การตรวจสอบรอยร้าวของโครงสร้างคอนกรีต [EP.1]

0
การตรวจสอบรอยร้าว1

สวัสดีค่ะ วันนี้ขอนำเสนอความรู้ที่อยู่ใกล้ตัวเรานั้นก็คือ “รอยร้าว” นั่นเองค่ะ ในที่นี้จะพูดถึงรอยร้าวของโครงสร้างคอนกรีต เนื่องจากพี่ๆทุกคนก็มีบ้านอาศัย ทุกคนต่างรัก และหวงแหนบ้าน อยากดูแลบ้านของตนให้ดีที่สุด จึงเป็นความรู้พื้นฐานที่ควรทราบเพื่อหาแนวทางในการแก้ไขต่อไปค่ะ

ประเภทรอยร้าวจะบ่งชี้ถึงสภาพความมั่นคง ความแข็งแรงของโครงสร้าง โดยลักษณะของรอยร้าวนั้นจะมีรูปแบบที่แตกต่างกัน รูปแบบและลักษณะของรอยร้าวจึงเป็นสิ่งที่ควรทำความเข้าใจเป็นอันดับแรก เพื่อวิเคราะห์สาเหตุได้อย่างถูกต้องก่อนที่จะทำการแก้ไขค่ะ

สาเหตุรอยร้าวของโครงสร้างคอนกรีต แบ่งออกเป็น 4 ประเภท

ใน EP.1 นี้จะกล่าวถึงรอยร้าวของ 2 ประเภทแรกก่อนนะคะ ซึ่งได้แก่ 1.รอยร้าวเกิดจากคุณภาพวัสดุและฝีมือการทำงานที่ไม่ดี และ 2.รอยร้าวเกิดจากเสื่อมสภาพของวัสดุ

1. รอยร้าวโครงสร้างคอนกรีตเกิดจากคุณภาพวัสดุและฝีมือการทำงานที่ไม่ดี

การเลือกใช้วัสดุคุณภาพไม่ดี ทักษะการทำงานที่ขาดความรู้ ประสบการณ์ หรือไม่ใส่ใจในรายละเอียด

1.1 รอยแตกที่ผนังก่ออิฐ

– รอยแตกลายงา

ลักษณะคล้ายแผนที่

สาเหตุ ได้แก่ ตอนฉาบปูนไม่ได้พรมน้ำผนังอิฐก่อให้ชุ่มก่อน ทำให้อิฐก่อดูดซับน้ำมากจนทำให้ปูนฉาบสูญเสียน้ำและเกิดรอยร้าว หรือหลังจากฉาบปูนแล้วไม่พรมน้ำเลี้ยงให้เพียงพอผิวฉาบจึงสูญเสียน้ำจากลมและแดด รอยแตกประเภทนี้ไม่เกิดอันตรายกับตัวโครงสร้าง จะมีผลแค่ด้านความสวยงามบนผนัง

วิธีแก้ไข พรมน้ำให้ชุ่มหรือเพียงพอเพื่อป้องกันการเกิดรอยแตก หรือถ้าเกิดรอยแตกและให้ทำการสกัดและฉาบปูนใหม่

– รอยแตกที่มุมวงกบ

เกิดที่มุมใดมุมหนึ่งหรือหลายมุม เป็นรอยเฉียงออกจากมุมของวงกบ รอยแตกจากกว้างมากที่มุมและค่อยๆเล็กลงเมื่อห่างออกจากมุม ความยาวรอยร้าวจะไม่เกิน 30 ซม.

สาเหตุ ความแตกต่างของวัสดุวงกบกับผนังอิฐ ก่อให้เกิดการยืดหรือหดตัวที่แตกต่างเป็นผลให้เกิดรอยร้าว

วิธีแก้ไข ควรทำคานทับหลังและเสาเอ็นเมื่อมีช่องเปิด

– รอยแตกที่ขอบผนังชิดเสา

สาเหตุ ปูนก่อและปูนฉาบหดตัวทำให้เกิดรอยแยกจากเสา ไม่มีเหล็กเสียบจากเสาเพื่อยึดผนัง ไม่ได้เสียบเหล็กหนวดกุ้ง หรือระยะห่างเหล็กหนวดกุ้งมากเกินไป

วิธีแก้ไข เพิ่มหรือใส่เหล็กหนวดกุ้งเพื่อยึดผนัง

1.2 รอยแตกที่คานของโครงสร้างคอนกรีต

– รอยแตกลายงาที่กลางคาน

อาจเกิดที่ปลายคานด้านใดด้านหนึ่งหรือกลางคาน

สาเหตุ เกิดจากการสูญเสียน้ำของคอนกรีตขณะที่แข็งตัว โดยผิวหน้าคอนกรีตบริเวณนั้นสูญเสียน้ำมากกว่าบริเวณอื่น

– รอยแตกเป็นรูพรุนที่ใต้ท้องคานหรือด้านข้างคาน

อาจเกิดที่ปลายคานด้านใดด้านหนึ่งหรือกลางคานคาน ผิวหน้าคอนกรีตอาจเป็นรูพรุนที่มีคามต่อเนื่องจนอาจเห็นรอยแตกกว้างเส้นเดียวบางตำแหน่งมองเห็นเม็ดหิน

สาเหตุ เกิดจากแบบหล่อคอนกรีตปิดไม่สนิท คอนกรีตเหลวมากเกินไป ทำให้น้ำปูนไหลออกจากแบบหล่อ เกิดเป็นรูพรุนา

1.3 รอยแตกที่พื้น

– รอยแตกลายงาที่ผิวพื้น

จะพบรอยแตกลายงาที่ผิวพื้น มีลักษณะเป็นรูปแผนที่ที่แตกกระจายไปทั่ว รอยแตกที่ผิวนั้นจะไม่ลงลึกในเนื้อของพื้น

สาเหตุ ผิวหน้าคอนกรีตถูกลมหรือแดดเผาจนสูญเสียน้ำไปมาก ทำให้แห้งและเกิดแรงดึงที่ผิวมากกว่าบริเวณอื่น

– รอยแตกที่ผิวด้านบนขนานเหล็กเสริม

รอยแตกเป็นเส้นยาวขนานกับตำแหน่งขอเหล็กเสริมบน ซึ่งเหล็กเสริมบนของพื้นอยู่บริเวณขอบใกล้คาน

สาเหตุ คอนกรีตเหลวมากทำให้เกิดการไหลและมวลรวมหยาบตกตะกอน มวลรวมหยาบที่อยู่ใกล้หรือเหนือเหล็กเสริมจะตกตะกอนได้ช้า และอาจถูกกั้นขวางด้วยเหล็กเสริมจนทำให้เกิดแรงดึงรั้งตามแนวของเหล็กเสริมจึงเกิดรอยร้าวดังกล่าว

1.4 รอยแตกร้าวที่เสา

รอยแตกคล้ายกับคาน เกิดจากการเข้าแบบหล่อไม่ดี เทคอนกรีตไม่ต่อเนื่อง รวมถึงการบ่มคอนกรีตไม่ดี พบเห็นรอยแตกเป็นลายงาและรูพรุน เนื่องจากน้ำปูนไหลออกขณะที่คอนกรีตยังไม่แข็งตัว

2. รอยร้าวเกิดจากเสื่อมสภาพของวัสดุ

วัสดุที่ประกอบเป็นโครงสร้างคอนกรีตเสริมเหล็ก คือ คอนกรีตและเหล็กเสริม เมื่อเวลาผ่านไปโดยที่ไม่ทำการบำรุงรักษา วัสดุก็ย่อมมีการเสื่อมสภาพลง หรือวัสดุที่อยู่ในสิ่งแวดล้อมที่มีความชื้น สารเคมี อุณหภูมิที่มีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา จะทำให้วัสดุเสื่อมสภาพได้  เช่น ผิวคอนกรีตมีสภาพเป็นขุย, รอยร้าวลักษณะคล้ายลายงา, รอยร้าวที่ยาวและลงลึกในเนื้อคอนกรีตแต่ไม่ลึกถึงแกนกลางของโครงสร้าง สาเหตุมาจากเหล็กเสริมเป็นสนิมและบวมตัว ดันจนคอนกรีตส่วนที่เป็นผิวแตกหรือที่เรียกว่า การกระเทาะของคอนกรีต

