เด็กไทยคิดค้นสีกันไฟไหม้นาโนซิลิกาจากแกลบ “Sekam”

0
เด็กไทยเก่งคว้ารางวัล
เด็กไทยเก่งคว้ารางวัล

นักเรียนจากโรงเรียนคัมภีร์วิทยา คิดค้นสีกันไฟไหม้นาโนซิลิกาจากแกลบ “Sekam” ผสมสีทาบ้านทั่วไปเพียง 1% ทนความร้อนได้ถึง 700°C คว้ารางวัลชนะเลิศ “วันนักประดิษฐ์ ปี 65”

สีกันไฟนาโนซิลิกาจากแกลบ Sekam

ในวันที่ 8 ก.พ.2565 น.ส.นูรมา แวมะมิง นายอัฟฟาน สาและ นายซับรี เจะเลาะ นายยุลกิฟลี แม นักเรียนมัธยม โรงเรียนคัมภีร์วิทยา อ.บันนังสตา จ.ยะลา คิดค้นนวัตกรรมสีกันไฟนาโนซิลิกาจากแกลบ Sekam ที่มีคุณสมบัติในการทนความร้อนที่สูง โดยได้จากการนำแกลบที่เหลือใช้จำนวนมากจากภาคเกษตรกรรมในจังหวัดยะลา ซึ่งแกลบจะมีองค์ประกอบของ “ซิลิกา” (Silica) ที่ทนความร้อนสูง

จากนั้นจึงได้นำมาต่อยอดจนสามารถคว้ารางวัลชนะเลิศ การประกวดสิ่งประดิษฐ์และนวัตกรรม (I-New Gen Award 2021) ระดับมัธยมศึกษา กลุ่มพลังงาน เคมี และวัสดุชีวภาพ ในงานวันนักประดิษฐ์ ประจำปี 2565 ที่จัดโดย สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.)

สำหรับนวัตกรรมสีกันไฟนาโนซิลิกาจากแกลบ “Sekam” นี้ สามารถนำไปผสมกับสีทาบ้านทั่วไปได้ ในอัตราส่วน 1 ต่อ 100 เพียงแค่ 1% เท่านั้น ทำให้สีทาบ้านทั่วไปมีคุณสมบัติกันไฟได้ โดยสามารถใช้ทาทั้งภายนอกและภายในหรือจะผสมกับสีรองพื้นก็ได้

จากการทดสอบด้วยเทคนิค TGA กับมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ พบว่า การใช้ปริมาณชิลิกาเพียงแค่ 1% สามารถทนความร้อนได้มากถึง 700 องศาเซลเชียส

ทั้งนี้ ประโยชน์จากนวัตกรรมนี้ คือ

1.สามารถลดขยะจากแกลบ
2.ลดการเผาแกลบ
3.ลดและป้องกันการลุกลามของไฟ
4.เพิ่มมูลค่าให้กับแกลบ
5.สีกันไฟนาโนซิลิกาจากแกลบมีราคาที่ประชาชนเข้าถึงได้ 

Reference : https://news.thaipbs.or.th/content/

แล้วพบกับสาระดีๆแบบนี้ทางด้านงานช่าง งานวิศวกรรม และอุตสาหกรรมได้ที่ นายช่างมาแชร์ นะครับ

Website: www.naichangmashare.com
Facebook: https://www.facebook.com/naichangmashare/
Blockdit :  https://www.blockdit.com/naichangmashare
Instragram: https://www.instagram.com/naichangmashare/
Twitter: https://twitter.com/naichangmashare
Youtube: https://www.youtube.com/channel/UCmIPiSeg-uy4k8JYSmknp_g

#นายช่างมาแชร์ 

HORIZON Plus บริษัทร่วมทุน PTT x Foxconn เพื่อผลิตรถไฟฟ้าในไทย

0
Horizon plus

หลังจากที่ได้ยินข่าวช่วงปีที่แล้วเรื่องการร่วมทุนของบริษัท PTT และ Foxconn ตอนนี้ได้คลอดแล้วสำหรับบริษัท Horinzon plus สำหรับก้าวสำคัญในการผลิต “รถยนต์ไฟฟ้า” ในประเทศไทยแบบครบวงจร บนพื้นที่กว่า 350 ไร่ คาดว่าพร้อมปี 2567

เป้าหมายของบริษัท HORIZON PLUS

โดย HORIZON PLUS มีเป้าหมายที่จะก่อตั้งโรงงานผลิต EV บนพื้นที่กว่า 350 ไร่ ในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ของไทย โดยมีกำหนดแล้วเสร็จและสามารถผลิตยานยนต์ไฟฟ้า 4 ล้อ (รถยนต์นั่งส่วนบุคคล) ออกสู่ตลาดได้ภายในปี 2567 มีกำลังการผลิตที่ 50,000 คัน/ปี ในระยะแรก และจะขยายกำลังการผลิตไปถึง 150,000 คัน/ปี ภายในปี 2573 เพื่อให้สอดรับกับความต้องการใช้ EV ทั้งภายในประเทศและภูมิภาคอาเซียนที่มีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่อง

การลงทุน EV car ในประเทศไทย

การลงทุนที่เกิดขึ้นนี้ สะท้อนศักยภาพของประเทศไทยในการเป็นฐานการผลิตรถยนต์ที่สำคัญในภูมิภาค ทั้งเครื่องยนต์สันดาปภายใน (Internal Combustion Engine – ICE) และยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ซึ่งเป็นยานยนต์แห่งอนาคต การร่วมกันลงทุนครั้งนี้จะเป็นก้าวที่สำคัญในการสร้างฐานการผลิต EV ในประเทศไทย รวมถึงความเชี่ยวชาญและประสบการณ์ของ Foxconn ด้านเทคโนโลยีการผลิตและการพัฒนาแพลตฟอร์ม EV จะช่วยลดทั้งระยะเวลาในการพัฒนาและลดต้นทุนการผลิตอย่างมีนัยสำคัญ

โดย HORIZON PLUS พร้อมร่วมมือกับพันธมิตรค่ายรถยนต์ที่มีความสนใจ ในการพัฒนารถ EV ต้นแบบ และการสนับสนุนการผลิตรถ EV ในประเทศไทยและภูมิภาค ทั้งรถยนต์ 4 ล้อ และรถบัส เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงการใช้งาน EV ได้สะดวกและมีทางเลือกที่หลากหลายมากขึ้นในอนาคต

ความร่วมมือในครั้งนี้นอกจากจะตอบสนองนโยบายและทิศทางการส่งเสริม EV ของภาครัฐ ในการยกระดับอุตสาหกรรม EV ให้เป็นอุตสาหกรรมเป้าหมายแล้ว ยังเป็นการขับเคลื่อนทิศทางการใช้พลังงานสะอาดของประเทศไทยสู่สังคมคาร์บอนต่ำในอนาคต โดยนอกจากโรงงานที่จะเป็นฐานการผลิต EV ที่กำลังเร่งก่อสร้างแล้ว HORIZON PLUS  ยังมีแผนที่จะจัดตั้งศูนย์วิจัยและพัฒนาในประเทศไทยควบคู่กับการลงทุนด้านการผลิต เพื่อพัฒนาเทคโนโลยีและส่งเสริมให้บุคลากรมีความรู้ ความสามารถ รองรับทิศทางของอุตสาหกรรมที่จะมุ่งสู่นวัตกรรมแห่งอนาคตได้อย่างยั่งยืนต่อไป

Reference : https://www.set.or.th/set/pdfnews.do
https://www.bangkokbiznews.com/business/987024

ซาอุดีอาระเบียไฟเขียวให้แรงงานไทยกลับเข้าไปทำงาน

0
ไทย-ซาอุ

ซาอุดีอาระเบีย เปิดโอกาสให้ชาวไทยกลับเข้ามาทำงานในประเทศอีกครั้ง โดยให้ตรงกับในสาขาที่ต้องการ มีบริษัทจัดหางานที่มีความน่าเชื่อถือ จดทะเบียนกับกระทรวงแรงงานถูกต้อง

การกระชับความสัมพันธ์ไทย-ซาอุฯ

ในวันที่ 25 มกราคม 2565 เวลา 16.00 น. ตามเวลาท้องถิ่นกรุงริยาด ราชอาณาจักรซาอุดีอาระเบีย นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน พบหารือทวิภาคีกับ Ahmad Sulaiman ALRajhi รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรมนุษย์และการพัฒนาทางสังคม ซาอุดีอาระเบีย

ได้มีโอกาสหารือกระชับความร่วมมือด้านแรงงานระหว่างกัน ทั้งนี้ ฝ่ายซาอุดีอาระเบียกล่าวว่า “มกุฎราชกุมารแห่งซาอุดีอาระเบียได้ทรงมีบัญชาให้กระทรวงฯ ดำเนินการจัดการหาแรงงานดีมีฝีมือ โดยตั้งเป้าให้ได้ 8 ล้านคน” ซึ่งไทยสามารถเข้ามามีส่วนร่วมได้ และซาอุดีอาระเบียประสงค์ผลักดันความร่วมมือด้านแรงงานให้เกิดขึ้นโดยเร็ว โดยเฉพาะแรงงานภาคบริการ โรงแรม สุขภาพ และอุตสาหกรรมก่อสร้างในโครงการก่อสร้างขนาดใหญ่

โอกาสงานของคนไทยในประเทศซาอุดีอาระเบีย

ครั้งนี้เป็นการเปิดโอกาสให้ชาวไทยที่ประสงค์กลับเข้ามาทำงานในซาอุดีอาระเบียอีกครั้ง ทั้งนี้ไทยมีแรงงานศักยภาพที่มีฝีมือสอดคล้องกับความต้องการของซาอุดีอาระเบีย และกระทรวงแรงงานยังมีกรมพัฒนาฝีมือแรงงานที่สามารถฝึกอาชีพ และประสบการณ์ให้ตรงกับแรงงานในสาขาที่ซาอุดีอาระเบียต้องการ รวมทั้งมีบริษัทจัดหางานที่มีความน่าเชื่อถือ จดทะเบียนกับกระทรวงแรงงานภายใต้การควบคุมของกระทรวงแรงงาน

ฝ่ายซาอุดีอาระเบียยังกล่าวถึงมาตรการดูแลคุณภาพชีวิตและสวัสดิการของแรงงานต่างชาติในซาอุดีอาระเบีย โดยซาอุดีอาระเบียมี E-Contract Program ซึ่งเป็นการทำสัญญาจ้างอิเล็กทรอนิกส์ มุ่งรักษาสิทธิของลูกจ้าง และลดความขัดแย้งระหว่างลูกจ้างและนายจ้าง รวมถึงมีข้อริเริ่ม Labor Mobility Initiative ให้แรงงานเคลื่อนย้ายได้อิสระ เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่น สร้างประสิทธิภาพ และความสามารถในการแข็งขันในตลาดแรงงาน

ในโอกาสนี้ ทั้งสองฝ่ายยังเห็นพ้องให้เร่งรัดความร่วมมือในอนาคต หากเร่งรัดความร่วมมือได้โดยเร็วจะสร้างผลประโยชน์อย่างมากต่อทั้งสองประเทศ ซึ่งโครงการอยู่ระหว่างการก่อสร้างและพัฒนาของซาอุดีอาระเบียยังคงต้องการการสนับสนุนจากต่างชาติ ทั้งในด้านการบริหารจัดการการท่องเที่ยว และด้านแรงงานจำนวนมาก เป็นโอกาสสำหรับผู้ประกอบการและแรงงานฝีมือ และกึ่งฝีมือของไทยได้เข้ามามีส่วนร่วม.

