มาทำความรู้จักกับ pH meter กันครับ

0
มาทำความรู้จักกับ pH meter กันครับ
มาทำความรู้จักกับ pH meter กันครับ

ก่อนเข้าเรื่อง แอดขอเกริ่นนำก่อนครับว่า pH คืออะไร คำว่า pH ย่อมาจากคำว่า positive potential of the hydrogen ions ซึ่งเป็นค่าที่บ่งบอกความเข้มข้นของ hydrogen ไออนซึ่งจะเป็นการวัดที่แสดงถึงความเป็นกรดหรือเบสของสารละลาย ตามทฤษฎีแล้ว pH จะมีค่าเท่ากับ ค่าลบของ logarithm ฐาน 10 ของความเข้มข้นของ hydrogen ไออนในหน่วย mole / liter ตามสมการด้านล่าง

pH = -log10[H+]

เพราะฉะนั้น pH meter คือเครื่องมือวัดที่แสดงค่าของ hydrogen ไออนในสารละลายที่มีตัวทำละลายเป็นน้ำซึ่งจะแสดงค่าความเป็นกรดหรือเบส โดยมีค่าตั้งแต่ 0 จนถึง 14 ซึ่งค่า pH ยิ่งน้อยจะแสดงค่าความเป็นกรด ถ้า pH เท่ากับ 7 จะทีค่าความเป็นกลางและค่า pH 14 จะมีค่าคาวมเป็นเบส

หลักการทำงานของ pH meter

รูปแสดงการทำการของ pH meter Credit: tools.in.th

pH meter จะประกอบด้วยแท่ง probe ที่สามารถนำสัญญาณไฟฟ้า ซึ่งภายใน probe จะมีตัวนำไฟฟ้า 2 ชุดคือ electrode ที่ใช้วัด (Sensor electrode) และ electrode อ้างอิง (Reference electrode) ซึ่ง electrode อ้างอิงจะมีสารละลายที่มีความเป็นกลางเติมอยู่ด้านใน (pH 7) เมื่อ probe ถูกจุ่มในสารละลายที่เราจะวัด hydrogen ไออนก็จะก่อตัวรอบๆกระเปราะและแทนที่ประจุโลหะของ electrode ณ ขณะเดียวกัน ประจุโลหะของ electrode จะถูกส่งออกสู่ สารละลายที่เราวัด เมื่อทำการวัดแรงดันไฟฟ้าที่ตกคร่อมระหว่าง electrode อ้างอิง (Reference electrode) และ electrode ที่ใช้วัด (Sensor electrode) จะเกิดแรงเคลื่อนไฟฟ้าขึ้น

ph-scale_original
สเกลค่า pH ตั้งแต่ 0-14 ซึ่งแสดงความเป็น กรด-ด่าง

pH meter มีส่วนประกอบอะไรบ้าง

รูปแสดงส่วนประกอบของ Probe วัด pH Credit: https://microbenotes.com/

1. Meter ที่มีค่าความต้านทานภายในสูงๆ

Meter เป็นตัวที่ใช้ในการอ่านค่าแรงเคลื่อนไฟฟ้าที่เกิดจากตัววัดผ่านชุดภาคขยาย โดย meter ที่วัดแรงเคลื่อนไฟฟ้าที่ดีต้องมีค่าความต้านทานภายในสูงๆ และแสดงผลเป็นค่า pH โดยผ่านการคำนวณจากหน่วยประมวลผลโดย pH meter อาจมีค่าคำนวณอุณหภูมิมาร่วมด้วย

2. Probe วัด (combined electrode)

ประกอบด้วยด้วย 2 electrode ซึ่งน่าจะเป็นชิ้นที่ค่อนข้างมีราคาพอสมควรและต้องระมัดระวังในการใช้งาน เนื่องจากจะแตกหักได้ง่าย เมื่อใช้งาน ทั้ง electrode ที่ใช้วัด (Sensor electrode) และ electrode อ้างอิง (Reference electrode) จะต้องถูกจุ่มลงในสารละลายที่ใช้วัดซึ่งโดยปกติแล้ว electrode อ้างอิง (Reference electrode) จะให้ค่า voltage คงที่ electrode อ้างอิง (Reference electrode) จะสร้างจากโลหะอ้างอิง (Reference material) เช่น Mercury, Mercury chloride และสารละลายอิ่มตัว KCl (potassium chloride) สำหรับ electrode ที่ใช้วัด (Sensor electrode) จะเป็นกระเปาะแก้วที่มีความไวกับ hydrogen ไออนซึ่งเมื่อ hydrogen ไออนภายนอกเปลี่ยนแปลงจะเกิดแรงเคลื่อนไฟฟ้าแปรผันตรงกัน

3. ภาคขยายสัญญาณ (Amplifier)

ภาคขยายสัญญาณ (Amplifier) หรือที่รู้จักกันในชื่อตัวขยายแรงดันไฟฟ้า มีบทบาทสำคัญในการวัดค่า pH ซึ่งจะขยายสัญญาณแรงเคลื่อนไฟฟ้าน้อยๆให้มีขนาดที่มากขึ้นขึ้น เพื่อการวัดที่แม่นยำจำเป็นจะต้องนำค่าอุณหภูมิมาใช้ในการคำนวณการวัด pH บางอุปกรณ์ยังสอดแทรกวงจรแปลงค่าเพื่อให้ output ออกมาอยู่ในรูปแบบเดียวกันกับค่า pH คือ 0 ถึง 14

4. Probe วัดอุณหภูมิ (Thermometer probe)

มิเตอร์วัดค่า pH บางรุ่นสามารถวัดอุณหภูมิของสารละลายและทำการคำนวณค่า pH ไว้ในการอ่านค่าของมิเตอร์ (อุณหภูมิของสารละลายมีอิทธิพลโดยตรงต่อ pH) คุณสมบัตินี้เรียกว่า “การชดเชยอุณหภูมิอัตโนมัติ (Automatic Temperature Compensation)”

การประยุกต์ใช้งาน pH meter

เครื่องวัดนี้มีการใช้งานในอุตสาหกรรมที่หลากหลาย ตั้งแต่ทางการแพทย์ไปจนถึงโรงงานอุตสาหกรรม การทดสอบค่าความเป็นกรดด่างในดินสำหรับการเกษตร โรงงานน้ำดื่ม และยังใช้ในการพัฒนาอาหาร เครื่องสำอาง และผงซักฟอกอีกด้วย ต่อไปนี้เป็นตัวอย่างการใช้งานทั่วไปได้แก่:

  • การทดสอบคุณภาพน้ำ: มักใช้วัดพีเอช pH ของน้ำในสระว่ายน้ำ ตู้ปลา และระบบน้ำดื่ม
  • การใช้งานด้านการเกษตร: ใช้เพื่อทดสอบความเป็นกรดหรือด่างของดินเพื่อพิจารณาความเหมาะสมในการปลูกพืช
  • อุตสาหกรรมเคมี: ใช้เพื่อตรวจสอบความเป็นกรดหรือด่างของผลิตภัณฑ์เคมีในระหว่างการผลิต และ ระบบน้ำเสีย
  • อุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม: ใช้ในการวัดความเป็นกรดหรือด่างของผลิตภัณฑ์อาหารและเครื่องดื่ม เช่น ไวน์ เบียร์ และผลิตภัณฑ์จากนม เพื่อให้มั่นใจในคุณภาพและความปลอดภัย

แล้วพบกับสาระดีๆแบบนี้ทางด้านงานช่าง งานวิศวกรรม และอุตสาหกรรมได้ที่ นายช่างมาแชร์ นะครับ

Website: www.naichangmashare.com
Facebook: https://www.facebook.com/naichangmashare/
Blockdit :  https://www.blockdit.com/naichangmashare
Instragram: https://www.instagram.com/naichangmashare/
Twitter: https://twitter.com/naichangmashare
Youtube: https://www.youtube.com/@naichangmashare
TikTok :  https://www.tiktok.com/@naichangmashare

#นายช่างมาแชร์ 

Basic Temperature measurement – การวัดอุณหภูมิในอุตสาหกรรม

0
Temperature,Sensor,For,Measuring,Instrument,Close,Up,In,Industry,Zone
Temperature,Sensor,For,Measuring,Instrument,Close,Up,In,Industry,Zone

ตัวแปรที่นิยมใช้วัดกันแทบจะเรียกได้ว่าเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันของเราเลย คงจะหนีไม่พ้นการวัดอุณหภูมิ (Temperature) การวัดอุณหภูมิมีอรรถประโยชน์มากมายหลายอย่างด้วยกัน เช่น การวัดอุณหภูมิร่างกายเพื่อให้ทราบว่ามีสภาวะป่วยเป็นไข้หรือไม่ ประกอบจนวัดอุณหภูมิเพื่อนำไปพยากรณ์อากาศ หรือวัดอุณหภูมิในการควบคุมกระบวนการผลิตทางด้านอุตสาหกรรม

เรียกได้ว่าเป็นพระเอกในตัวแปรที่มีความใกล้ชิดกับทุกท่านอย่างแน่นอน แล้วอุณหภูมิจริงๆแล้วมันคือะไรกันแน่ แอดขอตอบเชิงวิชาการเลยครับว่า อุณหภูมิคือปริมาณทางฟิสิกส์อย่างหนึ่งซึ่งบ่งชี้ระดับพลังงานจลน์เฉลี่ยของโมโลกุลอันเนื่องมาจากการเคลื่อนที่ของโมเลกุลในสลารนั้นๆ

แล้วเราจะวัดอุณหภูมิได้อย่างไร ?

แอดขอแบ่งตามลักษณะใหญ่ๆเลยแอดได้จัดกลุ่มมาให้เป็น 4 คุณสมบัติต่างๆดังนี้

1.การขยายตัวของของไหล (Fluid Expansion)

การอาศัยคุณสมบัติการขยายตัวของของไหล (Fluid Expansion) หลักการนี้เรียบง่ายมากๆถ้าใคนึกไม่ออก แอดขอยกตัวอย่าง Thermometer ชนิดปรอท หรือ ชนิดเติมของเหลวภายใน (Liquid in glass) โดยอาศัยการขยายตัวของของไหลที่อยู่ภายใน เมื่ออุณหภูมิสูงขึ้นจะทำให้ของไหลเกิดการขยายตัว ซึ่งถ้าหากมี scale อยู่ด้านข้างจะทำให้เราอ่านค่าอุณหภูมิที่เราวัดได้

ภาพตัวอย่างของเหลวที่มีการขยายตัวจากการได้รับความร้อน

2.การขยายตัวของโลหะ (Metal Expansion)

การอาศัยการขยายตัวของโลหะ หลักการนี้จะอาศัยการนำโลหะ 2 ชนิดที่มีการขยายตัวต่ออุณหภูมิที่ต่างกันมาเชื่อมติดกัน เมื่ออุณหภูมิสูงขึ้นหรือต่ำลง โลหะดังกล่าวจะเกิดการบิดตัวหรือโค้งงอขึ้น ซึ่งเมื่อนำไปต่อกับตัวปรับแต่งสัญญาณและใส่ Scale เราสามารถอ่านค่าอุณหภูมิได้ หลักการชนิดนี้มักพบกับตัววัดอุณหภูมิแบบเกจวัดเป็นหลัก

