นวัตกรรมรักษ์โลกฝีมือคนไทย ! เว็บฯ “Food Waste Hub” ช่วยจัดการปัญหาขยะอาหารเหลือทิ้ง

0

ไอเดียรักษ์โลก ! คนไทยร่วมมือกันคิดค้นและพัฒนานวัตกรรม เกิดเป็นเว็บไซต์ด้านการจัดการขยะอาหาร “Food Waste Hub” เพื่อช่วยกันลดปัญหาวิกฤตขยะอาหารเหลือทิ้งให้กับโลกใบนี้

เมื่อไม่นานมานี้ สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ได้ร่วมมือกับภาคเอกชน จัดงานแถลงข่าวความร่วมมือเปิดตัวแพลตฟอร์มนวัตกรรม ด้านการจัดการขยะอาหาร www.FoodWasteHub.com

เน้นย้ำนโยบายและนวัตกรรมการขจัดของเสียให้เป็น “ศูนย์”

ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ กล่าวว่า วช. ให้ความสำคัญกับการนำผลสำเร็จจากงานวิจัยด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ที่ วช. ให้การสนับสนุน มาใช้ประโยชน์ โดยในประเด็นการจัดการขยะ ที่อยู่ในการดำเนินงานของแผนงานวิจัยและนวัตกรรมด้านการกำจัดของเสียให้เป็นศูนย์ หรือ Zero Waste พบว่างานด้าน Food Waste เป็นประเด็นที่ทั่วโลกให้ความสำคัญกับการลดขยะอาหารซึ่งเป็นหนึ่งในเป้าหมาย SDG ซึ่ง วช. และ กลุ่มบริษัทดาว ประเทศไทย ได้ร่วมมือกันพัฒนาแพลตฟอร์มด้านการจัดการอาหารโดยนำผลงานวิจัยและนวัตกรรมภายใต้การสนับสนุนทุนวิจัยและนวัตกรรมของ วช. ไปใช้ประโยชน์ในการสร้างแหล่งความรู้ด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมการจัดการขยะอาหาร การลดปริมาณขยะอาหารในภาพรวมของประเทศตามหลักนโยบาย BCG โดยเว็บไซต์ www.FoodWasteHub.com จะเป็นจุดเริ่มต้นที่จะช่วยสนับสนุนให้เกิดการเปลี่ยนแปลงกับปัญหาและวิกฤตขยะอาหารเหลือทิ้งได้อย่างยั่งยืน

โครงการดี ๆ ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

นอกจากนี้ วช. และภาคเอกชน ยังได้ร่วมกันมอบใบประกาศเกียรติคุณให้แก่นักวิจัยที่เข้าร่วมโครงการดังกล่าว ซึ่งเว็บไซต์ www.FoodWasteHub.com ถือเป็นการจัดการขยะจากอาหารอย่างมีส่วนร่วมตามแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน ซึ่งจะช่วยลดปริมาณขยะอาหาร จากการนำเศษอาหารมาใช้ประโยชน์ก่อนเน่าเสีย ทำให้ขยะในประเทศลดลง เพิ่มอัตราการรีไซเคิล ลดต้นทุนการผลิต และสร้างโมเดลเศรษฐกิจที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ด้วยวิจัยและนวัตกรรมรักษ์โลกจากฝีมือคนไทย

แหล่งข้อมูลอ้างอิง : สํานักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.)

Credit : https://www.thaipbs.or.th/

แล้วพบกับสาระดีๆแบบนี้ทางด้านงานช่าง งานวิศวกรรม และอุตสาหกรรมได้ที่ นายช่างมาแชร์ นะครับ

Website: www.naichangmashare.com
Facebook: https://www.facebook.com/naichangmashare/
Blockdit :  https://www.blockdit.com/naichangmashare
Instragram: https://www.instagram.com/naichangmashare/
Twitter: https://twitter.com/naichangmashare
Youtube: https://www.youtube.com/@naichangmashare
TikTok :  https://www.tiktok.com/@naichangmashare

#นายช่างมาแชร์ 

เพิ่มพลัง AI ให้เหนือกว่าด้วย Data

0

ในยุคที่ Generative AI (GenAI) มีบทบาทสำคัญต่อความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจและองค์กร วันนี้โจทย์ของแต่ละองค์กรคงไม่ใช่ว่าจะใช้ AI หรือไม่ แต่กลายเป็นจะทำอย่างไรให้ AI ของเราฉลาดที่สุด ช่วยงานองค์กรเราได้มากที่สุด?  ซึ่งเป็นการเพิ่มพลัง AI ซึ่งผมพบว่าหัวใจคือ

1. “ทักษะ” ของทีมงานในการใช้งานแพลตฟอร์ม AI เช่น การเขียน Prompt สั่งให้ได้ผลตามต้องการ และทักษะในการเชื่อมโยงระหว่างกระบวนการทำงานของแพลตฟอร์มและบุคลากรเข้าด้วยกัน เพื่อให้ผลที่ได้ มีประสิทธิภาพที่สุด

2. “Data” เพราะ AI ต้องการชุดข้อมูล(Data) จำนวนหนึ่งเพื่อทำการฝึกฝนและพัฒนาความสามารถ (Training) เพราะ AI เปรียบเสมือนเครื่องยนต์ที่ต้องขับเคลื่อนด้วยน้ำมันคือ Data เพื่อให้ทำงานได้อย่างฉลาดและตอบโจทย์มากขึ้น องค์กรที่มีข้อมูลมากกว่า เชิงลึกกว่า หลากหลายรอบด้านกว่า เช่น ข้อมูลตลาด ข้อมูลลูกค้า ข้อมูลธุรกรรม ข้อมูลกระบวนการทำงาน ฯลฯ AI ขององค์กรนั้นย่อมจะได้เปรียบกว่า  ซึ่งไม่ใช่ว่าข้อมูลจำนวนมากจะดีเสมอไป แต่ข้อมูลที่มีคุณภาพสูงและตรงกับวัตถุประสงค์ต่างหาก ที่จะช่วยให้ AI ทำงานได้แม่นยำและมีประสิทธิภาพ

นอกจากการหาและจัดเก็บข้อมูลได้แล้ว การนำข้อมูลดิบมาจัดเตรียม เช่น การทำความสะอาด การจัดรูปแบบ และแปลงข้อมูลให้อยู่ในรู้แบบที่ AI สามารถเข้าใจได้อย่างถูกต้อง จึงเป็นขั้นตอนสำคัญที่ผู้บริหารต้องวางแผนให้ดี

ประเภทของ Machine learning ที่นิยมใช้

AI ใช้เทคนิคการเรียนรู้และสร้างโมเดลจากข้อมูลที่เรียกว่า “Machine Learning” ซึ่งแบ่งได้เป็น 2 ประเภทหลักคือ

1.Supervised Learning: AI เรียนรู้จากชุดข้อมูลที่มีทั้งข้อมูลที่เป็นปัจจัยที่ใส่เข้าไป (Factor/Input) และผลลัพธ์ที่ได้ออกมา (Result/Output) แน่นอนว่าการเก็บข้อมูลทั้งปัจจัยและผลลัพธ์คู่กันจากสิ่งที่เกิดในอดีตยิ่งมากและหลากหลายกว่า จะช่วยให้ AI เรียนรู้ได้ดียิ่งกว่า เช่น การเก็บยอดขายที่เกิดขึ้น หรือจำนวนลูกค้าที่ยกเลิกบริการ ร่วมกับปัจจัยต่าง ๆ  ที่อาจมีผลกระทบ ทั้งคุณสมบัติสินค้า ลักษณะของกลุ่มลูกค้า แคมเปญการตลาดที่ปล่อยออกไป ก็จะช่วยให้ AI ทำนายและให้คำแนะนำในกรณีที่มีสินค้าใหม่ หรือบางปัจจัยมีการเปลี่ยนแปลงไป

2.Unsupervised Learning: แม้เราอาจไม่ได้เก็บข้อมูลผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น หรือบางกรณีไม่สามารถเก็บผลลัพธ์ได้ AI ยังก็สามารถเรียนรู้จากชุดข้อมูลที่ไม่มีข้อมูลผลลัพธ์ได้เช่นกัน ผ่านการค้นหารูปแบบความสัมพันธ์ในข้อมูล และการลองผิดลองถูก เช่น การค้นหารูปแบบการทำธุรกรรมที่ผิดปกติของลูกค้า หรือการมีโรคอุบัติใหม่ที่ไม่สามารถรอจนหาทางรักษาได้ ก็ต้องรีบหาโซลูชั่นแล้ว

แล้ววันนี้แต่ละองค์กรจะเริ่มเตรียมข้อมูลได้อย่างไร?

การจัดการข้อมูลที่ง่ายที่สุดคือการทำจาก “หลังไปหน้า” จาก “เป้าหมายปลายทางย้อนไปหาวิธีการ” ปลายทางของข้อมูลคือการไปอยู่บน Dashboard หรือ Business Intelligence ของผู้บริหาร ผู้จัดการ หัวหน้าทีม จนไปถึงทีมงาน โดยอาจใช้ AI ช่วยประมวลผลให้ลึกและรอบด้านมากขึ้น ซึ่งแบ่งได้เป็น 3 ประเภท

1.Monitoring ข้อมูลสำหรับเฝ้าดูการทำงาน : ถือเป็นข้อมูลพื้นฐานที่ได้มาด้วยการแสดงตัวเลขที่ได้มากจากการเก็บข้อมูลมาตรง ๆ  จะเป็นตัวเลขดิบ หรือตัวเลขทางสถิติ เช่น ค่าเฉลี่ย ค่าสูงสุด-ต่ำสุด สัดส่วนร้อยละ ก็ได้ ซึ่งมีจุดประสงค์เพื่อเฝ้าดู และดำเนินการให้สอดคล้องกับตัวเลขหรือข้อมูลที่ได้ เช่น ยอดขาย ยอดสต็อคสินค้า ผลการทำงานของพนักงาน และต้นทุนต่าง ๆ  ที่เกิดขึ้นในแต่ละวัน

2.Forecasting ข้อมูลพยากรณ์ : คือข้อมูลที่เอาตัวเลขที่ได้จากการ Monitoring มาผ่านการคำนวณไปอีกขั้น เพื่อหาแนวโน้ม (Trends) หรือ ตัวเลขที่ควรจะเป็นในอนาคต เช่น พยากรณ์ยอดขายในไตรมาสหน้า เพื่อสามารถจัดสต็อคสินค้าและกำลังคนไว้ ให้มีจำนวนพอดี ไม่มาก จนต้นทุนจม หรือน้อยจนเสียโอกาสในการขาย แน่นอนว่า AI สามารถเข้ามาช่วยในการค้นหาโมเดลในการ Forecasting ที่แม่นยำที่สุดจากหลายสิบโมเดลด้วยเวลาเพียงไม่กี่นาที เมื่อเทียบกับยุคก่อนที่ เพียงการคำนวณแค่หนึ่งโมเดลอาจใช้เวลาหลายวัน