ที่มา : https://www.thairath.co.th/

Wi-Fi 7.0 เร็ว แรง กว่าเดิมถึง 2.4 เท่า

0
Wifi7.0 Smart Factory
Wifi7.0 Smart Factory

บริษัทเซมิคอนดักเตอร์ในไต้หวัน MediaTek ได้ทำการวิจัยทดลองประสบความสำเร็จในการสาธิตผ่านการ Live สดครั้งแรกสำหรับ Wi-Fi 7.0 หรือมาตราฐาน IEEE 802.11be

ซึ่ง Wi-Fi 7.0 มาแล้ว อาจมีความเร็วเกือบถึง 40Gbps!!!

ข้อดีของ WIFI 7.0

  • Wi-Fi 7 จะเร็วกว่า Wi-Fi 6 มากถึง 2.4 เท่า แม้จะใช้เสาอากาศจำนวนเท่ากันก็ตาม
  • หมายความว่า Wi-Fi 7 จะสามารถให้ความเร็วได้มากกว่า 30 กิกะบิตต่อวินาที (Gbps) และอาจเกือบถึง 40Gbps (ซึ่งถือว่าเยอะมากๆเลยครับ) ในขณะที่ในปัจจุบัน Wi-Fi 6 สามารถทำความเร็วได้ที่ 9.6Gbps แล้ว
  • Wi-Fi 7 จะมีความกว้างของช่องสัญญาณมากขึ้น ซึ่งจะมาพร้อมกับฟีเจอร์ใหม่ ๆ มากมาย อาทิ การทำงานแบบมัลติลิงก์ (MLO)
  • แม้ Wi-Fi 7 จะถูกสร้างขึ้นเพื่อให้รองรับกับอุปกรณ์และเทคโนโลยีใหม่ ๆ อาทิ การเล่นเกมบนคลาวด์ การสตรีมวิดีโอ 8K แต่ตัว Wi-Fi 7 ก็จะยังคงสามารถเข้ากันได้กับสเปกตรัมที่มีอยู่ทั้งหมด รวมถึง 2.4GHz, 5GHz และ 6GHz
  • เทคโนโลยีการทำงานแบบมัลติลิงก์ (MLO) จะเป็นการรวมช่องสัญญาณหลายช่องบนคลื่นความถี่ที่แตกต่างกัน มารวมเข้าด้วยกัน ช่วยให้การเล่นเกมบนคลาวด์ การสตรีมวิดีโอ 8K มีความเสถียรมากขึ้น
  • Wi-Fi 7 จะแก้ปัญหาในการใช้สายเคเบิลของอีเทอร์เน็ต (ถ้ามีสาย จะทำให้สัญญาณเสถียรมากขึ้น) จะทำให้อีเทอร์เน็ต ไม่จำเป็นต้องใช้สายอีกต่อไป (แม้แต่ระบบที่ต้องใช้แบนด์วิธสูง ๆ ก็ตาม)
Internet connection
Internet connection to device

ซึ่งแน่นอนว่าในยุคปฏวัติอุตสาหกรรมโรงงานสู่ยุค 5.0 หรือ ยุคดิจิตอล การสร้างระบบ communication จะสร้างศักยภาพในการทำ smart factory , ระบบ IoT, รวมไปถึงข้อมูล Big data อย่างมีนัยสำคัญแน่นอนครับ

อย่างไรก็ตาม แม้ทาง MediaTek จะบอกว่า จะเริ่มวางจำหน่ายผลิตภัณฑ์ที่รองรับ Wi-Fi 7 ภายในปี 2023 แต่ Wi-Fi 7 จะยังไม่ได้รับการรับรองจากสถาบันวิศวกรไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ Institute of Electrical and Electronics Engineers (IEEE) ไปจนถึงปี 2024

แล้วพบกับสาระดีๆแบบนี้ทางด้านงานช่าง งานวิศวกรรม และอุตสาหกรรมได้ที่ นายช่างมาแชร์ นะครับ

Website: www.naichangmashare.com
Facebook: https://www.facebook.com/naichangmashare/
Blockdit :  https://www.blockdit.com/naichangmashare
Instragram: https://www.instagram.com/naichangmashare/
Twitter: https://twitter.com/naichangmashare
Youtube: https://www.youtube.com/channel/UCmIPiSeg-uy4k8JYSmknp_g

#นายช่างมาแชร์ 

นวัตกรรมชุดหุ่นยนต์ “เพิ่มแรงยกให้มนุษย์”

0
exoskeleton_resize_md
exoskeleton_resize_md

บริษัทญี่ปุ่นอัปเดตความสามารถเก้าอี้หุ่นยนต์ช่วยในการยืนทำงาน Walkable Chair และชุดหุ่นยนต์เพิ่มแรงยกสิ่งของให้กับมนุษย์ Muscle Suit Every ในงาน CES 2022

ภายในงาน CES 2022 มีนวัตกรรมด้านเทคโนโลยีต่าง ๆ ร่วมจัดแสดงมากมายหนึ่งในนั้นเป็นเทคโนโลยีชุดหุ่นยนต์ 2 รูปแบบ จากบริษัทเอกชนในประเทศญี่ปุ่น คือ เก้าอี้หุ่นยนต์ช่วยในการยืนทำงาน “Walkable Chair” และ “Muscle Suit Every”

ที่ช่วยเพิ่มพลังให้กับผู้สวมใส่โดยอาศัยหลักการอัดอากาศเข้าไปในระบบโดยไม่ทำให้ผู้สวมใส่บาดเจ็บ

ชุด Muscle Suit ช่วยเพิ่มแรงในการยก

ชุดหุ่นยนต์เพิ่มแรงยกสิ่งของให้กับมนุษย์ Muscle Suit Every เปิดตัวในช่วงปี 2019 และได้รับการปรับปรุงประสิทธิภาพมาโดยตลอด ปัจจุบันถูกวางขายในประเทศญี่ปุ่น ชุดหุ่นยนต์ได้รับการออกแบบให้ผู้ใช้งานสามารถยกสิ่งของที่มีน้ำหนักมากกว่าการยกโดยไม่สวมใส่ชุดหุ่นยนต์ ปัจจุบันมีหลายบริษัทพัฒนาชุดหุ่นยนต์ในลักษณะใกล้เคียงชุดหุ่นยนต์ Muscle Suit Every และถูกนำไปใช้งานโรงงาน งานกลางแจ้ง รวมไปถึงใช้งานในด้านการทหาร

เก้าอี้หุ่นยนต์ช่วยในการยืนทำงาน Walkable Chair

เก้าอี้หุ่นยนต์ช่วยในการยืนทำงาน Walkable Chair เปิดตัวครั้งแรกในงาน CES 2021 ที่ผ่านมาแต่ในปีนี้ได้รับการปรับปรุงประสิทธิภาพเพิ่มมากขึ้น การออกแบบใช้วัสดุโครงสร้างแข็งแรงน้ำหนักเบาเหมาะสำหรับผู้ใช้งานที่ต้องยืนทำงานเป็นเวลานานสามารถช่วยลดอาการปวดเมื่อยล้าทำให้ผู้ใช้งานยืนได้นานมากขึ้น ในขณะเดียวกันผู้ใช้งานก็สามารถเดินเปลี่ยนตำแหน่งการยืนได้อย่างคล่องตัว

นอกจากการนำหุ่นยนต์มาใช้งานรูปแบบต่าง ๆ การนำชุดหุ่นยนต์มาใช้ทำงานร่วมกับมนุษย์อาจกลายเป็นอีกทางเลือกหนึ่งสำหรับลดการใช้แรงงานมนุษย์โดยใช้ต้นทุนที่ต่ำกว่าการใช้หุ่นยนต์อัตโนมัติซึ่งปัจจุบันมีข้อจำกัดในด้านของการพัฒนาหุ่นยนต์อัตโนมัติที่มีคุณสมบัติครบและสามารถเคลื่อนที่ในลักษณะเดียวกับมนุษย์ยังไม่รวมต้นทุนในการพัฒนาหุ่นยนต์อัตโนมัติที่สูงหากต้องผลิตหุ่นยนต์ออกมาจำนวนมาก

ที่มา: https://news.thaipbs.or.th/content/311769 , https://interestingengineering.com/the-muscle-suit-takes-human-strength-to-a-new-level

แล้วพบกับสาระดีๆแบบนี้ทางด้านงานช่าง งานวิศวกรรม และอุตสาหกรรมได้ที่ นายช่างมาแชร์ นะครับ

Website: www.naichangmashare.com
Facebook: https://www.facebook.com/naichangmashare/
Blockdit :  https://www.blockdit.com/naichangmashare
Instragram: https://www.instagram.com/naichangmashare/
Twitter: https://twitter.com/naichangmashare
Youtube: https://www.youtube.com/channel/UCmIPiSeg-uy4k8JYSmknp_g

#นายช่างมาแชร์ 

[สัมมนาแบบออนไลน์ ฟรี!] – Optimized maintenance – Condition-Based Maintenance (CBM) for vibration

0
IHI Seminar vibration
IHI Seminar vibration

ขอเชิญเข้าร่วมสัมมนาแบบออนไลน์ ฟรี!!!

Topic : Optimized maintenance — Condition-Based Maintenance (CBM) for vibrationหัวข้อ : เพิ่มประสิทธิภาพให้งานบำรุงรักษาเครื่องจักรในยุคดิจิทัล

วันที่ 28 มกราคม 2565 เวลา 14:00 น.Webinar via Microsoft Teams (Explain in Thai, บรรยายเป็นภาษาไทย)

ลงทะเบียน : https://forms.office.com/Pages/ResponsePage.aspx…

สิ่งที่คุณจะได้จากการเข้าร่วมสัมมนาออนไลน์ครั้งนี้

  • ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับ Smart Factory
  • ความสำคัญของการบำรุงรักษาเครื่องจักรตามสภาพ Condition-Based Maintenance (CBM)
  • ตัวอย่างกรณีศึกษาการนำ CBM ไปตรวจจับสภาพเครื่องจักร
  • ระบบมอนิเตอริ่งการสั่นสะเทือนของเครื่องจักรจาก IHI#IHI#IHIAPT#SmartFactory#Maintenance#Vibration#Monitoring#ConditionBasedMonitoring#MachineLearning#AI#WirelessSolution

ความรู้เกี่ยวกับแว่นตานิรภัย Safety Glass

0
SafetyGlass Wallpaper
SafetyGlass Wallpaper

ในบทความนี้อาจจะขอมาปูความรู้กับอุปกรณ์ชิ้นนึงที่ใกล้ตัวที่สุด และมีความสำคัญมากๆในการป้องกันดวงตาของเราจากงานช่างกันครับ นั้นก็คือ Safety glass หรือ นิรภัยนั้นเอง ซึ่งเจ้าแว่นตานิรภัยเองเนี่ยถือว่าป้องกันการดวงตาของเราจากเศษที่ชอบกระเด็นบ่อยๆในงานช่างกันนะครับ ซึ่งพูดง่ายๆคือ กันตาบอดแหละครับ ดังนั้นทุกๆงานช่าง หรืองานทางอุตสาหกรรม เราจำเป็นต้องใส่ไว้นะครับ ไม่ได้ใส่เพื่อกันจาก safety officer นะครับ แต่เพื่อตัวเราเอง

ดังนั้นในวันนี้ทางนายช่างมาแชร์ก็จะขอเล่าเรื่องแว่นตานิรภัยและก็เรื่องราวเกี่ยวกับดวงตากันนะครับ ไปเริ่มกันเลย…….

