“EEC” ดึง 200 โรงงานลุย “e-Factory” ผลักดันพัฒนาอุตสาหกรรมไทย

0
EEC-Thailand
EEC-Thailand

(สกพอ.) หรืออีอีซี เปิดเผยว่า ได้ร่วมกับบริษัท มิตซูบิชิ อิเล็คทริก, อีอีซี ออโตเมชั่น พาร์ค และเครือข่ายพันธมิตรภาคเอกชนไทย-ญี่ปุ่น จัดงาน EEC connecting Thailand and Japan Collabo ration 2021 “Digital Manufacturing Platform” ขึ้นเพื่อแสดงความพร้อมของอีอีซี ออโตเมชั่น พาร์ค ที่จะเป็นฐานสำคัญขับเคลื่อนพัฒนาอุตสาหกรรมในพื้นที่อีอีซีก้าวสู่โรงงานอัจฉริยะ ตอบโจทย์การพัฒนากระบวนการผลิตที่ลดต้นทุน เพิ่มมูลค่า สร้างทักษะแรงงาน และคุ้มค่าต่อการลงทุน

“คาดว่า การลงทุนด้านหุ่นยนต์ และระบบอัตโนมัติ จะเป็นเครื่องมือสำคัญให้ภาคอุตสาหกรรมเพิ่มประสิทธิภาพ ลดต้นทุนการผลิต ซึ่งคาดว่าใน 3 ปีข้างหน้าจะเกิดลงทุนสูงถึง 500,000 ล้านบาท เป็นการลงทุนในพื้นที่อีอีซีไม่ต่ำกว่า 50,000 ล้านบาทต่อปี โดยปี 2565 ตั้งเป้าหมายให้โรงงานในเขต EEC เริ่มประยุกต์ใช้เตรียมความพร้อมสำรวจการออกแบบระบบและเชื่อมหาแหล่งทุนได้ไม่น้อยกว่า 200 แห่ง และตั้งเป้าภายใน 5 ปีจะสามารถปรับสู่โรงงานอัจฉริยะใช้เทคโนโลยีขั้นสูง Digital Manufacturing 4.0 ไม่น้อยกว่า 10,000 โรงงาน”

นายวิเชียร งามสุขเกษมศรี กรรมการผู้จัดการ บริษัท มิตซูบิชิ อีเล็คทริค แฟคทอรี่ ออโตเมชั่น (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า บริษัทได้นำระบบสายการผลิตอัจฉริยะ หรือ e-F@ctory เข้ามาใช้ในการสนับสนุน และผลักดันการพัฒนาอุตสาหกรรมใช้นวัตกรรมขั้นสูงในประเทศไทย รวมทั้งพัฒนาระบบ Smart Manufacturing Kaizen Level ที่จะเป็นเครื่องมือประเมินระดับการใช้ประโยชน์จากข้อมูลในโรงงาน เพื่อช่วยในการตัดสินใจลงทุนของผู้บริหาร รวมทั้งทำให้เกิดมาตรการควบคุมลดการใช้พลังงานในไลน์การผลิต.

ที่มา : https://www.thairath.co.th/

แล้วพบกับสาระดีๆแบบนี้ทางด้านงานช่าง งานวิศวกรรม และอุตสาหกรรมได้ที่ นายช่างมาแชร์ นะครับ

Website: www.naichangmashare.com
Facebook: https://www.facebook.com/naichangmashare/
Blockdit :  https://www.blockdit.com/naichangmashare
Instragram: https://www.instagram.com/naichangmashare/
Twitter: https://twitter.com/naichangmashare
Youtube: https://www.youtube.com/channel/UCmIPiSeg-uy4k8JYSmknp_g

#นายช่างมาแชร์ 

ดวงอาทิตย์ประดิษฐ์ (“Artificial Sun”) สร้างสถิติใหม่

0
ภาพการทดลอง experimental advanced superconducting tokamak (EAST) หรือ ดวงอาทิตย์ประดิษฐ์ ( "artificial sun") ที่ Hefei, Anhui province, April 28, 2021. [Photo/Xinhua]

จากการทดลองในโครงการ The experimental advanced superconducting tokamak (EAST) หรือ ดวงอาทิตย์ประดิษฐ์ (Artificial Sun) จากทางประเทศจีน สามารถสร้างพลังงานความร้อนแบบพลาสม่า (Continuous High-temperature Plasma) ที่มีอุณหภูมิเกือบ 70 ล้านองศาเซลเซียสได้ถึง 1,056 วินาที ซึ่งถือว่าเป็น World record ที่ยาวนานที่สุดที่ทำได้มาในประวัติศาสตร์โดยใช้วัตถุดิบที่มีอยู่มากมายในทะเล มาผลิตเป็นพลังงานสะอาด

การทดลองรอบล่าสุดมีขึ้นเมื่อวันที่ 30 ธ.ค. ที่ผ่านมา ที่สถาบันฟิสิกส์พลาสม่า (Plasma Physics of the Chinese Academy of Sciences ; ASIPP) สังกัดสถาบันบัณฑิตวิทยาศาสตร์จีน นครเหอเฝย เมืองเอกของมณฑลอันฮุย ตะวันออกของจีน

โดยเป้าหมายสูงสุดของดวงอาทิตย์ประดิษฐ์ของจีน คือ “การสร้างปฏิกิริยานิวเคลียร์ฟิวชั่นเหมือนดวงอาทิตย์จริง โดยใช้ดิวเทอเรียม (Deuterium) ซึ่งคุณสมบัติเป็นธาตุไฮโดรเจนชนิดหนักและมีอยู่มากมายในทะเลมาผลิตเป็นพลังงานสะอาด”

ดังนั้นวัตถุดิบสำหรับดวงอาทิตย์ประดิษฐ์จึงมีอยู่มากมายมหาศาลบนโลก แตกต่างจากวัตถุดิบสำหรับผลิตเชื้อเพลิงฟอสซิล เช่น ถ่านหิน น้ำมัน และก๊าซธรรมชาติ ที่อาจถูกใช้จนหมดไปและยังกลายเป็นภัยคุกคามต่อสิ่งแวดล้อมอีกด้วย

สุดท้ายนี้พลังงานฟิวชั่น (Fusion Energy) จากพลังงานสะอาดจากดวงอาทิตย์ประดิษฐ์จึงอาจเป็น “สุดยอดพลังงานในอุดมคติ” ของมวลมนุษยชาติ.

