SCGC เผยโรงงาน LSP ปิโตรเคมีครบวงจรแห่งแรกในเวียดนาม เริ่มเดินเครื่องจักรและทดสอบประสิทธิภาพการเดินโรงงานทั้งระบบ เตรียมผลิตเม็ดพลาสติกคุณภาพสูงป้อนตลาดโลก

0
4 โรงงาน LSP ปิโตรเคมีครบวงจรแห่งแรกในเวียดนาม
4 โรงงาน LSP ปิโตรเคมีครบวงจรแห่งแรกในเวียดนาม

ลองเซิน บ่าเหรี่ยะ-หวุงเต่า (Ba Ria Vung Tau), ประเทศเวียดนาม – วันที่ 26 ธันวาคม 2566 : เอสซีจี เคมิคอลส์ หรือ เอสซีจีซี (SCGC) เผยถึงความคืบหน้าของโครงการ LSP ปิโตรเคมีครบวงจรแห่งแรกของประเทศเวียดนาม (Long Son Petrochemicals) โดยล่าสุด ได้เริ่มเดินเครื่องจักร และจะดำเนินการทดสอบประสิทธิภาพการเดินโรงงานตลอดทั้งระบบเพื่อความมั่นใจสูงสุดในด้านความปลอดภัย และคุณภาพการผลิต โดยคำนึงถึงสิ่งแวดล้อมและชุมชนเป็นสำคัญ ทั้งนี้ มีเป้าหมายเพื่อขับเคลื่อนอุตสาหกรรมเคมีภัณฑ์ในประเทศเวียดนาม ช่วยลดการนำเข้า พร้อมทั้งส่งเสริมการเติบโตของอุตสาหกรรมปลายน้ำ ซึ่งจะช่วยผลักดันการเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะยาวและยกระดับคุณภาพชีวิต โดยมุ่งผลิตสินค้าคุณภาพมาตรฐานสากล ภายใต้แนวทาง ESG เพื่อความยั่งยืน ทั้งนี้ LSP จะเริ่มผลิตเม็ดพลาสติกคุณภาพสูงเพื่อป้อนตลาดโลก ด้วยกำลังการผลิตโอเลฟินส์ 1.35 ล้านตันต่อปี และพอลิโอเลฟินส์ 1.4 ล้านตันต่อปี

นายธนวงษ์ อารีรัชชกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เอสซีจี เคมิคอลส์ จำกัด (มหาชน) หรือ SCGCเผยว่า “โครงการ LSP มีความคืบหน้าตามแผน โดยเริ่มเดินเครื่องจักรและจะทำการทดสอบประสิทธิภาพการเดินโรงงานตลอดทั้งระบบต่อไป ทั้งนี้ ระหว่างการทดสอบประสิทธิภาพฯ  LSP จะผลิตเม็ดพลาสติกคุณภาพสูง อาทิ พอลิเอทิลีน (PE) และพอลิโพรพิลีน (PP) เพื่อจำหน่ายให้แก่ลูกค้าทั้งในและต่างประเทศ ซึ่งจะช่วยทดแทนการนำเข้าพอลิโอเลฟินส์ และเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของอุตสาหกรรมเคมีภัณฑ์ในประเทศเวียดนาม”

ทั้งนี้ โครงการ LSP ได้นำแนวทาง ESG เพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืนมาใช้ในการดำเนินธุรกิจ โดยกระบวนการผลิตได้รับการออกแบบและติดตั้งด้วยเทคโนโลยีดิจิทัลที่ทันสมัยตลอดทั้งกระบวนการ เพื่อความปลอดภัยและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม สามารถผลิตเม็ดพลาสติกคุณภาพสูงด้วยมาตรฐานเทียบเท่าระดับโลก โดยมีเป้าหมายเพื่อขับเคลื่อนอุตสาหกรรมเคมีภัณฑ์ในประเทศเวียดนาม ช่วยลดการนำเข้า พร้อมทั้งส่งเสริมการเติบโตของอุตสาหกรรมปลายน้ำ ซึ่งจะช่วยผลักดันการเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะยาว และยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้คน

แล้วพบกับสาระดีๆแบบนี้ทางด้านงานช่าง งานวิศวกรรม และอุตสาหกรรมได้ที่ นายช่างมาแชร์ นะครับ

Website: www.naichangmashare.com
Facebook: https://www.facebook.com/naichangmashare/
Blockdit :  https://www.blockdit.com/naichangmashare
Instragram: https://www.instagram.com/naichangmashare/
Twitter: https://twitter.com/naichangmashare
Youtube: https://www.youtube.com/channel/UCmIPiSeg-uy4k8JYSmknp_g

#นายช่างมาแชร์ 

ประเทศจีนออกแผนการใหม่ มุ่งส่งเสริมการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรฟอสฟอรัส

0
จีนออกแผนการใหม่ มุ่งส่งเสริมการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรฟอสฟอรัส
จีนออกแผนการใหม่ มุ่งส่งเสริมการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรฟอสฟอรัส

สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า เมื่อไม่นานนี้ จีนได้ออกแผนการเพื่อปรับปรุงการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรฟอสฟอรัส ด้วยเป้าหมายเพิ่มประสิทธิผลและประสิทธิภาพในอนาคต แผนการข้างต้นที่ออกโดยหน่วยงานรัฐ 8 แห่ง ซึ่งรวมถึงกระทรวงอุตสาหกรรมและเทคโนโลยีสารสนเทศ และคณะกรรมการพัฒนาและปฏิรูปแห่งชาติจีนระบุว่า ภายในปี 2569 จีนคาดว่าจะมีการปรับปรุงอย่างต่อเนื่องในด้านนวัตกรรม ความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และความปลอดภัยของอุตสาหกรรมเคมีฟอสฟอรัส ขณะที่ผลผลิตผลิตภัณฑ์ฟอสฟอรัสขั้นสูงเพิ่มขึ้นอย่างมาก

ผลกระทบใน Supply Chain ของ ฟอสฟอรัส

แผนการดังกล่าวยังคาดหวังการสร้างความก้าวหน้าในการดำเนินความร่วมมือข้ามภูมิภาคอย่างลึกซึ้ง การเสริมสร้างห่วงโซ่อุตสาหกรรมและห่วงโซ่อุปทานให้แข็งแกร่ง พร้อมเน้นย้ำวัตถุประสงค์การพัฒนาซึ่งมีศูนย์กลางอยู่ที่การเติบโตที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม การเพิ่มประสิทธิภาพโครงสร้างทางอุตสาหกรรม การพัฒนาที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และการบ่มเพาะกลุ่มอุตสาหกรรม อีกทั้งระบุถึงมาตรการสำหรับการบรรลุเป้าหมายเหล่านี้

ทั้งนี้ จีนเป็นผู้ผลิตแร่ฟอสเฟตและสารเคมีฟอสฟอรัสรายใหญ่ที่สุดในโลก โดยมีทรัพยากรมหาศาลและระบบอุตสาหกรรมรอบด้านในภาคส่วนนี้

แล้วพบกับสาระดีๆแบบนี้ทางด้านงานช่าง งานวิศวกรรม และอุตสาหกรรมได้ที่ นายช่างมาแชร์ นะครับ

Website: www.naichangmashare.com
Facebook: https://www.facebook.com/naichangmashare/
Blockdit :  https://www.blockdit.com/naichangmashare
Instragram: https://www.instagram.com/naichangmashare/
Twitter: https://twitter.com/naichangmashare
Youtube: https://www.youtube.com/channel/UCmIPiSeg-uy4k8JYSmknp_g

#นายช่างมาแชร์ 

Bosch ผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์จากเยอรมนี ประกาศปลดพนักงาน 1,500 ตำแหน่ง จากการเปลี่ยนแปลงมาใช้รถ EV

0
Bosch ผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์จากเยอรมนี ประกาศปลดพนักงาน 1,500 ตำแหน่ง จากการเปลี่ยนแปลงมาใช้รถ EV
Bosch ผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์จากเยอรมนี ประกาศปลดพนักงาน 1,500 ตำแหน่ง จากการเปลี่ยนแปลงมาใช้รถ EV

