AI คือ Soft Skill ใหม่ในยุคดิจิทัล พร้อมจี้รัฐเร่งพิจารณากฎหมายควบคุม

0

คณบดี CITE DPU เผย AI คือ Soft Skill ใหม่ในยุคดิจิทัล พร้อมจี้รัฐเร่งพิจารณากฎหมายควบคุม ป้องกันใช้งาน AI ไม่เหมาะสม ระบุการใช้ AI เสมือนเป็นดาบสองคม สามารถช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและความรวดเร็วในการทำงานได้ แต่ก็ยังมีความเสี่ยงจากข้อมูลหรือผลลัพธ์ที่ไม่ถูกต้อง

ปัจจุบันเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ AI (Artificial Intelligence) ก้าวเข้ามามีบทบาทสำคัญในชีวิตประจำวัน ทุกภาคส่วนจำเป็นต้องเตรียมตัวให้พร้อมรับมือการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว กว่าปีเศษที่มีการใช้งาน Generative AI อย่างแพร่หลาย ทั้ง Chat GPT (Generative Pre-trained Transformer) รวมทั้ง AI ตัวอื่นอย่าง Gemini (ชื่อเดิม Bard) Copilot และ AI ตัวอื่น ๆ ถูกนำมาเป็นตัวช่วยในการทำงานต่าง ๆ ให้รวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากขึ้น

แต่ขณะเดียวกันหลายองค์กรเริ่มลดกำลังคนและนำ AI มาแทนที่มนุษย์ ดังนั้นเราจึงจำเป็นต้องเรียนรู้และใช้งาน AI เพื่อให้สามารถปรับตัว อยู่ร่วมและใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีนี้ได้อย่างเต็มที่

ผศ.ดร.ชัยพร เขมะภาตะพันธ์ คณบดีวิทยาลัยนวัตกรรมด้านเทคโนโลยีและวิศวกรรมศาสตร์ (CITE) มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (DPU) เปิดเผยว่า ปัจจุบันการทำงานของเทคโนโลยี AI มีความก้าวหน้าไปอย่างก้าวกระโดด มีการนำมาใช้งานในภาคส่วนต่าง ๆ มากมาย เราจะพบว่า AI มีความสามารถต่าง ๆ อย่างที่เราคาดไม่ถึงมากมาย เช่น การสร้างตัวตนเสมือน การวาดรูป การแต่งนิยาย การสร้างภาพวิดีโอ การแต่งเพลง การสร้างภาพสถาปัตยกรรม การสร้างผลงานทางศิลปะ การเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์ การแปลภาษา จึงเริ่มมีการนำ AI มาใช้งานต่าง ๆทั้งที่ซับซ้อนและไม่ซับซ้อนมากขึ้น

AI ดาบสองคม เพิ่มประสิทธิภาพการทำงานแต่เสี่ยงจากข้อมูล

ไม่ว่าจะเป็น ด้านการเกษตรที่นำ ปัญญาประดิษฐ์ AI ช่วยดูแลฟาร์มทั้งระบบ หรือการใช้ AI มาช่วยนำเข้าข้อมูลโดยอัตโนมัติในสำนักงานต่าง ๆ หรือ ด้านการเงินที่นำ AI ช่วยวิเคราะห์ซื้อขายสินทรัพย์ ด้านการธนาคารที่นำ AI มาประเมินการปล่อยกู้ หรือ ด้านสาธารณสุขที่ใช้ AI ในการวิเคราะห์โรค หรือ ด้านการขนส่งที่นำ AI มาขับเคลื่อนรถยนต์อัตโนมัติ เป็นต้น กล่าวได้ว่า AI สามารถเข้าไปอยู่ได้แทบจะทุกวงการรอบตัวเรา ดังนั้นเราจึงต้องปรับตัว อยู่ร่วมและเรียนรู้การใช้เทคโนโลยี AI ที่เกิดขึ้น

การใช้ AI เสมือนเป็นดาบสองคม กล่าวคือ AI สามารถช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและความรวดเร็วในการทำงานได้ แต่ก็ยังมีความเสี่ยงจากข้อมูลหรือผลลัพธ์ที่ไม่ถูกต้อง เนื่องจาก AI ก็อาจจะเรียนรู้ข้อมูลที่ผิดหรือไม่ถูกต้องหรือละเมิดมาได้ ดังนั้นเราต้องประมวลและตรวจสอบให้ได้ว่าผลลัพธ์ที่ได้จาก AI มีอะไรที่ไม่ถูกต้องและอย่างไร ซึ่งต้องอาศัย Core Knowledge ของเราเองนั่นเอง เพื่อให้สามารถใช้งาน AI ได้อย่างมีประสิทธิภาพและนำหน้า AI เปรียบเสมือนว่าเราคุยเรื่องใดเรื่องหนึ่งกับใครสักคน แล้วเรารู้ว่าคนที่เรากำลังคุยด้วยกำลังให้ข้อมูลที่ไม่ถูกต้อง 

ออกกฎหมายควบคุมการใช้งาน AIไม่เหมาะสม

แน่นอนที่องค์กรต่าง ๆ ต้องเริ่มมีการใช้งาน AI เพิ่มมากขึ้น  ในการดำเนินการต่าง ๆ เพื่อเป้าหมายการให้บริการหรือผลประกอบการที่ดีขึ้น รวมทั้งการแข่งขันทางธุรกิจ แต่ AI ก็เป็นดาบสองคมเช่นกัน เช่น การสร้างข้อมูลลวง หรือ Deep fake หรือการละเมิดข้อมูลส่วนบุคคล หรือการสร้างผลงานด้วย ปัญญาประดิษฐ์ AI โดยไม่มีการตรวจสอบความถูกต้องและขัดเกลา รวมทั้งการคัดลอกผลงานหรือละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา หรือการใช้ AI เพื่อส่งคำสั่งซื้อขายสินทรัพย์ต่าง ๆ จนผู้เล่นรายเล็กไม่เหลือรอด หรือการใช้ AI หาและใช้ประโยชน์จากช่องโหว่ที่มีอยู่ หรือการส่งข้อมูลต่าง ๆ ที่ให้ลูกค้าโดยอัตโนมัติจาก AI โดยไม่มีการตรวจสอบ เป็นต้น

“เพื่อป้องกันการใช้งานที่ไม่เหมาะสมหรือเสี่ยงต่อการคุกคามรวมทั้งเพื่อสร้างความปลอดภัย การมีกฎหมายเพื่อกำหนดกรอบหรือควบคุมการใช้งาน AI ให้อยู่ในกรอบที่ควรจะเป็น อะไรที่ไม่ควรให้ AI ทำงาน เป็นต้น ทั้งนี้ควรมุ่งเน้นแนวทางการใช้งานและผลลัพธ์ที่ถูกต้องเป็นเรื่องสำคัญ ภาครัฐรวมถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรตระหนักถึงเรื่องนี้”

ผศ.ดร.ชัยพร  กล่าวด้วยว่า เด็กยุคใหม่ควรเรียนรู้และใช้งาน AI ให้เป็นทักษะหนึ่งติดตัว เพื่อให้สั่งการ ใช้ประโยชน์ หรือเป็นผู้ตรวจสอบการทำงานของ AI ได้ ทั้งนี้ที่วิทยาลัยนวัตกรรมด้านเทคโนโลยีและวิศวกรรมศาสตร์ หรือ CITE DPU ได้พยายามติดอาวุธให้นักศึกษา โดยอาจารย์ผู้สอนได้สอดแทรกความรู้เกี่ยวกับการใช้งานสั่งการหรือ prompt ตัว Generative AI ในทุกหลักสูตร เพื่อให้นักศึกษาใช้เป็น Soft Skill ในการเพิ่มประสิทธิภาพในการเรียนรู้

นอกจากนี้ยังมีการจัดอบรมอัปเดทการใช้งานสั่งการ Generative AI อาทิ การใช้ Chat GPT เป็นต้น แต่หากต้องการมุ่งเน้นเป็นผู้เชี่ยวชาญด้าน AI ก็สามารถเลือกเรียนหลักสูตรวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ ทั้งระดับ ปริญญาตรี-โท-เอก ที่มีเนื้อหา AI อยู่ในหลักสูตรแล้ว โดยในอนาคต CITE DPU ก็มีแผนพัฒนาหลักสูตรที่มีอยู่ให้สามารถสร้างและประยุกต์การใช้งาน AI ให้ลุ่มลึกมากยิ่งขึ้น โดยจะมีการแยกออกมาเป็นหลักสูตรวิศวกรรมปัญญาประดิษฐ์ เพื่อรองรับสายอาชีพด้าน AI ต่อไป

“จากมุมมองของผู้ประกอบการในสายอาชีพวิศวกรรม หากเรามี Skill การใช้งานสั่งการ Generative AI ได้จะทำให้ได้เปรียบมากกว่าคนที่ทำงานด้วยวิธีเดิม ๆ ในการทำงาน ช่วยเพิ่มความเร็วในการทำงาน แต่ก็มีข้อควรระวังและต้องใช้งานให้เป็น แต่หากเราไม่ปรับตัวเราก็อาจถูก AI แทนที่ได้” ผศ.ดร.ชัยพร กล่าวทิ้งท้าย

Credti: https://www.bangkokbiznews.com/health/education/1114579

แล้วพบกับสาระดีๆแบบนี้ทางด้านงานช่าง งานวิศวกรรม และอุตสาหกรรมได้ที่ นายช่างมาแชร์ นะครับ

Website: www.naichangmashare.com
Facebook: https://www.facebook.com/naichangmashare/
Blockdit :  https://www.blockdit.com/naichangmashare
Instragram: https://www.instagram.com/naichangmashare/
Twitter: https://twitter.com/naichangmashare
Youtube: https://www.youtube.com/@naichangmashare
TikTok :  https://www.tiktok.com/@naichangmashare

#นายช่างมาแชร์ 

TDCC ปักหมุด 3 ปี ดันไทย ‘ฮับดาต้าเซ็นเตอร์’ แห่งอาเซียน

0

ยุคแห่ง “AI Economy” ที่ทุกอย่างถูกขับด้วยด้วยเทคโนโลยี เป็นช่วงเวลาสำคัญที่ประเทศไทยต้องรีบฉกฉวยโอกาสในการผลักดันให้ไทยเป็นฮับดาต้าเซ็นเตอร์ ต่อยอดจากข้อได้เปรียบทั้งในเชิงภูมิศาสตร์ รวมถึงนโยบายสนับสนุนด้านดิจิทัลที่หลากหลาย ซึ่งทำให้ประเทศกลายเป็นหมุดหมายสำคัญของการลงทุนจากผู้ให้บริการดิจิทัลและดาต้าเซ็นเตอร์ทั่วโลก…

หลังจากเมื่อเดือน ม.ค. 2567 ที่ผ่านมา ผู้ให้บริการดาต้าเซ็นเตอร์ชั้นนำ 5 ราย ร่วมลงนามในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) จัดตั้ง “สมาคมดาต้าเซ็นเตอร์แห่งประเทศไทย(Thailand Data Centre Council หรือ TDCC)” อย่างเป็นทางการ

ความเคลื่อนไหวล่าสุด ทางสมาคมฯ ได้ประกาศแต่งตั้ง นายทศพล เพ็งส้ม ดำรงตำแหน่งประธานสมาคมฯ คนแรก เพื่อขับเคลื่อนประเทศไทยให้เป็นศูนย์กลางดาต้าเซ็นเตอร์ของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ภายใน 3 ปี

เขามีประสบการณ์กว้างขวาง และเคยดํารงตําแหน่งสําคัญจำนวนมากอาทิ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ปฏิบัติงานในกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม, และอดีตผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ปฏิบัติงานในกระทรวงพลังงาน

นอกจากนี้ ยังเคยดำรงตำแหน่งประธานคณะทำงานจัดตั้งสถาบันข้อมูลขนาดใหญ่แห่งชาติ (National Big Data Institute: NBDi)

ฝ่าความท้าทาย ‘นโยบาย-กฎระเบียบ’

นายทศพล แสดงทัศนะว่า ขณะนี้มีผู้ให้บริการคลาวด์รายใหญ่อย่าง อาลีบาบา คลาวด์, หัวเว่ย คลาวด์, เทนเซ็นต์ คลาวด์, อะเมซอน เว็บ เซอร์วิสเซส (เอดับบลิวเอส) และ กูเกิล คลาวด์ แพลตฟอร์ม เข้ามาในประเทศไทย ดังนั้นการส่งเสริมและสนับสนุนสภาพแวดล้อมเพื่อกระตุ้นการขยายตัวของดาต้าเซ็นเตอร์จึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง

จากข้อมูลการคาดการณ์ของ Structure Research ระบุว่า ในปี 2566 ตลาดโคโลเคชั่นดาต้าเซ็นเตอร์ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก (APAC) มีกำลังไฟมากถึง 10,233 เมกะวัตต์ คิดเป็นประมาณ 40% ของตลาดทั่วโลก ขณะที่ เมื่อถึงปี 2571 กำลังไฟจะเพิ่มขึ้นเป็น 19,069 เมกะวัตต์

แม้ประเทศไทยจะมีขนาดจีพีดีที่ใหญ่เป็นอันดับสองของอาเซียน แต่กลับเป็นมาเลเซียและอินโดนีเซียที่มีการเติบโตอย่างเป็นรูปธรรม 

เนื่องจากไทยต้องเผชิญกับความท้าทายทั้งในด้านของนโยบายและกฎระเบียบ ก่อให้เกิดความเสี่ยงในการเดินหน้าไปสู่ยุค “AI Economy” ที่กำลังขยายตัว

สร้างโอกาสการเติบโตจาก ‘เอไอ’

สมาคมดาต้าเซ็นเตอร์แห่งประเทศไทย (TDCC) มีเป้าหมายเพื่อยกระดับอุตสาหกรรมดาต้าเซ็นเตอร์ให้เป็นอุตสาหกรรมที่มีความสำคัญอย่างยิ่งยวด (Critical Industry) สำหรับโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลของประเทศไทย

โดยมีกรอบยุทธศาสตร์การดำเนินงานประกอบด้วย ปรับปรุงนโยบาย ส่งเสริมและสร้างความเชื่อมั่นอุตสาหกรรมดาต้าเซ็นเตอร์ โดยการเร่งแก้ไขกฎระเบียบและใบอนุญาตที่ขัดขวาง เพื่อลดเวลาการเข้าสู่ตลาดและขจัดต้นทุนที่ไม่จำเป็น

ด้วยการร่วมมือกับรัฐบาลเพื่อสร้างแนวทางปฏิบัติที่ชัดเจน และสนับสนุนผู้ให้บริการคลาวด์, ผู้ให้บริการดาต้าเซ็นเตอร์ทั้งรายปัจจุบันและรายใหม่ที่กำลังจะเข้ามาเพิ่ม พร้อมส่งเสริมความเชื่อมั่นให้กับอุตสาหกรรมดาต้าเซ็นเตอร์และเพิ่มโอกาสการเติบโตจากเอไอ

ความยั่งยืนและพลังงานทดแทน ร่วมมือกับภาคพลังงานเพื่อให้สอดคล้องกับข้อกำหนดด้านพลังงานหมุนเวียน ซึ่งสะท้อนถึงการเติบโตของอุตสาหกรรมดาต้าเซ็นเตอร์ที่ขับเคลื่อนโดยการให้บริการโฮสต์ GPU แก่ผู้ให้บริการคลาวด์และผู้ให้บริการคอนเทนต์แพลตฟอร์ม และยังให้ความสำคัญกับแนวทางปฏิบัติที่เน้นความยั่งยืน

เพิ่มความเชื่อมั่น ดึงนักลงทุนต่างชาติ

การพัฒนาบุคลากร บ่มเพาะและฝึกอบรมบุคลากรในทุกระดับ ขยายและพัฒนาหลักสูตรการศึกษาดาต้าเซ็นเตอร์ แผนการฝึกอบรมและแผนฝึกงานทั้งระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว โดยร่วมเจรจากับหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องเพื่อพัฒนาบุคลากรในระบบนิเวศ

เป็นตัวกลางพูดคุยและให้คำปรึกษา TDCC จะทำหน้าที่เป็นตัวกลางในการแก้ไขปัญหาหรือความท้าทาย โดยทำงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พร้อมสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนต่างชาติ โดยเป้าหมายสูงสุดคือการสร้างประโยชน์ให้กับประเทศและคนไทย

โดยภาพรวมการทำงาน มุ่งสร้างความร่วมมือกับภาครัฐ ผู้ให้บริการคลาวด์ ผู้ให้บริการคอนเทนต์แพลตฟอร์มอย่างบูรณาการ เพื่อปรับเปลี่ยนนโยบาย พร้อมส่งเสริมสภาพแวดล้อมที่กระตุ้นการสร้างความเชื่อมั่นในหมู่นักลงทุนต่างชาติ

ปัจจุบัน เอไอเป็นปัจจัยขับเคลื่อนสำคัญของการเติบโตทางเศรษฐกิจ และมีอิทธิพลต่ออุปสงค์และอุปทานในตลาด การเติบโตเชิงดิจิทัลที่เกิดขึ้นผลักดันให้ผู้ให้บริการคลาวด์และดิจิทัลแพลตฟอร์มต่างๆ มองหาศูนย์ข้อมูลเพื่อจัดตั้งฐานปฏิบัติการ

ธนาคารแห่งประเทศไทยคาดว่าในปี 2567 เศรษฐกิจไทยจะเติบโต 3.8% ซึ่งรัฐบาลกำลังดำเนินโครงการใหม่ๆ ที่มุ่งเน้นการลงทุนเชิงรุก แคมเปญซอฟต์พาวเวอร์ระยะสั้น ไปจนถึงโครงการระยะยาวอย่างเเลนด์บริดจ์ (LandBridge) ในพื้นที่ภาคใต้

จุดมุ่งเน้นสำคัญของความพยายามเหล่านี้คือ การดึงดูดการลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์ ซึ่งเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญต่อความก้าวหน้าทางเศรษฐกิจของประเทศไทย

Credit: https://www.bangkokbiznews.com/tech/gadget/1114538

แล้วพบกับสาระดีๆแบบนี้ทางด้านงานช่าง งานวิศวกรรม และอุตสาหกรรมได้ที่ นายช่างมาแชร์ นะครับ

Website: www.naichangmashare.com
Facebook: https://www.facebook.com/naichangmashare/
Blockdit :  https://www.blockdit.com/naichangmashare
Instragram: https://www.instagram.com/naichangmashare/
Twitter: https://twitter.com/naichangmashare
Youtube: https://www.youtube.com/@naichangmashare
TikTok :  https://www.tiktok.com/@naichangmashare

#นายช่างมาแชร์ 

‘รัฐ’ อุดหนุน 50% ตั้งโรงงานแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้า(EV) ดึงเทคโนโลยีบริษัทยักษ์ใหญ่ลงทุนไทย

0
Ev,Car,Or,Electric,Vehicle,At,Charging,Station,With,The
Ev,Car,Or,Electric,Vehicle,At,Charging,Station,With,The

อุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ในประเทศไทยถือว่าเติบโตอย่างก้าวกระโดดจากมาตรการ EV3.0 และ 3.5 ที่สร้างความต้องการรถยนต์ไฟฟ้า และทำให้มีการลงทุนของค่ายรถ EV จากต่างประเทศแบรนด์ชั้นนำที่เข้ามายังประเทศไทย ณะที่ยอดขายรถ EV ในปี 2566 มีปริมาณ 7.6 หมื่นคัน เติบโตกว่า 6.5 เท่า และเพื่อรักษาความต่อเนื่องในการขยายตัวของตลาด ทำให้คณะกรรมการยานยนต์ไฟฟ้าแห่งชาติ (บอร์ดอีวี) วันที่ 21 ก.พ.2567 ได้อนุมัติมาตรการสนับสนุนเพิ่มเติมทั้งการสนับสนุน EV และการตั้งโรงงานผลิตแบตเตอรี่สำหรับรถ EV ที่เป็นเทคโนโลยีระดับสูงขึ้น ซึ่งเป็นข้อเสนอที่ค้างมาตั้งแต่รัฐบาลชุดที่แล้ว

นายนฤตม์ เทอดสถีศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ในฐานะกรรมการและเลขานุการคณะกรรมการนโยบายยานยนต์ไฟฟ้าแห่งชาติ (บอร์ดอีวี) เปิดเผยว่า บอร์ดอีวี ที่มีนายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน เห็นชอบมาตรการส่งเสริมการลงทุนผลิตแบตเตอรี่ระดับเซลล์สำหรับยานยนต์ไฟฟ้า และระบบกักเก็บพลังงาน (ESS) เพื่อดึงดูดให้ผู้ผลิตแบตเตอรี่ระดับเซลล์ 

ทั้งนี้เป็นการผลิตต้นน้ำที่ใช้เทคโนโลยีชั้นสูงเข้ามาลงทุนในประเทศโทย โดยผู้ลงทุนจะสามารถขอรับสิทธิประโยชน์และเงินสนับสนุนจากกองทุนเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศฯ ภายใต้เงื่อนไขของบีโอไอ

เงื่อนไขเบื้องต้นสำหรับผู้ลงทุน 4 ข้อ ดังนี้

1.ต้องเป็นผู้ผลิตแบตเตอรี่ชั้นนำที่มีการใช้งานโดยผู้ผลิตยานยนต์ไฟฟ้า

2.ต้องมีแผนการผลิตเซลล์แบตเตอรี่สำหรับยานยนต์ไฟฟ้า โดยสามารถผลิตเซลล์แบตเตอรี่สำหรับระบบกักเก็บพลังงาน (ESS) ด้วยได้

3.ต้องผลิตเซลล์แบตเตอรี่ที่มีค่าพลังงานจำเพาะ ไม่น้อยกว่า 150 Wh/Kg

4.ต้องมีจำนวนรอบการอัดประจุ (Life Cycle) ไม่น้อยกว่า 1,000 รอบ โดยกำหนดเวลายื่นข้อเสนอโครงการ ลงทุนภายในปี 2570

ตั้งเป้าดึงผู้ผลิตเซลล์แบตฯระดับโลก

นอกจากนี้ การสนับสนุนการลงทุนโรงงานแบตเตอรี่ในระดับเซลล์ บีโอไอและคณะกรรมการนโยบายเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศฯจะพิจารณากำหนดรายละเอียดของหลักเกณฑ์และแนวทางปฏิบัติต่อไป โดยในการให้การสนับสนุนการลงทุนจะเป็นการเจรจาเป็นรายบริษัท โดยขึ้นกับเทคโนโลยี ขนาดกำลังการผลิตที่จะเข้ามาลงทุนในประเทศไทย รวมทั้งขึ้นกับลูกค้าที่ใช้งานแบตเตอรี่ของผู้ประกอบการรายนั้นๆ โดยไทยต้องการที่จะได้ผู้ประกอบการชั้นนำของโลกที่มีการลงทุนในระดับเซลล์เข้ามาในประเทศไทย

อุดหนุนสูงสุด 50% ของมูลค่าลงทุน

ขณะที่ปัจจุบันมีบริษัทชั้นนำที่มีเทคโนโลยีที่สนใจดึงเข้ามาลงทุน ประกอบด้วย

1.บริษัทจากจีน ได้แก่ Contemporary Amperex Technology (CATL) โกชันไฮเทค (Gotion) SVOLT ENERGY TECHNOLOGY หรือ SVOLT บริษัท BYD บริษัท China Aviation Lithium Battery Co. (CALB) บริษัทซันโวดะอิเล็คทริค วิฮิเคิล แบตเตอรี่ จำกัด บริษัท EVE 

2.บริษัทจากญี่ปุ่น ได้แก่ พานาโซนิค 

3.บริษัทจากเกาหลีใต้ ได้แก่ ซัมซุง LG และ SK แบตเตอรี่ 

ทั้งนี้ไทยคาดหวังจะได้บริษัทชั้นนำที่มีเทคโนโลยีขั้นสูงเข้ามาลงทุนในไทย ซึ่งสิทธิประโยชน์สูงสุดที่สามารถให้ได้ผ่านกองทุนเพิ่มขีดความสามารถแข่งขันคือการอุดหนุนการสร้างโรงงานแบตเตอรี่ 30-50% ของมูลค่าการลงทุน