3.Decision Making ข้อมูลที่ประกอบการตัดสินใจ : คือการนำข้อมูลที่ได้จากการ Monitoring และ Forecasting มาประกอบกันและนำไปผ่านกระบวนการวิเคราะห์ข้อมูล (Data Analysis) เพื่อออกเป็นทางเลือกในการตัดสินใจทางกลยุทธ์หรือธุรกิจที่ซับซ้อนไปอีกขั้น โดย GenAI มีความสามารถในการอ่านข้อมูลและช่วยออกบทสรุปผู้บริหาร เสมือนเป็นเลขาที่คอยเตรียมบทสรุปของข้อมูลที่ได้ก่อนเข้าประชุมได้ภายในเวลาไม่กี่วินาที ซึ่งผู้บริหารยังจำเป็นต้องใช้ประสบการณ์และความสามารถในการตรวจสอบผลที่ได้และตัดสินใจเลือกทางที่คิดว่าเหมาะสมที่สุดจากเลขาคนนี้

เมื่อเรารู้ผลปลายทางที่เราต้องการทั้ง 3 ประเภทแล้ว จากนั้นจึงค่อยมาวางแผนในขั้นต่อไปว่าจะเก็บข้อมูลได้อย่างไร (Data Collection) แหล่งข้อมูลเราที่เรามีอยู่ตอนนี้เพียงพอแล้วหรือไม่ จะลงทุนใช้เทคโนโลยีดิจิทัลอะไรเพิ่มเติมในการจัดเก็บ หรือยังจำเป็นต้องใช้พนักงานทำอยู่ เป็นแหล่งข้อมูลที่แม่นยำและสะอาดเพียงพอหรือไม่ ข้อมูลที่เก็บมาจากคนละแหล่งจะเชื่อมโยงกันอย่างไรให้อยู่ในมิติเดียวกันและไม่มีความซ้ำซ้อนที่ทำให้ผลรวมคาดเคลื่อน โดยหากข้อมูลต้นน้ำมีความสะอาดน้อย ก็ต้องลงแรงในการทำความสะอาดข้อมูล (Data Cleansing) และการตรวจสอบความถูกต้อง (Data Validation) มากหน่อย ซึ่งถือเป็นขั้นตอนที่มักจะกินเวลาที่สุด แต่ก็สำคัญที่สุด เพราะในเมื่อต้องการเราผลลัพธ์ที่ถูกต้อง เพื่อเอาไปตัดสินใจทางธุรกิจให้แม่นยำ ก็ต้องระวังไม่ให้ถูกเจือปนด้วยข้อมูลที่ผิดปกติ หรือไม่เป็นความจริง

Data เป็นกุญแจสำคัญที่จะทำให้ AI ของเรา แม้จะใช้แพลตฟอร์มเดียวกัน แต่มีศักยภาพเหนือกว่าคู่แข่ง ผ่านการจัดเตรียมข้อมูลที่มีคุณภาพสูง หลากหลาย และตรงกับวัตถุประสงค์ ที่จะช่วยให้ AI เรียนรู้และพัฒนาความสามารถได้เต็มประสิทธิภาพ

Credit: https://www.bangkokbiznews.com/

แล้วพบกับสาระดีๆแบบนี้ทางด้านงานช่าง งานวิศวกรรม และอุตสาหกรรมได้ที่ นายช่างมาแชร์ นะครับ

Website: www.naichangmashare.com
Facebook: https://www.facebook.com/naichangmashare/
Blockdit :  https://www.blockdit.com/naichangmashare
Instragram: https://www.instagram.com/naichangmashare/
Twitter: https://twitter.com/naichangmashare
Youtube: https://www.youtube.com/@naichangmashare
TikTok :  https://www.tiktok.com/@naichangmashare

#นายช่างมาแชร์ 

ยุคของ AI กับ 10 ประเด็นที่ควรรู้

0
Technology

10 ประเด็นสำคัญที่ส่งผลกับอุตสาหกรรม ธุรกิจ และการลงทุน ช่วงปี 2024 เมื่อ “โลกกำลังเปลี่ยนจากยุค Mobile First สู่ยุค “AI First” ซึ่งจะมี AI เป็นตัวขับเคลื่อนในทุกธุรกิจและอุตสาหกรรมต่างๆ ดังนี้ 

1. เทคโนโลยี AI กำลังจะเป็นเมกะเทรนด์ของโลก บริษัทยักษ์ใหญ่ของโลกต่างทุ่มงบประมาณในการพัฒนา AI เช่น Microsoft พัฒนา ChatGPT จนมีผู้ใช้งานทะลุ 100 ล้านคน, Google พัฒนาแชตบอตอัจฉริยะ คือ Bard, META, Baidu ที่ต่างพัฒนา Generative AI ของตนเอง ซึ่งถือว่าเป็น trend ที่มีการแข่งขันและพัฒนาอย่างรุนแรงกันเลยทีเดียว ซึ่งภายหลังพบว่า AI ในยุคปัจจุบันมีความฉลาด และแม่นยำมากขึ้น

2. Generative AI หรือปัญญาประดิษฐ์ กำลังได้รับการพัฒนาให้สามารถทำงานได้ใกล้เคียงกับสมองมนุษย์ จะมาปฏิวัติอุตสาหกรรมแรงงานของโลก ในส่วนนี้มีหลายๆคนเคยนำมาใช้งานแล้ว ไม่ว่าจะเป็นการหาคำตอบอย่างรวดเร็วและตรงจุด หรือแม้แต่การให้ AI วาดภาพหรือสร้าง Art work เป็นต้น

3. AI จะเป็นที่ต้องการอย่างมากในอุตสาหกรรม ที่มีความเฉพาะเจาะจงและขาดแคลนแรงงาน เช่น อุตสาหกรรมท่าเรือ ที่ใช้รถยกไฟฟ้า โดยจะใช้ AI ควบคุมและเคลื่อนย้ายสินค้าอัตโนมัติซึ่งจะผนวกกำลังเข้ากับระบบหุ่นยนต์ หรือระบบอัตโนมัติต่างๆที่มีอยู่แล้ว จากที่ทุกท่านทราบว่า AI เป็น Software base ซึ่งสิ่งหนึ่งที่จะทำให้เกิดรูปธรรมต้องอาศัย Hardware มาร่วมด้วย

4. ประโยชน์ของ AI มีมากมาย แต่ก็ทำให้เกิดความเสี่ยงในด้านต่างๆ เช่น ภัยคุกคามทางไซเบอร์, การปลอมแปลงลักษณะบุคคลต่างๆ โดยปี 2022 มีการโจมตีทางไซเบอร์สร้างความเสียหายราว 350,000 ล้านบาท หรือแม้แต่การนำ AI มาใช้ในสงคราม ยกตัวอย่างเช่น Iron Drone ที่มีลักษณะการสะกดรอยตาม และ สามารถระบุตัวตนของบุคคลสำคัญได้

5. ธุรกิจด้านการป้องกันภัยคุกคามไซเบอร์ (Cyber Security) จะเติบโตควบคู่กับเทคโนโลยี AI เราคงปฏิเสธไม่ได้ครับว่าเมื่อ AI มีคุณ ก็ย่อมมีโทษเหมือนกันซึ่งภายหลังมีการทำ Cyber War มากขึ้นยกตัวอย่างของโรงสกัดแร่ยูเรเนียมของอิหร่านเป็นต้น ซึ่ง AI สามารถนำมาประยุกต์ใช้ในการตรวจจับสิ่งผิดปกติจาก Server ได้และสามารถบ่งชี้พฤติกรรมผิดปกติที่เข้ามายัง Server ได้

6. มูลค่าสินทรัพย์ของกลุ่มธุรกิจด้านเทคโนโลยีในช่วงเวลา 5 ปีที่ผ่านมาของบริษัทเทคโนโลยี กับบริษัทผู้ผลิตเซมิคอนดักเตอร์และซัพพลายเออร์ อยู่ในระดับล้านล้านดอลลาร์ หลักฐานคือการเติบโตอย่างก้าวกระโดดของหุ้น Microsoft , Super computer, Apple, TSMC, Nvidia และแนวโน้มยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่องและรวดเร็วกันเลยทีเดียว

7. ส่องอุตสาหกรรมที่น่าลงทุน จากวิวัฒนาการและการใช้ประโยชน์เทคโนโลยี AI ได้แก่ อุตสาหกรรมด้านโครงสร้างพื้นฐาน, อุตสาหกรรมยานยนต์, อุตสาหกรรมการผลิต, อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์, อุตสาหกรรมขนส่งและโลจิสติกส์, อุตสาหกรรมด้านการแพทย์และสุขภาพ, ธุรกิจด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์ การมาของ AI ในยุคนี้จะช่วยผู้ประกอบการในการลดต้นทุนจากค่าใช้จ่ายและถือว่าเป็นแรงงานคุณภาพในการทำเรื่องซ้ำๆได้ดีและไวกว่าการใช้มนุษย์ในการทำงานในบางเรื่อง

8. หุ้นกลุ่มเทคโนโลยี 7 ตัวที่มูลค่าสูงสุดในตลาดหุ้นสหรัฐฯ หรือที่เรียกกันว่า The Magnificent Seven ได้แก่ Apple, Microsoft, Alphabet, Amazon, META, Tesla และ Nvidia ยังทรงอิทธิพลต่อเนื่องและเพิ่มศักยภาพได้มากขึ้น ถือได้ว่าเป็นหุ้นผู้นำ Technology ในฝั่งสหรัฐได้เลย แต่ในฝั่ง Asia เองกลุ่ม Tech การพัฒนาค่อยๆตามมาอย่างต่อเนื่องและมีการประยุกต์ AI มาใช้ในหลายๆอุตสาหกรรมเหมือนกัน

9. การลงทุน ควรเน้นลงทุนในหุ้นเทคโนโลยีชั้นนำทั่วโลก ที่เป็น Big Players เช่น หุ้นเทคฯ ระดับโลกอย่าง Apple, Alphabet, Microsoft และ Lam Research

10. ในภาวะเศรษฐกิจโลกผันผวน แนะนำกลยุทธ์การลงทุนแบบ Core & Satellite ซึ่ง 80% เป็น Core Port ลงในกองทุนที่ให้ผลตอบแทนสม่ำเสมอ เช่น K-INDIA และ เติบโต 20% เป็น Satellite Port เน้นลงทุนระยะสั้น จับจังหวะตลาด

Credit: https://www.thairath.co.th/

แล้วพบกับสาระดีๆแบบนี้ทางด้านงานช่าง งานวิศวกรรม และอุตสาหกรรมได้ที่ นายช่างมาแชร์ นะครับ

Website: www.naichangmashare.com
Facebook: https://www.facebook.com/naichangmashare/
Blockdit :  https://www.blockdit.com/naichangmashare
Instragram: https://www.instagram.com/naichangmashare/
Twitter: https://twitter.com/naichangmashare
Youtube: https://www.youtube.com/@naichangmashare
TikTok :  https://www.tiktok.com/@naichangmashare

