5 ปัจจัยการเลือกซื้อบ้าน

0

สวัสดีค่ะทุกๆคน เมื่อพูดถึงคำว่า “บ้าน” ความหมายของแต่ละคนนั้นอาจจะไม่เหมือนกัน แต่ทางนายช่างมาแชร์ก็เชื่อว่า ความฝันของทุกๆคนคือการมีบ้านในฝันเป็นของตนเอง บ้านที่อบอุ่น บ้านที่มีความสุข บ้านที่อยู่พร้อมหน้ากับคนในครอบครัว จะอยู่ที่ไหนก็ไม่สุขใจเท่ากับอยู่บ้านเราค่ะ บทความในวันนี้นำเสนอเกี่ยวกับ “ปัจจัยในการเลือกซื้อบ้าน” เพื่อเป็นจุดเริ่มต้นให้กับใครหลายๆคนก่อนที่จะเลือกซื้อบ้าน

5 ปัจจัยการเลือกซื้อบ้าน

1. งบประมาณ

เป็นข้อคำนึงอันดับต้นๆ ในการที่จะนำเงินของเราไปใช้จ่ายกับอะไรเพื่อให้ได้มาครอบครอง จึงควรพิจารณาในการจัดสรรงบประมาณ คำนึงถึงความจำเป็น ความสำคัญ กับสิ่งของที่เราได้ลงทุนเทียบกับกำลังในการซื้อ ซึ่งถ้ามีเงินเหลือพอเพียงอาจจะไม่จำเป็นต้องพิจารณาในจุดนี้ แต่คนทั่วไปส่วนใหญ่นั้นเป็นมนุษย์เงินเดือนอาจจะไม่มีเงินสดถึงขั้นที่จ่ายในครั้งเดียว บางส่วนก็ต้องทำการกู้เงินซึ่งในส่วนนี้ก็ไม่ได้จะกู้ผ่านกันทุกคน เนื่องจากธนาคารต้องพิจารณากำลังที่ผู้กู้จะสามารถจ่ายคืนให้กับธนาคาร เช่น ผู้กู้มีหนี้สินอยู่หรือไม่ ของที่จะนำมาค้ำประกันมีราคาเพียงพอกับจำนวนเงินที่ต้องจะกู้หรือไม่ เป็นต้น ผู้กู้เองก็ต้องชาญฉลาดในการกู้ คือ ลองติดต่อสอบถามเปรียบเทียบดอกเบี้ยของแต่ละธนาคารเพื่อนำมาใช้ในการตัดสินใจเลือกกู้ให้ได้ประโยชน์กับตนมากที่สุด งบประมาณจึงเป็นปัจจัยแรกที่ต้องพิจารณา เพราะไม่มีอะไรที่ได้มาฟรีๆ

2. ประเภทบ้าน/ที่พักอาศัย

อย่างที่ทราบกันว่าสามารถแบ่งได้เป็น บ้านเดี่ยว บ้านแฝด ทาวน์เฮ้าส์หรือทาวน์โฮม อาคารพาณิชย์หรือตึกแถว และอาคารพาณิชย์ ควรคำนึงถึงจุดประสงค์ในการซื้อ ซื้อเพื่อจะเกร็งกำไร เช่า หรือพักอาศัย เพราะแต่ละประเภทจะมีค่าใช้จ่ายที่แตกต่างกันออกไป การเลือกบ้านที่เหมาะสม ตรงใจหรือตอบโจทย์ความต้องการของผู้อยู่อาศัยได้ ย่อมเป็นการนำความสุขมาสู่คนในครอบครัว เพราะทุกๆคนอยากมีบ้านในฝันของตนเอง

3. วัสดุก่อสร้าง

การมีความรู้ในเรื่องของวัสดุโครงสร้างก็เป็นปัจจัยสำคัญเช่นเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นโครงสร้างหลักของตัวบ้าน คุณสมบัติของสีที่ทาว่าติดทนนานหรือใหม่ ไม่จำเป็นต้องทราบข้อมูลเชิงลึกแต่ควรจะมีความรู้พื้นฐานเพื่อเป็นประโยชน์กับตนเอง ตัวอย่างเช่นวัสดุดังต่อไปนี้

อิฐมอญ  = อิฐที่มีลักษณะสีส้มแดง หรือที่เรามักเรียกกันว่าสีส้มอิฐ เหมาะกับงานก่อสร้างอาคารที่ไม่สูง เช่น บ้านพักอาศัย 1-2 ชั้น มักจะถูกเลือกใช้ในบริเวณที่โดนความชื้น เพราะมีคุณสมบัติเรื่องการทนร้อนทนฝนได้ดี มีความทนทานสูง แข็งแรงปานกลาง-สูง กันความร้อนได้ดีเพราะสะสมความร้อนมากกว่าระบายความร้อ

อิฐบล็อค = ส่วนใหญ่จะมีสีเทา ถ่ายเทความร้อนได้ดีกว่าอิฐมอญ เพราะมีช่องกลวงตรงกลาง แต่ก็จะทำให้ความแข็งแรงต่ำกว่าอิฐมอญ นิยมใช้กับงานก่อสร้างทั่วไป เหมาะสำหรับงานที่เน้นการคุมค่าใช้จ่าย เพราะราคาถูกและใช้เวลาสร้างเร็วกว่าอิฐมอญ

อิฐมวลเบา = มีน้ำหนักเบากว่าอิฐหลายชนิด เพราะภายในจะมีฟองอากาศเล็กๆ เป็นรูพรุนที่ในเนื้อวัสดุจึงเป็นฉนวนกันความร้อนได้เป็นอย่างดีทำให้ระบายความร้อนได้ดี แต่เนื่องจากมีรูพรุนทำให้ไม่ทนต่อความชื้น จึงไม่เหมาะกับการก่อสร้างในห้องน้ำหรือห้องครัว ตามมาตรฐานอิฐมวลเบาสามารถกันการลามไฟได้นาน ประมาณ 4 ชั่วโมง

อิฐเซรามิกหรืออิฐพันปี = เป็นอิฐที่มีลักษณะสีส้มแดงคล้ายกับอิฐมอญ รูพรุนน้อย มีความแข็งแรงสูงกว่าอิฐมอญ อัตราการดูดซึมน้ำต่ำ ผนังไม่อมน้ำทำให้ลดโอกาสการเกิดปัญหาสีหลุดร่อนและเชื้อราได้ ส่วนเรื่องน้ำหนักและการถ่ายเทความร้อนไม่เหมาะกับการก่อสร้างในอาคารที่มีความสูง ระบายความร้อนได้น้อยเมื่อเทียบกับอิฐมวลเบา

อิฐขาว = เป็นอิฐที่มีส่วนผสมคือ ปูนขาวและทราย คุณสมบัติในการป้องกันความร้อนและป้องกันเสียงได้ดี สามารถลดรอยร้าวในการฉาบได้เพราะมีการดูดซึมน้ำต่ำ มีคุณสมบัติในเรื่องของการทนไฟ สามารถทนไฟได้นานกว่า 4 ชั่วโมง