แว่นตานิรภัย Safety Glass คืออะไร?

แว่นตานิรภัย หรือที่เราเรียกว่า “Safety glass” เป็นอุปกรณ์ป้องกันดวงตา คล้ายกับแว่นตาโดยทั่วไป แต่จะแตกต่างกันในส่วนของความทนทานแข็งแรงและวัสดุที่ใช้ทำแว่นกับเลนส์ที่ใช้ตามความจำเป็นของลักษณะงาน  เช่น ป้องกันแสงจ้าป้องกันความร้อน ป้องกันสารเคมี รังสี  ลม หรือต้านแรงกระแทก ส่วนใหญ่จะทำจากวัสดุประเภทโพลีคาร์บอเนตซึ่งมีทั้งชนิดที่มีกระบังด้านข้างช่วยป้องกันเศษสิ่งของวัสดุกระเด็นเข้าทางด้านข้าง กับชนิดไม่มีกระบังด้านข้างใช้สำหรับป้องกันอันตรายเข้าทางด้านหน้าเท่านั้น และมีทั้งแบบที่สามารถปรับให้เหมาะสมกับการใช้งานได้ หรือแบบที่คงที่ 

วัสดุที่ใช้ทำกรอบแว่นนั้นมีทั้งที่ทามาจากโลหะและพลาสติกและชนิดผสมระหว่างโลหะกับพลาสติกที่มีคุณสมบัติทนต่อการกัดกร่อนดูดซึม เพื่อป้องกันการติดเชื้อต่างๆ ได้ง่ายไม่มีกลิ่นหรือเป็นพิษกับผู้ใช้ ซึ่งตามจริงแล้วอุปกรณ์ป้องกันดวงตาก็ยังสามารถแบ่งย่อยได้อีกเป็น 2 ประเภท คือแว่นตานิรภัย (Protective spectacle) และ แว่นครอบตานิรภัย (Safety Goggles) 

สีของเลนส์ควรเลือกให้เหมาะกับงานโดยทั่วไปแบ่งออกเป็น เลนส์ใส เป็นเลนส์ที่มองเห็นได้ดีที่สุดใช้สำหรับป้องกันวัสดุกระเด็นเข้าดวงตาเท่านั้นเหมาะสำหรับใช้งานในร่มและเป็นงานที่ไม่มีความเสี่ยงจากแสงจ้าจากการทำงาน เลนส์สีชา หมาะสำหรับทั้งงานในร่มที่มีแสงน้อยและกลางแจ้งที่มีแสงมากเช่นงานใน warehouse พนักงานขับรถใน warehouses เลนส์เทา เหมาะกับงานที่มีแสงจ้าหรือที่ต้องสัมผัสแสงแดดเช่นงานกลางแจ้ง

Safety glass SYNOS

จุดประสงค์ของการใช้แว่นตานิรภัย 

แว่นตานิรภัยมีจุดประสงค์เพื่อให้ผู้สวมใส่ สามารถป้องกันนัยน์ตาจากงานต่างๆ ดังนี้ งานในห้องปฏิบัติการ งานกลึง งานประกอบชิ้นส่วนต่าง ๆ งานเชื่อมโลหะ งานก่อสร้าง งานไม้และ อุตสาหกรรมอาหาร เป็นต้น

เรื่องของดวงตา

ก่อนจะไปลงลึกเรื่องแว่นอาจจะขอมาแนะนำดวงตาของเรากันนะครับว่าเป็นอย่างไรบ้าง และมีความบอบบาง น่าเป็นห่วงขนาดไหน และอันตรายจากการทำงานมีอะไรบ้าง

ลูกตาคนเราแบ่งออกเป็น 3 ชั้น

1. ชั้นนอกสุด เป็นส่วนของกระจกตา/ตาดำ (Cornea) ที่อยู่ด้านหน้า และตาขาว/เปลือกลูกตา (Sclera) อยู่ถัดตาดำออกมาและรวมไปถึงส่วนด้านหลังลูกตา โดยความโค้งของกระจกตาและของตาขาวไม่เท่ากัน กระจกตาเป็นเหมือนรูปโคมปิดอยู่ข้างหน้า ลูกตาชั้นนอกสุดนี้ ถือว่าเป็นชั้นปกป้องเนื้อเยื่อที่สำคัญภายในลูกตา ทั้งนี้รอยต่อระหว่าง กระจกตาและตาขาวเรียกว่า Limbus

2. ชั้นกลาง/ผนังลูกตาชั้นกลาง เป็นชั้นที่มีหลอดเลือดและมักจะมีสารให้สี (Pigment) อันเป็นเหตุให้ตาคนเรามีสีต่างๆกันในแต่ละเชื้อชาติ รวมเรียกเนื้อเยื่อชิ้นนี้ว่า Uvea หรือ Uveal tract ซึ่งเนื้อเยื่อชั้นกลางนี้ประกอบด้วย Iris (ม่านตา) เนื้อเยื่อ Ciliary body ซึ่งอยู่ส่วนหน้า และเนื้อเยื่อ Choroid ที่อยู่ส่วนหลังซึ่งเป็นชั้นที่มีหลอดเลือดมาก เป็นชั้นนำอาหารมาเลี้ยงส่วนต่างๆของลูกตาผ่านทางหลอดเลือด

3. ชั้นในสุด เป็นชั้นของระบบประสาทที่ทำหน้าที่ในการมองเห็น บุอยู่ชั้นในสุดของลูกตา คือ ชั้นจอตา หรือจอประสาทตา (Retina) ซึ่งมีเฉพาะด้านหลัง จากบริเวณเนื้อเยื่อ Ciliary body ไปจนสุดที่ขั้ว/จานประสาทตา (Optic disc)

กระจกตา (Cornea)

กระจกตา อยู่ด้านหน้าสุดของลูกตา เป็นรูปโคม เป็นเนื้อเยื่อใส ไม่มีสี มักจะเรียกกันว่า ตาดำ ใส ไม่มีสี ที่เห็นดำเพราะเป็นสีของม่านตาที่อยู่ลึกลงไป กระจกตา ไม่มีหลอดเลือด (Avascular) ซึ่งเป็นทั้งข้อดีและข้อเสีย ข้อดีคือทำให้กระจกตาใสอยู่เสมอ (ถ้าขุ่น จะทำให้ตามัว) ส่วนข้อเสียคือ ถ้ามีการอักเสบติดเชื้อ การหายของแผลยากกว่าเนื้อเยื่ออื่นๆ เพราะไม่มีหลอดเลือดนำเม็ดเลือดขาวมาช่วยขจัดเชื้อโรค มีความใสอยู่เสมอ

เนื่องจากการเรียงตัวของเนื้อเยื่อกระจกตาเป็นไปอย่างสม่ำ เสมอเป็นระเบียบ ตัวกระจกตาจะอยู่ในภาวะแห้ง (Dehydrate) ถ้าอยู่ในภาวะอุ้มน้ำ กระจกตาจะบวมทำให้ตามัวลง มีปลายประสาทมาเลี้ยงกระจกตา มากกว่าในเนื้อเยื่ออื่นๆในร่างกาย กระจกตาจึงไวต่อความรู้สึก การสัมผัส ความร้อน สารเคมี และ/หรือผง แม้ขนาดเล็กนิดเดียวเมื่อกระทบกระจกตา จะส่งผลให้รู้สึกเจ็บปวด เคืองตาอย่างมาก

ตาขาว (Sclera)

ตาขาว หรือ เปลือกลูกตา เป็นส่วนต่อจากกระจกตาไปด้านหลัง ประกอบด้วยสาร Collagen ชนิดที่เรียงตัวกันอย่างไม่เป็นระเบียบ จึงเป็นฝ้าขาวไม่ใสอย่างกระจกตา เป็นส่วนห่อหุ้มเนื้อเยื่อภายในลูกตา และเป็นที่เกาะของกล้ามเนื้อนอกลูกตาที่อยู่ในเบ้าตา มีหน้าที่กลอก หรือเคลื่อนไหวลูกตา

ม่านตา (Iris) 

ม่านตา เป็นเนื้อเยื่ออยู่หน้าสุดของผนังลูกตาชั้นกลาง ประกอบด้วยหลอดเลือด เนื้อเยื่อเกี่ยวพัน รวมทั้งเซลล์ที่มีเม็ดสี (Melanocyte) หากเลาะม่านตาออกมาวาง จะมีรูตรงกลางเรียกว่า รูม่านตา (Pupil)  ม่านตาประกอบด้วย หลอดเลือด เนื้อเยื่อเกี่ยวพัน และยังมีกล้ามเนื้อเพื่อการหดม่านตา เมื่อกล้ามเนื้อหดม่านตาได้รับยาบางชนิด หรือเจอแสงจ้าๆ กล้ามเนื้อนี้จะทำงานแบบหูรูด และทำให้ม่านตาเล็กลง ขณะเดียวกันกล้ามเนื้อขยายม่านตา เมื่อทำงานจะดึงม่านตาไปทางขอบๆ คล้ายๆคลายหูรุด ม่านตาก็จะขยายใหญ่ขึ้น

จอรับภาพ (retina)

เป็นเนื้อเยื่อชั้นในสุด มีเซลล์รับแสง 2 ชนิด ทำหน้าที่รับแสง คือ เซลล์รูปแท่ง จะบอกปริมาณแสง ทำงานได้ดีในที่มืด และเซลล์รูปกรวย จะบอกสี ทำงานได้ดีในที่สว่าง

เส้นประสาทตา (Optic nerve)

ทำหน้าที่ รับภาพจากจอตาที่ดวงตา เพื่อไปแปลผลที่สมอง แสงส่องผ่านเลนส์ตา และส่งสัญญานผ่านเส้นประสาทตาไปยังสมอง โดย แสงสะท้อนจากวัตถุเข้าสู่ดวงตา และผ่านกระจกตา สู่รูม่านตา และทะลุผ่านเลนส์ตา โดยกระจกตาและเลนส์ตาจะเบี่ยงเบนแสงให้ตกพอดีบนจุดรับภาพของจอตา(Macula) จากนั้นซลล์จอประสาทตาจะเปลี่ยนลำแสงให้เป็นคลื่นไฟฟ้า และคลื่นไฟฟ้าจะวิ่งผ่านเส้นประสาทของตา(Optic nerve)ไปสู่สมอง สมองจะทำการแปลผลสัญญาณนี้ให้กลายเป็นภาพ

