เอกชนแนะหนีปรับขึ้นค่าแรง ใช้เทคโนโลยีขั้นสูง “แทนแรงงานคน”

0
เอกชนแนะหนีปรับขึ้นค่าแรง ใช้เทคโนโลยีขั้นสูง "แทนคน"
เอกชนแนะหนีปรับขึ้นค่าแรง ใช้เทคโนโลยีขั้นสูง "แทนคน"

เอกชนหนุนขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ แจงยังไม่กระทบต้นทุน ผู้ประกอบการเร่งปรับตัวใช้เทคโนโลยี-นวัตกรรมพัฒนาธุรกิจแทนใช้แรงงาน หลังครม. ตีกลับขอปรับค่าแรง

วันนี้ (12 ธ.ค.2566) นายชัยชาญ เจริญสุข ประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) เปิดเผยว่า คณะกรรมการค่าจ้างชุดที่ 22 ในรูปคณะกรรมการไตรภาคี ประชุมร่วมกันและมีมติเป็นเอกฉันท์การปรับอัตราค่าจ้างขั้นต่ำประจำปีในช่วง 2-16 บาท หรือเฉลี่ยที่ 3.2 % ทั่วประเทศนั้น ต้องให้เกียรติคณะกรรมการไตรภาคี และนายกรัฐมนตรีที่ถือว่าเป็นซีอีโอของประเทศที่จัดพิจารณาเรื่องนี้

การปรับขึ้นค่าแรงในครั้งนี้ ยังบอกไม่ได้ว่ากระทบกับต้นทุนผู้ประกอบการเท่าไหร่เพราะเป็นการปรับขึ้นที่น้อยและไม่ได้กระทบทั้งอุตสาหกรรม และในอนาคตต้นทุนของแรงงานจะสูงขึ้นต่อเนื่อง ดังนั้นสิ่งที่ผู้ประกอบการต้องเร่งปรับตัวคือ การนำเทคโนโลยีขั้นสูงเข้ามาใช้มากขึ้น

“อุตสาหกรรมที่จะได้รับผลกระทบหากมีการปรับขึ้นค่าแรง คือ สิ่งทอ อาหาร เกษตร จะกระทบเป็นอันดับแรก เพราะใช้แรงงานคนจำนวนมาก”

ประธานสรท.กล่าวอีกว่า ผู้ประกอบการจะต้องเน้นไปเรื่องเทคโนโลยีให้มากขึ้น เพราะไทยต้องแข่งขันกับโลก และรัฐบาลเองก็ลงทุนเรื่องนวัตกรรมและเทคโนโลยีค่อนข้างน้อย การสร้างทักษะแรงงานฝีมือ ผู้ประกอบการต้องลดการพึ่งพาแรงงานและหันมาให้เทคโนโลยีให้มากขึ้น

ภาครัฐเองลงทุนในเรื่องเทคโนโลยีและนวัตกรรมค่อนข้างน้อย ทำให้ต้นทุนการใช้แรงงานเข้มข้นจึงยังสูง สิ่งที่ทำได้ คือการปรับตัวเพื่อให้ทันกับปัญหาการขาดแคลนแรงงานเพราะไทยเข้าสู่สังคมผู้สูงวัยแล้ว

ด้านนายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ รองประธานกรรมการ หอการค้าไทย และประธานคณะกรรมการแรงงานและพัฒนาฝีมือแรงงาน กล่าวว่าการพิจารณาค่าจ้างขั้นต่ำประจำปีครั้งนี้ ภายใต้คณะกรรการไตรภาคี โดยคำนึงถึงค่าครองชีพ เงินเฟ้อ ต้นทุนการผลิต ราคาของสินค้าและบริการ

ความสามารถของธุรกิจ ผลิตภาพแรงงาน ผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศ และสภาพทางเศรษฐกิจและสังคม ประกอบกับการพิจารณา และเห็นด้วยกับการปรับค่าจ้างขั้นต่ำประจำปีที่สอดคล้องกับภาวะเศรษฐกิจไทยและเศรษฐกิจโลก

Credit: https://www.thaipbs.or.th/

แล้วพบกับสาระดีๆแบบนี้ทางด้านงานช่าง งานวิศวกรรม และอุตสาหกรรมได้ที่ นายช่างมาแชร์ นะครับ

Website: www.naichangmashare.com
Facebook: https://www.facebook.com/naichangmashare/
Blockdit :  https://www.blockdit.com/naichangmashare
Instragram: https://www.instagram.com/naichangmashare/
Twitter: https://twitter.com/naichangmashare
Youtube: https://www.youtube.com/@naichangmashare
TikTok :  https://www.tiktok.com/@naichangmashare

#นายช่างมาแชร์ 

SCG เดินหน้า ชู “เทคโนโลยีเครือข่ายสัญญาณไร้สาย ZETA”

0
SCG เดินหน้า ชู "เทคโนโลยีเครือข่ายสัญญาณไร้สาย ZETA"
SCG เดินหน้า ชู "เทคโนโลยีเครือข่ายสัญญาณไร้สาย ZETA"

บริษัท เอสซีจี ซิเมนต์-ผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง จํากัด นำโดย นายวชิระชัย คูนำวัฒนา Head of Smart System Solution Business จัดแสดงสินค้าและขึ้นเป็น Keynote Speaker ต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 นำเสนอเทคโนโลยีเครือข่ายสัญญาณไร้สาย “ZETA” ภายใต้คอนเซ็ปต์ “Technology เพื่อ Smart City สู่ความเป็น Net Zero” มุ่งเป้าสนับสนุนให้ทุกอาคาร/อุตสาหกรรมไทยสู่การเป็นเมืองอัจฉริยะเต็มรูปแบบ  ในงาน Thailand Smart City Expo 2023 ณ ฮอลล์ 3 – 4 ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ กรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 23 พฤศจิกายน 2566 ที่ผ่านมา

SCG เดินหน้า ชูเทคโนโลยีเครือข่ายสัญญาณไร้สาย “ZETA” มุ่งเป้าอัพเกรดทุกอาคาร/อุตสาหกรรมสู่ความเป็น Smart City

นายวชิระชัย คูนำวัฒนา กล่าวว่า เราทราบกันดีอยู่แล้วว่าการเป็น Smart City จะต้องมีเรื่องของเทคโนโลยีทางด้าน IoT ต่าง ๆ เข้ามาเกี่ยวข้อง เพื่อช่วยแก้ปัญหาและตอบโจทย์การใช้ชีวิตอย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ขอยกตัวอย่างกรณีศึกษาเมือง Smart City ใกล้เราอย่างประเทศสิงคโปร์ ที่มีพื้นที่ทั้งหมดกว่า 724.4 km2 เมื่อเทียบกับกรุงเทพฯ ซึ่งมีพื้นที่ 1568.737 km2 แล้วนั้น เท่ากับเรามีพื้นที่มากกว่าถึง 2 เท่า ซึ่งอ้างอิงตามสถิติแล้วสิงคโปร์มีการใช้อุปกรณ์ IoT connection มากถึง 75 ล้านจุดทั่วประเทศ ถ้ามองกลับมาที่ไทยหากเราจะยกระดับเมืองสู่การเป็น Smart City เราต้องใช้อุปกรณ์หรือเทคโนโลยี IoT มากแค่ไหนถึงจะครอบคลุมการใช้งาน และตอบโจทย์กับความต้องการของผู้คนภายในเมือง

เทคโนโลยีไร้สาย IoT

โดยตามหลักที่เราทราบกัน อุปกรณ์ IoT เหล่านี้จำเป็นจะต้องเชื่อมต่อซึ่งกันและกัน ผ่านเครือข่ายสัญญาณไร้สายหรืออินเตอร์เน็ต อาทิ สัญญาณ Wi-Fi  หรือ สัญญาณ 5G ที่นิยมใช้กันอย่างแพร่หลายในอาคารหรือครัวเรือน โดยสัญญาณประเภทนี้มีความสามารถในการรับส่งข้อมูลที่มีความเร็วสูง แต่มักจะครอบคลุมพื้นที่ใช้งานได้ในบริเวณที่จำกัด โดยสัญญาณ Wi-Fi มักใช้กับอุปกรณ์ในบ้านหรืออาคารที่ต้องการเชื่อมต่อเครือข่ายภายในพื้นที่ สามารถใช้ได้กับอุปกรณ์หลายตัวพร้อมกันแต่ต้องอยู่ในระยะที่จำกัด คลื่นความถี่และกำลังการส่งที่ต่ำทำให้สัญญาณประเภทนี้ไม่สามารถสื่อสารได้ไกล ทั้งยังมีแนวโน้มที่จะถูกรบกวนได้บ่อยครั้ง

หรือสำหรับ สัญญาณ 5G ซึ่งนิยมใช้กับอุปกรณ์เคลื่อนที่หรือโทรศัพท์มือถือนั้น มีความยาวคลื่นที่สั้นกว่าสัญญาณชนิดอื่น ๆ จึงมีความจำเป็นต้องติดตั้งจุดรับส่งสัญญาณใกล้เคียงในจำนวนมาก และมีความสามารถในการส่งสัญญาณได้น้อย หากเจอสิ่งกีดขวาง และแม้สัญญาณประเภทนี้จะมีความเร็วสูงและมีประสิทธิภาพมาก แต่อาจมีความไม่เสถียรในพื้นที่ที่มีการแข่งขัน ให้บริการด้านสัญญาณของหลายเครือข่าย หรือมีผู้ใช้งานจำนวนมาก อีกทั้งยังต้องพึ่งพา SIM card ซึ่งอาจจะมีค่าใช้จ่ายต่อ Sensor ที่ค่อนข้างสูง

และหากขยับมาสู่พื้นที่ขนาดใหญ่ หรือในอุตสาหกรรมที่มีความจำเป็น ต้องใช้งานอุปกรณ์ IoT ในปริมาณมาก และต้องการรักษาข้อมูลให้ปลอดภัย การใช้สัญญาณ Wi-Fi หรือ 5G อาจจะไม่ตอบโจทย์ในเรื่องความสามารถ ในการกระจายสัญญาณอย่างครอบคลุม และอาจทำให้มีค่าใช้จ่ายที่สูงเนื่องจากต้องติดตั้งตัวรับส่งสัญญาณในหลายจุด แต่ในปัจจุบัน SCG ได้ร่วมธุรกิจกับบริษัท ZiFiSense ซึ่งมีชื่อเสียงเรื่อง “การใช้เทคโนโลยีด้าน IOT ปรับปรุงอาคารธรรมดาประเภทต่างๆ ให้กลายเป็น Smart Building ได้โดยใช้งบประมาณไม่มาก” ซึ่งเทคโนโลยี ZETA นั้นประสบความสำเร็จมาแล้ว หลากหลายประเทศ อาทิ อังกฤษ จีน ญี่ปุ่น และสิงคโปร์ เป็นต้น

