[Free Webinar] – CHALLENGES IN “SAFETY & MECHANICAL INTEGRITY” TO MANAGE CRITICAL ASSETS IN INDUSTRIAL SECTOR

0

ขออนุญาตประชาสัมพันธ์กิจกรรมฟรีดีๆนะครับ


? Free Webinar จาก REPCO NEX Industrial Solutions


ครั้งนี้มาคุยกันกับผู้เชียวชาญเกี่ยวกับความท้าทายในเรื่องความปลอดภัยและเสถียรภาพของเครื่องจักร ในหัวข้อ CHALLENGES IN “SAFETY & MECHANICAL INTEGRITY” TO MANAGE CRITICAL ASSETS IN INDUSTRIAL SECTOR


? ความปลอดภัยเป็นเรื่องที่ทุกโรงงานให้ความสำคัญเป็นอันดับแรก โดยเฉพาะอย่างยิ่งความปลอดภัยของเครื่องจักรที่นับได้ว่าเป็นเรื่องที่ต้องมีการดูแลและบริหารจัดการอย่างเป็นระบบ เพราะหากไม่มีการวางระบบบริการจัดการหรือกลยุทธ์ในการดูแลเครื่องจักรที่เหมาะสม อาจส่งผลให้เครื่องจักรมีประสิทธิภาพลดลงและเกิดความเสียหาย เช่น เกิดการรั่วไหล หรือการระเบิด นำมาสู่ความเสียหายต่อธุรกิจได้


? Webinar ในครั้งนี้จะเล่าถึงความจำเป็นในการดูแลเครื่องจักรให้ปลอดภัยตั้งแต่เริ่มต้น โดยการวางระบบเพื่อดูแลเครื่องจักรให้มีเสถียรภาพ และเมื่อใช้งานแล้วต้องมีการบริหารจัดการความเสี่ยงของเครื่องจักรให้มีอายุการใช้งานยาวนาน รวมถึงการนำเทคนิคการตรวจสอบมาประยุกต์ใช้ในการวางแผนกลยุทธ์การดูแลเครื่องจักร


หัวข้อที่น่าสนใจ

1️⃣ Why & Need of Mechanical Integrity in Process Safety Management : การนำ Mechanical Integrity ของ Process Safety Management มาประยุกต์ใช้ในการดูแลและบริหารจัดการเครื่องจักร เพื่อความปลอดภัยในการทำงาน

2️⃣ Corrosion Management Best Practices for Reliability Improvement : การบริหารจัดการการกัดกร่อนในโรงงานอย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมทั้งการดูแลจัดการ Corrosion Under Insulation (CUI), Corrosion Under Support (CUS) อย่างมีประสิทธิภาพ และการนำ Risk Based Inspection (RBI) มาใช้ในการประเมินความเสี่ยงและวางแผนจัดการ พร้อมทั้งตัวอย่าง Success Cases ที่ทาง REPCO NEX นำมาใช้

3️⃣ Crack Assessment in Electromagnetic NDE Based on Inversion Strategy : การนำ Electromagnetic NDE มาใช้ในการประเมินรอยแตก ร่วมกับการทำ Inversion Strategy เพื่อวางแผนจัดการเครื่องจักรหรืออุปกรณ์


? วันที่: 19 พฤษภาคม 2564

? เวลา: 9.00 – 11.00 น.

? Zoom Webinar (บรรยายเป็นภาษาไทย)

? ไม่มีค่าใช้จ่าย


ลงทะเบียนเข้าร่วมฟังสัมมนาได้ที่ https://us02web.zoom.us/webinar/register/WN_pPXapkeoRJuy1taqC7bNLw

#นายช่างมาแชร์

ความสำคัญของมาตราฐานงานช่างและวิศวกรรม (Industrial Standard)

0
oil-refinery-plant-chemistry-industrial-morning-industrial-concept_33850-108
oil-refinery-plant-chemistry-industrial-morning-industrial-concept_33850-108

หลายๆคนที่ทำงานในด้านงานอุตสาหกรรมคงจะหนีไม่พ้นคำว่า “มาตราฐาน” หรือ “Standard” ซึ่งเจ้ามาตราฐานนี้แหละครับถือเป็นตัวกำหนดทั้งคุณภาพ ความเชื่อมั่น ให้แก่งานอุตสาหกรรมของเรา ซึ่งแต่อุตสาหกรรมก็จะมีความแตกต่างกันไม่มากก็น้อยนะครับ โดยมาตราฐานที่เราคุ้นเคยกันบ่อยๆ ก็จะเป็น ASME, ANSI, API, ISO, DIN, JIS, DIN, TISI และอื่นๆอีกมากมายครับ

โดนรายละเอียดของการกำหนดมาตราฐานก็จะมีหลากหลายด้านด้วยกันตั้งแต่ การออกแบบ, การใช้งาน ,การตรวจสอบและดูแลรักษา ซึ่งเรื่องพวกนี้ก็จะสะท้อนกลับมาเป็นด้านของต้นทุนการผลิตในโรงงานต่างๆกันครับ

แต่ที่แน่ๆเลยว่า “การทำงานซักหนึ่งงานเนี่ย” เพื่อนๆรู้ไหมว่ายังไงเราก็ต้องมีมาตราฐานในการอ้างอิงนะครับ หรือสมัยนี้ก็จะมีศัพท์ที่เรียกว่า Code of Practice นะครับ ที่เราจะต้องยึดถือในการทำงานช่าง วิศวกรรม และอุตสาหกรรม ครับผม งั้นเราลองมาดูรายละเอียด

มาตราฐาน (Standard) คืออะไร ?

ในการทำงานเพื่อนๆอาจจะได้ยินคำนึงที่ค่อนค้างคุ้นหูว่า “Code ตัวไหน?” “มาตราฐานอะไร?” “API เบอร์ไหน?” ซึ่งคำเหล่านี้แหละคำ คือ คำว่า มาตราฐานด้วยกันทั้งสิ้น แต่ผมขอสรุปนิยามของคำว่า “มาตราฐาน” ก่อนเลยนะครับ

โดยคำว่า “มาตราฐาน” หรือ “Standard” คือ “สิ่งที่ถือเป็นหลักสำหรับเทียบกำหนดในด้านปริมาณ และคุณภาพ” และ “สิ่งที่ถือเป็นเกณฑ์สำหรับรับรองกันทั่วไป” ซึ่งจะถือเป็นสิ่งที่เราใช้ในการยึดถือ ปฏิบัติ และยอมรับร่วมกัน

ยกตัวอย่างเช่น สมมุติเราเถียงกันปัญหาหนึ่งปัญหาขึ้นมา แต่ทว่า จริงๆเราไม่สามารถตั้งกฏของชั้น กฏของเค้า ขึ้นมาเองได้นะครับ เราจะต้องมีมาตราฐานในการอ้างอิงเสมอ (ซึ่งก็เป็นสิ่งที่วิศวกร และช่าง ต้องยึดถือปฏบัติ พูดง่ายๆคือ เถียงเรา เถียงได้ แต่เถียง code standard เถียงไม่ได้นะค้าบบบบ ^^) เช่น ระยะของปลายเกียว Stud bolt จะต้องยื่นออกมาจาก Nut ขั้นต่ำกี่เกลียว ???

ปัญหานี้เพื่อนๆอาจจะบอกยิ่งยาวก็ดีแต่จะไปเกะกะขวางทางพื้นที่ในโรงงาน แต่ถ้าสั้นไปเกิดมีการคลายตัวนิดเดียวก็หลุดแล้วใช่ไหมครับ สมมุติเราตอบ 1 เกลียว คำตอยนี้อาจจะถูกในโรงงานน้ำปลา แต่อาจจะผิดในโรงงานกลั่นน้ำมันก็ได้นะครับ ซึ่งต้องถามกลับว่าโรงงานนั้นๆยึดถือมาตราฐานอะไร เช่น ASME , ISO หรือแม้กระทั่ง มาตราฐาน และข้อกำหนดของโรงงานนั้นๆเองนะครับ

ซึ่ง ณ ปัจจุบัน ในอุตสาหกรรมประเทศไทย ก็มีการกำหนด Code of practice ที่เป็นตัวกำหนดว่า งานประเภทไหนที่เราจะต้องยึดเป็นหลักปฏบัติ เพราะว่า หลายๆครั้งการใช้มาตราฐาน หรือ Code ที่ผิดอาจจะส่งผลกระทบระยะยาว และก่อให้เกิดอุบัติเหตุอย่างรุนแรงภายหลังขึ้นได้นะครับ

มาตราฐานอุตสาหกรรมมีอะไรบ้าง (Industrial Standard)

มาตราฐานในอุตสาหกรรม เรียกว่า มีหลากหลาย Code หลากหลาย Standard มากๆเลยนะครับ…. แต่หลักๆขอคุยแนวคิดเบื้องต้นก่อนว่า เจ้ามาตราฐานเนี่ยส่วนใหฐ่ก็จะติดมากับลักษณะโรงงานนั้นๆเช่น สมมุติเราไปทำงานในโรงกลั่น้ำมันปิโตรเคมี ที่มีการออกแบบจากฝั่งอเมริกา (หรือที่ชอบเรียกว่า Licensor) เราก็จะเจอคำว่า ASME (American Society Mechanical of Engineering), API (American Petroleum Institute) แต่ถ้าเราไปเจอโรงงานผลิตชิ้นส่วน หรือไลน์การผลิต ก็จะเจอมาตราฐาน JIS (Japanese Industrial Standards) นะครับ

ซึ่งในบทความนี้ผมขอยกตัวอย่างมาตราฐานที่นิยมใช้ และยอมรับกันโดยทั่วไปด้านล่างนี้เลยนะครับ

ISO : International Standard Organization

DIN : Deutsches Institut für Normung (มาตราฐานเยอรมัน)

JIS : Japanese Industrial Standards หรือ JIS

TISI (มอก) : Thai Industrial Standards Institute

ASME : American Society Mechanical of Engineering

ANSI : American National Standards Institute

API : American Petroleum Institute (ใช้ในสายโรงกลั่นปิโตรเคมี)

NFPA : National Fire Protection Association (ใช้ในระบบดับเพลิง)

FM : (Factory Mutual) Global 

UL : Underwriters’ Laboratories Inc.  