Bosch ผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ จำเป็นต้องปลดพนักงาน2 แห่งในเยอรมันสูงสุด 1,500 คน ภายในปี 2025เพื่อลดจำนวนพนักงานให้สอดคล้องกับความต้องการและเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงไปในอุตสาหกรรมยานยนต์ที่เริ่มหันมาผลิตรถยนต์ไฟฟ้า EV แทนทำให้บริษัทผลิตชิ้นส่วนได้น้อยลง

ข้อมูลจาก Reuters ระบุว่า บริษัท Robert Bosch GmbH หรือที่รู้จักกันทั่วไปว่า Bosch (บ๊อช) ผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ รวมไปถึง เครื่องมือไฟฟ้า และสินค้าอิเล็กทรอนิกซ์รายใหญ่ของเยอรมนี  ประกาศแผนที่ปลดพนักงานออกอย่างน้อย 1,500 ตำแหน่ง จากโรงงานผลิตสองแห่งในเยอรมันได้แก่ โรงงานในเมือง Stuttgart-Feuerbach และ Schwieberdingen ภายในปีหน้าเพื่อปรับตัวรับมือกับการเปลี่ยนแปลงไปสู่รถยนต์ไฟฟ้า EV 

การเปลี่ยนแปลงไปสู่รถยนต์ไฟฟ้าส่งผลกระทบต่อพนักงานของบริษัทโดยตรง เนื่องจากรถยนต์ไฟฟ้ามีการใช้ชิ้นส่วนน้อยกว่ารถยนต์ที่ใช้น้ำมันเชื้อเพลิง ทำให้บริษัทจำเป็นต้องปรับลดจำนวนพนักงานลง โดยเฉพาะพนักงานในตำแหน่ง Research Development (R&D) หรือพนักงานพัฒนางานวิจัย ซึ่งอาจมากถึง 15% ของบริษัท ที่จะถูกปลดออก นอกจากนี้ Bosch ยังต้องเผชิญกับต้นทุนและค่าใช้จ่ายด้านบุคลากรที่สูง ประกอบกับรายได้จากอุตสาหกรรมยานยนต์สันดาปที่กำลังซบเซาลง

การเข้ามาของรถ EV

“เรากำลังเผชิญกับความท้าทายที่รุนแรงกว่าที่คาดไว้ในช่วงต้นปี … แม้ว่าเราต้องการรักษาระดับการจ้างงานของเราให้ดีที่สุดด้วยผลิตภัณฑ์ใหม่และการฝึกอบรมที่หลากหลาย แต่เราจะต้องปรับระดับการจ้างงานให้สอดคล้องกับสถานการณ์การสั่งซื้อในบางพื้นที่

เวลานี้เหล่า ผู้ประกอบการด้านยานยนต์ในเยอรมนีกำลังเผชิญกับความเปลี่ยนแปลงไปสู่รถยนต์ไฟฟ้าส่งผลกระทบต่อหลายภาคส่วนที่เกี่ยวข้องในอุตสาหกรรมยานยนต์ อาทิ

  • ผู้ผลิตรถยนต์ จำเป็นต้องปรับตัวการผลิตและลงทุนในเทคโนโลยีใหม่ ๆ เพื่อผลิตรถยนต์ไฟฟ้า
  • ด้านผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ จำเป็นต้องปรับตัวการผลิตให้สอดคล้องกับความต้องการชิ้นส่วนของรถยนต์ไฟฟ้า ซึ่งอาจทำให้ต้องลดจำนวนพนักงานหรือปิดโรงงานบางแห่ง
  • ซัพพลายเชนในอุตสาหกรรมยานยนต์ จำเป็นต้องปรับตัวให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของผู้ผลิตรถยนต์และผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์
  • แรงงานในอุตสาหกรรมยานยนต์ อาจได้รับผลกระทบจากการเลิกจ้างหรือการปรับลดชั่วโมงการทำงาน

การเปลี่ยนแปลงไปสู่รถยนต์ไฟฟ้ายังส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศเยอรมนี เนื่องจากเยอรมนี เป็นผู้ผลิตที่มีบทบาทสําคัญระดับโลกและถือเป็นผู้ผลิตรถยนต์เป็นอันดับสี่ของโลก เป็นรองแค่ จีน สหรัฐอเมริกาและญี่ปุ่น  หากผู้ผลิตรถยนต์และผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ต้องปรับตัวและปรับลดจำนวนพนักงานลง อาจส่งผลกระทบต่อรายได้และอัตราการว่างงานในประเทศเยอรมนี

อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนแปลงไปสู่รถยนต์ไฟฟ้าก็ก่อให้เกิดโอกาสใหม่ ๆ เช่นกัน ตัวอย่างเช่น ผู้ผลิตรถยนต์และผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์อาจต้องลงทุนในเทคโนโลยีใหม่ ๆ เช่น แบตเตอรี่ มอเตอร์ไฟฟ้า และระบบควบคุมอัตโนมัติ ซึ่งอาจสร้างงานใหม่ ๆ ขึ้นมาทดแทนงานที่ถูกทดแทนด้วยรถยนต์ไฟฟ้า

แล้วพบกับสาระดีๆแบบนี้ทางด้านงานช่าง งานวิศวกรรม และอุตสาหกรรมได้ที่ นายช่างมาแชร์ นะครับ

Website: www.naichangmashare.com
Facebook: https://www.facebook.com/naichangmashare/
Blockdit :  https://www.blockdit.com/naichangmashare
Instragram: https://www.instagram.com/naichangmashare/
Twitter: https://twitter.com/naichangmashare
Youtube: https://www.youtube.com/channel/UCmIPiSeg-uy4k8JYSmknp_g

#นายช่างมาแชร์ 

OR ตั้งเป้าสร้าง PTT Station แบบ ‘ไร้น้ำมัน’ และใช้หัวชาร์จ EV 100%

0
OR ตั้งเป้าสร้าง PTT Station แบบ ‘ไร้น้ำมัน’ และใช้หัวชาร์จ EV 100%
OR ตั้งเป้าสร้าง PTT Station แบบ ‘ไร้น้ำมัน’ และใช้หัวชาร์จ EV 100%

OR แย้มแผนรุกธุรกิจ ความงาม-โรงแรม ภายในปี 2567 ย้ำทุกนาทีเร่งเปิดหัวชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า พร้อมจำหน่ายน้ำมันมาตรฐานยูโร 5 ตามข้อบังคับของรัฐ

นายดิษทัต ปันยารชุน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ OR เปิดเผยว่า บริษัทมีแผนเปิดสถานีบริการน้ำมันรูปแบบใหม่ภายใต้คอนเซปต์แห่งอนาคต ด้วยการไม่มีหัวจ่ายน้ำมันให้บริการ จะมีเพียงแต่สถานีชาร์จไฟฟ้า (Charging Stations) และ ร้านค้าในกลุ่มธุรกิจ Non-Oil เพียงอย่างเดียว ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการดำเนินการศึกษาและวางแผนก่อสร้างคาดว่าจะแล้วเสร็จในช่วงปลายปี 2567

ทั้งนี้ บริษัทยังมีแผนการขยายธุรกิจสู่กลุ่ม Health&Beauty ซึ่งมีแผนที่จะขยายธุรกิจเข้าสู่สินค้าเครื่องสำอางค์และความงาม โดยปัจจุบันอยู่ระหว่างการเจรจากับพันธมิตรทางธุรกิจสัญชาติเกาหลี โดยคาดว่าจะได้ข้อสรุปภายในไตรมาส 1/2567 รวมถึง ธุรกิจโรงแรม ซึ่งอยู่ระหว่างการก่อสร้างคาดว่าจะแล้วเสร็จในช่วง 5-6 เดือนจากนี้