จุดเด่นของเทคโนโลยี ZETA

จุดเด่นของเทคโนโลยี ZETA จาก ZifiSense อยู่ที่ความเป็นผู้นำด้าน end-to-end IoT Solution ในระบบประเภท Low Power Wide Area Network (LPWAN) ด้วยเครือข่าย ZETA Alliance ซึ่งมีประสิทธิภาพในการรับส่งข้อมูลสูง สามารถรับ-ส่ง-ประมวลผลข้อมูลแบบ two-way real time communication จากเซนเซอร์ต่างๆ โดยสามารถทำงานร่วมกับ Building Automation System (BAS) เดิมได้ อีกทั้งยังมี Machine Learning Algorithms ช่วยประมวลผล สามารถแนะนำ หรือคาดการณ์อายุการใช้งานของเครื่องจักร ในอาคารให้กับเจ้าของหรือผู้ดูแล และที่สำคัญเครือข่ายสัญญาณ ZETA ยังเป็นเครือข่ายเดียวที่สามารถส่งสัญญาณได้ไกลที่สุด ถึง 2 กิโลเมตร และยังรองรับอุปกรณ์ขยายสัญญาน ที่เข้ามาช่วยแก้ปัญหาการส่งสัญญาณที่ไม่ครอบคลุม ลดทอนความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นได้รวดเร็วขึ้นในอุตสาหกรรม ทั้งยังลดค่าใช้จ่ายในการติดตั้งตัวรับ-ส่งสัญญาณ โดย SCG มุ่งเป้าผลักดันเทคโนโลยีนี้ให้เป็นที่รู้จักและใช้งานในวงกว้างมากขึ้นเพื่อช่วยอัพเกรดให้ทุกอาคารอัจฉริยะยิ่งขึ้น”

ปัจจุบันในประเทศไทยมีหลายองค์กรชั้นนำที่เลือกติดตั้งเทคโนโลยี ZETA เพื่ออัพเกรดอาคาร/อุตสาหกรรมสู่การเป็น Smart City แล้วหลายแห่ง อาทิ ”โครงการ One Bangkok, Central Ayutthaya, KLOUD by KBank, โครงการ Tonson One Residence, Amata City, SCG Cement (สระบุรี), Siam Fiber Cement Group (สระบุรี) และ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ พื้นที่จัดแสดงงาน Thailand Smart City Expo เป็นต้น

Credit : https://scgnewschannel.com/th/scg-news/scg-moves-forward-to-promote-zeta-wireless-network-technology/

แล้วพบกับสาระดีๆแบบนี้ทางด้านงานช่าง งานวิศวกรรม และอุตสาหกรรมได้ที่ นายช่างมาแชร์ นะครับ

Website: www.naichangmashare.com
Facebook: https://www.facebook.com/naichangmashare/
Blockdit :  https://www.blockdit.com/naichangmashare
Instragram: https://www.instagram.com/naichangmashare/
Twitter: https://twitter.com/naichangmashare
Youtube: https://www.youtube.com/@naichangmashare
TikTok :  https://www.tiktok.com/@naichangmashare

#นายช่างมาแชร์ 

SCG มุ่งสร้างสังคม Net Zero เร่งเครื่องพลังงานสะอาด

0
เอสซีจี มุ่งสร้างสังคม Net Zero เร่งเครื่องพลังงานสะอาด
เอสซีจี มุ่งสร้างสังคม Net Zero เร่งเครื่องพลังงานสะอาด

เอสซีจี มุ่งสร้างสังคม Net Zero เร่งเครื่องพลังงานสะอาด-ปูนคาร์บอนต่ำ จับมือชุมชนขยายผลฟื้นน้ำ สร้างป่า ลดฝุ่น PM 2.5 ลดเหลื่อมล้ำสร้างอาชีพ เติบโตยั่งยืนร่วมกัน

เอสซีจี มุ่งสร้างสังคม Net Zero ด้วยกลยุทธ์ ESG 4 Plus  เปิดบ้านเอสซีจี ลำปาง ชมกระบวนการผลิตสีเขียว เพิ่มสัดส่วนเชื้อเพลิงทดแทน ร้อยละ 40 เร่งผลิตปูนคาร์บอนต่ำ นวัตกรรมรักษ์โลก พร้อมชวนชุมชนร่วมฟื้นน้ำ สร้างป่า ตั้งโครงการ “กองทุนคาร์บอนเครดิตชุมชน” หนุนปลูกป่าต้นน้ำกว่า 500,000 ไร่  ส่งเสริมการ “ชิงเก็บ ลดเผา” ลดฝุ่น PM 2.5 ใช้เทคโนโลยีจัดการน้ำ ช่วยให้มีน้ำทำเกษตรตลอดปี  สร้างอาชีพตามอัตลักษณ์แต่ละพื้นที่ ลดเหลื่อมล้ำให้ชุมชนพึ่งพาตนเองอย่างยั่งยืน

นายโอบบุญ แย้มศิริกุล ผู้อำนวยการสำนักงาน Enterprise Brand Management เอสซีจี กล่าวว่า “เอสซีจีดำเนินธุรกิจด้วยกลยุทธ์ ESG 4 Plus เร่งสร้างสังคม Net Zero ที่น่าอยู่ ตั้งเป้าบรรลุการปล่อยก๊าซเรือนกระจก สุทธิเป็นศูนย์ภายในปี 2593 ทุกธุรกิจมุ่งใช้กระบวนการผลิต เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม พัฒนานวัตกรรมรักษ์โลก และร่วมกับทุกภาคส่วนลดเหลื่อมล้ำให้มีความเป็นอยู่ดีขึ้น ได้แก่ โครงการรักษ์ภูผามหานที เพื่อให้ชุมชนมีน้ำใช้ตลอดปี ด้วยการสร้างฝายชะลอน้ำ ซึ่งทำไปแล้วกว่า 120,000 ฝาย และโครงการพลังชุมชน อบรมให้ความรู้ เปลี่ยนวิธีคิด สร้างอาชีพ มีรายได้เพิ่มจากการเพิ่มมูลค่าสินค้าในท้องถิ่นให้โดดเด่นและตอบความต้องการตลาด ปัจจุบันมีผู้ร่วมเข้าทั้ง 2 โครงการ กว่า 200,000 คน จาก 500 ชุมชน ใน 37 จังหวัด เกิดเป็นเครือข่ายชุมชนเข้มแข็ง”

“เรายึดหลัก “สร้างงาน สร้างความเจริญ รักษาสิ่งแวดล้อม และเป็นพลเมืองดีของลำปาง”

นายวรการ พงษ์ศิริกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัทปูนซิเมนต์ไทย (ลำปาง) จำกัด กล่าวว่า “ตั้งแต่วันแรกที่เอสซีจี ลำปางก่อตั้งขึ้น เรายึดหลัก “สร้างงาน สร้างความเจริญ รักษาสิ่งแวดล้อม และเป็นพลเมืองดีของลำปาง” ดำเนินงานโดยคำนึงถึงการอยู่ร่วมกับชุมชน สังคม สิ่งแวดล้อมเป็นอันดับแรก ด้วยกระบวนการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (Green Manufacturing) โดยเพิ่มสัดส่วนเชื้อเพลิงทดแทน ร้อยละ 40 อาทิ ชีวมวล (Biomass) ขยะมูลฝอยจากชุมชน (RDF) วัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร เช่น ฟางข้าว เปลือกข้าวโพด กิ่งไม้ใบไม้ จากโครงการ “ชิงเก็บ ลดเผา” ช่วยลดฝุ่น PM 2.5 ในพื้นที่ได้อย่างดี และเพิ่มสัดส่วนไฟฟ้าจากพลังงานสะอาด ร้อยละ 26 ด้วยการติดตั้งโซลาร์ลอยน้ำ โซลาร์รูฟท็อป นำลมร้อนเหลือทิ้งกลับมาใช้ใหม่ (Waste Heat Generator) อีกทั้งใช้ยานยนต์ไฟฟ้า รถบรรทุกหินปูน-รถตัก-รถขุดไฟฟ้าในโรงงาน ขณะเดียวกันยังผลิตปูนคาร์บอนต่ำเป็นรายแรกของไทย ช่วยลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ได้ถึง 0.05 ตัน CO2 ต่อการผลิต 1 ตัน ปัจจุบันส่งออกไปยังประเทศต่าง ๆ เช่น สหรัฐอเมริกา มาเลเซีย หมู่เกาะมัลดีฟส์ และปีนี้เตรียมออกปูนคาร์บอนต่ำ รุ่นที่ 2 ซึ่งสามารถลดคาร์บอนไดออกไซด์ได้เพิ่มขึ้นจากรุ่นแรกอีกร้อยละ 5  นอกจากนี้ยังส่งเสริมองค์ความรู้ และเทคโนโลยีบริหารจัดการน้ำให้ชุมชนพึ่งพาตนเอง ผ่านการสร้างฝายชะลอน้ำ การปลูกป่าชุมชน และต่อยอดสู่การพัฒนาอาชีพ”

นอกจากการดูแลสิ่งแวดล้อมผ่านโครงการรักษ์ภูผามหานที เอสซีจียังมุ่งลดเหลื่อมล้ำสังคม 3 ด้านสำคัญ ได้แก่ การศึกษา อาชีพ และสุขภาวะ โดยในด้านอาชีพ เอสซีจีริเริ่มโครงการพลังชุมชน ซึ่งเป็นหลักสูตรอบรมวิสาหกิจชุมชน ตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อพัฒนาอาชีพ สร้างโอกาสให้ชุมชนพึ่งพาตนเอง ช่วยสร้างเศรษฐกิจฐานรากของไทยให้เข้มแข็ง เติบโตอย่างยั่งยืน

“ง่าย ไว ใหม่ ใหญ่ ยั่งยืน”

นางภัทชา ตนะทิพย์ นวัตกรตัวแม่ ชุมชนวังชิ้น จ.แพร่ กล่าวว่า “หลังจากเข้าอบรมโครงการพลังชุมชน ซึ่งเอสซีจีจัดขึ้น จึงนำวิธีคิด “ง่าย ไว ใหม่ ใหญ่ ยั่งยืน” มาใช้สร้างอาชีพ ด้วยการแปรรูปกล้วยหอมทองอย่างหลากหลาย ให้ถูกใจลูกค้า เช่น กล้วยหอมทองอบกรอบ รสคาราเมล ข้าวเม่าคาราเมลคอนเฟลกส์ เครื่องดื่มจากกล้วย กล้วยหอมทองซีเรียล โจ๊กกล้วยหอมทองธัญพืช อีกทั้งได้ชวนเยาวชนในท้องถิ่น มาร่วมออกแบบบรรจุภัณฑ์ให้สวยงาม สร้างเพิ่มมูลค่าให้สินค้า โดยใช้ความรู้และเทคโนโลยีการผลิตจาก LocoPack ของ SCGP เป้าหมายถัดไปคือการพัฒนาชุมชนวังชิ้นเป็นชุมชนเศรษฐกิจ “กล้าคิด กล้าทำ ทำต่อเนื่อง” ตั้งศูนย์นวัตกรรมกล้วยหอมทองครบวงจร เปิดสอนอาชีพ สร้างงานให้ชุมชนมีรายได้เพิ่ม และเชิญชวนคนรุ่นใหม่มาร่วมพัฒนาการตลาด เชื่อมกับแผนการท่องเที่ยวให้เป็นชุมชนท่องเที่ยว เชิงสุขภาพและชุมชนต้นแบบเศรษฐกิจ จ.แพร่”