นอกจากนี้ปัจจุบันยังนิยมใช้พื้นและผนังสำเร็จรูป เพื่อความสะดวกรวดเร็วในการก่อสร้าง เช่น ระบบ Precast แต่การทุบการเจาะเพื่อการตกแต่งแก้ไขอาจทำได้ยาก

4. พื้นที่ใช้สอย

ขึ้นอยู่กับความต้องการขนาดพื้นที่ใช้สอยของแต่ละสมาชิกในครอบครัว ความแตกต่างของกิจวัตรหรือใช้ชีวิตในชีวิตประจำวัน จัดลำดับความต้องการและความสำคัญของเนื้อที่ ทำการพูดคุยตกลงกับสมาชิกในครอบครัวเพื่อให้มีความเห็นที่ตรงกัน เข้าใจกัน เมื่ออยู่รวมกันก็จะมีแต่ความสุข

5. ทำเลที่ตั้ง/สภาพแวดล้อม

อ้างอิงจากสมาชิกในครอบครัว เด็ก เด็กนักเรียน ผู้ใหญ่วัยทำงาน ผู้สูงอายุ ให้คำนึงถึงปัจจัยพื้นฐานในการดำรงชีวิต ระบบขนส่งสาธารณะ สาธารณูปโภค สาธารณูปการต่างๆ ว่าสามารถตอบโจทย์ให้กับสมาชิกในครอบครัวได้หรือไม่  มีความใกล้ไกลกับที่พักมากน้อยแค่ไหน

นายช่างมาแชร์หวังว่าทุกคนที่เข้ามาศึกษาจะได้รับประโยชน์ไม่มากก็น้อย ขอขอบคุณทุกๆคนที่เข้ามาอ่านบทความและกลับมาพบกับอีกครั้งเร็วๆนี้ค่ะ…สวัสดีค่ะ

วัสดุช่าง [EP.2] : เหล็กกล้าไร้สนิม (Stainless Steel)

0
วัสดุช่าง [EP.2] : เหล็กกล้าไร้สนิม (Stainless Steel)
วัสดุช่าง [EP.2] : เหล็กกล้าไร้สนิม (Stainless Steel)

หากใครที่ทำงานสายอุตสาหกรรมอาจจะรู้จักวัสดุชนิดนึงที่มีคุณสมบัติต้านทานสนิม และการกัดกร่อนได้อย่างดี และเป็นที่นิยมใช้มากที่สุดนั้นก็คือ เหล็กกล้าไร้สนิม (Stainless Steel) สำหรับบทความนี้ทางนายช่างมาแชร์จะพาไปรู้จักความสามารถในการต้านทานการกัดกร่อนได้อย่างไร? มีประเภทอะไรบ้าง และการนำไปใช้มักนำไปใช้กับงานแบบไหน ตามไปดูกันเลยครับผม

กลับไปอ่านบทความ วัสดุช่าง [EP.1] : มาทำความรู้จักเหล็กกล้า Carbon Steel กันเถอะ

มาทำความรู้จักกับ “เหล็กกล้าไร้สนิม” หรือ “Stainless Steel”

ถึงแม้ว่าเหล็กกล้าไร้สนิมจะถือว่าเป็นเหล็กกล้าผสม (Alloy Steel) ชนิดหนึ่ง แต่ด้วยความสามารถของเจ้าเหล็กกล้าไร้สนิม และการมีบทบาทหน้าที่ในอุตสาหกรรมอย่างมาก เราจึงแยกเหล็กกล้าไร้สนิม (Stainless Steel) ออกจากเหล็กกล้าผสมเป็นอีกประเภทหนึ่งเลยครับ

เหล็กกล้าไร้สนิม หรือ Stainless Steel จะหมายถึง “เหล็กกล้าที่ผสมโครเมียม (Cr) อย่างน้อย 10%” ส่งผลให้มีคุณสมบัติต้านทานการกัดกร่อน (Corrosion Resistance) โดยความสามารถนั้นมาจากการที่ เหล็กกล้าไร้สนิม จะสร้างฟิลม์โครเมียมออกไซด์ (Cr2O3) หรือ Paasive Flim ที่มีความบาง และหนาแน่น เคลือบที่ผิวของเนื้อเหล็กกล้าอีกที ซึ่งเปลี่ยนเสมือนโล่ หรือ ชุดเกาะที่ปกป้อง เนื่องเหล็กจาก ศัตรูตัวสำคัญจากสนิม ที่เกิดจากการออกซิไดซ์ของอากาศและความชื้นนั่นเองครับ

ขั้นตอนในการสร้างฟิลม์โครเมียมออกไซด์ (Cr2O3) หรือ Paasive Flim
เหล็กกล้าไรสนิมที่มีฟิลม์โครเมียมออกไซด์ในการป้องกันเทียบกับเหล็กที่ไม่มีและเกิดสนิม

ซึ่งแน่นอนว่าหากฟิลม์โครเมียมออกไซด์ เกิดการเสียหาย อากาศและความชื้นก็สามารถไปสร้างความเสียหายกับเนื้อเหล็กกล้าด้านในได้ครับ

ประเภทของเหล็กกล้าไร้สนิม

เหล็กกล้าไร้สนิมหากแบ่งตามลักษณะโครงสร้างจุลภาพ (Microscopic Structure) สามารถแบ่งออกได้เป็น 5 แบบ

1. เหล็กกล้าไร้สนิมเฟอร์ริติก (Ferritic Stainless Steel)

เหล็กกล้าไร้สนิมที่มีโครงสร้างแบบเฟอร์ริติก (Ferritic Stainless Steel) ที่ใช้กันทั่วๆไปจะมีสัดส่วนของโครเมียม (Cr) ประมาณ 10.5 และ 27% มีปริมาณนิกเกิล (Ni) น้อยมากๆ โดยมีโครงสร้างจุลภาคเป็นรูปทรงแบบเฟอร์ไรต์ และมีโครงสร้างแบบ BCC; Body-Centered-Cubic มีคุณสมบัติที่แม่เหล็กสามารถดูดติดได้

ภาพที่1 : โครงสร้างเหล็กแบบ BCC และ FCC

โดยตัวอย่างมีนำไปใช้มีดังนี้

  • ท่อไอเสีย (Automobile exhaust pipes) ประเภท Type 409 และ 409 Cb (USA), ประเภท 439 และ 441 (EU)
  • งานสถาปัตถ์และโครงสร้าง (Architectural and structural applications) ประเภท 430 ส่วนผสม 17%Cr
  • เหล็ก Power plates ใน Solid oxide fuel cells ที่ใช้ในอุณหภูมิ 700 °C (1,292 °F) (ผสม High-chromium Ferritics 22% Cr)

2. เหล็กกล้าไร้สนิมออสเตนนิติก (Austenitic Stainless Steel)

เหล็กกล้าไร้สนิมแบบออสเตนนิติก (Austenitic Stainless Steel) จะมีส่วนผสมของโครเมียม (Cr) ประมาณ​17% และนิกเกิลประมาณ 9% (ตามภาพที่1) โดยนิกเกิลจะช่วยเพิ่มความสามารถในการต้านทานการกัดกร่อน (Corrosion Resistance) และได้ดีกว่าแบบกลุ่มเฟอร์ริติก