ขณะที่ ล่าสุดบริษัทได้ใช้เงินลงทุนราว 600 ล้านบาท ในการก่อสร้างสถานีบริการ พีทีที สเตชั่น แฟลกชิป วิภาวดี 62 (PTT Station Flagship วิภาวดี 62) ซึ่งเป็นต้นแบบสถานีบริการที่จะสะท้อนให้เห็นถึงแนวคิดในการดำเนินธุรกิจของ OR ที่พร้อมสร้างโอกาสให้ผู้คน ชุมชน สิ่งแวดล้อม เติบโตไปด้วยกันอย่างยั่งยืน ตามแนวคิด SDG ในแบบของ OR ในทุกมิติ

นายดิษทัต กล่าวว่า พีทีที สเตชั่น แฟลกชิป วิภาวดี 62 มีพื้นที่กว่า 5,000 ตารางเมตร และเป็นสถานีบริการที่เป็นต้นแบบหรือแฟลกชิป (Flagship) ที่สมบูรณ์แบบที่สุดของ OR โดยมีสัดส่วนของ ธุรกิจ Non-Oil สูงได้ 80% ของสถานี และอีก 20% เป็นธุจกิจ Mobility และยังถือเป็นสถานีบริการต้นแบบสำหรับการออกแบบสู่การขยาย พีทีที สเตชั่น ในอนาคตอีกด้วย

สำหรับ ปัจจุบันแผนการขยายสถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า (Charging Stations) ในปี 2567 จะเพิ่มขึ้นอย่างน้อย 500-600 แห่ง ทั่วประเทศ โดยในส่วนของ OR มุ่งเน้นการขยายสถานีชาร์จใน พีทีที สเตชั่น เป็นหลัก และในปี 2573 จะมีจุดชาร์จรถยนต์ไฟฟ้ามากกว่า 7,000 หัวชาร์จ ตามแผนที่วางไว้

เราเร่งขยายสถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าให้เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วที่สุดเท่าที่เราสามรถทำได้ โดยวันนี้จุดยืนของ ปตท. ก้าวข้ามธุรกิจ Mobility ไปแล้ว

อย่างไรก็ตาม การประกาศของภาครัฐในการบังคับใช้น้ำมันมาตรฐานยูโร 5 ซึ่งจะมีผลบังคับใช้วันที่ 1 มกราคม 2567 ซึ่งวันนี้ OR มีความพร้อมรองรับความต้องการด้วยการให้บริการน้ำมันเชื้อเพลิงที่มีค่ามาตรฐานใหม่กว่า 300 แห่งทั่วประเทศ โดยยืนยันว่าจะพร้อมให้บริการตามมาตรการของรัฐและความพร้อมของผู้บริโภคอย่างแน่นอน

แล้วพบกับสาระดีๆแบบนี้ทางด้านงานช่าง งานวิศวกรรม และอุตสาหกรรมได้ที่ นายช่างมาแชร์ นะครับ

Website: www.naichangmashare.com
Facebook: https://www.facebook.com/naichangmashare/
Blockdit :  https://www.blockdit.com/naichangmashare
Instragram: https://www.instagram.com/naichangmashare/
Twitter: https://twitter.com/naichangmashare
Youtube: https://www.youtube.com/channel/UCmIPiSeg-uy4k8JYSmknp_g

#นายช่างมาแชร์ 

บริษัท Nippon Steel Corporation (NSC) ซึ่งเป็นผู้นำอุตสาหกรรมเหล็กของญี่ปุ่น ควักเงิน 14,100 ล้านดอลลาร์ เพื่อซื้อธุรกิจ United States Steel Corporation 

0
บริษัท Nippon Steel Corporation (NSC) ซึ่งเป็นผู้นำอุตสาหกรรมเหล็กของญี่ปุ่น ควักเงิน 14,100 ล้านดอลลาร์ เพื่อซื้อธุรกิจ United States Steel Corporation 
บริษัท Nippon Steel Corporation (NSC) ซึ่งเป็นผู้นำอุตสาหกรรมเหล็กของญี่ปุ่น ควักเงิน 14,100 ล้านดอลลาร์ เพื่อซื้อธุรกิจ United States Steel Corporation 

บริษัท Nippon Steel Corporation (NSC) ซึ่งเป็นผู้นำอุตสาหกรรมเหล็กของญี่ปุ่น ควักเงิน 14,100 ล้านดอลลาร์ เพื่อซื้อธุรกิจ United States Steel Corporation ที่เป็นบริษัทเก่าแก่ถึง 122 ปีและเป็นที่รู้จักมากที่สุดแห่งหนึ่งในแวดวงเหล็กของสหรัฐฯ

บริษัทเหล็กชั้นนำของสหรัฐฯ แห่งนี้เปิดรับข้อเสนอซื้อกิจการของตนมาตั้งแต่เมื่อเดือนสิงหาคม ก่อนที่จะตัดสินใจรับข้อเสนอเป็นเงินสดจากญี่ปุ่น โดย เดวิด บี เบอร์ริตต์ ซีอีโอของบริษัท ระบุในแถลงการณ์ว่า “NSC มีประวัติการเข้าซื้อ ดำเนินกิจการ และทำการลงทุนในโรงงานผลิตเหล็กทั่วโลกในระดับที่เป็นที่ยอมรับไปทั่ว และเราก็มั่นใจว่า การควบรวมกิจการครั้งนี้จะเป็นผลดีที่สุดต่อทุกฝ่าย”

กำลังการผลิตเหล็กกำลังแซงจีน

นอกจากนี้ หลังการควรบรวมกิจการ Nippon Steel จะมีกำลังการผลิตเหล็กดิบทั่วโลกราว 86 ล้านตันต่อปี ซึ่งจะปูทางไปสู่เป้าหมาย 100 ล้านตันต่อปี แซงหน้า ArcelorMittal SA ซึ่งมีสำนักงานใหญ่ในลักเซมเบิร์ก ซึ่งจากการนำเสนอของบริษัทและการคำนวณของ Bloomberg จะมีเพียง China Baowu Steel Group Corp. ที่รัฐบาลจีนเป็นเจ้าของเท่านั้นที่มีกำลังการผลิตมากกว่า Nippon Steel หลังการควบรวม

อย่างไรก็ตาม Nippon Steel คาดว่าจะสามารถปิดข้อตกลงดังกล่าวในช่วงไตรมาส 2 หรือ 3 ของปี 2024 โดยขึ้นอยู่กับการอนุมัติของที่ประชุมผู้ถือหุ้นของ U.S. Steel และการอนุมัติจากหน่วยงานควบคุมกฎระเบียบในสหรัฐฯ

ดำเนินกิจการต่อและคงชื่อ U.S. Steel ไว้

Takahiro Mori รองประธานบริหาร Nippon Steel กล่าวว่า หลังจากนี้แผนของ Nippon คือการดำเนินการต่อตามแผนที่มีอยู่ของ U.S. Steel รวมถึงดำเนินโครงการ Big River ให้เสร็จสิ้น และจะยังดำเนินการสินทรัพย์การผลิตเหล็กแบบเดิมต่อไป

นอกจากนี้ ทั้งสองบริษัทตกลงในการคงชื่อ U.S. Steel ไว้ โดย Nippon ยังกล่าวอีกว่า จะปฏิบัติตามข้อตกลงทั้งหมดที่ U.S. Steel มีกับ USW สหภาพแรงงานของบริษัท ทั้งนี้ รายงานข่าวยังระบุอีกว่า Citigroup Inc. จะทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาทางการเงินให้กับ Nippon Steel ในขณะที่ Barclays Plc, Goldman Sachs Group Inc. และ Evercore Inc. รับหน้าที่ที่ปรึกษาให้กับ U.S. Steel ต่อไป

แล้วพบกับสาระดีๆแบบนี้ทางด้านงานช่าง งานวิศวกรรม และอุตสาหกรรมได้ที่ นายช่างมาแชร์ นะครับ