นายสินชัย พุกจินดา เจ้าของโฮมสเตย์ หมอนไม้ไออุ่น จ.แพร่ กล่าวว่า “แม่ภัทชาเป็นบุคคลต้นแบบที่สร้างแรงบันดาลใจ ให้ปรับเปลี่ยนวิธีคิดและลงมือทำ หลังจากได้เข้าอบรมในโครงการพลังชุมชน จึงเกิดความคิดว่า ชุมชนเรามีของดีที่เป็นเอกลักษณ์ และพัฒนาเป็นอาชีพได้ นั่นคือทิวทัศน์ที่สวยงาม อากาศดี น่าท่องเที่ยว จึงใช้ทักษะการเป็นช่างเฟอร์นิเจอร์ไม้สักมาออกแบบโฮมสเตย์ “หมอนไม้ไออุ่น” จุดเด่นคือนักท่องเที่ยวจะได้สัมผัสเครื่องเรือนไม้สักที่ทำจากมือด้วยหัวใจ ให้บริการอาหารเครื่องดื่ม ชมทิวทัศน์ที่สวยงามท่ามกลางภูเขา ส่งผลให้ที่นี่กลายเป็น “จุดเช็คอิน” ที่นักเดินทางต้องแวะเวียนมา นอกจากนี้ยังเปิดพื้นที่ให้ชาวบ้านนำสินค้า ของฝากของที่ระลึกมาจำหน่าย อนาคตจะดึงคนรุ่นใหม่เข้ามามีส่วนร่วม เพื่อยกระดับให้ อ.วังชิ้นเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ ช่วยสร้างงาน อาชีพ และยังทำให้คนท้องถิ่นภูมิใจในบ้านเกิดด้วย”

จากตัวอย่างความร่วมมือของทุกภาคส่วน และบุคคลหลากหลายวัย ส่งผลให้ชุมชนมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ควบคู่กับการดูแลรักษาสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน และนำไปสู่เป้าหมายสังคม Net Zero ได้

Credit: https://scgnewschannel.com/th/scg-news/

แล้วพบกับสาระดีๆแบบนี้ทางด้านงานช่าง งานวิศวกรรม และอุตสาหกรรมได้ที่ นายช่างมาแชร์ นะครับ

Website: www.naichangmashare.com
Facebook: https://www.facebook.com/naichangmashare/
Blockdit :  https://www.blockdit.com/naichangmashare
Instragram: https://www.instagram.com/naichangmashare/
Twitter: https://twitter.com/naichangmashare
Youtube: https://www.youtube.com/@naichangmashare
TikTok :  https://www.tiktok.com/@naichangmashare

#นายช่างมาแชร์ 

น้ำปนเปื้อน “กัมมันตรังสี” 5.5 ตัน รั่วจาก “โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟุกุชิมะฯ”

0
น้ำปนเปื้อนวัสดุกัมมันตรังสี
น้ำปนเปื้อนวัสดุกัมมันตรังสี

สื่อท้องถิ่นญี่ปุ่นรายงานวันที่ 7 ก.พ. 67 กรณีน้ำปนเปื้อนวัสดุกัมมันตรังสี ปริมาณราว 5.5 ตัน ได้รั่วไหลออกจากอุปกรณ์ที่ “โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟุกุชิมะ ไดอิจิ” ของญี่ปุ่น

รายงานข่าวอ้างอิงข้อมูลจากโตเกียว อิเล็กทริก พาวเวอร์ คอมปานี (TEPCO) ระบุว่าคนงานพบน้ำรั่วไหลออกจากอุปกรณ์ที่ใช้กรองน้ำปนเปื้อนนิวเคลียร์ระหว่างตรวจสอบอุปกรณ์ ตอนราว 08.53 น. ของวันที่ 7 ก.พ. 67 ตามเวลาท้องถิ่น เทปโก ซึ่งเป็นผู้ดำเนินงานโรงไฟฟ้าแห่งนี้ ประเมินว่าปริมาณน้ำที่รั่วไหลอยู่ที่ราว 5.5 ตัน ซึ่งน้ำนี้อาจมีวัสดุกัมมันตรังสี เช่น ซีเซียมและสตรอนเซียม อยู่ราว 2.2 หมื่นล้านเบ็กเคอเรล

รายงานระบุว่าน้ำที่รั่วไหลทั้งหมดแทรกซึมลงสู่พื้นดิน และการเฝ้าติดตามช่องทางระบายน้ำใกล้เคียงไม่พบสัญญาณการเปลี่ยนแปลงอันมีนัยสำคัญของระดับกัมมันตรังสี โดยเทปโกได้ปิดพื้นที่ที่น้ำรั่วไหลเป็นพื้นที่ห้ามเข้าแล้ว

อนึ่ง โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟุกุชิมะ ซึ่งเผชิญแผ่นดินไหว ขนาด 9.0 ตามมาตราแมกนิจูด และสึนามิเมื่อวันที่ 11 มี.ค. 2011 (ปี 2554) ประสบเหตุแกนหลักหลอมละลายและปล่อยกัมมันตรังสีออกมาจนถือเป็นอุบัติเหตุนิวเคลียร์ ระดับ 7 ซึ่งสูงสุดในมาตราระหว่างประเทศว่าด้วยเหตุการณ์ทางนิวเคลียร์ (INES)

โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟุกุชิมะได้ผลิตน้ำปนเปื้อนสารกัมมันตรังสีปริมาณมหาศาลจากการหล่อเย็นเชื้อเพลิงนิวเคลียร์ในอาคารเตาปฏิกรณ์ ซึ่งปัจจุบันถูกกักเก็บอยู่ในถังที่โรงไฟฟ้าฯ

ญี่ปุ่นเริ่มต้นปล่อยน้ำเสียจากโรงไฟฟ้านิวเคลียร์แห่งนี้ลงสู่มหาสมุทรแปซิฟิกเมื่อเดือนสิงหาคม 2023 (ปี 2566) แม้มีกระแสคัดค้านต่อเนื่องมากมายจากรัฐบาลและชุมชนต่าง ๆ หน่วยงานสิ่งแวดล้อม เอ็นจีโอ และกลุ่มเคลื่อนไหวต่อต้านนิวเคลียร์ในญี่ปุ่น ประเทศเพื่อนบ้าน และภูมิภาคแปซิฟิก

ที่มา :

Credit : https://www.thaipbs.or.th

แล้วพบกับสาระดีๆแบบนี้ทางด้านงานช่าง งานวิศวกรรม และอุตสาหกรรมได้ที่ นายช่างมาแชร์ นะครับ

Website: www.naichangmashare.com
Facebook: https://www.facebook.com/naichangmashare/
Blockdit :  https://www.blockdit.com/naichangmashare
Instragram: https://www.instagram.com/naichangmashare/
Twitter: https://twitter.com/naichangmashare
Youtube: https://www.youtube.com/@naichangmashare
TikTok :  https://www.tiktok.com/@naichangmashare

#นายช่างมาแชร์ 

การสอบเทียบอุปกรณ์วัด (Calibration) สำคัญอย่างไร ?

0
การสอบเทียบอุปกรณ์วัด (Calibration) สำคัญอย่างไร ?
การสอบเทียบอุปกรณ์วัด (Calibration) สำคัญอย่างไร ?

เห็นประเด็นดราม่าในโลก Social เกี่ยวกับการเติมน้ำมัน แอดเองก็อยากมาแชร์ว่าระบบการสอบเทียบเครื่องมือวัดนั้น สำคัญไฉน และทำไมเราต้องมีการสอบเทียบ (Calibration) กันด้วย แอดเชื่อว่าอุปกรณ์ทุกๆอย่างที่เราใช้งาน เมื่อผ่านระยะเวลาหนึ่งๆย่อมเกิดการสึกหรอเกิดขึ้น อุปมาอุไมยกับรถยนต์ใหม่ๆ เมื่อเราปล่อยพวงมาลัยก็ยังคงเคลื่อนที่เป็นเส้นตรง.

แต่เมื่อใช้ไปนานๆ ย่อมเกิดการสึกหรอจนทำให้การขับเคลื่อนไม่เป็นเส้นตรง แล้วเราแก้โดยการถ่วงล้อซึ่งเปรียบเสมือนกับการปรับแต่งใหม่นั่นแหละครับ

เพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ หลายๆคน ที่ทำงานอยู่ในโรงงานอุตสาหกรรม ย่อมรู้ดีว่าในส่วนของตัววัด (Sensor) เราย่อมมีรอบระยะเวลาในการตรวจสอบค่าที่อ่านได้ตามรอบเวลา เพื่อให้มั่นใจได้ว่าค่าที่อ่านได้มีความน่าเชื่อถือใช่ไหมครับ ซึ่งลักษณะของตัววัด (Sensor) จะขึ้นอยู่กับลักษณะของธุรกิจนั้นๆ เช่น

  1. ธุระกิจปิโตรเคมี (Petrochemical) ตัววัดที่นิยมส่วนใหญ่คือ ตัววัดความดัน (Pressure) , ตัววัดอุณหภูมิ (Temperature) , ตัววัดอัตราการไหล (Flow) , ตัววัดระดับ (Level) เป็นต้น
  2. ธุรกิจส่วนประกอบ (Part) ต่างๆ ตัววัดที่นิยมคือ ตัววัดขนาด (micrometer) , Dial gauge เป็นต้น

นิยาม “การสอบเทียบ” หรือ “Calibration” แบบเข้าใจง่าย

การสอบเทียบเอาตามความเข้าใจง่ายๆเลยคือการที่เรา”ทดสอบ” การอ่านค่าของอุปกรณ์ “เทียบกับ” ค่าที่เรารู้ปริมาณ ซึ่งค่าที่เรารู้ปริมาณ บางครั้ง จะเรียกว่า ตัวมาตรฐาน (standard) หรือค่ามาตรฐาน หลักการในการปฏิบัติเบื้องต้น ง่ายๆ เลยครับ คือเอาตัวมาตรฐานใส่เข้าไปแล้วดูว่าตัวอ่าน อ่านค่าได้เท่าไร ภายใต้สภาวะควบคุมที่ไม่ส่งผลต่อการวัด ซึ่งค่าที่อ่านออกมาถ้ามีค่าเท่ากับตัวมาตรฐาน ก็แสดงว่าอุปกรณ์อ่านค่านั้นถูกต้อง แต่ถ้าอ่านค่าต่างกัน เราจะเรียกค่าต่างนั้นว่า ค่าความไม่แน่นอน (uncertainty)

ตามความเป็นจริงในชีวิต การวัดส่วนใหญ่ที่แอดเจอ จะมีค่าความไม่แน่นอนในการวัดเสมอ ซึ่งจะมีการเขียนเป็นค่า +/- ต่อท้าย ซึ่งถ้าเครื่องอ่าน อ่านค่ามาตรฐานเกินหรือขาด กว่าค่ายอมรับ (Tolerance) เราสามารถสรุปได้ง่ายๆเลยครับ ว่าเครื่องนี้ตก spec. ไปแล้ว

ภาพแสดงการเบี่ยงเบนมาตรฐานที่เกิน Upper tolerance limit
Credit: blog.beamex.com

แล้วทำไมเราต้องสอบเทียบกัน (Calibration) ด้วย ???