โดยเหล็กกล้าไร้สนิมแบบออสเตนนิติก จะแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่คือ 200 series และ 300 series

กลุ่ม 200 Series

กลุ่ม 200 series จะผสมสัดส่วนของ Chromium-Manganese-Nickel เพิ่มสัดส่วนให้มากที่สุดโดยการแมงกานีส (Mn) และไนโตรเจน (N) จากการเพิ่มของไนโตรเจน 50% ส่งผลให้เหล็กกล้าไร้สนิมในกลุ่มนี้มีค่า Yield stress ที่มากกว่ากลุ่ม 300 series

  • Type 201: สามารถชุดแข็งได้ (Hardenable through cold working)
  • Type 202: เป็นกลุ่มที่ออกแบบให้ใช้ทั่วๆไป (General-purpose stainless steel) การลดปริมาณ Nickel และการเพิ่มของสัดส่วน Manganese ส่งผลให้การต้านทานการกัดกร่อนลดลง (Decreasing Corrosion resistance)

กลุ่ม 300 series

กลุ่มนี้เป็นกลุ่มที่นิยมใช้งานมาก และกว้างขวางที่สุด โดยสัดส่วนคือ  Chromium-Nickel

  • Type 304: เป็นชนิดที่รู้จักกันมากที่สุด Type 304 โดยเป็นเกรด 18/8 และ 18/10 ที่หมายถึงสัดส่วน 18% Chromium และ 8% หรือ 10% Nickel ตามลำดับ
  • Type 316: อีกประเภทที่รู้จักกันดีไม่แพ้กันคือ Type 316 มีการเพิ่มส่วนผสม 2% Molybdenum ซึ่งส่งผลให้มีความสามารถต้านทานกรด จาก Chloride ions ที่มากกว่า และประเภทคาร์บอนต่ำ (Low-carbon versions) เช่น Type 316L หรือ 304L โดยมีปริมาณคาร์บอนที่ต่ำกว่า 0.03% เพื่อลดเรื่องของ Corrosion หลังจากที่ทำการเชื่อม

3. เหล็กกล้าไร้สนิมดูเพล็กซ์ (Duplex Stainless Steel)

จะเป็นการผสมกันระหว่างโครงสร้างแบบ ออสเตนไนต์ (Austenite) และ เฟอร์ไรต์ (Ferrite) ในสัดส่วนที่เท่าๆกัน มีโครเมียมผสมประมาณ​ 21-28% และนิกเกิ้ลประมาณ 3-7.5% โดยกลุ่มนี้มีค่า Yield Stress ที่มากกว่าแบบเหล็กกล้าไร้สนิมแบบออสเตนนิติกถึง 2 เท่า และมีความสามารถในการต้าน Chloride Stress-Corrosion Cracking (เป็น corrosion รูปแบบหนึ่งในการสร้างความเสียหายแบบฉีกขาด หรือ crack ครับ)

โดยสามารถแบ่งออกเป็น 3 ประเภทย่อยๆ ตามคุณสมบัติในการต้านทาน pitting corrosion resistance ด้วยตัวเลข Equivalent number > PREN = %Cr + 3.3 %Mo + 16 %N

(i) Lean Duplex (PREN range: 22–27)

มาตรฐาน grade EN 1.4362, เกรดนี้อาจจะมีให้เห็นน้อย ซึ่งจะใช้ในบางงานในตึก และโครงสร้าง โดยคุณสมบัติของกลุ่มนี้จะไปใกล้เคียงกับกลุ่ม Austenitic grade EN 1.4401 แต่ด้วยความสามารถที่เพิ่มเข้ามาสำหรับการต้านทาน Stress corrosion cracking และคุณสมบัติทางกล (Mechanical properties) ที่สูงกว่า ยกตัวอย่างเช่น สะพาน, และถังแรงดัน (Pressure vessels)

(ii) Standard Duplex (PREN range: 28–38)

เกรดทั่วๆไป ใช้มาตรฐาน EN 1.4462 (หรือ 2205). เป็นสัดส่วนกลางๆและมีใช้มากที่สุดในกลุ่ม Duplex

(iii) Super Duplex (PREN range: 28–38)

ในกลุ่มสุดท้าย grade EN 1.4410 รวมไปถึงกลุ่มที่สูงมากๆที่เรียกว่า Hyper duplex grades (PREN: >45) ซึ่งจะตอบโจทย์งานที่ต้องการความต้านทานการกัดกร่อนขั้นสุด และมีความแข็งแรงสูงจากอุตสาหกรรมแบบ (Oil and gas industries) หรืออุตสาหกรรมเคมี (Chemical industries) ซึ่งการผลิตวัสดุกลุ่มนี้มีความยากและซับซ้อนสูงมากจากสัดส่วนของโครเมียม (Cr) โมลิดินัม (Mo) ไนโตรเจน (N) แม้กระทั่ง วูเฟลม ; Wolfram (W) ในการเปลี่ยนโครงสร้างแบบ Intermetallic phases.

โดย Duplex Stainless Steel ซึ่งมักใช้ในอุตสาหกรรมกระดาษ (Pulp and paper industry) และอุตสาหกรรมปิโตรเคมี (Petrochemical) สำหรับการต้านทานการกัดกร่อนที่มากกว่า ซึ่งอาจจะพัฒนาต่อยอดเป็น Super duplex และ Hyper duplex grades ได้

ตัวอย่างภาพ Microscopic ของ Duplex Stainless Steel เครดิต Wikipedia

4. เหล็กกล้าไร้สนิมมาร์เทนซิติก (Martensitic Stainless Steel)

ในกลุ่มนี้จะมีโครงสร้างโลหะแบบ Martensitic ที่จัดเรียงแบบ BCC BCC; Body-Centered-Cubic ซึ่งออกแบบให้ใช้งานได้หลากหลายมากมาย สามารถใช้ในการผลิตเครื่องมือ (Tools) มีความสามารถในการป้องกันการคืบ (Creep Resistance) มีความสามารถทางแม่เหล็ก (Magnetic), ในเรื่องของการทนความกัดกร่อนอาจจะสู้แบบ Ferritic และ Austenitic stainless steels ไม่ได้เนื่องจากปริมาณโครเมียม (Cr) ที่ต่ำ

ซึ่งแบ่งได้อีก 4 ประเภทย่อยๆ คือ

  • เกรด Fe-Cr-C เป็นเกรดที่นิยมใช้มากที่สุดในงานวิศวกรรม และงานที่ต้องการ การทนการสึกหรอ (Wear-resistant applications)
  • เกรด Fe-Cr-Ni-C ปริมาณของคาร์บอน (C) บางส่วนจะถูกเปลี่ยนแทนที่ด้วยนิกเกิล (Nickel) ซึ่งมีคุณสมบัติ ความแข็งแรงทนทานที่ดี (Toughness) และความสามารถในการต้านทานการกัดกร่อนที่สูง และต่อมาเกรด EN 1.4303 (งานหล่อ grade CA6NM) ในสัดส่วน 13% Cr และ 4% ใช้ในกังหันของเทอร์ไบน์ และปั้มขนาดยักษ์ต่างๆ เพราะว่าคุณสมบัติในการหล่อที่ดี (Casting properties) สามารถเชื่อมได้ดี (Weldability) และทนต่อ Corrosion และ Erosion
  • เกรดในการป้องกันการคืบ (Creep-resisting) โดยมีการเติมปริมาณสาร Niobium, Vanadium, Boron, and Cobalt เล็กน้อย เพื่อเพิ่มความแข็งแรง และการต้านทานการคืบที่อุณหภูมิ 650 °C (1,202 °F).