Website: www.naichangmashare.com
Facebook: https://www.facebook.com/naichangmashare/
Blockdit :  https://www.blockdit.com/naichangmashare
Instragram: https://www.instagram.com/naichangmashare/
Twitter: https://twitter.com/naichangmashare
Youtube: https://www.youtube.com/channel/UCmIPiSeg-uy4k8JYSmknp_g

#นายช่างมาแชร์ 

เนเจอร์เวิร์คส์ พร้อมเดินหน้าการลงทุนโพลิเมอร์ชีวภาพในไทย ตอบโจทย์ความยั่งยืนระดับโลก

0
เนเจอร์เวิร์คส์ พร้อมเดินหน้าการลงทุนโพลิเมอร์ชีวภาพในไทย ตอบโจทย์ความยั่งยืนระดับโลก
เนเจอร์เวิร์คส์ พร้อมเดินหน้าการลงทุนโพลิเมอร์ชีวภาพในไทย ตอบโจทย์ความยั่งยืนระดับโลก

เนเจอร์เวิร์คส์ หนึ่งในบริษัทร่วมทุนของ GC ผู้นำการผลิตเม็ดพลาสติกชีวภาพ พอลิแลคติคแอซิด (PLA) อันดับหนึ่งของโลก รุดหน้าการก่อสร้างโรงงานผลิตโพลิเมอร์ชีวภาพ (Biopolymer) แบบครบวงจรแห่งใหม่ ในจังหวัดนครสวรรค์ ประเทศไทย โดยคาดว่าจะแล้วเสร็จในปี 2568 มีกำลังการผลิตโพลิเมอร์ชีวภาพ ภายใต้แบรนด์ Ingeo จำนวน 75,000 ตันต่อปี โดยใช้อ้อยจากเกษตรกรท้องถิ่นเป็นวัตถุดิบตั้งต้น เน้นตอบโจทย์ความต้องการของตลาดที่เพิ่มขึ้นในเอเชียแปซิฟิก

อ่านบทความสัมภาษณ์คุณ Bill Suehr, Chief Operating Officer – NatureWorks ฉบับเต็มได้ที่ https://www.textiletechnology.net/

แล้วพบกับสาระดีๆแบบนี้ทางด้านงานช่าง งานวิศวกรรม และอุตสาหกรรมได้ที่ นายช่างมาแชร์ นะครับ

Website: www.naichangmashare.com
Facebook: https://www.facebook.com/naichangmashare/
Blockdit :  https://www.blockdit.com/naichangmashare
Instragram: https://www.instagram.com/naichangmashare/
Twitter: https://twitter.com/naichangmashare
Youtube: https://www.youtube.com/channel/UCmIPiSeg-uy4k8JYSmknp_g

#นายช่างมาแชร์ 

EPR ทางรอดแก้ ขยะพลาสติกยั่งยืน GC แชร์โรงงาน Envicco จิ๊กซอว์ขับเคลื่อนรีไซเคิล

0
epr-green-plastic-envicco-gc
epr-green-plastic-envicco-gc

ปัญหา ขยะพลาสติก เป็นหนึ่งในปัญหาที่ผู้คนทั่วโลกกำลังให้ความสนใจ เนื่องจากแนวโน้มการเกิดขยะพลาสติกนั้นมีมากขึ้นทุกปี ซึ่งถ้าอ้างอิงตามงานวิจัยระดับโลกจะพบว่าช่วงเวลาที่ผ่านมามีปริมาณขยะพลาสติกรั่วไหลสู่ท้องทะเลมากกว่า 13 ล้านตันต่อปี ซึ่งมีเพียงร้อยละ 5 ที่พบเห็นเป็นชิ้นส่วนลอยอยู่ในทะเล ส่วนที่เหลือมักจม หรือล่องลอยไปตามกระแสน้ำอยู่ใต้ท้องมหาสมุทรทั่วโลก ซึ่งปริมาณขยะพลาสติกที่ไม่ได้รับการจัดการอย่างถูกวิธีเหล่านี้ บางชิ้นอาจจะใช้เวลาย่อยสลายนานถึง 450 ปี

สำหรับปัญหา ขยะพลาสติก ในประเทศไทย อ้างอิงจากรายงานของ Jemback et al ได้ระบุไว้ชัดเจนว่า ไทยสร้างปริมาณขยะทางทะเลและขยะมูลฝอยสูงเป็นอันดับ 6 ของประเทศที่มีปริมาณขยะเยอะที่สุดในโลก และมีขยะมากถึง 27.40 ล้านตันต่อปี โดยในจำนวนนี้เป็นขยะพลาสติกมากถึง 2 ล้านตัน จากข้อมูลนี้เองที่ทำให้รัฐบาลยกประเด็นปัญหาขยะทะเลเป็นวาระแห่งชาติ เพื่อสร้างความตื่นตัวในการจัดการขยะโดยเฉพาะขยะพลาสติกของทุกภาคส่วนให้มากขึ้น

เมื่อกลไก EPR ไม่ใช่ ทางเลือก แต่เป็น ทางรอด

ก่อนอื่นมาทำความเข้าใจ กฎหมาย EPR หรือ Extended Producer Responsibility ซึ่งเป็นเหตุผลสำคัญให้อุตสาหกรรมพลาสติกไทยต้องปรับตัวครั้งใหญ่ เนื่องจากปัญหา ขยะพลาสติก กลายมาเป็น Hot issue ในแวดวงสิ่งแวดล้อมมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งที่ผ่านมามีการนำเสนอมาตรการจัดการกับ ขยะพลาสติก ในหลากหลายมิติ อย่างภาครัฐของไทยก็ได้กำหนดทั้งมาตรการและกฎหมายเพื่อควบคุมปริมาณการผลิตและการใช้พลาสติก และจัดทำ Roadmap การจัดการขยะพลาสติก (พ.ศ. 2561 – 2573)
โดยในครั้งนี้ได้มีการขอความร่วมมือทั้งจากภาครัฐ เอกชน และประชาชนให้เลิกใช้พลาสติกแบบใช้ครั้งเดียว (single – use plastics) 7 ชนิด ตั้งแต่วันที่ 26 ธันวาคม พ.ศ. 2561 ได้แก่ พลาสติกหุ้มฝาขวดน้ำดื่ม ไมโครบีดส์ ผลิตภัณฑ์พลาสติกที่มีส่วนผสมของสารประเภทอ็อกโซ่ (ภายในปี พ.ศ. 2562) ถุงพลาสติกหูหิ้วความหนาน้อยกว่า 36 ไมครอน กล่องโฟมบรรจุอาหาร (ภายในปี พ.ศ. 2565) แก้วพลาสติกแบบใช้ครั้งเดียว และหลอดพลาสติก (ภายในปี พ.ศ. 2568) และยังตั้งเป้าให้ขยะพลาสติกทั้ง 7 ชนิดสามารถนำกลับมาใช้ประโยชน์ให้ได้ 100% ภายในปี พ.ศ. 2570
ส่วนในระดับโลก ได้กำหนดนโยบายและมาตรการด้านสิ่งแวดล้อมที่ส่งผลต่ออุตสาหกรรมการส่งออกบรรจุภัณฑ์พลาสติกไทยครั้งสำคัญ นั่นคือ กฎหมาย EPR ย่อมาจาก Extended Producer Responsibility ซึ่งเป็นข้อบังคับทางกฎหมาย และเป็นเครื่องมือที่ช่วยให้ผู้ผลิตสร้างความรับผิดชอบไปยังช่วงต่างๆ ของวงจรชีวิตบรรจุภัณฑ์ ให้ครอบคลุมตลอดวงจรชีวิตของสินค้าและบรรจุภัณฑ์ ตั้งแต่การออกแบบ การผลิต ไปจนถึงการจัดการบรรจุภัณฑ์ใช้แล้วให้ถูกต้องตามหลักการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
โดยในแต่ละประเทศจะมีระบบการจัดเก็บค่าธรรมเนียม EPR ที่ไม่เหมือนกัน ขึ้นอยู่กับรูปแบบการจัดการของแต่ละประเทศที่นำไปปรับใช้ โดยผู้ที่ต้องรับผิดชอบจ่ายค่าธรรมเนียม คือ ผู้ใช้แพคเกจจิ้ง หรือ เจ้าของผลิตภัณฑ์ ทั้งนี้สิ่งที่จะสามารถช่วยให้เจ้าของผลิตภัณฑ์ สามารถลดค่าธรรมเนียม EPRได้คือ ผู้ผลิตแพคเกจจิ้ง จะต้องใช้วัตถุดิบ ที่ออกแบบมาเพื่อการรีไซเคิล มีสัดส่วนการใช้วัสดุรีไซเคิลในการผลิตผลิตภัณฑ์ หรือ วัสดุที่ได้รับรองว่าสามารถนำกลับมารีไซเคิลหรือประโยชน์ใหม่ได้ และแน่นอนว่า กฎหมาย EPR ก็ได้ส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการไทยที่ต้องตกอยู่ภายใต้การบังคับใช้ร่างกฏหมาย EPR ด้วย ซึ่งจะก่อให้เกิดผลกระทบสำคัญใน 4 ด้าน คือ
1. ด้านเศรษฐกิจ ต้นทุนการดำเนินธุรกิจจะสูงขึ้น
2. ด้านกฎหมาย ผู้ประกอบการที่ไม่ปฏิบัติตามหลักการ EPR จะได้รับความเสี่ยงจากการดำเนินการและค่าปรับ
3. ด้านภาพลักษณ์ ผู้บริโภคจะมีความเชื่อมั่นและเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม
4. ด้านสิ่งแวดล้อม เมื่อปฏิบัติตามหลัก EPR จะสามารถลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ตลอดจนได้วัสดุที่มีคุณภาพดีและสามารถหมุนเวียนนำไปใช้ใหม่ได้
ด้วยผลกระทบที่เกิดขึ้นเหล่านี้นี่เองที่ทำให้ผู้ประกอบการไทยต้องปรับตัว เพราะในหลายประเทศได้นำหลักการความรับผิดชอบที่เพิ่มขึ้นของผู้ผลิต (EPR) มาปรับใช้เพื่อจัดการผลิตภัณฑ์และบรรจุภัณฑ์หลังการบริโภคได้หลากหลายประเภท อย่างประเทศในยุโรป ญี่ปุ่น เกาหลีไต้ ไต้หวันได้นำหลักการ EPR มาเป็นพื้นฐานในการออกกฎหมายเพื่อจัดการผลิตภัณฑ์บางประเภทที่อันตราย ยากต่อการจัดการ เช่น แบตเตอรี่ ซึ่งมีรายงานที่บ่งชี้ว่าประเทศที่มี กฎหมาย EPR จะมีอัตราการเก็บรวบรวมขยะบรรจุภัณฑ์มารีไซเคิลสูงที่สุดอีกด้วย และไทยเป็นอีกหนึ่งประเทศที่กำลังผลักดัน EPR จากความร่วมมือไปสู่ภาคบังคับใช้

