีการผลิตเหล็กกล้าขึ้น และได้ปรับปรุงกรรมวิธีการผลิตต่อมาเรื่อยๆจนถึงยุคปัจจุบันเลยครับ

ภาพของ Sir Henry Bessemmer
ภาพของ Sir Henry Bessemmer
กรรมวิธีในการผลิตเหล็กกล้าในยุคปัจจุบัน (Steel Manufacturing Process)

เหล็กกล้า (Steel) คืออะไร ?

ต่อมาเราจะมาพูดเหล็กกล้า ที่เป็นตัวหลักของบทความนี้กันนะครับ….โดยเหล็กกล้า (Steel) คือ เหล็กที่มีธาตุคาร์บอน (Carbon) เป็นส่วนผสม แต่มีปริมาณไม่สูงมากนัก โดยไม่เกิน 2% นอกจากนี้ยังมีแร่ธาตุอื่นๆเจือปนอยู่อีกด้วย เช่น ซิลิคอน ฟอสฟอรัส แมงกานีส หรือ กำมะถัน เป็นต้น

โดยหากแบ่งเป็นประเภทเหล็กกล้า “ตามส่วนผสมของคาร์บอน” เราจะแบ่งได้ 3 แบบหลักๆ ดังนี้นะครับ ซึ่งเจ้าส่วนผสมของคาร์บอนเนี่ยแหละครับทีจะผลต่อตัวเนื้อเหล็ก โดนเฉพาะของแข็ง เปราะ นะครับ ^^”

1. เหล็กกล้าคาร์บอนต่ำ (Low Carbon Steel)

โดยเหล็กกล้าคาร์บอนต่ำเป็นเหล็กกล้าที่มีส่วนผสมของคาร์บอนต่ำที่สุดในกลุ่ม บางครั้งเราจะเรียกว่า “เหล็กกล้าละมุน หรือ Mild Steel” ซึ่งอยู่ประมาณ 0.1-0.3 % และเป็น “เหล็กกล้าที่ใช้กันอยู่ทั่วไปตามท้องตลาด” ด้วยคุณสมบัติอ่อน ทำให้สามารถที่จะตีขึ้นรูป และรีดเป็นแผ่นได้ง่าย เหล็กเส้นที่ใช้ในงานก่อสร้างชนิดนี้ไม่มีความแข็งมาก แต่กลับกันจะมีความเหนียว ดึงออกเป็นเส้น ตียืดออกเป็นแผ่นได้ดี

ไม่สามารถที่จะทำให้แข็งได้ด้วยวิธีการอบชุบด้วยความร้อน หรือ Heat Treatment , สามารถทำการได้ดี หาง่าย และราคาไม่แพง อีกด้วยนะครับ

เหล็กกล้าคาร์บอนต่ำ สามารถตีขึ้นรูปและรีดเป็นแผ่นได้ง่าย
เหล็กกล้าคาร์บอนต่ำ สามารถตีขึ้นรูปและรีดเป็นแผ่นได้ง่าย

2. เหล็กกล้าคาร์บอนกลาง (Medium Carbon Steel)

เหล็กกล้าคาร์บอนปานกลาง ก็จะตามชื่อของเค้านะครับ คือ มีปริมาณคาร์บอนปานกลาง ประมาณ 0.3-0.6% ซึ่งด้วยปริมาณคาร์บอนที่สูงกกว่าแบบแรก ทำให้มีความแข็งแรงที่มากกว่า (แต่ก็เหนียวน้อยกว่าเช่นกัน) การนำมาใช้งานก็จะนำมาผลิตชิ้นส่วนของเครื่องจักรกล ต่างๆ ที่ต้องการความแข็งแรง เช่น เพลาของเครื่องกลหมุน , เพลาข้อเหวี่ยง, เฟือง, เกียร์ หรือชิ้นส่วนที่ต้องการชุบแข็ง หรืออบชุบด้วยความร้อนน (ซึ่งแบบเหล็กกล้าคาร์บอนต่ำทำไม่ได้นะครับ)

เหล็กกล้าคาร์บอนปานกลางมักจะถูกนำมาทำชิ้นส่วนของเครื่องจักร

3. เหล็กกล้าคาร์บอนสูง (High Carbon Steel)