5. เหล็กกล้าไร้สนิมอบชุบแข็งด้วยการตกผลึก (PH; Precipitation – Hardenable Stainless Steel)

เหล็กกล้าไร้สนิมอบชุบแข็งด้วยการตกผลึก หรือ PH; Precipitation – Hardenable Stainless Steel โดยเหล็กกล้าไร้สนิมในกลุ่มนี้มีความสามารถในการต้านทานความกัดกร่อนได้ประมาณกลุ่ม Austenitic แต่ทว่าด้วยกระบวนการการชุบแข็งแบบโดยการเพิ่มจำนวนสารประกอบของแข็งที่มีขนาดเล็ก (Precipitation hardened) ทำให้ความแข็งแรง (Strength) ที่สูงมากๆ แรงสูงกว่าเกรด Martensitic

โดยแบ่งออกเป็น 3 กลุ่มย่อยๆ คือ

1. Martensitic ,17-4 PH 

กลุ่ม Martensitic 17-4 PH มาตรฐาน AISI 630 EN 1.4542 โดยมีสัดส่วน 17% Cr, 4% Ni, 4% Cu, และ 0.3% Nb โดยมีการทำอบร้อนที่อุณหภูมิ 1,040 °C (1,900 °F) และการทำ Quenching ส่งผลให้มีค่า Strength มากกว่า 1000 MPa yield strength.

2. Semi-austenitic 17-7PH 

กลุ่ม Semi-austenitic 17-7PH มาตรฐาน AISI 631 EN 1.4568 มีสัดส่วน 17% Cr, 7.2% Ni, และ 1.2% Al และมีการทำ Heat treatment รวมถึง Solution treatment และ Quenching. ในโครงสร้างมีทั้งแบบ Austenitic และ Martensitic ความแข็งแรง Yield stress levels above 1400 MPa

3. กลุ่ม Austenitic A286

กลุ่ม Austenitic A286 มาตรฐาน ASTM 660 EN 1.4980 มีสัดส่วน Cr 15%, Ni 25%, Ti 2.1%, Mo 1.2%, V 1.3%, และ B 0.005% โดยโครงสร้างเป็นแบบ Austenitic ทุกอุณหภูมิ โดยการใช้งานของ A286 (Fe-based superalloy จะใช้งานใน Jet engines, gas turbines, และ turbo machinery parts.

สรุปภาพรวม

หลังจากเล่ายาวๆ ขอ Wrap up ด้วยรูปภาพและวีดีโอละกันนะครับ

หวังว่าวันนี้เพื่อนๆคงได้ความรู้เกี่ยวกับ Stainless กันนะครับ และสุดท้ายขอขอบคุณข้อมูลดีๆ ดังนี้นะครับผม

Reference :

http://www.jmcampbell.com

https://en.wikipedia.org/wiki/Stainless_steel#Austenitic

http://vantaidaquocgia.com.vn/introduction-of-stainless-steelen

แล้วพบกับสาระความรู้ทางด้านงานช่าง และงานวิศวกรรมได้ในโพสต์ถัดๆไปนะครับ หรือสามารถตามสื่อตามๆของเราด้านล่างเลยนะครับ
Website: www.naichangmashare.com
Facebook: https://www.facebook.com/naichangmashare/
Blockdit :  https://www.blockdit.com/naichangmashare
Instragram: https://www.instagram.com/naichangmashare/
Twitter: https://twitter.com/naichangmashare
Youtube: https://www.youtube.com/channel/UCmIPiSeg-uy4k8JYSmknp_g
#นายช่างมาแชร์ #วัสดุช่าง #เหล็กกล้า #Steel

เชิญเยี่ยมชม Online Exhibition ในรูปแบบใหม่ Metaverse ใน VEGA VIRTUAL WORLD

0
เชิญเยี่ยมชม Online Exhibition ในรูปแบบใหม่ Metaverse ใน VEGA VIRTUAL WORLD
เชิญเยี่ยมชม Online Exhibition ในรูปแบบใหม่ Metaverse ใน VEGA VIRTUAL WORLD

“บริษัท วีก้า อินสตรูเมนท์ จำกัด ได้สร้างประสบการณ์ใหม่ในโลกของการเยี่ยมชม Exhibition ในรูปแบบของโลกเสมือนจริง Metaverse ใน VEGA VIRTUAL WORLD” 

 VEGA VIRTUAL WORLD

VEGA ได้รวบรวมประสบการณ์ใหม่ในการเรียนรู้หลักการวัดระดับและแรงดัน ที่สามารถตอบโจทย์ในการใช้งานได้หลากหลาย Application และหลายหลายอุตสาหกรรม ผ่าน 3D Tour สำหรับ Solution ในการวัด และทุกท่านจะได้พบกับ Online Live Demo สำหรับเซ็นเซอร์วัดระดับรุ่นใหม่ล่าสุด และดีที่สุดของเราอย่าง “VEGAPULS 6X” 

To VEGA VIRTUAL WORLD: https://app.neyroo-hub.de/en-GB/vega-virtualworld/start

หากท่านต้องการปรึกษาปัญหาการใช้งาน หรือต้องการคำแนะนำในการใช้งาน

สามารถติดต่อได้ที่เบอร์โทร 02-700-9240 และอีเมล์ [email protected]

‘มิว สเปซ’ ผ่านการทดสอบมาตรฐานดาวเทียมสื่อสารฝีมือคนไทยโดย GISTDA

0
‘มิว สเปซ’ ส่ง ดาวเทียมสื่อสารฝีมือคนไทยดวงแรก ผ่านการทดสอบมาตรฐานสากล กับ GISTDA
‘มิว สเปซ’ ส่ง ดาวเทียมสื่อสารฝีมือคนไทยดวงแรก ผ่านการทดสอบมาตรฐานสากล กับ GISTDA

บริษัท มิวสเปซ แอนด์ แอดวานซ์ เทคโนโลยี จำกัด ผู้ผลิตอากาศยานด้านอวกาศและดาวเทียมสื่อสารของไทยเดินหน้าพัฒนาดาวเทียมเพื่อการสื่อสารฝีมือคนไทยอย่างต่อเนื่อง โดยชิ้นส่วนเกือบทั้งหมดสามารถผลิตโดยวิศวกรภายในบริษัท