ชี้การรับมือ EPR ที่ภาคเอกชนไทย ต้องรีบเรียนรู้และปรับตัว

จากสถานการณ์ทั้งหมดทำให้ พีทีที โกลบอล เคมิคอล หรือ GC ในฐานะผู้นำธุรกิจเคมีภัณฑ์ระดับสากล เพื่อสร้างสรรค์คุณภาพชีวิต ร่วมกับ ENVICCO โรงงานผลิตเม็ดพลาสติกรีไซเคิลคุณภาพสูง มาตรฐานระดับโลกแห่งแรกในประเทศไทย เจ้าของแบรนด์ “InnoEco” ได้ร่วมกันจัดเวทีสัมมนาออนไลน์เรื่อง “พลาสติกรีไซเคิล ทางเลือกหรือทางรอด” เพื่อให้ความรู้เรื่องหลักการ Extended Producer Responsible (EPR) หรือหลักการขยายความรับผิดชอบของผู้ผลิต ไปยังช่วงต่างๆ ของวงจรชีวิตผลิตภัณฑ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในขั้นตอนการรับคืน การรีไซเคิลและการกำจัดซากผลิตภัณฑ์เพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นเรื่องที่ภาคธุรกิจไทยต้องรู้ เพื่อเตรียมตัวปรับแนวทางการดำเนินธุรกิจให้สอดคล้องกับกลไกนี้ที่ทั่วโลกได้บังคับใช้รวมถึงประเทศไทยที่กำลังดำเนินการ
เพื่อเป็นแนวทางให้ภาคธุรกิจไทย เตรียมตัวปรับเปลี่ยนการทำธุรกิจ ให้สอดรับกับกลไก EPR ซึ่งจะเพิ่มขีดความสามารถให้ธุรกิจขยายไปต่างประเทศได้ ดร.สุจิตรา วาสนาดำรงดี นักวิจัยชำนาญการ สถาบันวิจัยสภาวะแวดล้อม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้อธิบายเพิ่มเติมในหัวข้อ “การเตรียมรับมือกับ EPR ของภาคธุรกิจเอกชน”
“ขณะที่ทั่วโลกกำลังตระหนักถึงปัญหาขยะพลาสติกเพราะกลายเป็นไมโครพลาสติกปนเปื้อนในมหาสมุทร สร้างปัญหาสิ่งแวดล้อมระดับโลก ล่าสุดองค์การสหประชาชาติ (UN) ได้กำหนดเป้าหมายจะมีข้อตกลงฉบับใหม่เกี่ยวกับขยะพลาสติกภายในปี 2567 บนพื้นฐานการจัดการพลาสติกอย่างยั่งยืน และตามหลักการเศรษฐกิจหมุนเวียน โดยประเทศสมาชิกได้เริ่มการเจรจาเรื่องนี้ไปแล้วเมื่อช่วงปลายปี 2565 ประกอบกับแนวโน้มการออกกฎหมายของประเทศต่างๆ พบว่า ร่างกฎหมายของสหภาพยุโรป ร่างกฎหมายของประเทศฟิลิปปินส์ แผน Roadmap ของไต้หวันและมาเลเซีย ฯลฯ ได้ขยายขอบเขตครอบคลุมพลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวทิ้งมากขึ้น”
ด้วยเหตุนี้ นักวิจัยชำนาญการ สถาบันวิจัยสภาวะแวดล้อม จุฬาฯ จึงได้เสนอว่า “ดังนั้น อนาคตอันใกล้นี้ รีไซเคิลคอนเทนต์ หรือสัดส่วนวัสดุรีไซเคิลในบรรจุภัณฑ์หรือผลิตภัณฑ์จะถูกกำหนดเป็นภาคบังคับมากขึ้น ซึ่งกรณีนี้จะเชื่อมโยงกับพลาสติกรีไซเคิลอย่างชัดเจน”
“เพราะว่าตอนนี้เริ่มมีการออกข้อบังคับให้บรรจุภัณฑ์พลาสติกต้องกำหนดสัดส่วนผสมพลาสติกรีไซเคิลไม่น้อยกว่าเท่านั้นเท่านี้เปอร์เซ็นต์ เป็นต้น ซึ่งเรื่องนี้อาจจะส่งผลให้ภาคธุรกิจต้องปรับตัว เพราะแนวโน้มหลายๆ ประเทศทั่วโลกกำลังดำเนินการคล้ายๆ กัน นอกจากนี้ ยังมีอนุสัญญามลพิษพลาสติกฉบับใหม่ที่ทางสหประชาชาติกำลังเจรจายกร่างกันอยู่ และคาดว่าจะมีผลบังคับใช้ปีนี้หรือประกาศใช้ในปี 2567”