Reference:
China Report ASEAN – Thailand
http://www.chinadaily.com.cn

แล้วพบกับสาระดีๆแบบนี้ทางด้านงานช่าง งานวิศวกรรม และอุตสาหกรรมได้ที่ นายช่างมาแชร์ นะครับ

Website: www.naichangmashare.com
Facebook: https://www.facebook.com/naichangmashare/
Blockdit :  https://www.blockdit.com/naichangmashare
Instragram: https://www.instagram.com/naichangmashare/
Twitter: https://twitter.com/naichangmashare
Youtube: https://www.youtube.com/channel/UCmIPiSeg-uy4k8JYSmknp_g

#นายช่างมาแชร์ 

ไฟเบอร์รีบาร์ (Fibre rebar) นวัตกรรมใหม่แทนเหล็กเส้น

1
Fiber rebar wall

จากอดีตปัจจุบันในงานก่อสร้างในการหล่อคอนกรีดขึ้นมา การใช้เหล็กเส้นมาถักเป็นโครงในการ “นำมาเสริมคอนกรีตในบริเวณที่รับแรงดึงหรือต้านทานการแตกร้าวในคอนกรีต” และยังถือว่าเป็นวิธีที่แพร่หลายและใช่งานมากที่สุด สำหรับเหล็กเส้น อาจจะมีชื่อเรียกหลายชื่อเช่น “Reinforced Steel Bar” หรือ เหล็กข้ออ้อย (Deform Bar; DB), เหล็กเส้นกลม (Round Bar; RB)

แต่ในปัจจุบันมีอีกนวัตกรรมใหม่ซึ่งเป็นอีกทางเลือกในงานก่อสร้างยุคใหม่นั้นคือ “ไฟเบอร์รีบาร์ (Fibre rebar) นวัตกรรมทดแทนเหล็กเส้นในหลายๆงานเลยนะครับ

ไฟเบอร์รีบาร์ (FIBRE REBAR) นวัตกรรมใหม่ ?

“ไฟเบอร์รีบาร์ (Fibre rebar)” ซึ่งถือว่าเป็นนวัตกรรมใหม่ ซึ่งเข้ามาทดแทนเหล็กเส้นแบบดั้งเดิม ในบางลักษณะงาน โดยเจ้าตัวไฟเบอร์รีบาร์ได้มีการผลิตจากเส้นใยไฟเบอร์กลาส หรือ Glass Fibre Reinforced Polymers (GFRP) เฉพาะทางที่ทนต่อแรงดึงสูง และอีพ็อกซี่เรซิ่น (Epoxy resin) มีการขึ้นรูปด้วยวิธีตีเกลียวจนมีรูปร่างเป็นเหล็กเส้น ใช้ยึดเหนี่ยวกับคอนกรีต ในการวางฐานรากพื้นอาคาร ตลอดจนใช้เป็นโครงแนวกันคลื่นตามแนวชายฝั่งทะเลอีกด้วย”

โดยคุณสมบัติของวัสดุชนิดนี้ถือว่ามีจุดเด่นในด้านการทนต่อสารเคมีทั้งในแง่ของการทดต่อกรดและด่าง (Acid and alkaline bases), คุณสมบัติ anti-shrink additives , คุณสมบัติต้านทานการกัดกร่อนที่มากกว่า (anti-corrosion) ทีเป็นปัญหาหลักในปัจจุบันทำให้สามารถมีอายุการใช้งานที่ยาวนานกว่า

ทำไมต้องใช้ไฟเบอร์รีบาร์แทนที่เหล็กเส้นแบบดั้งเดิม

  1. Glass Fibre Rebar Polymers (GFRP) เบากว่าเหล็ก 4 เท่า ทำให้ต้นทุนในการขนส่งลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ไม่เพียงแค่นั้นยังช่วยลดค่าความถี่ธรรมชาติของชิ้นงานที่ถูกประกอบลงอีกด้วย
  2. มีคุณสมบัติต้านทานความกัดกร่อนได้ 100% (Corrosion Resistant) ทั้งในสภาวะด่าง และกรด​ (Corrosion resistance to alkalis and acidic environment) ในขณะที่เหล็กเส้นไม่สามรถทนประเภทที่รุนแรงมากๆได้ เช่น กรดคาร์บอนิก (Carbonic Acid) หรือ คลอไรน์ไออน (Chloride ions)
  3. มีคุณสมบัติไม่นำไฟฟ้า และเป็นฉนวนความร้อน (Thermal and Electrical Isolatation) ในทางกลับกันเหล็กเส้นนำไฟฟ้าและนำความร้อน
  4. แต่ความแข็งเกร็ง (Stiffness) ของ GFRP จะน้อยกว่าเหล็กซักครึ่งนึง ทำให้งานโครงสร้างเรามีความแข็ง (Rigid) ที่น้อยกว่า
  5. เหล็กมีต้นทุนงานซ่อมบำรุงที่สูงกว่า ในขณะที่ GFRP ไม่ต้องการบำรุงรักษาเลย (100 years zero maintenance of GFRP)
วีดีโอตัวอย่างการนำเอา Fibre Rebar ไปใช้ในงานก่อสร้าง

จากที่มีข่าวให้เห็นก็เริ่มมีการนำไฟเบอร์รีบาร์มาประยุกต์ใช้ในหลายๆงาน โดยเฉพาะงานชายฝั่งที่มีความกัดกร่อนสูงนะครับ เพราะฉะนั้นลองจับตาเทคโนโลยีนี้ดีๆนะครับว่าจะมีการนำไปใช้ประโยชน์ หรือพลิกโฉมวงการงานก่อสร้างเราได้แค่ไหนครับผม

reference : https://maxiswood.com/th/products/glass-fibre-rebar/

แล้วพบกับสาระดีๆแบบนี้ทางด้านงานช่าง งานวิศวกรรม และอุตสาหกรรมได้ที่ นายช่างมาแชร์ นะครับ

Website: www.naichangmashare.com
Facebook: https://www.facebook.com/naichangmashare/
Blockdit :  https://www.blockdit.com/naichangmashare
Instragram: https://www.instagram.com/naichangmashare/
Twitter: https://twitter.com/naichangmashare
Youtube: https://www.youtube.com/channel/UCmIPiSeg-uy4k8JYSmknp_g

#นายช่างมาแชร์ 

ARV เผยโฉม “Horrus” โดรนขับเคลื่อนอัตโนมัติ ครั้งแรกของไทย! ตอบโจทย์ภาคอุตสาหกรรม

0
Drone ARV technology
Drone ARV technology

บริษัท เอไอ แอนด์ โรโบติกส์ เวนเจอร์ส จำกัด (เออาร์วี) พัฒนา “Horrus: Fully Automated Drone Solution” เทคโนโลยีอากาศยานไร้คนขับที่ขับเคลื่อนโดยอัตโนมัติ ปลดล็อกข้อจำกัดเดิมๆ นำร่องใช้งานในพื้นที่ศูนย์วิจัยพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม ปตท.สผ. พรเตรียมต่อยอดสู่เชิงพาณิชย์

โดยพันธกิจที่สำคัญของ ARV ในการพัฒนาต่อยอดองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยีชั้นสูงสำหรับสนับสนุนกิจกรรมการสำรวจ พัฒนา และผลิตปิโตรเลียม เพื่อเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันให้กับ ปตท.สผ. และต่อยอดสร้างมูลค่าเพิ่มทางธุรกิจให้กับอุตสาหกรรมอื่น ๆ  อาทิ ภาคเกษตรกรรม กลุ่มธุรกิจก่อสร้างและกลุ่มธุรกิจพลังงาน

ซึ่งเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence: AI) และหุ่นยนต์ (Robots) ถือเป็นอีกหนึ่งเทคโนโลยีที่สำคัญในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และเศรษฐกิจของไทย เทคโนโลยีอากาศยานไร้คนขับหรือโดรน เป็นเทคโนโลยีที่มีความโดดเด่น และถูกนำมาประยุกต์ใช้ในงานอุตสาหกรรมที่หลากหลายและแพร่หลายมากขึ้น เนื่องจากสามารถช่วยเพิ่มทั้งประสิทธิภาพและลดความเสี่ยงของบุคลากรในการปฏิบัติงาน ไปจนถึงการเข้าไปมีส่วนร่วมในเหตุฉุกเฉินและทำให้การช่วยเหลือสำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดี 