“แบตเตอรี่เป็นหัวใจสำคัญของอุตสาหกรรม EV ปัจจุบันมีผู้ผลิตแบตเตอรี่ในระดับโมดูลและแพ็คในประเทศหลายราย แต่เรายังขาดต้นน้ำที่สำคัญ คือ การผลิตแบตเตอรี่ในระดับเซลล์ ซึ่งเป็นขั้นตอนที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูงและใช้เงินลงทุนสูง” นายนฤตม์ กล่าว

สำหรับการออกมาตรการส่งเสริมครั้งนี้จะดึงบริษัทชั้นนำของโลกมาผลิตในไทย ซึ่งจะช่วยเติมเต็มห่วงโซ่อุปทานของอุตสาหกรรม EV ไทย และช่วยอุตสาหกรรมอื่นที่ใช้ระบบกักเก็บพลังงาน (ESS) ซึ่งสอดคล้องทิศทางโลกที่มุ่งให้เกิดการสะอาดดำเนินธุรกิจ ได้สิทธิประโยชน์สูงกว่า “บีโอไอ”

ายงานข่าวจากบีโอไอ ระบุว่า แนวทางการอุดหนุนเงินให้ผู้ลงทุนจะดำเนินการผ่านกองทุนเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน โดยกำหนดกลุ่มเป้าหมายอุดหนุนการลงทุกลุ่ม Strategic Investment ที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูง ซึ่งรัฐจะใช้แนวทางการเจรจาให้สิทธิประโยชน์ โดยมีคณะผู้เชี่ยวชาญช่วยกลั่นกรองโครงการเพื่อให้สิทธิประโยชน์ที่เหมาะสมและคุ้มค่ากับประโยชน์ที่ประเทศได้รับ

สำหรับสิทธิประโยชน์ที่ได้จากการเจรจาครอบคลุม 4 ส่วน ประกอบด้วย

1.เงินสนับสนุน 30-50% ของมูลค่าการลงทุน

2.การยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลไม่เกิน 15 ปี ซึ่งสูงกว่าสิทธิประโยชน์ตาม พ.ร.บ.ส่งเสริมการลงทุนที่ยกเว้นได้ไม่เกิน 13 ปี

3.การยกเว้นอากรเครื่องจักร

4.การยกเว้นอากรวัตถุดิบ

ซื้อรถบัส-รถบรรทุก EV หักค่าใช้จ่าย 2 เท่า

นอกจากนี้ เห็นชอบมาตรการสนับสนุนการใช้ยานยนต์ไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ขนาดใหญ่ ทั้งรถโดยสารไฟฟ้า (E-Bus) และรถบรรทุกไฟฟ้า (E-Truck) เพื่อสนับสนุนภาคธุรกิจในการลดการปล่อยคาร์บอน ช่วยให้ประเทศไทยบรรลุเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน รวมถึงช่วยสร้างฐานการผลิตยานยนต์ไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ในประเทศ

สำหรับมาตรการดังกล่าว จะอนุญาตให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลสามารถหักค่าใช้จ่ายในการคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับการซื้อรถโดยสารไฟฟ้าและรถบรรทุกไฟฟ้ามา ใช้งานโดยไม่กำหนดเพดานราคาชั้นสูง ในกรณีซื้อรถที่ผลิต/ประกอบในประเทศ สามารถนำมาหักค่าใช้จ่าย ได้ 2 เท่า และในกรณีนำเข้ารถสำเร็จรูปจากต่างประเทศ สามารถหักค่าใช้จ่ายได้ 1.5 เท่า โดยมาตรการนี้จะมีผลตั้งแต่พระราชกฤษฎีกาที่กระทรวงการคลังจะออกมาประกาศใช้ไป จนถึงสิ้นปี 2568

ทั้งนี้ ที่ประชุมได้มอบหมายให้กระทรวงการคลังโดยกรมสรรพากร พิจารณา กำหนดแนวทางปฏิบัติและดำเนินการตามขั้นตอนต่อไปโดยคาดว่าจะมีรถทั้งสองประเภทที่เป็นรถ EV ในโครงการนี้ประมาณ 10,000 คัน แบ่งเป็นรถบัสประมาณ 6,000 คัน และรถบรรทุกประมาณ 4,000 คน

“การที่บอร์ด EV ออกมาตรการสนับสนุนการใช้รถโดยสารไฟฟ้าและรถบรรทุกไฟฟ้าในครั้งนี้ ถือเป็นการต่อยอดจากมาตรการ EV3 และ EV3.5 ที่เน้นกลุ่มรถยนต์นั่ง รถจักรยานยนต์ และรถกระบะเป็นหลัก”

ทั้งนี้ คาดว่ามาตรการดังกล่าวจะช่วยเร่งให้เกิดการปรับเปลี่ยนรถยนต์เชิงพาณิชย์ขนาดใหญ่ไปสู่ยานยนต์ไฟฟ้าได้ไม่ต่ำกว่า 10,000 คัน ช่วยลดการปล่อยมลภาวะในภาคการขนส่ง และตอกย้ำการเป็นศูนย์กลาง EV ของภูมิภาคในรถยนต์ทุกประเภท โดยไทยพร้อมจะปรับมาตรการ EV ให้มีความยืดหยุ่นและทันต่อการเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยีที่รวดเร็วในอนาคต

เพิ่มขอบเขตรถยนต์ไฟฟ้าตอบโจทย์ประเทศ

ทั้งนี้ บอร์ด EV เห็นชอบให้ปรับปรุงมาตรการสนับสนุนการใช้ยานยนต์ไฟฟ้าระยะที่ 2 หรือ EV3.5 เช่น ขยายขอบเขตของรถยนต์ไฟฟ้าที่ได้รับสิทธิให้ครอบคลุมรถยนต์โดยสารที่มีที่นั่งไม่เกิน 10 คน และเพิ่มคุณสมบัติของรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า กรณีที่มีขนาดแบตเตอรี่ต่ำกว่า 3 KWh แต่มีระยะทางวิ่งมากกว่า 75 กิโลเมตรต่อรอบการชาร์จ 

รวมทั้งมีมาตรฐานความปลอดภัย สามารถข้าร่วมมาตรการ EV3.5 ได้ เพื่อตอบโจทย์ผู้ประกอบการมากขึ้น

นอกจากนี้ ที่ผ่านมามาตรการส่งเสริมอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าของภาครัฐกระตุ้นตลาด EV ในประเทศให้เติบโตก้าวกระโดด เห็นได้จากยอดจดทะเบียนรถยนต์อีวีที่สูงถึงกว่า 76,000 คันในปี 2566 เพิ่มขึ้น 6.5 เท่า จากปีก่อน นำมาสู่การลงทุนในอุตสาหกรรม EV แบบครบวงจร โดยข้อมูล ณ สิ้นปี 2566 บีโอไอให้การส่งเสริมอุตสาหกรรม EV จำนวน 103 โครงการ เงินลงทุนรวม 77,192 ล้านบาท แบ่งเป็น 

รถยนต์อีวี 18 โครงการ 40,004 ล้านบาท , รถจักรยานยนต์อีวี่ 9 โครงการ 848 ล้านบาท , รถบัสอีวีและรถบรรทุกอีวี 3 โครงการ 2,200 ล้านบาท , แบตเตอรี่สำหรับรถ EV และ ESS 39 โครงการ 23,904 ล้านบาท , ชิ้นส่วนสำคัญ 20 โครงการ 6,031 ล้านบาท และสถานีอัดประจุไฟฟ้า 14 โครงการ 4,205 ล้านบาท

Credit : https://www.bangkokbiznews.com/business/economic/1114350

แล้วพบกับสาระดีๆแบบนี้ทางด้านงานช่าง งานวิศวกรรม และอุตสาหกรรมได้ที่ นายช่างมาแชร์ นะครับ

Website: www.naichangmashare.com
Facebook: https://www.facebook.com/naichangmashare/
Blockdit :  https://www.blockdit.com/naichangmashare
Instragram: https://www.instagram.com/naichangmashare/
Twitter: https://twitter.com/naichangmashare
Youtube: https://www.youtube.com/@naichangmashare
TikTok :  https://www.tiktok.com/@naichangmashare

#นายช่างมาแชร์ 

CPAC มุ่งสู่ Net Zero

0
DCIM/100MEDIA/DJI_0399.jpg

Net Zero

จากปัญหาสภาวะโลกร้อนที่ทั่วโลกให้ความตระหนัก และหันมาสร้างความร่วมมือกันเพื่อที่จะช่วยควบคุมอุณหภูมิโลกไม่ให้เกิน 1.5 องศาเซลเซียส ในการประชุม COP26 ที่เมืองกลาสโกว์ สหราชอาณาจักร เมื่อปี 2021 ที่ผ่านมา ประเทศไทยได้แสดงเจตจำนงที่จะแก้ปัญหาภาวะโลกร้อนร่วมกับประชาคมโลกอย่างจริงจัง โดยกำหนดเป้าหมายหลักว่าประเทศไทยจะบรรลุความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) ภายในปี 2050 และบรรลุการปล่อย CO2 สุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ภายในปี 2065

CPAC ตระหนักถึงความสำคัญและพร้อมที่จะมีส่วนร่วมในการช่วยโลกของเราในการลด CO2จึงได้เข้าร่วมเป็นสมาชิก Global Cement and Concrete Association (GCCA) ซึ่งเป็นองค์กรซีเมนต์และคอนกรีตระดับโลก และได้นำแนวทาง Net Zero Cement & Concrete 2050 มากำหนดเป็นกลยุทธ์ในการดำเนินงาน รวมถึงนำสู่ภาคปฏิบัติเพื่อให้การลด CO2เกิดขึ้นได้จริง

CPAC มีเจตจำนงในการตั้งเป้าหมายระยะยาวในการลดการปล่อย COสุทธิเป็นศูนย์ในปี 2050 หรือ Net Zero 2050 และตั้งเป้าลดการปล่อย CO2 ลง 20 % เมื่อเทียบกับกรณีปกติ ณ ปีฐาน 2020 ผ่านกระบวนการทำงาน ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มสัดส่วนการใช้พลังงานทดแทนการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล (Alternative fuel) การเพิ่มสัดส่วนการใช้ไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน (Waste Heat Power Generation & Solar) การพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ปล่อยคาร์บอนต่ำ (Low Carbon Product) การศึกษาเทคโนโลยีดักจับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (Carbon Capture and Utilization/Storage) และการดำเนินการลดโลกร้อนด้วยวิธีทางธรรมชาติ (Natural Climate Solution : NCS) ผ่านการปลูก อนุรักษ์และฟื้นฟูป่า

1. Zero Coal

อุตสาหกรรมปูนซีเมนต์ใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล (Fossil Fuels) เช่น ถ่านหิน ลิกไนต์ สำหรับเป็นแหล่งพลังงานความร้อนในกระบวนการผลิตปูนซีเมนต์ CPAC มีความตระหนักที่ต้องการลดการปล่อย CO2 จากการใช้พลังงานดังกล่าว จึงได้ค้นหาแหล่งพลังงานใหม่ๆ นำมาสู่การใช้พลังงานทดแทน (Alternative Fuels) เช่น Biomass, Industrial waste,  Refuse Derive Fuel (RDF) หรือขยะชุมชนนำมาแปรสภาพเป็นเชื้อเพลิงแข็งทดแทน

รวมถึงการมองหาโอกาสจากเศษวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร เช่น ฟางข้าว ใบอ้อย เปลือกและต้นข้าวโพด เหง้ามันสำปะหลัง ฯลฯ มาแปรรูปเป็นเม็ดพลังงานชีวมวล หรือเรียกว่า “Energy Pellet” ซึ่งเป็นการหมุนเวียนนำทรัพยากรเหลือใช้มาทำให้เกิดประโยชน์ตามหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) และยังได้ต่อยอดการนำเศษใบไม้หรือกิ่งไม้จากชุมชน มาผลิตเป็นพลังงานงานทดแทนสำหรับใช้ในหม้อเผาปูนซีเมนต์ ผ่านโครงการ “ชุมชนต้นแบบลดการเผา” โดยเริ่มดำเนินการไปแล้วที่จังหวัดลำปาง โครงการนี้ได้รับความร่วมมือจากภาครัฐและชุมชนในพื้นที่ เพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหาไฟป่าและหมอกควันในภาคเหนือของไทยด้วย

