เทคโนโลยีกล้องวัดความสั่นสะเทือน (Vibration Camera) – RDI IRIS M™

0
RDI-Website-outsource-1536x864
RDI-Website-outsource-1536x864

Motion Amplification® ช่วยให้คุณเห็นภาพและวัดการเคลื่อนไหวได้ทันทีที่จุดเซ็นเซอร์วิดีโอ 2.3 ล้านจุดมองเห็นทุกความเคลื่อนไหวของเครื่องจักร ตรวจจับการเคลื่อนไหวของเครื่องจักรในโรงงานอุตสาหกรรมได้ แม้ในระดับที่เล็กมากๆ จนไม่มีใครมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า มีประโยชน์อย่างมากในการบำรุงรักษาเชิงคาดการณ์ ระบุปัญหาที่อาจเกิดขึ้นได้ก่อนจะเสียหาย หรือเครื่องจักรหยุดทำงานฉุกเฉิน พร้อมรับมือได้กับทุกสถาณการณ์

เทคโนโลยีสุดล้ำ เปลี่ยนทุกพิกเซลในกล้องให้เป็นเซนเซอร์ตรวจจับการเคลื่อนที่ Iris M™  ไม่ว่าจะเป็นสายการผลิต โครงสร้าง กระบวนการออกแบบทางวิศวกรรม และอื่นๆ อีกมากมาย วัดทันทีด้วยการคลิกปุ่มบนหน้าจอเพียงปุ่มเดียว Iris M™ นำเสนอการแก้ไขปัญหาโดยรวมและการวิเคราะห์เชิงลึกในเครื่องมือที่ใช้งานง่ายเพียงตัวเดียว วัดค่านับล้านได้ในเสี้ยววินาที ที่ทำให้ผู้ใช้งานได้มองเห็นแบบชัดเจน ทำงานได้สะดวกมากขึ้น เพื่อนำมาวิเคราะห์ปัญหา แก้ไขได้อย่างรวดเร็วทันที

ระบบเทคโนโลยีที่ทันสมัยของกล้อง RDI IRIS M™

1. ระบบการแสดงผล (Visualization)

ระบบของ Visualize เป็นเหมือนกล้องวิเศษที่จับการเคลื่อนไหวเล็กๆ น้อยๆ แล้วแปลงให้เรามองเห็นได้ชัดเจนมากขึ้น

2. ระบบการวัดที่แม่นยำ (Accurated Measurement)

Measure สามารถวัดการเคลื่อนไหวของเครื่องจักรหรือโครงสร้างได้แม่นยำ เหมือนกับเครื่องวัดการเคลื่อนไหว ที่ต้องสัมผัสโดยตรงเลย

3. ระบบวิเคราะห์ปัญหา (Troubleshooting)

Troubleshoot ช่วยกรองข้อมูล หาต้นตอของปัญหาได้ง่ายๆ ด้วยการแยกแยะการเคลื่อนไหวที่ความถี่ต่างๆ ช่วยให้ทีมของคุณแก้ไขปัญหาได้ตรงจุด

4. ระบบการสื่อสาร (Communication)

Communicate ช่วยให้ทุกคนในทีมเข้าใจการเคลื่อนไหวของเครื่องจักรได้ง่ายขึ้น ไม่ว่าจะเป็นสายงานเทคนิคหรือไม่ก็ตาม

เทคโนโลยีกล้องและซอฟต์แวร์สุดล้ำ Motion Amplification®

ซอฟต์แวร์ Motion Amplification® แสดงให้เห็นการสั่นสะเทือนและการเคลื่อนไหวของเครื่องจักร ที่อาจสร้างความเสียหายได้แบบชัดๆ ด้วยการแสดงภาพ การวัด และการส่งต่อการเคลื่อนไหวของโครงสร้างเครื่องจักร เทคโนโลยีนี้ช่วยให้ประเมินปัญหาของเครื่องจักรและส่วนประกอบอื่นๆ ได้ เช่น การสั่น การโก่งตัว และการเคลื่อนตัว