โดยวันที่ 9-11 มี.ค. ที่ผ่านมา มิว สเปซ ได้นำชิ้นส่วนดาวเทียมเข้าทดสอบประสิทธิภาพ กับสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ หรือ GISTDA ซึ่งปัจจุบันได้เปิดให้บริการเพื่อการทดสอบวัสดุที่เตรียมนำส่งขึ้นชั้นบรรยากาศ โดยได้รับการรับรองมาตรฐานระดับสากล ถือได้ว่าการทดสอบครั้งนี้ คือการทดสอบชิ้นส่วนดาวเทียมสื่อสารดวงแรกที่พัฒนาและผลิตขึ้นโดยคนไทย และทำการทดสอบโดยองค์กรภาครัฐของไทย

โดยก่อนหน้านี้เมื่อปลายปีก่อน มิว สเปซ ได้เปิดตัวโรงงาน Factory 1 เพื่อใช้เป็นฐานดำเนินการออกแบบ วิจัย และพัฒนากระบวนการผลิตส่วนประกอบดาวเทียมต่างๆ โรงงานแห่งนี้ยังใช้เพื่อประกอบดาวเทียมขนาดเล็กที่พัฒนาทีมวิศวกรผู้เชี่ยวชาญภายในบริษัท สําหรับชิ้นส่วนประกอบดาวเทียมที่ มิว สเปซ นํามาทดสอบกับ GISTDA นั้นคือ “Reaction Wheel” ซึ่งเป็นชิ้นส่วนสําคัญที่จะช่วยรักษาเสถียรภาพและช่วยปรับการทรงตัวของดาวเทียมในสภาวะไร้น้ำหนัก ซึ่งจําเป็นที่จะต้องผ่านการทดสอบการสั่นสะเทือน เนื่องจากชิ้นส่วนอาจแตกและสร้างผลกระทบความเสียหายต่อเนื่องไปยังส่วนอื่น ๆ ภายในดาวเทียมได้ โดยผลการทดสอบครั้งนี้ได้การรับรองจาก SSTL/Airbus และได้มาตรฐาน AS9100 D จาก GISTDA

ปัจจุบัน GISTDA พร้อมด้วยสถานที่ เครื่องมือ และผู้เชี่ยวชาญในการทดสอบที่สามารถให้ผลลัพธ์ที่ถูกต้องตรงความเป็นจริงตามหลักเกณฑ์มาตรฐานสากล ซึ่งการทดสอบนี้ ช่วยให้ผลิตภัณฑ์และชิ้นส่วนดาวเทียมที่จะนำขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศของ มิว สเปซ มีคุณภาพและได้รับความน่าเชื่อถือจากลูกค้า อีกทั้งการเดินหน้าพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศยังเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญในการช่วยสร้างรากฐานความพร้อมให้ประเทศไทยก้าวเข้าสู่ตลาดธุรกิจด้านเทคโนโลยีอวกาศระดับโลกได้

มิว สเปซ คอร์ป ผู้ผลิตดาวเทียมสื่อสารผีมือคนไทย ตั้งเป้าที่จะผลักดันอุตสาหกรรมเทคโนโลยีอวกาศไทยอย่างเต็มที่ เพื่อยกระดับเศรษฐกิจเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในด้านต่างๆ ตลอดจนสร้างโอกาสในการทำงานให้กับผู้คนในภูมิภาคนี้ นอกจากนี้ มิว สเปซ ยังได้รับการสนับสนุนจากนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ อาทิ บี.กริม จอยน์ เว็นเจอร์ – อุตสาหกรรมการผลิตไฟฟ้าเอกชนของไทย รวมถึงบริษัท Majuven Fund พร้อมกลุ่มนักธุรกิจเอกชนต่าง ๆ เช่น ผู้บริหารจากมูลนิธิมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย ลอสแอนเจลิส (UCLA) รวมทั้งนักลงทุนรายอื่น ๆ อีกมากมาย อย่างไรก็ตาม โครงการต่าง ๆ ของมิว สเปซ กำลังเป็นที่น่าจับตามองของกลุ่มนักลงทุนในภูมิภาคตะวันออกเฉียงใต้เป็นอย่างมาก ซึ่งเชื่อมั่นว่าจะเป็นการสนับสนุนให้ประเทศไทยสามารถก้าวขึ้นเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีอวกาศในภูมิภาคนี้ได้อย่างยั่งยืน

reference : https://www.gistda.or.th/

ไปรษณีย์ไทย ทดสอบ EGAT E-Bike ลดการปล่อย CO2 ภาคขนส่ง เดินหน้าประเทศสู่ Carbon Neutrality

0
ไปรษณีย์ไทย – กฟผ. จับมือทดสอบ ‘EGAT E-Bike’ ยกระดับขนส่งพัสดุสู่การขนส่งสีเขียวแห่งอนาคต
ไปรษณีย์ไทย – กฟผ. จับมือทดสอบ ‘EGAT E-Bike’ ยกระดับขนส่งพัสดุสู่การขนส่งสีเขียวแห่งอนาคต

กฟผ. ร่วมกับไปรษณีย์ไทย เผยผลสำเร็จการทดสอบใช้รถจักรยานยนต์ไฟฟ้า EGAT E-Bike ภายใต้แบรนด์ ENGY ขนส่งพัสดุ-สินค้าของไปรษณีย์ไทย ขับขี่ง่าย คล่องตัวสูง เหมาะกับการใช้งานในเมือง ตั้งเป้าเตรียมขยายผลสู่สาขาต่าง ๆ ของไปรษณีย์ไทย ลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ภาคขนส่งของประเทศ เดินหน้าสู่เป้าหมาย Carbon Neutrality

นายประทีป ศรีมงคล ผู้ช่วยหัวหน้าที่ทำการไปรษณีย์สาขาหลักสี่ บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด เปิดเผยภายหลังการส่งมอบรายงานผลสรุปการทดสอบและความพึงพอใจจากการทดสอบขับขี่ใช้งานขนส่งสินค้าและพัสดุแก่ลูกค้าโดยรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า EGAT E-Bike ภายใต้แบรนด์ ENGY จำนวน 2 คัน ของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ในพื้นที่บริเวณหลักสี่ กรุงเทพฯ ว่า บุรุษไปรษณีย์ที่ได้นำ EGAT E-Bike ไปใช้งาน มีความพึงพอใจถึงร้อยละ 80 – 90 โดยมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้ามีสมรรถนะด้านอัตราเร่งและความเร็ว ความคล่องตัวในการขับขี่ รวมทั้งระยะทางต่อการชาร์จหรือสับเปลี่ยนแบตเตอรี่ ตอบสนองการใช้งานได้เป็นอย่างดี ได้รับความเชื่อถือจากผู้ขับขี่ และในอนาคตหากมีความร่วมมือเกิดขึ้นจะช่วยสร้างประโยชน์หลากหลายด้าน โดยเฉพาะด้านสิ่งแวดล้อม เพราะยานยนต์ไฟฟ้าไม่ปล่อยมลพิษทางอากาศ และช่วยลดค่าใช้จ่ายด้านเชื้อเพลิงของหน่วยงาน ถือเป็นการร่วมกันเดินหน้าสู่เป้าหมาย Carbon Neutrality ของประเทศอีกด้วย