ปัจจัยที่ทำอันตรายกับดวงตา

1) ปัจจัยด้านกายภาพ

  1. แรงกระทำต่าง ๆ  การกระแทก: เกิดจากการกระเด็นของวัตถุเช่นเศษไม้, โลหะมักจะเกิดกับงานเชื่อม, กลึง, งานพ่นทราย, เลื่อยไม้, เจาะไม้, ยิงตะปู เป็นต้น
  1. รังสีที่ไม่แตกตัวเป็นรังสีที่มีพลังงานไม่มากพอที่จะทำให้อะตอมแตกตัว แต่การสั่นสะเทือนและการเคลื่อนที่ของ โมเลกุล จะทำให้เกิดความร้อน และพลังงานออกมา รังสีที่ไม่แตกตัวแบ่งออกได้หลายชนิดคือ รังสีอัลตราไวโอเลท รังสีในช่วงคลื่นที่สายตา มองเห็นได้ รังสีใต้แดง รังสีไมโครเวฟ รังสีอัลตราซาวน์ และเลเซอร์ เป็นต้น 
  • รังสีในช่วงคลื่นที่มองเห็นได้ คือ แสงจากหลอดไฟฟลูออเรสเซนต์ และหลอดไฟชนิดมีไส้ ถ้าความเข้มแสง ที่ไม่เหมาะสมจะทำให้เกิดความเมื่อยล้าของสายตา ปวดศีรษะ 
  • รังสีอัลตราไวโอเลท (แสง UV) ถ้าได้รับมากเกินไปมีผลต่อตา คือ ตาแดง เยื่อบุในชั้นตาดำอาจถูกทำลาย ผิวหนังอักเสบ คัน สัมผัสเป็นเวลานานทำให้เกิดมะเร็งผิวหนังได้
  • รังสีอินฟาเรด (IR) ทำให้เกิดอันตรายต่อตา เมื่อรังสีถูกดูดกลืนเข้าไปในตาดำและเลนส์ จะให้พลังงาน แก่เซลล์ จะทำให้เกิดตกตะกอนของสารประกอบที่อยู่ในเซลล์ เป็นมากอาจตาบอด นอกจากนี้ยังอาจทำให้ ผิวหนังไหม้ได้ 
  • อัลตราซาวนด์ การสัมผัสอัลตราซาวนด์ที่มีความถี่สูงที่สามารถได้ยินได้ ทำให้ เกิดอาการคลื่นไส้ อาเจียน ปวดหู มึนงง อ่อนเพลีย เกิดการสูญเสียการได้ยินชั่วคราว 
  • เลเซอร์ การสัมผัสกับเลเซอร์ จะทำให้เกิดอันตรายต่อตา โดยเฉพาะส่วนกระจกตาและเลนส์ตา มีผลต่อ ผิวหนังที่สัมผัสทำให้เกิดตุ่ม 
  • ไมโครเวฟ มีผลทำให้เกิดอันตรายต่อตา ระบบประสาทส่วนกลางและระบบสืบพันธุ์

2) ปัจจัยด้านสารเคมี

สิ่งที่ทำให้เกิดอันตรายจากดวงตา ได้แก่ ฝุ่น ฟูม ควัน ละออง ไอ ก๊าซ และตัวทำละลายต่าง ๆ  

  • ฝุ่น (Dust) อนุภาคของแข็งขนาดเล็กที่ลองลอยอยู่ในอากาศ ซึ่งเกิดจากวัตถุที่ถูกทุบ ตี บด กระแทกจนแตกออกเป็นชิ้นส่วนเล็กๆ เมื่อถูกกระแสลมพัดก็จะปลิวกระจายตัวอยู่ในอากาศ และตกลงสู่พื้น ซึ่งเวลาในการตกจะช้าหรือเร็วขึ้นอยู่กับน้ำหนักของอนุภาคฝุ่น
  • ฟูม (Fumes) หมายถึงอนุภาคที่เป็นของแข็ง ซึ่งมีขนาดเล็กมากๆ โดยทั่วไปจะมีขนาดอนุภาคเล็กกว่า 1.0 ไมครอน เกิดจากการควบแน่นของไอโลหะ เมื่อโลหะได้รับความร้อนจนหลอมเหลว เช่น ฟูมของตะกั่ว ฟูมของเหล็ก ฟูมของสังกะสี ฯลฯ 
  • ควัน (smoke) หมายถึง อนุภาคเล็กละเอียดที่ลอยอยู่ในอากาศซึ่งโดยทั่วไปจะมีขนาดเล็กกว่าหนึ่งไมครอน ส่วนประกอบทางเคมีของควันนั้นค่อนข้างจะซับซ้อน ปกติควันจะเป็นผลที่เกิดจากการ เผาไหม้ที่ไม่สมบูรณ์ของวัตถุที่มีธาตุที่มีธาตุคาร์บอนเป็นส่วนประกอบ เช่น ถ่านหิน และนํ้ามัน เป็นต้น
  • ละออง (mist) หมายถึงอนุภาคของเหลวที่มี >40 ไมครอนที่แขวนลอยอยู่ในอากาศ เกิดจากการที่ของเหลว เมื่อได้รับแรงกดดัน จนเกิดการแตกตัวเป็นอนุภาค เช่น ในการพ่นสารฆ่าแมลง ซึ่งจะใช้ปั๊มหรือกระบอกฉีดทำให้ของเหลวแตกตัวแล้วกลายเป็นละอองเล็กๆ หรือในบางครั้งละอองเล็กๆ นี้อาจเกิดจากการควบแน่นของไอ หรือของก๊าซให้กลายเป็นของเหลวที่เป็นละอองเล็กๆ ก็ได้ เช่น ละอองที่เกิดจากไอของกรดกำมะถัน เป็นต้น
  • ไอสาร (vapor) เป็นภาวะที่เป็นก๊าซของสารที่เป็นของเหลวหรือของแข็งที่อุณหภูมิ และความกดดันปกติ เช่น ไอสารของลูกเหม็น เบนซิน เป็นต้น ไอสารเหล่านี้สามารถจะเปลี่ยนรูปกลับเป็นของ เหลวหรือของแข็งตามสภาวะเดิมได้ โดยการเพิ่มความกดดัน หรือลดอุณหภูมิลง
  • ก๊าซ (gas) หมายถึง ของไหล (fluid) ซึ่งไม่มีรูปร่างที่แน่นอนขึ้นกับภาชนะที่ใช้บรรจุ สามารถเปลี่ยนเป็นของเหลว หรือเป็นของแข็งได้ โดยการเปลี่ยนอุณหภูมิและ/หรือเปลี่ยนความกดดัน เช่น ก๊าซหุงต้มตามบ้านเรือนเมื่อบรรจุลงในถังที่มีความกดดันสูงๆ จะกลายเป็นของเหลว เมื่อเราปล่อยออกมาสู่บรรยากาศ ของเหลวในถังก็จะกลายเป็นก๊าซ ตัวอย่างของก๊าซมากมาย เช่น คาร์บอนไดออกไซด์ ออกซิเจน คลอรีน ไฮโดรเจนซัลไฟด์ ซัลเฟอร์ไดออกไซด์ เป็นต้น
  • ตัวทำละลาย(Solvent) เป็นสารที่ใช้ละลายตัวถูกละลายหรือทำละลายชนิดอื่น ๆ ตัวทำละลายมีมากมายหลายชนิด มีความสามารถในการกลายเป็นไอได้ ตัวอย่างเช่น ทินเนอร์ แอลกอฮอล์ เป็นต้น

3) ปัจจัยด้านชีวภาพ

หมายถึง พืช สัตว์ หรือผลิตภัณฑ์จากพื้นหรือสัตว์ที่มีอันตรายต่อสุขภาพของมนุษย์  เช่น เชื้อจุลินทรีย์ ไวรัส พิษของสัตว์ สารต่าง ๆ ที่ทำให้มีการแพ้ โปรตีนจากสัตว์ พยาธิ เป็นต้น

วิธีการทดสอบเลนส์ของแว่นนิรภัย

ตามมาตรฐานสถาบันมาตรฐานความปลอดภัยอเมริกา ข้อที่ ANSI Z 87.1-1963 (ANSI = AMERICAN NATIONAL STANDARD INSTITUTE) กล่าวไว้ดังนี้นำเลนที่จะทดสอบมาไว้ยังฐานซึ่งอยู่ในแนวราบ (HORIZONTAL LEVEL) จากนั้นนำลูกเหล็กที่มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 1 นิ้วน้ำหนักของลูกเหล็ก 2.4 ออนซ์ วัดระยะห่างของลูกเหล็ก และจุดศูนย์กลางของเลนส์ที่จะทดสอบ ให้ห่างกันประมาณ 50 นิ้ว ประมาณ 1.30 เมต จากนั้นให้ปล่อยลูกเหล็กทิ้งลงมาอย่างอิสระลงบนผิวหน้าตรงจุดศูนย์กลางเลนส์ ถ้าหากเลนส์ที่ทดสอบไม่มีรอยร้างใดๆ เกิดขึ้น ถือว่าเลนส์ดังกล่าวเป็นเลนส์นิรภัยได้”

วัสดุที่ใช้ทำเลนส์แว่นตานิรภัย

วัสดุที่ให้ทำเลนส์ของแว่นสายตานั้นมีหลายประเภท ซึ่จะขอเปรียบเทียบของวัสดุที่ใช้ทำเลนส์แว่นตานิรภัย ดังนี้

1) กระจก (Glass)

ข้อดีคือ ป้องกันรอยขีดข่วน / มองเห็นภาพได้ชัดเจน / กรองรังสีอินฟาเรด / มีเลนส์ออกแบบพิเศษให้เลือกจำนวนมาก

ข้อเสียคือ กันแรงกระแทกในระดับทั่วไป / เกิดรอยแตกง่ายจากการทดสอบแรงกระแทก / หนักกกว่าโพลีคาร์บอเนตและพลาสติก

วัสดุกระจก (Glass)

2) โพลีคาร์บอเนต (Polycarbonate)

ข้อดีคือ เป็นวัสดุที่แข็งแรงที่สุดสำหรับกันกระแทก / มีน้ำหนักเบา เบากว่ากระจก37% / มีความยืดหยุ่นมากกว่ากระจก / สามารถเปลี่ยนเลนส์ได้ง่าย / มองเห็นภาพชัดเจน 91%

ข้อเสีย คือ เป็นรอยขีดข่วนง่ายกว่ากระจก / มีสีจำกัด

โพลีคาร์บอเนต (Polycarbonate)

3) พลาสติก (Plastic)

ข้อดี คือ แข็งแรงกว่ากระจก / มีสีให้เลือกมากกว่าโพลีคาร์บอเนต / มีน้ำหนักเบา เบากว่ากระจก 41% / เศษโลหะเกาะติดน้อยมาก

ข้อเสีย คือ เป็นรอยขีดข่วนได้ง่ายกว่า โพลีคาร์บอเนต / กันกระแทกได้น้อยกว่าโพลีคาร์บอเนต

พลาสติก (Plastic)

การเลือกใช้อุปกรณ์ป้องกันใบหน้าและดวงตา

  1. ต้องแน่ใจว่าแว่นตานิรภัยที่สวมอยู่เหมาะพอดีกับสายตา ดั้งจมูก และความยาวของขากรอบแว่น แว่นตานิรภัยควรจะปรับให้พอดีสำหรับแต่ละบุคคล
  2. ใส่แว่นตานิรภัยที่ขากรอบแว่นพอเหมาะกับใบหู และกรอบพอเหมาะกับดั้งจมูกพอดีจะทำให้กรอบแว่นอยู่ติดกับหน้ามาที่สุด
  3. ทำความสะอาดแว่นตานิรภัยทุกวัน โดยปฏิบัติ ตามคู่มือของผู้ผลิต หลีกเลี่ยงการเช็ดถูแรงๆ บริเวณเลนส์ เพราะอาจทำให้เลนส์เป้นริย มองเห็นไม่ชัดและทำให้เปราะแตกได้
  4. เก็บแว่นตานิรภัยในสถานที่สะอาดและแห้ง ในที่ที่แว่นนั้นจะไม่ตกหรือถูกกระทบได้และเก็บไว้ในกล่องทุกครั้งที่ไม่ได้ใช้
  5. เปลี่ยนแว่นตานิรภัยใหม่ หากเกิดรอยขีดข่วน รอยร้าว แตกหัก โค้งงอหรือใส่ไม่พอดี แว่นตาที่ชำรุดนอกจากจะทำให้มองภาพไม่ชัดเจนแล้วยังไม่สามารถป้องกันอันตรายได้
  6. ควรมั่นใจว่าแว่นตานิรภัยที่ท่านเลือกเพื่อใช้งาน เป็นสินค้าที่ได้รับมาตรฐานสากลที่เชื่อถือได้