ด้วยเทคโนโลยีกล้องและซอฟต์แวร์สุดล้ำ Motion Amplification® เปลี่ยนทุกพิกเซลในกล้องให้เป็นเซ็นเซอร์วัดการสั่นสะเทือน (Camera Vibration) เพื่อวัดและวิเคราะห์การสั่นสะเทือนของวิดีโอและการเคลื่อนไหวได้อย่างแม่นยำสุดๆ จากนั้น อัลกอริธึมการประมวลผลวิดีโอสุดพิเศษจะจับการเคลื่อนไหวเล็กน้อย แล้วขยายให้เห็นได้ชัดๆ ด้วยตาเปล่า

การขยายภาพช่วยให้เห็นความแตกต่างที่สร้างความเสียหายให้เครื่องจักรได้ชัดเจนขึ้น และยังตรวจสอบข้อผิดพลาดในเครื่องจักร โครงสร้างพื้นฐาน และแม้แต่การเคลื่อนไหวของร่างกายมนุษย์ได้ด้วย ในขณะที่เครื่องมืออื่นๆ อย่างมาตรความเร่ง สเตรนเกจ และซอฟต์แวร์สร้างแบบจำลอง ตรวจจับและแสดงข้อมูลการสั่นสะเทือนได้ แต่การมองเห็นปัญหาการสั่นสะเทือนและวิธีแก้ไขผ่านวิดีโอ จะทำให้เข้าใจได้ลึกซึ้งกว่าการดูแค่ข้อมูลและกราฟ

กล้องวัดความสั่นสะเทือน Motion Camera และซอฟต์แวร์ Motion Amplification® ช่วยให้คุณเห็นการเคลื่อนไหวเล็กๆ น้อยๆ และเข้าใจผลกระทบของมันได้ เทคโนโลยี Motion Amplification® ใช้เทคนิคการประมวลผลวิดีโอและภาพดิจิทัลเพื่อวัดการสั่นสะเทือนและการเคลื่อนไหวทีละพิกเซล แยกและขยายข้อมูลเพื่อแสดงภาพการเคลื่อนไหวให้เห็นชัดเจน

“กล้องวัดความสั่นสะเทือนวิเคราะห์วิดีโอสดและประมวลผลทีละพิกเซลแบบเรียลไทม์”

Forever and A Day

เพื่อแสดงให้เห็นว่าการสั่นสะเทือนและการเคลื่อนไหวส่งผลต่อระบบทั้งหมดและโครงสร้างที่รองรับอย่างไร และสามารถบันทึกและประมวลผลในภายหลังสำหรับการวิเคราะห์ขั้นสูงได้ แม้ว่าเทคนิคการวิเคราะห์การสั่นสะเทือนแบบเดิมจะให้ข้อมูลตัวเลขและกราฟที่แสดงขอบเขตของการสั่นสะเทือนและความเสียหาย แต่การมองเห็นการขยายภาพการเคลื่อนไหวด้วยวิดีโอจะให้ภาพการเคลื่อนไหวที่ละเอียดอ่อน และเป็นวิธีการวิเคราะห์ที่สมบูรณ์ ครอบคลุมและคุ้มค่ามากแน่นอน

More Infomation :

Contact Us

website :https://www.faadtech.co.th/

Facebook : FAADTECH

Line : @FAADTECH

โทร : 061-519-8139

ท่อ fiberglass กับการใช้งานในระบบดับเพลิง

0
Fire fighting FRP pipe GRE Composite
Fire fighting FRP pipe GRE Composite

ในโรงงานอุตสาหกรรม ในกลุ่มอุตสาหกรรมทั่วๆไป อุตสาหกรรมกระดาษและปูนซีเมนต์ และกลุ่มงานปิโตรเคมี ล้วนแล้วแต่มีความเสี่ยงต่อการเกิดเพลิงไหม้สูง เนื่องจากในกระบวนการผลิตมีสารที่มีความสามารถติดไฟ หรือเกิดการระเบิดสูงมาก ถ้าเราได้มีโอกาสได้รับการอบรมด้านความปลอดภัย รวมถึงเหตุการณ์ในอดีตจากเคสต่างๆประเทศจะพบว่าการเกิดเหตุเพลิงไหม้ในแต่ละครั้ง จะมีความเสียหายมหาศาล และแทบจะประเมินมูลค่าไม่ได้เลย เพราะเป็นทั้งทรัพย์สินหลายล้านบาท ชีวิตของผู้คน หรือแม้กระทั่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมต่างๆ