2.1 พื้น

เหล็กเสริมในพื้นส่วนใหญ่จะอยู่ด้านล่าง จึงทำให้พบเห็นรอยแตกใต้ท้องพื้นเป็นส่วนมาก รอบแตกมีลักษณะเป็นเส้นๆขนานกับความยาวเหล็ก เมื่อทิ้งระยะเวลานานสนิมเหล็กจะลุกลาม รอยแตกยาวมากขึ้น ในที่สุดบริเวณท้องพื้นคอนกรีตที่ปิดผิวด้านล่างหลุดมาเป็นแผง โดยเฉพาะพื้นชั้นดาดฟ้าจะเกิดรอยแตกประเภทนี้มากที่สุด แดดและฝนทำให้พื้นชั้นเกิดการการยืดหดตัวมากกว่าพื้นชั้นอื่นๆ เพราะน้ำฝนจะไหลซึมลงผ่านรอยแตกร้าวไปสัมผัสเหล็ก ทำให้เหล็กเป็นสนิมและลุกลามเรื่อยๆ

2.2 คาน

รอยแตกที่เกิดจากสนิมเหล็กจะพบที่ใต้ท้องคาน เพราะเหล็กเสริมนั้นจะอยู่ตามมุมของคาน รอยแตกจะมีลักษณะขนานกับเหล็กเสริม บางครั้งก็อาจพบแนวดิ่งเป็นปล้องๆ ตรงตำแหน่งของเหล็กปลอก ซึ่งกรณีนี้ขึ้นกับตำแหน่งที่มีความหนาของคอนกรีตปกคลุมน้อย เหล็กเสริมนั้นจะมีโอกาสสัมผัสความขื้นมากกว่าบริเวณอื่น

2.3 เสา

– เสาตามริมสวน เสาตามห้องน้ำ

มักจะโดนน้ำอยู่เสมอ โอกาสที่เกิดรอยแตกจากเหล็กที่เป็นสนิมจะมากกว่าตำแหน่งอื่น ทั้งนี้เสาตอม่อละเสาชั้นล่างก็จะมีโอกาสเกิดมากกว่าบริเวณอื่นเช่นกัน เนื่องจากอากาศไม่ถ่ายเท

รอยแตกที่เสาลักษณะจะเป็นเส้นยาวในแนวดิ่งตามบริเวณมุมหรือขอบของเสา และจะเกิดขึ้นที่โคนล่างมากกว่า เพราะความชื้นจะเกิดจากด้านล่างขึ้นไปด้านบน

รอยร้าวที่ขอบเสา
รอยร้าวที่ขอบเสา

ใน EP.1 นี้ขอจบเนื้อหาเพียงเท่านี้ก่อน แล้วมาติดตามกันต่อใน EP.2 กับสาเหตุรอยร้าวอีก 2 ประเภทที่เหลืออยู่ด้วยกันนะคะ

ขอขอบคุณเนื้อหาแหล่งที่มา “บทความพิเศษ รอยร้าว…สัญญาณเตือนภัย”

แบตเตอรี่ จาก “สาหร่ายสีเขียวแกมน้ำเงิน” ใช้งานได้ถึง 6 เดือน

0
renewable biological photovoltaic cell
renewable biological photovoltaic cell

การพัฒนาการของ Renewable Biological Photovoltaic Cell จากเวลาหลายปีที่โดยนักวิจัยได้ทำการค้นคว้าพืชสาหร่ายสีน้ำเงินและสีเขียว (blue-green algae) หลากหลายสายพันธุ์ในการพัฒนาในการให้พลังงานตัว microprocessor โดยระบบใช้แค่น้ำและแสงสว่าง โดยอนาคตสามารถพัฒนาต่อยอดขึ้นไปในการให้พลังงานกับอุปกรณ์ขนาดเล็กได้

พลังงานไฟฟ้าแบตเตอรี่จากสาหร่าย

นักวิจัยและนักวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ได้ประสบความสำเร็จในการพัฒนา “การสร้างแบตเตอรี่แบบใหม่ ที่ใช้พืชอย่าง “สาหร่ายสีเขียวแกมน้ำเงิน” โดยแบตเตอรี่ชนิดนี้สามารถจ่ายพลังงานให้กับไมโครโพลเซสเซอร์ (Microprocessor) ในคอมพิวเตอร์ได้สำเร็จอีกแล้วด้วย โดยขนาดของแบตเตอรรี่มีขนาดใกล้เคียงกับถ่ายขนาด AA โดยมีตุ้นทุนที่ไม่แพง เป็นโครงสร้างที่ไม่ซับซ้อน และยังเป็นวัสดุที่สามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้ (Recyclable materials)

โดยองค์ประกอบของระบบนี้จะประกอบไปด้วย สาหร่ายที่ไม่เป็นพิษ (Non-toxic Algae) ที่เรียกว่า “Synechocystis” ซึ่งมาจากการเพาะปลูก โดยพลังงาน (เชิงเคมีของสาหร่าย) ได้มาจากการสังเคราะห์แสงของตัวสาหร่ายเอง โดยกระแสไฟฟ้าปริมาณเล็กเกิดจากการเกิดของสาหร่ายปฎิกิริยากับอะลูมีเนียมอิเล็กโทรด (Aluminium Electrode)

ซึ่งในการทดลองตัวแบตเตอรรี่เองสามารถให้พลังงานคอมพิวเตอร์โปรโพรเซสเซอร์ที่ทำงานวันล่ะ 45 นาที ซึ่งการใช้พลังงานไฟฟ้า 0.3 ไมโครวัตต์ (mW) ซึ่งส่งผลให้มีการจ่ายกระแสไฟฟ้าได้นานถึง 6 เดือน

Computer Powered by Photosynthesis (Algae) created by Scientists

reference : https://www.cam.ac.uk/research/news/scientists-create-reliable-biological-photovoltaic-cell

สิ่งมีชีวิตที่ชื่อ “ช่างซ่อมบำรุง” โดย เด็กช่างวัด x เจ้าหญิงแห่งวงการ ISO

0
เด็กช่างวัด x ISOเจ้าหญิง
เด็กช่างวัด x ISOเจ้าหญิง

ไลฟ์สดหัวข้อ : สิ่งมีชีวิตที่ชื่อ “ช่างซ่อมบำรุง” โดย เด็กช่างวัด x เจ้าหญิงแห่งวงการ ISO

ที่จะมาพูดคุยกันว่า สายงานในอาชีพของช่างซ่อมบำรุงในโรงงานอุตสาหกรรมเป็นอย่างไร สนุกแค่ไหน แล้วพบกันในไลฟ์นะครับ

>> วันที่ 20 พ.ค. 65 <<
เวลา 20.00 น. เป็นต้นไป

ไลฟ์สดผ่านช่องทางของเพจ
ISO ง่ายๆ by ดิ๊ฟ และ เด็กช่างวัด

พร้อมสุ่มแจกรางวัล ถุงผ้า “มีคาร์แล้ว ไม่เอาแล้ว” 
(รับรองเลยว่าพกไปทำงาน ใบคาร์เต็มกระเป๋า กลับมาแน่ๆ 555)

ระบบหุ่นยนต์ แขนกล และสายพานอัตโนมัติ (ROBOT PALLETIZER) ที่จะเข้ามาทดแทนคนทํางานใน ระบบผลิตได้จริงมั้ย?