ภาพแสดงตัวอย่างของ Temperature guage

3.อาศัยคุณสมบัติของการเปลี่ยนแปลงค่าสัญญาณทางไฟฟ้า

การอาศัยคุณสมบัติของการเปลี่ยนแปลงค่าสัญญาณทางไฟฟ้า ซึ่งหลักการนี้นิยมมากในโรงงานอุตสาหกรรมซึ่งที่นิยมมี 2 ชนิดคือ

3.1 Thermocouple

Thermocouple อาศัยปรากฎการณ์ Seebeck effect โดยตัว Sensor จะประกอบด้วยลวดโลหะที่แตกต่างกันสองเส้นต่อเข้าที่ปลายด้านหนึ่งและอีกด้านหนึ่งจะเชื่อมต่อกับเครื่องมือวัด ซึ่งเมื่อ Sensor ได้รับอุณหภูมิจะเกิดแรงเคลื่อนไฟฟ้าขึ้น ดังรูปด้านล่าง การเลือกใช้งานวัสดุที่นำมาทำ Themocouple จะต้องพิจารณาถึงความสามารถในการเกิด Oxidation(ทำปฏิกริยากับออกซิเจน) และความสอดคล้องกันกับสิ่งแวดล้อมด้วย เช่น Thermocouple type J จะมีขาด้านหนึ่งเป็นองค์ประกอบของเหล็กซึ่งเมื่อใช้งานในสภาพแวดล้อมที่มีความชื้น ก็อาจทำให้เกิดสนิมได้

Credit: https://en.wikipedia.org/wiki/Thermocouple

ซึ่งโลหะที่ใช้ทำ Themocouple มีหลายชนิด และแต่ละชนิดให้แรงเคลื่อนไฟฟ้าต่างกัน และย่านการวัดอุณหภูมิต่างกัน

Credit: https://en.wikipedia.org/wiki/Thermocouple

3.2 RTD (Resistance temperature detector)

RTD (Resistance temperature detector) อาศัยหลักการเปลี่ยนแปลงความต้านทานของเส้นลวด ซึ่งโดยปกติแล้วจะนิยมใช้โลหะ platinum โดยมีโครงสร้างภายในเป็นเส้นลวดขนาดเล็กพันรอบแกนกลางที่เป็นเซรามิกแก้ว ซึ่งโลหะเหล่านี้จะมีค่าความต้านทานไฟฟ้าที่มีความสัมพันธ์กับอุณหภูมิที่แน่นอน ด้วยคุณสมบัติดังกล่าวจึงทำให้เซ็นเซอร์สามารถตรวจวัดอุณหภูมิได้อย่างแม่นยำเหมาะสำหรับใช้งานวัดอุณหภูมิที่มีความร้อนไม่เกิน 450 องศาเซลเซียส เมื่ออุณหภูมิสูงขึ้นจะส่งผลให้ค่าความต้านทานของขดลวดสูงขึ้น

Credit: https://en.wikipedia.org/wiki/Resistance_thermometer

4.อาศัยคุณสมบัติสารกึ่งตัวนำ (Semi-Conductor)

การอาศัยคุณสมบัติสารกึ่งตัวนำ เช่น IC (Integrated circuit) หลักการวัดชนิดนี้จะอาศัย ช่องว่างของ P และ N และเมื่ออุณหภูมเปลี่ยนไปจะทำให้ช่องว่างของ P และ N เปลี่ยนตาม ซึ่งการวัดชนิดดนี้ค่อนข้างให้ความแม่นยำสูง และความไวต่อการเปลี่ยนแปลงที่ดี และที่สำคัญมีค่าความเป็นเชิงเส้นที่ดี (Linearity) แต่ผลที่ตามมาคือตัวถังของ IC ไม่สามารถทนอุณหภูมิสูงๆได้

IC ที่ใช้ในการวัดอุณหภูมิ LM87CIM และ TMP36

แล้วพบกับสาระดีๆแบบนี้ทางด้านงานช่าง งานวิศวกรรม และอุตสาหกรรมได้ที่ นายช่างมาแชร์ นะครับ

Website: www.naichangmashare.com
Facebook: https://www.facebook.com/naichangmashare/
Blockdit :  https://www.blockdit.com/naichangmashare
Instragram: https://www.instagram.com/naichangmashare/
Twitter: https://twitter.com/naichangmashare
Youtube: https://www.youtube.com/channel/UCmIPiSeg-uy4k8JYSmknp_g

#นายช่างมาแชร์ #Instrument #Temperature #Control

แล้วพบกับสาระดีๆแบบนี้ทางด้านงานช่าง งานวิศวกรรม และอุตสาหกรรมได้ที่ นายช่างมาแชร์ นะครับ

Website: www.naichangmashare.com
Facebook: https://www.facebook.com/naichangmashare/
Blockdit :  https://www.blockdit.com/naichangmashare
Instragram: https://www.instagram.com/naichangmashare/
Twitter: https://twitter.com/naichangmashare
Youtube: https://www.youtube.com/@naichangmashare
TikTok :  https://www.tiktok.com/@naichangmashare

#นายช่างมาแชร์ 

Basic Flow measurement พื้นฐานการวัดการไหล

0
Electromagnetic,Flowmeter,Detector,And,Water,Pipeline
Electromagnetic,Flowmeter,Detector,And,Water,Pipeline

การวัดอัตราการไหล (Flow measurement) เป็นตัวแปรสำคัญอีกตัวหนึ่งในกระบวนการผลิตและชีวิตประจำวันของเราครับ ยกตัวอย่างง่ายๆที่เกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวันของเรา คือการวัดการใช้งานน้ำประปาครับ ซึ่งการวัดการไหลนั้นอาจเป็นได้ทั้งของแข็ง ของเหลว หรือก๊าซ ซึ่งแต่ประเภทของของไหลเราอาจต้องใช้เครื่องมือวัด และ วิธีการวัดที่แตกต่างกันครับ

สิ่งที่ต้องคำนึงในการวัดการไหลคงหนีไม่พ้นการวัดที่มีความถูกต้องและเที่ยงตรง โดยเฉพาะการวัดเพื่อการซื้อขายทุกๆค่าวัดที่ผิดพลาดย่อมส่งผลต่อต้นทุนหรือค่าใช้จ่ายของโรงงานได้ครับ.

ปัจจัยที่มีผลต่อการเลือกเครื่องมือการวัดอัตราการไหล (Effect to Flow measurement)

ก่อนที่เราจะเลือกใช้เครื่องมือวัดการไหล หรือ Flow measurement เราจำเป็นที่ต้องทราบถึงคุณลักษณะของของไหลก่อนครับ ซึ่งปัจจัยที่ต้องพิจารณามีดังนี้

1.ความดัน (Pressure)

ความดันของของไหลจะมีความสำคัญอย่างยิ่งในการเลือกอุปกรณ์วัด ถ้าหากเราเลือกอุปกรณ์วัดที่มีการทนทานต่อความดันต่ำกว่าของไหล อาจทำให้อุปกรณ์เกิดความเสียหายได้ ซึ่งอย่างน้อยที่สุดเราจะออกแบบเครื่องมือวัดการไหลอย่างน้อยเท่ากับ pipe class นั้นๆ ครับ (อย่างคร่าวๆ) ลักษณะความเสียหายที่เกิดจากการเลือกใช้เครื่องมือวัดที่มีการทนต่อความดันของของไหลต่ำ จะมีอาการโค้ง บิดงอ เสียรูป หรือ หนักสุดเกิดรอยปริที่อุปกรณ์ได้ครับ

2.อุณหภูมิ (Temperature)

ในทำนองเดียวกันกับความดัน ถ้าหากของไหลมีลักษณะที่ร้อนหรือเย็นมากกว่าที่อุปกรณ์จะทนได้ ก็ย่อมมีผลซึ่งอาจทำให้อุปกรณ์วัดเกิดความเสียหายได้ครับ โดยข้อนี้อาจต้องออกแบบให้ครอบคลุมถึง Seal ด้วยนะครับว่ามีความเหมาะสมกับอุณหภูมินั้นๆหรือไม่

3. ความหนืด (Viscosity) 

เป็นหนึ่งในตัวแปรที่สำคัญซึ่งจะส่งผลต่อการวัดของเราได้ครับซึ่งเมื่อก่อนเราจะเลือกใช้อุปกรณ์เครื่องมือวัดเราอาจต้องคำนวณค่า Reynold number ให้ได้ก่อนครับ ตามประสบการณ์ของแอด มีคนเข้าใจผิดว่าเครื่องมือวัดการไหลชอบการไหลเชิงราบเรียบเท่านั้น(Laminar) ซึ่งจริงๆต้องพิจารณาชนิดของเครื่องมือวัดนั้นๆด้วย เป็น Case by case ไป เช่นตามมาตรฐานการวัดการไหลแบบความดันแตกต่าง ถ้าหากของไหลไหลแบบราบเรียบ (Laminar) เตรียมรับกับการวัดที่มีความผิดพลาดได้เลยครับ สามารถอ้างอิงจาก ISO-5167 ได้เลยครับ

ภาพตัวอย่าง Flow Velocity Profiles
Credit:https://en.wikipedia.org/wiki/Capillary_electrophoresis

4.การกัดกร่อน (Corrosive)

จะเป็นการเลือกวัสดุให้ทนทานต่อการกัดกร่อนของของไหล ซึ่งเช่นเดียวกันกับ ความดัน และ อุณหภูมิ ปัจจัยนี้จะส่งผลต่อความเสียหายของเครื่องมือวัดได้ ลองนึกตัวอย่างที่เราจุ่มเหล็ก Carbon steel ลงในกรด HCl (Hydrochloric acid) จะพบว่ากรดมีการกัดกร่อนเนื้อเหล็กจนทำให้เหล็กเกิดความเสียหาย ซึ่งอุปมาอุปไมยได้กับการออกแบบวัสดุที่เหมาะสมกับเครื่องมือวัดการไหล ให้ทนทานต่อของไหลชนิดนั้นๆครับ

5.ความเป็นเนื้อเดียวกันของของไหล (Homogeneous)

บางครั้งหากของไหลมีความไม่เป็นเนื้อเดียวกันก็จะส่งผลต่อเครื่องมือวัด เช่น เราทำการวัดการไหลของน้ำ โดยใช้ ultrasonic ซึ่งใช้หลักการเหนือเสียงผ่านตัวกลางซึ่งความเร็วเสียงผ่านตัวกลางน้ำจะมีความเร็ว 1480 เมตรต่อวินาที และถ้าหากมีน้ำมันผสมเข้ามา ความเร็วเสียงผ่านตัวกลางน้ำมันจะมีความเร็ว 1700 เมตรต่อวินาทีซึ่งจะส่งผลต่อการวัดได้ ซึ่งแอดขอยกตัวอย่างความเร็วเสียงผ่านตัวกลางดังตารางด้านล่างครับ

ตารางความเร็วของเสียงในตัวกลางชนิดต่างๆ

6.ความหนาแน่นของสาร (Density)

ในตัวแปรนี้จะมีความสำคัญต่อการวัดการไหลบางชนิด โดยปกติแล้วความหนาแน่นของสารควรมีค่าที่คงที่ไม่ควรเปลี่ยนแปลงเยอะซึ่งจะมีผลต่อการออกแบบตัววัดบางประเภทเช่น การวัดการไหลโดยอาศัยหลักการความดันแตกต่างจะใช้ค่าความหนาแน่นเป็นค่าคำนวณร่วมด้วย ซึ่งถ้าหากค่าความหนาแน่นของสารไม่คงที่ หรือ มีการเปลี่ยนแปลงไปมา ก็จะส่งผลต่อการวัดอัตราการไหลได้เช่นกันครับ