การแก้ปัญหาแบบยั่งยืน ประเทศไทยต้องเริ่มจากวิธีการผลิตและการบริโภค ซึ่งพบว่าผู้ผลิตยังไม่ค่อยมีแนวคิดเรื่อง EPR เพื่อช่วยแก้ปัญหาขยะ หรือกำหนดความรับผิดชอบของผู้ผลิตให้เป็นกลยุทธ์ในการเพิ่มต้นทุนด้านสิ่งแวดล้อม ส่วนใหญ่แล้วผู้ผลิตจะผลิตสินค้าที่คำนึงต้องขายสินค้าหรือว่าทำกำไรให้ได้มากที่สุด ผู้บริโภคเองก็ไม่ได้สนใจที่จะปรับเปลี่ยนการบริโภคที่ยั่งยืน ปลายทางของขยะที่เกิดขึ้นยังไม่สามารถนำเข้าสู่กลไกรีไซเคิลได้เท่าที่ควร ส่วนใหญ่ไปจบที่บ่อขยะ”

“จึงต้องคิดเรื่องนี้ใหม่ทั้งระบบ ทั้งในเชิงบริหารจัดการที่ควรหันไปดูต้นทางของขยะกลุ่มนี้มากขึ้น โดยกลไก EPR จะช่วยให้มีการรีไซเคิลพลาสติกประเภทขวด PET มากขึ้น และเข้ามาจัดการรีไซเคิลพลาสติกทั้งระบบหรือขยายครอบคลุมพลาสติกชนิดต่างๆ มากขึ้น เพิ่มอัตราการเก็บพลาสติกกลับมารีไซเคิลได้สูงขึ้น และส่งผลให้ประชาชนแยกขยะก่อนทิ้งมากขึ้น ยกระดับคุณภาพชีวิตต่างๆ ความสะดวกของผู้บริโภคในการแยกขยะและส่งต่อขยะก็จะมีมากขึ้น”
“ขณะเดียวกัน ภาครัฐยังสามารถปรับเปลี่ยนอัตราค่าธรรมเนียม EPR เพื่อจูงใจให้ผู้ผลิตปรับเปลี่ยนการออกแบบสินค้าและบรรจุภัณฑ์ให้เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น เกิดระบบการเก็บกลับมารีไซเคิลตามหลักการเศรษฐกิจหมุนเวียน ซึ่งจะสามารถแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมได้อย่างยั่งยืน”
ENVICCO มีความตั้งใจที่จะเป็นต้นแบบปรับใช้ กฎหมาย EPR พร้อมนำเสนอ นวัตกรรมเม็ดพลาสติกรีไซเคิล PCR แบรนด์ ‘InnoEco’ มีปณิธานที่แน่วแน่ว่าจะเป็นหนึ่งกำลังสำคัญที่ปรับเอา กลไก EPR มาใช้กับการดำเนินธุรกิจ ด้วยความมุ่งมั่นในการผลิตเม็ดพลาสติกรีไซเคิลที่ดีต่อสิ่งแวดล้อม
โดย ธนูพล อมรพิพิธกุล Senior Commercial Analyst ของ บริษัท เอ็นวิคโค จำกัด (ENVICCO) เน้นย้ำถึงความตั้งใจนี้ ในงานเสวนาออนไลน์หัวข้อ “พลาสติกรีไซเคิล ทางเลือกหรือทางรอด” ว่า
ENVICCO พร้อมเป็นอีกหนึ่งกำลังสำคัญที่สนับสนุนกลไก EPR (Extended Producer Responsibility) หรือกลไกเพื่อการขยายความรับผิดชอบของผู้ผลิตไปยังช่วงต่างๆ ของวงจรชีวิตผลิตภัณฑ์ของบรรจุภัณฑ์ สร้างแนวทางให้ผู้ผลิตคำนึงถึงผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมอย่างครบวงจร ตั้งแต่การออกแบบ การเลือกใช้วัสดุ การกระจายสินค้า การรับคืน การเก็บรวบรวม การใช้ซ้ำ การนำกลับมาใช้ใหม่ และการบำบัด เพื่อสร้างแนวทางให้ผลิตภัณฑ์ต่างๆ เข้ามามีส่วนช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมให้มากที่สุด”
“การจัดตั้ง บริษัท ENVICCO โรงงานผลิตเม็ดพลาสติกรีไซเคิลคุณภาพสูง มาตรฐานระดับโลกแห่งแรกในประเทศไทย เป็นหนึ่งในพันธกิจที่ ENVICCO ตั้งใจที่จะนำเสนอนวัตกรรมที่ตอบสนองบทบาทการสนับสนุนการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น สะท้อนถึงความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม ลดการปนเปื้อนขยะพลาสติกลงมหาสมุทรและลดการฝังกลบขยะพลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวทิ้ง สร้างระบบเศรษฐกิจหมุนเวียนขึ้น
GC ในฐานะผู้นำธุรกิจเคมีภัณฑ์ระดับสากล เพื่อสร้างสรรค์คุณภาพชีวิต ได้ลงทุนร่วมกับบริษัท แอลพลา กรุ๊ป (ALPLA Group) ตั้งโรงงาน ENVICCO เพื่อผลิตเม็ดพลาสติกรีไซเคิลมาตรฐานระดับโลกแห่งแรกในประเทศไทย ภายใต้แบรนด์ InnoEco เพื่อสร้างวงจรรีไซเคิล และการจัดการขยะในระดับท้องถิ่นให้ได้เม็ดพลาสติกรีไซเคิลคุณภาพระดับ Food Grade สามารถนำไปขึ้นรูปเป็นบรรจุภัณฑ์สำหรับอาหารและเครื่องดื่มได้ เพราะ ENVICCO ตระหนักว่าเม็ดพลาสติก คือหัวใจสำคัญของคุณภาพและความปลอดภัยที่สามารถช่วยสร้างความมั่นใจให้กับผู้บริโภคและผู้ประกอบการได้นั่นเอง”

“ทั้งนี้วัตถุดิบ 100% ที่ถูกนำเข้ามาในกระบวนการผลิต เป็นพลาสติกใช้แล้วจากครัวเรือนในประเทศไทย ซึ่ง GC ได้ร่วมกับ ENVICCO สร้างศูนย์บริหารจัดการพลาสติกใช้แล้ว 12 แห่งใน 4 จังหวัดนำร่อง ได้แก่ ระยอง ชลบุรี สมุทรปราการ และนครปฐม ตอบสนองการดำเนินชีวิตของผู้คนและส่งเสริมให้เกิดพฤติกรรมแยกขยะและการรีไซเคิล เพื่อสร้างวงจรรีไซเคิล สร้างกลไกการจัดการขยะในระดับชุมชน ผ่าน ‘GC YOUเทิร์น’ แพลตฟอร์ม ช่วยจัดการขยะ ตั้งแต่วิธีการคัดแยก การจัดเก็บ การขนส่ง เพื่อส่งต่อให้กับโรงงาน ENVICCO ไปทำการคัดแยกและทำความสะอาด ก่อนจะนำเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิล โดยการปรับปรุงคุณสมบัติด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรมระดับโลก จนกลายเป็นเม็ดพลาสติกรีไซเคิลคุณภาพสูง”

“เม็ดพลาสติกรีไซเคิลที่ได้ผ่านการรับรองความปลอดภัยโดยสำนักคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) กระทรวงสาธารณสุข องค์การอาหารและยาแห่งสหรัฐอเมริกา (FDA) รวมถึงหน่วยงานตรวจสอบความปลอดภัยด้านอาหารแห่งสหภาพยุโรป (European Food Safety Authority : EFSA) จึงมั่นใจได้แบบ 100% ว่าปลอดภัยแน่นอน และยังสามารถตรวจสอบย้อนกลับถึงแหล่งที่มาของพลาสติกใช้แล้วได้ ซึ่งในช่วงเวลา 1 ปีที่ผ่านมาสามารถรีไซเคิลขวดพลาสติกไปแล้วกว่า 1,456 ล้านขวด”
ธนูพล ยังกล่าวอีกว่า “ปัจจุบันมีแบรนด์ระดับโลกหันมาใช้เม็ดพลาสติกของ ENVICCO ในการผลิตขวด ไม่ว่าจะเป็นขวดน้ำดื่ม น้ำอัดลมออกสู่ตลาด โดยผลิตภัณฑ์ทั้งหมดผ่านมาตรฐานความปลอดภัยของ อย. แล้ว”
“อย่างไรก็ดีการผลิตเม็ดพลาสติกรีไซเคิล ยังมีต้นทุนการผลิตที่สูงกว่าเม็ดพลาสติกเวอร์จิน  โดยต้นทุนที่สูงกว่า เกิดจากต้นทุนในการรวบรวมจัดเก็บและกำจัดสิ่งปนเปื้อน สิ่งแปลกปลอมในกระบวนการรีไซเคิล ซึ่งในอนาคตหากการจัดเก็บ การบริหารจัดการในส่วนนี้ ทำได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น และผู้ผลิตหันมาใช้เม็ดพลาสติกรีไซเคิลมากขึ้นก็อาจจะส่งผลให้ต้นทุนการผลิตเม็ดพลาสติกรีไซเคิลแช่งขันกับเม็ดพลาสติกเวอร์จินได้ในอนาคต” ธนูพล กล่าวในที่สุด