เหล็กกล้าคาร์บอนสูง คือ เหล็กกล้าที่มีส่วนผสมสูงที่สุดในกลุ่มแล้ว โดยมีปริมาณถึง 0.6-1.2% ทำให้มีความแข็งแรง (Strength) สูงมาก และมีความต้านทานการสึกหรอสูง เช่นกัน เหล็กกล้าประเภทคาร์บอนสูงจะถูกนำมาผลิตใช้เป็นเครื่องมือ (Tool Steel) เช่น ใบมีดกลึง ใบตัด ใบกัด เหล็กสกัด หรือเหล็กเจาะต่างๆ นะครับ

เหล็กกล้าคาร์บอนสูงมีความแข็งแรงสูงมาก และจะนำมาใช้เป็นเหล็กทำเครื่องมือ

จบไปแล้วนะครับ สำหรับ [EP] แรกของซีรี่ย์วัสดุช่าง แล้วรอติดตามตอนต่อๆไปกับ นายช่างมาแชร์ นะครับผม

แล้วพบกับสาระความรู้ทางด้านงานช่าง และงานวิศวกรรมได้ในโพสต์ถัดๆไปนะครับ หรือสามารถตามสื่อตามๆของเราด้านล่างเลยนะครับ
Website: www.naichangmashare.com
Facebook: https://www.facebook.com/naichangmashare/
Blockdit :  https://www.blockdit.com/naichangmashare
Instragram: https://www.instagram.com/naichangmashare/
Twitter: https://twitter.com/naichangmashare
Youtube: https://www.youtube.com/channel/UCmIPiSeg-uy4k8JYSmknp_g
#นายช่างมาแชร์ #วัสดุช่าง #เหล็กกล้า #Steel

ราคาเหล็กพุ่งอีก 5% กระทบราคาบ้าน-ก่อสร้าง

0
ราคาเหล็กแพง2565-1

ผลกระทบสงคราม-ราคาน้ำมัน ส่งผลราคาเหล็กอาจปรับเพิ่มขึ้นอีก 5% คาดช่วงเม.ย.นี้ ส่งผลผู้วางแผนต่อเติมบ้าน หรือซื้อบ้านใหม่ เตรียมรับมือราคาบ้านใหม่ ขณะที่ผู้ประกอบการจำหน่ายวัสดุก่อสร้าง เร่งสต็อกสินค้าเพิ่มขึ้นเพื่อให้ได้ราคาเดิมลดกระทบลูกค้า 

ขณะนี้ได้สั่งสต็อกเหล็ก และผลิตภัณฑ์เกี่ยวเนื่องกับน้ำมันหลายรายการ จากเดิมจะสต็อกให้เพียงพอต่อการจำหน่าย ประมาณ 1 เดือนเพิ่มขึ้น 3-5 เดือน หลังสถานการณ์ราคาน้ำมันโลกเพิ่มสูงขึ้น

อีกทั้งตัวแทนจำหน่ายแจ้งปรับราคาถี่ขึ้นจากเดิมปีละครั้ง เป็นเฉลี่ยเดือนละครั้ง ส่งผลให้ราคาเหล็ก ปรับเพิ่มขึ้นตั้งแต่ร้อยละ 50-100 นับจากต้นปีที่ผ่านมา เช่นเหล็กเส้น จากเดิมเส้นละ 100 บาท เป็น 200 บาท 

ปัญหาที่เกิดขึ้นส่งผลให้ผู้รับเหมารายย่อย ซึ่งรับจ้างต่อเติมอาคารหลายราย ทิ้งสัญญาจ้าง เนื่องจากราคาวัสดุก่อสร้างที่เพิ่มขึ้น สูงเกินกว่าช่วงทำสัญญา หากเดินหน้ารับงานต่อไปจะขาดทุน ไม่คุ้มค่าจ้าง ส่งผลให้ร้านวัสดุก่อสร้างหลายแห่งเริ่มงดให้เครดิตผู้รับเหมารายใหม่เพื่อลดความเสี่ยงดังกล่าว