0
robot-palletized-wallpaper
robot-palletized-wallpaper

ในยุคปัจจุบันเราอยู่ในที่เรียกว่ายุค Digital disruption ซึ่งมีการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีอย่างมากมาย เช่น ระบบ AI หรือ ระบบปัญญาประดิษฐ์ ที่เข้ามาช่วยวิเคราะห์ข้อมูล Big data ในโรงงานและปรับปรุงกระบวนการผลิตให้ดีขึ้น, ระบบ Drone ทีมาทํางาน ตรวจสอบในจุดที่คนต้องขึ้นไม่ตรวจได้อย่างยากลําบาก และใช้นั่งร้านอย่างมากมาย ,ระบบ Automation warehouse ที่ให้หุ่นยนต์มาทํางานแทนคนอย่างสมบรูณ์แบบ,และระบบ IoT ที่เชื่อมทุกระบบในโรงงานให้ เป็นโครงข่ายหนึ่งเดียวกัน 

แต่ยังมีอีกระบบที่เรียกว่า “ROBOT PALLETIZER” ซึ่งมันคืออะไร เป็นนวัตกรรมแบบไหน ช่วยเหลือและแบ่งเบาคนทำงานได้อย่างไร วันนี้นายช่างมาแชร์จะพาไปดูรายละเอียดกันนะครับ

ระบบหุ่นยนต์ ROBOT PALLETIZER

ระบบหุ่นยนต์แขนกลอัตโนมัติ Robot Palletizer

สำหรับระบบนี้ คือ กระบวนการบรรจุกระป๋องลงกล่องแบบอัตโนมัติโดยตัวระบบ Robot Palletizer จะประกอบไปด้วย 7 อุปกรณ์ หลักๆ ดังนี้

  1. เครื่องขึ้นรูปกล่อง
  2. ระบบสายพานลําเลียงกล่อง
  3. ชุดปิดปากกล่อง
  4. ระบบสายพานแบบ Modular สําหรับผลิตภัณฑ์
  5. Robot arm ABB หรือ หุ่นยนต์แขนกลอัตโนมัติ
  6. เครื่องปิดกล่อง
  7. ระบบควบคมุ PLC

ซึ่งถ้าขาดอุปกรณ์ใดอุปกรณห์นึ่งไปนั้นระบบการทํางานของ Robot Palletizer จะ ไม่สามารถทํางานได้อย่างต่อเนื่อง และอัตโนมัติ

Diagram ภาพรวมของ Robot Palletizer
Diagram ภาพรวมของ Robot Palletizer

1. เครื่องขึ้นรูปกล่อง 

หลักการง่ายๆของเครื่องนี้คือใส่กระดาษเข้าไป แล้วจะออกมาเป็นกล่องโดยจะมี Proximity sensor ในการตรวจจับความหนา เพื่อเช็คจำนวนกล่องว่ามีเข้ามาในระบบแล้วทั้งหมดที่กล่องเอา เข้ามาเติมซึ่งจะการแจ้งเตือนแบบระบบแสงสว่างและเสียง

*ในกรณีที่ Sensor ตรวจจับระยะที่กล่องกระดาษที่มาเติม น้อยกว่า 1 cm สําหรับกล่องบาง Sensor จะตรวจและ alarm ถ้าน้อยกว่า 5 กล่อง แต่สําหรับ กล่องหนา จะตรวจและ alarm น้อยกว่า 3 กล่อง

หลังจากนั้นเครื่องจะขึ้นรูปกล่องแบบอัตโนมัติ โดยการกางกล่อง และปิดด้วยเทปผ่าน Side belt หลังจากนั้นกล่องจะถูกลําเลียงต่อไปที่ Station ถัดไป

เครื่องขึ้นรูปกล่อง
เครื่องขึ้นรูปกล่อง

2. ระบบสายพานลําเลียง 

ระบบสายพานลำเลียง
ระบบสายพานลำเลียง

กล่องจะถูกลําเลียงผ่านสายพานลําเลียงที่เป็นระบบ Fix drive ประเภท Poly V-belt ที่เสียงเงียบ รวดเร็ว ซึ่งจะมี Photo sensor อยู่ที่หัวและท้ายของระบบสายพานลําเลียงในการตรวจเช็คว่ามีกล่องพร้อมที่จะเตรียมพร้อมเพื่อบรรจุเตรียมไป Station ถัดไป

*ซึ่งถ้าPhoto sensor นั้นตรวจสอบว่ากล่องนั้นลําเลียงเต็มบนสายพานแล้ว นั้นจะไปสั่งให้เครื่องชุดรูปกล่องนั้นหยุดการทํางาน จนกว่า สายพานลําเลียงเริ่มวางโดยPhotosensorที่ปลายระบบ สายพานลําเลยีงนั้นจะมีชุด Stopper ดักไว้

3. ชุดเปิดปากกล่อง

ชุดเปิดปากกล่อง
ชุดเปิดปากกล่อง

เมื่อระบบสานพานได้ลำเลียง กล่องมายัง Station นี้ ซึ่งจะมีกลไกที่เปิดปากกล่องด้วยชุดนิวเมติกส์ (ชุดกระบอกลม) เพื่อที่จะให้หุ่นยนต์แขนกลสามารถบรรจุกระป๋องใน Station ถัดไป โดยระบบมีจุด Stopper ระหว่างกล่องและมีกลไกเปิดปากกล่องด้วยระบบกระบอกลม

4. ชุดสายพาน Modular 

ใน Station นี้จะทําหน้าที่ในการลําเลียงกระป๋อง เพื่อที่จะรอ Robot arm ABB มาหยิบกระป๋องไปบรรจุต่อไป แต่ในความพิเศษใน Station นี้ คือ สายพานที่ใช้ในการออกแบบนี้เป็นแบบ Modularซึ่งสายพาน Modular จะมีลักษณะเป็นแบบชิ้นๆเล็กๆประกอบกัน ทำให้

1. ช่วยเรื่องของการประหยัดพลังงานเมื่อ เทียบกับระบบสายพานเดิม

2. จากระบบมอเตอร์ที่มีฟันเฟือง ดังนั้นปัญหาเรื่อง Wear & Tear จะน้อยกว่า และสายพานชนิดนี้สามารถเลือกเปลี่ยนเฉพาะจุดที่เสียหายได้ ดังนั้นทําให้ลดเรื่องการซ่อมบํารุงรักษาลงได้

3. ตัวสายพานแบบModular วัสดุ Plastic ที่ หน้า Top นั้นจะไม่ทําลายชิ้นงาน ทำให้ไม่เกิดปัญหาทางด้าน Production loss

ระบบสายพานลำเลียงแบบ Modular
ระบบสายพานลำเลียงแบบ Modular

สายพาน Modular จะมีทั้งหมด2ชดุ โดยชุดแรก จะลําเลียงกระป๋องแบบอัตโนมัติที่ถูกลําเลียงมา หลังจากนั้นจะเข้าสู่สายพานชุดที่ 2 ที่จะแยกเป็นสายพาน Modular 2แถวๆ ละ 3 เมตร เมื่อสายพานชุดที่ 2 ถูกลําเลียงด้วยกล่อง เต็มแล้วจะมีคำสั่งหยุดจาก Photosensor ที่ตรวจจับกระป๋องเพื่อรอ Robot arm ABB มาจับกระป๋องต่อไป

5. แขนกลอัตโนมัติ หรือ Robot Arm (ABB) 

แขนกลอัตโนมัติ หรือ Robot arm (ABB) จะเป็นหุ่นยนต์อัตโนมัติในการ ลําเลียงกระป๋องไปบรรจุลงกล่องที่เตรียมไว้ในสถานนีเปิดปากกล่อง ที่ทํางานได้ทั้งหมด 4 แกน และสามารถยืดแขนได้ มากถึง 3.15 m ที่สามารถรองรับ load ได้มากถึง 250 kg และสําหรับ High speed version จะสามารถรองรับ Load ได้มากถึง 180 kg 

หุ่นยนต์แขนกล ABB
หุ่นยนต์แขนกล ABB

ระบบแขนกลจะมี Gripper ขนาด 3 x 4 กระป๋อง ทั้งหมด 6 ชุด เพื่อจะหยิบกระป๋องมาทีเดียวทั้งหมด72กระป๋อง โดยที่ Gripper จะมีระบบแม่เหล็ก และกระบอกลมทํางานร่วมกันซึ่งกลไกการทํางานจะเริ่มต้นจาก ที่ Robot arm จะเคลื่อนที่ Gripper มาหยิบกระป๋อง ซึ่งระบบ กระบอกลมจะดันแม่เหล็กเพื่อไปยึดติดกับกระป๋อง

หลังจากนั้นก็จะ Robot arm จะเคลื่อนที่และลําเลียงกระป๋อง มาที่สถานีชุดเปิดปากกล่องเพื่อมาบรรจลุงกล่องจากนั้นชุดกระบอกลมจะดึงแมเ่หล็กจากออกจากกระป๋องเพื่อวาง กระป๋องลงในกล่อง โดย Robot arm จะทําการบรรจุกระป๋องทั้งหมด 4 ชั้นต่อกล่อง หลังจากบรรจุครบแล้วนั้นชุดเปิดปากกล่องจะถูกยกขึ้นเพื่อลําเลียงกล่องที่ถูกบรรจกุระป๋องไว้แล้วทั้งหมด 6 กล่อง ไปยังสถานีปดิปากกล่อง