ประเภทของเครื่องมือวัดอัตราการไหล (Type of Flow Measurement Tools)

แอดขอแบ่งเป็นประเภทตามหลักการทำงานของเครื่องมือวัดการไหลดังนี้

1.การวัดการไหลโดยอาศัยหลักการความดันแตกต่าง (Differential Pressure)

การวัดการไหลโดยอาศัยหลักการความดันแตกต่าง ซึ่งเครื่องมือวัดการไหลโดยใช้หลักการนี้ค่อนข้างเป็นที่นิยมมาก โดยหลักการในการวัดการไหล จะอาศัยตัวขวางการไหลที่มีขนาดของพื้นที่ต่างกับพื้นที่ของท่อ ซึ่งตามกลศาสตร์ของไหลของเบอร์นูลลี เมื่อความเร็วของของไหลต่างกัน จะส่งผลให้เกิดความดันที่ต่างกันด้วย ซึ่งอัตราการไหลจะแปรผันตรงกับรากที่สองของความดันแตกต่างตามสมการด้านล่างครับ

ตัวอย่างเครื่องมือวัดชนิดนี้คือ Orifice , Venturi , V-Cone , Nozzle

ภาพตัวอย่างเครื่องมือวัดชนิดนี้คือ Orifice , Venturi , V-Cone , Nozzle
Credit:https://high-accuracy.com/product/rosemount-1495-orifice-plate/

2.การวัดการไหลโดยอาศัยหลักการสนามแม่เหล็กไฟฟ้า (Electromagnetic Flow Measurement)

การวัดการไหลโดยอาศัยหลักการสนามแม่เหล็กไฟฟ้า จะอาศัยหลักการของแรงเคลื่อนไฟฟ้าเป็นหลัก ซึ่งจะแปรผันตรงกับอัตราการไหลของของไหล ซึ่งมีข้อจำกัดคือของไหลจะต้องมีคุณลักษณะนำไฟฟ้าได้ ซึ่งอาจต้องเทียบ spec กับทางผู้ผลิต ซึ่งหลักการของสมการเป็นดังด้านล่างครับ

ตัวอย่างเครื่องมือวัดชนิดนี้คือ Magnatic flow meter

ภาพตัวอย่าง ตัวอย่างเครื่องมือวัดชนิดนี้คือ Magnatic flow meter
Credit: emerson.com

3. การวัดการไหลอุลตร้าโซนิค (Ultrasonic Measurement)

การวัดการไหลอุลตร้าโซนิค อาศัยหลักการ Time of flight ซึ่งจะอาศัยการปล่อยคลื่นเสียงผ่านตัวกลาง ซึ่งเวลาการเดินทางของคลื่นเสียงจะแปรผันตามอัตราการไหล

ตัวอย่างเครื่องมือวัดชนิดนี้คือ Ultrasonic flow meter

ภาพตัวอย่าง Ultrasonic flow meter
Credit: emerson.com

4.การวัดการไหลแบบแทนที่ปริมาตร (Positive Displacement Measurement)

การวัดการไหลแบบแทนที่ปริมาตร อาศัยหลักการของการแทนที่ของของไหลโดยของไหลจะเข้าแทนที่เข้าห้องตวงแล้วเราจะนับจำนวนห้องตวง ยกตัวอย่างง่ายๆ นึกถึงเวลาที่เราอาบน้ำโดยใช้ขันตัก ซึ่งการไหลคือความเร็วของจำนวนขันกับปริมาตรของขันที่ใช้ตักน้ำ ซึ่งหลักการวัดของของไหลโดยใช้หลักการนี้ค่อนข้างเรียบง่าย และถือเป็นหลักการในการวัดอัตราการไหลแบบดั้งเดิมเลยก็ว่าได้ครับ

ตัวอย่างเครื่องมือวัดชนิดนี้คือ Oval gear meter
Credit: zeroinstrument.com/features-of-oval-gear-flowmeter/

แล้วพบกับสาระดีๆแบบนี้ทางด้านงานช่าง งานวิศวกรรม และอุตสาหกรรมได้ที่ นายช่างมาแชร์ นะครับ

Website: www.naichangmashare.com
Facebook: https://www.facebook.com/naichangmashare/
Blockdit :  https://www.blockdit.com/naichangmashare
Instragram: https://www.instagram.com/naichangmashare/
Twitter: https://twitter.com/naichangmashare
Youtube: https://www.youtube.com/channel/UCmIPiSeg-uy4k8JYSmknp_g

#นายช่างมาแชร์ 

Top 10 wearable IoT devices in 2023

0

มาพบกับบทความแนะนำ 10 อันดับอุปกรณ์สวมใส่ IoT สำหรับคนยุดใหม่กันครับ (Top 10 wearable IoT devices) ว่ามรีอะไรบ้าง และแต่ละอย่างมาช่วยในการใช้ชิวิตของเราอย่างไร มี feature อะไรใหม่ๆบ้าง พร้อมแล้วมาชมกันเลยครับ

1. Smart Ring

หลายๆคนอาจประสบกับปัญหาในการลืมกุญแจรถ¸ กุญแจบ้าน , บัตรโดยสารรถไฟฟ้า ปัญหานี้จะหมดไป ถ้าหากคุณใช้ smart ring ที่ช่วยจัดการให้คุณใช้ชีวิตได้อย่างง่ายขึ้น ด้วย technology NFC (Near Field Communication) ซึ่ง smart ring มีลักษณะเหมือนแหวนทั่วๆไป แต่แท้จริงแล้วเต็มไปด้วย technology ที่สามารถเชื่อมต่อกับระบบ เครือข่าย ได้

Credit : iotdesignpro.com

2. Smart Belt

เป็นนวัตกรรมที่มาพร้อมกันกับ fashion ที่นอกเหนือจากจะทำให้ผู้สวมใส่ดูดีแล้ว ยังสามารถลดความเสี่ยงจากการหกล้มโดยใช้ algorithms รวมกับ sensor ที่สามารถทายผลการเดินที่ผิดปกติได้ โดยสามารถแจ้งเตือนผ่านมือถือและแสดงผลการเผาผลาญแคลลอรี่ได้อีกด้วย

Credit : newatlas.com

3. Gaming Armbands

อุปกรณ์ IoT ขวัญใจสายเกมเมอร์ทุกท่านครับ ชิ้นนี้จะผสมผสาน technology VR/AR เพื่อสร้างความรู้สึกสมจริงให้กับบรรดาเหล่าเกมเมอร์ทุกท่าน โดยชิ้นนี้จะทำให้เหล่าเกมเมอร์ควบคุมเกมโดยใช้ท่าทางของมือ ซึ่งจะมี sensor คอยตรวจจับการเคลื่อนที่ข้อแขนและกล้ามเนื้อต่างๆ

Credit : digitaltrends.com

4. Smart Shoes

สายแฟชั่นต้องไม่พลาดเมื่อมีหลายอย่างอัจฉริยะแล้ว รองเท้าต้องอัจฉริยะด้วย ซึ่งชิ้นนี้เป็นการเชื่อมต่อโลก High-Tech และโลกจริงเข้าด้วยกัน Smart Shoes ได้ตรวจจับปัญหาด้านความสมดุลของร่างกาย ก่อนที่จะกลายเป็นการเจ็บป่วยทางกล้ามเนื้อ รวมทั้งความดันเลือดของเรา และเท่านั้นยังไม่พอสามารถวัดการเผาผลาญแคลลอรี่ และสามารถแนะนำค่าสุขภาพต่างๆก่อนเกิดความเจ็บป่วยได้ด้วย

Credit : appleinovation.com

5. Fitness Tracker

ชีวิตคนเรานี่มันช่างยุ่งเหลือเกินในแต่ละวัน จนอาจมองข้ามการออกกำลังกายได้ แต่อย่างไรก็ตามอุปกรณ์ fitness tracker นี้จะช่วยในการติดตามการออกกำลังกายให้เรา ซึ่งแน่นอนครับฟังก์ชั่นที่นิยมอย่างเช่น วัดความดันเลือด วัดอัตราเผาผลาญแคลลอรี่ก็ไม่พลาดในอุปกรณ์นี้ แต่ที่เหนือกว่านั้น สามารถวัดการนอนหลับว่าเพียงพอในแต่ละวันหรือไม่

Credit: https://www.peerbits.com/blog/technologies-used-build-fitness-tracking-app.html

6. Smart Clothing

ยังมาต่อกันกับสาย fashion อีกชิ้นครับคือ Smart Clothing ที่มาพร้อมกันกับเทคโนโลยีที่บ่งบอกได้ถึงข้อมูลสุขภาพของผู้ที่สวมใส่ ทั้งการหายใจ , อุณหภูมิร่างกาย และที่หนีไม่พ้นคือฟังก์ชั่นยอดนิยมกับการวัด อัตราการเต้นหัวใจ และข้อมูลอื่นๆที่เกี่ยวข้องกับร่างกายของเราครับ

Credit: https://wt-obk.wearable-technologies.com/

7. Smart Glasses

สาย fashion ของเนิร์ด คงไม่พลาด IoT ชิ้นนี้ครับกับ Smart glasses ที่มาพร้อมกับฟังก์ชั่นที่สามารถบอกข้อมูลลักษณะของวัตถุต่างๆ เท่านั้นยังไม่พอ น่าจะถูกใจบรรดาตำรวจด้วยฟังก์ชั่นการจดจำใบหน้าอาชญกรทั้งหลาย และเผยแพร่ให้ทุกคนได้รู้กันทั่วบ้านทั่วบ้านทั่วเมืองพร้อมตรวจจับหน้าได้ด้วย ถ้าจะถือโทรศัพท์เวลามี VDO call แล้วละก็ ไม่ต้องยกโทรศัพท์มาถือให้เมื่อยมือ เพราะเรามีฟังก์ชั่น ฉายขึ้นแว่นตาได้เลย พร้อมทั้งเป็นระบบนำทางการเดินทางของเราได้ด้วย (Navigation) รับรองครับ ไม่มีหลงทางกันเลยทีเดียวเชียว

Credit: penxcell.com

8. GPS Tracking Band

บุตรหลานและสัตว์เลี้ยงหายไป จะไม่มี ถ้าท่านใส่ชิ้นนี้ GPS Tracking Band เพราะสามารถระบุตำแหน่งของผู้สวมใส่ได้เลยครับ ว่าอยู่แห่งหน ตำบลใด ป้องกันการพลัดพลาดจากเหตุการณ์ต่างๆ หรือ บางท่านอาจใช้ดูว่าบรรดาหวานใจทั้งหลายอยู่ที่ไหน เวลาเท่าไรก็ได้ครับผม