“บทวิเคราะห์ของบริษัทหลักทรัพย์ เมย์แบงก์ (ประเทศไทย) ประเมินว่าราคาเหล็กในประเทศเดือนมีนาคม มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นตามทิศทางราคาเหล็กในตลาดโลก”

โดยราคาขายเฉลี่ยระหว่างเดือนมกราคม ถึงมี.ค.2565 อยู่ที่ตันละ 25,500 บาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 31 และราคาเศษเหล็ก อยู่ที่ตันละ 17,425 บาท เพิ่มขึ้น 34% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน

referene : https://news.thaipbs.or.th/

แล้วพบกับสาระดีๆแบบนี้ทางด้านงานช่าง งานวิศวกรรม และอุตสาหกรรมได้ที่ นายช่างมาแชร์ นะครับ

Website: www.naichangmashare.com
Facebook: https://www.facebook.com/naichangmashare/
Blockdit :  https://www.blockdit.com/naichangmashare
Instragram: https://www.instagram.com/naichangmashare/
Twitter: https://twitter.com/naichangmashare
Youtube: https://www.youtube.com/channel/UCmIPiSeg-uy4k8JYSmknp_g

#นายช่างมาแชร์ 

Pump [EP.9] – OVERHUNG PUMP ปั้มพิมพ์นิยมใช้มากที่สุดในโลก

0
pump centrifugal wallpaper
pump centrifugal wallpaper

ถ้าให้เรานึกภาพของปั้มตัวนึง เชื่อว่าทุกๆคน รวมถึงผมด้วย เราจะนึกถึง “ปั้มหอยโข่งเป็นอันดับแรก” แน่นอนครับ เพราะว่าเจ้าปั้มหอยโข่งเป็นปั้มที่มีการนิยมใช้กันมากที่สุดทั้งในภาคครัวเรือน และภาคอุตสาหกรรม ซึ่งเจ้าปั้มหอยโข่ง มีชื่ออย่างเป็นทางการว่า “Centrifugal Pump” หรือ “ปั้มที่ใช้หลักการเหวี่ยงหนีศูนย์” โดยถ้าเอาตามหลักการ Centrifugal pump ยังถูกจำแนกได้อีกประมาณมากกว่า 10 ประเภทเลยครับ

ประเภทของ Centrifugal pump ในหลายๆแบบ (Credited by lightmypump.com)

แต่ประเภทที่เราคุ้นเคย และเห็นบ่อยๆเลยเนี่ย จริงๆเค้าจะชื่อ Overhung Pump (โอ-เวอร์-ฮัง-ปั้ม) หรือ แปลแบบตรงๆตัวคือ ปั้มแบบแขวน เพราะว่า ปั้มชนิดนี้ลักษณะการออกแบบจะเป็นคล้ายๆการแขวนชุด Rotor ไว้กับชุด Bearing ด้านเดียวนะครับ ซึ่งจะเป็นลักษณะตามภาพด้านล่างเลยนะครับ

Overhung pump ภาพตัด Crossectional
Banner_SupremeServ_1532x329px_NEU

การออกแบบและส่วนประกอบของ Overhung Pump

อย่างที่เกริ่นๆไว้ช่วงแรกครับ ด้วยการออกแบบในแง่ของความแข็งแรง (โดยที่องค์ประกอบในการออกแบบคือ แรงในการสั่นสะเทือน และความแข็งเกร็งในตัวอุปกรณ์) ที่มีภาระ (Load) ในการใช้งานไม่มากนะ สามารถที่จะออกแบบให้ตัวปั้มสามารถแขวนได้ฝั่งเดียว ซึ่งส่งผลให้การใช้วัสดุอุปกรณ์ลดลงครึ่งหนึ่งเลย

*ถ้าแขวนสองด้านจะของเปรียบเทียบกับแบบ Between Bearing ตัววัสดุก็แทบจะเพิ่มสองเท่าทั้ง mechanical seal และ bearing เป็นต้นครับ