1.ด้านความถูกต้องของการอ่านค่าของอุปกรณ์ (Accuracy)

ด้านความถูกต้องของการอ่านค่าของอุปกรณ์ (Accuracy) ถ้าหากอุปกรณืมีค่าเบี่ยงเบนที่เยอะเกินไป เราอาจต้องทำการปรับแต่งค่า (Calibration) เพื่อให้อุปกรณ์อ่านค่าให้ถูกต้อง

ด้านความถูกต้องของการอ่านค่าของอุปกรณ์ (Accuracy)

2. ความสอดคล้องกับข้อกำหนดหรือมาตรฐานต่างๆ

เพื่อสอดคล้องกับข้อกำหนดหรือมาตรฐานต่างๆ โดยเฉพาะระบบการวัดที่ใช้งานในระบบนิรภัย (Emergency system) ลองคิดภาพตามแอดดูครับ ถ้าหากอุปกรณ์เราอ่านค่าผิดไปเยอะ ระบบนิรภัยของเราจะมีความเสี่ยงขนาดไหน

3. การประกันคุณภาพของสินค้า (Quality assurance)

เพื่อให้คุณภาพของสินค้าเป็นไปตามการประกันคุณภาพ (Quality assurance) ในระบบการผลิตเราจะต้องส่งมอบสินค้าที่มีคุณภาพส่งถึงมือลูกค้า จากรูปเห็นได้เลยครับว่า Pepsi มีระดับของน้ำเท่ากันทุกขวด

ภาพแสดงการควบคุมเชิงคุณภาพสินค้าที่มีระดับน้ำเท่ากันทุกขวด Credit: The wall street journal

4.ระบบการซื้อ-ขาย (Metering System)

เพื่อให้ระบบการคิดเงินถูกต้อง ในส่วนนี้ค่อนข้างจะส่งผลต่อต้นทุนบางอย่างของโรงงานด้วยครับ โดยเฉพาะค่า Utilities ต่างๆเช่น ค่าไฟฟ้า , ค่าน้ำประปา แอดลองให้ทุกท่านจินตนาการดูครับ ถ้าเราใช้ตัววัดที่อ่านค่าผิดเป็นตัวที่ใช้ในการคิดเงิน จะเกิดอะไรขึ้น

ตัวอย่างภาพมิเตอร์การซื้อ-ขาย Metering System

การสอบเทียบ Calibration มีขั้นตอนหลักๆ อย่างไรบ้าง

1. เตรียมอุปกรณ์และเครื่องมือที่ใช้ในการสอบเทียบให้พร้อม (Preparation)

เตรียมอุปกรณ์และเครื่องมือที่ใช้ในการสอบเทียบให้พร้อมสำหรับการสอบเทียบและควบคุมสภาวะที่ใช้ในการสอบเทียบ ซึ่งสภาวะควบคุมจะแปรเปลี่ยนตามสิ่งที่จะวัดครับ เช่นถ้าเป็นตาชั่งละเอียด ลมก็จะมีผลต่อการวัด , ถ้าเป็นการวัด Dimension ละเอียด อุณหภูมิก็จะมีผลต่อการวัด , ถ้าเป็นการวัดเกี่ยวกับไฟฟ้า ค่าความชื้น ย่อมมีผลต่อการวัด เป็นต้น

รูปแสดงการเตรียมเครื่องมือเพื่อสอบเทียบ Credit: Desun test and calibration laboratory

2. การทดสอบเครื่องมือวัดก่อนใช้งาน (Test before use)

ทดสอบเครื่องมือวัดเดิมว่าสามารถอ่านค่าได้ถูกต้องหรือไม่ แล้วจึงนำไปใช้กับอุปกรณ์ที่ถูกสอบเทียบ (UUC : unit under calibration) ในขั้นตอนนี้ก่อนที่เราจะนำไปใช้งานเราจะต้องคอยสังเกตุเครื่องมือของเราอีกหนึ่งขั้นตอนเพื่อเป็นการทวนสอบก่อนใช้งานครับ

3. ดำเนินการสอบเทียบ (Calibration and Record)

ดำเนินการสอบเทียบโดยต้องปฏิบัติตามขั้นตอนที่ออกแบบไว้อย่างเคร่งครัด เพื่อให้มั่นใจว่าเราเองได้ทำตามระบบที่ออกแบบไว้ พร้อมทั้งบันทึกผล ในขั้นตอนนี้หลักๆจะเป็นการป้อนค่าแล้วอ่านค่าที่ได้ออกมา บางครั้ง เราอาจบันทึกค่าที่อ่านได้มากกว่าหนึ่งครั้งต่อหนึ่งจุดการวัดก็ได้เช่นกัน

รูปแสดงขั้นตอนการดำเนินการสอบเทียบ Credit:AutoCal+

4. คำนวณวิเคราะห์ผลลัพธ์ว่าอุปกรณ์ยังอยู่ในความแม่นยำที่ยอมรับหรือไม่ (Calculation and Analysis)

ถ้ายังอยู่ในเกณฑ์แสดงว่าสามารถใช้งานอุปกรณ์นั้นได้ ในขั้นตอนนี้ค่อนข้างซับซ้อนถ้าลงรายละเอียด จริงๆแล้วคืออาศัยวิชาสถิติแหละครับในการคำนวณ และในส่วนของผู้ใช้งาน ในทางปฏิบัติเมื่อเรานำอุปกรณ์กลับมาให้อ่านค่าว่า +/- uncertainty เกินเกณฑ์ที่กำหนดหรือไม่ ถ้าไม่เกินก็แสดงว่าเอาไปติดตั้งใช้งานได้ครับ

รูปแสดงรายงานใน uncertainty report Credit:Isobudget

แล้วพบกับสาระดีๆแบบนี้ทางด้านงานช่าง งานวิศวกรรม และอุตสาหกรรมได้ที่ นายช่างมาแชร์ นะครับ

Website: www.naichangmashare.com
Facebook: https://www.facebook.com/naichangmashare/
Blockdit :  https://www.blockdit.com/naichangmashare
Instragram: https://www.instagram.com/naichangmashare/
Twitter: https://twitter.com/naichangmashare
Youtube: https://www.youtube.com/channel/UCmIPiSeg-uy4k8JYSmknp_g

#นายช่างมาแชร์ #Instrument #Control #Calibration

Safety Fence รั้วนิรภัยป้องกันอันตรายจากเครื่องจักร 

0
Safety Fence รั้วป้องกันอันตรายจากเครื่องจักรกล 
Safety Fence รั้วป้องกันอันตรายจากเครื่องจักรกล 

การติดตั้งอุปกรณ์ “Safety Fance” หรือ “รั้วนิรภัย” ถือเป็นการคิดออกแบบทางด้านวิศวกรรมเพื่อป้องกันอันตรายที่จะเกิดขึ้นจากการทำงานของเครื่องจักร หรือ หุ่นยนต์ ที่อยู่ในกระบวนการผลิต โดยรั้วนิรภัย Safety fence จะถูกออกแบบ และติดตั้งตามมาตรฐานสากล ISO13857 โดยส่วนประกอบของ Safety Fence จะประกอบด้วย แผงกัน (Panel Standard), เสา (Pole) , ประตู (Door), และระบบความปลอดภัยอัติโนมัติ (Automate safety system) ซึ่งการออกแบบและติดตั้งสามารถปรับขนาดให้เข้ากับความต้องการในการใช้งานของลูกค้า

โดยผลประโยชน์ที่ทางโรงงานได้รับ คือ จะทำให้การทำงานในกระบวนการผลิตมีความปลอดภัยตามมาตรฐานสากล ทำให้สามารถเพิ่มผลผลิตในการทำงาน  และลดค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจะระบบบริหารจัดการ และการใช้ PPE ได้อย่างมากเลยนะครับ

ทำไมต้องใช้รั้วนิรภัย Safety Fence ด้วยหละ ?

หน้าที่หลักของรั้วนิรภัย Safety Fence คือ “ป้องกันพื้นที่หวงห้าม หรือ อันตราย จากบุคคลที่ไม่เกี่ยวข้อง” โดยในงานอุตสาหกรรมส่วนมากจะใช้ป้องกันคนทำงานจากการทำงานของเครื่องจักรที่กำลังทำงาน หรือผู้อื่นที่ไม่เกี่ยวข้องเข้ามาใกล้ในส่วนของพื้นที่อันตราย หรือพื้นที่หวงห้ามครับ  และรั้วนิรภัย Safety Fence เองจะไม่สร้างความรำคาญ หรือก่อให้เกิดความไม่สะดวกในการทำงานต่อผู้ใช้เครื่องจักร หรือกระบวนการผลิต ,ระบบอัตโนมัติ และไม่เป็นอุปสรรคในการซ่อมบำรุงรักษาเครื่องจักร มีอายุการใช้งานที่ยาวนาน คงทน และที่สำคัญต้องไม่เพิ่มอันตรายให้กับผู้ปฏิบัติงาน

เมื่อเราพูดถึงลักษณะของเซฟการ์ดของรั้วนิรภัย Safety Fence วันนี้เรามาทำความเข้าใจกันว่าลักษณะของเซฟการ์ด หรือ ตามหลักเกณฑ์ความปลอดภัยในงานอุตสาหกรรมของ ILO (International Labour Organization) ว่ามีอะไรบ้าง