เทคโนโลยีอากาศยานไร้คนขับ (Horrus: Fully Automated Drone Solution)

ARV ในฐานะขององค์กรที่มีประสบการณ์ได้คลุกคลีอยู่กับเทคโนโลยีอากาศยานไร้คนขับจากการที่มีบริษัทย่อยในเครืออย่าง บริษัท สไกลเลอร์ โซลูชั่นส์ จำกัด หรือ สไกลเลอร์ ที่นำเทคโนโลยีอากาศยานไร้คนขับ เข้ามามีบทบาทสำคัญในการดำเนินธุรกิจ ทำให้มองเห็นข้อจำกัด (Pain Point) ที่เกิดขึ้นในอุตสาหกรรม 3 ด้านหลัก ได้แก่
1. บุคลากรที่เชี่ยวชาญมีประสบการณ์ในการบินอากาศยานไร้คนขับหรือนักบิน UAV มีจำนวนค่อนข้างน้อยในประเทศไทย
2. บุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญมีค่าแรงสูง และไม่สามารถบินต่อเนื่องได้นานหลายชั่วโมง ส่งผลให้ผู้ใช้บริการมีต้นทุนสูงในแต่ละครั้งที่ปฏิบัติภารกิจ
3. ข้อจำกัดของพื้นที่ สภาพภูมิประเทศ สภาพอากาศ
และสถานการณ์ที่ไม่สามารถควบคุมได้อาจก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อนักบินโดรน

“ARV จึงมีแนวคิดในการพัฒนา“Horrus: Fully Automated Drone Solution” ขึ้น เพื่อเพิ่มศักยภาพให้เทคโนโลยีอากาศยานไร้คนขับให้สามารถทำงานได้ด้วยการขับเคลื่อนตัวเองอย่างเป็นอิสระ (Unmanned Aerial Vehicle – UAV) อย่างสมบูรณ์แบบเป็นครั้งแรกในประเทศไทย โดยสามารถตั้งโปรแกรมการปฏิบัติภารกิจได้แบบอัตโนมัติ และปฏิบัติภารกิจซ้ำได้อย่างเป็นกิจวัตรผ่านแพลตฟอร์มการควบคุมระยะไกล (Remote controlled) โดยไม่ต้องใช้นักบิน (UAV) นับเป็นก้าวสำคัญของการปฏิวัติวงการอากาศยานไร้คนขับ (Drone) ครั้งสำคัญในประเทศไทย” 

องค์ประกอบหลักของระบบ

เทคโนโลยี “Horrus: Fully Automated Drone Solution” มีส่วนประกอบหลักๆ 3 ส่วน ดังนี้
1. โดรนไร้คนขับ
2. แพลตฟอร์ม ควบคุมการทำงานจากระยะไกลเพื่อควบคุม Horrus
3. Ground control station
เป็นฐานในการรับคำสั่งการบิน และชาร์จไฟ ในการปฏิบัติภารกิจ

ซึ่งเมื่อ 3 ส่วนนี้ทำงานร่วมกัน ผู้ใช้งาน (User) Horrus จะสามารถตั้งโปรแกรมการปฏิบัติภารกิจล่วงหน้าได้จากผ่านการควบคุมระยะไกล โดย Horrus จะส่งอากาศยานไร้คนขับออกปฏิบัติภารกิจตามจุดที่โปรแกรมไว้อย่างครบถ้วนแม่นยำเมื่อเสร็จสิ้นภารกิจเรียบร้อยแล้วก็จะบินกลับมาชาร์จตัวเองในระยะรัศมี 6 กิโลเมตรที่จุด Ground Control station ซึ่งจุดนี้ยังมีหน้าที่ในการประมวลผล อัพโหลดภาพถ่าย และวิดีโอผ่านสัญญาณอินเตอร์เน็ต กลับมายังผู้ใช้งาน แม้แต่การถ่ายทอดภาพสัญญาณสดที่สามารถดูได้ทันทีแบบเรียลไทม์

โดยปัจจุบัน“Horrus: Fully Automated Drone Solution” ถูกนำร่องใช้งานจริงแล้วในศูนย์วิจัยพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม ปตท.สผ. (PTTEP Technology and Innovation Centre – PTIC) รวมถึงใช้ในการสำรวจแท่นขุดเจาะปิโตรเลียมตรวจสอบอย่างเป็นกิจวัตร แทนการส่งพนักงานโดยสารเรือออกไปสำรวจ

ทั้งนี้เตรียมต่อยอดการใช้งานสู่อุตสาหกรรมสำรวจและผลิตพลังงานในเครือบริษัท และนอกเหนือยังเตรียมนำไปใช้ประโยชน์ในการช่วยเหลือสังคมและสิ่งแวดล้อม เช่น การสำรวจทรัพยากรธรรมชาติ 

ขอบคุณข้อมูลจากทาง : https://www.bangkokbiznews.com/

กฟผ.เปิดตัว “Supernova” ตู้ชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าEv แบบควิกชาร์จรุ่นใหม่

0
EV supernova 1
EV supernova 1

Supernova ได้รับการออกแบบให้เหมาะกับความสามารถในการรับกำลังไฟฟ้าสูงสุดของรถไฟฟ้าEV ในท้องตลาด สามารถจ่ายไฟได้สูงสุด 60 กิโลวัตต์ ใช้เวลาชาร์จเพียง 15 นาที วิ่งได้ 100 กิโลเมตร ภายในงาน Motor Expo 2021

กฟผ. อวดโฉม “Supernova” ตู้ชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าแบบควิกชาร์จเร็วรุ่นใหม่สุดอัจฉริยะภายใต้แบรนด์ EGAT+ Wallbox และเทคโนโลยีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าที่ล้ำสมัยด้วยพลังงานสะอาดครั้งแรกในไทย พร้อมลุ้นรับสิทธิพิเศษมากมายที่งาน Motor Expo 2021 ตั้งแต่วันนี้-12 ธันวาคม 2564

ตลอดปีที่ผ่านมา กฟผ.ได้เร่งเดินหน้าพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและสนับสนุนระบบนิเวศยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ของประเทศ เพื่อให้ผู้ใช้รถ EV มั่นใจในการใช้รถ EVพร้อมเดินหน้าพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและสนับสนุนระบบนิเวศยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ของประเทศ เพื่อให้ผู้ใช้รถ EV มั่นใจในการใช้รถ EV ภายใต้ธุรกิจ EGAT EV Business Solutions โดยเฉพาะการขยายสถานีอัดประจุไฟฟ้า EleX by EGAT ได้เเก่ สถานที่ราชการ โรงพยาบาล ห้างสรรพสินค้า คาดว่าภายในต้นปี 2565 จะสามารถขยายสถานีเพิ่มเป็น 40 – 50 สถานี

Supernova สามารถในการรับกำลังไฟฟ้าสูงสุดของรถ EV ในท้องตลาด สามารถจ่ายไฟได้สูงสุด 60 กิโลวัตต์ ใช้เวลาชาร์จเพียง 15 นาที วิ่งได้ 100 กิโลเมตร รองรับหัวชาร์จทุกค่ายรถยนต์ทั้งแบบ CCS และ CHAdeMo