การทำงานของหุ่นยนต์แขนกล และ gripper ในการจับสินค้า

6. ชุดปิดปากกล่อง 

เมื่อกล่องบรรจุกระป๋องนั้นถูกลําเลียงผ่านสายพานมายังชุดปิดปากกล่อง จะทําการปิดปากกล่องด้วย Tape sealer ซึ่งจะมี Diverter ในการกําหนดทิศทางเข้าชุดปิด ปากกล่อง หลังจากนั้นจะไปผ่านกระบวนการตรวจ QA/QC เพื่อทําการชั่งน้ําหนักให้เป็น ไปตามคุณภาพ มาตราฐานจากนั้น คนจะหยิบกล่องบรรจุกระป๋องเพื่อนำไปใช้งานต่อไป

แบบของชุดปิดปากกล่อง
แบบของ “ชุดปิดปากกล่อง”

7. ระบบควบคุมด้วย PLC

โดยการบรรจุกระป๋องด้วยระบบ Robot Palletizer จะใช้การควบคุมด้วยระบบ PLC (Programming Logic Control) ซึ่งเปรียบเสมือนสมอง ที่สามารถรวบรวมทุกๆอุปกรณ์ทำงานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ และราบรื่น

ระบบควบคุมแบบ PLC
ระบบควบคุมแบบ PLC

วีดีโอแสดงการทำงานของหุ่นยนต์ Robot Palletizer

นายช่างมาแชร์ [EP.17] : หุ่นยนต์แขนกล Robot Palletizer

บทสรุป

โดยสรุปแล้วระบบ “ROBOT PALLETIZER” ก็คือ นวัตกรรมสมัยใหม่ ที่แบ่งเบาภาระคนทํางาน  ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ด้วยระบบการควบคุมคุณภาพที่แม่นยํา แล้วยังสามารถเพิ่มกําลังผลิตให้แก่โรงงานได้มากขึ้นอีกด้วย

=======================================

ถ้าใครสนใจเทคโนโลยี Robot Palletizer หรือระบบ automation ต่างๆก็สามารถติดต่อทาง

บริษัท พัฒนกลการ เอ็นจิเนียริ่ง จํากัด หรือ PKE Conveyor

ซึ่งทําระบบจัดเก็บแขนกลอัตโนมัติเพื่อการลดต้นทุน ลดความผิดพลาด เพิ่มผลผลิต เพิ่มผลกําไร ซึ่งตอบรับ ช่วง Digital Disruption ในยุคนี้ 

สนใจติดต่อทางเว็ปไซด์ http://www.pkeconveyor.com ได้เลยนะครับ

=======================================

#Robot #หุ่นยนต์ #AI #IoT #นายช่างมาแชร์ #PKE




“พีทีทีดิจิตอล” ผนึกกำลัง “เอสเอสแอนด์ซีบลูปริซึม” เสริมทัพความแข็งแกร่งจัดตั้ง Intelligent Process Automation Center สนับสนุนบริการเทคโนโลยี IA และ RPA ระดับ Enterprise ของไทย   

0
นายเทอดเกียรติ พร้อมมูล รองกรรมการผู้จัดการใหญ่กลยุทธ์องค์กรและความยั่งยืน บริษัท ปตท. จำกัด(มหาชน) และประธานกรรมการ (คนกลาง) บริษัท พีทีที ดิจิตอล โซลูชั่น จำกัด เป็นประธานในการลงนามความร่วมมือด้านเทคโนโลยีระหว่าง บริษัท พีทีที ดิจิตอล โซลูชั่น จำกัด และ บริษัท เอสเอสแอนด์ซี บลู ปริซึม   โดยมีนายกวีศักดิ์ บุญเฉลียว กรรมการผู้จัดการ (ที่ 1 จากขวา) บริษัท พีทีที ดิจิตอล โซลูชั่น จำกัด และ นายกาเรท เลน รองประธานอาวุโส ด้านพันธมิตรและช่องทางการจัดจำหน่าย (ที่1 จากซ้าย) บริษัท เอสเอสแอนด์ซี บลู ปริซึม ร่วมลงนามความร่วมมือจัดตั้งศูนย์บริการ Intelligent Process Automation Center (IPAC) สนับสนุนการสร้าง Ecosystem การให้บริการเทคโนโลยี IA และ RPA ในระดับ Enterprise  เพื่อเข้ามาช่วยยกระดับกระบวนการทำงานขององค์กรธุรกิจให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น พร้อมทั้งเสริมศักยภาพและความคล่องตัวในการทำงานของลูกค้าอย่างครบวงจร  ณ ห้องพลังไทย ชั้น M อาคาร 2 สำนักงานใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) เมื่อเร็วๆ นี้
นายเทอดเกียรติ พร้อมมูล รองกรรมการผู้จัดการใหญ่กลยุทธ์องค์กรและความยั่งยืน บริษัท ปตท. จำกัด(มหาชน) และประธานกรรมการ (คนกลาง) บริษัท พีทีที ดิจิตอล โซลูชั่น จำกัด เป็นประธานในการลงนามความร่วมมือด้านเทคโนโลยีระหว่าง บริษัท พีทีที ดิจิตอล โซลูชั่น จำกัด และ บริษัท เอสเอสแอนด์ซี บลู ปริซึม   โดยมีนายกวีศักดิ์ บุญเฉลียว กรรมการผู้จัดการ (ที่ 1 จากขวา) บริษัท พีทีที ดิจิตอล โซลูชั่น จำกัด และ นายกาเรท เลน รองประธานอาวุโส ด้านพันธมิตรและช่องทางการจัดจำหน่าย (ที่1 จากซ้าย) บริษัท เอสเอสแอนด์ซี บลู ปริซึม ร่วมลงนามความร่วมมือจัดตั้งศูนย์บริการ Intelligent Process Automation Center (IPAC) สนับสนุนการสร้าง Ecosystem การให้บริการเทคโนโลยี IA และ RPA ในระดับ Enterprise  เพื่อเข้ามาช่วยยกระดับกระบวนการทำงานขององค์กรธุรกิจให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น พร้อมทั้งเสริมศักยภาพและความคล่องตัวในการทำงานของลูกค้าอย่างครบวงจร  ณ ห้องพลังไทย ชั้น M อาคาร 2 สำนักงานใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) เมื่อเร็วๆ นี้

(กรุงเทพฯ : 5 พฤษภาคม 2565) บริษัทพีทีทีดิจิตอลโซลูชั่น จำกัด ผู้ให้บริการเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารของกลุ่ม ปตท. ผนึกความร่วมมือ บริษัทเอสเอสแอนด์ซีบลูปริซึม ผู้ให้บริการซอฟต์แวร์ระดับโลกด้านอุตสาหกรรมบริการทางการเงินและการดูแลสุขภาพ  เสริมศักยภาพในการจัดตั้งศูนย์บริการ Intelligent Process Automation Center (IPAC) สนับสนุนการสร้าง Ecosystem การให้บริการเทคโนโลยี IA และ RPA ในระดับ Enterprise เพื่อเข้ามาช่วยยกระดับกระบวนการทำงานขององค์กรธุรกิจให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น พร้อมทั้งเสริมศักยภาพและความคล่องตัวในการทำงานของลูกค้าอย่างครบวงจร  

คุณเทอดเกียรติ พร้อมมูล ประธานกรรมการบริษัทพีทีทีดิจิตอลโซลูชั่นจำกัด หรือ พีทีทีดิจิตอล กล่าวว่า “บริษัท พีทีที ดิจิตอล โซลูชั่น จำกัด ในฐานะผู้ให้บริการเทคโนโลยีสารสนเทศระดับ Enterprise ของประเทศไทย มองเห็นว่าการนำเทคโนโลยี Intelligent Process Automation มาใช้งานจะสามารถเสริมศักยภาพการดำเนินงานในองค์กร และสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันได้เป็นอย่างดี  อย่างไรก็ตามการลงทุนนำเทคโนโลยีดังกล่าวมาใช้ในระดับ Enterprise ยังมีต้นทุนสูง รวมถึงยังมีข้อจำกัดในเรื่องของบุคลากรที่เข้ามาบริหารจัดการระบบ ซึ่งจำเป็นต้องมีความเชี่ยวชาญโดยเฉพาะ จึงทำให้ บริษัท พีทีที ดิจิตอล โซลูชั่น จำกัด เห็นโอกาสและเป็นที่มาของความร่วมมือกับ บริษัท เอสเอสแอนด์ซี บลู ปริซึม บริษัทซอฟต์แวร์ ซึ่งมีความเชี่ยวชาญในเทคโนโลยีนี้ เพื่อร่วมกันขยายตลาด IA และ RPA ในประเทศไทย โดยเฉพาะในกลุ่มธุรกิจการผลิต กลุ่มธุรกิจการเงิน การธนาคาร การประกันภัย และธุรกิจสุขภาพ”