1. มีลักษณะการทำงาน เพื่อป้องกันอันตรายที่เชื่อถือ และไว้วางใจได้
2. สามารถป้องกันผู้ใช้เครื่องจักร หรือผู้อื่นที่เข้าใกล้ส่วนอันตรายขณะที่เครื่องจักรกำลังทำงาน
3. ไม่สร้างความรำคาญ หรือก่อให้เกิดความไม่สะดวกในการทำงานต่อผู้ใช้เครื่องจักร
4. ไม่เป็นที่กีดขวางต่กขบวนการผลิต หรือกระบวนการทำงาน
5. ทำงานได้โดยอัตโนมัติ หรือต้องใช้แรง หรือความพยายามน้อยที่สุด
6. สามารถปรับดัดแปลงให้เข้ากับลักษณะแรง และลักษณะของเครื่องจักรได้
7. ควรจะถูกติดตั้งอยู่บนเครื่องจักร คือ มีส่วนที่ติดตั้งอยู่กับเครื่องจักรให้มากที่สุด
8. ไม่เป็นอุปสรรคต่อการเปลี่ยนถ่ายน้ำมัน การตรวจสอบการปรับเปลี่ยน และการซ่อมแซม
9. มีอายุการใช้งานที่ยาวนาน โดยที่ไม่ต้องทำการซ่อมแซม หรือบำรุงรักษาบ่อยครั้ง
10. ทนทานต่อการทำงานตามปกติ และต่อการกระทบกระแทกอย่างรุนแรงได้
11. มีประสิทธิภาพในการใช้งานยาวนาน
12. ไม่มีการเพิ่มจุดอันตรายให้แก่ผู้ใช้งานขึ้นอีก (โดยที่จะต้องไม่มีมุมแหลม ไม่มีคม จุดหนีบ จุดยืน หรือสิ่งอื่นๆ ที่สามารถก่อให้เกิดอุบัติเหตุได้)
13. ต้องป้องกันอันตรายได้ไม่เฉพาะแต่อันตรายทั่วๆ ไป ที่คาดว่าจะเกิดขึ้นเท่านั้น แต่รวมถึงอุบัติเหตุที่ไม่คาดว่าจะเกิดในขณะปฏิบัติงานด้วยถ้าทราบกันอย่างนี้แล้ว เรามาป้องกันอันตรายจากเครื่องจักรด้วยรั้วเซฟตี้กันดีกว่าครับ (Safety First) ความปลอดภัยต้องมาก่อนเป็นอันดับแรก และเป็นสิ่งที่สำคัญตัวรั้วเซฟตี้ที่ดี ระบบเซฟตี้ล็อค และการติดตั้งที่ได้มาตรฐาน

ส่วนประกอบของระบบ Safety Fence

1. แผงกัน (Panel Standard)

แผงกัน (Panel Standard) ต้องเป็นแผงกั้นที่ได้ขนาดตามมาตรฐานกำหนด ขนาดช่องต้องเหมาะสม และกรอบลวดแนวนอน และลวดแนวตั้งเชื่อมเข้ากับโครงสร้าง ซึ่งจะทำให้เกิดแผงที่มั่นคง แข็งแรง และทนต่อแรงกระแทก โดยขนาดในการเลือกใช้ต้องเหมาะสมกับลักษณะอันตรายและพื้นที่ปฏิบัติงาน ผู้ใช้สามารถสอบถามผู้ผลิตได้เพื่อให้สามารถออกแบบและกำหนดแผงกั้นที่ได้มาตรฐานได้ และที่สำคัญคือ สีต้องเด่น เห็นชัด โดยสีที่นิยมตามมาตรฐานคือ สี เหลือง-ดำ ทั้งนี้ผู้ใช้งานสามารถเลือกสีได้ตามความต้องการ  

ภาพตัวอย่างของแผงกัน (Panel Standard)

2. เสา (Pole) 

เสา (Pole)  ซึ่งเป็นส่วนสำคัญที่จะสร้างความมั่นคงแข็งแรง มีความสูงมาตรฐานให้เลือกได้หลายระดับ เช่น  1.50 เมตร 1.80 เมตร หรือ 2 เมตร หรือ สูงตามความเหมาะสมของพื้นที่ปฏิบัติงาน เสาจะมีขายึดพื้น ยึดเชื่อมส่วนต่อขยาย ฐานเชื่อมทำให้โครงสร้างมีความมั่นคงและแข็งแรงมากยิ่งขึ้น

ภาพตัวอย่างของเสา (Pole)

3. ประตู (Door)

ประตู (Door)ประตูทางเข้าจะเป็นประตูแบบสวิงมาตรฐานหรือประตูแบบสไลด์ด้านข้างก็ได้โดยสามารถเลือกขาดได้ตามความเหมาะสมนอกจากนี้ และยังมีน้ำหนักเบาสามารถใช้งายได้สะดวก และยังสามารถออกแบบให้ประตูมีระบบล็อคและสวิตช์นิรภัยได้ 

ภาพตัวอย่างของประตู (Door) ของ Safety Fence
ภาพตัวอย่างการติดตั้งของประตู Safety Fence

4. ระบบความปลอดภัยอัติโนมัติ (Automate safety system)

ระบบความปลอดภัยอัติโนมัติ (Automate safety system) ของรั้วนิรภัย สามารถออกแบบให้มีระบบ Safety interlock ในพื้นที่เขตอันตรายได้ เมื่อมีผู้ปฏิบัติงานผ่านเข้าไปในรั้ว ระบบการทำงานของเครื่องจักรจะหยุดลงทันที รวมถึงระบบล็อคหรือสวิตซ์นิรภัยอื่น ๆ ได้เช่นกัน ตามความต้องการของทางโรงงาน หรือพื้นที่ ได้เลยครับ

ภาพตัวอย่างของประตูระบบความปลอดภัยอัติโนมัติ (Automate safety system)

หลักการป้องกันและควบคุมอันตราย (Hazard Prevention and Control) มีประสิทธิภาพ

ที่มา The National Institute for Occupational Safety and Health (NIOSH): USA

การป้องกันและควบคุมอันตราย (Hazard Prevention and Control)  ที่เป็นที่นิยมและพิสูจน์มาแล้วว่าเป็นแนวทางที่ดีและมีประสิทธิภาพ คือ การควบคุมตามหลักการ Hierarchy of Control ซึ่งแบ่งกันตามลำดับชั้นของการควบคุมอันตราย โดยเรียงตามลำดับจากประสิทธิภาพการควบคุมที่ดีที่สุดมากจนถึงน้อยที่สุด  คือ 

  • การขจัดอันตราย (Elimination) ซึ่งการควบคุมอันตรายที่มีประสิทธิภาพที่สุดคือการกำจัดความเสี่ยงนั้นโดยสิ้นเชิง โดยการออกแบบ การวางแผนงานที่มีประสิทธิภาพโดยการมุ่งเน้นให้กำจัดอันตรายหรือความเสี่ยงได้มากที่สุด 
  • การแทนที่ (Substitution) เมื่อไม่สามารถกำจัดได้อย่างสมบูรณ์ ก็ทำการ แทนที่อันตรายด้วยสิ่งที่ปลอดภัยกว่า ด้วยวัสดุ กระบวนการ ปฏิบัติการ สารเคมี หรืออุปกรณ์ที่มีอันตรายน้อยกว่า   เช่น การเปลี่ยนไปใช้เครื่องมือที่เหมาะสมกับการปฏิบัติงานและพื้นที่การทำงาน หรือการเปลี่ยนไปใช้เครื่องมือที่มีความเสี่ยงและอันตรายน้อยกว่าแทน
  • การควบคุมทางวิศวกรรม (Engineering Controls) ถือเป็นหลักการการควบคุมอันตรายที่มีประสิทธิภาพและทำได้ง่ายด้วยการออกแบบทางด้านวิศวกรรมเพื่อ การปิดคลุมอันตราย (Enclosure of Hazards)  เช่น การปิดคลุมอย่างสมบูรณ์ของชิ้นส่วนที่เคลื่อนไหวของเครื่องจักร  หรือการออกแบบเพื่อกั้นการสัมผัสกับอันตราย (Barriers of Hazards)  เช่นรั้วกั้น การใช้เครื่องมือมาช่วยในการทำงาน หรือการทำการระบายอากาศ  อุปกรณ์ป้องกันอันตรายจากเครื่องจักร ท่อดูดสารเคมีและเสียง เป็นต้น
  • การควบคุมทางการบริหารจัดการ (Administrative Controls) การควบคุมทางการบริหารจัดการ หรือการควบคุมการปฏิบัติงาน โดยเปลี่ยนวิธีการทำงาน มีแนวทางและขั้นตอนที่เหมาะสม เช่น การฝึกอบรม การวางแผนงาน การสับเปลี่ยนตารางเวลาทำงาน เปลี่ยนแปลงขั้นตอนการทำงาน หรือดำเนินการป้องกันอันตรายในเขตพื้นที่งาน 
  • การใช้อุปกรณ์ป้องกันอันตรายส่วนบุคคล (Personal Protective Equipment) เพื่อลดความรุนแรงในการสัมผัสกับปัจจัยเสี่ยง เช่น การใส่หมวกนิรภัย การใส่รองเท้านิรภัย ใส่ถุงมือ เพื่อลดการสัมผัสโดยตรงกับสารเคมี ความร้อน ความเย็น สิ่งมีคม แหลม

    จะเห็นได้ว่าการ หากจะป้องกันอันตรายจากเครื่องจักรให้มีประสิทธิภาพ ซึ่งรวมถึงเครื่องมือประเภทแขนกล หรือหุ่นยนต์ต่าง ๆ ควรเริ่มจากการออกแบบเพื่อกำจัดอันตรายหรือลดความรุนแรงของอันตรายที่เกิดขึ้น แต่ในความเป็นจริงแล้วการทำงานจากเครื่องจักรยังมีอันตรายอื่น ๆ ที่การออกแบบตั้งแต่ต้นไม่สามารถควบคุมได้เนื่องจากหากจะลดความเสี่ยงได้ทั้งหมดต้องมีการลงทุนที่สูงมาก ซึ่งไม่คุ้มค่า และไม่สามารถนำมาใช้ได้จริง  ดังนั้นการดำเนินการป้องกันทางด้าน Engineering  หรือการควบคุมทางด้านวิศวกรรม ถือว่าเป็นกระบวนการที่มีประสิทธิภาพมากเมือเทียบกับวิธีการอื่น ๆ 

============================================

“อันตรายในการทำงานเราสามารถควบคุมและป้องกันได้
ให้คำปรึกษาและออกแบบรั้วป้องกัน
รั้วกั้นเพื่อความปลอดภัย ราวกั้นทางเดิน ราวกันตก เสากั้นกันชน
สามารถออกแบบปรับขนาดให้เข้ากับความต้องการในการใช้งานของท่านลูกค้า”

ช่องทางติดต่อ :
Tel: 02-101 9602
lineOA: @thaisupport
www.thaisupport.co.th

============================================

แล้วพบกับสาระดีๆแบบนี้ทางด้านงานช่าง งานวิศวกรรม และอุตสาหกรรมได้ที่ นายช่างมาแชร์ นะครับ

Website: www.naichangmashare.com
Facebook: https://www.facebook.com/naichangmashare/
Blockdit :  https://www.blockdit.com/naichangmashare
Instragram: https://www.instagram.com/naichangmashare/
Twitter: https://twitter.com/naichangmashare
Youtube: https://www.youtube.com/channel/UCmIPiSeg-uy4k8JYSmknp_g

#นายช่างมาแชร์ #SafetyFence #รั้วนิรภัย

ระบบการสื่อสารในระบบการวัดและการควบคุม (Data Communication)

0
ระบบการสื่อสารในระบบการวัดและการควบคุม (Data Communication)
ระบบการสื่อสารในระบบการวัดและการควบคุม (Data Communication)

วันนี้แอดเจอนักศึกษาฝึกงานมาสอบถามเรื่อง “ระบบการสื่อสาร” ของการวัดและควบคุมว่าจากอดีตมีการพัฒนามาอย่างไร มีรูปแบบอะไรบ้าง และที่สำคัญมีข้อดีและข้อเสียแตกต่างกันตรงไหน ซึ่งทางแอดเองเห็นว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องที่น่ารู้ จึงขอมาเล่าให้ฟังครับ ก่อนเข้าเนื้อหาระบบการสื่อสารแอด ขอเกริ่นนำก่อนว่าระบบการสื่อสารในการควบคุมจริงๆแล้วมีสัญญาณมาตรฐานที่ตกลงร่วมกันอยู่ครับ ซึ่งมีทั้งอาศัยสื่อกลางที่เป็น ลม (Pneumatics) สัญญาณสื่อสารที่อาศัยสื่อกลางเป็นไฟฟ้า (Electrical) และสัญญาณที่อาศัยสื่อกลางเป็นคลื่นวิทยุ และ อินเตอร์เน็ต (Radio , Internet)

ทำไมต้องมีสัญญาณมาตรฐานในระบบการสื่อสารด้วยครับ ?