SEI : Safety Equipment Institute

และอื่นๆอีกมากมายยิบย่อยภายใต้มาตราฐานใหญ่นะครับ และไม่รับรวมตามพวกมาตราฐานที่ถูกกำหนดโดยแต่ละบริษัทอย่างเช่น ShellEP, Checvron Standard ต่างๆครับผม

ตัวอย่างของมาตราฐานที่แตกต่างกัน (Example for different standard)

หลายครั้งๆ ก็มีคำถามสงสัยกันว่า ทำไมมาตราฐานถึงต้องแตกต่างกัน และมีเยอะแยะมากมาย คำตอบเดียวเลยคือว่า เราใช้ในงานที่แตกต่างกันครับ ขอยกตัวอย่างให้เห็นภาพง่ายๆ อย่างเช่น รถกระบะ กับ รถบรรทุก ขนของได้เหมือนกัน แต่ว่า เรื่องของขนาดและการนำไปใช้ก็แตกต่างกันใช้ไหมครับ

ในทางอุตสาหกรรมกเช่นกันครับ ผมขอยกตัวอย่างปั้ม Centrifugal มาตราฐาน ANSI เทียบกับมาตราฐาน API นะครับ ซึ่งถ้าสังเกตุความหนา และความแข็งแรง ก็จะแตกต่างกันนะครับ ขนาดเป็นมาตราฐานที่ใกล้ๆกันครับผม

ดังนั้นการเลือกอุปกรณ์ หรือวิธีการอะไรซักอย่างเข้าไปใช้ในงาน ต้องกลับมาถามว่า มาตราฐานอะไรที่ใช้กันอยู่ และ Code of practice อะไรเสมอนะครับ

แล้วพบกันใหม่ในคอนเทนต์งานช่างกับนายช่างมาแชร์นะครับ 🙂 หรือสามารถตามสื่อตามๆของเราด้านล่างเลยนะครับ

Website: www.naichangmashare.com
Facebook: https://www.facebook.com/naichangmashare/
Blockdit :  https://www.blockdit.com/naichangmashare
Instragram: https://www.instagram.com/naichangmashare/
Twitter: https://twitter.com/naichangmashare
Youtube: https://www.youtube.com/channel/UCmIPiSeg-uy4k8JYSmknp_g

#นายช่างมาแชร์ #Standard #CodeofPractice

[สัมมนาแบบออนไลน์ ฟรี! ] – การเปลี่ยนผ่านสู่โรงงานอัจฉริยะ ด้วยชุดเริ่มต้นของระบบตรวจจับแบบไร้สายจากมูราตะ

0

ขอเชิญเข้าร่วมสัมมนาแบบออนไลน์ ฟรี! จาก Murata

Topic : Easy Condition Monitoring Starter Kit For Digital Factory Transformation

หัวข้อ: การเปลี่ยนผ่านสู่โรงงานอัจฉริยะ ด้วยชุดเริ่มต้นของระบบตรวจจับแบบไร้สายจากมูราตะ
วันที่ : 29 เมษายน 2564 ,เวลา : 14:00-15:00
Zoom Webinar (บรรยายเป็นภาษาไทย)

ลงทะเบียน :

       ในยุคที่เราอยู่ท่ามกลางกระแส Digital disruption ทำให้การแข่งขันด้านต้นทุนการผลิตของโรงงานอุตสาหกรรม เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ยกตัวอย่างเช่น การนำเครื่องจักร หุ่นยนต์ หรือเทคโนโลยีต่างๆ

มาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของการผลิต และลดต้นทุนต่างๆไม่ว่าจะเป็นค่าซ่อมบำรุง ค่าอะไหล่ หรือค่าเสียโอกาสที่ไม่คาดคิด เมื่อต้นทุนลดลงความสามารถในการแข่งขันด้านธุรกิจของโรงงานที่ดีกว่าย่อมได้เปรียบและอาจจะครองตลาดไปได้อย่างง่ายดาย ดังนั้นในยุคนี้ เราจึงต้องคอยเสาะหาวิธีการใหม่ๆ เทคโนโลยีใหม่ๆ มาพัฒนางานอุตสาหกรรมในโรงงานของเรา ในงานสัมมนานี้เราจะมาแนะนำเทคโนโลยี ที่สามารถวัดสุขภาพเครื่องจักร และสามารถรักษา Reliability ของโรงงานได้ดีมากๆนั่นก็คือ การทำ Condition monitoring ด้วยระบบตรวจจับแบบไร้สายของมูราตะ ตามหัวข้อด้านล่าง

หัวข้อที่น่าสนใจ

1.ความท้าทาย และสถานการณ์ปัจจุบันของโรงงานในยุคดิจิทัล

2.การทำ condition monitoring ด้วยวิธีและเทคนิคต่างๆ

3.ระบบตรวจจับไร้สายจากมูราตะ ด้วยชุดเซนเซอร์ที่หลากหลาย

4.การทำ condition monitoring ด้วย Wireless Vibration Sensor

5.Use case การใช้งานจริง และการเพิ่มประสิทธิภาพของงานซ่อมบำรุง

6.Q&A

#SmartFactory #SmartFactories #FactoryAutomation #PredictiveMaintenance #PreventiveMaintenance #Manufacturing  #IoT #Industry40 #Industry50 #ConditionMonitoring #WirelessSolutions #SensorTechnology #MurataSpeaks

หม้อไอน้ำ Boiler [EP.2] : หม้อไอน้ำแบบท่อไฟ Fire Tube Boiler

0
IHI fire tube boiler

สวัสดีครับเพื่อนๆ กลับมาอีกครั้งกับซีรี่ย์ขอหม้อไอน้ำของเรากันนะครับ ซึ่งอย่างที่รู้กันว่าหม้อไอน้ำเนี่ยแทบจะทุกโรงงานผลิต โรงแรม หรือแม้กระทั่งโรงพยาบาลต่างๆ แทบทุกที่จะต้องมี และถ้าหากพูดต่อถึงหม้อไอน้ำที่นิยมใช้ และมีมากที่สุดทั้งในไทยและในต่างประเทศ ก็คงหนีไม่พ้น “หม้อไอน้ำแบบท่อไฟ” หรือ Fire Tube Boiler นั้นเองนะครับผม ซึ่งเจ้าหม้อไอน้ำชนิดนี้มักจะเป็นที่โด่งดังมากๆในเรื่องอบุติเหตุการระเบิด!! หลายต่อหลายครั้งในบ้านเรา

เพื่อนๆสามารถกลับไปอ่านบมความเก่า หม้อไอน้ำ Boiler [EP.1] : หลักการและประเภทของหม้อไอน้ำเบื้องต้น

ซึ่งวันนี้เราจะขอพาไปดูหม้อไอน้ำชนิดนี้กันครับว่ามีหลักการทำงาน และส่วนประกอบต่างๆ รวมถึงว่า ทำไมเจ้าหม้อไอน้ำชนิดนี้จึงเกิดระเบิดบ่อยๆ (ซึ่งจริงๆแล้วเค้าก็มีระบบรักษาความปลอดภัยหลายๆชั้นมากๆครับ แต่ถ้าถูกปล่อยปะละเลย ก็มีความเสี่ยงมากๆเช่นกันครับ)

หม้อไอน้ำแบบท่อไฟ หรือ Fire Tube Boiler

หลักการและนิยามของหม้อไอน้ำแบบท่อไฟ (Fire tube boiler)

หม้อไอน้ำแบบท่อไฟ หรือ Fire Tube Boiler ซึ่งหลักการก็ตามชื่อของเค้าเลยนะครับ “ไฟอยู่ในท่อ” ส่วนน้ำอยู่ด้านนอก โดยท่อไฟทั้งหมดจะอยู่ภายในเปลือก (Shell) ภายใน boiler และ Shell นั้นจะมีหน้าที่เป็นภาชนะใส่น้ำทั้งหมดรวมถึงเป็นภาชนะรับความดันไอน้ำ.ในระบบอีกด้วย การถ่ายเทความร้อน (Heat transfer) จะเกิดจากก๊าซร้อนที่อยู่ในท่อไฟ จะถ่ายเทให้ผิวท่อด้านในแล้วส่งผ่านไปยังผิวท่อด้านนอกไปให้น้ำที่อยู่ล้อมรอบ

**ซึ่งท่อไฟได้รับพลังงานความร้อนในปริมาณหนึ่งที่มากพอที่จะทำให้น้ำเดือดกลายเป็นไอ โดยจุดเดือดของน้ำนั้นจะแปรผันตามความดันของน้ำในขณะนั้นด้วย (สิบปากว่าไม่เท่าตาเห็นนะครับ ลองรับชมภาพตัด และวีดีโอด้านล่างกัน, นาทีที่ 2:00 เลยนะครับ ^^)

ภาพตัด Cross sectional drawing แสดงรายละเอียดด้านใน Fire Tube Boiler

ส่วนประกอบของหม้อไอน้ำแบบท่อไฟ และกระบวนการทำงาน

ภาพส่วนประกอบต่างๆด้านในหม้อไอน้ำแบบท่อไฟ

จากในภาพนะครับ เป็นภาพโชว์ส่วนประกอบต่างๆด้านในหม้อไอน้ำแบบท่อไฟ ซึ่งผมขอเริ่มจาก เครื่องพ่นไฟ หรือ Burner (หมายเลข 1) ซึ่งเป็นแหล่งกำเนิดของพลังงาน โดยใช้เชื้อเพลิงในรูปแบบต่างๆ ตั้งแต่ ของเหลวหรือก๊าซเชื้อเพลิงต่างๆ ในการเผาไหม้ (ส่วนของแข็งจะไม่ได้ผ่าน Burner นะครับ) และผลิตความร้อนซึ่งอาจได้จากการสันดาปของเกิดเป็นเปลวไฟพ่นเข้าไปยังท่อไฟใหญ่ (หมายเลข 2) โดยที่ต้นเปลวไฟอยู่ที่เครื่องพ่นไฟและส่วนปลายเปลวไฟจะอยู่ไม่เกินความยาวของท่อไฟใหญ่

หลังจากนั้นก๊าซร้อนที่ได้จากการสันดาปจะไหลออกพ้นท่อไฟใหญ่ไปด้านหลังตามแนวท่อไฟ และไหลวกกลับที่บริเวณ ห้องเปลี่ยนทิศทาง หรือ Reverse chamber (หมายเลข 3) ก๊าซร้อนจะไหลขึ้นบนเล็กน้อยและวกเข้าไปยังชุดท่อไฟเล็ก (หมายเลข 4) ที่เรียงตัวอยู่เป็นกลุ่มเหนือท่อไฟใหญ่

จากนั้นก๊าซร้อนจะไหลย้อนกลับทิศทางมายังด้านหน้า แล้วไหลเปลี่ยนทิศทางไปด้านตรงข้ามอีกครั้งที่ กล่องควันหน้า (Front smoke box) หมายเลข 5 โดยก๊าซร้อนนี้จะไหลวกกลับไปเข้ากลุ่มท่อไฟเล็กอีกกลุ่มหนึ่ง