แม้ว่าโรงงานจะมีมาตรการป้องกันเหตุการณ์และอุบัติเหตุต่างๆไม่ให้เกิดขึ้น แต่ก็ต้องยอมรับว่าก็ยังมีความผิดพลาดอย่างเช่น ความผิดพลาดของคนทำงาน (Human error) หรืออาจจะเป็น ความผิดพลาดจากระบบรักษาความปลอดภัย (System error) ก็ยังมีให้เห็นเรื่อยๆ ในต่างประเทศจะมีคำว่า “Hand of God” ถ้าในไทยอาจเรียกว่า ความซวย ก็ได้ ถึงแม้จะมีระบบป้องกันการเกิด Case ต่างๆ ในโรงงานทุกๆที่ จะมีระบบที่เรียกว่า Emergency response เช่น Gas detector, Fire detector, Automatic water spray, Foam injection และอื่นๆอีกมากมาย

แต่ระบบการป้องกันสุดท้ายที่สำคัญมากๆ คือ ระบบดับเพลิง หรือ Fire fighting system ซึ่งในบทความนี้จะขอไปดูอีกเทคโนโลยีน่าสนใจ นั่นคือ ท่อดับเพลิงที่ทำมาจากวัสดุ Fibreglass-Reinforced Plastic (FRP) ที่มีจุดเด่น คือ ไม่มีสภาวะกัดกร่อน (Non-Corrosive) จึงทำให้ตะกรันเกิดขึ้นน้อยกว่าใช้ท่อเหล็กดำ ป้องกันการลามติดไฟ ขณะที่เกิดเหตุเพลิงไหม้ รายละเอียดจะเป็นอย่างไร ไปดูกันนะครับ

ส่วนประกอบของระบบน้ำดับเพลิง (Fire water system) 

1) แหล่งเก็บน้ำดับเพลิง (Fire water source)

ทำหน้าที่ในการกักเก็บน้ำให้มีปริมาณที่เพียงพอต่อการระงับเหตุเพลิงไหม้ในพื้นที่โรงงาน ซึ่งในแต่ละโรงงานจะมีการออกแบบ “แหล่งเก็บน้ำดับเพลิง” ที่แตกต่างกัน เช่น เก็บน้ำดับเพลิงในอ่างขนาดใหญ่ (Fire water pond) อันนี้โรงงานจะขุดบ่อขนาดใหญ่ อาจเป็นคอนกรีต หรืออาจจะใช้ผ้าใบพิเศษคลุมลงบ่ออีกทีเพื่อไม่ให้น้ำดับเพลิงซึมลงดิน บางโรงงานพื้นที่น้อย ก็จะออกแบบเป็นลักษณะของถังเก็บน้ำ (Fire water tank) เป็นต้นนะครับ

2) แหล่งน้ำเติม (Make up water)

ในส่วนนี้คือน้ำที่จะเข้ามาเติม Fire water Pond/Tank ในกรณีระดับน้ำ (Level) ลดลงเพื่อให้ระดับน้ำคงที่ และเต็มตลอดเวลา เพื่อการันตีว่าน้ำจะไม่หมดขณะใช้งาน ขณะที่ทำการใช้น้ำดับเพลิงระงับเหตุเพลิงไหม้ ในส่วนของน้ำ make up water นี้ สามารถใช้จากภายในโรงงาน หรือ ภายนอกโรงงงานจากการซื้อน้ำเข้ามาเติมทางผ่านทางท่อส่งน้ำของโรงงานที่ขายน้ำให้นั่นเองครับผม

3) ปั้มดับเพลิง (Fire water pump) 