Credit :.pcworld.com

9. Smart Gloves

ในช่วง 40 ปีที่ผ่านมา Smart Gloves ยังอยู่ระหว่างการพัฒนาเพื่อรองรับปฏิสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับคอมพิวเตอร์โดยอาศัยการเคลื่อนไหวของนิ้วหรือมือ ถุงมืออัจฉริยะมีเซ็นเซอร์ IoT ที่หลากหลาย และถุงมือเหล่านี้มีวัตถุประสงค์ในการใช้งานที่แตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับงานที่ได้รับการออกแบบ โดยหลักๆ แล้ว ถุงมืออัจฉริยะได้รับการออกแบบมาเพื่อให้ผู้ใช้สามารถจัดการวัตถุเสมือนได้โดยการสัมผัสโดยตรงและเป็นธรรมชาติมากขึ้น เช่น การควบคุมสิ่งของในเกม การจัดการเครื่องใช้ภายในบ้านด้วยการดีดนิ้ว หรือที่สำคัญที่สุด สามารถใช้เพื่อเชื่อมช่องว่างระหว่างมวลชนปกติกับคนที่อยู่ในชุมชนหูหนวกหรือเป็นใบ้ การแปลงภาษามือเป็นข้อความหรือคำพูดโดยใช้ถุงมืออัจฉริยะ ช่วยให้คนหูหนวกและเป็นใบ้สามารถสื่อสารกับผู้อื่นได้อย่างง่ายดาย อุปกรณ์ IoT ที่สวมใส่ได้นี้ยังอยู่ในขั้นตอนการพัฒนาอยู่ครับ

Credit: https://today.ucsd.edu/story/low_cost_smart_glove_translates_american_sign_language_alphabet_and_control

10. Smart Jewellery

เครื่องประดับสามารถทำได้มากกว่าแค่เครื่องประดับ ด้วยเทคโนโลยีที่สามารถติดตามกิจกรรมของผู้ใช้ด้วยพลังของ IoT ในปัจจุบัน ในตลาดมีเครื่องประดับที่ใช้ IoT ซึ่งสามารถสวมใส่ได้หลายวิธี เช่น กำไล คลิป หรือสร้อยคอ ตัวอย่างเช่น จี้ที่สวยงามซึ่งขับเคลื่อนโดย IoT สามารถทำงานเป็นอุปกรณ์ติดตามการนอนหลับหรือเครื่องติดตามกิจกรรมได้ เครื่องประดับอัจฉริยะยังสามารถช่วยในการตรวจจับระดับความเครียดและให้คำแนะนำบนโทรศัพท์มือถือเพื่อผ่อนคลายจิตใจได้อีกด้วย

Credit:.yankodesign.com

Gas detector sensor ชนิด Catalytic

0

Catalytic bead gas detector ใช้เพื่อตรวจจับก๊าซที่ติดไฟได้เป็นหลักในสมัยเก่าก่อน ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่ใช้งานเป็นเวลานานกว่า 50 ปี โดยเริ่มแรกเซ็นเซอร์เหล่านี้ ใช้ในการตรวจจับก๊าซในเหมืองถ่านหินแทนที่ใช้นกคีรีบูนในการตรวจจับแก๊ส การออกแบบตัวเซ็นเซอร์นั้นค่อนข้างเรียบง่าย รุ่นแรกๆจะประกอบด้วยลวดแพลตินัมเส้นเดียว สำหรับโรงงานที่ผลิต Catalytic bead gas detector มีหลากหลายเจ้าให้เลือก ซึ่ง Catalytic bead มีลักษณะดังรูป

หลักการทำงานของ Catalytic Gas detector

ส่วนผสมของก๊าซที่ติดไฟได้จะไม่เผาไหม้จนกว่าจะถึงอุณหภูมิที่ติดไฟของแก๊สนั้นๆ ตามหลักการติดไฟทั่วไปแต่ Catalytics เป็นสารเคมีที่สามารถทำให้เกิดความร้อนได้เมื่อมีแก๊สมาสัมผัส ซึ่งภายใน catalytics bead จะมีขดลวด platinum ฝังอยู่ และต่อเข้ากับวงจรวัด Wheate stone bridge ตามรูปด้านล่าง ซึ่งความร้อนจะทำให้วงจรไม่สมดุลและเกิดแรงดันไฟฟ้าขึ้น ประกอบกับขดลวด platinum มีความทนทานต่อการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิได้ดี และมีค่าสัมปสิทธิ์การเปลี่ยนแปลงความต้านทานต่ออุณหภูมิค่อนข้างเป็นเส้นตรง จึงนิยมนำมาใช้เป็นตัววัด

รูป Catalytics beads ที่มีขดลวด platinum ฝังอยู่
รูปวงจร Wheatstone bridge

คุณลักษณะเฉพาะของ Sensor

แรงเคลื่อนไฟฟ้าจะแปรผันตรงกับอัตราการเกิด Oxidation ยกตัวอย่างปฏิกริยาสำหรับแก๊ส Methane ตามสมการเคมีด้านล่าง

จะเห็นได้ว่าการเผาไหม้ต้องการ 1ส่วน Methane ต้องการ 10 ส่วนอากาศ (โดยประมาณ) ในแง่ของสัญญาณจะมีความเป็นเส้นตรงตั้งแต่ 0-5% ของ Methane (ซึ่งก็คือ 100 % LEL) เมื่อความเข้มข้นเข้าสู่จุดเผาไหม้สัญญาณจะพุ่งขึ้นอย่างรวดเร็วสู่จุดสูงสุดที่ประมาณ 10% และหลังจากนั้นสัญญาณก็จะลดลงช้าๆและเมื่อความเข้มข้นลดลงจนผ่าน 20% จะตกลงไปเป็นเส้นตรง

ปัจจัยที่มีผลต่อ Catalytics sensor

1.Catalyst เสื่อมถอยเนื่องจากสารเคมีโดยรอบ สิ่งนี้อาจทำให้ความไวในการตรวจจับแก๊สลดลง จนกระทั่งไม่สามารถตรวจจับแก๊สได้ ซึ่งโดยทั่วๆไปแล้วสารเคมีที่มีองค์ประกอบของซิลิคอน เช่น น้ำมันหล่อลื่นต่างๆที่เราใช้ในการหล่อลื่นเครื่องยนต์ สารที่มีองค์ประกอบของกำมะถัน แก๊สคลอรีนจะส่งผลทำให้ sensor เสื่อมถอยในที่สุด

2.บริเวณโดยรอบมีสารยับยั้ง เช่น ฮาโลเจน สารประกอบที่ใช้ในเครื่องดับเพลิงและ ฟรีออนที่ใช้ในสารทำความเย็นจะยับยั้งการทำปฏิกริยาเผาไหม้ และทำให้สูญเสียความสามารถชั่วคราว การทำงาน. โดยปกติแล้วหลังจากสัมผัสกับอากาศแวดล้อมเป็นเวลา 24 หรือ 48 ชั่วโมง เซ็นเซอร์จะเริ่มทำงานตามปกติ ซึ่งจะมีสารเคมีบางชนิดที่ยับยั้งการทำงานของเซ็นเซอร์

3.Sensor แตกหักซึ่งอาจเกิดจากการเผาไหม้ที่มากเกินไปหรือเป็นระยะเวลานาน จนทำให้ความร้อนส่งผลต่อการแตกหักของเซนเซอร์

4.ค่าชดเชย (Correction factor) โดยปกติแล้ว gas detector จะถูกสอบเทียบกับ Methane ซึ่งเมื่อนำไปใช้วัดแก๊สอื่นๆจะต้องมีค่าชดเชยเพื่อทำให้ค่าที่อ่านนั้นถูกต้อง

พลังงานความร้อนใต้พิภพ (Geothermal energy)

0
Factory
Factory

มาทำความรู้จักกับพลังงานสะอาดอีกรูปแบบหนึ่งครับ พลังงานความร้อนใต้พิภพ เป็นพลังงานที่ไม่สร้างก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ซึ่งทั่วโลกพยายามที่จะลดตามแคมเปญ Decarbonization ซึ่งพลังงานความร้อนใต้พิภพตอบโจทย์ดังกล่าว

พลังงานใต้พิภพคืออะไร และหาจากไหน

พลังงานความร้อนใต้พิภพ คือ พลังงานที่มีอยู่ในโลกใบนี้อยู่แล้ว ซึ่งตามที่ทุกท่าน ทราบ ก่อนที่จะถึงแกนกลางของโลก จะมีชั้นแมกม่าเคลื่อนไหวอยู่ ซึ่งถ้าหากมีโพรงหินที่มีน้ำกักเก็บอยู่ภายในบริเวณใกล้เคียงและสามารถถ่ายทอดความร้อนมาถึง จะทำให้น้ำมีอุณหภูมิและแรงดันที่สูง จริงๆแล้วมีหลักฐานยืนยันที่ใกล้ตัวเรามากๆครับ นั่นคือบ่อน้ำพุร้อน เป็นหนึ่งในตัวอย่างครับ ซึ่งถ้าหากเรานำเอาพลังงานมาใช้ผลิตไฟฟ้าก็จะเป็นพลังงานไฟฟ้าที่มีความสะอาดครับ

หลักการในการผลิตไฟฟ้า ของ Geothermal

เมื่อเราเจอแหล่งความร้อนหรือโพรงหินที่มีไอน้ำขังอยู่ เราสามารถนำไอน้ำ แรงดันสูง หรือ มีความร้อนสูง ขึ้นมาปั่นกับกังหันไฟฟ้าพลังงานไอน้ำ และ ต่อกับเครื่องกำเนิดไฟฟ้า เมื่อไอน้ำถูกลดพลังงานก็จะควบแน่นกลายเป็นหยดน้ำใหม่และเราสามารถนำไปหมุนเวียนได้อีก ตามรูปด้านล่างครับ

Credit : https://sites.psu.edu/kericivicissue/2018/03/29/geothermal-energy-heating-the-future/
Credit: https://www.afrik21.africa/en/how-geothermal-energy-is-diversifying-the-energy-mix-in-east-africa/

แหล่งพลังงานความร้อนแบ่งเป็น 3 ลักษณะใหญ่ๆ คือ

1. แหล่งที่เป็นไอน้ำส่วนใหญ่ (Steam Dominated)

แหล่งที่เป็นไอน้ำส่วนใหญ่ (Steam Dominated) เป็นแหล่งกักเก็บไอน้ำยิ่งยวด ( Superheat-steam) ที่ประกอบด้วยไอน้ำมากกว่า 95% ซึ่งจะอยู่แหล่งที่ใกล้กับหินหลอมเหลวร้อนที่อยู่ตื้น ๆ  อุณหภูมิของไอน้ำร้อนจะสูงกว่า 240 องศาเซลเซียสขึ้นไป แหล่งที่เป็นไอน้ำส่วนใหญ่นี้จะพบน้อยมากในโลกเรา แต่สามารถนำมาใช้ผลิตกระแสไฟฟ้าได้มากที่สุด สามารถพบได้ที่ Larderello , Italy , The Geysers, California และ Matsukawa , Japan

2. แหล่งที่เป็นน้ำร้อนส่วนใหญ่ (Hot Water Dominated)

แหล่งที่เป็นน้ำร้อนส่วนใหญ่ (Hot Water Dominated) เป็นแหล่งกักเก็บสะสมความร้อนที่ประกอบไปด้วย น้ำร้อนเป็นส่วนใหญ่ อุณหภูมิน้ำร้อนจะมีตั้งแต่ 100 องศาเซลเซียสขึ้นไป ระบบนี้จะพบมากที่สุดในโลก เช่นที่ Cerro Prieto, Maxico และ Hatchobaru, Japan เป็นต้น

3. แหล่งหินร้อนแห้ง  (Hot Dry Rock)