ซึ่งภายในบูธของ กฟผ. ยังจัดแสดงระบบ Eco-Smart ซึ่งเป็เทคโนโลยีการชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าอันชาญฉลาดที่ผู้ใช้รถ EV สามารถเลือกชาร์จไฟจากระบบการไฟฟ้าหรือการชาร์จไฟจากพลังงานสีเขียวอย่างโซลาร์รูฟท็อป พร้อมรับส่วนลดสุดพิเศษสูงสุดถึง 4,000 บาท เมื่อซื้อเครื่องชาร์จ Wallbox ทุกรุ่น (ยกเว้น Quasar) และรับฟรี EleXA point ใช้เป็นส่วนลดในการชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าที่สถานี EleX by EGAT หรือใช้เป็นส่วนลดแลกซื้อผลิตภัณฑ์ที่เข้าร่วมรายการส่งเสริมการขายในแอปพลิเคชัน EleXA เพื่อกระตุ้นให้เกิดการใช้รถ EV ในประเทศมากขึ้น เดินหน้าสู่ Carbon Neutrality และสังคมคาร์บอนต่ำ (Low Carbon Society) 

ขอบคุณข้อมูลดีๆจากทาง https://www.thainewsonline.co

นายช่างมาแชร์ [EP.15] – แว่นตานิรภัย (Safety Glass)

0

ตาเป็นอวัยวะที่สำคัญมาก ๆ ทำให้เรามองเห็นสิ่งต่าง ๆ ได้ ตาของมนุษย์นั้นบอบบางมาก เราจึงพบว่าอันตรายที่อาจเกิดขึ้นกับดวงตามีมากมาย เช่น รังสีต่าง ๆ แสงจ้า แสงน้อย อันตรายจากวัสถุต่าง ๆ ฝุ่น ผง ละออง ควัน สารเคมีต่าง ๆ รวมไปถึงเชื้อโรคต่างๆ ด้วย ทั้งนี้งานที่เราทำในทุกวัน ไม่ว่าจะ ตี เคาะ เจาะ เชื่อม ก็อาจมีผลต่อดวงตาได้ทั้งหมด

แว่นตานิรภัยมีจุดประสงค์เพื่อให้ผู้สวมใส่ สามารถป้องกันนัยน์ตาจากงานต่างๆ เช่น งานในห้องปฏิบัติการ งานกลึง งานประกอบชิ้นส่วนต่าง ๆ งานเชื่อมโลหะ งานก่อสร้าง งานไม้และ อุตสาหกรรมอาหาร เป็นต้น แว่นตานิรภัยเป็นอุปกรณ์ป้องกันดวงตา คล้ายกับแว่นตาโดยทั่วไป แต่จะแตกต่างกันในส่วนของความทนทานแข็งแรงและวัสดุที่ใช้ทำแว่นกับเลนส์ที่ใช้ตามความจำเป็นของลักษณะงาน สีของเลนส์ควรเลือกให้เหมาะกับงานด้วย

สำหรับการทำงาน โดยเฉพาะขณะใช้งานเครื่องมือ อุปกรณ์ หรือกับสารเคมี หรือแม้กระทั่งการยืนดูงานที่คนอื่นกำลังทำอยู่ตรงหน้าก็ตาม ก็มีโอกาสที่จะมีสะเก็ดวัตถุขนาดเล็กปลิวมาเข้าตาได้แม้จะเป็นโอกาสที่น้อยมาก แต่ถ้าเกิดเหตุนขึ้นมาจนทำให้เกิดอาการบาดเจ็บที่ดวงตา แค่ครั้งเดียวเท่านั้นก็อาจทำให้สูญเสียการมองเห็นไปทั้งชีวิต บางครั้งสะเก็ดที่ปลิวเข้ามาที่ดวงตา อาจมีขนาดใหญ่และมาด้วยความเร็วที่สูงดังนั้นการใส่แว่นนิรภัยจะช่วยป้องกันอาการบาดเจ็บได้มากกว่า 90%

เราลองไปดูพื้นฐานเกี่ยวกับแว่นตานิรภัยกับทางน้องมินตรา และพี่เอสเซฟตี้ของเรากันนะครับ ว่ามีเรื่องราว และความรู้อะไรกันบ้างนะครับ

=============================================

สำหรับบทความนี้ต้องขอขอบคุณ​สปอนเซอร์ใจดีจากทาง “บริษัท ผลธัญญะ จำกัด(มหาชน)” ตัวแทนจัดจำหน่ายอย่างเป็นทางการของแว่นตา synos ที่เรียกว่าแว่นตานิรภัยที่เหมาะสมกับคนบ้านเราสุดๆเลยครับ

หากเพื่อนๆสนใจสามารถติดต่อได้ตามช่องทาง https://www.pholonline.com

หรือช่องทาง lazada, shopee โดยพิมพ์คำว่า pholonline

ผลธัญญะ | ศูนย์รวมอุปกรณ์เซฟตี้ อุปกรณ์นิรภัยส่วนบุคคล ครบวงจร

Facebook, Instragram: Phol Dhanya. Line ID : @ PHOL

=============================================

#นายช่างมาแชร์ #SafetyGlass #Synos #ผลธัญญะ

นวัตกรรมพลังงานหมุนเวียน 10 อันดับแรกในปี 2022

0
Renewable-Energy-Startups-TrendResearch-InnovationMap-StartUs-Insights-noresize

จากรายงานของทาง StartUs Insights ซึ่งเป็นบริษัทข่าวกรองด้านนวัตกรรมจากออสเตรียที่ทำการวิจัยเชิงลึกในกลุ่มอุตสาหกรรมสตาร์ทอัพและบริษัทที่มีการเติบโตด้านพลังงานทดแทน และผลการวิจัยชี้ให้เห็นถึงนวัตกรรมด้านข้อมูลที่ช่วยปรับปรุงการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์

รวมถึงเทคโนโลยีเกิดใหม่ในอุตสาหกรรมพลังงานหมุนเวียนที่ทำให้เห็นถึงภาพรวมของแนวโน้มและนวัตกรรมพลังงานหมุนเวียน 10 อันดับแรก ที่ส่งผลกระทบต่อบริษัทพลังงานหมุนเวียนทั่วโลก ข้อมูลจากงานวิจัยแสดงให้เห็นถึงแนวโน้มพลังงานหมุนเวียน 10 อันดับแรกที่จะส่งผลกระทบต่อบริษัทต่าง ๆ ในปี ค.ศ. 2022 เราตามไปดูในแต่ละแบบกันเลยนะครับ

1. แผงโซล่าเซลล์ขั้นสูง (Advanced Photovoltaics: PV)

พลังงานแสงอาทิตย์พัฒนาระบบ PV ที่สามารถติดตั้งได้สะดวกมากขึ้นในทุกสภาพแวดล้อม ในขณะที่ช่วยลดพื้นที่ในการติดตั้งลง ซึ่งเป็นผลมาจากการพัฒนา PV, Floatovoltaics และ Agrivoltaics ที่ผสานรวมเข้าด้วยกัน

นอกจากนี้ยังได้มีการพัฒนาเซลล์แบบฟิล์มบางเพื่อให้แผงโซลาร์เซลล์มีความยืดหยุ่น คุ้มทุน น้ำหนักเบา และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมเพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพของ PV โดยเริ่มมีการคิดค้นเทคโนโลยี ด้วยนวัตกรรมวัสดุ PV เพื่อรวบรวมพลังงานแสดงอาทิตย์ให้อยู่ในรูปแบบของกระจกและเลนส์ได้ เช่น การใช้เซลแสงอาทิตย์ชนิดเพอรอฟสไกต์ (Perovskite) ซึ่งสามารถเพิ่มประสิทธิภาพการแปลงพลังงานได้หลายเท่า

2. ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และข้อมูลปริมาณมหาศาล (Big Data)

“กริด” (Grid) เป็นระบบโครงสร้างพื้นที่ฐานที่ซับซ้อน และต้องการการตัดสินใจที่รวดเร็วในแบบเรียลไทม์ ซึ่งข้อมูลจาก Big data และอัลกอริทึมของ AI สามารถตอบสนอง วิเคราะห์และจัดการได้อย่างรวดเร็ว

นอกเหนือจากการวิเคราะห์และการจัดการกริด แอพลิเคชั่น AI ในภาคพลังงานหมุนเวียนยังสามารถวิเคราะห์ คาดการณ์การใช้พลังงาน และช่วยในการบำรุงรักษาเชิงคาดการณ์ของแหล่งพลังงานงานหมุนเวียน แอปพลิเคชั่นด้านพลังงานยังสามารถคาดการณ์ปริมาณพลังงานของกริด กำหนดราคาและดำเนินการซื้อขายได้ตามเวลาโดยอัตโนมัติ

ด้านนวัตกรรมในคราวด์คอมพิวติ้งและโรงไฟฟ้าเสมือน (VPP) ช่วยเข้ามาสนับสนุนการผลิตไฟฟ้าให้เพียงพอต่อการบริโภคตามที่คาดการณ์ไว้นอกจากนี้ สตาร์ทอัพยังใช้การวิเคราะห์ข้อมูล (Data Analytics) และ Machine Learning สำหรับการออกแบบแบบจำลองพลังงานหมุนเวียนและการวิเคราะห์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

3. ระบบจัดเก็บพลังงานแบบกระจาย (Distributed Energy Storage Systems: DESS)

DESS หรือ Distributed Energy Storage Systems คือการกำหนดการผลิตและการจัดเก็บพลังงานหมุนเวียนเพื่อเอาชนะความผิดปกติในการผลิต ตามข้อกำหนดด้านเศรษฐกิจและข้อกำหนดอื่น ๆ

บริษัทสตาร์ทอัพใหม่ๆจะมีแบตเตอรี่และโซลูชั่นไร้แบตเตอรี่ที่หลากหลาย ตัวอย่างเช่น แบตเตอรี่เหลว ใช้พลังงานต่ำและสม่ำเสมอ ในขณะที่แบตเตอรี่แบบโซลิดสเตตมีน้ำหนักเบาและมีความหนาแน่นของพลังงานสูง สำหรับการใช้งานที่ต้องการพลังงานจำนวนมาก ในช่วงเวลาสั้น ๆ ก็ใช้ตัวเก็บประจุและตัวเก็บประจุยิ่งยวด

เนื่องจากความกังวลเกี่ยวกับการคายประจุ ความปลอดภัย และมลภาวะต่อสิ่งแวดล้อม จึงมีการคิดค้นทางเลือกในการจัดเก็บแบบไม่ใช้แบตเตอรี่ เช่น เทคโนโลยีสูบน้ำ (Pumped hydro) และเทคโนโลยีอากาศอัด (Compressed Air) ในทางกลับกัน พลังงานส่วนเกินจะถูกแปลงเป็นพลังงานรูปแบบอื่น เช่น ความร้อนหรือมีเทนสำหรับการจัดเก็บและการแปลงสภาพผ่านเทคโนโลยี Power-to-X (P2X)

4. พลังจากน้ำ (Hydro Power)

นวัตกรรมในแหล่งพลังงานหมุนเวียนมุ่งเน้นไปที่เครื่องแปลงพลังงาน และการปรับปรุงพลังงานอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น สำหรับพลังน้ำ เขื่อนไฟฟ้าพลังน้ำขนาดเล็กและเขื่อนกั้นน้ำทำให้เกิดพลังงานแบบกระจายอำนาจ “การแปลงพลังงานความร้อนจากมหาสมุทร (OETC)” ได้ใช้ประโยชน์จากพลังงานผ่านการไล่ระดับความร้อนที่สร้างขึ้นระหว่างพื้นผิวและน้ำลึก

ตอนนี้มีเทคโนโลยีที่เปลี่ยนความลาดชันของความเค็มที่เกิดขึ้นเนื่องจากความแตกต่างของแรงดันออสโมติกระหว่างน้ำทะเลและแม่น้ำสามารถแปลงให้เป็นพลังงานสะอาดที่เราสามารถนำมาใช้งานได้

5. พลังงานลม (Wind Energy)

ตอนนี้เทคโนโลยีมุ่งเน้นในการพัฒนากังหันลม หรือ Wind Turbine ที่มีการติดตั้งนอกชายฝั่งและในอากาศ เพื่อลดความต้องการพลังงานลมบนบก และนวัตกรรมในสาขานี้มักจะรวมเข้ากับแหล่งพลังงานอื่น ๆ เช่น กังหันลมแบบลอยน้ำ พลังงานแสงอาทิตย์ หรือพลังงานน้ำขึ้นน้ำลงเพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพให้ดียิ่งขึ้น

ตอนนี้มีความก้าวหน้าอย่างต่อเนื่องในการออกแบบใบพัด (Blade) ตามหลักอากาศพลศาสตร์ และยังมีการพัฒนาเครื่องกำเนิดไฟฟ้าและกังหันที่มีประสิทธิภาพสำหรับการแปลงพลังงานสูง การพัฒนาวัสดุใบพัดของกังหันลมให้ตอบโจทย์ความยั่งยืน ซึ่งถือว่าเป็นหนึ่งในความท้าทายที่อุตสาหกรรมต้องเผชิญในปัจจุบัน เพื่อแก้ไขปัญหานี้หลายๆบริษัทกำลังสร้างเทคโนโลยีแบบไร้ใบพัด และวัสดุเทอร์โมพลาสติกเพื่อผลิตใบพัดกังหันลมที่รีไซเคิลได้

6. พลังงานชีวภาพ (Bio Energy)

พลังงานชีวภาพ หรือ Bio Energy เป็นพลังงานหมุนเวียนที่ได้มาจากแหล่ง ชีวมวล ,เชื้อเพลิงชีวภาพเหลว จะถูกผสมโดยตรงเพื่อใช้ในยานยนต์ ได้มีปรับปรุงกระบวนการเชื้อเพลิงชีวภาพและเทคนิคการอัพเกรด กระบวนการแปลงเชื้อเพลิงชีวภาพส่วนใหญ่ เช่น ไฮโดรเทอร์มอลเหลว (HTL) ไพโรไลซิส เทคโนโลยีพลาสมา การทำให้เป็นผงและการแปรสภาพเป็นแก๊ส และใช้การแปลงความร้อนเพื่อให้ได้เชื้อเพลิงชีวภาพ