ด้าน นายสมศักย์ ปรางทอง ผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายบริหารด้านการใช้ไฟฟ้าและกิจการเพื่อสังคม กฟผ. กล่าวว่า กฟผ. ได้พัฒนาแนวทางส่งเสริมการใช้ยานยนต์ไฟฟ้ามาอย่างต่อเนื่อง โดยได้ร่วมกับผู้ประกอบการที่เข้าร่วมโครงการฉลากประหยัดไฟฟ้าเบอร์ 5 จักรยานยนต์ไฟฟ้า พัฒนารถจักรยานยนต์ไฟฟ้า EGAT E-Bike ภายใต้แบรนด์ ENGY ซึ่งออกแบบให้มีสมรรถนะและประสิทธิภาพสูง ขับขี่ได้ง่าย คล่องตัว ออกแบบความเร็วสูงสุดให้เหมาะสมกับการใช้งานภายในเขตเมืองไม่เกิน 80 กิโลเมตรต่อชั่วโมง จึงมีความปลอดภัยสูง แบตเตอรี่ได้รับการออกแบบให้คำนึงถึงระยะทางที่เหมาะสมต่อการใช้งานกับกลุ่มผู้ขับขี่รับจ้างสาธารณะและรับส่งพัสดุ สามารถขับขี่ในระยะทางมากกว่า 95 กิโลเมตรต่อการชาร์จเพียงครั้งเดียว นอกจากสามารถชาร์จไฟได้ที่บ้านแล้ว ยังรองรับการสับเปลี่ยนแบตเตอรี่ได้ทันที ไม่ต้องเสียเวลาในการรอชาร์จไฟ โดยใช้เวลาไม่เกิน 2 นาที ต่อการสับเปลี่ยน 1 ครั้ง อีกทั้งการใช้ไฟฟ้าแทนน้ำมันคิดเป็นต้นทุนค่าพลังงานเฉลี่ยเพียง 13 สตางค์ต่อกิโลเมตร

สำหรับ การส่งเสริมการใช้ EGAT E-Bike ในกิจการรับส่งพัสดุสินค้าของไปรษณีย์ไทยจะช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ มลพิษและลดฝุ่น PM2.5 ในภาคการขนส่งของประเทศได้ โดยตั้งเป้าขยายผลสู่หน่วยงานสาขาต่าง ๆ ของไปรษณีย์ไทย สร้างระบบนิเวศยานยนต์ไฟฟ้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อส่งเสริมอุตสาหกรรมยานยนต์ของประเทศและเดินหน้าสู่พลังงานสีเขียวอย่างยั่งยืน

Reference : https://www.egat.co.th/

Steam Turbine [EP.1] : การทำงานเบื้องต้นและประวัติของกังหันไอน้ำ

0
Steam-Turbine-Wallpaper
Steam-Turbine-Wallpaper

กังหันไอน้ำ (Steam turbine) เป็นอุปกรณ์ทางกลที่ว่าเป็นอุปกรณ์ที่ค่อนข้างใหญ่มาก (บางตัวเท่ากับตึก 3-4 ชั้น) และมีความซับซ้อนในการออกแบบทางกล พบเจอได้ในอุตสาหกรรมโรงไฟฟ้า โรงงานอุตสาหกรรมใหญซึ่งมักนำไปเป็นตัวขับเครื่องผลิตไฟฟ้า (Generator) ที่มีแหล่งกำเนิดไฟฟ้าในโรงงานเอง หรือแม้กระทั่งเป็นตัวขับ (Driver) ที่ใช้ในการขับปั้ม (ส่วนมากจะเป็นตัวเล็กๆนะครับ) โดยเอาไอน้ำที่เหลือใช้กระบวนการผลิตอีกด้วยครับ

โดยหลักการเบื้องต้นแบบง่ายๆเลย คือ การเอาไอน้ำร้อนๆ (Steam) ไปขับเคลื่อนกังหัน (Turbine) ที่ออกแบบมาให้เหมาะสมกับการรับไอน้ำที่ถูกฉีด จากนั้นกังหันที่ได้รับแรงฉีด หรือพลังงานจากไอน้ำ ก็จะหมุน ซึ่งการหมุนตรงนั้นเองจะถือเป็นพลังงานทางกล (Mechnanical power) และเอาไปใช้ประโยชน์ต่อไปได้ครับ และไอน้ำหลังจากถูกใช้ก็จะหมดพลังงานลงกลายเป็นน้ำธรรมดา (Condensate water) หรือ ไอน้ำที่เย็นลง (พลังงานลดลง)

โดยในบทความนี้ทางเราของอ้างอิงมาตรฐาน API611 และ API612 ตามประสบการณ์ของผู้เขียนนะครับผม 🙂

อะไรคือกังหันไอน้ำ (Steam Turbine) ?

ก่อนอื่นเลยเรามาทำความรู้จักกับ Steam turbine หรือ กังหันไอน้ำเบื้องต้นของเรากันก่อนนะครับ โดยเอาตามนิยามเลย Steam turbine คือ “เครื่องยนต์ (Rotary Engine) ที่ทำหน้าที่เปลี่ยนพลังงานของไหล (Fluid) ; นั้นก็คือ ไอน้ำ (Steam) ของเราเองครับ , ไปเป็นพลังงานทางกล (Mechanical Energy)” ซึ่งอาจจะนำประโยชน์ตรงนี้ไปเป็นต้นกำลังขับปั้ม (Pump) หรือ เครื่องผลิตกระแสไฟฟ้า (Generator) ต่อไปนั่นเองครับ

ตัวอย่างภาพของ Steam Turbine

อาจจะลองรับชมตามวีดีโอด้านล่างนะครับ

ประวัติและต้นกำเนิดของกังหันไอน้ำ (History of Steam Turbine)

สำหรับกังหันไอน้ำ หรือ Steam turbine ตัวแรกถูกคิดค้นโดย Dr. Gustaf de Laval ในปี ค.ศ. 1883 และ sir Charles Parsons ในปี ค.ศ. 1884 และต่อมา Charles Curtis  ได้คิดค้นกังหันไอน้ำประเภท impulse turbine ในปี ค.ศ. 1896 จนต่อมากังหันไอน้ำประเภท Radial turbine โดย Ljungström ในปี ค.ศ. 1910

ประวัติของ Steam Turbine

ส่วนประกอบของกังหันไอน้ำ (Steam Turbine)

ภาพตัดด้านใน (Crossectional-Drawing) ของกังหนไอน้ำ

1 – steam pipeline. 2 – inlet control valv. 3 – nozzle chamber. 4 – nozzle-box. 5 – outlet. 6 – stator

7 – blade carrier. 8 – casing 9 – rotor disc. 10 – rotor  11 – journal bearing. 13 – thrust bearing.

14 – generator rotor. 15 – coupling. 16 – labyrinth packing. 19 – steam bleeding (extraction). 21 – bearing pedestal.