ในส่วนของกระบวนการผลิตปูนซีเมนต์ได้พัฒนาโดยการติดตั้งเครื่องจักรเพิ่มเติม เพื่อให้สามารถใช้เชื้อเพลิงทดแทนได้มากขึ้น เช่น การติดตั้งระบบ Feed และลำเลียงเชื้อเพลิงทดแทน เครื่องย่อย Biomass รวมถึงการติดตั้งระบบ Chloride by pass เป็นต้น

จากความมุ่งมั่นในการหาแหล่งเชื้อเพลิงทดแทนใหม่ๆ ทำให้ปัจจุบันสามารถใช้เชื้อเพลิงทดแทนได้ถึง 26% และจะมีสัดส่วนที่สูงมากขึ้นในอนาคต

2. Zero Power

CPAC ใช้ไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนหรือพลังงานหมุนเวียน (Renewable energy) เช่น ลมร้อนเหลือทิ้ง แสงอาทิตย์ โดยได้มีการติดตั้ง (Waste Heat Generator, WHG) เพื่อนำลมร้อนเหลือทิ้งจากการเผาปูนซีเมนต์มาใช้ผลิตไฟฟ้า และได้ติดตั้งโครงการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ ประกอบด้วย Solar Farm, Solar Floating และ Solar Rooftop ครบทุกโรงปูนซีเมนต์ในประเทศไทย คิดรวมเป็นพลังงานไฟฟ้าที่ผลิตได้จากพลังงานแสงอาทิตย์เท่ากับ 132,000 เมกะวัตต์ชั่วโมงต่อปี ช่วยลดการปล่อย 66,000 ตัน CO2 ต่อปี ปัจจุบัน CPAC สามารถผลิตพลังงานทดแทนการซื้อไฟฟ้าจากการไฟฟ้าได้ถึง 38 %

3. Low Carbon Product

ปัจจุบันลูกค้าได้ให้ความใส่ใจในการเลือกซื้อสินค้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม สอดคล้องกับแนวทางของ CPAC ที่ต้องการพัฒนาสินค้า Low Carbon Product ทำให้มีการพัฒนาปูนซีเมนต์ เอสซีจี งานโครงสร้างสูตรไฮบริด ที่ปล่อย CO2 ลดลง 50 กิโลกรัมต่อตันปูนซีเมนต์ จากฉลาก SCG Green Choice และได้รับโล่เชิดชูเกียรติจากการขอรับรองฉลากเขียว (Green Label) และฉลากลดคาร์บอน (Carbon Reduction Label) หมวดปูนซีเมนต์จากสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย โดย CPAC เป็นผู้ผลิตปูนซีเมนต์รายแรกของประเทศที่ได้รับการรับรองฉลากเขียว จากการช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในกระบวนการผลิต

” CPAC ได้ต่อยอดพัฒนาเป็นคอนกรีตซีแพครักษ์โลกที่ช่วยลดการปล่อย CO2

สำหรับคอนกรีต CPAC ได้ต่อยอดพัฒนาเป็นคอนกรีตซีแพครักษ์โลกที่ช่วยลดการปล่อย CO2 ลงถึง 17 กิโลกรัมต่อลูกบาศก์เมตรคอนกรีต จากฉลาก SCG Green Choice นอกจากนี้ CPAC ได้ขอรับรองฉลากสิ่งแวดล้อมต่างๆ เช่น Carbon Footprint Reduction (CFR) ของผลิตภัณฑ์ปูนซีเมนต์ ปูนมอร์ตาร์ และคอนกรีต จำนวน 29 ผลิตภัณฑ์และ Carbon Footprint Product (CFP) ของผลิตภัณฑ์ปูนซีเมนต์ ปูนมอร์ตาร์ และคอนกรีต จำนวน 64 ผลิตภัณฑ์ และสำหรับ SCG Green Choice ซึ่งเป็นฉลากที่ให้การรับรองโดย SCG มีผลิตภัณฑ์และบริการที่ขอการรับรองแล้วจำนวน 22 รายการ

4. Electrical Vehicle (EV)

การเปลี่ยนผ่านการใช้อุปกรณ์ที่อาศัยพลังงานฟอสซิลมาสู่อุปกรณ์พลังงานไฟฟ้า โดยเฉพาะรถไฟฟ้า CPAC ได้ริเริ่มนวัตกรรมรถโม่ไฟฟ้า (EV Mixer Truck) คันแรกของไทย มาใช้ขนส่งคอนกรีตด้วยพลังงานสะอาด ลดมลพิษและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม สามารถลดปริมาณฝุ่น PM 2.5 และ PM 10 ได้ถึง 45 กรัมต่อการขนส่ง 1 เที่ยว และช่วยลดการปล่อย CO2 ได้ถึง 26.5 ตัน COต่อปีต่อคัน และได้ต่อยอดการส่งมอบหินปูนด้วยพลังงานสะอาด โดยการนำรถไฟฟ้ามาใช้ในเหมืองหินปูนซึ่งเป็นโครงการนำร่องใช้รถบรรทุกหินปูนขนาด 60 ตัน ชนิดไฟฟ้า (EV Mining Truck) แห่งแรกในประเทศไทย จำนวน 4 คัน ที่บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย (ทุ่งสง) จำกัด และคาดว่าจะเปลี่ยนรถบรรทุกหินปูนเป็นชนิดไฟฟ้าสำหรับทุกเหมืองหินปูนในประเทศได้ 100% ภายในปี 2025 จะสามารถลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้รวม 1,148 ตัน CO2 ต่อปี

5. NCS

CPAC ดำเนินการลดโลกร้อนด้วยวิธีทางธรรมชาติ (Natural Climate Solution : NCS) เพื่อเพิ่มความหลากลาย และเป็นแหล่งการดูดซับ CO โดยในปี 2021 ที่ผ่านมา ได้กักเก็บปริมาณ CO 4,400 ตัน (ที่ระยะเวลา 10 ปี)
จากการปลูกป่าบก 140 ไร่ ป่าโกงกาง 20 ไร่ และ หญ้าทะเล 20 ไร่

นอกจากนี้ CPAC มีแผนในการสร้างความร่วมมือกับทางหน่วยงานภาครัฐ ได้แก่ กรมป่าไม้ กรมทรัพยากรณ์ทางทะเลและชายฝั่ง องค์การบริหารก๊าซเรือนกระจก และคณะวนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เพื่อการอนุรักษ์ฟื้นฟูป่าผ่านการสร้างการมีส่วนร่วมของชุมชน เพิ่มความหลากหลายทางชีวภาพ และเป็นแหล่งดูดซับและกักเก็บ CO ด้วยวิธีทางธรรมชาติ (Natural Climate Solution) ตลอดจนติดตามการประเมิน ตรวจวัดการดูดซับและกักเก็บ CO ในอนาคต

Credit: https://web.cpac.co.th/micro/cpac-esg/th/article/67

แล้วพบกับสาระดีๆแบบนี้ทางด้านงานช่าง งานวิศวกรรม และอุตสาหกรรมได้ที่ นายช่างมาแชร์ นะครับ

Website: www.naichangmashare.com
Facebook: https://www.facebook.com/naichangmashare/
Blockdit :  https://www.blockdit.com/naichangmashare
Instragram: https://www.instagram.com/naichangmashare/
Twitter: https://twitter.com/naichangmashare
Youtube: https://www.youtube.com/@naichangmashare
TikTok :  https://www.tiktok.com/@naichangmashare

#นายช่างมาแชร์ 

“Catenary Arch” ประติมากรรมก้าวข้ามขีดจำกัดของงานดีไซน์ ด้วย “CPAC 3D Printing Solution” ในงาน Bangkok Design Week 2024

0

“Catenary Arch” ประติมากรรมก้าวข้ามขีดจำกัดของงานดีไซน์
ด้วย “CPAC 3D Printing Solution” ในงาน Bangkok Design Week 2024

เปิดศักราชใหม่เอาใจสายอาร์ตผู้ชื่นชอบงานสถาปัตยกรรม ที่ครั้งนี้ “CPAC Green Solution” ผู้นำด้านนวัตกรรมก่อสร้างเพื่อสิ่งแวดล้อม ตอกย้ำแนวคิดการดำเนินงาน “A PART OF YOUR SUCCESS: เคียงข้างทุกความสำเร็จของคุณ” ร่วมกับ คุณเศณวี ชาตะเมธีวงศ์ และ คุณพชร เรือนทองดี สถาปนิกและผู้ร่วมก่อตั้งจาก “ดีไซร์ซินธีซิส” เนรมิต “Catenary Arch : ซุ้มคาเทนารี” แลนด์มาร์คสุดปังพื้นที่สำหรับนั่งพักผ่อนหย่อนใจของคนเมือง พร้อมทั้งนำมาให้ยลโฉมเป็นที่แรกในงาน Bangkok Design Week 2024 (BKKDW2024)

สำหรับ “Catenary Arch : ซุ้มคาเทนารี” นับเป็นผลงานชิ้นเอกที่ก้าวข้ามขีดจำกัดของงานดีไซน์ไปอีกขั้น กับการผสมผสานระหว่างงานประติมากรรมและงานวิศวกรรมโครงสร้างเข้าไว้ด้วยกัน ผนวกด้วยนวัตกรรม CPAC 3D Printing Solution การก่อสร้างขึ้นรูปคอนกรีต 3 มิติ ร้อยเรียงเส้นสายต่อกันเป็นชั้นๆ จนออกมาเป็นซุ้มประตูที่แสดงถึงการถ่ายแรงตามธรรมชาติที่สวยงาม โดดเด่น พร้อมทั้งยังใส่ใจสิ่งแวดล้อมด้วยการใช้คอนกรีตสูตรรักษ์โลกอีกด้วย

นายเศณวี ชาตะเมธีวงศ์ Computational Design Director จาก ดีไซร์ซินธีซิส เผยว่า ทีมมีความสนใจในตัว 3D Printing อยู่แล้ว และปัจจุบันการก่อสร้างด้วย 3D Printing ในไทยยังเป็นพวกผนังตกแต่งเป็นส่วนใหญ่ ทางทีมเลยอยากท้าทายเพื่อสร้างความเป็นไปได้ใหม่ๆ ด้วยการนำนวัตกรรม CPAC 3D Printing Solution มาพัฒนาเป็นโครงสร้าง โดยประยุกต์ใช้ผนังรับน้ำหนัก (Bearing wall) ซึ่งรับแรงอัดได้อย่างเดียว มาพัฒนาให้สามารถใช้สร้างสถาปัตยกรรมที่รับแรงอัดเป็นส่วนใหญ่ได้ เพื่อดึงความเป็นไปได้ของการพิมพ์คอนกรีต 3 มิติออกมาให้ได้มากขึ้น

“สร้างความท้าทายให้กับผลงาน โดยใช้วิธีการทำงานร่วมกันระหว่างคนกับเครื่องมือที่ผสานความเป็นสถาปนิกและวิศวกรเข้าด้วยกัน”

“สำหรับการตีโจทย์ในครั้งนี้ ตั้งใจที่จะสร้างความท้าทายให้กับผลงาน โดยใช้วิธีการทำงานร่วมกันระหว่างคนกับเครื่องมือที่ผสานความเป็นสถาปนิกและวิศวกรเข้าด้วยกัน เริ่มตั้งแต่เรื่องของวัสดุและเครื่องมือ ที่ได้มีการทดสอบแรงและระบบการทำงานของ 3D Printer โดยพิจารณาคุณสมบัติของวัสดุและข้อจำกัดของเครื่องจักร ต่อมาคือลักษณะการถ่ายแรงของโครงสร้าง ซึ่งใช้โปรแกรม Dynamic Relaxation จำลองด้านวิศวกรรมหารูปทรงจากปัจจัยต่างๆ เช่น แรง คุณสมบัติของวัสดุ ฟังก์ชั่น หรือข้อจำกัดอื่นๆ มาคำนวณเพื่อให้ได้รูปทรงเรขาคณิตที่แรงทั้งหมดภายในสมดุลกัน แล้วนำมาปั้นขึ้น 3D เพิ่มเข้าไป จนออกมาเป็นรูปทรง Catenary Arch ที่แสดงถึงการถ่ายแรงแบบที่มีแรงอัดที่มากพอจนโครงสร้างสามารถอยู่ได้ด้วยตัวเอง และสุดท้ายคือประโยชน์ใช้สอย เราได้นำ Hard matters เมืองดีต่อกาย หนึ่งในสามหัวใจหลักของงาน Bangkok Design Week 2024 มาเป็นแกนหลักในการคิดจนออกมาเป็นแลนด์มาร์คที่จะเชื่อมโยงผู้คน เพื่อให้เป็นจุดนัดพบและเป็นพื้นที่นั่งพักผ่อนหย่อนใจสำหรับทุกคน” 