แล้วพบกับสาระดีๆแบบนี้ทางด้านงานช่าง งานวิศวกรรม และอุตสาหกรรมได้ที่ นายช่างมาแชร์ นะครับ

Website: www.naichangmashare.com
Facebook: https://www.facebook.com/naichangmashare/
Blockdit :  https://www.blockdit.com/naichangmashare
Instragram: https://www.instagram.com/naichangmashare/
Twitter: https://twitter.com/naichangmashare
Youtube: https://www.youtube.com/channel/UCmIPiSeg-uy4k8JYSmknp_g

#นายช่างมาแชร์ 

พลังงานรูปแบบใหม่ ใช้หินร้อน (Hot Rock) ในการกักเก็บพลังงาน

0
Energy storage of the future? 'Hot rocks' in a box
Energy storage of the future? 'Hot rocks' in a box

ในยุคแรกของมนุษยชาติ หรือ โฮโมเซเปียน ได้ย้ายก้อนหินออกจากไฟเพื่อให้ความอบอุ่น และพัฒนาเรื่อยๆมา จนถึงยุคปัจจุบันได้คิดค้นแบตเตอรี่พลังงานความร้อน ในล้านปีต่อมา ในขณะที่มนุษยชาติพยายามดิ้นรนเพื่อพัฒนาพลังงานเชื้อเพลิงฟอสซิล แนวคิดง่ายๆ อย่างการใช้ “หินเพื่อเก็บกักความร้อน” กำลังกลับมาอีกครั้ง และหินร้อนก็ร้อนกว่าที่เคยเป็นมา

“(ก้อนหิน) ในกล่องตอนนี้อุณหภูมิประมาณ 1,600 องศาเซลเซียส” แอนดรูว์ โพเนก กล่าวขณะยืนถัดจากแบตเตอรี่เก็บความร้อนขนาดเท่าอาคารเล็กๆ นั่นคืออุณหภูมิ “ร้อนกว่าจุดหลอมเหลวของเหล็ก”

แต่สิ่งที่ทำให้กล่องหินร้อนสีขาวของเขามีความสำคัญมากก็คือ พวกมันไม่ได้รับความร้อนจากการเผาถ่านหินหรือก๊าซจำนวนมาก แต่จากการได้รับแสงแดดจากแผงโซลาร์เซลล์จำนวนหลายพันแผง

“หินเหล่านี้สามารถเปร่งสว่างได้มากกว่าแสงอาทิตย์
และยังช่วยในช่วงสุดท้ายของพลังงานฟอสซิว”

บริษัทสตาร์ทอัพของเขา Antora Energy สร้างกล่องหินเก็บกักพลังงาน

หากประสบความสำเร็จบริษัทสตาร์ทอัพ Antora Energy อาจเป็นบริษัทที่มีการจัดเก็บพลังงานใหม่ที่มีมูลค่าหลายล้านล้านดอลลาร์ และใหญ่ที่สุดในโลก ซึ่งใช้แสงแดดหรือลมเพื่อสร้างกล่องหินให้ร้อนพอ

โดยวิธีการ คือ จะใช้พลังงานไฟฟ้าจากโซล่าเซลล์ที่ได้จากแสงอาทิตย์ทำให้หินร้อนไว้ก่อน และในเวลากลางคืนที่ไม่มีแสงอาทิตย์ ก็สามารถนำพลังงานความร้อนนั้นมาใช้ประโยชน์ อาจจะนำหินนั้นมามาใช้ต้มน้ำให้ร้อนเพื่อสร้างเป็น Steam Turbine ในการปั่นไฟ ซึ่งวิธีการนี้คล้าย ๆ กับ โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ แต่มีความปลอดภัยและรักษ์โลกกว่ามาก

ในอีกมุมมอง หินที่เก็บความร้อนไว้ (Energy Storage) ก็เปรียบเสมือนแบตเตอรี่ ที่จะสามารถดึงเอาพลังงานมาได้ ซึ่งถ้าหากแนวคิดนี้ ถูกต่อยอดจนประสบความสำเร็จแล้ว พลังงานความร้อนโดยใช้หินเป็นตัวกักเก็บจะเป็นแหล่งพลังงานที่สะอาดที่สุดในอนาคตก็เป็นได้ครับ

TTA ต่อยอดธุรกิจขนส่งทางเรือ เข้าถือหุ้น 100% ในบริษัท ไทแทน แทงเกอร์

0
TTA ต่อยอดธุรกิจขนส่งทางเรือ เข้าถือหุ้น 100% ในบริษัท ไทแทน แทงเกอร์
TTA ต่อยอดธุรกิจขนส่งทางเรือ เข้าถือหุ้น 100% ในบริษัท ไทแทน แทงเกอร์

บริษัท ไทแทน แทงเกอร์ จำกัด จัดพิธีบวงสรวงแม่ย่านางเรือและพิธีเปิดเรืออย่างเป็นทางการ นำโดย คุณประยุทธ มหากิจศิริ (ที่สามจากขวา) ประธานกิตติมศักดิ์ พร้อมด้วยคุณสุวิมล มหากิจศิริ (ที่สามจากซ้าย) รองประธานกิตติมศักด์ บริษัท โทรีเซนไทย เอเยนต์ซีส์ จำกัด (มหาชน) พร้อมด้วยผู้บริหาร พันธมิตรทางธุรกิจ และลูกค้า ร่วมทำพิธีเปิด ที่ท่าเรือทุ่งโปร่ง อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี

บริษัท โทรีเซนไทย เอเยนต์ซีส์ จำกัด (มหาชน) หรือ TTA ได้เข้าถือหุ้นร้อยละ 100 ในบริษัท ไทแทน แทงเกอร์ จำกัด ซึ่งเป็นผู้นำในธุรกิจก๊าซปิโตรเลียมและก๊าซหุงต้มประเภทตัวเรือสองชั้น โดยกองเรือของไทแทน แทงเกอร์ ประกอบด้วยเรือบรรทุกและขนส่งน้ำมันปิโตรเลียมจำนวน 7 ลำ และเรือบรรทุกก๊าซปิโตรเลียมเหลว (LPG) อีกหนึ่งลำ ความสามารถในการบรรทุกของกองเรือ ไทแทน แทงเกอร์ โดยรวมมีประมาณ 30 ล้านลิตร สำหรับการขนส่งเชื้อเพลิง อาทิ น้ำมันปิโตรเลียม เอธิลแอลกอฮอล์ และ สินค้าก๊าซปิโตรเลียมเหลว (LPG) สู่ท่าเรือต่างๆ ในประเทศฟิลิปปินส์ และประเทศมาเลเซีย ซึ่งคาดว่าจะให้บริการลูกค้าได้ภายในไตรมาสแรก ของปี 2567

ทั้งนี้ บริษัทฯ มีความมั่นใจว่ากองเรือของบริษัทฯ มีสเปคที่เหมาะสมกับความต้องการของลูกค้า และสามารถให้บริการแก่ลูกค้าในธุรกิจขนส่งก๊าซปิโตรเลียมและก๊าซหุงต้มได้เป็นอย่างดี