22 – safety governor  23 – main oil pump. 24 – centrifugal governor. 25 – turning gear. 29 – control stage impulse blading

กังหันไอน้ำแบบต่างๆที่เรามักพบเจอในโรงงานอุตสาหกรรม

API611 : General Proposed Steam Turbine มักใช้ขับปั้ม/Air Compressor
API612 : Special Proposed Steam Turbine มักใช้ขับ Gas Compressor
Reheat Steam Turbine ที่มักพบเห็นในโรงไฟฟ้าใหญ่ๆ ในการผลิตไฟฟ้า

สำหรับ [EP.1] ของพอไว้เท่านี้ก่อนนะครับ โดย EP ถัดไปจะขอมาลงรายละเอียดหลักการทำงานภายใน และประเภทของ impulse และ reation blade กันนะครับผม สำหรับวันนี้ขอบคุณทุกๆคนที่เข้ามาอ่านนะครับ

=======================================

แล้วพบกับสาระความรู้ทางด้านงานช่าง และงานวิศวกรรมได้ในโพสต์ถัดๆไปนะครับ หรือสามารถตามสื่อตามๆของเราด้านล่างเลยนะครับ

Website: www.naichangmashare.com
Facebook: https://www.facebook.com/naichangmashare/
Blockdit :  https://www.blockdit.com/naichangmashare
Instragram: https://www.instagram.com/naichangmashare/
Twitter: https://twitter.com/naichangmashare
Youtube: https://www.youtube.com/channel/UCmIPiSeg-uy4k8JYSmknp_g

=======================================

#นายช่างมาแชร์ #SteamTurbine #กังหันไอน้ำ

FLOYD คว้างานก่อสร้าง 3 โครงการบิ๊กซี-โฮมโปรฯ-อาคารสำนักงาน มูลค่ารวม 388.09 ลบ.

0
FLOYD คว้างานก่อสร้าง 3 โครงการบิ๊กซี-โฮมโปรฯ-อาคารสำนักงาน มูลค่ารวม 388.09 ลบ.
FLOYD คว้างานก่อสร้าง 3 โครงการบิ๊กซี-โฮมโปรฯ-อาคารสำนักงาน มูลค่ารวม 388.09 ลบ.

บริษัท ฟลอยด์ จำกัด(มหาชน) หรือ FLOYD แจ้งตลาดหลักทรัพย์ฯ ว่าได้งานก่อสร้างใหม่ 3 โครงการ มีมูลค่ารวม 388.09 ล้านบาท สำหรับ 3 โครงการประกอบด้วยโครงการก่อสร้างบิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ สาขาสุไหงโกลก, โครงการก่อสร้างโฮมโปรดักส์เซ็นเตอร์ สาขาบางนากม.1 (งานเพิ่ม) และโครงการก่อสร้าง อาคารสำนักงาน วี 44

หลักการทำงานของ Steam Trap

0

สำหรับวีดีโอนี้ จะขอพาเพื่อนๆมาดูหลักการทำงานของกับดักไอน้ำ หรือ Steam trap กันนะครับ ว่าด้านในมีการทำงานยังไง ปล. วีดีโอนี้เป็นประเภทของ Disc trap นะครับ

ยุโรปหาแหล่งพลังงานใหม่ในการจัดการวิกฤตพลังงาน

0
โครงการ Solaris สำหรับ space-based solar power
โครงการ Solaris สำหรับ space-based solar power

องค์การอวกาศยุโรป หรือ ESA, European Space Agency ได้ทำการเริ่มต้นศึกษาความเป็นไปได้ในการใช้พลังงานแสงอาทิตย์บนอวกาศและส่งกลับมายังโลกโดยองค์การอวกาศยุโรป หรือที่เรียกว่า Space-Based Solar Power (SBSP) เตรียมการประชุมใหญ่ภายในสิ้นปีนี้ ซึ่งชื่อโครงการนี้คือ “SOLARIS”

การผลิตพลังงานไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์บนอวกาศ (Space-Based Solar Power ;SBSP)

โดยโครงการนี้ตั้งเป้าผลิตพลังงานไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์บนอวกาศ เพื่อลดการผลิตพลังงานไฟฟ้าจากเชื้อเพลิงบนโลก ซึ่งส่งผลให้คาร์บอนไดออกไซด์มีจำนวนมากขคชึ้น และส่งผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศของโลก แนวคิดเบื้องต้นของการผลิตพลังงานไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์บนอวกาศ ใช้วิธีการส่งยานอวกาศติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์ขนาดใหญ่ไปกางติดตั้งบนอวกาศในระดับวงโคจรค้างฟ้า Geostationary Earth Orbit (GEO) ความสูง 36,000 กิโลเมตร โดยมีจุดเด่นเรื่องการรับพลังงานแสงอาทิตย์ได้อย่างเต็มที่ ในขณะที่การติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์บนโลกอาจเมฆหรือสภาพอากาศไม่เอื้ออำนวย

“พลังงานแสงอาทิตย์จากอวกาศจะเป็นก้าวสำคัญเพื่อลดการปล่อยคาร์บอนและความเป็นอิสระด้านพลังงานสำหรับยุโรป” โจเซฟ เอคบาเซอร์ (Joseph Aschbacher) ผู้อำนวยการทั่วไปขององค์การอวกาศยุโรป (ESA) กล่าวให้รายละเอียดเพิ่มเติม”

การศึกษาเก็บข้อมูลเบื้องต้นของโครงการดังกล่าวจะเป็นการศึกษารายละเอียดเกี่ยวกับการใช้พลังงานไฟฟ้าในแต่ละครัวเรือนเปรียบเทียบกับกำลังการผลิตพลังงานไฟฟ้าในปัจจุบันเพื่อทราบจำนวนพลังงานไฟฟ้าที่เหมาะสมสำหรับการสร้างบนอวกาศ

คาดว่าภายหลังจากการประชุมหารือช่วงปลายปีนี้จะถูกเสนอเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรีของ ESA เพื่อพิจารณาในเดือนพฤศจิกายน อย่างไรก็ตามแนวคิดผลิตกระแสไฟฟ้าจากอวกาศไม่ใช่สิ่งใหม่ ก่อนหน้านี้ในปี 1960 และกลายเป็นประเด็นที่ผู้คนให้ความสนใจจำนวนมาก รวมไปถึงประเทศมหาอำนาจอื่น ๆ เช่น ประเทศอังกฤษและประเทศจีนก็มีแผนการก่อสร้างโรงงานผลิตกระแสไฟฟ้าในวงโคจรด้วยเช่นเดียวกัน

Reference : https://www.space.com/ , TNNTech

ผลสำเร็จจากโครงการโซล่าเซลล์แบบลอยน้ำแบบไฮบริดของ EGAT

0
Unseen-EGAT-By-ENGY-เขื่อนสิรินธร1-620x413
Unseen-EGAT-By-ENGY-เขื่อนสิรินธร1-620x413

เมื่อพูดถึงโซลาร์เซลล์ทุกคนคงรู้จักเป็นอย่างดี แต่ “โซลาร์เซลล์ลอยน้ำ” อาจดูเป็นเรื่องใหม่ วันนี้ กฟผ. ได้นำโซลาร์เซลล์มาลอยน้ำผลิตไฟฟ้าร่วมกับโรงไฟฟ้าพลังน้ำ หรือที่เรียกกันว่า “โซลาร์เซลล์ลอยน้ำไฮบริด (Hydro-Floating Solar Hybrid)” นำร่องแห่งแรกที่เขื่อนสิรินธร จ.อุบลราชธานี นับเป็นอีกหนึ่งนวัตกรรมในการผลิตไฟฟ้าที่ได้ผสานพลังแดดและพลังน้ำเข้าด้วยกัน เพื่อเพิ่มศักยภาพการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