แล้วไหลออกนอกตัวหม้อไอน้ำที่ กล่องควันหลัง หรือ Rear smoke box (หมายเลข 6) โดยทั่วไปก๊าซร้อนที่ไหลภายในท่อไฟนี้จะถูก เรียกว่า “ก๊าซสันดาป” (Combustion gas) เมื่อไหลผ่านพ้นตัวหม้อไอน้ำไปออกปล่องควันแล้วจะถูกเรียกว่า “ไอเสีย” (Fuel gas)

การนับ Path ของ Boiler

การไหลวกกลับกลับมาของก๊าซสันดาปนี้จะสามารถนำไปแบ่งแยกชนิดของหม้อไอน้ำแบบท่อไฟได้ ตามจำนวนครั้งของการไหลของก๊าซสันดาป อย่างเช่นดังตัวอย่างที่อธิบายมาด้านบนนี้เป็นหม้อไอน้ำแบบท่อไฟชนิด 3 กลับ เพราะมีการไหลเปลี่ยนทิศทางอยู่ 3 ครั้งด้วยกัน ในปัจจุบันส่วนใหญ่แล้ว จำนวนกลับของหม้อไอน้ำแบบนี้จะมีตั้งแต่ 2 ถึง 4 กลับ ขึ้นอยู่กลับการออกแบบของผู้ผลิต แต่หม้อไอน้ำชนิด 3 กลับ ได้รับความนิยมมากที่สุด (ซึ่งคำว่า “กลับ” จะนิยมเรียกว่า “Pass” นะครับ)

วีดีโอแสดงส่วนประกอบของ Fire Tube Boiler และหลักการทำงานโดยรวม

ประเภทของหม้อไอน้ำแบบท่อไฟ

แต่เพื่อนๆรู้มั้ยครับว่า….ไอเจ้าหม้อไอน้ำ เฉพาะแบบท่อไฟเนื่ยยังมีอีกหลากหลายแบบ หลากหลายประเภทมากๆเลยครับ แถมยังมีประวัติอันยาวนานเป็นร้อยปีอีก เด่วทางนายช่างขอพาไปดู (อาจจะเรียกว่าพาทัวร์ ^^) ในแต่ละประเภทกันนะครับผม 🙂

1. หม้อไอน้ำชนิดท่อไฟตั้ง (Vertical Fire-Tube Boiler)

หม้อไอน้ำชนิดท่อไฟต้้ง Shell และ ท่อไฟ จะวางตั้งแนวแนวตั้งฉากกับพื้น ซึ่งข้อดีสุดๆของแบบนี้คือ ใช้พื้นที่ในการติดตั้งน้อยมากๆ แต่ว่าก็แลกกลับมาด้วยประสิทธิภาพของหม้อน้ำที่ไม่ค่อยจะดีนัก เนื่องจากด้วยการออกแบบท่อไฟ มีลักษณะแค่ 1 Pass ทำให้ระยะเวลาและพื้นที่ในการแลกเปลี่ยนความร้อนน้อย ซีึ่งอาจจะเหมาะกับโรงงานที่ใช้ไอน้ำไม่เยอะมาก และไม่ค่อยบ่อยนัก หรือ กรณีพื้นที่จำกัดๆ ครับซึ่งหม้อไอน้ำแบบท่อไฟตั้งยังสามารถแบ่งออกได้เป็นอีก 2 ชนิดคือ

ตัวอย่างรูปแสดงหม้อไอน้ำแบบท่อไฟตั้ง
  1. หม้อไอน้ำแบบท่อไฟ ชนิดแบบ ท่อพ้นน้ำ – ซึ่งข้อดีคือไอน้ำที่ออกมาจากมีสัดส่วนความเปียกที่น้อยกว่า แต่ท่อที่พ้นออกมาก็จะปล่อยลอยและมีการสึกกร่อนได้รวดเร็วกว่า
  2. หม้อไอน้ำแบบท่อไฟ ชนิดแบบ น้ำท่วมท่อ – ซึ่งแบบนี้จะกลับข้อดี ข้อเสียกลับกลับแบบแรกเลยครับ คือ ไอน้ำมีความเปียกเยอะกว่า แต่ว่าอายุของท่อไฟก็จะยาวนานกว่าครับผม
PBS Boiler Final banner

2. หม้อไอน้ำชนิดท่อไฟนอน (Horizontal Fire Tube Boiler)

หม้อไอน้ำชนิดท่อไฟนอน เรียกได้ว่า เป็นพระเอกในโรงงานอุตสาหกรรมเลยทีเดียวครับ เพราะว่า เป็นที่นิยมใช้มากที่สุด ด้วยจุดเด่นอันหลากหลายของเค้า และปริมาณการผลิตไอน้ำที่เรียกว่า เหมาะกับโรงงานหลายๆขนาด ซึ่งหม้อไอน้ำชนิดนี้ เชื้อเพลิงจะลุกในห้องเผาไหม้และวิ่งไปตามท่อไฟไปครับ และไปแลกเปลี่ยนความร้อน จนน้ำระเหยกลายเป็นไอและนำไปใช้ต่อไป (ซึ่งเหมือนกับตัวอย่างแรกเรื่องส่วนประกอบ และกระบวนการที่เราได้กล่าวไปช่วงแรกเลยครับผม)

จำนวนเที่ยวไปกลับ หรือ Path ในหม้อไอน้ำ

ซึ่งก๊าซร้อนจะวิ่งผ่านกี่เที่ยว หรือที่เราเรียกว่า Pass เท่าไหร่ก็ได้แล้วแต่การออกแบบ ซึ่งอาจจะเป็น 1,2,3,4 Pass ก็ได้ครับ

โดยชนิดตั้งแต่ข้อ 3 ลงไปถือเป็นหท้อไอน้ำชนิดท่อไฟนอนทั้งหมดเลยนะครับ

3. หม้อไอน้ำชนิดสำเร็จรูป (Package Boiler)

หม้อไอน้ำสำเร็จรูป เรียกได้ว่า เป็นหม้อไอน้ำที่นิยมที่สุด เพราะการใช้งานแทบจะไม่ต่างจาก มาม่า เลยทีเดียวเชียวนะครับ อารมณ์คือ เติมน้ำ จุดเตา ก็แทบจะใช้งานได้แล้วครับผม (อันนี้เปรียบเทียบเฉยๆนะครับ ชีวิตจริงๆก็ต้องมีการเทสระบบ เปิดระบบควบคุมต่างๆ และทำการ Pre-StartUp นะครับ) แต่ก็เรียกว่า เป็นหม้อไอน้ำที่สะดวกเลยทีเดียวครับ

โดยหม้่อไอน้ำชนิดนี้มักจะพ่วงมากับหัว Burner ที่ใช้ของเหลวหรือก๊าซเชื้อเพลิงในการให้ความร้อนนะครับ ขนย้าย และติดตั้งง่ายมากๆครับ

ตัวอย่างภาพ Package Fire Tube Boiler

โดยจากภาพด้านล่างเรามาดูจำนวน Path ในการออกแบบกันครับ

การออกแบบด้วย 2 Pass Wet Back design

หากการออกแบบหม้อไอน้ำแบบ 2 Pass และมีน้ำหล่อเย็นอยู่ด้านหลัง หรือที่เรียกว่า Wet Back จะออกแบบให้มีพื้นที่ถ่ายเทความร้อนเพิ่มขึ้นด้านหลัง และลดการสูญเสียที่ร้านด้านหลังได้เยอะพอสมควรเลยครับ ทำให้เพิ่มกำลังการผลิตไอน้ำมากขึ้น แต่ก็….การสร้าง และการ fabrication ก็จะยากกว่า

ภาพแสดงความแตกต่างของ Wet back vs Dry Back

แต่ถ้าหากการออกแบบหม้อไอน้ำแบบ 2 Pass แต่ไม่มี Wet Back ก็จะสร้างได้ง่ายกว่า แต่ก็มี Overall efficiency ลดลง 1-3% นะครับ

การ Design Fire Tube Boiler แบบ 4 Pass Wet back

แต่ถ้ากรณี 3 Pass ทั้ง Wet Back และ Dry Back “จะเริ่มไม่เหมาะกับเชื้อเพลิงชนิดแข็ง” เช่น ถ่านหิน ฟืน ไม้ เลื่อย ต่างๆ เพราะ กากที่เหลือจากการเผาไหม่จะตกค้างลงในท่อและส่งผลให้อายุการใช้งานท่อสั่นลง

4. หม้อไอน้ำแบบลูกหมู

หม้อไอน้ำชนิดนี้มีประวัติเริ่มใช้ตั้งแต่ 100 ปีที่แล้วเลยนะครับ โดยเริ่มจากในโรงสีข้าว โดยหากมีท่อไฟใหญ่เพียงอย่างเดียวจะเรียกว่า “Cornish Boiler” แต่หากว่า มีท่อไฟใหญ่สองท่อจะเรียกว่า “Lancashire Boiler”

ภาพความเก่าแก่ของ Cornish Boiler
ภาพตัวอย่างของ Lancashire Boiler

โดยหม้อไอน้ำแบบลูกหมูปกติจะสร้าง ห้องเผาไหม้ (Combustion Chamber) แยกออกจาก เปลือก (Shell) ของหม้อไอน้ำ โดยการออกแบบจะเป็นแบบ 3 Pass โดยลำดับคือ

แก๊สร้อนถูกส่งทางท่อไฟใหญ่แล้วส่งไปด้านหลัง -> จากนั้นแก๊สร้อนถูกแยกออกซ้าย ขวา ผ่าน Shell -> แก๊สร้อนวกกลับมาและถูกบังคับให้ลงไปทางด้านล่าง

ภาพตัวอย่างภายในของ Cornish Boiler
ภาพตัวอย่างภายในของ Lancashire Boiler

5. หม้อไอน้ำแบบรถไฟ (Locomotive Boiler)

หม้อไอน้ำชนิดนี้ไม่บอกก็รู้ใช่ไหมครับว่านำไปใช้ทำอะไร…..คำตอบก็แน่นอนครับ “รถไฟพลังไอน้ำ” นั้นเองครับผม โดยลักษณะนี้ออกแบบพิเศษให้เหมาะกับรถไฟโดยเฉพาะเลยครับ ซึ่งห้องเผาไหม้จะถูกออกแบบให้เป็นสี่เหลี่ยมผืนผ้า อยู่บริเวณใต้ Shell ดังนั้น ด้วยการที่ห้องเผาไหม้เป็นรูปสี่เหลี่ยมจึงต้องหาเหล็กแผ่นมายึดให้แข็งแรงเป็นพิเศษ และการออกแบบก็เป็นแบบ 1 Pass คือ เชื้อเพลิงแข็งเผาไหม้ ก็ไหลออกปล่องไอเสียไปเลยครับ