ข้อแนะนำในการใช้งานแว่นตานิรภัย

  1. ตรวจสอบสภาพชิ้นส่วนต่าง ๆ ของแว่นตานิรภัยก่อนการใช้งาน ได้แก่ เลนส์ไม่มัวหรือแตก, ขาแว่นสามารถปรับยืดหด, พับ-กาง, หรือปรับขึ้น-ลงได้ สายคล้อง แว่นไม่ชำรุด 
  2. ทำความสะอาดเลนส์โดยใช้น้ำยาทำความสะอาดและกระดาษเช็ดเลนส์โดยเฉพาะ หรือใช้สบู่อ่อน ๆล้างแล้วซับให้แห้ง
  3. ปรับขนาดแว่นตานิรภัยให้กระชับใบหน้า 
  4. ห้ามวางให้เลนส์สัมผัสกับพื้นเพราะจะทำให้เลนส์เกิดรอยขีดข่วน
  5. ควรสวมใส่อุปกรณ์ป้องกันดวงตาตลอดเวลาการทำงานเสมอ เพราะหากถอดออก อาจเปิดโอกาสให้เกิดความเสี่ยงกับดวงตา 

การดูแลรักษาแว่นตานิรภัย

  1. ทำความสะอาดอุปกรณ์ให้สะอาดและอยู่ในสภาพ พร้อมใช้งานเสมอ
  2. จัดเก็บอุปกรณ์ป้องกันดวงตาให้อยู่ในสถานที่ที่เหมาะสามารถหยิบใช้งานได้สะดวก 
  3. เลนส์ที่มีรอยขีดข่วน ห้ามนำมาใช้งานควรมีการเปลี่ยนใหม่เพื่อให้การมองเห็นของผู้ปฏิบัติงานชัดเจนมากยิ่งขึ้น

วีดีโอเรื่องแว่นนิรภัย Safety glass

============================================= 

สำหรับบทความนี้ต้องขอขอบคุณ​สปอนเซอร์ใจดีจากทาง “บริษัท ผลธัญญะ จำกัด(มหาชน)” ตัวแทนจัดจำหน่ายอย่างเป็นทางการของแว่นตา synos ที่เรียกว่าแว่นตานิรภัยที่เหมาะสมกับคนบ้านเราสุดๆเลยครับ 

หากเพื่อนๆสนใจสามารถติดต่อได้ตามช่องทาง https://www.pholonline.com

หรือช่องทาง lazada, shopee โดยพิมพ์คำว่า pholonline 

ผลธัญญะ | ศูนย์รวมอุปกรณ์เซฟตี้ อุปกรณ์นิรภัยส่วนบุคคล ครบวงจร

============================================= 

แล้วพบกับสาระดีๆแบบนี้ทางด้านงานช่าง งานวิศวกรรม และอุตสาหกรรมได้ที่ นายช่างมาแชร์ นะครับ

Website: www.naichangmashare.com
Facebook: https://www.facebook.com/naichangmashare/
Blockdit :  https://www.blockdit.com/naichangmashare
Instragram: https://www.instagram.com/naichangmashare/
Twitter: https://twitter.com/naichangmashare
Youtube: https://www.youtube.com/channel/UCmIPiSeg-uy4k8JYSmknp_g

#นายช่างมาแชร์ 

SAFETY SHOE – รองเท้าเซฟตี้ พื้นฐาน และประวัติความเป็นมา

0
safetyShoe ROCC

เพราะรองเท้าสามารถเปลี่ยนได้ง่ายแต่เท้ามนุษย์เปลี่ยนไม่ได้  เท้าของมนุษย์มีความซับซ้อนเป็นอย่างมาก และสามารถทำงานได้อย่างลื่นไหลไม่เคยติดขัด เท้าทั้งสองข้างของมนุษย์ประกอบด้วยกระดูกทั้งหมดมากถึง 52 ชิ้น ทำงานร่วมกับข้อต่อ หลอดเลือด เอ็น กล้ามเนื้อ และเส้นประสาทมากมาย ทำหน้าที่รองรับน้ำหนักตัวของมนุษย์ ซึ่งช่วยให้คุณเดินวิ่งหรือกระโดด ได้อย่างเต็มที่เท้าจึงเป็นส่วนสำคัญของร่างกายที่ต้องใช้งานทุกวัน

การบาดเจ็บ หรือความเสียหายของเท้าจึงมีผลต่อมนุษย์เป็นอย่างมาก มนุษย์จึงมีการคิดค้นอุปกรณ์ที่ใช้ป้องกันเท้ามาอย่างยาวนาน ซึ่งปัจจุบัน เรารู้จักกันในชื่อที่คุ้นหู คือ “รองเท้า”นั้นเอง  รองเท้า ถือเป็นเครื่องใช้ที่มนุษย์นำมาใช้กับเท้าเพื่อป้องกันอันตรายอันเกิดจากการสัมผัสกับพื้นผิวต่างๆ หรือการเจ็บเท้าจากการเดิน การกระโดด หรือ การวิ่ง ในปัจจุบันนั้น รองเท้ามีหลายประเภทตามวัสดุและประโยชน์การใช้งาน รวมถึง เป็นเครื่องแต่งกายที่มีความหลากหลายมาก ตามรสนิยมและแฟชั่นในแต่ละสมัย ทั้งรองเท้าแตะ รองเท้าผ้าใบ รองเท้าส้นสูง รองเท้ากีฬา และรองเท้านิรภัยสำหรับคนทำงานโดยเฉพาะอีกด้วย

ประวัติของรองเท้าเซฟตี้

นักโบราณคดี คาดการณ์ว่า มนุษย์ในสมัยโบราณนั้นมีการใช้รองเท้าเพื่อป้องกันเท้าจากอันตรายและสภาพอาศ มาอย่างยาวนาน โดยวัสดุที่ใช้นั้นไม่แข็งแรงทำให้ย่อยสลายได้ง่าย จึงไม่เหลือหลักฐานให้นักโบราณคดีได้พบเห็นได้อย่างง่ายดาย แต่จากการศึกษาสภาพกระดูกเท้าของมนุษย์ดึกดำบรรพ์ พบว่ากระดูกหัวแม่เท้ามีขนาดเล็กลงเรื่อย ๆ  ตั้งแต่ช่วง 40,000 ถึง 26,000 ปีก่อน 

นักโบราณคดีจึงสันนิษฐานว่า สาเหตุที่ทำให้กระดูกมีขนาดเล็กลง ก็เพราะถูกรองเท้าบีบรัดนั่นเอง สำหรับหลักฐานรองเท้าชิ้นแรกที่ถูกค้นพบ เป็นรองเท้าแตะ (sagebrush sandal) ที่พบในถ้ำฟอร์ทร็อค (Fort Rock cave) รัฐออริกอน สหรัฐอเมริกา มีอายุประมาณ 9,000 ปี ถือว่าเป็นรองเท้าที่เก่าแก่ที่สุดในโลก ทำจากวัสดุธรรมชาติ คือ เปลือกไม้ ซึ่งปัจจุบัน จัดแสดงที่พิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์วัฒนธรรมและธรรมชาติ มหาวิทยาลัยโอเรกอน

ในประวัติศาสที่ผ่านมารองเท้าก็วิวัฒนาการมาอย่างต่อเนื่อง จากการใช้เปลือกไม้ หนังหมี หนังวัว และวัสดุสังเคราะห์ต่างๆ จะเห็นได้ว่าเมื่อเทียบกับในอดีตที่ผ่านมาแล้ว กับปัจจุบันนี้ รองเท้ามนุษย์มีการพัฒนาไปอย่างมากมาย จนกลายเป็นอุตสาหกรรมและแฟชั่นระดับโลกเลยทีเดียว ไม่เว้นแม้แต่รองเท้านิรภัย หรือรองเท้าเซฟตี้ 

รองเท้าแตะ (sagebrush sandal) มีอายุประมาณ 9,000 ปี ถือว่าเป็นรองเท้าที่เก่าแก่ที่สุดในโลก
ถ้ำฟอร์ทร็อค (Fort Rock cave) รัฐออริกอน สหรัฐอเมริกา

จุดเริ่มต้นของรองเท้านิรภัยหรือรองเท้าเซฟตี้ (Safety shoes) 

จุดเริ่มต้นของรองเท้านิรภัย หรือรองเท้าเซฟตี้ (Safety shoes) นั้นเริ่มต้นขึ้นในช่วง ศตวรรษที่ 16 ชาวฝรั่งเศสและประเทศใกล้เคียง ใช้ ซาบอท (Sabots) ซึ่งทำจากไม้ทั้งชิ้น ทำให้กลวงและสามารถสวมใส่ได้ เพื่อป้องกันเท้าของพวกเขาตอนทำเกษตรกรรม ป้องกัน วัว และ ม้าเยียบเท้า และในยุคปฏิวัติอุสาหกรรม ในช่วงนั้นการเปลี่ยนคนงานที่ได้รับบาดเจ็บ มีค่าใช้จ่ายที่ถูกกว่าการซื้อหรือผลิตอุปกรณ์เพื่อป้องกันการบาดเจ็บมาก

และด้วยสภาวะทางเศรษฐกิจและการกดขี่คนทำงานทำให้เกิดการประท้วงอย่างกว้างขวาง คนงานได้ใช้ Sabots นี้ในการทำลายเครื่องจักรต่าง ๆ ตอนประท้วงด้วยจึงเป็นที่มาของ Sabotaged ซึ่งแปลว่า การก่อวินาศกรรมนั้นเอง

รองเท้า ซาบอท (Sabots)
ศตวรรษที่ 16 ชาวฝรั่งเศสและประเทศใกล้เคียง

หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 (พ.ศ. 2482-2492) ความปลอดภัยในอุตสาหกรรมได้กลายเป็นประเด็นสำคัญมีหลายประเทศออกกฎหมายบทลงโทษและบทปรับที่รุนแรงมาก หลายบริษัทในยุคนั้นจึงต้องคิดวิธีการเพื่อป้องกันอุบัติเหตุที่เกิดขึ้น เพื่อไม่ให้เกิดผลกับบริษัท หนึ่งในมาตรการที่จำเป็นคือ การป้องกันอุบัติเหตุที่เกิดจากเท้า

จึงมีการผลิตรองเท้านิรภัยขึ้นอย่างจริงจังประเทศเยอรมันนี เป็นประเทศแรกที่มีการผลิตรองเท้าที่มีหัวเหล็กให้พนักงานใช้งาน ป้องกันของตกหรือมากระแทกเท้า จนเกิดการแพร่หลายทั่วโลก

เมื่อเวลาผ่านไปก็มีการผลิตแผ่นเหล็กฝ่าเท้าด้วยเพื่อป้องกันของแหลมทิ่มตำเท้าด้วย  และเนื่องจากมีการผลิตรองเท้านิรภัยออกมาหลากหลาย ทำให้ในปี พ.ศ.2513  “OSHA หรือ Occupational Safety & Health Act” หน่วยงานภาครัฐของเอมริกา ได้ออกกฎหมายบังคับเรื่องมาตรฐานรองเท้านิรภัยขึ้น เพื่อให้มั่นใจว่ารองเท้านิรภัยสามารถป้องกันอุบัติที่จะเกิดขึ้นกับเท้าจริง และหลังจากนั้นก็มีมาตรฐานต่าง  ๆ ออกมาอย่างมากมาย