ปั้มดับเพลิง หรือ Fire pump เป็นปั้มที่ทำหน้าที่สูบน้ำดับเพลิงจากแหล่งเก็บน้ำดับเพลิง และทำการเพิ่มความดันและอัตราการไหล ส่งผ่านเข้าท่อเฮดเดอร์หลัก แล้วส่งผ่านน้ำดับเพลิงไปใช้ทั่วโรงงาน หรือจุดที่เกิดเหตุนั่นเองครับ โดยปั้มดับเพลิงจะเป็นปั้มที่มีขนาดใหญ่เพื่อที่จะมีกำลังส่งน้ำเป็นระยะทางไกลๆได้ และต้องมีอัตราการไหลเพียงพอต่อการดับเพลิงที่เพียงพอต่อเหตุเพลิงไหม้ต่ออุปกรณ์นั่นๆด้วยนะครับ ซึ่งบริษัทประกันภัยโรงงานจะมีการมาทำการตรวจสอบในด้านของประสิทธิภาพ เนื่องจากเป็นอุปกรณ์ที่สำคัญที่สุดเพื่อระงับเหตุเพลิงไหม้ต่อโรงงานและอาคารต่างๆนั่นเอง

ภาพตัวอย่าง ปั้มดับเพลิง Credited by https://www.firesmarts.com

4) ท่อน้ำดับเพลิง (Fire water pipe)

ท่อน้ำดับเพลิง (Fire water pipe) ในส่วนนี้จะทำหน้าที่ในการ “ขนถ่ายและลำเลียงน้ำดับเพลิงไปยังจุดที่เกิดเหตุดับเพลิง หรืออุปกรณ์ดับเพลิงต่างๆ” ไม่ว่าจะเป็น Spray หรือ หัวฉีดดับเพลิงทั่วโรงงาน (Hydrant nozzle) โดยการสังเกตุง่ายๆ คือ ท่อดับเพลิงจะทาสีแดงเท่านั้น ดังนั้น ต้องมีการดูแลสม่ำเสมอ เพราะถ้าท่อแตก หรือเกิดความเสียหายขึ้นมาแล้วก็จะทำให้แรงดันน้ำตก และไม่สามารถส่งน้ำไปใช้ดับเพลิงขณะเกิดเหตุขึ้นได้นั่นเองครับ

ภาพตัวอย่างของ ท่อดับเพลิงและอุปกรณ์ดับเพลิง
ระบบ Fire water system จาก Fire fighting curse  ของ AMJ engineering

เทคโนโลยีท่อดับเพลิงด้วยวัสดุ FRP

ระบบดับเพลิง หรือ Fire fighting system ในโรงงานส่วนมากจะเป็นระบบที่ออกแบบให้สามารถ “ใช้น้ำดิบ (Raw water)” ซึ่งน้ำดิบนั่นแร่ธาตุจะเยอะ และแม้ว่าจะอัดน้ำเต็มตลอดเวลา แต่เมื่อไม่ได้ใช้เป็นเวลานาน น้ำที่อยู่นิ่งในท่อ (Stagnant) จะมีโอกาสเกิดการกัดกร่อนสูงมาก ซึ่งอุปกรณ์หลักของระบบดับเพลิง ได้แก่ ถังเก็บน้ำดับเพลิง (Fire Water Tank)  และท่อดับเพลิง

โดยปกติวัสดุของท่อน้ำดับเพลิงมักจะใช้เป็นวัสดุเป็น “เหล็กกล้า (Carbon steel)” และทำการเคลือบด้านในด้วยวิธีการ “Lining” ด้วยวัสดุ Polymer , Vinyl ester และอื่นๆ) ซึ่งท่อดับเพลิงแบบ Carbon steel with Lining ก็ยังมีจุดอ่อนในบางจุด ซึ่งวันนี้ทางนายช่างมาแชร์จะขอแนะนำอีกเทคโนโลยีวัสดุ Fibreglass Reinfored Plastic หรือ FRP ว่ามีข้อได้เปรียบในจุดไหนบ้างกันครับ