และไอน้ำที่ถูกผลิตมาก็จะไปดันลูกสูบ (Piston) เพื่อเป็นกลไกไปขับเคลื่อนล้อรถไฟอีกทีครับผม

ภาพตัดแสดงองค์ประกอบด้านในของ Locomotive Boiler

แต่ปัจจุบันก็ไม่ได้มีการนำมาใช้ในรถไฟอีกต่อไปแล้วนะครับ แต่ทว่าภาคอุตสาหกรรมก็นำมาดัดแปลงให้ดีขึ้น และใช้ในโรงเลื่อยไม้เป็นหลักเลยนะครับ

วีดีโอแสดงการทำงานของ Locomotive boiler

6. หม้อไอน้ำเรือ (Marine Boiler)

หลังจากไปที่รถไฟกันมา เราขอมาต่อที่ เรือเดินสมุทรด้วยพลังไอน้ำ กันนะครับ….โดยเจ้าหม้อไอน้ำชนิดนี้ มีประเด็นที่พื้นที่ค่อนข้างจำกัด และน้ำหนักที่ต้องเบา เพื่อทำให้เรือลอยได้อีกครับ ดังนั้นการออกแบบขนาดหม้อไอน้ำ เมื่อเทียบกับความยาวของเรือจะใกล้เคียงกัน ปกติก็จะมีท่อไฟใหญ่และท่อไฟเล็กและส่งไอน้ำไปขับลูกสูบ (Piston) เพื่อเป็นกลไกไปขับใบพัดเรืออีกทีนะครับ

*อันนี้ก็จะคล้ายๆในหนัง Titanic นะครับ ปล แอดเกิดทันอยู่นะครับหนังเรื่องนี้ ^^

ภาพของ Steam engine ในเรือ Titanic
ภาพ Diagram แสดงระบบการทำงานของไอน้ำในเรือ Titanic

ข้อดี-ข้อด้อย ของหม้อไอน้ำแบบท่อไฟ

ข้อดี

  • หม้อไอน้ำแบบท่อไฟมีการออกแบบค่อนข้างเรียบง่าย (Simple Design)
  • ราคาถูกกว่าแบบหม้อไอน้ำแบบท่อน้ำ (Water Tube Boiler)
  • ค่าดูแล และการบำรุงรักษาต่ำ
  • ให้ความร้อน ด้วย ราคา ต่อ ประสิทธิภาพ ที่ดีมาก
  • วิธีการทำความสะอาดง่าย
  • การใช้งานหม้อไอน้ำแบบท่อไฟ ไม่ต้องการทักษะของผู้ควบคุมหม้อไอน้ำที่สูง
  • หม้อไอน้ำแบบท่อไฟเหมาะกับอุตสาหกรรมการผลิตระดับเล็กถึงกลาง
  • คุณภาพน้ำไม่ค่อยมีผลต่อหม้อไอน้ำมากนัก

ข้อเสีย

  • มีการแกว่งของการจ่ายไอน้ำค่อนข้างสูง
  • อัตราการผลิตไอน้ำไม่สูงมากนัก
  • ค่าของ Maximum working pressure หรือ ความดันสูงสุดที่หม้อไอน้ำรับได้xระมาณแค่ 20 barg (ซึ่งน้อยมากหากเทียบกับแบบท่อน้ำ)
  • ประสิทธิ์ภาพได้เพียง 75%
  • หากเกิดการระเบิดจะอันตรายมากๆ (เนื่องจากน้ำที่อยู่ภายใน Shell จะสร้างแรงดันด้วยพลังงานมหาศาลบวกกับการขยายตัวอย่างกระทันหันซึ่งเทียบกับระเบิดได้เลย)

การระเบิดของหม้อไอน้ำแบบท่อไฟ

ซึ่งส่วนสุดท้ายขอแถมการระเบิดของหม้อไอน้ำแบบท่อไฟหน่อยนะครับ ซึ่งถ้าพูดตามหลักการทั่วไปคือ ไฟอยู่ในท่อ น้ำอยู่ด้านนอก ถูกมั้ยครับ ……ซึ่งทำความเข้าใจตรงนี้ว่า ไอตัวที่หน้ากลัวเนี่ย….ไม่ใช่ไฟนะครับ แต่เป็นเจ้าน้ำที่อยู่ด้านนอก ที่มีอุณหภูมิและแรงดันสูง บวกกับเมื่อระเบิดออกมา น้ำที่มีแรงดันและอุณหภูมิสูง จะเกิดภาวะการเปลี่ยนสถานะและขยายตัวและพร้อมเข้าทำลายทุกอย่าง ซึ่งพูดง่ายๆก็คือ “ระเบิดดีๆนี้เองครับ”

แต่ทว่าการเกิดแบบนั้น ก็ไม่ได้เกิดขึ้นได้ง่ายๆหหรอกนะครับ ซึ่งส่วนใหญ่ก็จะเกิดจากการที่ไม่มีแผนการตรวจสอบ และบำรุงรักษาตามรอบของหม้อไอน้ำครับ ซึ่งส่งผลให้ระบบนิรภัย และระบบเฝ้าระวังไม่ทำงานนะครับ

วีดีโอตัวอย่างที่น่าเศร้าของการระเบิดของหม้อไอน้ำแบบท่อไฟ

ดังนั้นทุกวันนี้จึงมีการกำหนดจากสภาวิศวกรให้ตรวจสอบหม้อไอน้ำในทุกๆปี ไม่ว่าจะเป็นส่วนของความแข็งแรงและสภาพของหม้อไอน้ำ ซึ่งมีการตรวจสอบตามหลักวิศวกรรมอย่างครบถ้วน ไม่ว่าจะเป็นการทำ NDT ด้วยวิธีต่างๆเพื่อหาจุดบกพร่องต่างๆ การตรวจสอบวาล์วนิรภัย ระบบการเผ้าระวัง และการควบคุม หรือแผนการซ่อมบำรุงนะครับผม โดยจะมีวิศวกรสามัญเครื่องกลมารับรองและรับผิดชอบนะครับ

==================================================

และสุดท้ายนี้ขอขอบคุณสปอนเซอร์ใจดีจาก “บริษัท โปรเฟสชั่นแนล บอยเลอร์ จํากัด” ผู้แทนจําหน่ายเครื่องกําเนิดไอนํ้า IHI อย่างเป็นทางการ

หากเพื่อนๆสนใจรายละเอียดเพิ่มเติม สามารถคลิกเข้าไปดู

ติดต่อฝ่ายขาย เบอร์โทรศัพท์ 092-223-7742 

หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่เบอร์ 02-321-3650 

Website : www.oncethroughboiler.com

Facebook page : facebook.com/oncethroughboiler

Youtube : https://www.youtube.com/@oncethroughboiler

==================================================

สุดท้ายนี้ก็ขอขอบคุณแหล่งความรู้ต่างๆไม่ว่าจะเป็นภาพ และเนื้อหาต่างๆจากหลายๆแหล่ง themechanicalengineering, Victoryenergy, industrialboiler .com, IHI Boiler, Once-through boiler

แล้วพบกับสาระความรู้ทางด้านงานช่าง และงานวิศวกรรมได้ในโพสต์ถัดๆไปนะครับ หรือสามารถตามสื่อตามๆของเราด้านล่างเลยนะครับ

Website: www.naichangmashare.com
Facebook: https://www.facebook.com/naichangmashare/
Blockdit :  https://www.blockdit.com/naichangmashare
Instragram: https://www.instagram.com/naichangmashare/
Twitter: https://twitter.com/naichangmashare
Youtube: https://www.youtube.com/channel/UCmIPiSeg-uy4k8JYSmknp_g

#นายช่างมาแชร์ #FireTubeBoiler

Basic of Valve [EP.01] : วาล์วประเภทต่างๆในอุตสาหกรรม

0
Industrial Valve EP.1 Wallpaper
Industrial Valve EP.1 Wallpaper

คงปฏิเสธไม่ได้ว่า การส่งถ่ายและควบคุมของไหลต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น สารในกระบวนการผลิต ของไหลที่เป็นอัธประโยชน์ รวมถึงระบบส่งกำลัง ระบบสัญญาณต่างๆ ต่อผ่านท่อทาง และวาล์วต่างๆ ซึ่งในซีรี่ย์บทความนี้เราจะขอมาเจาะเรื่องที่เหมือนจะเบสิคของใครหลายๆคน แต่ขอบอกเลยนะครับสำหรับวาล์วอุตสาหกรรมไม่ได้เหมือนวาล์วน้ำ หรือก็อกน้ำที่บ้านเราเลยนะครับ.

แต่ในทางตรงกันข้ามกับต้องควบคุม และกักเก็บสารที่มีภาะที่สูง เช่น ความดัน อุณหภูมิ รวมถึงยิ่งไปกว่านั้นสารบางตัวหลุดเล็ดรอดออกมาทำให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพ (บางชนิดดมแล้วตาย) หรือ หลุดออกมาติดไฟ หรือเกิดระเบิดได้

ดังนั้นการ “ทำยังไงให้วาล์วตัวนั้นๆ สามารถรับภาระของสารที่อยู่ด้านในได้ โดยไม่มีการรั่วไหลออกมั่น โดยมีความน่าเชื่อถือ และเชื่อมั่น (Reliability & Integrity) ได้นั้นเป็นโจทย์ที่สำคัญมากๆ ต่อทั้ง ช่าง วิศวกร และฝ่ายผลิตต่างๆ เลยครับ

แต่สำหรับวันนี้ทางนายช่างมาแชร์ ขอมาพูดภาพกว้างๆ รวมๆ ของประเภทของวาล์วต่างๆ ให้ครอบคลุมมากที่สุดเท่าที่เป็นไปได้นะครับ แต่บทความนี้ขอลงในส่วนของ Piping valve ก่อนนะครับผม

วาล์วคืออะไร (Valve ??)