นอกจากนี้ เทคนิคการอัปเกรด เช่น การแยกสารด้วยความเย็น ไฮเดรต ในแหล่งกำเนิดและเมมเบรน ใช้สำหรับกำจัดปริมาณกำมะถันและไนโตรเจน นอกเหนือจากนี้ การหมักยังมีความสามารถในการแปลงของเสีย เมล็ดพืช อาหารและพืช ให้เป็นเอทานอลชีวภาพกระบวนการหมักทำให้เกิดไบโอเอทานอลซึ่งง่ายต่อการผสมกับน้ำมันเบนซินโดยตรง, ซึ่งทำให้สามารถใช้วิธีการและวัตถุดิบได้หลากหลาย แต่วัสดุตั้งต้นที่มีพลังงานหนาแน่นทำให้ได้คุณภาพเชื้อเพลิงที่เหมาะสมที่สุด

7. การรวมกริด (Grid Integration)

เทคโนโลยีการรวมกริด รวมถึงการส่ง การกระจาย และการรักษาเสถียรภาพของพลังงานหมุนเวียน การขยายขนาดการผลิตพลังงานหมุนเวียนแบบผันแปรมักจะไม่ค่อยตรงกับจุดที่เราต้องใช้พลังงาน ซึ่งส่งผลให้เกิดการสูญเสียการส่งและการกระจายเพื่อเอาชนะสิ่งนี้ ดังนั้นเทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์แบบกริดที่ประหยัดพลังงาน เช่น แกลเลียมไนไตรด์ (GaN) และเซมิคอนดักเตอร์ซิลิคอนคาร์ไบด์ (SiC) ถูกนำมาใช้

ดังนั้นการควบคุมความผันผวนของความถี่และแรงดันไฟฟ้าอันเนื่องมาจากการผลิตพลังงานหมุนเวียนแบบแปรผันได้รับการแก้ไขโดยใช้โซลูชันที่ใช้ไมโครคอนโทรลเลอร์

จากการใช้พลังงานเป็นช่วง ๆ ยานพาหนะสู่กริด (V2G) เทคโนโลยีจะช่วยเพิ่มเสถียรภาพของกริดในช่วงเวลาที่มีการใช้งานสูงสุด ในขณะที่โซลูชันกริดสู่รถยนต์ (G2V) ใช้ประโยชน์จากยานพาหนะเป็นหน่วยจัดเก็บ ส่งผลให้ทั้งอุตสาหกรรมพลังงานและการขนส่งได้รับประโยชน์สูงสุด

8. ไฮโดรเจนสีเขียว (Green Hydrogen)

ก๊าซไฮโดรเจน (H2) และปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่ใกล้ศูนย์ (GHG) แต่ไฮโดรเจนส่วนใหญ่ได้มาจากแหล่งที่ไม่สามารถหมุนเวียนได้ในรูปของ “ไฮโดรเจนสีเทา” และ “ไฮโดรเจนสีน้ำตาล” การพัฒนาพลังงานหมุนเวียนและเซลล์เชื้อเพลิงได้ผลักดันให้เปลี่ยนไปใช้ “ไฮโดรเจนสีเขียว” (Green Hydrogen) 

โดยจะเป็นพลังงานที่สะอาดกว่า แต่ก็ยังมีอุปสรรคและปัญหาประสิทธิภาพด้านการแปลงพลังงานที่ยังผลิตได้ในปริมาณที่ต่ำ และยังมีความประเด็นเรื่องการขนส่งอีกด้วยด้วยเหตุผลเหล่านี้ การพัฒนาไฮโดรเจนสีเขียวจึงมุ่งเน้นไปที่การปรับปรุงการจัดเก็บ และการขนส่ง

9. หุ่นยนต์ขั้นสูง (Advanced Robotics)

เทคโนโลยีของหุ่นยนต์สามารถเข้ามาช่วยให้เกิดความแม่นยำ ความฉลาด และลดทรัพยากรทรัพยากร สามารถพัฒนาประสิทธิภาพการผลิตและกระบวนการผลิต ตัวอย่างเช่น แผงโซลาร์ปรับทิศทางตัวเองอัตโนมัติเพื่อเพิ่มการแปลงพลังงานให้สูงสุด ,ระบบอัตโนมัติของอุปกรณ์ยังช่วยเร่งกระบวนการบำรุงรักษา และลดความจำเป็นในการทำงานของมนุษย์ที่ไม่จำเป็น ,การตรวจสอบด้วยโดรนและการทำงานอัตโนมัติและการบำรุงรักษา (O&M) ซึ่งมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องและก้าวกระโดด

10. บล็อคเชน (Blockchain)

เทคโนโลยีบล็อคเชนสามารถนำมาประยุกต์ใช้ได้ในภาคพลังงานหมุนเวียน ตัวอย่างเช่น สัญญาอัจฉริยะทำให้การซื้อขายไฟฟ้าแบบ Peer-to-Peer ล่วงหน้า สำหรับพลังงานทรานส์แอคทีฟ กริดมีความเสี่ยงต่อภัยคุกคามทางไซเบอร์และบล็อคเชนถูกใช้เพื่อเข้ารหัสข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินงานกริดและการตรวจสอบ ด้วยการเข้ารหัสข้อมูล บล็อคเชนช่วยอำนวยความสะดวกในการทำธุรกรรมทางดิจิทัล ผู้ให้บริการพลังงานหมุนเวียนยังใช้ประโยชน์จากบล็อคเชนเพื่อติดตามห่วงโซ่การดูแลวัสดุกริด นอกจากนี้ยังช่วยให้หน่วยงานกำกับดูแลสามารถเข้าถึงข้อมูลเพื่อการปฏิบัติตามกฎระเบียบได้อย่างง่ายดาย

ที่มา:
https://www.greennetworkthailand.com
https://www.startus-insights.com/innovators-guide/top-10-renewable-energy-trends-2022/

เทคโนโลยี RONDS ระบบ Wireless vibration and temperature monitoring system

0

ในบทความนี้เราจะพาไปดูอีกหนึ่งเทคโนโลยที่เรียกว่าตอบโจทย์ยุคสมัยโรงงานยุค 4.0 ในการในการจับความสั่นสะเทือนด้วยการส่งข้อมูลแบบไร้สาย หรือ Wireless vibration and temperature monitoring system ในการเฝ้าดูแลเครื่องจักรของเราแถมยังมีการวิเคราะห์ข้อมูลด้วยระบบ AI อีก ทําให้ระบบนี้สามารถทํานายความเสียหายของเครื่องจักรที่จะเกิดขึ้นในอนาคต

ทั้งนี้จะส่งผลให้ทางโรงงานสามารถวางแผนจัดการเครื่องจักรที่มีความผิดปรกติที่จะสามารถส่งผลกระทบต่อกะบวนการผลิต ซึ่งจะทำให้สูญเสีย เงิน เวลา และโอกาสจำนวนมาก ซึ่งถือเป็นเรื่องหลักๆที่ทางโรงงานไม่อยากให้เกิดขึ้นแน่นอนครับ

ยกตัวอย่างระบบนี้ที่มีการใช้งานก็จะมีตั้งแต่กลุ่ม PTTGC, UBE, NS Bluescope และ Indorama เป็นต้นครับผม

งั้นใบบทความนี้นายช่างจะขอพาไปดูหลักการทำงานของระบบของ Rond Wireless Vibration Monitoring กันนะครับ

เทคโนโลยี RONDS Wireless vibration and temperature monitoring system

สำหรับเทคโนโลยี Wireless vibration and temperature monitoring system ของทาง Rond จะเป็นเทคโนโลยีในการตรวจจับความสั่นสะเทือน หรือ Vibration Analysis ด้วยความละเอียด และย่านการวิเคราะห์ที่สูง ด้วยการติดตั้ง Vibration Sensor ที่เครื่องจักร ซึ่งสามารถวัดได้ทั้งสามแกนคือ Horizontal, Vertical, Axial