“โซลาร์เซลล์ลอยน้ำแบบไฮบริด (Hydro-Floating Solar Hybrid) ที่เขื่อนสิรินธร จ.อุบลราชธานี สามารถผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ได้มากถึง 45 เมกะวัตต์ ผสานกับพลังน้ำ 36 เมกะวัตต์ ซึ่ง ณ วันนี้ที่นี่ถือเป็นแหล่งผลิตไฟฟ้าจากโซลาร์เซลล์ลอยน้ำแบบไฮบริดที่ใหญ่ที่สุดในโลก

Unseen EGAT By ENGY

วันนี้จะพามาดูโรงไฟฟ้าพลังน้ำและพลังงานหมุนเวียน ถึงผลสำเร็จของโครงการกันในแง่มุมต่าง ๆ ทั้งด้านการออกแบบระบบผลิตไฟฟ้า ด้านการคำนึงถึงสิ่งแวดล้อม การพัฒนาคุณภาพชีวิตของชุมชน และแผนพัฒนาโครงการโซลาเซลล์ลอยน้ำไฮบริดในอนาคต กันนะครับ

Unseen-EGAT-By-ENGY-02

ความสำเร็จของโครงการโซลาร์เซลล์ลอยน้ำไฮบริดเขื่อนสิรินธรว่า “การดำเนินโครงการโซลาร์เซลล์ลอยน้ำไฮบริดเขื่อนสิรินธร ถือว่าประสบความสำเร็จเป็นไปตามเป้าหมาย คือ พัฒนาให้ได้พลังงานสะอาดที่มีเสถียรภาพ (Firm Green Energy) มีราคาเหมาะสม และเป็นมิตรต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม”

มีการพัฒนาระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนให้มีเสถียรภาพสามารถจ่ายไฟได้มากขึ้นและยาวนานขึ้น โดยช่วงเวลากลางวันจะผลิตไฟฟ้าจากแผงโซลาเซลล์ และในช่วงเวลากลางคืนจะผลิตไฟจากพลังน้ำ ซึ่งระบบไฮบริดนี้จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของโรงไฟฟ้าพลังน้ำ ให้จ่ายไฟฟ้าเสริมในช่วงความต้องการสูงสุดของแต่ละวัน (Daily Peak Load) ได้มากขึ้น สามารถช่วยลดการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลในภาพรวมของประเทศลงได้

ในด้านสิ่งแวดล้อม ได้ออกแบบโดยเลือกใช้วัสดุที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และมีการวางแผงโซลาร์เซลล์เป็นมุมเงย 11 องศา ทำให้แสงสามารถลอดผ่านลงสู่ใต้ผิวน้ำได้มากขึ้น จึงไม่ส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศใต้น้ำ

การดำเนินโครงการฯ ในทุกระยะ มีการตรวจสอบคุณภาพสิ่งแวดล้อมทั้งด้านคุณภาพอากาศ คุณภาพน้ำ และระบบนิเวศ ตามที่กำหนดในรายงานประมวลหลักปฏิบัติ (Code of Practice: CoP) และรายงานการศึกษามาตรการป้องกันแก้ไขผลกระทบต่อคุณภาพสิ่งแวดล้อมและความปลอดภัย (Environmental & Safety Assessment: ESA) นอกจากนี้ ยังได้ศึกษาวิจัยสำรวจนิเวศวิทยาใต้น้ำ ตลอดจนคุณภาพน้ำ-ดินตะกอน ร่วมกับหน่วยงานภายนอก ผลที่ออกมาพบว่าไม่มีผลกระทบกับสิ่งแวดล้อมและระบบนิเวศใต้น้ำ โครงการฯ ไม่เพียงแต่ไม่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ยังสามารถช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) ได้ถึง 47,000 ตันต่อปี หรือเทียบเท่ากับการปลูกป่าประมาณ 37,600 ไร่ จึงเรียกได้ว่า “เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม แถมยังดีต่อใจและต่อโลกอีกด้วย”

ในการออกแบบโครงการขนาดใหญ่ โจทย์ยากคือทำอย่างไรถึงจะคุ้มค่า เราจึงนำจุดแข็งที่เรามีโดยออกแบบให้ใช้ประโยชน์จากพื้นที่ผิวน้ำในเขื่อนของ กฟผ. รวมทั้งใช้อุปกรณ์หลักร่วมกันกับโรงไฟฟ้าพลังน้ำเดิม ทำให้ไม่ต้องลงทุนก่อสร้างใหม่ ไฟฟ้าที่ผลิตได้จึงมีราคาถูกกว่าทั่วไป

   ในด้านชุมชน ‘เพื่อเป็นโรงไฟฟ้าที่สร้างความมั่นคงทางพลังงาน ควบคู่ไปกับการพัฒนาคุณภาพชีวิตของชุมชน’ Nature Walk way หรือเส้นทางเดินชมธรรมชาติจึงถูกสร้างขึ้น เพื่อเป็นจุดเช็คอินของนักท่องเที่ยว ให้ได้มาสัมผัสความอัศจรรย์ของแผงโซลาเซลล์ลอยน้ำนับแสนแผง ไปพร้อมกับเรียนรู้ด้านพลังงานสะอาด โดยปัจจุบันมีนักท่องเที่ยวเข้าชมช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์สูงสุดถึงวันละกว่า 2,000 คน ช่วยสร้างงาน สร้างรายได้ให้กับชุมชนจากการท่องเที่ยว

โครงการโซลาร์เซลล์ลอยน้ำไฮบริดในพื้นที่เขื่อนของ กฟผ. 9 แห่ง 16 โครงการทั่วประเทศ รวมกำลังการผลิต 2,725 เมกะวัตต์ ซึ่งในอนาคตจะมีขนาดของโครงการที่ใหญ่ขึ้น การติดตั้งบนพื้นที่ผิวน้ำที่มีความลึกมากยิ่งขึ้น ทำให้ต้องมีการเตรียมความพร้อมในการดำเนินงานที่มากขึ้น ปัญหาและอุปสรรคตลอดจนแนวทางแก้ไขที่เกิดขึ้นในช่วงพัฒนาโครงการฯ เขื่อนสิรินธรนี้ จะนำไปสู่การถอดบทเรียนทั้งงานด้านการออกแบบวิศวกรรม การก่อสร้างและติดตั้ง การบริหารโครงการและบริหารสัญญา การดูแลชุมชนและสิ่งแวดล้อม ฯลฯ เพื่อจะนำมาปรับปรุงการพัฒนาโครงการอื่น ๆ ในเขื่อนของ กฟผ. ให้มีความสมบูรณ์ เป็นประโยชน์ต่อประเทศและชุมชนให้มากที่สุด

Reference : https://www.egat.co.th/