แหล่งหินร้อนแห้ง  (Hot Dry Rock)  เป็นแหล่งสะสมความร้อนที่เป็นหินเนื้อแน่นแต่ไม่มีน้ำร้อนหรือไอน้ำไหลหมุนเวียนอยู่ ดังนั้น ถ้าจะนำมาใช้จำเป็นต้องอัดน้ำเย็นลงไปทางหลุมเจาะให้น้ำได้รับความร้อนจากหินร้อนโดยไหลหมุนเวียนภายในรอยแตกที่กระทำขึ้นจากนั้นก็ทำการสูบน้ำร้อนนี้ขึ้นมาทางหลุมเจาะอีกหลุมหนึ่ง  ซึ่งเจาะลงไปให้ตัดกับรอยแตกดังกล่าว  แหล่งหินร้อนแห้งนี้กำลังทดลองผลิตไฟฟ้าที่ Californai, USA และที่ Oita Prefecture Japan

การนำพลังงานความร้อนใต้พิภพมาใช้มีข้อดีข้อเสียอย่างไร

ข้อดี

1. เป็นพลังงานที่สะอาดไม่สร้างก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์

2. เป็นพลังงานที่ค่อนข้างเสถียรเมื่อเทียบกับพลังหมุนเวียนชนิดอื่นๆ เช่น ลม , Solar cell และสามารถผลิตได้ต่อเนื่อง

3. ลดการแกว่งตัวของราคาพลังงานเช่น ราคาน้ำมัน ราคาก๊าซธรรมชาติ

ข้อเสีย

1. ลงทุนสูงทั้งค่าสำรวจและค่าขุดเจาะ

2. ไม่เหมาะกับประเทศที่มีแผ่นดินไหวบ่อย

3. ในระหว่างการขุดเจาะบางครั้งอาจเจอก๊าซธรมมชาติที่กักขังตามชั้นโลก ซึ่งต้องคำนึงถึงความปลอดภัย

เครื่องขึ้นรูปนวัตกรรมใหม่สำหรับการผลิตถังเก็บ Hydrogen

0

Leifeld Metal Spinning กำลังเปิดตัวเครื่องขึ้นรูปนวัตกรรมใหม่ซึ่งตรงตามมาตรฐานและช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ความปลอดภัยสูงสุดและความยืดหยุ่นในการเปลี่ยนรูปทรงและไล่ความหนาของถังสำหรับการใช้งานที่ความดันสูงๆ เป็นหัวใจสำคัญเมื่อผลิตถังบรรจุ Hydrogen ด้วยอลูมิเนียม Leifeld Metal Spinning GmbH ได้คิดค้นนวัตกรรมใหม่ในการขึ้นรูปถังเก็บ Hydrogen เพื่อรองรับกับยุคการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์

สำหรับอุตสาหกรรมยานยนต์เชื้อเพลิงไฮโดรเจนมีความต้องการถังบรรจุ Hydrogen ที่มีความปลอดภัยสูง มีปริมาตรในการจัดเก็บที่สูง และมีความยืดหยุ่นในการออกแบบรูปทรงของถังเก็บ Hydrogen สำหรับความต้องการทั้งสามด้านนี้ Leifeld Metal Spinning ได้มีเครื่องจักรขึ้นรูป AFC ซึ่งเป็นนวัตกรรมใหม่ที่ตอบโจทย์ความต้องการดังกล่าว

AFC คืออะไร

AFC ย่อมาจาก Aluminium Formming Center เป็นเครื่องจักรที่สามารถขึ้นรูปถังเก็บ Hydrogen โดยใช้กระบวนการพิเศษที่เรียกว่า Necking-in ซึ่งอย่างที่ทราบกันว่าถังเก็บ Hydrogen จะเก็บที่ความดันสูงและบริเวณคอของถังบรรจุภัณฑ์จะมีการไล่ระดับของความหนาในระหว่างการขึ้นรูป โดยทั่วไปทางเยอรมันได้เสนอเครื่องจักรขึ้นรูปที่ผสมผสานกันกับ Neck-in และ Flow forming เพื่อผลิตทั้งตัวถังบรรจุภัณฑ์และคอของบรรจุภัณฑ์

ลูกค้าสามารถเลือกได้ระหว่างสอง technology สำหรับ preheating วัสดุโดยใช้วิธีการ Gas burnner (เผาด้วย gas) หรือ ใช้หลักการเหนี่ยวนำทางไฟฟ้า เมื่อปลายท่อถูกทำให้ร้อนและเข้าสู่การขึ้นรูปกระบวนการต่างๆจะถูกควบคุม Load , Unload โดยระบบอัตโนมัติ ด้วยเครื่องจักร Necking-in LEIFELD AFC พวกเราได้เป็นมาตรฐานใหม่ในการขึ้นรูปถังเก็บ Hydrogen โดยมีความปลอดภัยที่สูง มีความยืดหยุ่น และเป็นส่วนหนึ่งในนวัตกรรมลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์

ความปลอดภัยจากการผิวที่ไม่บุบสลาย

ถังไฮโดรเจนทำงานภายใต้ความดันมหาศาล รอยขีดข่วนหรือข้อบกพร่องอื่นๆ บนพื้นผิวอาจเป็นหายนะ เพื่อป้องกันความเสียหายต่อวัสดุ ทีม R&D ซึ่งนำโดย Benedikt Nillies ผู้อำนวยการฝ่ายเทคนิคของ Leifeld ได้คิดค้นวิธีแก้ปัญหาหลายประการ ตัวอย่างเช่น การทำความร้อนที่ปลายท่อในเครื่องจักร: “โดยปกติแล้ว ปลายท่อจะถูกให้ความร้อนโดย Gas burnner (เผาด้วย gas) หรือระบบเหนี่ยวนำภายนอกเครื่องจักร” Benedikt Nillies กล่าว อย่างไรก็ตาม ขั้นตอน Subsequent loading ท่อที่ถูกทำให้ร้อนตัวจะเย็นลง “เราต้องการป้องกันสิ่งนี้” นิลลีส์กล่าวต่อ “ด้วยเครื่องจักร AFC ปลายท่อจะถูกให้ความร้อนด้วยอุปกรณ์ทำความร้อนในตัวพร้อมกับหัวเผาแก๊ส หรือการเหนี่ยวนำไฟฟ้าเพื่อให้อุณหภูมิในการขึ้นรูปสม่ำเสมอ เราสามารถปรับอุณหภูมิให้อยู่ในระดับที่ต้องการได้อย่างแม่นยำ เพื่อหลีกเลี่ยงการเกิด Grain หยาบและรักษาความแข็งแรงของวัสดุ” การทดสอบการขึ้นรูปยืนยันความสำเร็จของนวัตกรรมนี้

เพื่อรักษาพื้นผิวให้คงสภาพไว้ Leifeld มีลูกกลิ้งหมุนหลายแบบ ตั้งแต่ลูกกลิ้งแบบคอธรรมดาไปจนถึง actively-driven-rooler ลูกกลิ้งที่พัฒนาและผลิตโดย Leifeld จะหมุนเมื่อสัมผัสกับชิ้นส่วน ป้องกันข้อบกพร่องที่พื้นผิวโดยหลีกเลี่ยงการสะสมของวัสดุบนตัวม้วน อุปกรณ์ได้รับการออกแบบมาเป็นพิเศษเพื่อให้สามารถดูดซับแรงขึ้นรูปได้แม้จะมีความหนาของผนังที่บางมากก็ตาม กระบอกสูบถูกยึดไว้อย่างมั่นคงในตำแหน่งที่แม่นยำ ช่วยให้มั่นใจได้ถึงพิกัดความเผื่อและความแม่นยำของพื้นผิว แม้จะมีแรงขึ้นรูปสูงและความเร็วในการขึ้นรูปก็ตาม ระบบรองรับที่เป็นนวัตกรรมใหม่สามารถใช้กับชิ้นส่วนที่มีความยาวสูงสุด 6 เมตร

สามารถผลิตเพื่อใช้ในรถยนต์ได้

การออกแบบกระบอกสูบอะลูมิเนียมไม่มีขีดจำกัด ด้วยเทคโนโลยีการขึ้นรูป Flow-forming และ Necking-in “ถังไฮโดรเจนบางรุ่นในปัจจุบันต้องบูรณาการเข้ากับการออกแบบของยานพาหนะซึ่งมีพื้นที่ติดตั้งจำกัด ตัวอย่างเช่น ถังสามารถใช้พื้นที่น้อยที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้และมีปริมาณการบรรจุสูงสุด ด้วยนวัตกรรมนี้ เรามุ่งมั่นที่จะสนับสนุนการขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้าด้วยไฮโดรเจน” Benedikt Nillies กล่าว

การใช้ถังไฮโดรเจนเป็นที่น่าสนใจสำหรับภาคส่วนอื่นๆ ในอนาคต

ปัจจุบันถังไฮโดรเจนใช้ในรถยนต์ รถบรรทุก และรถโดยสารเป็นหลัก อย่างไรก็ตาม Benedikt Nillies ยังมองเห็นความเป็นไปได้ในการใช้ถังไฮโดรเจนที่ผลิตด้วยเครื่องจักร LEIFELD เพื่อจ่ายพลังงานให้กับรถไฟและเครื่องบินเท่าที่เป็นไปได้ “เรากำลังพัฒนากระบวนการอย่างต่อเนื่องและได้รับการสอบถามเบื้องต้นจากอุตสาหกรรมอื่น ๆ นอกจากนี้ เรากำลังดำเนินการเกี่ยวกับระบบการขนถ่ายอัตโนมัติเพื่อปรับเครื่องจักรให้เข้ากับการขนส่งของวัสดุของลูกค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น” Leifeld Metal Spinning GmbH เน้นย้ำถึงความชัดเจนในด้านนวัตกรรม ตลอดจนความเป็นผู้นำที่มีคุณภาพในฐานะผู้ให้บริการโซลูชันที่หยั่งรากลึกในวัฒนธรรมองค์กร บริษัทมีศูนย์แอปพลิเคชันของตนเองในเยอรมนีและญี่ปุ่น พร้อมด้วยความสามารถในการวิจัยและพัฒนาภายในองค์กร ซึ่งขับเคลื่อนการพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ๆ อย่างต่อเนื่อง ทีมงาน LEIFELD จะจัดแสดงโซลูชันของตนที่งาน H2 & FC Expo ในโตเกียว ตั้งแต่วันที่ 28 กุมภาพันธ์ ถึง 1 มีนาคม 2024 งานแสดงสินค้าระดับนานาชาติที่มีชื่อเสียงแห่งนี้ มอบแพลตฟอร์มที่เหมาะสมที่สุดในการนำเสนอเครื่องคอเข้าใหม่ LEIFELD AFC แก่ผู้ชมในวงกว้างและเจาะลึกยิ่งขึ้น การแลกเปลี่ยนกับผู้เชี่ยวชาญ ขอเชิญผู้สนใจเยี่ยมชมบูธของบริษัทและมีส่วนร่วมในการกำหนดอนาคตของเทคโนโลยีไฮโดรเจน

Credit : https://industrytoday.com

แล้วพบกับสาระดีๆแบบนี้ทางด้านงานช่าง งานวิศวกรรม และอุตสาหกรรมได้ที่ นายช่างมาแชร์ นะครับ

Website: www.naichangmashare.com
Facebook: https://www.facebook.com/naichangmashare/
Blockdit :  https://www.blockdit.com/naichangmashare
Instragram: https://www.instagram.com/naichangmashare/
Twitter: https://twitter.com/naichangmashare
Youtube: https://www.youtube.com/@naichangmashare
TikTok :  https://www.tiktok.com/@naichangmashare