แล้วพบกับสาระดีๆแบบนี้ทางด้านงานช่าง งานวิศวกรรม และอุตสาหกรรมได้ที่ นายช่างมาแชร์ นะครับ

Website: www.naichangmashare.com
Facebook: https://www.facebook.com/naichangmashare/
Blockdit :  https://www.blockdit.com/naichangmashare
Instragram: https://www.instagram.com/naichangmashare/
Twitter: https://twitter.com/naichangmashare
Youtube: https://www.youtube.com/@naichangmashare
TikTok :  https://www.tiktok.com/@naichangmashare

#นายช่างมาแชร์ 

GULF ทำสัญญา PPA โซลาร์ฟาร์ม กับ EGAT อีก 12 โครงการ กำลังผลิต 644.8 เมกะวัตต์

0
GULF ทำสัญญา PPA โซลาร์ฟาร์ม กับ EGAT อีก 12 โครงการ กำลังผลิต 644.8 เมกะวัตต์
GULF ทำสัญญา PPA โซลาร์ฟาร์ม กับ EGAT อีก 12 โครงการ กำลังผลิต 644.8 เมกะวัตต์

นางสาวยุพาพิน วังวิวัฒน์ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านการเงิน บริษัท กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ GULF แจ้งตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ว่า เมื่อวันที่ 20 ธันวาคม 2566 กลุ่มบริษัทย่อยที่บริษัท ถือหุ้นทางอ้อมผ่านบริษัท กัลฟ์ รีนิวเอเบิล เอ็นเนอร์จี จำกัด ได้เข้าลงนามในสัญญาซื้อขายไฟฟ้า (Power Purchase Agreement)  เพิ่มเติมกับ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เพื่อพัฒนา และดำเนินโครงการพลังงานแสงอาทิตย์แบบติดตั้งบนพื้นดิน (solar farms) จำนวน 5 โครงการ ขนาดกำลังการผลิตไฟฟ้าตามสัญญารวม 259.6 เมกะวัตต์

และโครงการพลังงานแสงอาทิตย์แบบติดตั้งบนพื้นดินร่วมกับระบบกักเก็บพลังงาน (solar farms with battery energy storage systems) จำนวน 7 โครงการ ขนาดกำลังการผลิตไฟฟ้าตามสัญญารวม 385.2 เมกะวัตต์ รวมทั้งสิ้น 12 โครงการ ขนาดกำลังการผลิตไฟฟ้าตามสัญญารวมทั้งสิ้น 644.8 เมกะวัตต์ โดยสัญญาซื้อขายไฟฟ้ากับ กฟผ. มีระยะเวลา 25 ปี และโครงการ มีกำหนดเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ระหว่างปี 2569 – 2572

ปัจจุบัน กลุ่มบริษัท มีโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ในประเทศไทย ที่ลงนามในสัญญาซื้อขายไฟฟ้ากับ กฟผ.แล้ว ทั้งสิ้น 24 โครงการ ขนาดกำลังการผลิตไฟฟ้าตามสัญญารวม 1,294.1 เมกะวัตต์ ประกอบด้วย โครงการพลังงานแสงอาทิตย์แบบติดตั้งบนพื้นดิน (solar farms) จำนวน 13 โครงการ ขนาดกำลังการผลิตไฟฟ้าตามสัญญารวม 652.9 เมกะวัตต์ และโครงการพลังงานแสงอาทิตย์แบบติดตั้งบนพื้นดินร่วมกับระบบกักเก็บพลังงาน (solar farms with battery energy storage systems) จำนวน 11 โครงการ ขนาดกำลังการผลิตไฟฟ้าตามสัญญารวม 641.2 เมกะวัตต์ ซึ่งมีกำหนดเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ระหว่างปี 2567 – 2572

โครงการพลังงานแสงอาทิตย์แบบติดตั้งบนพื้นดิน (solar farms) และโครงการพลังงานแสงอาทิตย์แบบติดตั้งบนพื้นดินร่วมกับระบบกักเก็บพลังงาน (solar farms with battery energy storage systems) มีอัตราจำหน่ายไฟฟ้าในรูปแบบ FiT ที่ 2.1679 บาทต่อกิโลวัตต์-ชั่วโมง และ 2.8331 บาทต่อกิโลวัตต์ – ชั่วโมง ตามลำดับ ตลอดอายุสัญญา ซึ่งการรับซื้อไฟฟ้าจากโครงการฯ จะช่วยลดความผันผวนจากราคาเชื้อเพลิง และเป็นการช่วยแบ่งเบาภาระของประชาชนทั้งในภาคครัวเรือน และภาคอุตสาหกรรมให้ได้ใช้ไฟฟ้าในราคาที่ต่ำตลอดอายุสัญญา เนื่องจากโครงการฯ มีต้นทุนผลิตไฟฟ้าที่ต่ำกว่าราคาค่าไฟฟ้าเฉลี่ยในปัจจุบัน

การพัฒนาโครงการดังกล่าวข้างต้นเป็นไปตามแผนของบริษัท ที่จะมุ่งเน้นการเพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนให้ไม่ต่ำกว่าร้อยละ 40 ภายในปี 2578 ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายของประเทศที่มุ่งผลักดันการใช้พลังงานไฟฟ้าสะอาดเพื่อเสริมสร้างสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืน และดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ โดยบริษัท มีแผนการขยายการลงทุนในโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนแบบต่างๆ เช่น พลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานลม และพลังงานน้ำ ทั้งในประเทศไทย และต่างประเทศ

ด้าน บริษัทกันกุล เอ็นจิเนียริ่ง จำกัด (มหาชน) หรือ GUNKUL แจ้งว่าตามที่กลุ่มได้ยื่นข้อเสนอตามประกาศรับซื้อไฟฟ้าตามระเบียบว่าด้วยการจัดหาไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนในรูปแบบ Feed-in Tariff (FiT) ปี 2565 – 2573 สาหรับกลุ่มที่ไม่มีต้นทุนเชื้อเพลิงของคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) และบริษัท ได้รับคัดเลือก ในการจัดหาไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนในรูปแบบ Feed-in Tariff (FiT) สำรับกลุ่มไม่มีต้นทุนเชื้อเพลิง ปี 65 นั้น

เมื่อวันที่ 20 ธันวาคม 66 กลุ่มบริษัทย่อยที่บริษัท ถือหุ้นทางตรงผ่านบริษัท กันกุล โซลาร์ พาวเวอร์เจน จำกัด บริษัท กันกุล วัน เอ็นเนอร์ยี 2 จำกัด และบริษัท กันกุล วัน เอ็นเนอร์ยี 9 จำกัด  ได้เข้าลงนามในสัญญาซื้อขายไฟฟ้า (PPA) กับ กฟผ. เป็นระยะเวลา 25 ปี สำหรับโครงการ Solar Farms รวม 8 โครงการ มีขนาดกำลังการผลิตไฟฟ้าตามสัญญารวม 429.6 เมกะวัตต์ ซึ่งมีกำหนดการเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ระหว่างปี 69 – 73

ทั้งนี้ เมื่อโครงการดังกล่าวสามารถเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ได้ครบตามกำหนด จะส่งผลให้บริษัทมีกาลังการผลิตไฟฟ้าตามสัญญาโดยรวมสูงขึ้นเป็น 1,045.15 เมกะวัตต์ จากเดิม 615.55 เมกะวัตต์ คิดเป็นการเพิ่มขึ้น 70%

แล้วพบกับสาระดีๆแบบนี้ทางด้านงานช่าง งานวิศวกรรม และอุตสาหกรรมได้ที่ นายช่างมาแชร์ นะครับ

Website: www.naichangmashare.com
Facebook: https://www.facebook.com/naichangmashare/
Blockdit :  https://www.blockdit.com/naichangmashare
Instragram: https://www.instagram.com/naichangmashare/
Twitter: https://twitter.com/naichangmashare
Youtube: https://www.youtube.com/@naichangmashare
TikTok :  https://www.tiktok.com/@naichangmashare

#นายช่างมาแชร์