#นายช่างมาแชร์ 

ปี 2567 ปีแห่งนวัตกรรม เกาะเทรนด์เทคโนโลยีที่ห้ามพลาด

0
เกาะเทรนด์เทคโนโลยี
เกาะเทรนด์เทคโนโลยี

เทรนด์ของเทคโนโลยีในปี 2567 ยังมีแนวโน้มของการเปลี่ยนแปลงและพัฒนาต่อเนื่อง ซึ่งจะเป็นปีแห่งนวัตกรรมที่สำคัญโดยเฉพาะเทคโนโลยีที่ผู้บริโภคเข้าถึงได้โดยตรงสำหรับการนำมาใช้ในชีวิตประจำวัน และจะส่งผลต่อพฤติกรรมไปสู่ยุคต่อไป มาดูว่ามีเทคโนโลยีอะไรบ้าง

เอไอสร้างสรรค์ (Generative AI)

เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในปีนี้ยังคงมาแรงต่อเนื่อง จากปีที่ผ่านมาได้สร้างความน่าทึ่งว่า ขีดความสามารถของ AI มนุษย์ทั่วไปได้เข้าถึงและนำมาใช้งานอย่างง่ายๆเพียงคลิกเดียว Generative AI ช่วยให้คอมพิวเตอร์สามารถสร้างคอนเทนต์หรือเนื้อหาที่คล้ายกับมนุษย์้สร้างขึ้น เช่น ข้อความ รูปภาพ เพลง หรือแม้แต่การเขียนโค้ดในชุดคำสั่งหรือโปรแกรมคอมพิวเตอร์

แน่นอนว่า Generative AI จะอำนวยความสะดวกให้กับมนุษย์เราได้อย่างมหาศาลในอนาคต ในขณะที่ผลกระทบที่เกิดขึ้นอย่างใหญ่หลวงจะตามมา เพราะเข้าถึงยุคที่มนุษย์เราสามารถสร้างภาพจากจินตนาการได้โดยไม่ต้องพึ่งพาช่างภาพมืออาชีพหรือแม้นางแบบ นายแบบ ใช้หุ่นยนต์เขียนข้อความ เขียนบทความ การแต่งเพลง โดยเอไอ สร้างสรรค์นี้สามารถใช้เพื่อวัตถุประสงค์ต่างๆ เช่น การเล่าเรื่อง การวิเคราะห์ข้อมูล การออกแบบ และความบันเทิงได้อย่างครบครัน

ในปี 2567 เอไอสร้างสรรค์นี้จะเป็นตัวพลิกเกมเข้าสู่การใช้งานผ่านสมาร์ทโฟน โดยรุ่นใหม่ๆที่แนะนำในปีนี้จะรองรับการใช้งานผ่านแอปพลิเคชัน อาทิ การใช้ ChatGPT ได้โดยไม่ต้องเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ต จากการพัฒนาชิปเซ็ตใหม่ๆ อาทิ เปิดตัว Snapdragon 8 Gen 3 ของควอลคอมม์ (Qualcomm) นอกเหนือจากความสามารถการประมวลผลกลาง (CPU) และกราฟิก (GPU) แล้ว ยังระบุด้วยว่าสามารถใช้งานโมเดลภาษาขนาดใหญ่ (LLM) บนอุปกรณ์ได้อย่างสมบูรณ์โดยไม่จำเป็นต้องเชื่อมต่อระบบคลาวด์

แม้ว่าก่อนหน้านี้มีการนำเอไอสร้างสรรค์มาใช้ในสมาร์ทโฟนมาแล้ว แต่เป็นเวอร์ชันขั้นสูงที่สามารถสร้างเนื้อหาใหม่ๆ จะเรียนรู้รูปแบบและโครงสร้างจากชุดข้อมูลขนาดใหญ่ ทำให้สามารถสร้างเนื้อหาใหม่และต้นฉบับได้ต่างจาก AI แบบดั้งเดิมที่ต้องอาศัยกฎที่กำหนดไว้ล่วงหน้า

แต่ข้อเสียอย่างเช่นการใช้ ChatGPT ต้องการการเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตที่ใช้งานได้ เนื่องจากการประมวลผลทั้งหมดทำจากระยะไกลบนเซิร์ฟเวอร์ที่ทรงพลังอย่างไม่น่าเชื่อ จากนั้นเนื้อหาที่สร้างขึ้นจะถูกส่งไปยังอุปกรณ์สมาร์ทโฟนของคุณ นั่นหมายความว่าการใช้งานอาจล่าช้า ขึ้นอยู่กับความเร็วของอินเตอร์เน็ตรวมถึงความแรงของสมาร์ทโฟนด้วย

ดังนั้น ชิปเซ็ตใหม่ที่จะนำมาใช้งานในปีนี้จะแก้ปัญหานี้ได้ ขณะที่ผู้ผลิตชิปเซ็ตค่ายอื่นๆก็พร้อมที่จะใช้งานได้เช่นกัน

ซัมซุงจะเป็นค่ายแรกที่เปิดตัว “สมาร์ทโฟน เอไอ” ในวันที่ 17 ม.ค.67 นี้ โดย Galaxy S24 ซีรีส์ ถูกโหมโรงล่วงหน้าว่าจะก้าวสู่ยุคนวัตกรรม AI ที่จะมาเปลี่ยนวิถีการใช้ชีวิต การเชื่อมต่อ และความสร้างสรรค์อย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน และจะเป็นประวัติศาสตร์แห่งนวัตกรรมสมาร์ทโฟนถึงขั้นไปจัดงานเปิดตัวที่เมืองซานโอเซ ประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งถือว่าเป็นเมืองของแอปเปิลผู้ผลิตไอโฟน

ขณะที่บริษัท Open AI ผู้พัฒนา ChatGPT แชตบอตยอดนิยมที่ช่วยตอบคำถามและสร้างคอนเทนต์ใหม่ๆระบุว่า สัปดาห์หน้าจะเปิดตัว จีพีที สโตร์ (GPT Store) อย่างเป็นทางการให้นักพัฒนาแอปนำไปต่อยอดได้

ทางด้านแอปเปิลมีรายงานข่าวที่อ้างว่า ในปีนี้แอปเปิลจะอัปเกรดให้ Siri โดยได้ซุ่มพัฒนามาเป็นการภายใน เป็นแชตบอต LLM ความสามารถในการสนทนาที่เป็นธรรมชาติ และปรับแต่งเฉพาะตัวบน Siri AI และถูกยกว่าใช้งานได้ดีกว่า ChatGPT 3.5 ซึ่งคาดว่าจะแนะนำในงาน WWDC 2024 และพร้อมใช้งานบน iPhone 16 ซีรีส์ ในปีนี้ต่อไป สำหรับในแวดวงคอมพิวเตอร์พีซี ในปีนี้จะได้เห็น “AI PC” จากผู้ผลิตชิปเซ็ตที่จะอธิบายถึงชิปใหม่ที่จะติดตั้งในคอมพิวเตอร์คือชิป Neural Processing Unit (NPU) คือการประมวลผลแบบเส้นประสาทที่ออกแบบมาเพื่อรองรับการประมวลผล AI จะมีประสิทธิภาพสูงกว่า CPU หรือ GPU ในการประมวลผลเชิงลึก ช่วยให้การใช้ด้าน AI ดีขึ้น

ความจริงขยาย (Extended Reality:XR)

เทคโนโลยี XR เป็นการผสมผสานเทคโนโลยีเสมือนจริงที่มีทั้งหมดเข้าด้วยกัน ได้แก่ 1.เทคโนโลยีความจริงเสมือน VR (Virtual Reality) ที่ทำให้มองเห็นบรรยากาศแวดล้อมจำลอง เสมือนเข้าไปสู่โลกอีกโลกหนึ่งหรือไปอยู่อีกสถานที่หนึ่งด้วยการใส่อุปกรณ์ VR 2.เทคโนโลยีความจริงเสริม AR (Augmented Reality) สร้างวัตถุจำลองให้ปรากฏขึ้นมาบนโลกความเป็นจริงผ่านอุปกรณ์ เช่น สมาร์ทโฟน แท็บเล็ต จอภาพ แว่นตา และ 3.เทคโนโลยีความจริงผสม MR (Mixed Reality) ที่ผสานจุดเด่นของ VR และ AR เข้าด้วยกัน ทั้งจำลองสภาพแวดล้อมและจำลองวัตถุพร้อมต่อยอดให้เหนือชั้นไปอีกขั้น ด้วยการผสานโลกจริงและโลกเสมือนเป็นหนึ่งเดียวกัน ทำให้ผู้ใช้งานสามารถมีปฏิสัมพันธ์หรือตอบโต้กับภาพจำลองเหล่านั้นได้

Credit: https://www.adorama.com/alc/how-virtual-reality-works/

Credit: https://www.thairath.co.th/

แล้วพบกับสาระดีๆแบบนี้ทางด้านงานช่าง งานวิศวกรรม และอุตสาหกรรมได้ที่ นายช่างมาแชร์ นะครับ

Website: www.naichangmashare.com
Facebook: https://www.facebook.com/naichangmashare/
Blockdit :  https://www.blockdit.com/naichangmashare
Instragram: https://www.instagram.com/naichangmashare/
Twitter: https://twitter.com/naichangmashare
Youtube: https://www.youtube.com/channel/UCmIPiSeg-uy4k8JYSmknp_g

#นายช่างมาแชร์ 

จีนทดสอบ “EAST ดวงอาทิตย์เทียม” ร้อนกว่าของจริง 5 เท่า คาดเป็นพลังงานสะอาดแหล่งสุดท้าย

0
ดวงอาทิตย์เทียม
ดวงอาทิตย์เทียม

จีนทดสอบ “ดวงอาทิตย์เทียม” สำเร็จ ร้อนกว่าดวงอาทิตย์จริง 5 เท่า และนาน 1,056 วินาที คาดเป็นแหล่งพลังงานสะอาดสำหรับอนาคต

สถาบันฟิสิกส์พลาสมา (Institute of Plasma Physics, Chinese Academy of Sciences – ASIPP) ของประเทศจีน ประสบความสำเร็จในการทดสอบดวงอาทิตย์เทียมที่มีชื่อเรียกว่า “EAST” ซึ่งเป็นเตาปฏิกรณ์แบบโทคาแมค (Tokamak) ที่จำลองการเกิดปฏิกิริยานิวเคลียร์ฟิวชัน โดยการทดลองรอบล่าสุดให้ความร้อนที่มากกว่าดวงอาทิตย์จริงถึง 5 เท่า ในระยะเวลาที่ยาวนานขึ้น

ดวงอาทิตย์เทียม หรือ EAST (Experimental Advanced Superconducting Tokamak) 

ดวงอาทิตย์เทียม หรือ EAST (Experimental Advanced Superconducting Tokamak) เป็นผลงานการวิจัยของสถาบันฟิสิกส์พลาสมา ในนครเหอเฝย เมืองเอกของมณฑลอันฮุย ทางภาคตะวันออกของประเทศจีน โดยมีวัตถุประสงค์หลักในการสร้างดวงอาทิตย์เทียมเพื่อผลิตพลังงานสะอาดที่จะนำมาทดแทนพลังงานฟอสซิล น้ำมัน ถ่านหิน และก๊าซธรรมชาติที่อาจจะหมดไปในไม่ช้า