ดังนั้น Configuration ของตัวปั้มจะเป็นดังรูปข้างล่างนะครับ จะมีส่วนประกอบดังนี้

  1. ใบพัดของปั้ม (Pump impeller)
  2. เสื้อปั้ม (Pump Casing)
  3. เพลา (Pump shaft)
  4. ชุดตลับลูกปืน ฝั่งเดียว (Bearing)
  5. แม็คแคนิคอลซีล (Mechanical Seal)
ส่วนประกอบด้านในของ Overhung Pump

เหตุผลที่ Overhung pump ถูกใช้มากที่สุด

เหตุผลง่ายๆที่ปั้มชนิดนี้นิยมใช้มากที่สุดจะเป็นเรื่อง “ราคาที่ถูก” และ “ย่านการใช้ที่กว้าง” โดยเรามาเจาะทีละด้านกันนะครับ

  1. ราคาที่ถูกทั้งในแง่ตอนซื้อใหม่ และการดูแลรักษา (Low maintenance and project cost) – ด้วยการออกแบบด้วยการแขวนชุด Rotor ไว้บน Bearing ส่วนเดียวทำให้เวลาการซ่อม เราสามารถถอดชุด Rotor และทำการ slide ออกได้เลย และจำนวนชุด Bearing และ Mechanical Seal ก็จะมีอยู่แค่ด้านเดียวด้วยครับ ทำให้ราคาค่า part และค่าแรงจะถูกลง และในแง่ของจำนวน Material ที่ใช้ในการสร้างทั้งในส่วนของ impeller และ Casing ก็จะมีขนาดไม่ใหญ่มากครับ ทำให้ราคาออกมาไม่แพงด้วยครับ
  2. ย่านการใช้ที่กว้าง (High operating range) – ด้านการออกแบบในการเข้าแนวนอนและออกแนวตั้ง ทำให้ย่านการใช้งานของปั้มชนิดนี้จะครอบคลุม โซนกลางๆ ของ Head และ Flow และเป็นย่านที่เป็นที่นิยมในการนำปั้มเหล่านี้ไปใช้งานครับ หลายๆ project เวลาทำ EPC (Engineering Procurement and Construction) ปั้มชนิด overhung เรียกว่าแทบจะมีปริมาณ 90% ของงานนั้นๆเลยครับ

วีดีโอแสดงการทำงานของ Overhung Pump

เราลองมาดู animation แสดงหลักการทำงานด้านใน Overhung pump ด้านในกันนะครับ

Banner_SupremeServ_1532x329px_NEU

บทความปั้มที่เกี่ยวข้องอื่นๆ

Pump [EP.1] : ประวัติ และชนิดของปั้มแต่ละประเภท

Pump [EP.2] : Centrifugal pump หรือ ปั้มหอยโข่ง ฉบับพื้นฐาน

PUMP [EP.3] : Mechanical Seal อุปกรณ์กันรั่วที่สำคัญที่สุดในปั้มแบบหมุนเหวี่ยง

Pump [EP.4] : Flushing Piping Plan ของ Mechanical seal ในตัวปั้ม

Pump [EP.5] : หลักการทำงานของ Diaphragm pump (ชนิด API)

Pump [EP.6] : การ Recondition ของอุปกรณ์ Mechanical Seal

Pump [EP.7] : Vertical Sump Pump ปั้มชนิดจุ่มแบบครึ่งตัว

Pump [EP.8] : Rotary Screw Pump ปั้มเกลียวสกรูสำหรับของหนืด

โดยสรุปนี้ก็เป็นเหตุผลหลักๆที่ Overhung pump ถูกนิยมใช้มากที่สุดกันนะครับ รวมถึงด้านการออกแบบ และหลักการทำงานต่างๆของปั้มครับผม

แล้วพบกับสาระความรู้ทางด้านงานช่าง และงานวิศวกรรมได้ในโพสต์ถัดๆไปนะครับ หรือสามารถตามสื่อตามๆของเราด้านล่างเลยนะครับ
Website: www.naichangmashare.com
Facebook: https://www.facebook.com/naichangmashare/
Blockdit :  https://www.blockdit.com/naichangmashare
Instragram: https://www.instagram.com/naichangmashare/
Twitter: https://twitter.com/naichangmashare
Youtube: https://www.youtube.com/channel/UCmIPiSeg-uy4k8JYSmknp_g
#นายช่างมาแชร์