#นายช่างมาแชร์ 

ปกป้องอุตสาหกรรมยุค 4.0: OT Cybersecurity Best practices

0

การเปลี่ยนแปลงทางดิจิทัลและนวัตกรรมอุตสาหกรรมยุค 4.0 กำลังเป็น Trend ที่มีประสิทธิภาพ มีความคล่องตัว และสร้างผลลัพธ์ที่ไม่เคยมีมาก่อนมาในอุตสาหกรรม ซึ่งแนวคิดเหล่านี้นำมาซึ่งการเชื่อมต่อที่มากขึ้นระหว่างระบบไอทีและ OT ส่งผลให้การโจมตีทาง Cyber อาจส่งผลต่อระบบควบคุมการผลิตที่ใช้งานในโรงงานอุตสาหกรรม ปกป้องอุตสาหกรรมยุค 4.0 จึงมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในอุตสาหกรรม

การโจมตีล่าสุดแสดงให้เห็นว่านวัตกรรมเหล่านี้ทำให้เกิดช่องโหว่ใหม่ๆ ซึ่งนำไปสู่ปัญหาด้านความปลอดภัย ความเสียหายทางการเงิน และการสูญเสียชื่อเสียง ตัวอย่างเช่น อดีตผู้รับเหมารายหนึ่งถูกตั้งข้อหาเมื่อเร็วๆ นี้เนื่องจากถูกกล่าวหาว่าเจาะระบบและพยายามลบซอฟต์แวร์ที่สำคัญออกจากโรงบำบัดน้ำของรัฐแคลิฟอร์เนียที่ให้บริการผู้อยู่อาศัย 15,000 คน ในกรณีนี้การป้องกันในระดับอุปกรณ์จะทำให้เขาไม่สามารถเข้าถึงระบบใดๆ ได้ การป้องกันเชิงรุกในระดับอุปกรณ์จำเป็นต้องมีการรับรองความถูกต้องและการอนุญาตในการเข้าถึง นอกจากนี้การรักษาความปลอดภัยระดับอุปกรณ์ต้องมีความสามารถในการตรวจสอบย้อนกลับได้

การรักษาความปลอดภัยควรมีความสำคัญในระดับสูงสุด ด้วยการวิธีแบบ Zero Trust หรือการป้องกันที่อุปกรณ์ การใช้ระบบตรวจจับการบุกรุก (IDS) นั้นไม่เพียงพออีกต่อไป IDS เพียงตรวจสอบภัยคุกคาม แต่ล้มเหลวในการป้องกันการโจมตีที่กำหนดเป้าหมายไปที่อุปกรณ์ ในทางกลับกัน โซลูชันแบบ Zero Trust ที่รักษาความปลอดภัยให้กับอุปกรณ์ด้วยตนเองสามารถหยุดผู้คุกคามไม่ให้ขัดขวางการผลิตได้

ด้วยการเชื่อมต่อระหว่างกันที่มากขึ้น องค์กรต่างๆ จะต้องนำแนวทางการรักษาความปลอดภัยเชิงรุกมาใช้ ซึ่งหมายถึงการก้าวไปไกลกว่ามาตรการรักษาความปลอดภัยทางไซเบอร์แบบเดิมๆ เช่น IDS การนำการควบคุมการเข้าถึง การรับรองความถูกต้อง และหลักการ Zero-trust ที่มีประสิทธิภาพมาใช้ในระดับอุปกรณ์และสินทรัพย์ องค์กรสามารถป้องกันการเข้าถึงโดยไม่ได้รับอนุญาต ข้อผิดพลาดของมนุษย์ และการโจมตีที่เป็นอันตรายที่อาจขัดขวางการดำเนินงานการผลิตได้

Human Errors

ปัจจุบันหน่วยงานความปลอดภัยทางไซเบอร์ต้องเข้าใจว่าปัจจัยด้านมนุษย์เป็นองค์ประกอบสำคัญในการปกป้องทางไซเบอร์ทั้งหมด ดังนั้น บริษัทต่างๆ ต้องใช้ความปลอดภัยทางไซเบอร์ที่ดีเพื่อลดความเสี่ยงจากข้อผิดพลาดของมนุษย์ ซึ่งอาจทำให้การดำเนินงานทางอุตสาหกรรมตกอยู่ในความเสี่ยงมากขึ้น ในปี 2021 โรงบำบัดน้ำ Oldsmar ในฟลอริดาประสบปัญหาซึ่งมีสาเหตุมาจากการที่พนักงานคลิกปุ่มไม่ถูกต้อง โซลูชันแบบ Zero-Trust จะช่วยปกป้องโรงงานบำบัดน้ำได้ ความปลอดภัยทางไซเบอร์ที่ดีจะต้องมีการป้องกันระดับอุปกรณ์หรือทรัพย์สินเพื่อป้องกันภัยคุกคามทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นบุคคลภายใน ความผิดพลาดของมนุษย์ และอาชญากรไซเบอร์

กฎระเบียบเรียกร้องให้มีการรักษาความปลอดภัยเชิงรุก

เพื่อตอบสนองต่อภัยคุกคามที่เพิ่มขึ้น รัฐบาลทั่วโลกกำลังออกกฎระเบียบที่เข้มงวดมากขึ้นเพื่อปกป้องโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญ ตัวอย่างเช่น หน่วยงานรักษาความปลอดภัยทางไซเบอร์แห่งสิงคโปร์ (CSA) ได้แนะนำกฎระเบียบหลักปฏิบัติสำหรับโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญ (CCoP 2.0) แนวทางเหล่านี้กระตุ้นให้เกิดความปลอดภัยที่เพิ่มขึ้นสำหรับ OT (Operational technology) ที่จำเป็น นอกจากนี้ NIS2 ของสหภาพยุโรปเรียกร้องให้มีการป้องกันทางไซเบอร์และความสามารถในการป้องกันเชิงรุก แทนที่จะเป็นเพียงการตรวจจับ เพื่อสร้างความยืดหยุ่นต่อภัยคุกคาม องค์กรที่ไม่ปฏิบัติตามกฎระเบียบเหล่านี้อาจต้องเสียค่าปรับจำนวนมาก เช่น 10 ล้านยูโรภายใต้ NIS2 ของสหภาพยุโรป สิ่งที่กฎระเบียบเหล่านี้มีเหมือนกันคือการเน้นการควบคุมการเข้าถึงที่เข้มงวด บันทึกกิจกรรมโดยละเอียด และการรับรองความถูกต้องเพื่อรักษาความปลอดภัยโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญ สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็น Zero-trust ที่เปลี่ยนแนวปฏิบัติด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์จากเชิงรับให้สู่การป้องกันได้

แนวทางการรักษาความปลอดภัยแบบหลายชั้น

ในขณะที่โลกไอทีและ OT มาบรรจบกัน สิ่งสำคัญคือความปลอดภัยทางไซเบอร์ ที่พบบ่อยที่สุดทางองค์กรมุ่งเน้นไปที่การป้องกันเครือข่ายทาง IT เป็นหลัก ซึ่งแนวทางนี้ไม่เพียงพอ หากเครือข่าย OT เหล่านี้ถูกโจมตี ความเสียหายอาจขยายไปถึงโครงสร้างพื้นฐานและอุปกรณ์ที่สำคัญ ซึ่งอาจส่งผลเสียต่อการผลิตและยังสามารถสร้างความเสียหายทางธุรกิจได้อีกด้วย เพื่อแก้ไขปัญหานี้ หลายองค์กรจึงปิดช่องว่างเครือข่ายของตน (Air-gap) ซึ่งวิธีการนี้ยังไม่เพียงพอในการป้องกันการเข้าถึงทางด้าน OT เช่น การเข้าถึงในระบบ Programmable Logic Controllers (PLC) ซึ่งจำเป็นต้องรักษาความปลอดภัยของอุปกรณ์ที่โดยตรง แทนที่จะอาศัย Air-gap เพียงอย่างเดียว การทำให้ระบบมีความปลอดภัยได้คือการนำแนวทางความปลอดภัยแบบลำดับชั้นไปใช้ องค์กรต่างๆ สามารถรักษาการป้องกันเครือข่ายไว้ได้ แต่ที่สำคัญกว่านั้น พวกเขาจะต้องป้องกันระดับอุปกรณ์และทรัพย์สินที่ใช้งานตามแนวทาง Zero Trust ซึ่งจะช่วยป้องกันการแก้ไข PLC โดยไม่ได้รับอนุญาต หากไม่มีการปกป้องทรัพย์สินที่เป็นหัวใจสำคัญในการผลิต ข้อผิดพลาดสามารถส่งต่อจากระบบหนึ่งไปยังอีกระบบหนึ่งได้หลังจากการเจาะระบบเครือข่าย

Credit: https://industrytoday.com/securing-industry-4-0-ot-cybersecurity-best-practices/

แล้วพบกับสาระดีๆแบบนี้ทางด้านงานช่าง งานวิศวกรรม และอุตสาหกรรมได้ที่ นายช่างมาแชร์ นะครับ

Website: www.naichangmashare.com
Facebook: https://www.facebook.com/naichangmashare/
Blockdit :  https://www.blockdit.com/naichangmashare
Instragram: https://www.instagram.com/naichangmashare/
Twitter: https://twitter.com/naichangmashare
Youtube: https://www.youtube.com/@naichangmashare
TikTok :  https://www.tiktok.com/@naichangmashare

#นายช่างมาแชร์ 

Overall Equipment Effectiveness (OEE) มุ่งเน้นประสิทธิภาพในปี 2024

0

ค้นพบวิธีที่ Overall Equipment Effectiveness (OEE) มุ่งเน้นประสิทธิภาพ ช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นท่ามกลางสภาวะการขาดแคลนแรงงาน การหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทาน และเป้าหมายด้านความยั่งยืนในปี 2024

ในโลกที่ความไม่แน่นอนกลายเป็นเรื่องปกติ ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาเป็นเสมือนเครื่องเตือนใจที่ชัดเจนว่าอะไรก็สามารถเกิดขึ้นได้ สะท้อนถึงความท้าทายต่อธุรกิจ แต่ยังมีสิ่งหนึ่งที่ยังคงชัดเจน คือ ความยืดหยุ่นทางธุรกิจ นี่เป็นสิ่งที่ทุกธุรกิจต้องหา Solution เพื่อเตรียมพร้อมรับมือ

การเปลี่ยนแปลงไปสู่ใช้งานสินทรัพย์ให้เกิดประโยชน์สูงสุด กลายเป็นสิ่งที่ชัดเจนในการเสริมความแข็งแกร่งให้กับธุรกิจจากการหยุดชะงักที่คาดไม่ถึง ไม่ว่าจะต้องต่อสู้กับการหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทาน ความผันผวนของตลาด หรือวิกฤตการณ์ทั่วโลก ความยืดหยุ่นของธุรกิจอาจมีอิทธิพลอย่างมากในความยั่งยืนกับความไม่แน่นอนในอนาคต

การเตรียมธุรกิจของคุณให้พร้อมสำหรับอนาคตมักจะรู้สึกเหมือนเป็นการไขปริศนาที่ซับซ้อน ด้วยการรวบรวมข้อมูลไว้ในแพลตฟอร์มแบบครบวงจร ธุรกิจต่างๆ จึงสามารถลดความซับซ้อนของกระบวนการตัดสินใจลงได้ และได้รับมุมมองที่ชัดเจนยิ่งขึ้นเกี่ยวกับวิธีเพิ่ม ROI (Return on investment) ของตนให้สูงสุด