ด้านคุณกาเรท เลน รองประธานอาวุโสด้านพันธมิตรและช่องทางการจัดจำหน่าย บริษัทเอสเอสแอนด์ซีบลูปริซึม กล่าวว่า “เรารู้สึกตื่นเต้นที่ได้ร่วมมือกับพีทีที ดิจิตอล ทำให้องค์กรของไทยสามารถนำอาร์พีเอหรือระบบซอฟต์แวร์หุ่นยนต์และไอเอไปใช้ผ่านการเสนอแพลตฟอร์มในรูปแบบบริการของเรา  การบริการที่ยืดหยุ่นช่วยให้ลูกค้าในด้านค่าใช้จ่ายการลงทุนไปเป็นการบริการแบบสมาชิกภายใต้รูปแบบการจ่ายเมื่อใช้งาน  นอกจากนี้ พวกเขาจะได้รับประโยชน์จากแพลตฟอร์มระบบอัตโนมัติอัจฉริยะของเรา ซึ่งให้เข้าถึงได้ทันทีไปยังพนักงานดิจิทัลที่ติดตั้ง “เอไอ” และความสามารถสร้าง มอบหมาย และควบคุมการทำงานอัตโนมัติ”

บริษัทพีทีทีดิจิตอลโซลูชั่น จำกัด ผู้ให้บริการเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารของกลุ่ม ปตท. ผนึกความร่วมมือ บริษัทเอสเอสแอนด์ซีบลูปริซึม

การเปลี่ยนแปลงสู่ตลาด IA และ RPA

จากสถานการณ์แพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ที่ถือเป็นตัวเร่งสำคัญที่ทำให้พฤติกรรมคนทำงานเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็วสู่การทำงานรูปแบบใหม่ ส่งผลให้หลายๆองค์กรต้องการนำระบบการทำงานแบบอัตโนมัติ (Automation) มาใช้ในธุรกิจ เพื่อปรับรูปแบบการทำงานให้เป็นระบบอัตโนมัติมากขึ้น ทำให้ซอฟต์แวร์ระบบอัตโนมัติ (Intelligent Automation) และระบบจัดการงานแบบอัตโนมัติ (RPA) ขยายตัวอย่างรวดเร็วในช่วงหลายปีที่ผ่านมา และมีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่อง ผลสำรวจจาก Statista เว็บไซต์วิจัยและเก็บสถิติชั้นนำ ระบุว่า ตลาด RPA จะเติบโตเพิ่มขึ้นจากมูลค่าตลาด 2.07 พันล้านดอลลาร์ในปี 2564 เป็น 13.4 พันล้านดอลลาร์ในปี 2573 ขณะที่ในประเทศไทย ปัจจุบันอุตสาหกรรมหุ่นยนต์มีมูลค่าประมาณ 20-23 พันล้านเหรียญสหรัฐ ส่วนการสำรวจของ Frost & Sullivan คาดการณ์ว่าการใช้จ่ายด้าน AI และ ML ทั่วโลกจะเพิ่มขึ้นเป็น 1.8 ล้านล้านบาทภายในปี 2564 โดยรายได้จาก AI ในประเทศไทย คาดว่าจะอยู่ที่ประมาณ 69.39 พันล้านล้านบาท ภายในปี 2568

สำหรับการร่วมลงนามทางธุรกิจในครั้งนี้นับเป็นการผสานความแข็งแกร่งของ 2 องค์กรชั้นนำครั้งสำคัญ เพื่อนำความเชี่ยวชาญในการพัฒนาเทคโนโลยี IA และ RPA

สำหรับการร่วมลงนามทางธุรกิจในครั้งนี้นับเป็นการผสานความแข็งแกร่งของ 2 องค์กรชั้นนำครั้งสำคัญ เพื่อนำความเชี่ยวชาญในการพัฒนาเทคโนโลยี IA และ RPA มาเพิ่มศักยภาพในกระบวนการทำงานขององค์กรยุคปัจจุบัน ทั้งยังมุ่งมั่นในการเป็นศูนย์บริการ Intelligent Automation ที่มีความพร้อมทั้งในเรื่องของเทคโนโลยี, แพลตฟอร์ม และบุคลากรที่พร้อมต่อยอดการนำไปใช้สนับสนุนงานให้ครบทุกฟังก์ชั่นงาน อาทิ หน่วยงานการเงิน หน่วยงานจัดซื้อจัดจ้าง และหน่วยงานทรัพยากรบุคคล ฯลฯ รวมถึงจะช่วยเสริมศักยภาพในการให้บริการเทคโนโลยี Intelligent Automation ช่วยภาคธุรกิจ โดยเฉพาะ SME, บริษัทจัดตั้งใหม่, Startup, Innovator และ Digital Citizen เข้าถึง IA และ RPA Ecosystem ด้วยต้นทุนที่คุ้มค่ามาตรฐานระดับสากล เพื่อให้สามารถตอบสนองรูปแบบการทำงานที่เปลี่ยนไปในยุค New Normal ได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำกว่าเดิม อีกทั้งยังช่วยยกระดับการบวนการทำงานองค์กรธุรกิจให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น พร้อมทั้งเสริมความคล่องตัวในการทำงานอย่างครบวงจร

โดยคาดว่าความร่วมมือในครั้งนี้จะช่วยผลักดันให้ธุรกิจในประเทศไทยมีการนำ  Intelligent Automation มาใช้งานอย่างแพร่หลายมากขึ้น พร้อมสร้างความมั่นใจให้กับองค์กรในการนำเทคโนโลยี IA และ RPA มายกระดับธุรกิจ รวมถึงลดต้นทุนในการลงทุนและบริหารจัดการ ด้วยการให้บริการ Intelligent Automation รูปแบบใหม่ จาก พีทีที ดิจิตอล ที่มีความพร้อมทั้งทีมงานที่เชี่ยวชาญในการพัฒนาเทคโนโลยี IA และ RPA กับธุรกิจทุกกลุ่ม และเทคโนโลยีชั้นนำด้านซอฟต์แวร์และระบบการทำงานหลากหลายของ เอสเอสแอนด์ซี บลู ปริซึม ผู้นำระดับโลก ตอบโจทย์การทำงานขององค์กรยุคดิจิทัลในประเทศไทยได้อย่างสมบูรณ์แบบ  

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมกรุณาติดต่อ :

ส่วนการตลาด บริษัท พีทีที ดิจิตอล โซลูชั่น จำกัด
คุณอาทิตยา สุขาภิรมย์ 
โทร :  02-1402147
อีเมล :  [email protected]

ประเภทของสปริงในแบบต่างๆ (Type of Spring)

0
type-of-spring

ประเภทของสปริงในแบบต่างๆ (Type of Spring) ที่มีใช้บ่อยๆในงานอุตสาหกรรมนะครับ ได้แก่ Conical Speing, Volute Spring, Leaf Sping, Spiral Torsinal spring, Helical torsional spring, Disc Spring, Open coil spring, Closed coil spring

#นายช่างมาแชร์ #Spring #สปริง

เครื่องมือวัด Oscillation Flowmeter สามารถวัดแก๊สที่มีความชื้น และแก๊สผสมได้อย่างแม่นยำ

0
Oscillation Flow Meter

ปัจจุบันเครื่องมือวัดอัตราการไหลหรือ Flowmeter นั้นมีให้เลือกใช้ได้อย่างหลากหลาย  โดยในแต่ละประเภทก็จะมีให้เลือกใช้ตามการใช้งานที่เหมาะสม มีหลักการทำงานที่แตกต่างกันออกไป ไม่ว่าจะเป็น เครื่องมือวัดอัตราการไหลในรูปของของเหลว , เครื่องวัดอัตราการไหลของอากาศ และเครื่องวัดอัตราการไหลของแก๊ส เป็นต้น