ข้อดีของวัสดุ FRP เมื่อเปรียบเทียบกับ Carbon steel with Lining 

  • วัสดุ FRP สามารถทนกับปัญหา Corrosion ของน้ำดับเพลิงได้มากกว่า หยุดการกัดกร่อนภายในท่อที่เกิดจากน้ำ สารตกค้าง และแบคทีเรีย และทนต่อการกัดกร่อนที่เกิดจากสภาพแวดล้อมภายนอกได้ดี
  • วัสดุ FRP มีน้ำหนักเบากว่าเหล็ก ส่งผลให้ค่าใช้จ่ายในการก่อสร้าง ในส่วนของต้นทุนเสา Support ค้ำยัน มีต้นทุนต่ำกว่าใช้เหล็ก Carbon steel ที่ขนาดท่อเดียวกัน
  • วัสดุ FRP สามารถออกแบบให้ทนแรงดันสูงๆได้  
  • วัสดุ FRP ทำให้ตะกรันเกิดขึ้นน้อยกว่า จึงเกิดสนิมและเศษตะกอนในระบบที่น้อยกว่า ลดโอกาสการบำรุงรักษา ไม่จำเป็นเคลือบสารป้องกันสนิมภายนอกและภายในท่อด้านในซ้ำ
  • FRP มีค่านำความร้อนต่ำ ประมาณ 1% เมื่อเทียบกับท่อเหล็ก
  • วัสดุ FRP สามารถเพิ่มสารหน่วงการติดไฟ เพื่อป้องกันการลามไฟได้ 

มีคำกล่าวว่า Ten robberies cause less damage than one fire ดังนั้นการให้ความสำคัญ และเคร่งครัดกับมาตรการรักษาความปลอดภัยงานดับเพลิง การคัดเลือกวัสดุ การคัดสรรระบบ Fire water protection  เป็นเรื่องที่ทุกโรงงานต้องให้ความเอาใจใส่ เพราะบางครั้ง ไม่ใช่แค่ทรัพย์สินโรงงานใด โรงงานหนึ่ง แต่หลายครั้ง ที่บ้านเรือนประชาชนใกล้เคียงพลอยเดือนร้อน วอดวาย ไร้บ้านไปด้วย 

====================================

ถ้าหากเพื่อนๆสนใจท่อดับเพลิง FRP ที่จะสามารถมาแก้ไขปัญหาที่มีอยู่ หรือพัฒนาขีดความสามารถของระบบดับเพลิง Fire fighting system ของเพื่อนๆ ก็สามารถ

ติดต่อทาง GRE Composites Co.,Ltd ได้ตามช่องทางด้านล่างได้เลยนะครับ

Company : GRE Composites Co.,Ltd
email : [email protected]
Tel : 094-661-4594
Website : https://www.grecomposites.com/pipe/

====================================

แล้วพบกับสาระดีๆแบบนี้ทางด้านงานช่าง งานวิศวกรรม และอุตสาหกรรมได้ที่ นายช่างมาแชร์ นะครับ

Website: www.naichangmashare.com
Facebook: https://www.facebook.com/naichangmashare/
Blockdit :  https://www.blockdit.com/naichangmashare
Instragram: https://www.instagram.com/naichangmashare/
Twitter: https://twitter.com/naichangmashare
Youtube: https://www.youtube.com/channel/UCmIPiSeg-uy4k8JYSmknp_g

มารู้จักกับ Fiberglass Air Duct หรือ ท่อลมที่ไม่ต้องหุ้มฉนวน (Non-insulated duct)

0
เทคโนโลยี Fiber Glass Air Duct ด้วยคุณสมบัติที่ไม่ต้องหุ้มฉนวน
เทคโนโลยี Fiber Glass Air Duct ด้วยคุณสมบัติที่ไม่ต้องหุ้มฉนวน

ในตึก อาคารพาณิชย์ ห้างขนาดใหญ่ โรงงานเก็บสารเคมีอันตราย ตึกควบคุมในโรงงาน หรือโรงพยาบาลต่างๆจะต้องใช้ระบบ H-VAC (Heating Ventilation and Air Conditioning ) คือระบบปรับอากาศใน Indoor ขนาดใหญ่ ซึ่งพี่ๆ น้องๆ สามารถเปิดอ่านความรู้ H-VAC อย่างละเอียดได้จากบทความของนายช่างเรื่อง HVAC ([ระบบ HVAC คืออะไร ? ] หลักการทำงาน และอุปกรณ์ต่างๆในระบบ – นายช่างมาแชร์ (naichangmashare.com)

วันนี้นายช่างจะพาไปลงลึกที่ระบบท่อลม Air duct ที่เป็นส่วนประกอบสำคัญของระบบ H-VAC  (Air duct ซึ่งพวกเราอาจนึกถึงท่อสี่เหลี่ยมใหญ่ๆ ที่ในหนังชอบมุดคลานเข้าไป) ตามความจริงจะค่อนข้างสกปรกไม่ควรมุดมั่วนะครับ อาจถึงแก่ชีวิตได้