จนถึงปัจจุบันนี้การเลือกใช้รองเท้านิรภัยจึงต้องผ่านมาตรฐานที่กำหนดเพื่อให้มั่นใจว่ารองเท้านิรภัยได้มาตรฐานเหมาะสมกับการป้องกันอุบัติที่จะเกิดได้จริง ๆ

รองเท้า Safety Shoe ในปัจจุบัน

    ทุกวันนี้ รองเท้านิรภัยแบบยังคงพัฒนาตามยุคตามสมัย และแฟชั่นในปัจจุบัน  มีออกแบบและสีสันที่หลากหลาย เพื่อให้เกิดการใช้ที่เหมาะสมและใช้ได้ในทุกโอกาสมากขึ้น แต่ถึงแม้จะพัฒนารูปแบบไปในทิศทางไหน ใจความสำคัญของรองเท้านิรภัยคือ การป้องกันเท้าของผู้สวมใส่ โดยต้องผ่านการรับรองมาตรฐานต่าง ๆ อย่างเช่น เป็นไปตามข้อกำหนดของ OSHA  หรือมาตรฐาน ASTM ของ USA  มาตรฐาน EN ของยุโรป มาตรฐาน JIS ของญี่ปุ่น และ มอก(TIS) ของไทย เป็นต้น โดยจะขอยกตัวอย่าง ดังนี้

มาตรฐานของรองเท้า Safety Shoe

1. มาตรฐาน OSHA ซึ่งเป็นผู้ออกกฎหมายบังคับใช้ในประเทศอเมริกานั้น มีการบังคับให้นายจ้างต้องประเมินตรายภายในโรงงานว่ามีอันตรายอะไรบ้างที่จะเกิดขึ้นกับเท้าในลักษณะถูกกระแทก กด บีบ ถูกวัตถุหล่นหรือกลิ่งทับ ถูกของแหลมแทงทะลุ ถูกไฟฟ้าช็อต  ถูกไฟใหม้  สัมผัสความเย็น ลื่นล้ม ลื่นไถลทำให้ตกจากที่สูง  หรือแม้กระทั่งการบาดเจ็บจากล้ามเนื้อ ความเมื่อยล้า และโรคผิวหนังที่เกิดจากการใส่รองเท้า เป็นต้น การประเมินอันตราย ต่าง ๆ เพื่อให้สามารถเลือกรองเท้านิรภัยที่เหมาะสมกับสภาพการทำงานนั้นเอง โดยการเลือกรองเท้านั้นต้องได้รับมาตรฐาน ASTM F2413-11 หรือมาตรฐานอื่นที่เทียบเท่ากันได้ ซึ่งมาตรฐานเป็นมาตรฐานกำหนดคุณสมบัติของรองเท้านิรภัยของประเทศอเมริกานั้นเอง

OSHA proposes $412k fine for Texas facility where employee lost two  fingers, alleges 'willful' endangerment

2. มาตรฐาน ASTM F2413  หรือ Standard Specification for Performance Requirements for Foot Protection ของประเทศอเมริกา มาตฐานดังกล่าวมีการแบ่งรองเท้าออกเป็น 2 ประเภท คือ 

ASTM F2413 Standards for Footwear - Safety Spotlight | Rocky

a) รองเท้านิรภัยสำหรับงานอุตสาหกรรมทั่วไป หรือ “รองเท้าหัวเหล็ก (Toe Cap)”  ซึ่งเป็นรองเท้านิรภัยที่ใช้สสำหรับงานโรงงานอุตสาหกรรมทั่วไป มีคุณสมบัติป้องกัน การแทก (Impact:I) การบีบอัด (Compression:C)  และแรงกดบนเท้า (Metatarsal:Mt) ถ้าผ่านมาตรฐานดังกล่าวจะได้รับสัญลักษณ์มาตรฐานเป็น I/C/Mt ซึ่งแต่ละตัวจะระบุระดับของมาตรฐานเป็นตัวเลขไว้ด้วย เช่น 75 หรือ 50 ซึ่งตัวเลขดังกล่าวคือแรงที่กระทำต่อรองเท้านั้นเองมีหน่วยเป็น ฟุต-ปอนด์(ft lb)

b) รองเท้านิรภัยป้องกันเฉพาะด้าน เช่น ป้องกันแทงทะลุพื้น (Puncture Resistance:PR) การต้านทานจากแรงตัดของเลื่อยยนต์ (Chain Saw Cut Resistance;CS) และ รองเท้านิรภัยชนิดต้านทางกระแสไฟฟ้า (Electrical Hazard;EH)  เป็นต้น

Astm F2413 Electrical Hazard Standard Online Sale, UP TO 57% OFF

3. มาตรฐานสหภาพยุโรป EN345 หรือ ISO EN20345  มีการแบ่งรองเท้ากลุ่มที่หลากหลายเพื่อให้สามารถกำหนดคุณสัมบัติและวิธีการในการทดสอบมาตรฐานได้ชัดเจนมากขึ้น เช่น รองเท้านิรภัยหัวเหล็ก(Steel Toe) ซึ่งจะถูกแบ่งย่อยเป็น Class I รองเท้าทำจากหนังและวัสดุอื่นที่ไม่ใช่ยางธรรมชาติหรือวัสดุสังเคราะห์โพลิเมอร์ Class II รองเท้าที่ทำจากยางธรรมชาติหรือวัสดุสังเคราะห์โพลิเมอร์

และในแต่ละ Class จะถูกแบ่งย่อยออกไปอีกตามคุณสัมบัติในการป้องกันของรองเท้า เช่น Class I แบ่งเป็น SB หมายถึง รองเท้าหัวเหล็กพื้นฐาน รับแรงกระแทกได้ 200 จูล และรับแรงบีบอัดได้มากถึง 15,00 นิวตัน  S1 มีคุณสมบัติเพิ่มเติมจาก SB คือ สามารถดูซับแรงกดที่เท้าขณะเคลื่อนไหวและต้านทานประจุไฟฟ้าสถิต S2 มีคุณสมบัติเพิ่มเติมจาก S1 คือ มีคุณสมบัติกันน้ำได้เพื่อป้องกันการเสื่อมคุณภาพ และ S3 ซึ่งเป็นคุณสมบัติสูงสุดในกลุ่มนี้คือมีคุณสมบัติเพิ่มเติมคือ พื้นรองเท้าสามารถต้านทานการเจาะทะลุและพื้นรองเท้าด้านนอกเป็นชนิดมีปุ่ม เป็นต้น และทั้งหมดนี้ต้องผ่านคุณสัมบัติพื้นฐาน คือ

  • หัวรองเท้า (Safety Toes) ต้องให้การป้องกันแรงกระแทก (Impact) ตามที่กำหนดไว้ในมาตรฐาน
  • ผ่านการทดสอบแรงบีบ (Compression Test)
  • วัสดุส่วนบน (The Upper Material) ต้องมีคุณภาพและความหนาที่สามารถต้านทานการขัดสี (Abrasion Resistance) ในระดับที่กำหนดไว้
  • พื้นรองเท้า ต้องมีความต้านทานความร้อน (Heat Resistance) ความต้านทานการขัดสี (Abrasion Resistance) การดูดซับแรงกระแทก(Shock Absorption) รวมทั้ง ความต้านทานทั้งน้ำมันและสารเคมีชนิดที่ได้กำหนดไว้แล้ว (Resistance to both oil and certain chemicals)

4. มาตรฐาน มอก.(TIS) เป็นมาตรฐานที่ถูกกำหนดให้รองเท้าในประเทศไทยต้องมีมาตรฐานขั้นต่ำ โดยมาตรฐานทั้งหมดอ้างอิงจากมาตฐานรองเท้านิรภัยของสหภาพยุโรป หรือ ISO EN20345 ตัวอย่างมาตรฐานรองเท้าที่ได้มาตรฐาน มาตรฐาน มอก.(TIS) และ ISO EN20345   เช่น รองเท้าเซฟตี้หุ้มข้อ ROCC รุ่น ECO รองเท้านิภัย ROCC 563 series รองเท้านิรภัย และ รองเท้าหุ้มส้น ROCC รุ่น FENIX  เป็นและนอกจากนี้ในท้องตลาดก็มีให้เลือกอีกหลายรุ่นเช่นกัน

มาตราฐาน มอก
มาตราฐาน มอก
ศูนย์รวมจำหน่ายอุปกรณ์เซฟตี้ รองเท้าเซฟตี้ Safety Shoes
รองเท้าหุ้มส้น ROCC รุ่น FENIX

ปัญหาของการใช้รองเท้านิรภัย Safety 

 ในปัจจุบันพบว่ามีความจำเป็นอย่างยิ่งที่พนักงานทุกเพศทุกวันต้องสวมใส่รองเท้านิรภัยเพราะเป็นข้อกำหนดพื้นที่พนักงานทุกต้องปฏิบัตินั้นเอง แต่ก็ยังพบปัญหาว่ามีพนักงานจำนวนมากที่ไม่ยากสวมใส่รองเท้านิรภัย เนื่องจากปัญหาต่าง ๆ มากมาย เช่น การเลือกใช้รองเท้านิรภัยที่ไม่เหมาะสมกับงาน มีความหลากหลายจนทำให้เลือกไม่ถูกต้องจนสับสน

รองเท้านิรภัยมีหนักมากทำให้ไม่สบายและปวดขา  ปวดเมื้อยกล้ามเนื้อ ปวดข้อเท้า ใส่แล้วทำให้เกิดโรคผิวหนังอับชื้น ไม่มีขนาดให้เลือกใส่มากนัก หาซื้อที่เหมาะสมได้ยาก ไม่สวยงาม ไม่ตามแฟชั่น และซื้อแล้วไม่คุ้มเนื่องจากใส่ได้เฉพาะทำงานแต่ใส่ไปท่องเที่ยวไม่ได้ เป็นต้น นอกจากนี้แล้วการใส่รองเท้านิรภัยที่ไม่ได้มาตรฐานหรือออกแบบมาไม่เหมาะตาม Ergonomic foot pad  จะทำให้เกิดอาการปวดหลังได้ด้วยเช่นกัน

ปัญหาของการเลือกใส่รองเท้า
ปัญหาของการเลือกใส่รองเท้า

วิธีเลือกรองเท้านิรภัย

ต้องเหมาะสมกับลักษณะงานและลักษณะอันตราย  ขั้นตอนนี้เป็นขั้นตอนที่สำคัญมากเพราะการเข้าใจว่างานที่กำลังทำ มีอันตรายอะไรบ้างที่จะเกิดขึ้นกับเท้า เช่น ถูกกระแทก กด บีบ ถูกวัตถุหล่น ถูกทับ ถูกของแหลมแทงทะลุ ถูกไฟฟ้าช็อต  ถูกไฟใหม้  ต้องสัมผัสน้ำมัน สารเคมีอันตราย ทั้งหมดเหล่านี้จะเป็นตัวกำหนดคุณสมบัติรองเท้าที่เราจะเลือกซื้อมาใช้งาน เนื่องจากรองเท้านิรภัย แต่ละประเภทมีคุณสมบัติที่แตกต่างกัน ทำให้เหมาะกับลักษณะของงานที่แตกต่างกันออกไป เช่น ถ้าประเมินแล้วในพื้นที่ทำงานมีผู้ที่ทำงานเกี่ยวกับระบบไฟฟ้า ก็ควรเลือกซื้อรองเท้าที่มีคุณสมบัติในการป้องกันไฟฟ้า