การจำลองการเกิดปฏิกิริยานิวเคลียร์ฟิวชันของดวงอาทิตย์เทียม เหมือนการเกิดปฏิกิริยาบนดวงอาทิตย์จริง โดยผลการทดสอบครั้งล่าสุดในช่วงปลายปี 2021 ที่ผ่านมา พบว่าประสิทธิภาพของอุปกรณ์เพิ่มมากขึ้น และสามารถทำความร้อนได้นานถึง 1,056 วินาที (ประมาณ 17 นาที) ที่อุณหภูมิเกือบ 70 ล้านองศาเซลเซียส

แม้ว่าอุณหภูมิจากการทดสอบครั้งล่าสุดจะน้อยกว่าการทดสอบในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2021 ที่ให้ความร้อนที่อุณหภูมิ 120 ล้านองศาเซลเซียส ในระยะเวลา 101 วินาที แต่อุณหภูมิความร้อนจากดวงอาทิตย์เทียมที่อุณหภูมิ 70 ล้านองศาเซลเซียส ก็ถือว่ามากพอที่จะนำมาใช้งาน เพราะอุณหภูมิที่ได้นั้นมากกว่าดวงอาทิตย์จริงถึง 5 เท่า

Credit: https://board.postjung.com/1463926

การจำลองการสร้างปฏิกิริยานิวเคลียร์ฟิวชันด้วยดวงอาทิตย์เทียม จะใช้พลังงานจากดิวเทอเรียม (Deuterium) ที่มีส่วนประกอบของธาตุไฮโดรเจนชนิดหนัก ซึ่งมีอยู่จำนวนมากในท้องทะเล และจะกลายเป็นส่วนสำคัญในการผลิตเป็นพลังงานทดแทน โดยนักวิจัยคาดว่าพลังงานที่ได้จะกลายเป็นพลังงานสะอาดที่น่าจะเป็นแหล่งพลังงานสะอาดแหล่งสุดท้ายในอนาคต

โครงการ ITER ยังทำให้เกิดการแบ่งปันเทคโนโลยีให้กับประเทศสมาชิกทั้งหลาย ที่นอกจากจะมี 7 ประเทศชั้นนำที่ร่วมทุนสร้างเตาปฏิกรณ์ดังกล่าว ยังมีประเทศอื่นอีกรวม 35 ประเทศ รวมทั้งประเทศไทยของเรา เข้ามาร่วมศึกษาเทคโนโลยีทางด้านนี้ด้วย แน่นอนว่าสำหรับสมาชิกหลักๆ ทั้ง 7 ต่างก็มีเตาปฏิกรณ์ฟิวชันเพื่อการวิจัยเป็นของตนเอง ที่ต่างก็อยากให้เตาปฏิกรณ์รุ่นทดสอบในประเทศตนล้ำหน้ามากกว่าเพื่อน เรียกว่าโครงการนี้เป็นทั้งการช่วยเหลือเกื้อกูลกันระหว่างประเทศต่างๆ และเป็นการแข่งขันกันอยู่ในตัว

โครงการวิจัยพลังงานฟิวชันของจีนก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว

อีกด้านหนึ่ง ตลอดระยะ 20 ปีที่ผ่านมา โครงการวิจัยพลังงานฟิวชันของจีนก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว โดยทางจีนตั้งหมุดหมายเอาไว้ว่า จะทำให้เตาปฏิกรณ์ฟิวชันที่ใช้ในการทดลองรุ่นล่าสุดมีชื่อเรียกว่า HT-7U หรือ อีสต์ (EAST) ย่อมาจาก Experimental Advanced Superconducting Tokamak ติดตั้งอยู่ที่สถาบัน Hefei Institutes of Physical Science of the Chinese Academy of Sciences (CASHIPS) ในนครเหอเฝย มณฑลอันฮุย หรือชื่อที่รู้จักกันตามสื่อมวลชนว่า ‘ดวงอาทิตย์เทียม’ สามารถใช้งานได้จริงในปี 2593 ซึ่งทำให้จีนทุ่มเทให้กับโครงการนี้อย่างเต็มที่ และผลสำเร็จก็เริ่มปรากฏมาตามที่คาดหวัง แต่ก็มีคู่แข่งชาติอื่นโดยเฉพาะชาติเอเชียอย่างเกาหลีใต้คอยกดดันอยู่ไม่ห่าง ความก้าวหน้าในระดับทำลายสถิติโลกจึงไล่ตามกันมาติดๆ โดยเริ่มจาก

  • ปี 2553 เตาปฏิกรณ์ EASTปรากฏตัวเป็นเตาปฏิกรณ์ฟิวชันเครื่องแรกที่ใช้ตัวนำยิ่งยวดในการสร้างสนามแม่เหล็กทั้งในทิศทาง Toroidal และ Poloidal (แนวตั้งและแนวนอนของวงโดนัท)
  • เดือนกรกฎาคม 2556 เตาปฏิกรณ์ EAST ของจีน ทำสถิติโลกในการสร้างพลาสมาใน H-Mode ที่ 50 ล้านองศาเซลเซียส ให้มีสภาพเสถียรได้ยาวนานถึง 101.2 วินาที
  • กุมภาพันธ์ 2559 เตาปฏิกรณ์ W7-X ของประเทศเยอรมนี ทำสถิติโลกในการสร้างพลาสมาที่อุณหภูมิ 80 ล้านองศาเซลเซียส แต่อยู่ได้นานเพียง 0.25 วินาทีเท่านั้น 
  • พฤศจิกายน 2561 เตาปฏิกรณ์ EAST ของจีนทำสถิติโลกในการสร้างพลาสมาใน H-Mode ที่อุณหภูมิสูงถึง 100 ล้านองศาเซลเซียสได้เป็นครั้งแรก โดยมีระยะเวลาเสถียรได้นาน 10 วินาที
  • ธันวาคม 2563 เตาปฏิกรณ์ K-STAR ที่​เมืองแทจอน 대전광역시 ในภาค​กลาง​ของประเทศ​เกาหลีใต้​ ก็ลบสถิติของจีนสำเร็จ โดยสามารถสร้างพลาสมาที่อุณหภูมิสูง 100 ล้านองศาเซลเซียสได้เช่นเดียวกัน แต่สามารถคงความเสถียรได้นานกว่าจีนคือ 20 วินาที
  • มิถุนายน 2564 เตาปฏิกรณ์ EAST ของจีนกลับมาเอาคืนอีกครั้ง ด้วยการสร้างพลาสมาที่อุณหภูมิสูงถึง 120 ล้านองศาเซลเซียสได้เป็นครั้งแรก และยังสามารถคงสภาพเสถียรได้นานถึง 101 วินาที

ประกาศสถิติโลกใหม่

และในเดือนมกราคมปี 2565 ที่ผ่านมานี้เอง สื่อทางการจีนก็ประกาศสถิติโลกใหม่ของเตาปฏิกรณ์ EAST นั่นคือสามารถสร้างพลาสมาที่อุณหภูมิ 70 ล้านองศาเซลเซียส และคงสภาพเสถียรเอาไว้ได้ยาวนานถึง 1,056 วินาที! หรือ 17.6 นาที นั่นคือร้อนน้อยกว่าของปี 2564 แต่อยู่ได้นานกว่ามากมายหลายเท่า

จากนี้ก็ยังคงเป็นเป้าหมายที่แต่ละประเทศจะเข้ามาแข่งขันกันสร้างเตาปฏิกรณ์ที่ร้อนกว่า และต้องทำงานได้นานกว่า ก่อนจะข้ามไปถึงขั้นที่ Breakeven ในอัตราส่วน Q=1 หรือพลังงานขาเข้าเท่ากับพลังงานขาออก เมื่อถึงตอนนั้น งานวิจัยก็จะดำเนินต่อไป ในด้านที่จะทำให้เตาสามารถจ่ายพลังงานให้กับตัวเอง คือหากวันใดที่ค่า Q>1 ส่วนเกินของพลังงานขาออกก็จะวนกลับมาจ่ายเป็นพลังงานขาเข้า เตาปฏิกรณ์ก็จะอยู่ได้ด้วยตัวเองโดยไม่ต้องเติมพลังงานอีกต่อไป คงเติมเพียงเชื้อเพลิงนั่นคือ ดิวเทอเลียมที่สกัดได้จากน้ำทะเลที่มีอยู่ทั่วโลก และแหล่งพลังงานสีเขียวที่ยั่งยืนก็จะใกล้ควาจริงเข้ามาเรื่อยๆ 

สุดท้ายความรู้ใหม่ๆ ที่ได้จากความสำเร็จของเตาปฏิกรณ์รุ่นทดสอบอย่าง ‘ดวงอาทิตย์เทียม’ ของจีนก็อาจจะย้อนกลับไปช่วยให้เตาปฏิกรณ์นานาชาติอย่าง ITER สามารถเดินเครื่องได้ที่ Q≧10 สมความตั้งใจก็เป็นได้

Credit: https://thestandard.co/

แล้วพบกับสาระดีๆแบบนี้ทางด้านงานช่าง งานวิศวกรรม และอุตสาหกรรมได้ที่ นายช่างมาแชร์ นะครับ

Website: www.naichangmashare.com
Facebook: https://www.facebook.com/naichangmashare/
Blockdit :  https://www.blockdit.com/naichangmashare
Instragram: https://www.instagram.com/naichangmashare/
Twitter: https://twitter.com/naichangmashare
Youtube: https://www.youtube.com/@naichangmashare
TikTok :  https://www.tiktok.com/@naichangmashare

#นายช่างมาแชร์ 

Basic level measurement – การวัดระดับของเหลวเบื้องต้นในโรงงาน

0

ในส่วนนี้ครับ แอดขอเข้าเรื่องที่เกี่ยวข้องกับ การวัดระดับของเหลว เพื่อเป็นพื้นฐานให้น้องๆนักศึกษาที่จะเข้ามาฝึกงาน หรือเตรียมตัวที่จะทำงานในโรงงานอุตสาหกรรมต่างๆครับ ซึ่งแอดจะสรุปสิ่งที่ควรรู้คร่าวๆ โดยจะเน้นไปที่เหตุและผลเป็นหลัก สำหรับในส่วนของทางด้านเทคนิคนั้นจะมีรายละเอียดค่อนข้างเยอะ (หลักการวัดแต่ละแบบคิดว่าสามารถเป็น paper ใหญ่ๆได้เลย) และเทคโนโลยีบางอย่างมีวิวัฒนาการอย่างรวดเร็ว ซึ่งจะต้องคอยติดตามอยู่เสมอๆครับ

การวัดระดับของของเหลวในโรงงานอุตสาหกรรม ถือว่ามีความสำคัญอย่างยิ่ง เพื่อให้กระบวนการผลิตดำเนินอย่างราบรื่น และสามารถวางแผนในการจัดการสินค้าได้ทั้ง Feed stock (วัตถุดิบที่ใช้ในการผลิตสินค้า) และ product (ผลิตภัณฑ์) ซึ่งแอดขอแบ่งความสำคัญใหญ่เป็นข้อๆ ดังนี้ครับ