งั้นผมขอมาเริ่มจากนิยามก่อนนะครับ ว่าจริงๆแล้ว คำว่า วาล์ว ความหมายหรือนิยามเค้ากว้างแค่ไหนกัน

โดยนิยมของวาลว์ คือ “อุปกรณ์ที่ใช้ในการควบคุมเส้นทางของของไหลผ่านท่อซึ่งผ่านกลไกควบคุมผ่านในทิศทางเดียว”

ดังนั้นด้วยนิยามที่กว้างขนาดนี้วาล์วที่เราเห็นในอุตสาหกรรมก็เลยมีมากมายตั้งแต่ Gate valve, Globe valve, Ball valve, Needle valve, Check valve และอีกหลายชื่อมากมายจริงๆครับ ดังนั้นเด่วเราตามไปดูวิธีการแบ่งประเภทของวาล์วในไลน์ท่ออุตสาหกรรมกันนะครับ

วาล์วในประเภทต่างๆกัน

ประเภทของวาล์วในงานอุตสาหกรรม (Type of Valve)

ประเภทของวาล์วนั้นขอแบ่งออกเป็น 2 ประเภทใหญ่ๆเลยนะครับ (แต่ผมขอแบ่งตามลักษณะการทำงานของวาล์วด้านในกันนะครับ) คือ

1. วาล์วเปิด-ปิด หรือ ควบคุม (อยู่ด้านบนของภาพ) และ

2. คือ วาล์วประเภทอื่นๆ เช่นวาล์วควบคุมทิศทางให้ไปทางเดียว หรือ Check valve , วาล์วระบายแรงดัน PSV/PRV, วาล์วปรับระดับแรงดัน Pressure regulating valve และอื่นๆอีกมากมายครับผม

ประเภทของวา์วต่างๆในอุตสาหกรรมในงานท่อ Piping
วาล์วแต่ละประเภทในแต่ละชนิดของวาล์วต่างๆ

1. ISOLATION VALVE หรือ วาล์วเปิด-ปิด

เริ่มต้นจากประเภทแรกกันนะครับ โดย ขอเริ่มต้นจาก Isolation valve หรือ วาล์วเปิด-ปิด ซึ่งเจ้าวาล์วชนิดนี้ความสามารถของเค้าก็ตามชื่อเลยครับ “ทำได้แค่เปิดและปิด” เท่านั้น ถ้าเอาไปทำอย่างอื่น อย่างเช่น เอาไปหรี่ หรือควบคุม การไหล ถ้าแบบนานๆละก็รั่วแน่ๆครับ (หลายคนอาจจะยังไม่รู้ว่าแค่วาล์วตัวเดียวที่รั่ว แล้วต้องหยุดลงมาเพื่อเปลี่ยนวาล์วอาจจะทำให้โรงงานสูญเสียโอกาสในการผลิตของเค้าไปหลัก หลายล้านบาทเลยก็ได้นะครับผม)

*เพื่อนๆอาจจะสังเกตุเวลาเราหรี่วาล์วน้ำที่บ้านมันจะมีเสียงซู่ๆ ขึ้นมาใช่มั้ยครับ แต่ถ้าในโรงงานก็จะเกิดเช่นกันครับ แต่จะแรงกว่ามากมาย ซึ่่งเป็นสาเหตุให้วาล์วเสียหายและรั่วในที่สุดครับผม

แต่เหตุผลที่วาล์วชนิดนี้เป็นที่นิยม คือ เรื่องราคา และ การสูญเสียแรงดันในท่อ (Friction loss) ที่ต่ำครับ

โดยวาล์วเปิด-ปิด ที่เราจะคุ้นๆเคยๆกันมากๆ ก็จะมี Gate valve, Ball valve, Plug valve, ฺและ Butterfly valve นะครับ

2. CONTROL VALVE หรือ วาล์วควบคุม

เป็นวาล์วที่เป็นได้ทั้งเปิด-ปิด แล้วยังใช้ควบคุมปริมาณอัตราการไหลในไลน์ท่อการผลิตได้อีกด้วยครับ ซึ่งวาล์วชนิดนี้ก็มีทั้งระบบ manual ที่ให้คนเข้าไปหมุนเปิด-ปิด หรือ อาจจะใช้หัวขับ actuator ต่อเข้าระบบ instrumentation เพื่อควบคุมเป็นระบบอัตโนมัติก็ได้อีกด้วยนะครับ โดยวาล์วชนิดนี้สามารถคำนวนอัตราการไหล ด้วยตัวแปร Cv และความดันตกคร่อมนะครับ

วาล์วควบคุมที่จะคุ้นๆ เคยๆ ก็จะมี Globe valve, Needle valve เป็นต้นนะครับ

*วาล์วบางตัวเช่น butterfly valve, ball valve , plug valve บางชนิดก็สามารถเป็นวาล์วควบคุมได้นะครับ แต่ต้องไปดูว่าเค้าออกแบบให้เป็นแบบไหนนะครับ เพราะบางทีชนิดเหมือนกันแต่การออกแบบด้านในต่างกันสิ้นเชิงเลยนะครับ

แต่ก็มีข้อเสียคือ การสูญเสียแรงดันที่มาก (High Friction Loss) และ ราคาต้นทุนที่ค่อนข้างสูงกว่าแบบแรก

3. Safety Relief Valve หรือ วาล์วระบายแรงดัน

วาล์วระบายแรงดัน ทำหน้าที่เป็น อุปกรณ์ระบายความดันเพื่อปกป้องระบบไม่ให้เสียหายจากแรงดันที่เกิน โดยอุปกรณ์แรงดันก็สามารถแบ่งออกเป็นได้หลากหลายชนิดเลยนะครับ ตั้งแต่ PRV หรือ PSV เป็นต้น

โดยเพื่อนสามารถกลับไปอ่านเรื่อง วาล์วระบายแรงดัน ได้ตามลิงค์นี้เลยนะครับ Pressure Relief Device (PRD) [EP:1] – ชนิดและหน้าที่ของอุปกรณ์ระบายแรงดัน

ภาพตัวอย่าง PSV ที่ใช้ในการระบายแรงดันในระบบ

4. NON-RETURN VALVE หรือ วาล์วกันกลับ

วาล์วกันกลับ หรือ Non-return valve เป็นวาล์วที่ถูกออกแบบมาให้ “ของไหลวิ่งผ่านได้ทางเดียวเท่านั้น” ครับ โดยจุดประสงค์คือกำหนดทิศทางของ flow ในกระบวนการผลิต ยกตัวอย่างเช่น การออกแบบปั้มสองตัว จะต้องใส่วาล์วกันกลับที่ขาออกทุกครั้ง หากมีการไหลย้อนกลับมาจะทำให้อุปกรณ์เสียหายได้ครับ

โดยวาล์วกันกลับก็มีหลากหลายแบบมากมาย แต่ขอแบ่งออกเป็น 2 ประเภทคือ

  1. Swing check valve
  2. Lift check valve

นอกจากนี้ยังมีวาล์วประเภทอื่นๆอีกมากมายนะครับ แต่โดยพื้นฐานหากแบ่งตามลักษณะ function การทำงานก็จะใช้ basic concept เดียวกันเลยนะครับ สำหรับ EP.1 วันนี้ขอจบปิ๊งเพียงเท่านี้นะครับ

แล้วพบกับสาระความรู้ทางด้านงานช่าง และงานวิศวกรรมได้ในโพสต์ถัดๆไปนะครับ หรือสามารถตามสื่อตามๆของเราด้านล่างเลยนะครับ

Website: www.naichangmashare.com
Facebook: https://www.facebook.com/naichangmashare/
Blockdit :  https://www.blockdit.com/naichangmashare
Instragram: https://www.instagram.com/naichangmashare/
Twitter: https://twitter.com/naichangmashare
Youtube: https://www.youtube.com/channel/UCmIPiSeg-uy4k8JYSmknp_g

#นายช่างมาแชร์ #Valve #Piping

นายช่างมาแชร์ [EP.9] – Centrifugal pump & Mechanical Seal เบื้องต้น

0

สวัสดีครับเพื่อนๆ วันนี้ทางเพจนายช่างมาแชร์ ขอมาเล่าถึง เครื่องจักรในอุตสาหกรรมตัวหนึ่งที่ทำหน้าที่ส่งของเหลวจากจุดๆหนึ่งไปยังอีกจุดๆหนึ่งนั้นคือ “ปั้ม” นั้นเอง ซึ่ง

วันนี้เราขอยกตัวอย่างปั้มที่มีความนิยมมากที่สุดในอุตสาหกรรมนั้นคือ “Centrifugal pump” หรือ “ปั้มหองโข่ง” นั้นเอง ซึ่งมีการส่งถ่ายของเหลวด้วยการเหวี่ยง หรือใช้พลังงานจลน์ ในการถ่ายเทความเร็วไปหาของเหลวครับผม

จากนั้นจะพาไปดูหลักการเบื้องต้น และส่วนประกอบอื่นๆของเจ้าปั้มชนิดนี้กันนะครับ และอีกส่วนหนึ่งที่สำคัญไม่แพ้กัน ซึ่งมักจะเป็นตัวกำหนดอายุของปั้มนั้นๆในการซ่อมแต่ละครั้งเลยทีเดียวครับ นั้นก็คือ แม็คแคนิคอลซีล (Mechanical seal) ซึ่งทำหน้าที่กันรั่วที่คอเพลา ด้วยนะครับผม

ซึ่งวีดีโอนี้จะเกิดไม่ได้เลยหากขาดการสนับสนุนจากทาง
Thai Carbon & Graphite ผู้ให้บริการแม็คแคนิคอลซีลครบวงจรครับผม http://thai-carbon.com/

ติดต่อได้ทาง
e-mail : [email protected]
Fax : 028130847
โทร : 096-8814208, 02420-4434 ต่อ 43

สุดท้ายนี้หากเพื่อนๆมีคำถามสงสัยเกี่ยวกับปั้มหรือแม็คซีลสามารถ inbox มาถามใน Facebook นายช่างมาแชร์ได้เลยนะครับ แล้วพบกับสาระดีๆแบบนี้ทางด้านงานช่าง งานวิศวกรรม และอุตสาหกรรมได้ที่ นายช่างมาแชร์ นะครับ

Website: www.naichangmashare.com
Facebook: https://www.facebook.com/naichangmash…
Blockdit : https://www.blockdit.com/naichangmashare
Instragram: https://www.instagram.com/naichangmas…
Twitter: https://twitter.com/naichangmashare
Youtube: https://www.youtube.com/channel/UCmIP…#นายช่างมาแชร์#pump#mechanicalseal

Temperature sensor และ Transmitter ของการวัดอุณหภูมิในงานอุตสาหกรรม

0

หลังจากที่ได้ทำความรู้จักกับ local gauge มาแล้ว วันนี้เราจะมาทำความรู้จักกับเครื่องมือวัดอุณหภูมิอีกรูปแบบหนึ่ง ที่สามารถส่งค่าที่วัดออกไปยังศูนย์ควบคุมได้ โดยเราจะแยกส่วนประกอบหลักๆออกเป็น 3 ส่วนด้วยกันคือ 1. Sensor 2. Transmitter และ 3. Thermowell