ด้านนายพชร เรือนทองดี Digital Fabrication Director จาก ดีไซร์ซินธีซิส เผยว่า สำหรับการพิมพ์ขึ้นรูปตัว Catenary Arch เราใช้ 3D Printing 6 แกน เป็นเครื่องมือในการรังสรรค์ขึ้นมา ซึ่งมีการใช้หัวพิมพ์ถึง 2 ลักษณะ ที่แตกต่างกัน โดยส่วนเก้าอี้นั่งด้านล่าง ชั้นคอนกรีตจะมีขนาดเล็กกว่าและมีลักษณะการเรียงเหมือนชั้นเค้กที่เรียงต่อๆ กัน และในส่วนที่เป็นโค้ง (Arch) ชั้นคอนกรีตจะมีขนาดใหญ่และแต่ละชั้นจะเอียงตามองศาของส่วนโค้งจนออกมาเป็น       

ซุ้มประตูที่เรียงชั้นเป็นระเบียบอย่างสวยงาม ด้วยขนาด 3×3.5 เมตร  สูง 2.7 เมตร และด้วยจุดเด่นของ CPAC 3D Printing Solution ด้วยระบบการทำงานในแบบดิจิทัล จึงทำให้มีความรวดเร็ว แม่นยำ ซึ่งสามารถช่วยลดระยะเวลา         ลดเศษวัสดุเหลือใช้ (Waste) จากการดำเนินงาน อีกทั้งยังใช้คอนกรีตสูตรรักษ์โลกที่พัฒนาขึ้นมาโดยเฉพาะสำหรับลดการปล่อย CO2 ในการสร้างสรรค์ชิ้นงานครั้งนี้ แสดงให้เห็นว่านวัตกรรม CPAC 3D Printing Solution รูปแบบใหม่ล่าสุด ชนิดสองส่วนผสม (3D printing mortar-2K) ร่วมกับหัวพิมพ์ชนิดพิเศษ (Advanced print head) ที่สามารถควบคุมระยะเวลาการแห้งตัวได้ตามต้องการ (Set-on-demand) และการใช้เครื่องพิมพ์ชนิด Robot printing ทำให้มีศักยภาพที่จะสร้างสิ่งก่อสร้างที่มีรูปทรงซับซ้อน มีความละเอียดของชิ้นงานที่มากขึ้น มีองศาในการพิมพ์ที่มากกว่าเดิม (>20 องศา) และมีระนาบในการพิมพ์ที่ไม่เป็นระนาบเดียวหรือที่เรียกว่า (Non-planar printing) ได้อย่างสวยงาม อีกทั้งยังเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมอีกด้วย

“ทั้งนี้ในฐานะนักออกแบบ ผมมองว่าเทคโนโลยี CPAC 3D Printing Solution นับเป็นเหมือนเครื่องมือชิ้นใหม่ที่สามารถสร้างชิ้นงานที่มีลักษณะเฉพาะตัวได้เป็นอย่างดี และมีศักยภาพในทุกๆด้านของงานคอนกรีต ไม่ว่าจะเป็นงานก่อสร้าง หรืองานตกแต่งก็ตาม ซึ่งในอนาคตผมเชื่อว่าเทคโนโลยี 3D Printing จะมีการใช้ในโครงการที่อยู่อาศัยมากขึ้น และจะเน้นไปทาง Mass Customization มากขึ้นด้วย อาทิเช่น การทำให้บ้านแต่ละหลังมีลักษณะเฉพาะตัว แต่ก็ยังมีรูปทรงที่เข้ากันได้ หรือมีผนังกันแดดที่สูงแตกต่างกันตามตำแหน่งที่ตั้งของอาคาร ฯลฯ โดยทั้งหมดนี้ เทคโนโลยี 3D Printing สามารถทำให้เกิดขึ้นได้ โดยไม่ต้องมีการเตรียมงานหน้างานเพิ่มเติมแถมยังสามารถลดการใช้ไม้แบบได้อีกด้วย”

Credit: https://web.cpac.co.th/th/news/456 

แล้วพบกับสาระดีๆแบบนี้ทางด้านงานช่าง งานวิศวกรรม และอุตสาหกรรมได้ที่ นายช่างมาแชร์ นะครับ

Website: www.naichangmashare.com
Facebook: https://www.facebook.com/naichangmashare/
Blockdit :  https://www.blockdit.com/naichangmashare
Instragram: https://www.instagram.com/naichangmashare/
Twitter: https://twitter.com/naichangmashare
Youtube: https://www.youtube.com/@naichangmashare
TikTok :  https://www.tiktok.com/@naichangmashare

#นายช่างมาแชร์ 

Perovskite-Silicon Solar Cell

0

Solar cell เป็นเทคโนโลยีแห่งยุคของพลังงานสะอาด เพื่อลดผลกระทบของสภาวะโลกร้อนจากการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ และ คาร์บอนมอนออกไซด์ ซึ่งโดยส่วนหนึ่งก๊าซดังกล่าวเป็นผลิตผลจากการเผาไหม้ทั้งสิ้น หนึ่งในนั้นคือการใช้เชื้อเพลิงจากน้ำมัน หรือ ก๊าซธรรมชาติ มาผลิตไฟฟ้า ซึ่ง ณ ปัจจุบันได้มีการผลิตไฟฟ้าทางเลือกโดยใช้พลังงานสะอาด ซึ่งหนึ่งในเทคโนโลยีที่นิยมใช้กันอย่างแพร่หลายคือ Solar cell ที่มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องและใช้งานอย่างแพร่หลายมากขึ้น

ล่าสุดมีการคิดค้น Solar cell ชนิดผสมที่มีประสิทธิภาพที่สูงกว่าเดิมครับนอกจากใช้เพียงแค่แร่ Silicon ที่สามารถแปลงพลังงานแสงอาทิตย์ มาเป็นกระแสไฟฟ้าอัตรา 15-20% และต้นทุนสูง จึงได้มีการเสาะหาวัสดุที่มีคุณลักษณะผลึกใกล้เคียงกับ Silicon ทั้งด้านปฏิกิริยาไฟฟ้าและการดูดซับแสง วัสดุชนิดนี้นำไปสู่การยกระดับศักยภาพ Solar cell ให้สามารถแปลงพลังงานแสงอาทิตย์สู่พลังงานไฟฟ้าภายในห้องปฏิบัติการในอัตรา 25.2%แอดเรียกได้ว่าพัตนากันอย่างต่อเนื่องเลยทีเดียว

ถ้าทุกท่านอ่านมาถึงตรงนี้แล้วตกใจในการพัฒนาประสิทธิภาพของ Solar cell แล้วละก็ แอดขอให้ทุกท่านเก็บความตกใจเอาไว้ก่อนครับ เพราะมีพัฒนาให้ผลิตได้สูงกว่าที่แอดกล่าวมาครับ คือ

Solar cell ผสม Perovskite-Silicon

ก่อนอื่นแอดขอกล่าวชื่นชมกับทีม วิจัยจาก Helmholtz Zentrum Berlin(HZB) กับการพัฒนา Solar cell ที่มีประสิทธิภาพในการเปลี่ยนแปลงพลังงานแสงอาทิตย์เป็นไฟฟ้าให้สูงถึง 32.5% ด้วยการผสมผสานวัสดุทั้งสองชนิดที่ใช้งานในการผลิตโซล่าเซลล์ปัจจุบันอย่าง Perovskite และ Silicon เข้าด้วยกัน

Credit: medium.com/@siripak.sangsinsorn/

Perovskite เป็นแร่ธรรมชาติที่พบในยอดเขา Ural ประเทศรัสเซีย แร่ Perovskite ประกอบด้วยตะกั่วหรือดีบุกกับเฮไลด์ สามารถผสมกันสารละลายแล้วแปรรูปได้ด้วยการพิมพ์สามมิติ ซึ่งมีน้ำหนักเบา มีความยืดหยุ่นสูง มีต้นทุนที่ต่ำกว่า Silicon เท่านั้นยังไม่พอครับ ยังมีความสามารถในการดูดซับแสงย่านความถี่น้ำเงินได้ดี ในขณะที่ Silicon จะดูดซับความถี่แดงและอินฟราเรดได้ดี

เรียกได้ว่าเป็นการผสมผสานอย่างลงตัวของวัสดุ 2 ชนิดอย่างลงตัวกันเลยทีเดียวครับ รูปด้านล่างเป็นรูปที่เทียบกันระหว่าง Silicon และวัสดุผสม Perovskite-Silicon

Credit: medium.com/@siripak.sangsinsorn/

การวัดประสิทธิภาพของ Solar cell ผสม Perovskite-Silicon สามารถวัดหลักๆได้ 3 อย่าง

1.วัด Quantum Efficiency (QE) — เพื่อหาประสิทธิภาพพลังงานที่ผลิตได้ในเงื่อนไขความยาวคลื่นที่แตกต่างกัน

2.วัด IV Curve — เพื่อหาความสามารถในการผลิตกระแสและศักย์ไฟฟ้าของโซลาร์เซลล์และหาจุดที่โซลาร์เซลล์สามารถผลิตพลังงานที่มากที่สุด (Maximum Power Point)

3.Photoluminescence — เพื่อหา Carrier lifetime และ Carrier concentration ที่เป็นอีกหนึ่งตัวแปรที่มีผลกับความสามารถในการผลิตไฟฟ้าของโซลาร์เซลล์ (แต่จะยังไม่ถูกพูดถึงในบทความนี้)

ข้อจำกัดของ Perovskite-Silicon Solar Cell

ถึงแม้ว่า Perovskite-Silicon Solar Cell จะมีประสิทธิภาพสูง และมีต้นทุนที่ใช้ในการผลิตที่ต่ำ แต่ก็ยังมีเรื่องอื่นที่ต้องให้ความสำคัญ เช่น ประเด็นด้านความปลอดภัย และความทนทาน เนื่องจาก Perovskite มีการใช้สารอินทรีย์บางอย่างเป็นส่วนประกอบจึงทำให้ไม่ทนทานต่อความชื้นและออกซิเจน ซึ่งอากาศของประเทศไทยมีความชื้นค่อนข้างสูงครับ

วิศวะมหิดล & ภาคเอกชนส่งแพลตฟอร์ม PCoC จัดการสินค้าและ โลจิสติกส์สู่การใช้งานจริงใน รพ.สต. ทั่วประเทศ

0

แม้วิกฤตโควิด-19 จะคลี่คลายลง ทว่า บุคลากรทางการแพทย์ของไทย ก็ยังประสบกับปัญหาภาระงาน (Workload) ที่มากเกิน ขณะที่ ความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงการให้บริการทางการแพทย์และสาธารณสุขก็ยังคงมีอยู่ ด้วยเหตุนี้ ศูนย์การจัดการโลจิสติกส์และโซ่อุปทานสุขภาพ (Log Health) คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล จึงได้คิดค้นระบบ แพลตฟอร์ม PCoC หรือ พีคอค เพื่อสนับสนุนการจัดการสินค้าคงคลัง-โลจิสติกส์ในโรงพยาบาล และโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) จนถึงมือผู้ใช้บริการ

โดยนวัตกรรมนี้มีส่วนช่วยลดภาระงาน (Workload) ของบุคลากรการแพทย์ในระบบโรงพยาบาล ส่งเสริมบทบาทและประสิทธิภาพของ รพ.สต ลดความเหลื่อมล้ำ ให้คนไทยเข้าถึงบริการสุขภาพทางการแพทย์ได้อย่างทั่วถึง ซึ่งที่ผ่านมาได้มีการพัฒนานวัตกรรมนี้ด้วยทุนสนับสนุนจาก หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ (บพข.) จนประสบความสำเร็จในเฟสที่ 1 และในเฟสที่ 2 ระบบ แพลตฟอร์ม PCoC จะร่วมพัฒนาระบบเชิงพาณิชย์ให้พร้อมใช้กับ รพ.สต.ทั่วประเทศโดย บมจ.อินเทลลิจิสต์
และเพื่อให้เห็นภาพความร่วมมือระหว่าง นักวิจัย ภาคเอกชน และหน่วยงานสนับสนุนทุนวิจัย ที่มีส่วนในการขับเคลื่อนให้งานวิจัยนี้ไปสู๋เชิงพาณิชย์ รศ.ดร.ธงชัย สุวรรณสิชณน์ รองผู้อำนวยการด้านบริหารงานวิจัย หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ (บพข.) กล่าวในฐานะหน่วยงานสนับสนุนทุนเพื่อทำให้งานวิจัยไปสู่เชิงพาณิชย์ว่า