จากนั้นตัว Vibration sensor จะส่งข้อมูลความสั่นสะเทือนไปหา Gateway ด้วยสัญญาณแบบ Zigbee (Wireless System)  และ Gateway จะทำหน้าที่เหมือนประตูคอยคัดกรองข้อมูลและส่งต่อไปที่ Server/Cloud และส่งข้อมูลไปแสดงผลที่หน้าจอ Computer, Tablet , และ มือถือ ได้เลยครับ

ระบบ Wireless vibration and temperature monitoring system

ดังนั้น User ไม่จำเป็นตั้งลากสายยาวๆ เหมือนสมัยก่อนมาติดตั้งครับ เพียงแค่ติดตั้งหัว Sensor, Gateway ก็สามารถดึงข้อมูลต่างๆขึ้นมาดูได้ทั้งในคอมพิวเตอร์และมือถือ พร้อมด้วยระบบแจ้งเตือน (Alarm) ไปยัง email, SMS หรือแม้กระทั่งใน Line เพื่อแจ้งเตือนหากเกิดความผิดปกตินะครับ

และยังมาทดแทนการทำงานของคนทำงานในสมัยก่อนๆที่จะต้องให้คนที่ทำหน้าที่วัด Vibration เข้ามาตามคาบเวลา 3 เดือน 6 เดือน หรือ 1 ปี 

ที่สำคัญคือความถี่ในการเก็บข้อมูลถ้าใช้คนระยะเวลา 3 เดือน 6 เดือน หรือ 1 ปี เราก็จะได้ข้อมูลมาเพียงชุดข้อมูลเดียว แต่สำหรับตัวเทคโนโลยีใหม่ของ Wireless vibration and temperature monitoring system เราจะเก็บข้อมูลตลอดเวลาตามที่เราได้ตั้งค่าไว้

การวัด Vibration แบบที่ใช้ปัจจุบัน

ดังนั้นด้วยความถี่ในการเก็บข้อมูลเราสามารถดูแลเครื่องจักรเราแทบจะสามารถดูได้อยู่ตลอดเวลาจริงๆว่าเครื่องจักรของเราสุขภาพเป็นอย่างไร และสามารถทำนายความผิดปกติ ลักษณะของความเสียหายว่าเกิดจากออะไร และทำนายอายุการใช้งานได้เลยทีเดียว

นอกจากนั้นด้วยข้อมูลที่เรามีการเก็บเยอะ เราสามารถนำชุดข้อมูลขนาดใหญ่ หรือ Big Data มาทำการสร้าง model การวิเคราะห์ด้วย AI ซึ่งจะทำให้เราดูแลและเฝ้าระวังเครื่องจักรก่อนที่จะเกิดความผิดปกติได้แม่นยำมากยิ่งขึ้น

กราฟของการตรวจจับ Vibration

โดยการตรวจจับที่ระบบ Vibration Monitoring System สามารถดูความเสียหาย (Failure) ต่างๆที่สามารถเกิดขึ้นกับเครื่องจักรได้ครอบคลุมตั้งแต่ 

  • การไม่สมดุลย์ของเครื่องจักร (Unbalance)
  • การเยื้องศูนย์ (Misalignment)
  • ระบบหล่อลื่นผิดปกติ (Lubrication) 
  • ฟันเฟืองเกียร์ที่ผิดปกติ (Gear Meshing)
  • ใบพัดและระบบส่งถ่ายต่างๆ (Impeller/Vane/ Pass Failure)
  • ความผิดปกติของมอเตอร์ไฟฟ้า (Motor uneven air gap/Rotor/Stator Motor Fault)
  • ความผิดปกติของสายพานและมูเลย์ (Belt & Pulley) 
  • ความผิดปกติของตลับลูกปืน (Bearing) 
ความเสียหายของเครื่องจักรในแบบต่างๆ

ส่วนประกอบต่างๆของระบบ Vibration Monitoring

หลังจากที่เราดูคอนเซปต์ภาพรวมกันไปแล้ว เราลองมาดูด้านในของระบบกันนะครับ ว่ามีตัว Specification อะไรบ้าง งั้นเรามาเริ่มที่ภาพรวมกันก่อนนะครับ โดยระบบนี้จะมีส่วนประกอบหลักๆ 4 ส่วนหลักๆ คือ Vibration sensor, Gateway, Server/Cloud, Software เริ่มต้นกันที่

(1) Vibration Sensor : ทำหน้าที่เป็นตัวเก็บค่าความสั่นสะเทือนของเครื่องจักร โดยตัว Sensor จะแบ่งเป็นสองรุ่น คือ RH505, RH605 โดยความสามารถตามภาพด้านล่างเลยนะครับ

โดยตัว Sensor จะแบ่งเป็นสองรุ่น คือ RH505, RH605

นอกจากนี้เรื่องอายุการใช้งาน

RH505 สำหรับการติดตั้ง 1 แกน จะมีอายุการใช้งานเฉลี่ยอยู่ที่ 2-3 ปี

R605 สำหรับการติดตั้ง 3 แกน จะมีอายุการใช้งานเฉลี่ยอยู่ที่ 2-3 ปี

โดยสามารถติดตั้งและเปลี่ยนแบตเตอรี่ได้ง่าย และที่สำคัญคือเป็น Explosion proof เหมาะกับการใช้ในพื้นที่ที่มีความอันตรายสูง อย่างเช่นอุตสาหกรรม Oil & Gas ได้ดี

โดยความสามารถในการเก็บข้อมูลของ Vibration Sensor คือ

  • สำหรับการเก็บค่ากราฟ Time Waveform และ Spectrum สามารถตั้งการเก็บค่าได้ตั้งแต่ 20 นาที เป็นต้นไป
  • เซนเซอร์เก็บค่าตัวเลข Overall Sampling ทุกๆ 5 นาที

แต่ในกรณีเครื่องจักรหยุดการทำงาน Vibration sensor จะไม่ทำการเก็บค่ากราฟ Time Waveform แต่จะเก็บเฉพาะในส่วนค่า Overall sampling เพื่อเป็นการประหยัดพลังงานของ Sensor

โดยการส่งสัญาณจาก Sensor ไป Gate way จะใช้สัญญาณ​ ZigBee ซึ่งเป็นสัญญาณที่มีความปลอดภัย และสามารถส่งระยได้ไกลถึง 300 m ทำให้สะดวกต่อการติดตั้งในพื้นที่การทำงานอีกด้วยครับ

สัญญาณ ZigBee

ตัวอย่างภาพหน้างาน

ภาพการติดตั้งหน้างานของ Sensor

(2) Gateway : ทำหน้าที่เปรียบเสมือนประตู คอยคัดกรองข้อมูลที่ถูกต้อง และปลอดภัย จากนั้นจะส่งข้อมูลต่อไปที่ Server/Cloud โดยสเปคเป็นไปตามภาพด้านล่างนะครับ

Gate way ของทาง RONDS

3. ระบบ Server/Cloud : ทำหน้าที่เป็นตัวเก็บข้อมูล แต่ด้วยระบบสมัยใหม่เราไม่จำเป็นที่จะต้องตั้ง Server ขึ้นมาเองเหมือนสมัยก่อนๆแล้วครับ เราสามารถดึงข้อมูลเหล่านี้ขึ้น Cloud/Server ได้เลย โดยที่การส่งถ่ายข้อมูล และความปลอดภัย ที่ได้มาตรฐานระดับสากลครับ