กลับไปอ่านบทความ การวัดอุณหภูมิแบบ Local Gauge

เรามาเริ่มกันที่ Sensor กันก่อนครับ ในปัจจุบัน ตามโรงงานอุตสาหกรรมส่วนใหญ่จะมีการใช้ sensor อยู่ 2 ประเภทด้วยกันคือ
1. RTD (Resistance Temperature Detector)
2. Thermocouple

ภาพรวม ของส่วนประกอบหลักๆในการเก็บอุณหภูมิผ่าน Temperature sensor และ transmitter

ส่วนประกอบหลักที่ 1 : Sensor

(1) RTD (Resistance Temperature Detector)

RTD (Resistance Temperature Detector) คือเซนเซอร์วัดอุณหภูมิที่วัดอุณหภูมิโดยใช้หลักการที่ความต้านทานของโลหะเปลี่ยนแปลงไปตามอุณหภูมิ โดย RTD ทำงานบนความสัมพันธ์พื้นฐานระหว่างโลหะและอุณหภูมิ เมื่ออุณหภูมิของโลหะเพิ่มขึ้นความต้านทานของโลหะต่อการไหลของกระแสไฟฟ้าจะเพิ่มขึ้น ในทำนองเดียวกันเมื่ออุณหภูมิของ RTD เพิ่มขึ้น ความต้านทานไฟฟ้า(Ω) จะเพิ่มขึ้นด้วย

RTD ทำงานบนความสัมพันธ์พื้นฐานระหว่างโลหะและอุณหภูมิ

สำหรับวัสดุที่นำมาใช้สำหรับทำ RTD element นั้น หลักๆจะมีอยู่ 3 อย่างด้วยกัน ได้แก่ Platinum, Nickle, Copper โดยวัสดุที่เรามักพบบ่อยสำหรับ RTD element ในโรงงานอุตสาหกรรมคือ Platinum

ภาพตัวอย่างตารางเปรียบเทียบระหว่างอุณหภูมิและค่าความต้านทางที่เปลี่ยนไปของ RTD Pt100 (Pt 100 คือ Element เป็น Platinum มีค่าความต้านทานที่ 100 Ω ที่ 0 Deg.C)

สิ่งที่ควรจะต้องทำความรู้จักสำหรับ RTD อีกอย่างคือ Sensor wire สำหรับ RTD จะมี 3 แบบคือ 2 wire, 3 wire และ 4 wire โดย แบบ 2 wire จะใช้งานง่ายที่สุด แต่สิ่งที่จะเกิดขึ้นจากการใช้ sensor 2 wire คือ ความแม่นยำในการวัดจะไม่ค่อยดีเนื่องจากค่าความต้านทานที่เกิดขึ้นจากสายไฟของตัว  sensor เอง ด้วยเหตุนี้ จึงมีการพัฒนา RTD แบบ 3 wire และ 4 wire ขึ้นมา เพื่อทำการชดเชยค่าความต้านทานของสายไฟ ทำให้ Accuracy ดีขึ้น

สำหรับค่าความแม่นยำ (Accuracy) ตามมาตรฐาน IEC-60751 จะมีอยู่ 2 class ด้วยกันคือ Class A (+ /- 0.15°C at 0°C) และ class B (+ /- 0.3°C at 0°C)

(2) Thermocouple

Thermocouple โดย Thermocouple จะประกอบด้วยโลหะสองชนิดที่แตกต่างกันนำมาเชื่อมต่อกันที่ปลาย เมื่อเกิดอุณหภูมิที่แตกต่างกันระหว่างจุดเชื่อมทั้งสอง จะทำให้เกิดแรงดันทางไฟฟ้าขนาดเล็กขึ้น โครงสร้างของ Thermocouple จะแบ่งตามลักษณะการเชื่อมต่อกันที่ปลายจุดวัด โดยมี 3 ลักษณะคือ

1. Ungrounded Junction จุดเชื่อมของโลหะตัวนำตัวนำถูกแยกออกจาก sensor sheath ทั้งหมด ใช้สำหรับงานแรงดันสูง

2. Grounded Junction จุดเชื่อมของโลหะตัวนำและ sensor sheath จะเชื่อมเข้าด้วยกัน ใช้สำหรับวัดอุณหภูมิในสภาพแวดล้อมที่มีฤทธิ์กัดกร่อน

3. Exposed Junction จุดเชื่อมของโลหะตัวนำจะยื่นออกมานอก sensor sheath ใช้ในสถานที่ที่ต้องการการตอบสนองอย่างรวดเร็ว

ภาพตัวอย่างโครงสร้างของ Thermocouple
โครงสร้างด้านใน Thermocouple

โดยชนิดของ Thermocouple แต่ละชนิดจะทำจากวัสดุที่ต่างกัน และแต่ละชนิดก็จะมีช่วงใช้งาน (Range) ที่แตกต่างกันตามตารางด้านล่างได้เลยนะครับ

ภาพแสดงย่านการวัดที่เหมาะสมในการนำ Thermocouple ไปใช้งานพร้อมทั้งความแม่นยำ (Tolerance) ของแต่ละ Class (Class 1 และ Class 2)

วัสดุของ Thermocouple

วัสดุที่นำมาใช้งานเป็นโลหะตัวนำสามารถแบ่งเป็น 4 กลุ่มหลักๆ ได้แก่

1. Nickel-alloy thermocouples

  • Type E ทำมาจากวัสดุ Chromel – Constantan)
  • Type J ทำมาจากวัสดุ Iron–Constantan
  • Type K ทำมาจากวัสดุ Chromel–Alumel
  • Type M (82%Ni/18%Mo–99.2%Ni/0.8%Co, by weight)
  • Type N ทำมาจากวัสดุ Nicrosil–Nisil
  • Type T ทำมาจากวัสดุ Copper–Constantan

2. Platinum/rhodium-alloy thermocouples

  • Type B ทำมาจากวัสดุ 70%Pt/30%Rh–94%Pt/6%Rh, by weight
  • Type R ทำมาจากวัสดุ 87%Pt/13%Rh–Pt, by weight
  • Type S ทำมาจากวัสดุ 90%Pt/10%Rh–Pt, by weight

3. Tungsten/rhenium-alloy thermocouples

  • Type C (95%W/5%Re–74%W/26%Re, by weight)
  • Type D (97%W/3%Re–75%W/25%Re, by weight)
  • Type G (W–74%W/26%Re, by weight)

4. Chromel–gold/iron-alloy thermocouples

  • Type P (55%Pd/31%Pt/14%Au–65%Au/35%Pd, by weight)

นอกเหนือจาก Thermocouple ชนิดต่างๆด้านบนแล้ว ยังมี Thermocouple ที่ทำมาจากกลุ่มโลหะ Tungsten/rhenium-alloy thermocouples เพื่อที่จะใช้งานสำหรับย่านการวัดที่มีอุณหภูมิสูงมากจำพวก Vacuum Furnace ได้แก้ Type C (95%W/5%Re–74%W/26%Re, by weight), Type D (97%W/3%Re–75%W/25%Re, by weight) และ Type G (W–74%W/26%Re, by weight)

ส่วนประกอบหลักอย่างที่ 2 : Temperature Transmitter

               ส่วนประกอบหลักอย่างที่ 2 คือ Temperature Transmitter ซึ่ง Transmitter ในปัจจุบัน จะใช้เป็นตัวแปลงสัญญาณที่ตัว Sensor วัดออกมาและส่งค่าไปยังศูนย์ควบคุม โดยที่ค่า Output จาก Transmitter สามารถเลือกได้ทั้งแบบ 4-20 mA และ Foundation Fieldbus ขึ้นอยู่กับระบบควบคุบของเราว่าต้องการใช้แบบไหน

ภาพตัวอย่างของ Temperature Transmitter
ภาพระบบการส่งสัญญาณ โดยใช้สัญญาณ Ohm หรือ mV
ภาพระบบการส่งสัญญาณ โดยใช้สัญญาณ 4-20 mA

ส่วนประกอบหลักอย่างที่ 3 : Thermowell

อีกหนึ่งส่วนประกอบที่สำคัญสำหรับการใช้งาน Temperature Gauge ในโรงงานคือตัว “Thermowell ครับ” โดยหน้าที่หลักของ thermowell คือการป้องกันการเสียหายที่อาจจะเกิดขึ้นกับตัว temperature sensor จากสภาวะการใช้งาน ไม่ว่าจะเป็นการสั่นที่เกิดจากความเร็วในการไหลของสารที่วัดหรือแรงดันภายในระบบที่วัด เป็นต้น โดยตัว thermowell ยังใช้เป็นตัวแยก (isolate) ระหว่าง temperature sensor กับตัวสารในระบบ

ในกรณีที่มีการถอดตัว Sensor ออกมาซ่อมบำรุงหรือเปลี่ยน เราจะได้ไม่ต้อง shutdown ระบบ

อีกสิ่งหนึ่งที่สำคัญมากในการเลือกใช้ thermowell คือ wake frequency calculation โดยค่า frequency calculation ที่ได้จะต้องไม่เกินจากที่กำหนดไว้ ตามมาตรฐาน ASME PTC 19.3

ภาพตัวอย่าง Process Connection แต่ละแบบของ Thermowell
ภาพตัวอย่าง Thermowell Construction

สุดท้ายสำหรับข้อพิจารณาในการเลือกใช้งาน Temperature Sensor/Transmitter นั้น หลักๆเราจะพิจารณาตามหัวข้อด่นล่างนี้

1.            ย่านใช้งาน (Rage)

2.            ความแม่นยำ (Accuracy)

3.            การต่อใช้งานกับระบบ (Process Connection)

4.            ค่าความยาวที่ยื่นลงไปในระบบท่อหรือถัง (ความยาวของ Thermowell / Temperature Sensor)

5.            สัญญาณ Output ที่จะออกจาก Transmitter

6.            การติดตั้ง Transmitter เข้ากับ Sensor เป็นแบบไหน (Remote / Integral)

7.            วัสดุที่ใช้ (Material ของตัวเกจและ Thermowell)

จบกับไปแล้วนะครับ สำหรับการวัดอุณหภูมิแบบที่สามารถส่งค่าที่วัดออกไปยังศูนย์ควบคุม แล้วพบกับสาระความรู้ทางด้านงานช่าง และงานวิศวกรรมได้ในโพสต์ถัดๆไปนะครับ หรือสามารถตามสื่อตามๆของเราด้านล่างเลยนะครับ