“บพข. ในฐานะองค์กรให้ทุนวิจัย ภายใต้การกำกับของสำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) ให้การสนับสนุนทุนวิจัยเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ โดยผลักดันให้เกิดการทำงานร่วมกันระหว่างภาครัฐและเอกชนทั้งในและต่างประเทศ ทำให้งานวิจัยนำไปใช้ประโยชน์ได้จริงในเชิงพาณิชย์”

“เราได้เล็งเห็นว่าโครงการการศึกษาและทดสอบรูปแบบ “โรงพยาบาลเสมือน” โดยการจัดการโซ่อุปทานและโลจิสติกส์ในระบบเครือข่ายปฐมภูมิ “พีคอค” (PCoC) เป็นโครงการที่สามารถบริหารจัดการคลังสำหรับโลจิสติกส์ในโรงพยาบาลและโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) ได้จริง และยังสามารถต่อยอดในเชิงพาณิชย์ได้อีกด้วย”

ด้าน รศ.ดร.ธนภัทร์ วานิชานนท์ รองคณบดีฝ่ายยุทธศาสตร์และการจัดการทุนมนุษย์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวเสริมว่า

“วิศวะมหิดลให้ความสำคัญกับการนำงานวิจัยและนวัตกรรมมาเป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนา ‘ดิจิทัลเฮลท์แคร์’ และ ‘เฮลท์เทค’ ขับเคลื่อนสังคมและเศรษฐกิจของประเทศ โดยศูนย์ LogHealth ได้รับสนับสนุนทุนวิจัยจาก บพข. ในการพัฒนา “ระบบ แพลตฟอร์ม PCoC พีคอค เพื่อจัดการสินค้าคงคลัง-โลจิสติกส์ในโรงพยาบาล และโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.)” ต้นแบบเฟสที่ 1 แล้วเสร็จ ซึ่งเป็นประโยชน์ในการยกระดับคุณภาพชีวิตคนไทยอย่างเป็นรูปธรรม”

เนื่องด้วยการบริการทางการแพทย์และสาธารณสุขของไทยในปัจจุบันยังไม่เน้นการดูแลแบบองค์รวม บุคลากรทางการแพทย์ต้องทำงานซ้ำซ้อน ส่งผลให้ประสิทธิภาพลดลงและเกิดปัญหาความแออัดในการรับบริการ ดังนั้นแพลตฟอร์ม ‘พีคอค’ (PCoC) จะเชื่อมต่อระหว่างสถาบันการแพทย์ในเมืองใหญ่ กับ สถาบันการแพทย์ในเมืองเล็กหรือชนบท ในการบริหารจัดการเวชภัณฑ์คงคลังที่มีประสิทธิภาพ ทำให้การจัดสรรและกระจายทรัพยากรได้อย่างเหมาะสมและรวดเร็ว เพื่อลดความเหลื่อมล้ำในบริการทางการแพทย์แก่ประชาชน

สำหรับ นักวิจัยผู้คิดค้นระบบ แพลตฟอร์ม PCoC รศ.ดร.ดวงพรรณ กริชชาญชัย หัวหน้าศูนย์การจัดการโลจิสติกส์และโซ่อุปทานสุขภาพ (LogHealth) คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ได้กล่าวถึงความสำเร็จในการพัฒนา ระบบแพลตฟอร์มพีคอค หรือ Primary Care on Cloud (PCoC) เพื่อการจัดการสินค้าคงคลัง-โลจิสติกส์ในโรงพยาบาล และโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) ว่า

“เราใช้เวลากว่า 3 ปี ในการพัฒนาระบบและซอฟท์แวร์ที่มีประสิทธิภาพในการบริหารจัดการคลังยาระหว่างโรงพยาบาลขนาดใหญ่ (แม่ข่าย) และโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล หรือ รพ.สต. (ลูกข่าย) เพิ่มประสิทธิภาพการดูแลสุขภาพประชาชนอย่างทั่วถึง”

โดยดำเนินการผ่านแพลตฟอร์ม “พีคอค” (PCoC) ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มที่ทำให้โรงพยาบาลแม่ข่ายสามารถบริหารจัดการคลังยาและเวชภัณฑ์ โดยมองเห็นตัวเลขเวชภัณฑ์ของ รพ.สต. ที่เป็นลูกข่าย หากยาตัวใดหมดสต็อกก็สามารถเติมยาและขนส่งกระจายยาไปยังรพ.สต. ซึ่งเป็นลูกข่ายได้รวดเร็ว โดยมี บริษัท ไปรษณีย์ไทยดิสทริบิวชั่น จำกัด ทำหน้าที่เป็นตัวกลางในการขนส่งกระจายยา (Supply Processing and Distribution -SPD) ไปยัง รพ.สต.

Credit: https://www.salika.co

แล้วพบกับสาระดีๆแบบนี้ทางด้านงานช่าง งานวิศวกรรม และอุตสาหกรรมได้ที่ นายช่างมาแชร์ นะครับ

Website: www.naichangmashare.com
Facebook: https://www.facebook.com/naichangmashare/
Blockdit :  https://www.blockdit.com/naichangmashare
Instragram: https://www.instagram.com/naichangmashare/
Twitter: https://twitter.com/naichangmashare
Youtube: https://www.youtube.com/@naichangmashare
TikTok :  https://www.tiktok.com/@naichangmashare

#นายช่างมาแชร์ 

‘Virtual Twin’ เทคโนฯ อัจฉริยะ อนาคตแห่ง ‘การเดินทาง’

0

“เวอร์ชวล ทวิน (Virtual Twin)” มาใช้วางแผนพัฒนาเมืองอัจฉริยะและโซลูชันการเดินทางแห่งอนาคต อึง อิค ฮอค  ผู้อำนวยการกลุ่มธุรกิจบริการสาธารณะและเมือง ประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกใต้ แดสสอลท์ ซิสเต็มส์ เปิดมุมมอง พร้อมกับเผยว่า แดสสอลท์ ซิสเต็มส์ เดินหน้าขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยไปสู่ยุคใหม่ที่ยั่งยืนมากขึ้น จากการใช้งาน Virtual Twin

การพัฒนารูปแบบการเดินทางไปสู่ความยั่งยืนเปิดโอกาสสู่การลงทุนใหม่ๆ เพิ่มขีดความสามารถการแข่งขัน ขณะเดียวกันช่วยสร้างทักษะแรงงานรวมถึงอาชีพใหม่ๆ รองรับการขยายตัวอุตสาหกรรมยานยนต์ของประเทศไทย

ปัจจุบัน พลังงานหมุนเวียน ระบบขนส่งอัจฉริยะและรถยนต์ไฟฟ้า (EV) มีบทบาทสำคัญต่อเป้าหมายการพัฒนาเศรษฐกิจที่ยั่งยืนของประเทศไทยและเป็นไปตามวัตถุประสงค์เพื่อบรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์ภายในปี 2065

นอกจากนี้ สอดคล้องไปกับแผนงานของประเทศไทยที่มุ่งขับเคลื่อนเป็นศูนย์กลางการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าที่สำคัญของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยตั้งเป้าผลิตรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศถึง 30% ภายในปี 2030

เปลี่ยนผ่านสู่รถยนต์ไฟฟ้า

แดสสอลท์ เผยว่าการขยายตัวอย่างรวดเร็วของเมืองเป็นหนึ่งในปัญหาสำคัญของการจัดการระบบขนส่ง โดยในปี 2050 ประชากรไทยจะเพิ่มขึ้นอีก 11 ล้านคน และ 73% จะอยู่อาศัยในเขตเมือง

โดยการขยายตัวของเมืองจะมีอย่างต่อเนื่องตามเทรนด์โลกและก่อให้เกิดความท้าทาย 3 ประเด็นสำคัญ ได้แก่ ความพร้อมและความสามารถของโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรับมือสังคมเมืองที่ขยายใหญ่ขึ้น ปัญหาการจราจรที่หนักหน่วงขึ้น และปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมหรือมลภาวะที่เพิ่มขึ้น

รวมไปถึง การจราจรหนาแน่นจากยานพาหนะที่ใช้เครื่องยนต์สันดาปภายใน (ICE) ที่เป็นตัวการสำคัญของการปล่อยคาร์บอนและทำให้คุณภาพอากาศในเมืองแย่ลง ทำให้เมืองต่างๆ กำลังผลักดันให้เปลี่ยนมาใช้ EV เพื่อลดมลพิษทางอากาศ 

เนื่องจากการใช้พลังงานไฟฟ้าเป็นอนาคตของการเดินทาง การผลักดัน EV ขับเคลื่อนผู้ผลิตยานยนต์ให้ออกแบบ พัฒนาด้านวิศวกรรมและผลิต EV ให้มีประสิทธิภาพ คุ้มค่า และยั่งยืน

‘เวอร์ชวลทวิน’ กุญแจสำคัญ

ดังนั้น นวัตกรรมเทคโนโลยีดิจิทัลจะมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งต่อประเทศไทยในการปรับขนาดการผลิตเพื่อตอบสนองความต้องการของตลาด ช่วยเปลี่ยนผ่านอุตสาหกรรมยานยนต์

พร้อมยังสามารถแข่งขันและดึงดูดผู้ผลิตให้เข้ามาเปิดสายการผลิตในโรงงานในประเทศไทย โดยเฉพาะแพลตฟอร์ม “3 มิติ” และเทคโนโลยี “เวอร์ชวลทวิน” จะช่วยวางแผนด้านโครงสร้างพื้นฐานการเดินทางในเมืองต่างๆ ทำให้เมืองน่าอยู่และมีความอัจฉริยะยิ่งขึ้น

ปัจจุบัน มีการนำแพลตฟอร์ม 3DEXPERIENCE ของแดสสอลท์ ซิสเต็มส์ ไปใช้พัฒนายานพาหนะไฟฟ้าสูงถึง 85% ของโลก โดยผู้ผลิตสามารถเร่งกระบวนการพัฒนาและลดต้นทุนการผลิตในด้านต่างๆ ด้วยการสร้างแบบจำลองคู่แฝดเสมือนของรถยนต์และนำไปใช้จำลองการทดสอบสมรรถนะรถยนต์เสมือนจริง

นอกจากนี้ ผู้ผลิตยังได้รับข้อมูลและความรู้เชิงลึกสำหรับการสร้างที่ยั่งยืนตลอดวงจรชีวิตผลิตภัณฑ์ เช่นเดียวกับการทำงานร่วมกันบนแพลตฟอร์มที่ช่วยให้ นักผังเมือง ผู้ให้บริการด้านพลังงานและผู้ผลิตยานยนต์สามารถเพิ่มประสิทธิภาพโครงสร้างพื้นฐานของสถานีชาร์จอีวี

ปูทางสู่การเดินทางแห่งอนาคต

ทั้งนี้ เพื่อตอบสนองความต้องการของเมืองตามปัจจัยสำคัญ อาทิ ระยะทาง จำนวนประชากรและโครงสร้างพื้นฐานที่มีอยู่ โดยเทคโนโลยีเวอร์ชวลทวินสามารถช่วยวางแผนและประเมินการเข้าถึงสถานีชาร์จอีวีที่ติดตั้งแล้วได้ ส่วนหนึ่งที่จะช่วยสนับสนุนประเทศไทยบรรลุเป้าหมายอันสูงสุดเพื่อพัฒนาการเดินทางในอนาคตให้เกิดขึ้นจริง

เขายังได้อธิบายเพิ่มเติมว่า เวอร์ชวลทวินสามารถใช้เพื่อสนับสนุนการกำหนดนโยบายผ่านการสร้างโมเดลและการจำลองเสมือนจริง โดยให้ข้อมูลเชิงลึกด้านผลกระทบต่อคุณภาพอากาศจากการเปลี่ยนยานพาหนะ ICE ไปเป็น EV มากขึ้น