สำหรับบทความนี้จะพาท่านไปรู้จักกับ เครื่องวัดอัตราการไหลแบบ Oscillation Flowmeter เป็นเครื่องมือวัดที่สามารถวัดแก๊สที่มีความชื้น และแก๊สผสมได้อย่างแม่นยำ  โดยแทบไม่ต้องบำรุงรักษา เป็น flowmeter ที่คุ้มค่าที่สุด เพราะไม่เสียง่าย และไม่มีค่าใช้จ่ายอะไรเพิ่มเติมอีกหลังจากติดตั้ง อีกทั้งผู้ใช้งานสามารถตรวจสอบ สมรรถภาพ การทำงานของมาตรวัดด้วยตนเอง ได้ตลอดเวลา 

เครื่องมือวัด Oscillation Flowmeter

หลักการการทำงานของ Oscillation Flowmeter

ของไหลอิสระที่ปล่อยออกมาเป็นลำ (Main jet) ที่ออกมาจาก Nozzle จะนำพาเอาโมเลกุลของอากาศโดยรอบไปด้วย (หรือของไหลรอบๆ) ทำให้เกิดพื้นที่ Low pressure รอบๆ Main jet

เมื่อการไหลอิสระเคลื่อนที่ผ่านผนัง จะทำให้เกิดความแตกต่างของความดันระหว่างด้านที่ใกล้ผนังและด้านตรงข้าม

ผลที่ตามมาคือ การไหลอิสระนี้จะเบนเข้าหาผนัง (ตามภาพ 3 และ 4)

การออกแบบ (Design) ของเครื่องมือวัด Oscillation Flowmeter

ดังนั้นของไหลจะไหลผ่าน Orifice ภายในท่อ ทำให้ Pressure ด้านหน้า Orifice มีมากกว่าด้านหลัง ส่งผลให้ของไหลไหลเข้าสู่ Bypass

ลักษณะการติดตั้งของ Oscillation Flowmeter

ใน Bypass จะเป็นห้องวัดที่ใช้หลักการ Coanda และจะมี Sensor วัดความถี่ ซึ่งความถี่ที่เกิดขึ้นจะแปรผันตรงกับอัตราการไหล

วีดีโอแสดงการทำงานของ Oscillation Flowmeter

  1. ของไหลที่เข้ามาทาง Inlet จะไหลผ่าน Nozzle ออกมาเป็นลำ (Main jet)
  2. ส่วนของการไหลหลัก (Main jet) จะเบนเข้าหาผนังด้านใดด้านหนึ่งด้วยผลของ Coanda 
  3. ในขณะเดียวกันก็จะมีการไหลบางส่วนไหลผ่าน Feedback
  4. เมื่อเวลาผ่านไป ของไหลใน Feedback จะทำให้ความแตกต่างของความดันจากผลของ Coanda เปลี่ยนแปลง ทำให้ main jet เปลี่ยนทิศทาง
  5. ปรากฏการณ์นี้จะเกิดขึ้นซ้ำไปซ้ำมา
  6. Sensor ที่อยู่ใน Feedback จะวัดการไหลไป/กลับ เป็นความถี่ซึ่งความถี่แปรผันตรงกับอัตราการไหล

การนำไปใช้งานในอุตสาหกรรม (Application)

  • เหมาะสำหรับการวัดการไหลของ dry/wet gas
  • มีมาตรฐาน ATEX และ IECEx รองรับ สำหรับการใช้งานใน hazardous zone
  • ใช้ได้กับก๊าซหลายชนิด เช่น compressed air, biogas, digester gas, propane, hydrogen, natural gas and other mixed gases
  • ไม่มีชิ้นส่วนที่เคลื่อนไหว ดังนั้นจึงแทบไม่ต้องบำรุงรักษา
  • มี bypass valve ระหว่างหัววัดและตัวเรือน ช่วยให้เปลี่ยน sensor และทำความสะอาดหัววัดได้โดยไม่ต้องหยุด process
  • เหมาะอย่างยิ่งสำหรับใช้ในโรงงานก๊าซชีวภาพที่มีแรงดันใช้งานต่ำ เนื่องจากเกิด pressure loss น้อยมากในอุปกรณ์การวัด

ท่านผู้อ่านคงได้ทำความรู้จัก Oscillation Flowmeter กันบ้างแล้ว  ซึ่งในปัจจุบันยังไม่มี Flowmeter หลักการไหนที่สามารถวัดแก๊สที่มีความชื้น และแก๊สผสมได้แม่นยำเท่าหลักการ Oscillation  หากมีข้อสงสัยหรืออยากสอบถามเพิ่มเติม สามารถติดต่อได้ที่ อัลฟ่ากรุ๊ป ตัวแทนจำหน่าย อุปกรณ์เครื่องมือวัด แสดงผล หรือควบคุมจาก Kobold สินค้านำเข้าจากประเทศ Germany ครบทุกอุปกรณ์ ทุกการวัด ของกระบวนการผลิตต่างๆ ให้ท่านได้เลือกใช้งาน ได้อย่างเหมาะสมและเต็มประสิทธิภาพ

ขอขอบคุณข้อมูลดีๆจากทาง

#นายช่างมาแชร์ #OscillationFlowmeter

แล้วพบกับสาระดีๆแบบนี้ทางด้านงานช่าง งานวิศวกรรม และอุตสาหกรรมได้ที่ นายช่างมาแชร์ นะครับ

Website: www.naichangmashare.com
Facebook: https://www.facebook.com/naichangmashare/
Blockdit :  https://www.blockdit.com/naichangmashare
Instragram: https://www.instagram.com/naichangmashare/
Twitter: https://twitter.com/naichangmashare
Youtube: https://www.youtube.com/channel/UCmIPiSeg-uy4k8JYSmknp_g

#นายช่างมาแชร์ 

GE ผลิตกังหันลมรุ่นใหม่ Haliade-X ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก

0
GE-Haliade-X

บริษัท GE Renewable Energy ได้คิดค้นกังหันลม หรือ Wind Turbine ขนาดใหญ่ที่สุดในโลกที่มีกำลังถึง 14 MW ที่มีชื่อว่า “Haliade-X” ด้วยกำลังมหาศาลขนาดนี้ด้วยการหมุนของกังหันลมครั้งหนึ่ง สามารถผลิตไฟให้เพียงพอสำหรับการใช้งาน 2 วันสำหรับบ้าน 1 หลัง

โดยตัว Prototype หรือ ต้นแบบกังหันลม Haliade-X เริ่มต้นทดสอบผลิตกระแสไฟฟ้า 14 MW ณ บริเวณริมชายฝั่งเมืองรอตเตอร์ดัม ประเทศเนเธอร์แลนด์ หลังจากใช้เวลาในการคิดค้น และพัฒนานานกว่า 3 ปี นับเป็นความสำเร็จครั้งสำคัญของบริษัทในการพัฒนาต้นแบบกังหันลมผลิตกระแสไฟฟ้าขนาดใหญ่

ภาพการติดตั้งกังหันลมที่บริเวณเมืองรอตเตอร์ดัม

โครงการกังหันลม Haliade-X มีกำลังถึง 14 MW และขนาด

กังหันลม (Wind Turbine) Haliade-X มีขนาดใหญ่มาก โดยมีเส้นผ่าศูนย์กลาง (Diameter) ของใบพัดถึง 220 เมตร และความสูงรวมเสาหอคอยทั้งหมด 260 เมตร สำหรับการพัฒนากังหันลม Haliade-X มีจุดประสงค์เพื่อนำไปติดตั้งในฟาร์มกังหันลมกลางทะเลเหนือบริเวณที่เรียกว่า Dogger Bank Wind Farm

Specification ของกังหันลม Haliade-X

ซึ่งตามแผนการจะมีการติดตั้งกังหันลมรุ่นนี้มากถึง 87 ตัว โดยรวมทั้งโครงการแล้วสามารถผลิตกระแสไฟฟ้าได้ประมาณ 1.2 GW หรือ 1,200 MW ป้อนเข้าสู่ระบบจ่ายกระแสไฟฟ้าให้กับบ้านเรือนประมาณ 6 ล้านหลังภายในปี 2026 และจะกลายเป็นฟาร์มกังหันลมนอกชายฝั่งที่มีขนาดใหญ่มากที่สุดในโลก