เหตุผลหลักที่เราต้องวัดระดับ

1.วัดระดับของเหลวเพื่อจัดการกับวัตถุดิบและผลิตภัณฑ์

ลองนึกภาพตามแอดดูครับว่าถ้าหากเราอาศัยของเหลวอย่างนึงในการเป็นวัตถุดิบในการผลิตสินค้า แล้วเราไม่ทราบว่าเหลือวัตถุดิบเท่าไร มันก็คงจะวุ่นวายน่าดูเลยครับ เพราะเราไม่สามารถวางแผนจัดการว่าเราควรจะสั่งซื้อวัตถุดิบเมื่อไร อย่างไร และมีการสูญเสียวัตถุดิบไปอย่างน่าสงสัยหรือไม่ (ขโมย หรือ กระบวนการผลิตมีความผิดปกติ , ท่อนำส่งรั่ว) โรงงานที่แอดทำงานอยู่ในส่วนถังเก็บวัตถุดิบนอกจากอ่านค่าจากตัววัดแล้ว เราต้องทำการตรวจสอบด้วยคนอีกครั้งหนึ่งด้วย

2.ความปลอดภัยและสิ่งแวดล้อม

เรื่องนี้เป็นเรื่องที่สำคัญมากๆ ถ้าหากวัตถุดิบหรือผลิตภัณฑ์ของโรงงานเราส่งผลกระทบกับสิ่งแวดล้อม เช่น มีความเป็นพิษสูง แล้วบังเอิญเติมจนล้นถังออกสู่ภายนอกโดยไม่มีการวัดระดับ อาจถึงขั้นโดนร้องเรียนให้ปิดโรงงานได้เลยครับ หรือไม่ก็มีผลต่อบุคคลากรที่โดนสารที่เป็นพิษได้

Credit: https://www.csb.gov/csb-releases-draft-investigation-report-into-2009-explosion-and-fire-at-caribbean-petroleum-terminal-facility-in-puerto-rico-report-finds-inadequate-management-of-gasoline-storage-tank-overfill-hazard-/

3.วัดเพื่อทราบถึงความผิดปกติทางด้านการผลิต

นอกจากอาจจะมีการขโมยหรือรั่วไหลจากท่อนำส่งแล้ว ทางด้านการผลิตสามารถวิเคราะห์ความผิดปกติที่เกิดขึ้นได้อีกด้วย เช่น ระดับของเหลวยังเท่าเดิมถึงแม้ว่าเปิดวาล์วมากขึ้นก็ตาม ให้สันนิษฐานได้เลยครับว่าท่อตัน หรือไม่ก็มีความผิดปกติอย่างใดอย่างหนึ่ง

4.วัดเพื่อควบคุมคุณภาพของสินค้า

หลายๆคนสงสัยว่า เอ๊ะ การวัดระดับมันน่าจะไม่เกี่ยวกับคุณภาพของสินค้านะแอด เดี๋ยวลองอ่านสิ่งที่แอดนำเสนอก่อนนะครับ ผู้อ่านทุกท่านเคยสังเกตไหมครับเวลาเราเดินไปซื้อน้ำอัดลม ของเหลวในขวดแต่ละขวดเท่ากันทุกขวด เพื่อไม่ให้ปริมาณในการส่งมอบสินค้าผิดไปจากค่าที่ทางผู้ผลิตได้กำหนดไว้ในแง่คุณภาพและปริมาณ

Credit: investopedia.com/coca-cola-q1-fy2023-earnings-preview-7482976

เทคโนโลยีที่นิยมใช้ในการวัดระดับ

สำหรับเทคโนโลยีที่ใช้ในการวัดระดับของเหลว แอดขอแบ่งตามเทคโนโลยี ดังนี้ครับ

1.Hydrostatic Pressure

เป็นที่นิยมมากๆสำหรับการวัดระดับของเหลว เนื่องจาก เราสามารถเก็บอะไหล่แบบเดียวกันกับตัววัดความดัน (pressure) ได้ หลักการทำงานง่ายครับ เมื่อของเหลวมีระดับที่สูงขึ้น ความดันก็จะเพิ่มมากขึ้นตาม ซึ่งข้อจำกัดเองก็มีครับ เราไม่สามารถวัดได้อย่างแม่นยำถ้าบังเอิญว่าของเหลวแยกชั้นและไม่ผสมกัน เช่น น้ำ/น้ำมัน

Credit: automationforum.co/level-measurement-using-hydrostatic-pressure-measurement/

2.Capacitance

หลักการชนิดนี้อาศัยหลักการในการเปลี่ยนค่าความจุทางไฟฟ้ามาโดยอาศัยของเหลวเป็นสื่อกลางซึ่งเมื่อของเหลวมีระดับสูงขึ้นหรือลดลง ค่าความจุทางไฟฟ้าก็จะเปลี่ยนแปลง ข้อจำกัด ของเหลวที่เาจะวัดต้องมีค่า di-electric ที่เพียงพอและต้องอยู่ใน spec ของผู้ผลิตด้วย นอกเหนือจากนี้ถ้าหากของเหลวมีลักษณะเคลือบแน่น มาพอกตัววัด อาจส่ผลต่อการวัดได้

Credit: sciencedirect.com

3.Radar

อาศัยการส่งคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าไปตกกระทบกับพื้นผิวของของเหลว แล้วสะท้อนกลับมา ส่วนต่างของเวลาคลื่นตกกระทบและคลื่นสะท้อนจะสามารถบ่งบอกได้ครับว่าของเหลวอยู่ห่างไกลจากตัวส่งเท่าไร ซึ่งมีชนิดที่มีแท่งนำ (guide) หรือไม่มีแท่งนำก็ได้ ซึ่งข้อดีของตัววัดชนิดนี้คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าจะเสถียรกว่าคลื่นเหนือเสียง(Ultrasonic) และสามารถวัดของเหลวแบบแยกชั้นได้ครับ สำหรับชนิดแบบไม่อาศัยแท่งนำ ก็มีข้อดีคือ เป็นการวัดแบบไม่สัมผัส แต่ก็ตามมากับข้อเสียคือต้องดูลักษณะสิ่งกีดขวางภายในถังด้วยครับ

Credit: fluidhandlingpro.com

4.Ultrasonic

อาศัยหลักการคลื่นเหนือเสียงในส่วนนี้จะคล้ายๆกับ radar ครับ แต่คลื่นเหนือเสียงจะมีข้อด้อยกว่าคือหน้าคลื่นตัวกลางจะกว้างกว่า Radar ซึ่งอาจเกิดการสะท้อนได้ง่ายกว่า และถ้าหากมีของเหลวไปควบแน่นที่ตัวส่งคลื่นจะเกิดการวัดที่ผิดพลาดได้ครับ

Credit: electricalvolt.com/ultrasonic-level-transmitter-working/

5.Float

อาศัยลูกลอยและหลักการของแรงลอยตัวเป็นหลัก ซึ่งถ้าของเหลวมีระดับสูงขึ้น ตัว Float ก็จะลอยตามแรงลอยตัวหรือน้ำหนักของ float จะเบาลง เพราะมีแรงลอยตัวมาพยุงไว้ ข้อจำกัดคือไม่เหมาะกับของเหลวที่กัดกร่อนสูง เพราะถ้า float รั่ว อาจส่งผลต่อการวัดได้ และถ้าวัดกับของเหลวสกปรกอาจทำให้ float ติดขัดได้

Credit: Schmierer SEA

6.Gamma-rays

อาศัยหลักการบดบังรังสีของของเหลว เมื่อของเหลวมีระดับต่ำ รังสีก็จะไม่ผ่านของเหลวจึงทำให้มีค่าความเข้มที่สูง ณ ขณะเดียวกันถ้าของเหลวมีระดับที่สูงขึ้น ก็จะบดบังรังสีบางส่วนไป โดยตัวแผ่รังสีจะนิยมใช้วัสดุกัมมันภาพรังสี ฉายด้านตรงข้ามกับตัวรับ ซึ่งตัวรับเองก็มีหลายเทคโนโลยีครับ แต่ที่นิยมมากสุดมี 2 ชนิด คือ Geiger Muller และ Scintillation เหมาะสำหรับการวัดของที่สกปรกมากๆ , ความดันสูงมากๆ ซึ่งถ้ามีรอยต่อเยอะอาจส่งผลให้รั่วไหล , ผลิตภัณฑ์มีความร้อนสูง ข้อจำกัดส่วนใหญ่จะอยู่ที่กระบวนการขออนุญาต จะวุ่นวายมากเพราะต้องขึ้นทะเบียนเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยกับปรมาณูเพื่อสันติ (ใกล้กับมหาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน) และต้องมีกระบวนการส่งกำจัดถ้าหากหยุดการผลิตของโรงงาน และต้องการเปลี่ยนวัสดุกัมมันตภาพใหม่ ซึ่งข้อกำหนดมีรายละเอียดปลีกย่อย ข้อจำกัดอีกข้อเลยครับ คือปริมาณรังสีของวัสดุกัมมตภาพจะลดลงตามกาลเวลา ซึ่งหลังๆ จะนิยมใช้ Cs-137 ซึ่งจะมีครึ่งชีวิตที่ประมาณ 30 ปี แต่เราก็ต้องมีการสอบเทียบนะครับเพราะการสลายตัวจะส่งผลต่อการวัดด้วย

Credit: isa.org

สิ่งที่สำคัญที่แอดอยากจะสรุป แอดคิดว่าสิ่งนี้สำคัญมากๆ

ทุกๆการวัดระดับของเหลว สิ่งที่เราอยากทราบคือระดับของเหลวในถัง ทุกๆการวัดย่อมมีลักษณะเฉพาะตัว ข้อดี/ข้อจำกัดที่ต่างกัน แต่ที่ควรตระหนักคือ

  1. “ออกแบบตัววัดที่เรียบง่ายและใช้งานได้ดีเอาไว้ก่อนครับ” (Simple is the best) ถ้าข้อจำกัดนั้นเราจำเป็นต้องยาก ค่อยพิจารณาเลือกใช้เป็นกรณีๆไป เพราะมันจะมีผลต่อการซ่อมบำรุง เช่น ถ้าเราเลือกตัววัดที่ช่างบำรุงไม่คุ้นเคยอาจส่งผลให้การซ่อมนั้นใช้ระยะเวลาที่นานขึ้น
  2. “ถ้าทางทีมช่างซ่อมบำรุงใช้ตัววัดระดับแบบใดอยู่ และแบบนั้นใช้ได้ดีตอบโจทย์การใช้งาน ให้พิจารณาแบบเดิมไว้ก่อน” มันจะมีผลเรื่องการเก็บอะไหล่ครับ เราคงไม่อยากเก็บอะไหล่ต่างชนิดกันเยอะๆใช่ไหมครับ

แล้วพบกับสาระดีๆแบบนี้ทางด้านงานช่าง งานวิศวกรรม และอุตสาหกรรมได้ที่ นายช่างมาแชร์ นะครับ

Website: www.naichangmashare.com
Facebook: https://www.facebook.com/naichangmashare/
Blockdit :  https://www.blockdit.com/naichangmashare
Instragram: https://www.instagram.com/naichangmashare/
Twitter: https://twitter.com/naichangmashare
Youtube: https://www.youtube.com/channel/UCmIPiSeg-uy4k8JYSmknp_g