ก่อนที่จะเข้าคำตอบของคำถามเรื่องระบบการสื่อสาร แอดเองอยากให้ลองจินตนาการดูครับว่า ถ้าหากเราไม่กำหนดสัญญาณมาตรฐาน เวลาเราซื้ออุปกรณ์มาใหม่ หรือซื้อมาซ่อม มันจะวุ่นวายแค่ไหน บ่อยครั้งที่เราต่อ Sensor ,Transmitter เข้ากับ PLC ซึ่งทั้ง 2 ด้านนี้จะต้องรองรับสัญญาณเดียวกัน ถ้าหากเกิน Spec คงต้องเปลี่ยนกันวุ่นวาย ซึ่งการกำหนดสัญญาณมาตรฐานในระบบการสื่อสารจะช่วยได้มากเลยครับ

วิวัฒนาการของสัญญาณมาตรฐานในระบบการสื่อสาร

1. สัญญาณลมมาตรฐาน (Pneumatic)

สำหรับสัญญาณลมมาตรฐานในระบบการสื่อสารมีค่าอยู่ระหว่าง 3 ถึง 15 psi ซึ่งเป็นยุคแรกๆที่มีการใช้งานระบบอัตโนมัติในอุตสาหกรรม โดยที่ความดัน 3 psi จะอ้างอิงถึงค่าวัดที่ค่าต่ำสุดของย่านการใช้งาน และ 15 psi จะอ้างอิงถึงค่าที่สูงสุดของย่านการใช้งาน บางคนอาจสงสัยว่า เอ๊ะ ทำไมไม่เป็น 0 ถึง 15 psi แทนละ

คำตอบเรื่องนี้ก็ง่ายๆเลยครับคือ ที่ความดันเท่ากับ ศูนย์เราจะไม่ทราบได้ว่าท่อลมยังอยู่ในสภาพที่ดีหรือไม่ หรือต้นกำเนิดลมเสียหายไปแล้วหรือไม่

ภาพตัวอย่าง

แล้วข้อดี / ข้อเสียของการใช้งานมีอะไรบ้าง ?


ข้อดี
1. บางครั้งอุปกรณ์ที่อยู่หน้างานถ้าเราจะเพิ่มอุปกรณ์ โดยที่เราไม่มีสายสัญญาณเลย แต่เรามีท่อลมเหลืออยู่ แบบนี้การใช้งานลักษณะสัญญาณลมอาจมีต้นทุนที่ต่ำกว่า
2. ทนต่อสภาพอากาศได้ดี ในที่ทำงานของแอดเองยังใช้จนถึงทุกวันนี้สำหรับอุปกรณ์ที่ไม่ค่อยสำคัญต่อกระบวนการผลิต

ข้อเสีย
1. อุปกรณ์เป็นอุปกรณ์ล้าสมัยแล้ว บางครั้งการหาอะไหล่อาจหายาก หรือเลิกผลิตไปแล้ว (Obsolete)
2. การเดินท่อลมในระยะทางไกลมากๆอาจมีผลต่อการวัดโดยเฉพาะถ้ามีรอยต่อเยอะๆก็มีโอกาสรั่วสูง
3. ระบบแจ้งเตือนอาจทำระบบบันทึก Event ได้ยากกว่าระบบไฟฟ้า

2. สัญญาณแรงดันไฟฟ้ามาตรฐาน (Voltage)

สำหรับสัญญาณแรงดันไฟฟ้าในระบบการสื่อสาร มาตรฐานมีค่าอยู่ระหว่าง 1 ถึง 5 V ซึ่งเป็นยุคที่ก้าวเข้าสู่ยุคของ Semiconductor หรือสารกึ่งตัวนำ โดยที่แรงดันไฟฟ้า 1 V จะอ้างอิงถึงค่าวัดที่ค่าต่ำสุดของย่านการใช้งาน และ 5 V จะอ้างอิงถึงค่าที่สูงสุดของย่านการใช้งาน ซึ่งในทำนองเดียวกัน ทำไมไม่เป็น 0 ถึง 5 V แทนละ

คำตอบเรื่องนี้ก็คล้ายๆกับสัญญาณลมมาตรฐานนั่นแหละ คือ ถ้าหากสายสัญญาณขาดเราอาจเข้าใจว่าอ่านได้ค่าต่ำทั้งๆที่สายสัญญาณขาดไปแล้ว เพราะฉะนั้นเพื่อให้เราสามารถบ่งบอกได้ว่า วงจรการวัด สายสัญญาณยังคงอยู่หรือไม่เราจะไม่เริ่มต้นที่ค่าศูนย์ครับ

แล้วข้อดี / ข้อเสียของการใช้งานมีอะไรบ้าง ?


ข้อดี
1. สามารถใช้งานเข้ากับวงจร micro-controller ได้เลย เพราะ input ของ micro-controller ส่วนใหย๋รับเป็นแรงดันไฟฟ้า (แอดหมายถึง micro-controller ในเชิง chip นะครับ)

ข้อเสีย
1. เมื่อใช้งานสายสัญญาณไประดับหนึ่ง หากค่าความต้านทานในสายเปลี่ยนแปลงจะส่งผลต่อค่าวัด ทั้งพวกเทป ตระกรันหน้าสัมผัสต่างๆ
2. ส่งได้ระยะไม่ไกลมากนักเนื่องจากสายสัญญาณมีความต้านทานของตัวนำอยู่ ยิ่งสายสัญญาณไกล ค่าความต้านทานในสายยิ่งเพิ่มขึ้น ซึ่งจะส่งผลต่อค่าวัด
เมื่อพิจารณาข้อเสียจึงเกิดรูปแบบในการสร้างสัญญาณมาตรฐานใหม่ดังหัวข้อที่สาม

ภาพที่ 2 : ตัวอย่างอุปกรณ์สัญญาณแรงดันไฟฟ้ามาตรฐาน (Voltage)

3. สัญญาณกระแสไฟฟ้ามาตรฐาน (current loop)

สำหรับสัญญาณกระแสไฟฟ้ามาตรฐานมีค่าอยู่ระหว่าง 4 ถึง 20 mA ซึ่งเป็นสัญญาณมาตรฐานที่แอดบอกได้เลยว่าเสถียรที่สุด นิยมที่สุด และ ยังคงใช้งานจนถึงปัจจุบัน !!!
โดยที่จะมีความคาบเกี่ยวกันกับ ยุคของความถี่ร่วมด้วย ที่นิยมคือ HART protocol ซึ่งจะกล่าวในบทแยกเต็มๆ อีกหนึ่งบทเพื่อให้สอดคล้องกับยุคสมัยปัจจุบัน กลับมาที่สัญญาณกระแสมาตรฐาน ซึ่งหลายๆท่านจะพอเดาได้แล้วว่าทำไมเราจึงไม่ใช้ค่า 0 คือเหตุผลเดียวกันกับ แรงดันไฟฟ้ามาตรฐานเลยครับ คือกรณีสายสัญญาณขาด เราจะไม่ทราบ และการที่เป็น 4 ถึง 20 mA สามารถแปลงค่าเป็น 1 ถึง 5 V ได้ง่ายโดยอาศัยความต้านทาน 250 โอห์ม ตกคร่อมก็จะได้แรงดันดังกล่าว

แล้วข้อดี / ข้อเสียของการใช้งานมีอะไรบ้าง ?


ข้อดี
1. เมื่อเทียบกับสัญญาณแรงดันมาตรฐาน สัญญาณกระแสไฟฟ้ามาตรฐานสามารถส่งได้ไกลกว่ามากๆ โดนผลกระทบของค่าความต้านทานสายสัญญาณจะไม่ค่อยส่งผลต่อการวัดมากนัก
2. อุปกรณ์หาง่ายในท้องตลาด
3. ถ้าหากอุปกรณ์ support HART เราสามารถใช้ HART communication ในการ config ย่านการวัดใหม่ได้

ข้อเสีย
1. จำนวนสายสัญญาณเยอะกล่าวคือ 1 point คือสายสัญญาณอย่างน้อย 1 คู่
2. Drawing หรือแบบ ถ้าหากมีการแก้ไขหรือยกเลิกการใช้งาน แล้วไม่ได้ update อาจมีความยากในการอ้างอิง

ภาพที่ 3 : ภาพตัวอย่างอุปกรณ์สัญญาณกระแสไฟฟ้ามาตรฐาน (current loop)

4. สัญญาณเชิงความถี่ (Digital age)

สำหรับสัญญาณเชิงความถี่ในระบบการสื่อสารมีหลายรูปแบบมากๆ ซึ่งแต่ชนิดก็มีรายละเอียดปลีกย่อยค่อนข้างเยอะ แต่สิ่งที่มีเหมือนๆกันคือปรับปรุงข้อจำกัดของระบบต่างๆ และเพิ่มความสามารถในการส่งข้อมูล หลักๆแอดจะแบ่งเป็นด้านล่างดังนี้

1. กลุ่ม HART protocol

กลุ่ม HART protocol จะช่วยในการ Config ค่าต่างๆของการวัดได้ง่าย นิยมใช้คู่กันกับ สัญญาณกระแสมาตรฐาน

ภาพตัวอย่าง HART Protocol
Credited by https://www.elprocus.com/hart-protocol/

2. กลุ่ม Profibus

กลุ่ม Profibus จะช่วยในการเชื่อมต่อเป็นแบบ multi-drop ซึ่งลดสายสัญญาณได้

ภาพตัวอย่าง สายProfibus
Credited by https://www.siemens.com

3. กลุ่ม Foundation Fieldbus

กลุ่ม Foundation Fieldbus จะช่วยในการลดสายสัญญาณเช่นเดียวกันและเพิ่มความสามารถใช้การดึงค่า parameter บางชนิดได้