***หากนำไปเปรียบเทียบกับกำลังการผลิตกระแสไฟฟ้าทุกระบบในประเทศไทยสามารถผลิตได้เพียง 42,000 เมกะวัตต์ (MW) ***

เปรียบเทียบขนาดความใหญ่ของกังหันลม Halide-X

วีดีโอแสดงการติดตั้งกังหันลม Haliade-X

Reference : https://www.offshorewind.biz/2021/10/05/ge-haliade-x-offshore-wind-turbine-reaches-14-mw-output/

#นายช่างมาแชร์ #กังหันลม #WindTurbine #Haliade-X

เทคโนโลยี Wireless ของอุปกรณ์วัดสัญญาณ 4-20 mA Analog Sensor

0
analogSensor 4-20mA
analogSensor 4-20mA

ในภาคอุตสาหกรรมนั้นเครื่องมือวัด อาทิเช่น Temperature, Flow, Level นั้นมีความสำคัญสำหรับการควบคุมกระบวนการผลิต เพื่อที่จะทำให้ได้ผลลัพท์ตามที่เราต้องการ ซึ่งการที่เราต้องการทราบข้อมูลดังกล่าวนั้นมีความจำเป็นที่จะต้องติดตั้ง Sensor ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น Temperature transmitter, Flow transmitter เป็นต้น

การที่เราจะได้รับข้อมูลจาก Sensor ที่เราติดตั้งเหล่านั้น จะต้องมีตัวกลางในการส่งข้อมูล ผ่านพวกสาย Control cable ต่างๆ จะรับสัญญาณ Analog 4 – 20 mA ส่งไปห้องควบคุมเพื่อให้ทราบค่า ณ ปัจจุบันเพื่อทำการควบคุมหรือปรับ Condition process ต่างๆ ต่อไป

ซึ่งในบทความนี้ทางนายช่างมาแชร์ จะพาทุกคนไปรู้จักกับ 4-20 mA Converter unit แบบ Wireless ที่จะเข้ามามีบทบาทอย่างมาก และเพื่อนๆ จะได้รู้ว่าแบบ Wire และแบบ Wireless ที่เราจะกล่าวถึงนั้นเป็นอย่างไร ไปติดตามกันเลยครับบ

มารู้จักการทำงานเบื้องต้นของ Sensor กับ Analog signal กันเถอะ

โดยปกติทั่วไปแล้ว เราจะใช้ Transmitter มาต่อเพื่อทำการวัดค่า Parameter ทางด้าน Process ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น Temperature, Pressure หรือในรูปด้านล่างจะใช้ FT ที่ย่อมาจาก Flow Transmitter ที่จะทำการวัด Flow ออกมาว่าของไหลที่ Pump ทำการจ่ายไปนั้นว่าอยู่ที่เท่าไร

โดยหลังจากที่ FT ได้ดำเนินการวัดเรียบร้อยแล้วนั้นจะมีการส่งสัญญาณ Analog 4-20 mA ส่งต่อไปที่ FC หรือที่เราเรียกว่า Flow Control เพื่อใช้ในการตรวจสอบและควบคุมการทำงานของใบพัดของ Pump ซึ่ง Analog 4-20 mA นั้นจะดำเนินการสื่อสารผ่าน Control cable ที่เราจะเรียกว่า Hard wire ต่อไปยังห้อง Control

ตัวอย่างการทำงานของระบบปั้มและการควบคุม

เทคโนโลยี Wireless กับ 4-20 mA Converter unit

เพื่อนๆ ได้รู้จักการทำงานเบื้องต้นตามรูปด้านบนแล้ว ที่ใช้ระบบแบบ Hard wire โดยใช้ Control cable ในการส่งสัญญาณ Analog 4-20 mA ไปยังห้อง Control ซึ่งจะเห็นว่าการติดตั้งและค่า Material ในเรื่องของ Control cable นั้นค่อนข้างใช้งบประมาณที่สูง

ดังนั้นถ้าเราสามารถเปลี่ยนจากระบบ Wire หรือ Control cable เป็นแบบ Wireless ได้ โดยที่เราจะสามารถประหยัดงบประมาณในการลงทุน และยังคงฟังก์ชันในการทำงานและผู้ใช้งานยังคงทำงานได้ปกติ วันนี้แอดมินเองเลยอยากจะมาแนะนำ Technology ที่น่าสนใจจากทาง Murata นั่นก็คือ Wireless 4-20 mA Converter unit รุ่น LBAC0ZZ1MU ที่เป็น Analog signal converter รับสัญญาณ 4-20 mA จาก Sensor ต่างๆ ที่มีความแม่นยำอยู่ที่ ± 0.2%

ที่ผู้ใช้งานสามารถเลือกใช้ได้ เช่น ตัวอย่างในบทความนี้คือ FT ที่เป็น Flow Transmitter ที่เราอยากทราบข้อมูล Flow ใน Process มาควบคุมการทำงาน และส่งสัญญาณ Analog ดังกล่าวเป็นแบบ Wireless ผ่าน Communication แบบคลื่นวิทยุที่ย่าน 920 – 925 MHz ที่สามารถใช้ได้ในประเทศไทย ซึ่งมี Battery 1.5 Lithium Ion AAA เพียง 2 ก้อนในตัว ก็สามารถใช้ได้นานถึง 100 เดือน (เก็บข้อมูลทุก 10 นาที ที่ 25 องศาเซลเซียส)

ที่จะทำให้เราสามารถส่งสัญญาณ 4-20 mA จาก Parameter ทางด้าน Process แบบ Realtime ไปให้ผู้ใช้งานได้ควบคุมการทำงาน เห็นไหมครับว่าสามารถตอบโจทย์ยุค Digital ในแบบนี้ และยังสามารถประหยัดงบประมาณลงทุนได้ และยังคงสามารถทำงานได้ตามฟังก์ชันเหมือนกับแบบ Wire นั่นเอง 

ลิ้งค์วีดีโอแสดงการทำงาน https://solution.murata.com/th-th/service/wireless-sensor

กรณีศึกษาในลดเวลาการบำรุงรักษาได้ถึง 90 ชั่วโมงต่อเดือน โดยการเก็บรวบรวมข้อมูลแบบอัตโนมัติ

ปัญหา

การตรวจสอบแรงดันสุญญากาศของอุปกรณ์ 30 ชิ้น ใช้เวลาประมาณ 3 ชั่วโมงต่อเดือนต่อชิ้น รวมเป็น 90 ชั่วโมงต่อเดือน
ลูกค้าต้องการวิธีลดภาระในการบำรุงรักษานี้

การดำเนินการ

ติดตั้งเซนเซอร์แปลงสัญญาณแอนะล็อกแบบไร้สาย (0-5V) เพื่อรวบรวมข้อมูลจากเกจวัดความดันแบบอัตโนมัติ โดยการแปลงจากค่าแอนะล็อกเป็นค่าความดันบรรยากาศ (Pa) และใช้แอปพลิเคชันของมูราตะในการดูข้อมูลและกราฟ

ผลลัพธ์

・ลดเวลาที่ใช้ในการตรวจแรงดันสุญญากาศได้ 90 ชั่วโมงต่อเดือน
・ลดข้อผิดพลาดในการตรวจสอบแบบ Visual Check
・ลดภาระคนงานจากการตรวจสอบแบบ Visual Check

นอกจาก 4-20 mA Analog sensor แล้วทาง Murata ก็ยังมี Wireless sensor ชนิดอื่นๆ เช่น Wireless Current Sensor, Vibration Sensor , Temperature and humidity sensor และ Sensor อื่นๆ หากเพื่อนๆ สนใจสามารถกดเข้าไปดูได้ตามลิ้งก์ด้านล่างได้เลยนะครับ

==================================================

สำหรับบทความนี้ต้องขอขอบคุณ Sponsor ใจดีจากทางบริษัท Murauta นะครับ 

ซึ่งทาง Murata เองก็มี Wireless sensor หลายแบบให้เพื่อนได้ ลองเลือกใช้ ไม่ว่าจะเป็น Temperature & Humidity sensor, Vibration sensor, Current sensor และ Analog to digital sensor ถ้าเพื่อนๆ คนไหนสนใจสามารถติดต่อชื่อ เบอร์โทรและที่อยู่ด้านล่างนี้เลยครับ 

https://solution.murata.com/th-th/service/

หรือติดต่อโดยตรงกับ Murata เพื่อขอข้อมูล หรือขอทดลองตัว demo ได้ฟรีที่โรงงานของเพื่อนๆเลยนะครับ