ขณะที่กำลังมองไปถึงอนาคตการเดินทาง แต่การปรับปรุงและพัฒนาการเดินทาง ณ ปัจจุบันควรดำเนินต่อไป ซึ่งการวางแผนสร้างทางหลวง ถนนหรือเส้นทางจักรยานใหม่

ตลอดจนปรับปรุงความสะดวกสบายของการสัญจรในเมืองรวมถึงการเดินบนทางเท้าแบบไร้สิ่งกีดขวางสามารถทำได้อย่างมีประสิทธิภาพด้วยเวอร์ชวลทวิน

Credit: https://www.bangkokbiznews.com/

แล้วพบกับสาระดีๆแบบนี้ทางด้านงานช่าง งานวิศวกรรม และอุตสาหกรรมได้ที่ นายช่างมาแชร์ นะครับ

Website: www.naichangmashare.com
Facebook: https://www.facebook.com/naichangmashare/
Blockdit :  https://www.blockdit.com/naichangmashare
Instragram: https://www.instagram.com/naichangmashare/
Twitter: https://twitter.com/naichangmashare
Youtube: https://www.youtube.com/@naichangmashare
TikTok :  https://www.tiktok.com/@naichangmashare

#นายช่างมาแชร์ 

Smart City คืออะไร? ต้องมีองค์ประกอบอะไรบ้าง

0

Smart city (เมืองอัจฉริยะ) คือ เมืองที่ใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่ทันสมัยและชาญฉลาด เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของการให้บริการและการบริหารจัดการเมือง ลดค่าใช้จ่ายและการใช้ทรัพยากรของเมืองและประชากรเป้าหมาย โดยเน้นการออกแบบที่ดี และการมีส่วนร่วมของภาคธุรกิจและภาคประชาชนในการพัฒนาเมือง ภายใต้แนวคิดการพัฒนา เมืองน่าอยู่ เมืองทันสมัย ให้ประชาชนในเมืองมีคุณภาพชีวิตที่ดี มีความสุข  อย่างยั่งยืน

องค์การสหประชาชาติ (United Nation) ได้ประมาณการว่า ภายในปีค.ศ. 2050 จะมีจำนวนประชากรบนโลกเพิ่มขึ้นอีก 2 พันล้านคน ส่งผลให้เมืองขนาดใหญ่แบบมหานคร Mega Urban City มีจำนวนมากขึ้นในอีก 15 ปีข้างหน้า และจากสถิติเฉลี่ยในปัจจุบัน มีผู้อาศัยอยู่ในเมืองใหญ่ราว 55% ในขณะที่ 45% อาศัยอยู่นอกเขตเมืองโดยในอีก 30 ปีข้างหน้า คาดว่าสัดส่วนผู้อาศัยอยู่ในเมืองใหญ่จะเพิ่มเป็น 68% สำหรับประเทศไทย ปัจจุบันมีอัตราการอยู่อาศัยในเมืองใหญ่อยู่ที่ประมาณ 50% (Research by Siemens) 

นอกเหนือจากเมืองขนาดใหญ่แบบมหานคร Mega Urban City ที่มีแนวโน้มเพิ่มจำนวนมากขึ้น ด้วยสถานการณ์โลกที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็วไม่ว่าจะเป็นด้านสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) หรือ โรคระบาดร้ายแรงต่าง ๆ (Pandemic) ปัจจัยเหล่านี้ ส่งผลให้การพัฒนาเมืองใหญ่ และการเตรียมการในด้านต่าง ๆ เพื่อรับมือต่อสถานการณ์ดังกล่าวกลายเป็นภารกิจสำคัญ อาทิ การบริหารสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน การบริหารจัดการด้านสิ่งแวดล้อมและที่พักอาศัย การบริการทางสังคม บริการด้านสาธารณสุข หรือแม้แต่การศึกษา ซึ่งความท้าทายเหล่านี้ ไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยเทคโนโลยีเดิม ๆ ที่มีอยู่ ในขณะที่เทรนด์การเติบโตของมหานคร (Urbanization) และดิจิทัลไลเซชั่น (Digitalization) ได้พัฒนามาจนเกิดเป็นมิติใหม่สำหรับคนเมือง ดังนั้น “เมืองอัจฉริยะ” จึงเป็นหนึ่งในคำตอบที่จะเข้ามาช่วยบริหารเรื่องใหม่ๆ เหล่านี้การเพิ่มขึ้นของมหานครดังกล่าวเป็นอีกหนึ่งที่มาของการสร้างเมืองอัจฉริยะ

เมืองอัจฉริยะแบ่งออกได้เป็นหลายประเภทได้แก่

สิ่งแวดล้อมอัจฉริยะ (Smart Environment) หมายถึง เมืองที่คำนึงถึง ผลกระทบที่มีต่อสิ่งแวดล้อมและสภาวะการเปลี่ยนแปลงสภาพ ภูมิอากาศ โดยใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยบริหารจัดการอย่างเป็น ระบบ เช่น การจัดการน้ำ การดูแลสภาพอากาศ การบริหาร จัดการของเสีย และการเฝ้าระวังภัยพิบัติ ตลอดจนเพิ่ม การมีส่วนร่วมของประชาชนในการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ

เศรษฐกิจอัจฉริยะ (Smart Economy) หมายถึง เมืองที่ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มในระบบเศรษฐกิจและบริหารจัดการ ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ เช่น เมืองเกษตรอัจฉริยะ เมืองท่องเที่ยวอัจฉริยะ เป็นต้น

พลังงานอัจฉริยะ (Smart Energy) หมายถึง เมืองที่สามารถบริหารจัดการด้านพลังงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ สร้างความสมดุล ระหว่างการผลิตและการใช้พลังงานในพื้นที่เพื่อสร้างความมั่นคงทางพลังงานและลดการพึ่งพาพลังงานจากระบบโครงข่ายไฟฟ้าหลัก

การบริหารภาครัฐอัจฉริยะ (Smart Governance) หมายถึง เมืองที่พัฒนาระบบบริการภาครัฐ เพื่ออำนวยความสะดวก แก่ประชาชนผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารของภาครัฐ โดยมุ่งเน้น ความโปร่งใสและการมีส่วนร่วม และมีการปรับปรุงอย่างต่อเนื่องผ่านการประยุกต์ใช้นวัตกรรมบริการ

การดำรงชีวิตอัจฉริยะ (Smart Living) หมายถึง เมืองที่มีการพัฒนาสิ่งอำนวยความสะดวกโดยคำนึงถึงหลักอารยสถาปัตย์ (Universal Design) ให้ประชาชนมีสุขภาพและคุณภาพชีวิตที่ดี มีความปลอดภัย และมีความสุขในการดำรงชีวิต

การเดินทางและขนส่งอัจฉริยะ (Smart Mobility)
 หมายถึง เมืองที่มุ่งเน้นพัฒนาระบบจราจรและขนส่งอัจฉริยะเพื่อขับเคลื่อนประเทศ โดยเพิ่มประสิทธิภาพและความเชื่อมโยงของระบบขนส่งและการสัญจรที่หลากหลาย เพิ่มความสะดวกและความปลอดภัยในการเดินทางและขนส่ง รวมถึงเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

พลเมืองอัจฉริยะ (Smart People) หมายถึง เมืองที่มุ่งพัฒนาองค์ความรู้ ทักษะ และสิ่งแวดล้อม ที่เอื้อต่อการเรียนรู้ตลอดชีวิต ลดความเหลื่อมล้ำทางสังคมและเศรษฐกิจตลอดจนเปิดกว้างสำหรับความคิดสร้างสรรค์ นวัตกรรม และการมีส่วนร่วมของประชาชน

1.       สมาร์ทกริด (Smart Grid) หรือโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ ซึ่งเป็นโครงข่ายไฟฟ้าที่นำเทคโนโลยีหลายประเภทเข้ามาทำงานร่วมกัน ไม่ว่าจะเป็นระบบเซนเซอร์และการควบคุมอัตโนมัติเพื่อให้ระบบไฟฟ้ากำลังสามารถรับรู้ข้อมูลสถานะต่าง ๆ ในระบบได้แบบ Real Time รวมถึงระบบสารสนเทศ ระบบเก็บข้อมูล และระบบการวิเคราะห์ข้อมูล เพื่อให้โครงข่ายไฟฟ้าสามารถตอบสนองต่อความต้องการของผู้ใช้ได้อย่างชาญฉลาดมากขึ้น มีความสามารถมากขึ้นโดยใช้ทรัพยากรน้อยลง มีประสิทธิภาพ มีความน่าเชื่อถือ มีความยั่งยืนปลอดภัยและที่สำคัญคือเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ทั้งนี้ระบบโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะจะต้องครอบคลุมระบบไฟฟ้าทั้งหมด ซึ่งรวมถึงตั้งแต่ระบบการผลิต ระบบส่ง ระบบจำหน่าย จนถึงระบบของผู้ใช้ไฟฟ้า

2.       อาคารอัจฉริยะ (Smart Building) ภายในปีค.ศ. 2050 ประชากรโลกกว่า 70% จะพำนักอาศัยอยู่ภายในอาคาร และจะยิ่งเพิ่มจำนวนมากขึ้นในอนาคต ซึ่งหมายความว่า ความคาดหวังของผู้อยู่อาศัยจะสูงขึ้นตามไปด้วย อาคารต้องเป็นมากกว่าโครงสร้างผนังและหลังคา สามารถมอบความสะดวกสบายและความปลอดภัยให้แก่ผู้อยู่อาศัยได้มากขึ้น ดังนั้น อาคารจะต้องมีระบบอัจฉริยะที่ทำให้อาคารสามารถตอบสนองต่อความต้องการผู้อยู่อาศัยได้ สามารถเรียนรู้ และ ปรับตัวให้เข้ากับสภาวะแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลง และที่สำคัญคือ เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

3.       ระบบไอซีทีอัจฉริยะ (Smart ICT : Smart Information and Communication Technology) ปีนี้อุปกรณ์มากกว่า 5 หมื่นล้านชิ้นจะสามารถเชื่อมต่อกันได้ และ 1 ใน 5 ของอุปกรณ์เหล่านี้จะถูกใช้อยู่ภายในอาคาร นั่นหมายความว่า ข้อมูลจำนวนมากมายมหาศาลจะถูกสร้างขึ้น หัวใจสำคัญคือเราจะสามารถนำข้อมูลเหล่านี้มาใช้และวิเคราะห์ได้อย่างไร จึงจะทำให้เมืองมีความยืดหยุ่นในการบริหาร ในขณะเดียวกัน ยังสามารถตอบสนองความต้องการในระดับชุมชนและระดับบุคคลได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด เมืองอัจฉริยะจะเกิดขึ้นได้ เมื่อทั้ง 3ส่วนนี้ทำงานผสานกัน

ตัวอย่างของเมืองอัจฉริยะ

Amsterdam

อัมสเตอร์ดัม ได้ร่วมมือกับบริษัทยักษ์ใหญ่ อย่าง Phillips, Cisco, IBM, และบริษัทเล็กๆอีกจำนวนมาก มุ่งพัฒนาสู่ความเป็นเมืองสีเขียว go green..เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม บริษัทเหล่านี้ช่วยกันพัฒนา คิดค้นเพื่อให้อัมสเตอร์ดัม เป็นศูนย์กลางของเทคโนโลยี สำหรับ smart city อัมเสตอร์ดัมกำลังกลายเป็นเมืองต้นแบบให้กับเมืองอื่นๆในยุโรปขณะนี้ บางโครงการที่เมืองได้ทำไปแล้วเมื่อหลายปีก่อน ทำให้อัมสเตอร์ดัมในเวลานี้เป็นเมืองที่เขียวมากๆ ถ้าได้เดินไปบนถนน ‘Climate Street’ คุณก็จะได้สัมผัสกับเทคโนโลยีเหล่านี้ ว่ามันได้เริ่มใช้งานแล้ว ขยะถูกเก็บโดยรถขยะที่ใช้พลังงานไฟฟ้า ไม่สร้างมลพิษ ป้ายรถประจำทาง บิลบอร์ด แสงไฟล้วนได้รับพลังงานจากพลังงานแสงอาทิตย์ บ้านหลายพันหลัง ติดหลังคาที่ช่วยประหยัดพลังงาน แนวคิดนี้ได้แพร่กระจายจาก ‘Climate Street’ ออกไปยังส่วนต่างๆของเมืองอย่างรวดเร็ว มีจุดจ่ายกระแสไฟให้กับรถที่ใช้พลังงานไฟฟ้า ได้ recharge แบตเตอร์รี่ของรถ แทนการเติมน้ำมันดี