ผู้ที่ทำงานกับน้ำมัน ก็ควรเลือกที่มีลักษณะพิเศษป้องกันน้ำมัน หรือ โรงงานไม่มีความเสียงถูกทิ่ม แทงตำ ก็ไม่จำเป็นต้องเลือกรองเท้าที่ป้องกันแรงทะลุพิเศษ โดยจะขอยกตัวอย่างให้เห็นภาพชัดเจน มากขึ้น คือ หากประเมินว่าลักษณะงานมีความเสี่ยงในการกระแทก บดทับ มีการเคลื่อนไหวบ่อยครั้งในการทำงาน ต้องสัมผัสความชื้นหรือน้ำมัน และมีความเสี่ยงที่จะมีการเจาะทิ่มเท้า การเลือกรองเท้า รองเท้าเซฟตี้หุ้มข้อ ROCC รุ่น ECO RC21012 ซึ่งเป็นรองเท้าที่มีคุณสมบัติดังกล่าวครบถ้วนแถมใส่แล้วนิ่มสบายเท้า ได้รับมาตรฐาน EN Class I S3 รองรับการใช้งานที่หนัก คุณสมบัติการปกป้องครบครัน อึด ทึก ทน เป็นต้น

Safety shoe ROCC

เข้าใจคุณสมบัติรองเท้านิรภัย

เนื่องจากในปัจจุบันรองเท้านิรภัยมีการผลิตออกมาหลายรุ่น หลายยี่ห้อ และหลากหลายคุณสมบัติ การทำความเข้าใจคุณสมบัติของรองเท้านิรภัยจึงเป็นเรื่องสำคัญมากเพื่อจะได้เลือกซื้อให้เหมาะสมกับลักษณะงาน การจะทราบคุณสมบัติของรองเท้านิรภัยให้ครบถ้วนนั้นผู้ซื้อควรสอบถามจากผู้ผลิตหรือผู้แทนจำหน่ายจะสามารถรับทราบข้อมูลได้อย่างครบถ้วน เช่น ถ้าจะเลือกรองเท้า ROCC 563 series ซึ่งมีทั้งหมด 3 แบบ

การสอบถามข้อมูลจากผู้ผลิตเราจะพบว่าทั้ง 3 Series นั้นมีคุณสมบัติที่เหมือนกันคือ หุ้มส้นน้ำหนักเบา สวมใส่สบาย ได้มาตรฐาน  S1 steel toecap, EN ISO20345 หนังรองเท้าเซฟตี้ผลิตจากMicro Fiber  พื้นรองเท้ากันลื่น สามารถใช้งานกับงานที่มีน้ำมัน น้ำ ได้  น้ำหนักเบา 480 กรัมต่อข้าง สวมใส่สบาย  หัวเหล็ก 200 จูล รองรับแรงกระแทกได้เป็นอย่างดี ผ้าซับในแบบ gray sandwich ระบายอากาศได้ดี รองเท้า Safety เป็น สีขาว รูปทรงทันสมัย น่าสวมใส่  พร้อมแผ่นรองพื้น EVA เพิ่มความนุ่มสบายให้กับฝ่าเท้า และช่วยลดการเมื่อยล้า

เมื่อต้องยืนนานๆ  ลดการสะสมของแบคทีเรีย Anti-bacterial  รองเท้านิรภัย สีขาวแถบดำ เหมาะกับอุตสาหกรรมทุกประเภท งานปิโตรเคมี งานอิเล็กทรอนิคส์ งานซ่อมบำรุง งานขนส่ง งานประกอบรถยนต์ ส่วนความแตกต่างของทั้ง 3 Series คือ รองเท้าเซฟตี้หุ้มส้น ROCC S1 รุ่น 563B-N เป็นรุ่นรองเท้านิรภัย สีดำแถบดำ รองเท้าเซฟตี้ ROCC Lightweight Serie RC563B เป็นรุ่นรองเท้านิรภัย สีดำแถบขาว และ รองเท้าเซฟตี้ ROCC Lightweight Serie RC563 เป็นรุ่นรองเท้านิรภัย สีขาวแถบดำ  จะเห็นได้ว่าจากข้อมูลดังกล่าวทำให้เราสามารถตัดสินใจในการเลือกซื้อรองเท้าได้ง่ายขึ้นนั่นเอง 

ตรวจสอบมาตรฐานของรองเท้านิรภัย

มาตรฐานรองเท้าในโลกนี้มีหลากหลายมาตรฐาน สำหรับกฎหมายประเทศไทยนั้นกำหนดไว้อย่างชัดเจนว่าการเลือกรองเท้านิรภัยมาใช้ในงานโรงงานอุตสหกรรมและงานก่อสร้างนั้นต้องเป็นไปตามมาตรฐาน มอก.(TIS) เป็นอย่างต่ำ หรือมาตรฐานที่สามารถเทียบเคียงได้ เช่น มาตรฐานรองเท้านิรภัยของสหภาพยุโรป EN345 หรือ ISO EN20345 เป็นต้น

เลือกคุณภาพพร้อมความสบาย

รองเท้านิรภัยนอกจากจะได้มาตรฐานที่กำหนดแล้วสิ่งที่ขาดไม่ได้เลยที่ต้องพิจารณาคือ คุณภาพของรองเท้า เช่น วัสดุที่ใช้ คุณภาพหนังต้องดีสวยงาม ไม่เปื่อยยุ่ยฉีกขาด คุณภาพของเชือก คุณภาพของแผ่นพื้นรองเท้าต้องอยู่ ในสภาพดีไม่หลุดร่อน ไม่เยิ้มไปด้วยกาว หรือรอยฝีเย็บไม่เรียบร้อย อายุรองเท้าควรมีอายุการจัดเก็บในคลังโดยไม่ใช่งานนานที่สุดอย่างน้อย 1 ปีเป็นต้น โดยเฉพาะพื้น PU พื้นสังเคราะห์ต้องไม่หลุดร่อนก่อนเวลาอันสมควร 

การเลือกขนาดให้เหมาะสมนั้นเป็นเรื่องที่สำคัญอย่างมากในการที่จะใส่แล้วทำให้เท้ารู้สึกสบาย ไม่ระคายเคือง จึงจำเป็นที่จะต้องเลือกขนาดให้เหมาะสมกับขนาดของเท้าตัวเองให้ดีเพื่อไม่ให้เกิดอุบัติเหตุที่จะเกิดขึ้นได้ทุกช่วงเวลาในการทำงาน

คุณภาพของการบริการของผู้ผลิตหรือตัวแทนจำหน่าย คือต้องมีบริการให้ผู้ใช้งานได้ทดลองการใช้งานจริง มีการประเมินผลการใช้งานจากผู้ใช้งานก่อนเลือกซื้อ  บริการหลังการขาย การสนับสนุนสินค้าได้ทันเวลา และสามารถแก้ไขปัญหาต่างของลูกค้าได้อย่างรวดเร็ว รวมถึงมีบริการอบรมให้ความรู้กับผู้ใช้งานอย่างสม่ำเสมอ

การออกแบบที่ทันสมัยและใช้งานได้หลากหลาย

ในปัจจุบันรองเท้านิรภัยไม่ใช่เพียงแค่ป้องกันอุบัติเหตุได้เท่านั้นการออกแบบรองเท้าที่สวยงามทันสมัย มีผลอย่างมากในการตัดสินใจซื้อมาใช้งาน และมีผลต่อจิตใจของผู้ใส่เป็นอย่างมาก และหากซื้อมาแล้วสวยงามตามแฟชั่นนิยมก็สามารถนำไปใช้งานได้หลากหลายไม่เพียงใช้ในการทำงานเท่านั้น การนำไปใส่ท่องเที่ยวในที่ต่าง ๆ หรือ ใส่ทำกิจกรรมในชีวิตประจำวันได้ ก็จะทำให้ผู้ใช้งานรู้สึกทั้งปลอดภัยและคุ้มค่าไปพร้อม ๆ กัน 

เช่น  รองเท้า Rocc รุ่น FENIX-MC และ LC ซี่เป็นแบบหุ้มข้อและหุ้มส้น ได้มารตฐาน – S1 steel toecap, – EN ISO20345 เป็น รองเท้าเซฟตี้ หุ้มส้น ผลิตจากหนักแท้ (cow leather) สวยงาม พื้น PU/PU dual density นุ่มสบาย ทนทาน  หัวเหล็ก รับน้ำหนัก 200 จูล พื้นเหล็ก น้ำหนัก 1.2-1.3 กิโลกรัม/คู่ ซึ่งถือว่าเบาสบายมาก รองเท้านิรภัย สีดำ รองในสีแดงทันสมัยน่าสวมใส่  เหมาะสำหรับงาน อุตสาหกรรมทุกประเภท งานอิเล็กทรอนิคส์ งานซ่อมบำรุง งานขนส่ง งานประกอบรถยนต์ จะเห็นได้ว่าสามารถรองรับการใช้ทำงาน และสามารถใส่ไปเที่ยวได้ใส่เท่มีสไตล์ ได้เลย  มีเป็นต้น

การบำรุงรักษารองเท้านิรภัย

    ถึงแม้รองเท้านิรภัยจะถูกออกแบบมาให้ทนทานต่อทุกสภาวะแล้วก็ตาม แต่หากดูแลรักษาไม่ดี ก็อาจทำให้อายุการใช้งานน้อยลง หรือได้รับความเสียหายได้ การดูแลบำรุงรักษาจึงเป็นเรื่องสำคัญ สำหรับการดูแลรักษารองเท้านิรภัยเป็นเรื่องที่ง่ายมาก ๆ ขอให้ผู้ใช้ปฏิบัติตามก็จะเป็นการดูแลรองเท้านิรภัยให้อยู่กับเราไปได้นาน นั้นก็คือ 

เลือกรองเท้านิรภัยที่ได้มาตรฐานมีคุณภาพและให้เหมาะกับขนาดของเท้า ไม่ควรให้หลวมหรือคับเกินไป

ผูกเชือกรองเท้าเซฟตี้ทุกครั้งและอย่าเหยียบขอบบนของรองเท้าเซฟตี้เพื่อป้องกันรูปทรงที่เสียไป

ทำความสะอาดอย่างสม่ำเสมอ ใช้ครีมขัดรองเท้า ทำแบบนี้เป็นประจำเพื่อให้หนังรองเท้ามีความยืดหยุ่นและคงทน

หลีกเลี่ยงการใช้กรดหรือสารเคมีทำความสะอาด

ควรเก็บในที่แห้ง อากาศถ่ายเทสะดวก ควรหลีกเลี่ยงการเก็บไว้ในที่อุณหภูมิสูงห่างจากแหล่งความร้อน และหลังใช้งานให้เอากระดาษหนังสือพิมพ์ขนาดพอเหมาะยัดเข้าไปในตัวรองเท้าเพื่อดูดซับความชื้นและกลิ่นไม่พึ่งประสงค์

จากอดีตเมื่อหลายหมื่นปี่ที่ผ่านมามนุษย์มีวิวัฒนาการในการป้องกันการบาดเจ็บจากเท้าที่แตกต่างกันออกไป ทั้งนี้เนื่องจากมนุษย์รู้ดีว่าเท้านั้นเป็นอวัยวะที่สำคัญในการดำรงชีวิตเป็นอย่างมาก ยุคเริ่มแรกของรองเท้านิรภัยนั้นเกิดจากการป้องกันเท้าในงานเกษตรกรรม จากสัตว์เยียบเท้า แต่ในปัจจุบันอันตรายที่เกิดจากเท้ามีมากขึ้นและรุนแรงขึ้นโดยเฉพาะในการทำงานทั้งอุตสาหกรรม การเกษตร และงานก่อสร้างต่าง ๆ จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่ทุกคนต้องมีรองเท้านิรภัยติดไว้ประจำตัวเพื่อป้องกันอุบัติเหตุที่คาดไม่ถึงที่อาจเกิดขึ้นกับเท้า อย่าลืมว่า  รองเท้าสามารถเปลี่ยนได้ง่ายแต่เท้ามนุษย์เปลี่ยนไม่ได้  