ติดต่อ

ณพงศ์พัศ ธงชัย (เมฆ)
• วิศวกรฝ่ายขาย
• โทร: 081-132-4462
• อีเมล: [email protected]

คุณธนพร คุณากรเรืองกิจ (พลอย)
• เจ้าหน้าที่บริหารงานขายและการตลาด
• โทร: 063-125-6151
• อีเมล: [email protected]

หรือทาง Line Official Account: @thaimurata

==================================================

#นายช่างมาแชร์ #AnalogSensor #Murata #4.20mA #IoT #Instrument

Flame Scanner – อุปกรณ์ตรวจจับคุณภาพของเปลวเพลิง

0
Flame Scanner Wallpaper
Flame Scanner Wallpaper

อุตสาหกรรมในประเทศไทยทุกวันนี้มีการใช้พลังงานความร้อนที่เป็นลักษณะเป็นไฟที่ใช้ในระบบของเตาเผา (Furnaces) และหม้อไอน้ำ (Boiler) ซึ่งจะพบได้ทั่วไปตามโรงไฟฟ้า โรงปิโตรเคมี โรงกลั่นน้ำมัน หรืออุตสาหกรรมเหมือง เป็นต้น ซึ่งความสำคัญของความร้อนนั้นนอกจากการวัดอุณหภูมิแล้ว อีกสิ่งหนึ่งก็คือ “คุณภาพของเปลวไฟ (Flame)” ซึ่งเราไม่สามารถบอกเป็นคุณภาพ และปริมาณด้วยตาเปล่าของเราได้

ด้วยเทคโนโลยีในทุกวันนี้จะมี Flame scanner ที่จะเป็นเครื่องมือวัด หรือ อุปกรณ์ Instrument ที่ช่วยเราในการดูแลคุณภาพของเปลวไฟ (Flame) เพื่อจะสามารถปรับจูน (Optimize) ปริมาณเชื้อเพลิงในกระบวนการผลิตได้อย่างเหมาะสม รวมไปถึงเรื่องของความปลอดภัย (Safety) ที่จะทำให้เราสามารถพิจารณาและตัดสินใจในการเดินเครื่องการผลิต หรือว่าจะหยุดการผลิต

ซึ่งในบทความนี้ทางนายช่างมาแชร์ จะพาทุกคนไปรู้จักกับ “อุปกรณ์วัดเปลวเพลิง” ที่เราเรียกกันติดปากว่า “Flame scanner ” เพื่อนๆ จะได้ทราบถึงการทำงานเบื้องต้นและประโยชน์ของการใช้ Flame scanner นี้กันครับ

อุปกรณ์วัดเปลวเพลิง หรือ Flame Scanner คืออะไร?

อุปกรณ์ในการวัดเปลวเพลิง หรือที่เราเรียกกันว่า Flame scanner จะเป็นเครื่องมือวัดที่ถูกออกแบบมาสำหรับ “การตรวจจับ” และ “ควบคุม” เปลวไฟของหัวเผา (Burner flame) ที่เชื้อเพลิงที่มีปริมาณเชื้อเพลิงที่ใช้แตกต่างกันออกไป เพื่อให้ได้ความแม่นยำในการควบคุมอุณหภูมิให้ได้คุณภาพ (Quality) ที่จะทำให้โรงงานไฟฟ้า หรือโรงกลั่นน้ำมัน รวมไปถึงโรงงานปิโตรเคมี ได้ตามที่วางแผนไว้

ตัวอย่างลักษณะเปลวเพลิงในหม้อไอน้ำแบบท่อไฟ

ซึ่งการวัดของ Flame scanner นั้นจะเป็นแบบ Real time ที่จะทำให้เราสามารถบริหารการทำงานของเปลวเพลิงได้อย่างเหมาะสม (Flame management) กับค่า Combustion ต่างๆ เช่น Air-to-fuel Ratio และค่า NOx emissions ที่จะช่วยให้ Boiler และFurnaces นั้นทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพนั่นเอง 

หลักการทำงานของ Flame Scanner

อุปกรณ์ตรวจจับเปลวเพลิง หรือ Flame scanner จะประกอบไปด้วย 2 ส่วนหลัก คือ Ultraviolet (UV) sensor และ Infrared (IR) sensor ที่ทำงานร่วมกัน โดย UV sensor จะทำงานในการตรวจวัดรังสี UV ที่มาตกกระทบตัวมัน โดยเปลวเพลิงนั้นจะสอดคล้องกับเชื้อเพลิงในแต่ละย่านความยาวคลื่น รวมไปถึง Hydrocarbon, Sulfur, Hydrazine และ Ammonia ซึ่งการจะตรวจวัด Hydrocarbon ที่มีความยาวคลื่นอยู่ระหว่าง 4.3 – 4.4 um จึงมีความจำเป็นที่จะต้องใช้ IR sensor เช้าช่วยทำงานร่วมกันในการตรวจสอบเปลงเพลิงนั่นเอง

การตรวจวัดรังสี UV ที่มาตกกระทบตัวมัน โดยเปลวเพลิงนั้นจะสอดคล้องกับเชื้อเพลิงในแต่ละย่านความยาวคลื่นของ Flame Scanner
ภาพการทำงานของ Flame Scanner

ดังนั้นการทำงานร่วมกันระหว่าง UV sensor และ IR sensor นั้นจะทำให้ Flame scanner นั้นสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น โดยจะมีข้อดีดังนี้

  1. ทำให้เราสามารถรับรู้ถึง Background information ของ Flame ที่จะเป็นไปตามเชื้อเพลิงที่ใช้ ซึ่งจะทำให้สามารถหาจุดที่เหมาะสมในการควบคุม Air – to – fuel Ratio สุดท้ายจะช่วยเกิดประสิทธิภาพในกระบวนการผลิตของ Boiler และ Furnace จะช่วยให้ประหยัดค่าใช้จ่ายในการใช้เชื้อเพลิงได้
  2. จากข้อมูลที่เราได้มานั้นจะทำให้เราสามารถวิเคราะห์คุณภาพของเปลวเพลิง เพื่อนำไปสู่การปรับปรุงให้ดียิ่งขึ้น และสามารถจัดการในเรื่องของ Alarm management
  3. เพื่อป้องกันอันตรายที่เกิดขึ้นที่จะนำไปสู่การสูญเสียทั้งทางชีวิตของคนทำงาน และทรัพย์สินจาก Unplanned shutdown ได้
ตัวอย่างภาพของ Flame scanner ที่ติดตั้งอยู่บริเวณหัว Burner ของเตาเผา Fire Heater

โดย Flame scanner ที่ได้มาตรฐานเป็นที่ยอมรับไปทั่วโลกที่วันนี้จะมาแนะนำให้เพื่อนๆ ได้รู้จักก็คือ ABB Uvisor “Family of Flame Scanners” ที่มีเป็น Integrated layout ในรุ่น SF810i ที่รวมตัว Sensor และ Signal processor เข้าไปอยู่ในตัวเดียวกันทำให้สามารถวัดและประมวลผลในตัวเอง และสามารถส่งข้อมูลออกไปยังห้อง Control room ได้เพื่อให้ทาง Operator ได้รับทราบข้อมูลเกี่ยวกับ Flame นั่นเอง

ในรุ่น SF810i ที่รวมตัว Sensor และ Signal processor เข้าไปอยู่ในตัวเดียวกัน

เป็นอย่างไรกันบ้างครับเพื่อนๆ Flame scanner นี้จะเข้ามาช่วยให้เราสามารถควมคุมการทำงานของอุปกรณ์จากการ Monitor Flame ที่จะช่วยในการ Optimize เชื้อเพลิงที่ต้องใช้ พร้อมทั้งยังช่วยในเรื่องของแจ้งเตือนเวลาเกิดสิ่งผิดปกติ และป้องกันอันตรายที่อาจจะทำให้เกิดความเสียหายทางด้านชีวิตและตัวเงินได้

หากเพื่อนๆ สนใจสามารถติดต่อทางบริษัท C-tech Inter จำกัด ผู้นำเข้า Flame Scanner ของ ABB ได้เลยนะครับ

ติดต่อ: คุณทราย พัทธิ์ธีรา โทร 087-0895544

หรือ email: [email protected]

หรือคลิ้กดูรายละเอียดด้านล่างได้เลยนะครับผม

#นายช่างมาแชร์ #Flamescanner #Instruemnt #ABB