เทคโนโลยี Foundation Fieldbus
เทคโนโลยี Foundation Fieldbus

4. กลุ่ม IIoT (Internet Of Things)

กลุ่ม IIoT ซึ่งสามารถเชื่อต่อ cloud computing ได้ง่ายและสามารถสร้าง code เชิงลึกได้

เทคโนโลยีการเชื่อมต่อ IoT กุญแจสำคัญสู่โรงงานอุตสาหกรรม 4.0
เทคโนโลยีการเชื่อมต่อ IoT กุญแจสำคัญสู่โรงงานอุตสาหกรรม 4.0


ในหัวข้อนี้ทางแอดเองขอแยกเป็นบทๆเลยดีกว่าครับ เพราะลักษณะสัญญาณอาจต่างกัน และข้อจำกัดเองถ้าเอาตามประสบการณ์ ก็มีข้อให้ถกกันอีกเยอะครับ

แล้วพบกับสาระดีๆแบบนี้ทางด้านงานช่าง งานวิศวกรรม และอุตสาหกรรมได้ที่ นายช่างมาแชร์ นะครับ

Website: www.naichangmashare.com
Facebook: https://www.facebook.com/naichangmashare/
Blockdit :  https://www.blockdit.com/naichangmashare
Instragram: https://www.instagram.com/naichangmashare/
Twitter: https://twitter.com/naichangmashare
Youtube: https://www.youtube.com/channel/UCmIPiSeg-uy4k8JYSmknp_g

#นายช่างมาแชร์ #Instrument #Control #ระบบการสื่อสาร #Datacommunication

ท่อ FRP (Fiberglass Reinforced Plastic) ใช้งานเป็นท่อฝังดินได้หรือไม่?

0
ท่อ FRP (Fiberglass Reinforced Plastic) ใช้งานเป็นท่อฝังดินได้หรือไม่?
ท่อ FRP (Fiberglass Reinforced Plastic) ใช้งานเป็นท่อฝังดินได้หรือไม่?

จากบทความที่แล้ว FRP คืออะไร เพื่อนๆสามารถไปอ่านย้อนได้ จากที่นายช่างเคยเล่าว่าท่อ FRP เป็นวัสดุที่มีจุดเด่นหลายอย่างเลย โดยเฉพาะสามารถใช้กับสารเคมีที่เป็นกรด หรือกัดกร่อนรุนแรงได้ รวมถึง น้ำหนักเบา (weight to stiffness) สามารถทนแรงดันได้มากกว่าท่อพลาสติกทั่วไป วันนี้นายช่างจะมาเปิดเผยข้อมูลที่เป็นข้อเท็จจริงของท่อ FRP รวมถึง Limit การนำไปใช้ เพื่อที่ทุกคนจะได้รับความรู้เชิงเทคนิคครับ 

กลับไปอ่านบทความ : มาทำความรู้จักกับท่อ FRP (Fiberglass Reinforced Plastic)

คุณสมบัติของท่อ FRP

ความรู้ทางเทคนิคที่เพื่อนๆจะต้องทราบ เพื่อใช้ในการเลือกวัสดุได้แก่ Mechanical properties (คุณสมบัติเชิงกล) และ Material compatibility (แปลไทย คือความสามารถที่วัสดุต่างๆทนกับสารเคมีในระบบได้ ปกติคำนี้วิศวกรจะใช้ทับศัพท์ไปเลยครับ และบางทีอาจเรียกว่า Chemical resistant chart)  Mechanical properties (คุณสมบัติเชิงกล) เพื่อเป็นข้อมูลว่า วัสดุแบบไหนรับแรง หรือนำไปสู่การทนแรงดันต่างๆ

จากกราฟ Stress vs Strain จะบ่งบอกถึงความแข็งแรงของ FRP ว่ามีการผสมกันระหว่าง Fiber ซึ่งเป็นเฟสของส่วนเสริมแรง เช่น Ceramics ( แก้ว (Glass:ใช้ทำ GFRP), Carbon:ใช้ทำ CFRP หรือ Aramids:ใช้ทำ AFRP) และเฟส matrix ซึ่งเป็นส่วนที่ให้คุณสมบัติทางด้านการทนสารเคมี การกัดกร่อน เช่น Thermoset plastic (EPOXY, Polyester และ Polyamides resin)

“Fiber จะมีเส้นกราฟที่ชันกว่า คือมีความแข็งมากกว่า Thermoset plastic อยู่มาก”

FRP จะมีสมบัติเชิงกลอยู่ระหว่าง Fiber และ Thermoset plastics ทั้งนี้สมบัติเชิงกลของ FRP สามารถปรับได้ตามปริมาณของ fiber ที่ใช้ในการทำ FRP 


กราฟ Stress vs strain (Ref: www.semanticscholar.org/paper/Properties-of-FRP-Materials-for-Strengthening)

นายช่างได้นำ Research งานหนึ่ง ซึ่งเปรียบเทียบสมบัติเชิงกลทั่วๆไปของ FRP เทียบกับเหล็กดังตาราง (www.semanticscholar.org/paper/Properties-of-FRP-Materials-for-Strengthening)


ค่าในตารางเป็นช่วง จะขึ้นอยู่กับกระบวนการผลิต และข้อกำหนดการออกแบบ (Design specification) จากตารางจะเห็นได้ว่า
  • FRP จะมี Tensile strength ได้มากกว่าเหล็ก (Steel) แสดงว่า FRP สามารถออกแบบให้ทนรับแรงได้มากกว่าเหล็ก
  • ความหนาแน่น (Density) ของ FRP น้อยกว่าเหล็ก 3-4 เท่า นั่นคือเบากว่าเหล็ก 3-4 เท่า ซึ่งเป็นจุดเด่นของ FRP
  • ความแข็งแกร่ง (ดูจาก Modulus of elasticity) ของ FRP มากกว่าเหล็ก นั่นคือเมื่อรับแรงเหล็กจะเสียรูปก่อน หรือ มีความคงทนมากกว่าเหล็ก

สรุปคือ FRP ทั่วไปเทียบกับเหล็กจะมีคุณสมบัติเชิงกลที่เหนือกว่าท่อเหล็กหลายด้าน แต่อย่างไรก็ตาม FRP ยังสู้เหล็กไม่ได้ในเรื่องของการนำไปใช้กับของไหลที่มีอุณหภูมิสูงดังกราฟ

ช่วงของการ Operated temperature หรืออุณหภูมิใช้งานสำหรับ FRP ชนิดต่างๆ ดังนี้ 

ในส่วนของราคา FRP จะมีราคาแพงกว่า Carbon steel เกรดทั่วไปตามท้องตลาด แต่เมื่อเทียบกับกลุ่ม Stainless steel มีราคาไม่แตกต่างกันมาก ทั้งนี้ขึ้นกับสภาวะการใช้งานของวัสดุนั้นๆ แต่ข้อดีของ FRP เป็นวัสดุที่แข็งแรง และมี Chemical resistant สูง สามารถทนการกัดกร่อนได้ นอกจากนี้ท่อ FRP ยังมีสมบัติเป็นฉนวนเพราะพันรอบด้วย Fiberglass  และการนำไฟฟ้าต่ำมาก ถ้าใช้ในโรงงานจึงไม่ต้องติดตั้งสายดิน (แต่ถ้าเป็นท่อเหล็กต้องติดตั้งสายดิน เพื่อความปลอดภัย)

ตัวอย่างการใช้ท่อเหล็กกับสารเคมีที่กัดกร่อน ถ้าใช้แค่สัปดาห์เดียวท่อเหล็กหนาๆ ก็ถูกกัดกร่อนจนรั่วได้ ดังนั้นจึงต้องเลือกใช้วัสดุท่อพลาสติกแทนเท่านั้น 

ดังนั้น ถ้าจะติดตั้งท่อใหม่อย่าลืมตรวจสอบ Material compatibility ด้วยไม่งั้นงานเข้านะครับ


รูปท่อเหล็กโดนกัดกร่อนจากการใช้งานเป็นท่อสารเคมี

FRP สามารถใช้งานเป็นท่อฝังดินได้หรือไม่???

จากที่นายช่างรีวิวสเปค สรุปคือ FRP มีค่าความแข็งแกร่ง (Stiffness/Elastic  modulus) สูงมากกว่าเหล็ก ทนแรงกระแทกได้ น้ำหนักเบากว่าเหล็ก 3-4 เท่า ทนสารเคมีกัดกร่อนได้สูง ทนความดันได้สูง จึงสามารถใช้งานเป็นท่อฝังดินได้อย่างแน่นอน 

===========================================

สุดท้ายขอขอบคุณข้อมูลดีๆจาก GRE Composites ผลิตภัณฑ์ FRP Cable Ladder และอื่นๆอีกมากมาย ด้วยคุณภาพและมาตรฐานสากลนะครับ

ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมที่ https://www.grecomposites.com/pipe/

===========================================

แล้วพบกับสาระดีๆแบบนี้ทางด้านงานช่าง งานวิศวกรรม และอุตสาหกรรมได้ที่ นายช่างมาแชร์ นะครับ

Website: www.naichangmashare.com
Facebook: https://www.facebook.com/naichangmashare/
Blockdit :  https://www.blockdit.com/naichangmashare
Instragram: https://www.instagram.com/naichangmashare/
Twitter: https://twitter.com/naichangmashare
Youtube: https://www.youtube.com/channel/UCmIPiSeg-uy4k8JYSmknp_g

#นายช่างมาแชร์ #FRP #Pipe

แนวคิดดีๆสำหรับ เรื่อง ชีวิต และ ฟันเฟือง

0
ชีวิต และฟันเฟือง นายช่างมาแชร์

นายช่างมาแชร์ขอแบ่งปันข้อคิดดีๆ สำหรับปีนี้ที่ทางผมสัมผัสมาละกันนะครับ ในเรื่องของการใช้ชีวิตเมื่อเปรียบเทียบกับฟันเฟืองนะครับ โดยการทำงานของเครื่องจักรกล เมื่อมองเข้าไปในชิ้นส่วนของเครื่องจักรบางชิ้น…มันก็ทำให้เราได้เอะใจได้เหมือนกันว่า “มันก็คล้ายๆกับชีวิตของคนเรา” เหมือนกันนะครับ โดยถ้าเรานึกภาพถึงการทำงานของฟันเฟือง

เราจะพบว่าเจ้าฟันเฟืองเนี่ยจะมีลักษณะของการทำงานคล้ายๆกับการทำงานในทีม หรือองค์กรเลย โดยจะมีลักษณะพิเศษเฉพาะของเค้า คือ เมื่อฟันเฟืองขับส่งกำลังกัน “ฟันเฟืองตัวเล็กจะหมุนไว” และ “ฟันใหญ่จะหมุนช้า” ยิ่งเฟืองเล็กมากๆก็ต้องหมุนไวมากๆ และในทางตรงกันข้ามฟันเฟืองขนาดใหญ่มากๆ ก็ยิ่งหมุนช้าเข้าไปใหญ่