#นายช่างมาแชร์ 

SISTAM 2024 ลงนามในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือกับพันธมิตรชั้นนำเพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งยิ่งขึ้นในการยกระดับด้านความปลอดภัยและการบำรุงรักษาขั้นสูงในอุตสาหกรรมของประเทศไทย

0
SISTAM 2024 ลงนามในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือกับพันธมิตรชั้นนำเพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งยิ่งขึ้นในการยกระดับด้านความปลอดภัยและการบำรุงรักษาขั้นสูงในอุตสาหกรรมของประเทศไทย
SISTAM 2024 ลงนามในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือกับพันธมิตรชั้นนำเพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งยิ่งขึ้นในการยกระดับด้านความปลอดภัยและการบำรุงรักษาขั้นสูงในอุตสาหกรรมของประเทศไทย

กรุงเทพมหานคร, ประเทศไทย, 6 กุมภาพันธ์ 2567 — SISTAM (งานประชุมและแสดงสินค้าด้านความปลอดภัยอัจฉริยะในอุตสาหกรรมและเทคโนโลยีการบำรุงรักษาขั้นสูง) กลับมาอีกครั้งในปี 2567 โดยงานจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 26 – 27 กันยายน ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค กรุงเทพฯ SISTAM 2024 เป็นงานประชุมและแสดงสินค้าชั้นนำซึ่งเป็นการรวมตัวกันของผู้นำและผู้เชี่ยวชาญในวงการ มุ่งเน้นในด้านความปลอดภัยอัจฉริยะและโซลูชันการบำรุงรักษาขั้นสูงสำหรับภาคอุตสาหกรรมที่มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องตลอดเวลา 

ด้วยความร่วมมือระหว่างสามองค์กร ได้แก่ ผู้เชี่ยวชาญในการจัดงานนิทรรศการ บริษัท เอ็กซโปซิส (ExpoSis) และสมาคมพันธมิตรในภาคอุตสาหกรรม,  สมาคมส่งเสริมเทคโนโลยี (ไทย-ญี่ปุ่น) (หรือ ส.ส.ท.) และสมาคมวิศวกรรมเคมีและเคมีประยุกต์แห่งประเทศไทย (หรือ TIChE)  ผ่านการลงนามในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MoU) แสดงให้เห็นถึงความพยายามร่วมกันในการส่งเสริมบทบาทของ SISTAM ในฐานะแพลตฟอร์มอุตสาหกรรมที่โดดเด่นสำหรับการเป็นผู้นำทางความคิด โดยมีเป้าหมายเพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับภาคอุตสาหกรรมของประเทศ โดยครั้งนี้เป็นความร่วมมือครั้งที่สองระหว่างพันธมิตรสามองค์กร แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นทุ่มเทอีกครั้งเพื่อยกระดับระบบรักษาความปลอดภัยอัจฉริยะและการบำรุงรักษาขั้นสูงในภาคอุตสาหกรรมของประเทศไทย 

ผู้เข้าร่วมในพิธีลงนามซึ่งจัดขึ้น ณ กรุงเทพมหานคร ประกอบด้วยคุณคุณนุชรินทร์ ภารดีวิสุทธิ์ กรรมการผู้จัดการบริษัท เอ็กซโปซิส จำกัด, คุณสุรเชษฐ์ ชโลธร นายกสมาคมวิศวกรรมเคมีและเคมีประยุกต์แห่งประเทศไทย, และ ดร. สุพจน์ ชินวีระพันธุ์ กรรมการและผู้อำนวยการสมาคมส่งเสริมเทคโนโลยี (ไทย-ญี่ปุ่น) 

คุณนุชรินทร์ภารดีวิสุทธิ์กรรมการผู้จัดการบริษัทเอ็กซโปซิสจำกัดในฐานะผู้จัดงาน SISTAM ได้แสดงความยินดีและขอบคุณสำหรับความร่วมมือในครั้งนี้ โดยกล่าวว่า “ด้วยความเข้าใจอย่างถ่องแท้ถึงความท้าทายและโอกาสในภาคอุตสาหกรรมของไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านความปลอดภัย การบำรุงรักษา นวัตกรรมและความยั่งยืน ความร่วมมือของเราและผู้ร่วมจัดงาน ได้แก่ ส.ส.ท. และ TIChE จึงเป็นสิ่งสำคัญ เรามุ่งมั่นที่จะทำให้ SISTAM 2024 มีความเกี่ยวเนื่องและสร้างประโยชน์ต่ออุตสาหกรรมในประเทศไทย และมีส่วนร่วมในการปรับปรุงระบบความปลอดภัยอัจฉริยะและเทคโนโลยีการบำรุงรักษาขั้นสูงให้ดีขึ้น”

SISTAM 2024 ลงนามในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือกับพันธมิตรชั้นนำเพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งยิ่งขึ้นในการยกระดับด้านความปลอดภัยและการบำรุงรักษาขั้นสูงในอุตสาหกรรมของประเทศไทย 2
SISTAM 2024 ลงนามในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือกับพันธมิตรชั้นนำเพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งยิ่งขึ้นในการยกระดับด้านความปลอดภัยและการบำรุงรักษาขั้นสูงในอุตสาหกรรมของประเทศไทย 2

คุณนุชรินทร์เน้นย้ำถึงการทำงานร่วมกันภายใต้บริบทนโยบายระดับชาติ “ประเทศไทย 4.0” ซึ่งมีเป้าหมายที่จะปรับเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจไทยไปสู่เศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม การผลิตที่มีคุณค่าสูง และความยั่งยืน และได้กล่าวเสริมว่า “การประชุมครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อกระตุ้นและพัฒนาภูมิทัศน์อุตสาหกรรมไทยให้มีความชาญฉลาด มีประสิทธิภาพมากขึ้น และสามารถแข่งขันได้ ผ่านการปรับปรุงมาตรฐานความปลอดภัยและการบำรุงรักษา พร้อมทั้งส่งเสริมการแลกเปลี่ยนความรู้”

คุณสุรเชษฐ์ชโลธร นายกสมาคมวิศวกรรมเคมีและเคมีประยุกต์แห่งประเทศไทย กล่าวถึงบทบาทที่สำคัญของระบบความปลอดภัยอัจฉริยะในภาคอุตสาหกรรมและเทคโนโลยีการบำรุงรักษาขั้นสูงในอุตสาหกรรมเคมีและกระบวนการ โดยเน้นย้ำว่าการนำเทคโนโลยีดิจิทัล ระบบอัตโนมัติ และเทคนิคการบำรุงรักษาขั้นสูงมาใช้มีความจำเป็นต่อการรับรองความปลอดภัย ประสิทธิภาพ และความสามารถในการแข่งขันในอุตสาหกรรมที่มีความเสี่ยงสูงเหล่านี้ รวมไปถึงการใช้ Predictive Maintenance การใช้ IoT หรือการเชื่อมโยงอุปกรณ์ทางอิเล็กทรอนิกส์ผ่านอินเทอร์เน็ตสำหรับการตรวจสอบแบบเรียลไทม์ และการใช้ระบบการจัดการความปลอดภัยขั้นสูงเพื่อป้องกันอุบัติเหตุและการหยุดชะงักของการทำงาน อุตสาหกรรมนี้ซึ่งเป็นส่วนสำคัญต่อ GDP ของประเทศไทย ได้พัฒนาผ่านขั้นตอนต่าง ๆ ตั้งแต่การทดแทน การนำเข้า ไปจนถึงการเติบโตที่มุ่งเน้นการส่งออก และขณะนี้กำลังมุ่งเน้นไปที่ความสามารถในการแข่งขัน การรวมสินทรัพย์ และการสร้างพันธมิตรเชิงกลยุทธ์ นับเป็นช่วงเวลาเหมาะสมสำหรับ SISTAM 2024 ในการตอบสนองความต้องการและความท้าทายที่ภาคอุตสาหกรรมกำลังเผชิญอยู่”

สมาคมวิศวกรรมเคมีและเคมีประยุกต์แห่งประเทศไทย ในฐานะเจ้าภาพจัดงานประชุม Thailand International Chemical Engineering and Chemical Technology หรือ TNChE งานประชุมที่อุทิศให้กับอุตสาหกรรมเคมีของประเทศไทย มีกำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 19-21 มิถุนายน ณ โรงแรมดุสิตธานี พัทยา งานประชุม TNChE จะมุ่งเน้นให้ความสำคัญกับเทคโนโลยีความก้าวหน้า การวิจัย และนวัตกรรมที่ขับเคลื่อนอุตสาหกรรมเคมีของประเทศ พร้อมทำหน้าที่เป็นเวทีสำคัญในการแบ่งปันความรู้ ส่งเสริมความร่วมมือ และพูดคุยเกี่ยวกับอนาคตของอุตสาหกรรมเคมีและปิโตรเคมี 

คุณสุรเชษฐ์  เน้นย้ำถึงความสัมพันธ์ของ SISTAM ต่ออนาคตของอุตสาหกรรมเคมีและปิโตรเคมีในประเทศไทย โดยกล่าวว่า “SISTAM ทำหน้าที่เป็นแพลตฟอร์มอุตสาหกรรมที่สำคัญซึ่งสอดคล้องกับทิศทางในอนาคตของภาคส่วนนี้เป็นอย่างมาก ระบบการจัดการความปลอดภัยขั้นสูงและ Predictive Maintenance เป็นเครื่องมือสำคัญในการปฏิบัติตามกฎระเบียบด้านสิ่งแวดล้อมและความปลอดภัยในภาคอุตสาหกรรมเคมี เทคโนโลยีอัจฉริยะจะช่วยทำให้การปฏิบัติตามกฎระเบียบเป็นไปได้ดียิ่งขึ้นผ่านการรวบรวมข้อมูล การรายงาน และการวิเคราะห์ที่แม่นยำ”

ผู้ร่วมจัดงานทั้งสองเห็นตรงกันว่า SISTAM เป็นตัวเร่งให้เกิดความร่วมมือและนวัตกรรมในอุตสาหกรรม                      ดร. สุพจน์ชินวีระพันธุ์กรรมการและผู้อำนวยการสมาคมส่งเสริมเทคโนโลยี (ไทยญี่ปุ่น) กล่าวว่า “การมีส่วนร่วมใน SISTAM ของเราสอดคล้องกับพันธกิจในการยกระดับความร่วมมือทางอุตสาหกรรมทั่วไทยและญี่ปุ่น โดยมีเป้าหมายที่จะบูรณาการโซลูชันชั้นนำและแนวทางปฏิบัติที่ดีที่สุดในด้านความปลอดภัยและการบำรุงรักษา เพื่อการเติบโตและก้าวหน้าของบุคลากรและอุตสาหกรรมในประเทศไทย เราตั้งใจที่จะเสริมสร้างความเป็นเลิศในการดำเนินงานและความได้เปรียบในการแข่งขันทางธุรกิจของสมาชิกผ่าน SISTAM เครือข่ายที่กว้างขวางของเราอันประกอบไปด้วยผู้ประกอบการชาวญี่ปุ่นในประเทศไทย และสมาชิกผู้ประกอบการไทยที่มีเป็นจำนวนมาก ดังนั้นการประชุมนี้เป็นเวทีที่สำคัญสำหรับการแลกเปลี่ยนความรู้และแบ่งปันเทคโนโลยีใหม่ ๆ”