ชิ้นส่วนปริศนาที่หายไป

หัวใจสำคัญของกลยุทธ์ทางธุรกิจ คือ ข้อมูล ข้อมูลดิบที่รวบรวมจากกระบวนการผลิตมักเป็นทรัพยากรที่ยังไม่ได้รับการจัดการและนำมาวิเคราะห์ ผู้ผลิตหลายรายพบว่าตนมีขุมทรัพย์ของข้อมูลแต่ขาดกระบวนการในการดึงศักยภาพสูงสุดออกมา ช่องว่างระหว่างการเก็บข้อมูลและการใช้งานอย่างมีประสิทธิผลเป็นจุดที่ธุรกิจต่างๆ มักจะพลาดไป

การปรับตัวทางธุรกิจสู่ความยืดหยุ่น การยอมรับว่าข้อมูลเป็นรากฐานที่สำคัญและเป็นสิ่งที่สำคัญในการประกอบการตัดสินใจต่างๆ หลัก Overall Equipment Effectiveness (OEE) คือการวัดที่ใช้ข้อมูล โดยนำเสนอความสามารถในการระบุผลกระทบสูงสุดสำหรับการเพิ่มผลผลิตในสายการผลิต

OEE ซึ่งเป็นตัวชี้วัดหลักในการวัดประสิทธิภาพของกระบวนการผลิต โดยคำนึงถึงความพร้อมใช้งาน ประสิทธิภาพ และคุณภาพของเครื่องจักร เพื่อให้เห็นภาพประสิทธิภาพของการผลิตแบบองค์รวม ด้วยการพิจารณาประสิทธิภาพเทียบกับความสามารถของอุปกรณ์ การติดตาม OEE สามารถช่วยธุรกิจต่างๆ ให้เตรียมพร้อมสำหรับความท้าทายที่อุตสาหกรรมการผลิตอาหารและเครื่องดื่มต้องเผชิญ เราสำรวจความท้าทายหลักสามประการด้านล่าง

การขาดแคลนแรงงาน

ภายหลังเหตุการณ์ Brexit และการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนาในปี 2020 อุตสาหกรรมการผลิตอาหารและเครื่องดื่มต้องเผชิญกับปัญหาการขาดแคลนแรงงานที่มีทักษะอย่างมาก

ในสถานการณ์เช่นนี้ การเพิ่มเวลาของทีมให้สูงสุดเป็นความจำเป็นเชิงกลยุทธ์ เพื่อให้มั่นใจว่าบุคลากรยังคงมีบทบาทที่ขาดไม่ได้ในกระบวนการผลิต ด้วยการใช้การตรวจสอบ OEE ไม่เพียงแต่การปฏิบัติงานสามารถบรรลุประสิทธิภาพที่เพิ่มขึ้นเท่านั้น แต่ยังสามารถปรับการใช้แรงงานให้เกิดประโยชน์สูงสุดโดยการใช้กระบวนการที่มีความคล่องตัว แนวทางนี้ช่วยลดเวลาหยุดทำงานโดยไม่ได้วางแผน และลดความจำเป็นในการทำงานล่วงเวลาของพนักงาน ซึ่งท้ายที่สุดแล้วจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของพนักงานโดยรวมผ่านขั้นตอนการทำงานที่มีประสิทธิภาพด้วยการใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยี ระบบอัตโนมัติ และขั้นตอนการทำงานที่ได้รับการปรับปรุง อุตสาหกรรมจึงสามารถรับมือกับความท้าทายด้านแรงงานได้ มั่นใจได้ว่าสมาชิกในทีมทุกคนมีส่วนสนับสนุนกระบวนการผลิตโดยรวม ในขณะเดียวกันก็ให้ผลตอบแทนจาก ROI ที่เป็นบวก

การหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทานทั่วโลก

การเผชิญกับการหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทานทั่วโลกและสภาวะวิกฤตอาหารทั่วโลก ด้วยการขาดแคลนวัตถุดิบทำให้ราคาพุ่งสูงขึ้นทั่วทั้งภาคส่วน การใช้ประโยชน์สูงสุดจากสินทรัพย์ทุกชิ้นกลายเป็นลำดับความสำคัญ ขณะนี้ทุกธุรกิจอยู่ภายใต้แรงกดดันที่จะต้องผลิตผลิตภัณฑ์ให้เร็วขึ้นและมีคุณภาพสูงขึ้น แต่ใช้ทรัพยากรน้อยลง บ่อยครั้งการทำงานจะมีอัตรากำไรที่ต่ำ ผู้ปฏิบัติงานจะต้องให้ความสำคัญกับการเพิ่มการใช้สินทรัพย์ให้สูงสุดและเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตเพื่อให้ได้ผลผลิตที่เพิ่มขึ้น ลดเวลาหยุดทำงาน และลดของเสีย ด้วยการตรวจสอบ OEE ธุรกิจต่างๆ จะสามารถระบุสิ่งที่ไร้ประสิทธิภาพได้อย่างรวดเร็ว การหยุดทำงานและการบำรุงรักษาที่ไม่ได้วางแผนไว้ ขณะเดียวกันก็มั่นใจได้ว่าทรัพยากรทั้งหมดจะถูกนำไปใช้อย่างเต็มศักยภาพเพื่อการดำเนินงานที่มีความยืดหยุ่นและแข็งแกร่งยิ่งขึ้น

การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการปฏิบัติงาน

เมื่อเผชิญกับต้นทุนพลังงานและแรงกดดันที่เพิ่มขึ้นในการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ การดำเนินงานที่ยั่งยืนมากขึ้นจึงมีความจำเป็น นอกจากผลิตสินค้าได้แล้ว จะต้องไม่ลืมวิธีการในการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมจากการผลิต สำหรับบางคนให้ความสำคัญกับการลดของเสีย เช่น น้ำ และพัฒนาระบบการผลิตให้ใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด รวมถึงการลดพลังงานที่ต้องใช้ อาจรู้สึกเหมือนเป็นวัตถุประสงค์ที่ชัดเจน แต่มักถูกมองข้าม สายการผลิตที่ไม่ได้ปฏิบัติงานอย่างมีประสิทธิภาพจะสามารถเห็นวัสดุที่สูญเปล่าจากการผลิตผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพต่ำ สายการผลิตที่ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพสามารถลดการสิ้นเปลืองวัสดุและใช้ทรัพยากรน้อยลง การดำเนินงานที่มีประสิทธิภาพมากขึ้นยังหมายความว่าการผลิตไม่จำเป็นต้องดำเนินการเป็นเวลานาน ส่งผลให้ใช้พลังงานน้อยลงและกระบวนการผลิตทมีความยั่งยืน ในที่สุดสิ่งนี้ก็สนับสนุนการผลิตผลิตภัณฑ์ที่มีการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์โดยรวมต่อหน่วยต่ำกว่าที่สามารถทำได้ ด้วยการมุ่งมั่นเพื่อให้ได้ OEE สูงสุด ธุรกิจต่างๆ สามารถสนับสนุนการเปลี่ยนแปลงไปสู่การดำเนินงานที่ยั่งยืนมากขึ้น ในขณะเดียวกันก็มอบโอกาสที่สำคัญในการสนับสนุนความยืดหยุ่นของธุรกิจลด CAPEX เพิ่มเติม

นำทุกปัจจัยมารวมกัน

ภาคการผลิตอาหารและเครื่องดื่มเผชิญกับความท้าทาย โดยพบว่าตัวเองอยู่ตรงจุดของการขาดแคลนแรงงาน ต้นทุนการดำเนินงานที่สูงขึ้น และสภาวะจากวิกฤตอาหารทั่วโลก ไม่ต้องพูดถึงอัตรากำไรที่ต่ำในสภาพแวดล้อมการดำเนินงานอยู่แล้ว การทำงานเพื่อปรับปรุง OEE ไม่ใช่เรื่องง่าย ระบบตรวจสอบและวิเคราะห์แบบครบวงจร เช่น LineView เป็นตัวช่วยในการบรรลุเป้าหมายนี้ โดยทำหน้าตั้งแต่การตรวจสอบสายการผลิตไปจนถึงการติดตามเวลาหยุดทำงานของเครื่องจักร ก่อนที่จะระบุสิ่งที่ต้องการปรับปรุงเพื่อให้ได้ผลผลิตที่เหมาะสมที่สุดและลดทรัพยากรที่สูญเปล่า ด้วยการใช้ซอฟต์แวร์ที่ช่วยอำนวยความสะดวกและบ่งชี้สิ่งที่ต้องการปรับปรุงการผลิตให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ท้ายที่สุดแล้วการทำงานร่วมกับผู้ให้บริการโซลูชันโรงงานอัจฉริยะ เช่น LineView สามารถช่วยไขปริศนาข้อมูลให้กับผู้ผลิตและจะช่วยให้ธุรกิจของคุณเพิ่ม ROI สูงสุดและสร้างอนาคตที่ยืดหยุ่นมากขึ้น

Credit : https://industrytoday.com/the-oee-puzzle-a-focus-on-efficiency-in-2024/

แล้วพบกับสาระดีๆแบบนี้ทางด้านงานช่าง งานวิศวกรรม และอุตสาหกรรมได้ที่ นายช่างมาแชร์ นะครับ

Website: www.naichangmashare.com
Facebook: https://www.facebook.com/naichangmashare/
Blockdit :  https://www.blockdit.com/naichangmashare
Instragram: https://www.instagram.com/naichangmashare/
Twitter: https://twitter.com/naichangmashare
Youtube: https://www.youtube.com/@naichangmashare
TikTok :  https://www.tiktok.com/@naichangmashare

#นายช่างมาแชร์ 

ระบบ Warehouse อัตโนมัติมีส่วนช่วยใน E-commerce อย่างไร

0
Ware,House,And,Storage,Very,Good,Managing,Stock
Ware,House,And,Storage,Very,Good,Managing,Stock

ระบบ warehouse อัตโนมัติสามารถรองรับความต้องการของตลาดได้ถึง 24 ชั่วโมง ใน 7 วันทำการซึ่งสสามารถตอบสนองกับการเพิ่มขึ้นของ E-Commerce

เป็นการยากที่จะเน้นย้ำถึงผลกระทบที่อีคอมเมิร์ซมีต่อการค้าปลีก การจัดจำหน่ายและการส่งมอบสินค้าสมัยใหม่มีการเปลี่ยนแปลงพื้นฐานในช่วงห้าปีที่ผ่านมา และขยายตัวอย่างมากเพื่อให้ทันกับความต้องการของผู้บริโภคที่เพิ่มขึ้น ผู้เชี่ยวชาญคาดการณ์ว่ายอดขายอีคอมเมิร์ซทั่วโลกจะสูงถึง 6.3 ล้านล้านดอลลาร์ในปี 2567 เพิ่มขึ้น 9.4% จากปี 2566 และเพิ่มขึ้นเกือบ 1.5 ล้านล้านดอลลาร์จากปี 2564

แนวโน้มเหล่านี้มีความชัดเจน พวกเขาระบุว่าอีคอมเมิร์ซมีผลสำคัญกับผู้บริโภคโดยเฉพาะ Gen Z และรุ่นมิลเลนเนียล ให้เพลิดเพลินกับอิสระในการสั่งซื้อสินค้าได้ทุกที่ทุกเวลา นอกจากนี้ อีคอมเมิร์ซที่เพิ่มขึ้นแสดงให้เห็นว่ารูปแบบการกระจายสินค้าและการดำเนินการในปัจจุบันของเรายังไม่เพียงพอ