ฟันเฟืองในองค์กร

ซึ่งหากเปรียบองค์กรเหมือนการทำงานของฟันเฟืองที่ใช้ในการส่งกำลังแล้วละก็….ในองค์กร เวลาทำงานก็จะมี “คนที่เป็นฟันเฟืองตัวเล็ก” ที่คอยทำงานหนักตลอดเวลา ทำงานหนักทั้งวัน (เรียกว่า ถ้าเป็นฟันเฟืองตัวเล็กๆแทบจะหมุนฟรีเลย) ส่วนบางคน หรือบางตำแหน่ง วันๆ อาจจะไม่ได้ต้องทำอะไรเยอะมาก แต่การกระทำ หรือการตัดสินใจของคนๆนั้น จะส่งผลกระทบต่อองค์กรมากๆ หากเปรียบเป็นตัวเลขอาจจะหลักล้าน หรือสิบล้านเลยก็ได้ (ถ้าเป็นฟันเฟืองก็จะเป็นเฟืองตัวใหญ่ๆหมุนช้าๆ แต่กำลังมหาศาล)


“แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น…ทั้ง “เฟืองตัวเล็ก” และ “ฟันตัวใหญ่” ก็จะขาดอย่างใด อย่างหนึ่งไปไม่ได้เลย”

นายช่างมาแชร์


ซึ่งที่พูดมาในความคิดของผม หากเปรียบเทียบ “ขนาดฟันเฟือง คือ ความรู้ ,ความสามารถ ,ประสบการณ์, ความสำคัญ และผลประโยชน์ต่อองค์กร” สุดท้ายก็ตามมาด้วย รายได้ที่มากกว่า หากเป็นเฟืองตัวที่ใหญ่กว่า

Gear Ratio Calculation Wallpaper

เลือกจะเป็นฟันเฟืองตัวไหน?


พอถึงตรงนี้อาจสรุปจะเป็นข้อคิดที่ว่า….ถ้าเรายังเป็นเฟืองตัวเล็กในองค์กร เราก็จะต้องเป็นเฟืองที่หมุนไว เหนื่อยทั้งวัน แต่สร้างผลกระทบได้ค่อนข้างน้อย และฟันเฟืองตัวเล็กก็มีราคาถูกและหาเปลี่ยนง่าย แต่หากเราจะเป็นเฟืองตัวใหญ่ เราก็ต้องมีความรู้ ความสามารถ จากประการณ์ที่เราทำนี่แหละครับ ซึ่งเฟืองตัวนี้หมุนช้าๆ แต่สร้างการเปลี่ยนแปลงได้มหาศาล โดยเฟืองตัวนี้ราคาจะแพง และสั่งทำได้ยากกว่า


ซึ่ง “หากวันนี้เรายังเป็นเฟืองที่ตัวเล็ก” เราก็สามารถเป็น “เฟืองตัวใหญ่ในวันหน้าได้” ซึ่งทั้งหมดก็อยู่ที่เรานั่นแหละครับ ว่าจะพัฒนาตัวเราได้มากน้อยแค่ไหน ในทุกๆวัน ถ้าหากเพื่อนๆ มีประสบการณ์ดีๆอยากบอกเล่า สามารถพิมพ์คอมเม้นต์คุยกันได้นะครับ เพราะเส้นทางชีวิตไม่ได้ง่ายเลย ขอเป็นกำลังใจให้ทุกคนนะครับผม

อ่านบทความทางความรู้ https://naichangmashare.com/category/knowledge/

แล้วพบกับสาระดีๆแบบนี้ทางด้านงานช่าง งานวิศวกรรม และอุตสาหกรรมได้ที่ นายช่างมาแชร์ นะครับ

Website: www.naichangmashare.com
Facebook: https://www.facebook.com/naichangmashare/
Blockdit :  https://www.blockdit.com/naichangmashare
Instragram: https://www.instagram.com/naichangmashare/
Twitter: https://twitter.com/naichangmashare
Youtube: https://www.youtube.com/channel/UCmIPiSeg-uy4k8JYSmknp_g

#นายช่างมาแชร์ 

ประเภทของโรงงานอุตสาหกรรม มีอะไรบ้าง?

0
Power Plant Nuclear อุตสาหกรรม

บทความนี้ทางนายช่างมาแชร์จะขอมาเล่าเรื่องของประเภทอุตสาหกรรมกันนะครับ ว่าถ้าหากเราแบ่งเป็นกลุ่มๆ เราจะสามารถแบ่งโรงงานอุตสาหกรรมได้เป็นกี่ประเภท ซึ่งการแบ่งตรงนี้อาจจะไม่ได้มีมาตรฐานตายตัวนะครับ แต่ทางเพจนายช่างมาแชร์อาจจะขอแบ่งตามลักษณะความคล้ายคลึงกันในลักษณะของอุปกรณ์ในกระบวนการผลิต นะครับ โดยเริ่มจาก

1. กลุ่มอุตสาหกรรมทั่วไป (General Industry)

โรงงานกลุ่มนี้จะเป็นโรงงานทั่วๆไป ที่จะเป็นกลุ่มที่กว้างที่สุด ซึ่งส่วนใหญ่จะอยู่ในรูปแบบของไลน์ผลิต ยกตัวอย่างเช่น โรงงานผลิตชิ้นส่วนต่างๆ, โรงงาน Packaging, โรงงานอุตสาหกรรมประกอบยานยนต์ เป็นต้น ซึ่งกลุ่มนี้จะใช้คนในกระบวนการผลิตค่อนข้างเยอะ โดยในกระบวนการผลิตจะเป็นลักษณะอุตสาหกรรมเบา ในการประกอบ การ Machine ต่างๆ ซึ่งจะไม่ได้มีกระบวนการที่ใช้แรงดันสูงๆ ที่มีความสุ่มเสี่ยงเยอะ

General Industry อุตสาหกรรม

2. กลุ่มอุตสาหกรรมอาหารและยา (Food & Medicine)

อุตสาหกรรมอาหารและยา คือกลุ่มอุตสาหกรรมที่มุ่งเน้นการผลิตและพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับอาหารและยาเพื่อสุขภาพของมนุษย์ ดังนั้นกลุ่มนี้จึงต้องการ “ความสะอาด” อย่างมาก หรือหลายๆคนอาจจะได้ยินคำว่า Food Grade ซึ่งเป็นมาตรฐานการทำงานโดยที่คำนึงถึงความสะอาดมากที่สุด เพื่อที่จะผลิตอาหาร และยาได้อย่างสะอาดและปลอดภัย

Clean Room ห้องสะอาด อุตสาหกรรม

3. กลุ่มโรงไฟฟ้า (Power Plant)

โรงไฟฟ้าคือสถานที่ที่ผลิตหรือกำเนิดไฟฟ้า โดยใช้หลายวิธีที่แตกต่างกันขึ้นอยู่กับแหล่งพลังงานที่ใช้มาผลิต เช่น โรงไฟฟ้าพลังงานจากเชื้อเพลิง , โรงไฟฟ้าพลังงานลม และน้ำจากเขื่อน ซึ่งกลุ่มนี้มักจะมีอุปกรณ์ที่ใช้แรงดันสูงมากๆ และของที่อยู่ในกระบวนการผลิตคือ “ไอน้ำ” ที่มีพลังงานธรรมชาติสูงมาก

4. กลุ่มปิโตรเคมี (Petrochemical Plant)

อุตสาหกรรมปิโตรเคมี คือกลุ่มอุตสาหกรรมที่มุ่งเน้นการผลิตและประมวลผลสารเคมีที่ได้มาจากปิโตเลียมหรือน้ำมันที่จากแหล่งธรรมชาติ. น้ำมันนี้สามารถนำมาใช้เป็นกลุ่มต้นฉบับที่ใช้ในการผลิตสารเคมีหลายประการ โดยกลุ่มนี้จะมีความอันตรายของสารต่างๆสูงมาก บางสารแค่สูดดมเข้าไปก็สามารถทำให้เสียชีวิตได้เลย ในกระบวนการผลิตมักจะมีแรงดันสูง และความซับซ้อนเชิงเคมีที่จะต้องไปทำกระบวนการเกิดปฏิกิริยาสูง

โดยกลุ่มของอุตสาหกรรมปิโตรเคมีแบ่งได้ดังนี้

  1. โรงงานปิโตรเคมี: ผลิตสารเคมีที่ได้จากน้ำมันที่ดก เช่น พอลิเมอร์, พลาสติก, ยางสังเคราะห์, และสารเคมีอื่น ๆ.
  2. โรงงานปิโตรเลียม: ผลิตน้ำมัน, น้ำมันหล่อเย็น, และผลิตภัณฑ์น้ำมันที่ใช้ในยา, เครื่องจักร, และอุตสาหกรรมอื่น ๆ.
  3. โรงงานเครื่องจักรอุตสาหกรรม: ผลิตเครื่องจักรและอุปกรณ์ที่ใช้ในการดำเนินกิจกรรมในโรงงานอุตสาหกรรม, ซึ่งบางครั้งมีการใช้น้ำมันหล่อเย็นหรือพลาสติก.
  4. โรงงานสารเคมีที่ใช้ในเกษตรกรรม: ผลิตสารเคมีที่ใช้ในการเพิ่มผลผลิตของพืช, ป้องกันกำจัดศัตรูพืช, และใช้ในกระบวนการเกษตรกรรมทั่วไป.
  5. โรงงานวัสดุก่อสร้าง: ผลิตวัสดุก่อสร้างที่มีต้นทุนที่มาจากปิโตรเคมี, เช่น พลาสติกสำหรับท่อน้ำ, สี, และสารเสริม.

5. กลุ่มอุตสาหกรรมเหมืองแร่ (Mining)

อุตสาหกรรมเหมืองแร่เป็นกลุ่มอุตสาหกรรมที่มุ่งเน้นการสกัดหรือผลิตแร่ ซึ่งในส่วนนี้ผมอาจจะรวมในส่วนของปูนไปด้วยนะครับ ซึ่งกลุ่มอุตสาหกรรมนี้จะมี “ฝุ่น” และความสกปรกค่อนข้างเยอะ ดังนั้นอุปกรณ์ที่ใช้ในกลุ่มนี้จะต้องลองรับการใช้งานด้วยนะครับ

แล้วพบกับสาระดีๆแบบนี้ทางด้านงานช่าง งานวิศวกรรม และอุตสาหกรรมได้ที่ นายช่างมาแชร์ นะครับ

Website: www.naichangmashare.com
Facebook: https://www.facebook.com/naichangmashare/
Blockdit :  https://www.blockdit.com/naichangmashare
Instragram: https://www.instagram.com/naichangmashare/
Twitter: https://twitter.com/naichangmashare
Youtube: https://www.youtube.com/channel/UCmIPiSeg-uy4k8JYSmknp_g

#นายช่างมาแชร์