ด้วยความมุ่งมั่นตั้งใจที่จะสานต่อความสำเร็จจากการจัดงานในปีที่แล้ว งาน SISTAM 2024 ในครั้งนี้คาดว่าจะสามารถดึงดูดผู้เข้าร่วมงานได้มากกว่า 5,000 คน เข้าร่วมการประชุมและงานแสดงนิทรรศการที่จัดขึ้นตลอดระยะเวลา 2 วัน โดยมีผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมจากภาคส่วนต่าง ๆ ได้แก่อุตสาหกรรมยานยนต์ ปิโตรเคมี น้ำมันและก๊าซ อาหารและเครื่องดื่ม และอื่น ๆ อีกมากมาย เข้าร่วมจัดแสดง

SISTAM 2024 ยังได้รับการสนับสนุนจากหน่วยงานภาครัฐและสมาคมอุตสาหกรรมต่าง ๆ อีกมากมาย ได้แก่ กรมโรงงานอุตสาหกรรม สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ เขตอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ประเทศไทย (Software Park Thailand) สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล สภาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งประเทศไทย สถาบันไทย-เยอรมัน วิศวกรรมศาสตร์ จุฬาฯ และสมาคมวิศวกรรมความปลอดภัยแห่งประเทศไทย

ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับงาน SISTAM 2024 สามารถดูได้ที่ www.sistam-asia.com 

********

เกี่ยวกับ SISTAM 2024

SISTAM 2024 เป็นเวทีธุรกิจต่อธุรกิจชั้นนำของประเทศไทยที่มุ่งเน้นด้านความปลอดภัยอัจฉริยะในอุตสาหกรรมและโซลูชันการบำรุงรักษาขั้นสูง งาน SISTAM 2024 ซึ่งจัดโดยเอ็กซโปซิส ร่วมกับสมาคมส่งเสริมเทคโนโลยี              (ไทย-ญี่ปุ่น) สมาคมวิศวกรรมเคมีและเคมีประยุกต์แห่งประเทศไทย (TIChE) และพันธมิตรด้านวิชาการ ได้แก่ คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาฯ โดย SISTAM 2024 มีบทบาทสำคัญในการพัฒนาระบบการผลิตอัจฉริยะและแนวปฏิบัติด้านอุตสาหกรรมของประเทศไทย หลังจากความสำเร็จในการจัดงานครั้งแรกด้วยจำนวนผู้เข้าร่วมกว่า  5,000 คนในปี 2566 SISTAM ยังคงเดินหน้ารวบรวมผู้นำในภาคอุตสาหกรรม ผู้มีอำนาจในการตัดสินใจ และผู้เชี่ยวชาญจากภาคส่วนต่าง ๆ มาเข้าร่วมภายในงาน โดยทำหน้าที่เป็นแพลตฟอร์มสำหรับการแลกเปลี่ยนความรู้ การเติบโตของธุรกิจ และนวัตกรรม สร้างโอกาสให้ผู้ร่วมงานได้สำรวจโซลูชันที่ล้ำสมัยและขยายเครือข่ายด้านระบบความปลอดภัยอัจฉริยะในภาคอุตสาหกรรมและแนวทางปฏิบัติในการบำรุงรักษาขั้นสูง

[SISTAM 2023] งานประชุมและแสดงสินค้าด้านความปลอดภัยอัจฉริยะและเทคโนโลยีชั้นสูงสำหรับการบำรุงรักษา 18-20 ตุลาคม 2566

เกี่ยวกับผู้จัดงานบริษัทเอ็กซโปซิสจำกัด

บริษัท เอ็กซโปซิส จำกัด ก่อตั้งขึ้นในปี 2556 เป็นบริษัทชั้นนำของไทยที่เชี่ยวชาญด้านการจัดการนิทรรศการและการประชุม พร้อมทีมงานที่มีทักษะและผลงานที่ได้รับการพิสูจน์แล้วถึงความเป็นเลิศในการจัดงานแสดงสินค้าระดับนานาชาติ ให้บริการในอุตสาหกรรมต่าง ๆ เช่น พลังงาน ยานยนต์ การผลิต โครงสร้างพื้นฐาน และการดูแลสุขภาพ ทั้งในประเทศไทยและทั่วภูมิภาคอาเซียน เอ็กซโปซิสให้บริการจัดงานอีเว้นท์แบบครบวงจร ความเชี่ยวชาญของเอ็กซโปซิสครอบคลุมทุกด้านตั้งแต่การศึกษาตลาด การตลาด ไปจนถึงโลจิสติกส์และการดำเนินการนอกสถานที่ ซึ่งรับประกันถึงความสำเร็จของการจัดงานนิทรรศการและการประชุมในทุก ๆ ครั้ง

********

ช่องทางการติดต่อสำหรับสื่อมวลชน:

บริษัท เอ็กซโปซิส จำกัด  

ศรัญญา ศรีสัจจะเลิศวาจา  

โทร 096-492-9455 I Email: [email protected] 

แล้วพบกับสาระดีๆแบบนี้ทางด้านงานช่าง งานวิศวกรรม และอุตสาหกรรมได้ที่ นายช่างมาแชร์ นะครับ

Website: www.naichangmashare.com
Facebook: https://www.facebook.com/naichangmashare/
Blockdit :  https://www.blockdit.com/naichangmashare
Instragram: https://www.instagram.com/naichangmashare/
Twitter: https://twitter.com/naichangmashare
Youtube: https://www.youtube.com/@naichangmashare
TikTok :  https://www.tiktok.com/@naichangmashare

#นายช่างมาแชร์ 

Huawei เปิดตัวสถานีชาร์จ EV เร็วที่สุดในโลก ชาร์จแค่ 8 นาที วิ่งได้ไกล 800 กม.

0
Huawei เปิดตัวสถานีชาร์จ EV เร็วที่สุดในโลก ชาร์จแค่ 8 นาที วิ่งได้ไกล 800 กม.
Huawei เปิดตัวสถานีชาร์จ EV เร็วที่สุดในโลก ชาร์จแค่ 8 นาที วิ่งได้ไกล 800 กม.

Huawei รุกตลาดสถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า เตรียมวางแผนขยายจุดชาร์จกว่า 100,000 แห่งทั่วประเทศจีนภายในปี 2024 ซึ่งหัวเว่ยได้เผยถึงความเร็วของสถานีชาร์จว่า 1 วินาทีสามารถได้ระยะทาง 1 กม. ซึ่งใกล้เคียงกับการเติมน้ำมัน Huawei หนึ่งในผู้เล่นยักษ์ใหญ่ในวงการเทคโนโลยี เปิดตัวสถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าความเร็วสูงที่มีกำลังไฟสูงสุดถึง 600kW และยังมีแผนที่จะขยายไป 100,000 แห่งทั่วประเทศจีน ซึ่งความเร็วสถานีชาร์จที่ทางหัวเว่ยได้พูดถึงคือ 1 วินาที ได้ระยะทาง 1 กม. ซึ่งเร็วกว่าคู่แข่งอย่าง Tesla Supercharger ถึง 2 เท่า 

สถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้ารุ่นใหม่ของ Huawei มีกำลังไฟสูงสุด 600kW

สถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้ารุ่นใหม่ของ Huawei มีกำลังไฟสูงสุด 600kW ซึ่งตัวอย่างคือรถยนต์ไฟฟ้าที่มีแบตเตอรี่ความจุ 80kW เมื่อชาร์จเต็มวิ่งได้ 600 กม. ใช้เวลาเพียง 8 นาทีในการชาร์จไฟ ซึ่งถือว่าน่าสนใจมากหากทำได้จริง

ผู้พัฒนาสถานีชาร์จของหัวเว่ยคือ Huawei Digital Power หนึ่งในบริษัทย่อยของหัวเว่ย ซึ่งจะเดินหน้าธุรกิจผ่านการร่วมมือกับเจ้าของพื้นที่ต่าง ๆ เช่น ศูนย์การค้า รวมถึงบริเวณใกล้เคียงมอเตอร์เวย์ เพื่อติดตั้งสถานีชาร์จความเร็วสูงนี้ทั่วประเทศจีน 

อย่างไรก็ตาม Huawei ยังได้เปิดเผยว่า สถานีชาร์จนี้สามารถใช้ร่วมกันได้กับทุกแบรนด์ทุกยี่ห้อรถยนต์ไฟฟ้า และยังมีจุดเด่นตรงระบบระบายความร้อนด้วยของเหลว ซึ่งย้อนกลับมาที่คู่แข่งอย่าง Tesla Supercharger มีการระบายความร้อนด้วยพัดลมเท่านั้น 

นี่ถือเป็นจุดเปลี่ยนของวงการรถยนต์ไฟฟ้าเลยก็ว่าได้ เพราะหากสามารถชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าได้รวดเร็วเหมือนกับเติมน้ำมันอย่างที่หัวเว่ยว่าไว้ ก็จะทำให้ปัญหาสถานีชาร์จไม่เพียงพอลดลง ในเมื่อผู้ใช้สามารถชาร์จแค่ไม่กี่นาทีก็ทำให้ระยะทางวิ่งได้มากราวกับเติมน้ำมัน

สิ้นปี 2023 ในประเทศจีนมีสถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าที่ให้บริการทั่วไปทั้งหมด 2.7 ล้านแห่ง และจำนวนนี้จะเพิ่มอีก 40% ภายในปี 2024 แต่อย่างไรก็ตามในจีนยังไม่มีสถานีชาร์จแบบเร็วหรือ Fast Charge และเชื่อว่าหัวเว่ยจะเข้ามาตีตลาดในส่วนนี้ ซึ่งในประเทศไทยก็ยังคงต้องรอลุ้นอีกครั้งว่าหัวเว่ยจะนำสถานีชาร์จเร็วนี้เข้ามาให้บริการในไทยหรือไม่

Credit: https://www.springnews.co.th/keep-the-world/energy/847674

แล้วพบกับสาระดีๆแบบนี้ทางด้านงานช่าง งานวิศวกรรม และอุตสาหกรรมได้ที่ นายช่างมาแชร์ นะครับ

Website: www.naichangmashare.com
Facebook: https://www.facebook.com/naichangmashare/
Blockdit :  https://www.blockdit.com/naichangmashare
Instragram: https://www.instagram.com/naichangmashare/
Twitter: https://twitter.com/naichangmashare
Youtube: https://www.youtube.com/@naichangmashare
TikTok :  https://www.tiktok.com/@naichangmashare

#นายช่างมาแชร์ 

ศักยภาพ “พลังงานแสงอาทิตย์” ของอินเดีย คาดสูงแตะ 748 กิกะวัตต์…

0
ศักยภาพ “พลังงานแสงอาทิตย์” ของอินเดีย คาดสูงแตะ 748 กิกะวัตต์…
ศักยภาพ “พลังงานแสงอาทิตย์” ของอินเดีย คาดสูงแตะ 748 กิกะวัตต์…