ระบบคลังสินค้าส่วนใหญ่ไม่ได้ถูกสร้างขึ้นเพื่อรองรับการใช้จ่ายทางดิจิทัลในระดับสูงสุด โดยทั่วไปแล้ว คลังสินค้าจะมีอุปกรณ์ครบครันเพื่อตอบสนองต่อคำสั่งซื้อและเติมสต็อก ในช่วงเทศกาลวันหยุด (High season) จะต้องการพนักงานเพิ่มเพื่อรับคำสั่งซื้อพร้อมทั้งดำเนินการอำนวยความสะดวกให้ผู้บริโภคและเติมสต็อกสินค้า ทาง Warehouse ยังต้องรักษาจำนวนพนักงานให้เพียงพอกับช่วงวันหยุดดังกล่าวซึ่งหากกลับมาเป็นช่วงเวลาปกติ (Low season) การรักษาจำนวนพนักงานที่เท่าเดิมก็คงไม่ใช่เหตุผลที่ดี

เราวิธีอื่น คือ การใช้ระบบอัตโนมัติในคลังสินค้าและหุ่นยนต์ช่วยให้ผู้นำสามารถตอบสนองปริมาณการใช้จ่ายออนไลน์และอีคอมเมิร์ซที่เพิ่มขึ้นได้

ใช้ประโยชน์จากระบบอัตโนมัติเพื่อเติมเต็ม E-commerce

อุตสาหกรรมหุ่นยนต์กำลังเฟื่องฟู จากข้อมูลของ McKinsey พบว่า 23% ของผู้นำด้านการค้าปลีกและสินค้าอุปโภคบริโภคคาดว่าจะลงทุนมากกว่า 500 ล้านดอลลาร์ในด้านระบบอัตโนมัติในอีกห้าปีข้างหน้า อีก 23% คาดว่าจะลงทุนระหว่าง 100 ถึง 499 ล้านดอลลาร์

การลงทุนที่เพิ่มขึ้นในหุ่นยนต์คลังสินค้าสะท้อนให้เห็นถึงพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป ในปี 2022 มีการส่งคืนสินค้าประมาณ 16.5% คิดเป็นมูลค่าสินค้า 816 พันล้านดอลลาร์ ลูกค้าคาดหวังว่าการคืนสินค้าเหล่านี้จะไม่มีค่าใช้จ่าย และระยะเวลาในการจัดส่งจะสั้น ผู้บริโภคยุคใหม่เกือบครึ่งหนึ่งละทิ้งรถเข็นเนื่องจากลำดับเวลาในการจัดส่งที่สินค้านั้นยาวเกินไป และมากกว่าครึ่ง (53%) กล่าวว่าพวกเขายินดีจ่ายมากขึ้นเพื่อการจัดส่งที่รวดเร็วยิ่งขึ้น

การตอบสนองที่รวดเร็วและการจัดส่งภายในวันเดียวกันถือเป็นธุรกิจที่ยุ่งยาก ผู้ค้าปลีกจำเป็นต้องใช้ประสิทธิภาพสูงสุดในระบบคลังสินค้า รวมถึงการปฏิบัติตามคำสั่งซื้อทั้งกลางวันและกลางคืน ระบบอัตโนมัติเป็นคำตอบที่เป็นไปได้สำหรับเงื่อนไขกับความคาดหวังของผู้บริโภคที่พุ่งสูงขึ้น หุ่นยนต์คลังสินค้าทำงานทุกวันตลอด 24 ชั่วโมงและต้องการการบำรุงรักษาเพียงเล็กน้อย โดยหุ่นยนต์ทำงานประจำ เช่น การเอาของออกจากพาเลท การจัดการพัสดุ และการคัดแยก สามารถทำงานได้ตลอด 24 ชั่วโมงต่อวันและเจ็ดวันต่อสัปดาห์โดยมีการบำรุงรักษาเพียงเล็กน้อยเท่านั้น

นอกจากนี้ ระบบอัตโนมัติสมัยใหม่ยังช่วยให้หุ่นยนต์สามารถปรับตัวเข้ากับกลยุทธ์อีคอมเมิร์ซที่ผันผวนขององค์กรได้ สมมติว่าผู้ค้าปลีกแก้ไขกรอบเวลาการคืนสินค้าจาก 14 วัน เป็น 30 วัน ส่งผลให้ปริมาณงานในคลังสินค้าเพิ่มขึ้น เนื่องจากมีพาเลทส่งคืนผสมกัน หุ่นยนต์จึงต้องเตรียมพร้อมรับมือกับ “ข้อยกเว้น” เอาไว้ ในกรณีนี้ ซอฟต์แวร์แบบ Human-in-the-Loop มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการจัดการข้อยกเว้นอย่างรวดเร็วเพื่อให้บรรลุ (และเกินกว่า) ปริมาณงานที่คาดหวัง

แนวทางแทนที่มนุษย์โดยใช้ระบบอัตโนมัติหุ่นยนต์มีความสำคัญอย่างยิ่งในระบบคลังสินค้า ช่วยให้เกิดประสิทธิภาพ การดำเนินงาน การประหยัดต้นทุน และความพึงพอใจที่ดีขึ้นสำหรับผู้บริโภค

เอาชนะความท้าทายในการใช้งานในระบบอัตโนมัติของคลังสินค้า

ต้นทุนในการติดตั้งเพิ่มเติมที่สูง ปัญหาทางเทคนิค และข้อจำกัดด้านหุ่นยนต์ สามารถเป็นอุปสรรคในการดำเนินงานของคลังสินค้าได้ หากได้รับการจัดการที่ไม่เหมาะสม อย่างไรก็ตาม อุปสรรคไม่ควรขัดขวางการหาโซลูชันแบบระบบอัตโนมัติโดยหุ่นยนต์ อนาคตของการจัดจำหน่ายและลอจิสติกส์คือหุ่นยนต์ อย่างน้อยก็ในบางส่วน ดังนั้นผู้นำด้านการค้าปลีกจะต้องระบุและเอาชนะความท้าทายในการดำเนินการตั้งแต่เนิ่นๆ

ความก้าวหน้าด้านวิทยาการหุ่นยนต์ (RaaS) ช่วยให้องค์กรต่างๆ สามารถปรับขนาดด้านระบบอัตโนมัติได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยบูรณาการ (และเลิกใช้งาน) หุ่นยนต์ตามความจำเป็นเพื่อตอบสนองต่อความผันผวนของตลาด แนวทางการใช้หุ่นยนต์ในคลังสินค้าที่ใช้ SaaS เป็นประโยชน์ต่อองค์กรที่มีอุปกรณ์ทางเทคนิคน้อย เนื่องจากความรับผิดชอบในการอัปเกรดและบำรุงรักษาหุ่นยนต์ตกเป็นของบุคคลภายนอก (Third party) ในบางกรณี แม้แต่ความรับผิดชอบในการกำกับดูแลก็สามารถจ้างจากภายนอกได้

คลังสินค้าเป็นเป็นสิ่งที่ซับซ้อน กระบวนการปรับปรุงพื้นที่เพื่อหุ่นยนต์อาจยุ่งยาก และการปรับเปลี่ยนขั้นตอนการทำงานดิจิทัลก็มักจะซับซ้อนไม่แพ้กัน แม้ว่าหุ่นยนต์ขั้นสูงจะสามารถรับมือกับระบบชั้นวางต่างๆ แต่อาจมีการปรับเปลี่ยนบางอย่าง รวมถึงการปรับเค้าโครงอาคารอาจต้องปรับการไหลของสินค้าให้เหมาะสม ซึ่งบริษัทต่างๆ สามารถลบล้างอุปสรรคด้านต้นทุนได้โดย

การดำเนินการทีละส่วน (Phase)

นำระบบอัตโนมัติไปใช้ในระยะต่างๆ โดยมุ่งเน้นไปที่พื้นที่ใช้แรงงานสูงเป็นอันดับแรก เช่น แผนกส่งคืนสินค้า วิธีการแบบเป็นขั้นตอนนี้คืนทุนเร็วและช่วยลดผลกระทบต่อการดำเนินงานให้เหลือน้อยที่สุด เมื่อใช้ร่วมกับ RaaS วิธีการนี้จะมีประสิทธิภาพเป็นพิเศษ

การใช้ประโยชน์จากโครงสร้างพื้นฐานที่มีอยู่

คิดและตัดสินใจในการใช้ระบบให้มีประสิทธิภาพโดยอาศัยโครงสร้างพื้นฐานที่มีอยู่ ซึ่งช่วยลดความจำเป็นในการปรับเปลี่ยนสิ่งอำนวยความสะดวกที่มีค่าใช้จ่ายสูง หลังจากประเมินเค้าโครงที่เหมาะสมที่สุดสำหรับระบบอัตโนมัติของคลังสินค้า การจัดเตรียมอาคารให้พร้อมสำหรับระบบอัตโนมัตินั้นคุ้มต้นทุนมากกว่าการปรับโครงสร้างอาคารที่มีอยู่เดิมมาก

มองหาคำแนะนำจากที่ปรึกษา

ปรึกษากับผู้เชี่ยวชาญในระบบอัตโนมัติและการออกแบบคลังสินค้า ประสบการณ์ของพวกเขาสามารถให้ข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับโอกาสในการประหยัดต้นทุน ข้อผิดพลาดที่อาจเกิดขึ้นเพื่อหลีกเลี่ยง และกลยุทธ์ในการเพิ่มประสิทธิภาพและประสิทธิผลของโครงการระบบอัตโนมัติให้สูงสุด

การจัดส่งในวันเดียวกันนั้นอยู่ไม่ไกลเกินเอื้อม

ความเร็วและความพร้อมใช้งานของอีคอมเมิร์ซมีผลต่อผู้ค้าปลีกและผู้บริโภค เพื่อให้ก้าวทันโลก บริษัทต่างๆ จะต้องลงทุนในระบบอัตโนมัติของคลังสินค้าและหุ่นยนต์ ซึ่งจะตอบโจทย์ในแง่ของประสิทธิภาพที่เพิ่มขึ้น การประหยัดต้นทุน และความพึงพอใจของลูกค้าที่ดีขึ้น ประโยชน์ระยะยาวของระบบคลังสินค้าอัตโนมัติมีความคุ้มทุนอย่างมาก ระบบอัตโนมัติคือวิวัฒนาการครั้งต่อไปในการกระจายสินค้าและการดำเนินการตามคำสั่งซื้อและ ผู้ค้าที่พัฒนาระบบอัตโนมัติในตอนนี้จะกลายเป็นผู้นำ

Credit: https://industrytoday.com/how-automated-warehouses-enable-modern-e-commerce/

แล้วพบกับสาระดีๆแบบนี้ทางด้านงานช่าง งานวิศวกรรม และอุตสาหกรรมได้ที่ นายช่างมาแชร์ นะครับ

Website: www.naichangmashare.com
Facebook: https://www.facebook.com/naichangmashare/
Blockdit :  https://www.blockdit.com/naichangmashare
Instragram: https://www.instagram.com/naichangmashare/
Twitter: https://twitter.com/naichangmashare
Youtube: https://www.youtube.com/@naichangmashare
TikTok :  https://www.tiktok.com/@naichangmashare

#นายช่างมาแชร์