Xinjiang

เมืองผลิตน้ำมัน ในดินแดนที่ห่างไกลทางตะวันตกเฉียงเหนือของจีน มีการเปลี่ยนแปลงและนำเอาเทคโนโลยีอัจฉริยะมาใช้กับเมืองอย่างรวดเร็ว  สิ่งที่โดดเด่นของเมืองก็คือ แนวคิดที่จะใช้ IT ( information-technology)มาเชื่อมโยงกับการใช้ชีวิตในแง่มุมต่างๆของชาวเมือง การเป็นเมืองอัจฉริยะของจีนไม่ได้เน้นเรื่องสิ่งปลูกสร้างเท่ากับการเชื่อมโยงด้วยเทคโนโลยี  ทุกๆสถานีรถประจำทางจะมีการติดตั้งจออิเล็กทรอนิกซ์ ที่จะแสดงให้เห็นข้อมูลเกี่ยวกับการมาของรถประจำทาง อุปกรณ์มือถือสามารถเชื่อมโยงกับระบบของรถประจำทาง สามารถตรวจสอบเวลาที่แน่นอนที่รถจะมาถึง ผ่าน mobile apps ซึ่งช่วยในเรื่องปัญหาการจราจรได้อย่างมาก  มีกล้องติดตั้งอยู่ทั่วเมือง  และมีเว็บไซต์ที่จะแสดงการจราจร  ที่สามารถเข้าถึงข้อมูลทั้งหมดได้ผ่านโทรศัพท์มือถือ ทำให้เห็นการจราจรแบบ real time และชาวเมืองสามารถหลีกเลี่ยงการจราจรที่หนาแน่นได้ บ้านแต่ละหลัง ติดตั้ง panic buttons ซึ่งเป็นปุ่มขอความช่วยเหลือแบบฉุกเฉิน เมื่อผู้สูงอายุกดปุ่มนี้ ก็จะได้รับการช่วยเหลือในทันที  มีระบบที่จะทำให้รัฐบาลกลางรู้ได้ในทันทีถึงจำนวนคนว่างงานของเมือง แบบ real -time อีกเช่นกัน เพื่อการบริหารและจัดการปัญหาได้อย่างรวดเร็ว และมีประสิทธิภาพ

Copenhagen

โคเปนเฮเกน เป็นอีก เมืองที่มีความเป็นอัจฉริยะมากที่สุดแห่งหนึ่งของโลก โคเปนเฮเกนมีเป้าหมายที่จะลดการปล่อยคาร์บอนลงให้เป็น 0 ในปี 2025 ซึ่งจะเป็นการเร่งให้เกิดการปฏิวัติเทคโนโลยีต่างๆเพื่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้นนอกจากนั้น เมืองยังมีเป้าหมายเพื่อความเป็นอยู่แบบยั่งยืน มีการใช้ระบบอัจฉริยะในการควบคุมไฟบนท้องถนน ใช้พลังงานแสงอาทิตย์ในที่สาธารณะ มีระบบขนส่งสาธารณะที่ทันสมัยมากๆในยุโรป มีการให้เข้าถึงมูลต่างๆของเมืองอย่างเปิดกว้างเพื่อการพัฒนา เช่น app หาที่จอดรถที่ว่างในเมือง , สมาร์ทโฟน สามาถควบคุมการเปิดปิดเครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้าน และเครือข่ายการแลกเปลี่ยนจักรยาน เหล่านี้ทำให้โคเปนเฮเกนมีความก้าวหน้าไปอย่างมากในการเป็น Smart City

สำหรับประเทศไทยเองก็อยู่ในช่วงของการพัฒนาหลายๆ เมืองให้เป็นเมืองอัจฉริยะเช่นกัน ได้แก่ กรุงเทพฯ กระบี่ ภูเก็ต ขอนแก่น จันทบุรีและชลบุรี ก็ต้องรอคอยกันต่อไปว่าเมืองอัจฉริยะของเราจะออกมาเป็นรูปเป็นร่างและเสร็จสมบูรณ์ได้เมื่อไหร่ และหวังว่าเมื่อโครงการดังกล่าวสำเร็จลงจะช่วยเพิ่มคุณภาพชีวิตให้คนไทยมีสภาพแวดล้อมที่ดีขึ้น คุณภาพชีวิตโดยรวมที่ดีขึ้นต่อไป

Credit: https://www.scb.co.th/

แล้วพบกับสาระดีๆแบบนี้ทางด้านงานช่าง งานวิศวกรรม และอุตสาหกรรมได้ที่ นายช่างมาแชร์ นะครับ

Website: www.naichangmashare.com
Facebook: https://www.facebook.com/naichangmashare/
Blockdit :  https://www.blockdit.com/naichangmashare
Instragram: https://www.instagram.com/naichangmashare/
Twitter: https://twitter.com/naichangmashare
Youtube: https://www.youtube.com/@naichangmashare
TikTok :  https://www.tiktok.com/@naichangmashare

#นายช่างมาแชร์ 

Heat Pump ส่งผลอย่างไรกับ Decarbonization

0

กลับมาอีกครั้งหนึ่งครับ สำหรับบทความสนับสนุนการใช้พลังงานอย่างคุ้มค่าสอดคล้องกับเทรนด์ Decarbonization บทความนี้เป็นอีกหนึ่งบทความในการเป็นแนวคิดอีกแนวคิดหนึ่งในการใช้พลังงานให้เกิดประโยชน์สูงสุด และยังสนับสนุนแนวทาง Decarbonization อีกด้วย ซึ่งจะช่วยลดปริมาณการปล่อยก๊าซ คาร์บอนไดออกไซด์  ซึ่งเป็นสาเหตุหลักของโลกร้อน 

เอาละครับ เข้าเรื่องกันดีกว่า ก่อนอื่นมาทำความรู้จักกันก่อนครับ ว่า Heat pump หรือ ปั๊มความร้อนมันคืออะไร ปั๊มความร้อนคือเครื่องจักรชนิดหนึ่งที่ใช้ในการผลิตน้ำร้อนหรือเครื่องทำความร้อน นิยมใช้กันกับโรงแรม โรงพยาบาล และโรงงานอุตสาหกรรม โดยอาศัยการถ่ายเทความร้อนนั่นแหละครับ 

หน้าที่หลักของ Heat Pump

หน้าที่สำคัญๆ ของ Heat pump หลักๆเหมือนกับ Air conditioner เรานี่แหละครับเพียงแต่แทนที่จะเอาความร้อนไปทิ้งโดยการระบายความร้อนอย่างเสียประโยชน์ จะความร้อนนั้นนำมาใช้อุ่นน้ำให้ร้อนขึ้นครับ ในส่วน coil เย็นก็สามารถนำไปปรับอาคารภายในอาคาร หรือโรงเรื่อนเพาะปลูกได้ครับ ซึ่งถ้าหากเป็นอาคารหรือสิ่งก่อสร้างขนาดใหญ่ ปริมาณความร้อนที่ได้ยิ่งมีมากขึ้น เรียกได้ว่าเป็นการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพมากกว่าการใช้งาน Air conditioner ทั่วไปอย่างแน่นอนครับ

ส่วนประกอบสำคัญของ Heat pump

ส่วนประกอบที่สำคัญของ heat pump คือ

1. คอมเพรสเซอร์ (Compressor)

คอมเพรสเซอร์ (Compressor) ถือเป็นหัวใจสำคัญของระบบ heat pump ใช้ในการส่งต่อสารทำความเย็นผ่าน ชุดคอยล์เย็น (Evaporator )และ ชุดคอยล์ร้อน (Condenser)  เพื่อถายเทความร้อน ซึ่งโดยปกติแล้ว สารทำความเย็นจะถูกบีบอัดเพิ่มความดันและอุณหภูมิ ก่อนส่งต่อเข้าสู่ ชุดคอยล์ร้อน (Condenser)

2. ชุดคอยล์ร้อน (Condenser)

ชุดคอยล์ร้อน (Condenser) ทำหน้ารับสารทำความเย็นที่ถูกบีบอัดแล้วมาถ่ายเทความร้อนออก ซึ่งตรงนี้เป็นส่วนสำคัญครับ สำหรับระบบแอร์ ทั่วๆไป เราจะทิ้งความร้อนที่ได้มาสู่อากาศภายนอกใช่ไหมครับ แต่สำหรับ ระบบ heat pump เราเอาความร้อนที่ได้นี่แหละครับมาใช้งานอีกซึ่งในส่วนนี้แหละครับที่เป็นพระเอกและแตกต่างจาก Air conditioner ทั่วๆไป ซึ่งการระบายความร้อนจะมีตัวแลกเปลี่ยนความร้อน (Heat Exchanger) โดยนิยมนำน้ำมาเป็นตัวระบายความร้อนจาก coil และเมื่อน้ำได้รับความร้อน ก็จะทำให้น้ำมีอุณหภูมิสูงขึ้นครับ

3. ชุดคอยล์เย็น (Evaporator)

ชุดคอยล์เย็น (Evaporator) ทำหน้าที่ระบายความเย็นออกมาจากสารทำความเย็น ทำให้เราได้อากาศเย็นออกมาครับซึ่งก็จะคล้ายๆกันกับ Air conditioner ทั่วไป

4. วาล์วขยายตัว ( Expansion valve)

วาล์วขยายตัว ( Expansion valve) ทำหน้าที่ในการรักษาแรงดันของสารทำความเย็น

5.เทอร์โมสตัด (Thermostat)

Thermostat เป็น sensor ที่ใช้ในการต่อต่อวงจรเพื่อรักษาอุณหภูมิให้ได้ตามต้องการ บางผู้ผลิตอาจใช้ Temperature ที่เป็น sensor วัดต่อเนื่องมาควบคุมเพื่อให้อุณหภูมิมีความคงที่มากขึ้นก็เป็นได้ครับ

Credit: https://www.en-former.com/en/energy-from-the-rhine-sustainable-heat-from-river-heat-pump/

ข้อดี ข้อเสียของ Heat pump มีอะไรบ้าง

ข้อดี :

1.สามารถลดการใช้พลังงานในการเพิ่มอุณหภูมิของตัวกลางบางอย่างได้ผ่าน ชุด ชุดคอยล์ร้อน (Condenser) ซึ่งทำให้ต้นทุนพลังงานถูกลง

2.ลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สู่ชั้นบรรยากาศได้ เรียกได้ว่ารักษ์โลกเลยทีเดียวครับ

ข้อเสีย :

มีอุปกรณ์เพิ่มขึ้นหลักๆ จะเป็นตัวแลกเปลี่ยนความร้อน (Heat exchanger) ซึ่งต้องมีการดูแลมากขึ้น ซึ่งหลักๆจะเกิดตะกรันภายในท่อครับ แต่สามารถจัดการตระกรันดังกล่าวได้ไม่ยากเท่าไร และสามารถดูได้จาก Performance ของการแลกเปลี่ยนความร้อนได้ครับ

อุตสาหกรรมที่เหมาะสมที่น่าจะนำ Heat Pump ไปใช้งาน

1.โรงแรม ที่มีความจำเป็นที่จะต้องอาศัยความเย็นจากเครื่องปรับอากาศ และต้องการใช้ความร้อนในซาว์น่า ห้องครัว ห้องซักรีด หรือ สระว่ายน้ำ

2.โรงงานอุตสาหกรรม ที่มีการใช้ความร้อนหรือน้ำร้อน และเครื่องปรับอากาศเพื่อรักษาอุณหภูมิให้แก่พนักงาน

3.โรงพยาบาล ซึ่งมีการใฃ้เครื่องปรับอากาศและน้ำร้อนเป็นต้น

แล้วพบกับสาระดีๆแบบนี้ทางด้านงานช่าง งานวิศวกรรม และอุตสาหกรรมได้ที่ นายช่างมาแชร์ นะครับ

Website: www.naichangmashare.com
Facebook: https://www.facebook.com/naichangmashare/
Blockdit :  https://www.blockdit.com/naichangmashare
Instragram: https://www.instagram.com/naichangmashare/
Twitter: https://twitter.com/naichangmashare
Youtube: https://www.youtube.com/channel/UCmIPiSeg-uy4k8JYSmknp_g

#นายช่างมาแชร์