============================================= 

สำหรับบทความนี้ต้องขอขอบคุณ​สปอนเซอร์ใจดีจากทาง “บริษัท ผลธัญญะ จำกัด(มหาชน)” ตัวแทนจัดจำหน่ายอย่างเป็นทางการของรองเท้า ROCC Safety Shoe , ร๊อกได้ทุกที่ ร๊อกได้ทุกเวลา

หากเพื่อนๆสนใจสามารถติดต่อได้ตามช่องทาง https://www.pholonline.com

หรือช่องทาง lazada, shopee โดยพิมพ์คำว่า pholonline 

ผลธัญญะ | ศูนย์รวมอุปกรณ์เซฟตี้ อุปกรณ์นิรภัยส่วนบุคคล ครบวงจร

============================================= 

แล้วพบกับสาระดีๆแบบนี้ทางด้านงานช่าง งานวิศวกรรม และอุตสาหกรรมได้ที่ นายช่างมาแชร์ นะครับ

Website: www.naichangmashare.com
Facebook: https://www.facebook.com/naichangmashare/
Blockdit :  https://www.blockdit.com/naichangmashare
Instragram: https://www.instagram.com/naichangmashare/
Twitter: https://twitter.com/naichangmashare
Youtube: https://www.youtube.com/channel/UCmIPiSeg-uy4k8JYSmknp_g

#นายช่างมาแชร์ 

หลักการทำงานของ “Self-Priming Centrifugal Pump “

0

Centrifugal pump แบบ Self Priming คือปั้มที่ไม่ต้องล่อน้ำในกรณีท่อต่ำกว่าตัวปั้ม พูดง่ายๆ คือ การติดตั้งปั๊มทั่วไปโดยหลักการจะต้องติดตั้งในตำแหน่งท่อที่ต่อออกมาจากด้านล่างของถัง แต่หากว่าปั้มอยู่สูงกว่าถังแล้วค่าแรงดันจะไม่เพียงพอต่อขาดูดของปั้มทำให้ปั้มไม่ขึ้น หรือถ้าพูดเชิงเทคนิคคือค่า NPSHa (Net Positive Suction Head) ของระบบไม่พอ

แต่ทว่ากปั้มชนิดนี้สามารถดูดได้ด้วยหลักการในวีดีโอโดยไม่ต้องติดตั้ง foot valve หรือ การล่อน้ำเลยครับ

Banner_SupremeServ_1532x329px_NEU

เทรนปี 65 ภาคผลิตเตรียมรับแรงกระแทก 5 ระลอกคลื่น พร้อมโละอุตสาหกรรมเก่าสู่วิถีใหม่

0
trend65-Thailand-Industry
trend65-Thailand-Industry

ภาคการส่งออกนับเป็นช่องทางหลักสำหรับการขับเคลื่อนเศรษฐกิจในปี 2564 และยังคงมีบทบาทสำคัญต่อไปในปี 2565 ภายใต้ทิศทางภาวะเศรษฐกิจโลกและในประเทศไทยเองก็มีที่แนวโน้มจะปรับตัวดีขึ้น แต่กระนั้นความไม่แน่นอนของหลายๆ ปัจจัยยังคงเป็นตัวแปรสำคัญที่ต้องติดตามใกล้ชิด

โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับการระบาดของไวรัสโควิดสายพันธุ์ใหม่ “โอมิครอน” และรวมไปถึงความปัจจัยเสี่ยงต่างๆมากมายที่กำลังคืบคลานเข้ามา จะทำให้ปีนี้เศรษฐกิจไทยจะเป็นปีแข็งแรงและก้าวกระโดด หรือเป็นปีที่ถดถอย

5 ระลอกคลื่นภาคผลิตเตรียมรับมือ

นายเกรียงไกร เธียรนุกุล รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า ในปี 2565 สิ่งที่ภาคเอกชนโดยเฉพาะภาคอุตสาหกรรมไทยต้องเตรียมรับมือกับระลอกคลื่นที่นับวันจะทวีความรุนแรงและจะมีผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจซึ่งหากไม่เตรียมพร้อมจะกลายเป็นคลื่นที่มีแรงกระแทกสูง ประกอบด้วย 5 คลื่นหลัก ได้แก่

1. การเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยีหรือ Disruptive Technology ซึ่งกระแสนี้มาแรงระยะหนึ่งแล้ว และทำให้ทุกภาคส่วนเริ่มมีการปรับตัวเพื่อรองรับกับการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวเพราะมีการคาดการณ์กันว่าเทคโนโลยีจะทำให้เกิดอุตสาหกรรมใหม่ๆ ที่จะก้าวสู่ยุคดิจิทัล และอาจส่งผลให้อุตสาหกรรมเก่าๆ ค่อยๆ ถูกโละออกไปจากระบบ 

2. ไวรัสโควิด-19 และการมาของโควิดกลายพันธุ์ “โอมิครอน” นับเป็นคลื่นแห่งการเปลี่ยนแปลงที่โควิดยังคงจะอยู่กับโลกใบนี้ไปอีกนานพอสมควรทำให้ทุกส่วนต้องปรับตัวอยู่ไปด้วยกัน และกลายเป็นตัวเร่งให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยีที่เร็วขึ้นเพื่อรองรับกับวิถีชีวิตใหม่ (New Normal) เช่น รูปแบบการทำงานที่บ้าน (Work From Home) การสั่งสินค้าผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ ฯลฯ ส่งผลให้พฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนไป หากไม่ปรับตัวก็ย่อมได้รับผลกระทบ แม้ว่าโควิด-19 จะส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมโดยรวมแต่หลายอุตสาหกรรมที่ได้รับโอกาสในการเติบโตจากโควิด-19 ก็มีไม่น้อยเช่นกัน เช่น อุตสาหกรรมการแพทย์ ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ ฯลฯ  

3. กฎกติกาว่าด้วยการลดโลกร้อนภายใต้การประชุมสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พ.ศ. 2564 หรือ COP26 ที่ประเทศพัฒนาแล้วได้วางแนวทางการลดก๊าซเรือนกระจกเป็นศูนย์ (Net Zero) ภายในปี ค.ศ. 2050 ขณะที่ไทยวางเป้าหมายไว้ที่ปี ค.ศ. 2065 นับเป็นความท้าทายของภาคส่งออกที่ต้องเตรียมรับกติกาดังกล่าว โดยเฉพาะกรณีสหภาพยุโรป (อียู) เตรียมบังคับใช้กฎหมายการปรับคาร์บอนก่อนเข้าพรมแดน (CBAM) ที่จะนำร่อง 5 สินค้า คือ ปุ๋ย เหล็ก อะลูมิเนียม ไฟฟ้า ซีเมนต์ ปี 2566 

จากนั้นปี 2569 จะบังคับทุกรายการทำให้การส่งออกของไทยต้องมีกระบวนการผลิตที่ไม่ปล่อยก๊าซคาร์บอน ทำให้ต้องหันมาพึ่งพิงพลังงานสะอาดมากขึ้นแทนฟอสซิล หรือต้องมีการซื้อขายคาร์บอนเครดิตที่เพียงพอ หากไทยไม่เร่งปรับตัวรองรับภาคการส่งออกจะได้รับผลกระทบจากการต้องซื้อ “ใบรับรองการปล่อยก๊าซคาร์บอน” หรือ “CBAM certificates” เพื่อเป็นการจ่ายค่าธรรมเนียม หรือ “ค่าปรับ” ซึ่งจะมีผลฉุดรั้งการเติบโตของเศรษฐกิจไทยในอนาคต และรวมถึงการลงทุนที่อาจทำให้เกิดการย้ายฐานการผลิตได้

4. การเปลี่ยนแปลงภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitics) ซึ่งที่ผ่านมาเริ่มต้นด้วยสงครามทางการค้า (Trade War) โดยเฉพาะจีนและสหรัฐฯ ที่ยังคงดำรงอยู่และมีแนวโน้มที่อาจรุนแรงขึ้นได้ ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงห่วงโซ่การผลิต (Supply Chain) ของโลก มีการย้ายฐานการผลิตเพื่อความมั่นคงของระบบการผลิตของแต่ละประเทศเพื่อให้เกิดครบวงจรมากขึ้นเพื่อลดการพึ่งพิงจากประเทศอื่นๆ ซึ่งทำให้ไทยต้องติดตามประเด็นดังกล่าวเพื่อปรับตัวอย่างใกล้ชิด

5.  ไทยก้าวเข้าสู่การเป็นสังคมสูงวัย (Aged Society) และอาจขยับขึ้นเป็นสังคมสูงอายุแบบสุดยอด (Hyper Aged Society) หรือมีประชากรอายุมากกว่า 60 ปีกว่า 30% ภายในปี พ.ศ. 2584 เพราะอัตราการเกิดใหม่ต่ำจะกลายเป็นแรงกระเพื่อมต่อตลาดแรงงานเพราะวัยทำงานลดลง ขณะที่อุตสาหกรรมส่วนใหญ่ยังอยู่ระดับ 2.0 ที่ยังพึ่งพิงแรงงานจากคนทำให้ไทยต้องหันพึ่งแรงงานข้ามชาติมากขึ้น …และจะยิ่งทำให้ไทยมีภาระด้านสังคมสูง ภาพเหล่านี้ต้องเร่งแก้ไขทั้งโครงสร้างของระบบเศรษฐกิจเพื่อให้ไทยก้าวผ่านไปให้ได้

“ไทยเรามียุทธศาสตร์ไทยแลนด์ 4.0 และ BCG โมเดลซึ่งจะตอบโจทย์ของการพัฒนาไปสู่อุตสาหกรรมเป้าหมายใหม่และความยั่งยืนในเรื่องของสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะ BCG โมเดล ส.อ.ท.กำลังเร่งพัฒนาไปในทิศทางนี้เพราะไทยมีความหลากหลายทางชีวภาพหากดึงเทคโนโลยีมาพัฒนาต่อยอดเพิ่มมูลค่า เช่น อาหารแห่งอนาคต รวมถึงพลังงานหมุนเวียน ไทยจะก้าวพ้นคลื่นที่ถาโถมเหล่านี้ได้ แต่สิ่งเหล่านี้ต้องอาศัยนโยบายจากรัฐที่จะนำไปสู่แผนปฏิบัติให้มีการขับเคลื่อนที่เป็นรูปธรรม”

ที่มา: https://mgronline.com/

แล้วพบกับสาระดีๆแบบนี้ทางด้านงานช่าง งานวิศวกรรม และอุตสาหกรรมได้ที่ นายช่างมาแชร์ นะครับ

Website: www.naichangmashare.com
Facebook: https://www.facebook.com/naichangmashare/
Blockdit :  https://www.blockdit.com/naichangmashare
Instragram: https://www.instagram.com/naichangmashare/
Twitter: https://twitter.com/naichangmashare
Youtube: https://www.youtube.com/channel/UCmIPiSeg-uy4k8JYSmknp_g

#นายช่างมาแชร์