สำนักข่าวซินหัวรายงานจากกรุงนิวเดลี ประเทศอินเดีย เมื่อวันที่ 9 ก.พ. ว่า นายอาร์. เค. ซิงห์ รัฐมนตรีด้านพลังงานใหม่ พลังงานหมุนเวียน และไฟฟ้า ของอินเดีย เป็นผู้เปิดเผยข้อมูลดังกล่าว พร้อมทั้งระบุว่า การคาดการณ์นี้จัดทำโดย สถาบันพลังงานแสงอาทิตย์แห่งชาติ อ้างอิงข้อมูลจากเวสท์ แลนด์ แอทลาส ออฟ อินเดีย 2010 (Waste Land Atlas of India 2010)

ทั้งนี้ นับถึงสิ้นปีที่แล้ว มีนิคมอุตสาหกรรมพลังงานแสงอาทิตย์ 51 แห่ง ซึ่งมีกำลังการผลิตรวม 37,740 เมกะวัตต์ ได้รับการอนุมัติอย่างเป็นทางการใน 12 รัฐของอินเดีย นับตั้งแต่เปิดตัวโครงการ เมื่อเดือน ธ.ค. 2557

“ปัจจุบัน โครงการพลังงานแสงอาทิตย์ที่มีกำลังการผลิตรวม 10,504 เมกะวัตต์ เปิดดำเนินการในนิคมอุตสาหกรรมพลังงานแสงอาทิตย์ 20 แห่ง” ซิงห์กล่าว

อนึ่ง รัฐบาลอินเดียได้ตั้งเป้าหมาย บรรลุกำลังการผลิตติดตั้ง 500 กิกะวัตต์ จากแหล่งเชื้อเพลิงที่ไม่ใช่ฟอสซิล ภายในปี 2573

Credit: https://www.dailynews.co.th/

แล้วพบกับสาระดีๆแบบนี้ทางด้านงานช่าง งานวิศวกรรม และอุตสาหกรรมได้ที่ นายช่างมาแชร์ นะครับ

Website: www.naichangmashare.com
Facebook: https://www.facebook.com/naichangmashare/
Blockdit :  https://www.blockdit.com/naichangmashare
Instragram: https://www.instagram.com/naichangmashare/
Twitter: https://twitter.com/naichangmashare
Youtube: https://www.youtube.com/@naichangmashare
TikTok :  https://www.tiktok.com/@naichangmashare

#นายช่างมาแชร์ 

CERN วางแผนสร้าง เครื่องชนอนุภาคยักษ์รุ่นใหม่ หวังไขปริศนาสสารมืด

0
CERN วางแผนสร้าง เครื่องชนอนุภาคยักษ์รุ่นใหม่ หวังไขปริศนาสสารมืด
CERN วางแผนสร้าง เครื่องชนอนุภาคยักษ์รุ่นใหม่ หวังไขปริศนาสสารมืด

เซิร์น เปิดเผยแผนการสร้างเครื่องชนอนุภาครุ่นใหม่ ที่มีขนาดใหญ่กว่าเครื่องที่มีอยู่กว่า 4 เท่าตัว โดยมีเป้าหมายเพื่อไขความลับของสสารมืดและจักรวาล

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อ 6 ก.พ. 2567 ว่า นักวิทยาศาสตร์ของ องค์การวิจัยนิวเคลียร์ยุโรป หรือ เซิร์น (CERN) เปิดเผยว่า พวกเขากำลังวางแผนสร้างเครื่องชนอนุภาค (particle collider) รุ่นใหม่ โดยจะมีขนาดใหญ่กว่าเครื่องชนอนุภาคที่ใหญ่ที่สุดในโลกในปัจจุบันอย่าง ‘แฮดรอน’ ในประเทศสวิตเซอร์แลนด์มาก นักวิทยาศาสตร์ระบุว่า พวกเขาเสร็จสิ้นขั้นตอนใหญ่ในการศึกษาความเป็นไปได้ในการสร้างเครื่องชนอนุภาครุ่นใหม่ หรือมีชื่ออย่างไม่เป็นทางการว่า ‘เครื่องชนอนุภาควงแหวนแห่งอนาคต’ (Future Circular Collider – FCC) แล้ว แต่การวางแผนต่างๆ จะยังไม่เสร็จสมบูรณ์จนกว่าจะถึงช่วงกลางปีหน้า

เซิร์นคาดหวังว่า แผนการสร้างเครื่องชนอนุภาครุ่นใหม่ของพวกเขาจะได้รับการอนุมัติ เนื่องจากมันมีความสำคัญมากในการหาคำตอบว่า สสารมืด (dark matter) หรือองค์ประกอบ 95% ของจักรวาลที่เรายังไม่สามารถมองเห็นได้ในตอนนี้ คืออะไรกันแน่ นักวิทยาศาสตร์ของเซิร์นบอกอีกว่า หากได้รับการอนุมัติให้สร้าง การก่อสร้างก็ต้องใช้เทคโนโลยีขั้นสูง โดยพวกเขาตั้งเป้าหมายว่า เครื่องชนอนุภาครุ่นใหม่จะพร้อมใช้งานเมื่อ แฮดรอน หมดอายุการใช้งานในปี 2583 อย่างไรก็ตาม นักวิทยาศาสตร์คาดว่า แฮดรอน จะไม่ถูกปลดประจำการ แต่จะถูกใช้ในการทำการทดลองอื่นๆ แทน

นายอีไลเซอร์ ราบิโนวิชี ประธานสภาศาสตราจารย์ของเซิร์น กล่าวว่า ตอนนี้ยังไม่มีการตัดสินใจเครื่องการสร้างเครื่องชนอนุภาครุ่นใหม่ แต่การตอบสนองของสภาต่อการศึกษาความเป็นไปได้ในการก่อสร้างจนถึงตอนนี้ เป็นไปในทางบวก

ข้อมูลทางฟิสิกส์ที่ดีที่สุด และเทคโนโลยีที่ดีที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้

“สมาชิกสภาทุกคนเห็นชอบในวิสัยทัศน์ที่ว่า เซิร์น จะจัดหาข้อมูลทางฟิสิกส์ที่ดีที่สุด และเทคโนโลยีที่ดีที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ให้แก่ชุมชนผู้ศึกษาฟิสิกส์พลังงานสูงทั่วโลก เพื่อสำรวจคำถามลึกล้ำเกี่ยวกับจักรวาล” นายราบิโนวิชีกล่าว จากข้อมูลล่าสุดที่นักวิทยาศาสตร์เปิดเผยออกมา พบว่าอุโมงค์ใต้ดิน ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญของเครื่องชนอนุภาค จะมีความยาวเส้นรอบวงไม่ถึง 100 กม. ตามที่คาดกันไว้ในตอนแรก

ดร.ไมเคิล เบเนดิคต์ นักฟิสิกส์การเร่งอนุภาคของเซิร์นระบุว่า เส้นรอบวงของอุโมงค์จะมีความยาว 91 กม. และมีฐานภาคพื้นดิน 8 ฐาน โดยจากทั้งฐานดังกล่าว จะมีช่องอุโมงค์ หรือ ชาฟต์ ความลึกกเฉลี่ย 200 กม. ลงมาเชื่อมต่อกับโครงสร้างพื้นฐานของอุโมงค์ใต้ดิน นักวิทยาศาสตร์ยังไม่รู้งบประมาณในการสร้างเครื่องชนอนุภาครุ่นใหม่ที่แน่นอน แต่นาง ฟาบิโอลา จานอตติ ผู้อำนวยการทั่วไปของเซิร์นเผยว่า ตัวเลขที่ประเมินเอาไว้ตอนนี้อยู่ที่ 1.5 หมื่นล้านฟรังก์สวิส หรือราว 6.1 แสนล้านบาท ซึ่งอาจมีความเปลี่ยนแปลง และพวกเขาจะได้ตัวเลขที่แน่ชัดจริงๆ ภายในปี 2568

“ค่าใช้จ่ายในการสร้างอุโมงค์, เทคโนโลยีของโครงสร้างพื้นฐาน บวกเครื่องชนอนุภาคกับการทดลองอีก 4 ครั้ง อาจมีค่าใช้จ่ายราว 1.5 หมื่นล้านฟรังก์สวิส แต่ยังมีงานอีกมากที่ต้องทำ จนถึงตอนนี้ยังไม่มีตัวเลขที่เหมาะสมที่สุด ดังนั้นเราจะทำต่อไป และเราจะเปิดเผยตัวเลขคาดการณ์ที่แน่นอนกว่านี้ ในรายงานสุดท้ายในปีหน้า” นางจานอตติกล่าว

เซิร์นระบุอีกว่า เครื่องชนอนุภาคยักษ์ แฮดรอน (Large Hadron Collider – LHC) พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่ามันมีคุณค่าต่อวงการวิทยาศาสตร์ และความเข้าใจในจักรวาลของเรา ดังนั้น เราจึงต้องการเครื่องชนอนุภาครุ่นใหม่ เพื่อให้ความเข้าใจที่ว่าเติบโตขึ้น

“FCC ไม่เพียงเป็นเครื่องมือมหัศจรรย์ในการพัฒนาความเข้าใจในกฎพื้นฐานทางฟิสิกส์และธรรมชาติ”

“FCC ไม่เพียงเป็นเครื่องมือมหัศจรรย์ในการพัฒนาความเข้าใจในกฎพื้นฐานทางฟิสิกส์และธรรมชาติ มันยังเป็นตัวขับเคลื่อนนวัตกรรม เพราะเราต้องการเทคโนโลยีใหม่ที่มีความก้าวหน้า ตั้งแต่เรื่อง ไครโอเจนิค ไปจนถึง ตัวนำยิ่งยวดแบบแม่เหล็ก, เทคโนโลยีสูญญากาศ, เครื่องตรวจจับ, เครื่องมือวัด, เทคโนโลยีที่มีศักยภาพส่งผลกระทบใหญ่หลวงต่อสังคมของเรา และสังคมเศรษฐกิจขนาดใหญ่ กับประโยชน์ต่างๆ” นางจานอตติกล่า

FCC จะตั้งอยู่ใกล้กับเครื่องชนอนุภาค แฮดรอน ซึ่งมีความยาวเส้นรอบวง 27 กม. ใกล้กับนครเจนีวา โดยมีเป้าหมายในการปลดล็อกความลับเกี่ยวกับสสารมืด และจักรวาลให้มากขึ้นในช่วงหลายทศวรรษข้างหน้า

Credit: https://www.thairath.co.th/

Credit: https://www.matichon.co.th/

แล้วพบกับสาระดีๆแบบนี้ทางด้านงานช่าง งานวิศวกรรม และอุตสาหกรรมได้ที่ นายช่างมาแชร์ นะครับ

Website: www.naichangmashare.com
Facebook: https://www.facebook.com/naichangmashare/
Blockdit :  https://www.blockdit.com/naichangmashare
Instragram: https://www.instagram.com/naichangmashare/
Twitter: https://twitter.com/naichangmashare
Youtube: https://www.youtube.com/@naichangmashare
TikTok :  https://www.tiktok.com/@naichangmashare

#นายช่างมาแชร์