4. ระบบ Software : โดยเป็นโปรแกรมที่สามารถดูค่า Vibration และ Temperature ของเครื่องจักรได้ทุกที่ ทุกเวลา บนอุปกรณ์คอมพิวเตอร์, แท็ปเลท หรือมือถือ โดยโปรแกรมตัวนี้คือ “MOS3000” และ “EPM” ครับ

โดยตัวโปรแกรมสามารถดูค่า Vibration และ Temperature ได้หลายรูปแบบ เช่น Waveform, Spectrum, Trend, Multi-Waveform , Multi-Spectrum, Multi-trend analysis

นอกจากนั้นในการเก็บข้อมูลการสั่นสะเทือนของเครื่องจักรจำนวนมาก ตัวโปรแกรมมีระบบที่เรียกว่า “Intelligent Collection” จะมีการนำข้อมูลการสั่นสะเทือนไปทำเป็นระบบ Big data ซึ่งจะสร้าง Predictive model และระบบ Artificial Intelligent มาช่วยในการวิเคราะห์ทำให้การวิเคราะห์ผลแม่นยำยิ่งขึ้น

หลังจากนั้นหากเกิดความผิดปกติระบบ “EPM Intelligent Alarm”จะทำการส่ง Notification ไปแจ้งเตือนทาง User ให้ทราบ และวางแผนจัดการได้อย่างทันท่วงทีอีกด้วยครับ

และสามารถดูเครื่องจักรทั้งหมดในโรงงานของเราที่ได้ติดตั้งระบบนี้เข้าไปผ่านระบบ Condition Monitoring

รีวิวจริงจากทาง “นายช่างมาแชร์”

สุดท้ายนี้หากเพื่อนๆสนใจสามารถเข้าไปดูรายละเอียดได้ที่

https://www.c-tech.co.th

หรือติดต่อทาง :

คุณพัทธ์ธีรา บุญธาราม (ทราย)

Tel : 0870895544 email : [email protected]

นายช่างมาแชร์ [EP.14] : การทดสอบการทํางานของวาล์วนิรภัยในขณะใช้งาน (Online Safety Valve Test)

0

นายช่างมาแชร์ [EP.14] : การทดสอบการทํางานของวาล์วนิรภัยในขณะใช้งาน (Online Safety Valve Test)

ในความหมายของ “วาลว์นิรภัย” หรือ “Safety Valve” นั้น สําหรับผู้ดูแลโรงงานคือ อุปกรณ์ที่มีความสำคัญอย่างมากในการปกป้องระบบไม่ให้เสียหายจากแรงดัน (Pressure) ที่มากเกินไป

โดยหลักการทำงานของ Safety Valve คือ จะระบายแรงดันส่วนเกินจากถังแรงดันออกไปในกรณีที่ระบบเกิดเหตุการณ์ที่ไม่พึงประสงค์ขึ้นมา โดยอาศัยชุดสปริงในการตั้งค่าความแข็งให้มีค่าแรงต้านเท่ากับแรงดันที่ออกแบบไว้

ดังนั้นการตรวจสอบค่าความแข็งของสปริง (Set point) หรือ การตรวจสอบว่า Safety valve นั้นยังทำงานปกติอยู่รึป่าว??….จึงเป็นเรื่องจำเป็นที่ต้องทำการตรวจสอบตามรอบเวลา ซึ่งจะเป็นไปตามข้อกำหนดกฏหมาย

แต่สำหรับวันนี้ทางนายช่างมาแชร์จะพาไปดูการทดสอบการทำงานของ Safety valve แบบ Online หรือ “การตรวจสอบการทำงาน หรือค่า Set point ขณะที่ safety valve ยังใช้งานอยู่” หรือที่เรียกว่า Hot differential pressure กันครับ

ซึ่งมีความแม่นยำกว่าการถอดออกมาทดสอบ หรือ Cold differential pressure อีกด้วยนะครับ

==================================================

สำหรับคอนเทนต์นี้ต้องขอขอบคุณ sponsor ใจดีจากทาง “บริษัท อัลฟ่ากรุ๊ป (Alpha Group)” ผู้นำเข้าสินค้าด้านวาล์วและอุปกรณ์ควบคุมระบบท่ออุตสาหกรรมจากทั่วโลก พร้อมส่งมากกว่า 5,000 รายการ

“จัดส่งรวดเร็ว มั่นใจได้เรื่องคุณภาพ พร้อมบริการหลังการขาย” http://www.alphagroup.co.th

==================================================

#นายช่างมาแชร์#Alphagroup#SafetyValve#OnlineTesting#PressureVessel

Anti-Solarcell เซลล์ผลิตไฟฟ้าตอนกลางคืนได้

0
Anti-solar-panels-feat

จะเกิดอะไรขึ้นถ้าเซลล์แสงอาทิตย์ทำงานตอนกลางคืนได้ ???

นี่ไม่ใช่เรื่องที่มาอำกันเล่นๆ ใครจะคิดว่า Solar cell ที่เราเห็นในการรับแสงอาทิตย์ แล้วนำมาเปลี่ยนเป็นพลังงานไฟฟ้า จะใช้ตอนกลางคืนได้??? อันนี้ทางผมได้ไปเจอ article นึง LINK ได้พูดเกี่ยวกับ “ANTI-SOLARCELL” หรือ แอนติ-โซล่าเซลล์

ศาสตราจารย์จากภาควิชาวิศวกรรมไฟฟ้าและคอมพิวเตอร์ของมหาวิทยาลัยดาวิสแคลิฟอร์เนียได้กล่าวไว้…..เซลล์แสงอาทิตย์นี้ ถูกออกแบบมาเป็นพิเศษ ที่เรียกว่า “Photovoltaic cell” ที่จะสามารถผลิตพลังงานได้ 50 วัตต์ต่อตารางเมตร ภายใต้สภาวะที่เหมาะสมในเวลากลางคืน!!! ….ซึ่งเป็นอัตราส่วน 1 ใน 4 ของพลังงานที่เซลล์ผลิตได้ในเวลากลางวันเลยทีเดียว

โดยตอนนี้ยังเป็นเพียงตัวต้นแบบเท่านั้น ทีมนักวิจัยคาดหวังว่าจะยังสามารถปรับปรุงและพัฒนาพลังงานที่ผลิตได้และประสิทธิภาพของอุปกรณ์ตัวนี้ให้มากขึ้นไปอีก

กระบวนการทำงานของเซลล์แสงอาทิตย์นี้ก็ไม่ต่างจากเซลล์ปกติ “แค่กลับกระบวนการกันเท่านั้น” โดยใช้ตัวดูดซับความอบอุ่นของอุปกรณ์ดึงดูดรังสีอินฟราเรดที่มีการระบายออกในช่วงกลางคืนอยู่แล้ว

ซึ่งสรุปง่ายๆว่า เป็นกระบวนการผลิตพลังงานจากการแผ่รังสีความร้อนนั่นเอง…..ทำให้อุปกรณ์ Anit-solar cell ตัวนี้จึงสามารถผลิตไฟฟ้าได้ในเวลากลางคืนนั้นเอง