Website: www.naichangmashare.com
Facebook: https://www.facebook.com/naichangmashare/
Blockdit :  https://www.blockdit.com/naichangmashare
Instragram: https://www.instagram.com/naichangmashare/
Twitter: https://twitter.com/naichangmashare
Youtube: https://www.youtube.com/channel/UCmIPiSeg-uy4k8JYSmknp_g

#นายช่างมาแชร์ #temperaturtransmitter #Sensor #Transmitter #instrument #Engineering

บินสำเร็จครั้งแรก!! บนดาวอังคารกับ Helicopter ลำเล็กของ NASA

0

เป็นครั้งแรกของชาวโลกกับทาง NASA ที่นำเครื่องบินโดรนขนาดเล็กที่ชื่อว่า Ingenuity ในการบินบนดาวอังคารครั้งแรก โดยสามารถบินได้สูงกว่า 3 เมตร และมีการบิดเลี้ยวได้ถึง 96 องศา โดยทำเวลาไปทั้งสิ้น 40 วินาที

แต่ก็สามารถบินได้แค่นั้นเนื่องจากข้อจำกัดทางเทคโนโลยี แต่ทว่าถ้าไปเทียบกับความสำเร็จของการสร้างเครื่องบินบนโลกครั้งแรกของสองพี่น้องตระกูลไรท์ Orville และ Wilbur wright ในปี 1903 ซึ่งสามารถบินค้างได้นาน 12 วินาที (พูดไปแล้วก็เริ่มดูเยอะเลยใช่มั้ยละครับ 🙂 )

แต่ความยากคือ บนดาวอังคารมีความเบาบางอากาศแค่ 1% ของโลกเองครับทำให้การใช้พลักพลศาสตร์ในการพยุงและสร้างรอบแรงตัวทำได้น้อยมากๆ

แต่บวกกับดางอังคารก็ยังมีแรงโน้มถ่วงน้อยกว่าโลกอยู่ดี (แต่ตัวแปรนี้มีผลน้อยกว่าอันแรกอยู่ดี -.- )

เครื่องบินบนโลกครั้งแรกของสองพี่น้องตระกูลไรท์ Orville และ Wilbur wright ในปี 1903 ซึ่งสามารถบินค้างได้นาน 12 วินาที

สเปกของเครื่องบินจิ๋ว INGENUITY

โดยขนาดของเจ้าเครื่องบินจิ๋ว Ingenuity เนื่ย มีขนาดกว้างประมาณ 1.2 เมตร และสูงประมาณ 48.2 เซนติเมตร โดยน้ำหนักของเครื่องบินลำนี้จะเบามากๆ และมีกำลังเพียงแค่ 350 Watt โดยเจ้าใบพัดของเค้าจะหมุนที่ความเร็วรอบ 2,500 รอบ/นาที

ขนาดของเครื่องบิน Ingenuity

โดยส่วนประกอบต่างๆนั้นมีดังนี้ครับ ตั้งแต่ เสาอากาศ (Antenna) แผง Solar cell เพื่อรับความร้อนและเปลี่ยนเป็นพลังงาน และไปเก็บไว้ที่แบตเตอร์รี่ (ฺBatterry) ขับเคลื่อนตัวเครื่องเอง ,ใบพัดสำหรับบิน (Rotor blade) มีกล้องและเซนเซอร์ต่างๆเพื่อจับภาพและใช้ในการรับค่าเข้ามาควบคุม (Sensors , Cameras) และชุด Avionics ที่ใช้ในการควบคุมเครื่องบินนี้ครับ

ส่วนประกอบต่างๆของเครื่องบิน Ingenuity

ภาพในการบินบนดาวอังคารครั้งแรก

Mars Helicopter Ingenuity First Flight 

Ingenuity ในการบินบนดาวอังคารครั้งแรก โดยสามารถบินได้สูงกว่า 3 เมตร และมีการบิดเลี้ยวได้ถึง 96 องศา โดยทำเวลาไปทั้งสิ้น 40 วินาที และถือเป็นความสำเร็จแรกในการบินของเครื่องบินนอกดาวโลกของเราครับ

ภาพความสำเร็จแรกของ Team NASA ในการบินครั้งแรกบนดาวอังคาร

ก็ถือเป็นอีกความสำเร็จ และเป็นอีกก้าวของมนุษยชาตินะครับ และแน่นอนว่าหลักการที่ใช้ก็เป็นหลักการทางวิทยาศาสตร์ วิศวกรรม และงานพื้นฐานช่างแน่นอนครับผม

สำหรับวันนี้ขอขอบคุณแหล่งข้อมูลดีๆจากทาง BBC แล้วก็รูปสวยๆจากทาง NASA นะครับ

แล้วพบกับสาระดีๆด้านงานช่าง งานวิศวกรรม และเทคโนโลยีต่างๆ ที่นายช่างมาแชร์นะครับ แล้วพบกันใหม่ครับ

#นายช่างมาแชร์ #FirstFlightonMars

HYPERCLASSIC® Mixing System – เทคโนโลยีการบำบัดน้ำเสีย

0
Hyperclassic wallpaper

ทุกวันนี้เราก้าวออกจากบ้าน แล้วต้องเจอมลพิษอย่างมากมาย ฝุ่นและควันพิษในอากาศ เสียงเครื่องยนต์ สภาพหมอกควันที่ทำให้สูญเสียทัศนะวิสัย น้ำเสียในคูน้ำ ท่อระบาย ลำคลองสาธารณะที่เน่าเสียจากเศษขยะมูลฝอย น้ำมันหลุดรั่วจากเครื่องยนต์เรือที่เก่าแก่ น้ำเสียจากชุมชน โรงงานอุตสาหกรรมที่มีทั้งของเสียในรูปขยะมูลฝอยและน้ำเสีย เหล่านี้ต้องการการบำบัด ดูแล

โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของแหล่งน้ำที่เป็นปัจจัยในการดำรงชีพของมนุษย์ จะเห็นได้ว่าในขณะที่การทำให้เกิดน้ำเสียที่มากขึ้นเรื่อยๆแต่แหล่งน้ำดีจะมีปริมานที่กำจัด ดังนั้น การทำให้น้ำเสียเหล่านั้น กลับมาเป็นน้ำดีที่สามารถนำกลับมาใช้งานได้อีกครั้ง จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่ง

เทคโนโลยีการบำบัดน้ำเสียในปัจจุบัน

ในกระบวนการควบคุม บำบัดดูแลน้ำและน้ำเสีย จะอาศัยหลักการออกแบบ ทางด้านวิศวกรรม ดังนี้

  • Mixing Technology เทคโนโลยี่การผสมผสานกัน
  • Aeration Technology เทคโนโลยี่การเติมอากาศ
  • Solid/Liquid Separation การแยกกากและของเหลวออกจากกัน
  • Complete Systems Solution การออกแบบที่ให้ผลลัพธ์สมบูรณ์แบบ
  • Fluid Mechanical Engineering & Consulting/Research&Development ให้คำปรึกษาวิศวกรรม ทำการวิจัยและพัฒนา จากข้อมูลพื้นฐานลูกค้าโดยอิงจากหลักการวิศวกรรมเชิงกลเกี่ยวกับการไหล
  • Software Products โครงงานสมบูรณ์ด้วยการควบคุมอัตโนมัติด้วยโปรแกรมคอมพิวเตอร์

ซึ่งในวันนี้เราจะขอมานำเสนอในส่วนของ HYPERCLASSIC® Mixing System ที่ถือเป็นนวัตรกรรมในการกำจัดน้ำเสียเลยครับ

HYPERCLASSIC® Mixing System คืออะไร ?

HYPERCLASSIC® Mixing System คือการออกแบบใบกวน หรือ Mixer โดยใบพัดด้านล่างจะใช้การออกแบบ ที่เรียกว่า Radial bottom flow ; Hyperboloid-Mixer ซึ่งจะมีจุดเด่นคือ

  • ประหยัดพลังงานเมื่อเปรียบเทียบกับอุปกรณ์ประเภทเดียวกัน
  • เป็นการออกแบบกลศาสตร์ของไหลที่เหมาะสมลงตัว
  • ออกแบบให้มีจุดความพอดีทั้งทางด้านการแยกชั้นของเสียและการตีผสมให้เป็นเนื้อเดียวกัน
  • มีความแข็งแรง คงทน อายุการใช้งานยาว
  • ไม่มีจำเป็นในการซ่อมบำรุง

ด้วยการออกแบบใบกวนที่มีลักษณะพิเศษที่เรียกว่า hyperboloid-mixer ทำให้มีการหมุนวนของน้ำเสียที่มีกระแสการไหลวนเป็นวงกลม และเกิดกระแสวนปั่นป่วนที่พื้นก้นบ่อที่เรียกว่า micro-vortices จะเกิดการผสมผสานได้เป็นเนื้อเดียวกันอย่างมีประสิทธิภาพ หากมีการเติมอากาศด้วย จะทำให้มวลออกซิเจน ไหลวนไปกับกระแสวงกลมดังกล่าว ซึ่งทำให้เพิ่มปริมาณออกซิเจนในน้ำเสียที่ต้องการบำบัดได้ดียิ่งขึ้น

จุดเด่นของใบกวนรุ่น Invent HYPERCLASSIC® Mixing System คือ

  • เป็นการกวนผสมที่มีประสิทธิภาพ เป็นเนื้อเดียวและตีฟองกระจายได้อย่างละเอียด
  • ทำให้เกิดการแลกเปลี่ยนออกซิเจนในอัตราสูง
  • เหมาะสมกับกระบวนการบำบัดน้ำเสียแบบรับปริมาณน้ำเสียได้แบบต่อเนื่อง และบำบัดเป็นช่วงเวลาตามปริมาณน้ำเสียบ่อต่อบ่อ
  • สามารถรับปริมาณน้ำเสียในอัตราสูงๆได้
  • ต้องการการบำรุงรักษาน้อย ง่ายในการดูแล
  • ไม่ก่อให้เกิดฝอยน้ำลอยเหนือผิว หรือเสียงดังรบกวน

DOWNLOAD ข้อมูลเพิ่มเติมคลิก >> HYPERCLASSIC® Mixing System <<

สุดท้ายนี้หากสนใจนวัตกรรมดีๆแบบนี้สามารถติดต่อทางบริษัท อัลฟ่ากรุ๊ป จำกัด

ผู้เป็นตัวแทนจำหน่าย HYPERCLASSIC® Mixing System จากทาง INVENT ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการบำบัดน้ำเสียทั้งการด้านออกแบบทั้งระบบแบบครบวงจร

และยังนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพ แก้ไขปัญหาระบบเก่าที่ไม่สามารถบำบัดน้ำได้ตามต้องการ หรือตามกฎหมายบังคับ หรือการเพิ่มภาระการบำบัดน้ำเสียเนื่องเพิ่มกำลังการผลิต หรือ BOD หรือส่วนผสมสารเคมีในน้ำเสียก่อนการบำบัดเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม เหล่านี้เป็นต้น

โดยบริษัท อัลฟ่ากรุ๊ป จำกัด ตัวแทนในประเทศไทยมีความยินดี  ให้คำปรึกษา ติดตั้ง ควบคุม ตั้งแต่เริ่มต้นข้อมูลออกแบบ ติดตั้ง เริ่มเดินเครื่อง สอนการใช้งาน แนะนำวิธีบำรุงรักษา และรับประกันผลงานรวมทั้งมีบริการหลังการขายอย่างครบวงจร

ติดต่อได้ตามช่องทาง

  • สำนักงานใหญ่ กรุงเทพฯ, Tel : 0-2792-9333
  • สาขาระยอง, Tel : (038) 691-515
  • สาขาโคราช, Tel : 0-2792-9386 , (044) 371-105~6
  • สาขาหาดใหญ่, Tel : 0-2792-9385 , (074) 552-672

แล้วพบกับสาระดีๆในโพสถัดไปนะครับ หากมีคำถามสามารถติดต่อได้ที่เพจนายช่างมาแชร์เลยนะครับผม

Website: www.naichangmashare.com
Facebook: https://www.facebook.com/naichangmashare/
Youtube: https://www.youtube.com/channel/UCmIPiSeg-uy4k8JYSmknp_g
Instragram: https://www.instagram.com/naichangmashare/
Twitter: https://twitter.com/naichangmashare

#นายช่างมาแชร์ #HYPERCLASSIC #MIXINGSYSTEM #ALPHAGROUP

เทคโนโลยี Triple offset butterfly valve [ARI-ZETRIX]

0

การเติบโตของอุตสาหกรรมในประเทศไทยยังคงพัฒนา และมีการเพิ่มกำลังการผลิตอย่างต่อเนื่องในทุกๆปี เพื่อ  รองรับการเติบโตของกลุ่มอุตสาหกรรม ทางบริษัท อัลฟ่า กรุ๊ปจำกัด ซึ่งเป็นผู้จัดจำหน่ายด้านวาล์วอุตสาหกรรมจากทั่วโลก ได้คำนึงถึงศักยภาพ และคุณภาพของอุปกรณ์ที่ได้รับการพัฒนาให้มีคุณภาพสูงเพื่อรองรับกระบวนการทำงานในทุก   อุตสาหกรรม

จึงขอนำเสนอบทความเกี่ยวกับวาล์วปีกผีเสื้อ (butterfly valve) แบบ triple offset ซึ่งเป็นวาล์วที่ได้รับความนิยมใช้ในโรงงานอุตสาหกรรมจากทั่วโลก ฝ่ายการผลิตของอุตสาหกรรมที่เหมาะสมกับกับวาล์วปีกผีเสื้อประเภทนี้ ได้แก่   กระบวนการกลั่น,ระบบขุดเจาะน้ำมัน และก๊าซใต้ทะเล, อุตสาหกรรมปิโตรเลียม และอุตสาหกรรมโดยทั่วไป สามารถใช้งานได้ครอบคลุมทั้งของเหลวและก๊าซ รวมถึงน้ำ ก๊าซธรรมชาติ น้ำมัน ไอน้ำ สารเคมี กรด ฯลฯ

อะไรคือ “triple offset butterfly valve”?

Triple Offset Butterfly Valve

Triple offset คือการออกแบบการเยื้องศูนย์ให้มีจุดสัมผัสที่เหมาะสมกับการใช้งาน เพื่อลดข้อด้อยของ butterfly valve แบบทั่วๆไปที่มักจะมีปัญหา เช่น การรั่วไหลที่เกิดจากลิ้นวาล์วเกิดการติดขัดกับบ่าวาล์ว (Jamming) และ การปิดไม่สนิทที่เกิดจากการเสียดสี และเบียดกันตลอดเวลาระหว่างบ่าวาล์ว และลิ้นวาล์ว ซึ่งส่งผลกระทบต่อกระบวนการผลิต

Triple offset จะช่วยลดแรงกดบนผิวหน้าสัมผัสระหว่างลิ้นวาล์ว (Disc) และบ่าวาล์ว (Seat) ที่มักจะมีการเสียดสีกัน

การออกแบบนี้จะช่วยลดแรงเสียดทาน และทำให้ปิดสนิทไม่ทำให้เกิดการรั่วไหล (zero leak) อีกทั้งยังใช้แรงบิดน้อย หรือ  torque ต่ำในการเปิด-ปิด ทำให้ง่ายต่อการใช้งาน

Design for Triple Offset

  1. First Offset : แกนเพลาที่ลิ้นวาล์วจะเยื้องออกจากศูนย์ของบ่าวาล์วและวัสดุกันรั่ว (sealing) การเยื้องศูนย์ที่จุดนี้จะช่วยแก้ไขปัญหาการรั่วไหล
  2. Second Offset : แกนเพลาที่ลิ้นวาล์วจะเยื้องศูนย์กับจุดสมมาตรแกนท่อ ทำให้ไม่เกิดปัญหาการติดขัดกับบ่า วาล์ว (jamming) และทำให้ค่า torques ต่ำลง
  3. Third offset : แกนหมุนของบ่าวาล์วเยื้องออกจากจุดสมมาตรกับแกนท่อ จะทำให้การหมุนเปิด-ปิดของวาล์วได้ แบบไร้แรงเสียดทาน และปิดสนิทกันได้อย่างพอดี สามารถหมุนไป-กลับได้ 2 ทิศทาง (bi-directional) ช่วย แก้ปัญหาการเบียดกันระหว่างบ่าวาล์วและลิ้นวาล์วได้เป็นอย่างดี

High-precision manufacturing

ห้องทดลองของ ARI ที่ประเทศเยอรมนีได้พัฒนาเทคโนโลยีที่ทันสมัยในการทดสอบวาล์วปีกผีเสื้อเพื่อให้ได้มาตรฐานการใช้งานสูงสุด ซึ่งถือว่าเป็นกุญแจสำคัญในความปลอดภัยและความน่าเชื่อถือ

เครื่องจักรที่ใช้ในการผลิตตัววาล์วจะถูกควบคุมด้วยเครื่อง CNC (Computer Numerical Control) ซึ่งใช้กับงานโลหะที่ต้องการความละเอียดและแม่นยำ หรือมีความซับซ้อนสูง โดยการเขียนข้อมูลโครงสร้างพื้นฐานผ่าน CAD การยึดชิ้นงานเพื่อทำการผลิตจะถูกยึดด้วยอุปกรณ์ที่ออกแบบมาเป็นพิเศษ ในส่วนของ sealing surface จะถูกเคลือบด้วย Stellite ซึ่งจะช่วยเพิ่มความทนทานต่อการใช้งาน

โดยขั้นตอนนี้จะเชื่อมด้วยหุ่นยนต์พร้อมด้วยระบบการวัดของโปรแกรม CNC ทั้งหมด โปรแกรมต่างๆได้รับการพัฒนาโดยโปรแกรมเมอร์ผู้เชี่ยวชาญ ระบบการวัดสามมิติช่วยให้กระบวนการผลิตวาล์วสามารถเปรียบเทียบข้อมูลได้แบบ 3D และจะถูกบันทึกไว้ในเครื่องพีซี กระบวนการผลิต ZETRIX®ทุกตัวได้รับการทดสอบการรั่วไหลตามมาตรฐานDIN EN 12266

ข้อดีต่างๆที่จะได้รับจากเทคโนโลยีนี้

  • การรั่วไหลเป็นศูนย์ ( Zero leak) ผ่านมาตรฐานการทดสอบ leakage rate A acc. DIN EN 12266-1 หรือ API 6D
  • Lamellar design เป็นการออกแบบ seat ring เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นให้ปิดสนิทมากยิ่งขึ้น โดยทำจาก stainless steel ที่สลับชั้นกับ graphite
  • Smart sealing ring มีการเพิ่มกระบวนการกันรั่วด้วย spiral would gasket ที่ทำจากวัสดุยืดหยุ่นทนความร้อน sealing ring สามารถทนความร้อนได้ถึง 427 C อีกทั้งยังมี self-aligning ที่ออกแบบให้มีพื้นที่รองรับการขยายตัวของ sealing เมื่อได้รับความร้อน ซึ่งจะช่วยกระจายความร้อนทำให้ปิดสนิทถึงแม้มีการเปลี่ยนแปลงช่วงอุณหภูมิ
  • สามารถถอดเปลี่ยน sealing ring ได้อย่างง่าย
  • เคลือบผิวสัมผัสของ seat ด้วย stellite 21® ทำให้ seat มีความแข็งแรงทนทาน
  • Firesafe เป็นการออกแบบให้สามารถทนต่อเปลวเพลิงได้ในช่วงระยะหนึ่ง เมื่อเกิดการลุกไหม้ส่วนของsoft sealing จะละลาย แต่ในส่วนmetal seat ยังสามารถทนไฟได้อยู่ ทำให้วาล์วยังสามารถหมุนเปิดหรือปิดได้อีก 1 ครั้ง
  • Bi-direction seal ใช้งานกับทิศทางการไหลของสารได้ 2 ฝั่ง ทั้งฝั่งของ shaft side และ disc side
  • ใช้พื้นที่น้อยในการติดตั้ง และสามารถแทนที่ ball valve ,gate valve และ globe valve ขนาดใหญ่ เพื่อประหยัดพื้นที่ในการติดตั้ง

===========================================================================

ขอขอบคุณสปอนเซอร์ใจดีจากทาง “อัลฟ่ากรุ๊ป” (Alpha Group)

ผู้นำเข้าสินค้าด้านวาล์ว ปั๊ม และอุปกรณ์ควบคุมสำหรับระบบท่ออุตสาหกรรม จำหน่าย ออกแบบและให้คำปรึกษาโดยทีมงานวิศวกรผู้เชี่ยวชาญ

“จัดส่งรวดเร็ว มั่นใจได้เรื่องคุณภาพ พร้อมบริการหลังการขาย”

ติดต่อได้ตามช่องทาง

? สำนักงานใหญ่ กรุงเทพฯ ?Tel : 0-2792-9333
? สาขาระยอง ?Tel : (038) 691-515
? สาขาโคราช ?Tel : 0-2792-9386 , (044) 371-105~6
? สาขาหาดใหญ่ ?Tel : 0-2792-9385 , (074) 552-672

===========================================================================

#นายช่างมาแชร์