ระบบท่อลม หรือ Air duct

ในส่วนของท่อลม จะมีส่วนที่เป็น Air supply ถ้าเป็นประเทศอากาศหนาวจะผลิตเป็นลมร้อน แต่ถ้าเป็นประเทศไทย หรือเมืองร้อนจะผลิตเป็นลมเย็นส่งไปทั่วอาคาร เพื่อป้องกันการสูญเสียการแลกเปลี่ยนความร้อนของส่วนที่เป็นอากาศ ท่อ Air duct แบบเก่าที่เราเห็นมักจะมีฉนวนกันความร้อน (Insulation) อีกรอบนึงด้วยซึ่งเป็นชนิดใยหินเหมือนที่ใช้ในฝ้าบ้าน

สาเหตุที่ Air duct ที่ใช้ทั่วๆไปต้องหุ้มฉนวน คือ วัสดุที่ใช้ทำ Air duct จะใช้เหล็กกัลวาไนซ์ หรือ บางครั้งจะใช้เป็นโลหะอลูมิเนียม ซึ่งข้อดีคือเป็นโลหะน้ำหนักเบา แต่มีข้อเสียคือ มีค่าการนำความร้อนสูง (Heat conductivity) จึงมีการถ่ายเทความร้อนระหว่าง Air duct กับบรรยากาศภายนอก ทำให้ Air ที่ผลิตไม่สามารถทำความเย็นได้จึงต้องหุ้มฉนวนอีกที

ข้อจำกัดของระบบ Air duct ทั่วๆไปที่วัสดุเป็น Sheet Metal

  • ค่าติดตั้ง และค่าลงทุนสูง
  • ใช้เวลาติดตั้งนาน 
  • ในอนาคตเมื่อใช้ไปสักระยะหนึ่งฉนวนจะชื้น เนื่องจากความชื้นในอากาศ จะทำให้เกิดเชื้อราสะสมในระบบได้ ซึ่งจะจะมีค่าซ่อมบำรุงแฝงอีกมาก
  • น้ำและความชื้นจะทำให้ท่อ Air Duct เกิดการกัดกร่อน (Corrosion) ทำให้ท่อผุพังได้
  • การรื้อฉนวน จะทำให้ใยหินฟุ้ง และเป็นอันตรายต่อปอดคนรื้อได้

ดังนั้นทางนายช่างมาแชร์ขอสรุปเป็นตารางเปรียบเทียบเพื่อความเข้าใจง่ายๆ ระหว่าง FRP Air Duct กับ ท่อ Sheet Metal Air duct แบบทั่วๆไปกันนะครับ

คุณสมบัติ FRP Air duct เทียบกับ Steel Air duct

“ปัจจุบัน มี Air duct รุ่นใหม่ ซึ่งไม่จำเป็นต้องหุ้มฉนวน เพราะตัววัสดุเป็นฉนวนในตัว (Non-insulated air duct)” 

เทคโนโลยีทางเลือก FRP Air Duct ไม่จำเป็นต้องหุ้มฉนวน

คุณสมบัติเด่นของวัสดุ FRP (Fiberglass Reinforced Plastic) มาจัดทำระบบ FRP Ducting system หรือ ระบบระบายอากาศเสีย (Air Ventilation System) คือ ระบบท่อที่ผลิตขึ้นมาเพื่อใช้สำหรับการดูดกลิ่น ควันไอกรด ไอสารเคมี หรือ ก๊าซเสีย จากจุดกำเนิด โดยการใช้พัดลมดูดอากาศเสียออกไปผ่านท่อไฟเบอร์กลาส หรือผ่านทางปล่องอากาศ (FRP stack)  เพื่อเข้าสู่กระบวนการบำบัดแล้วปล่อยออกสู่สิ่งแวดล้อมภายนอก ทั้งนี้ เพื่อลดผลกระทบที่อาจเกิดกับสุขภาพของผู้ปฏิบัติงาน ทำให้อากาศภายในโรงงานมีความปลอดภัยตามเกณฑ์มาตรฐาน 

FRP Duct system สามารถออกแบบได้ทั้ง ทรงเหลี่ยม และ ทรงกลม (Filament Winding) หรือ ปรับรูปร่างไปตามสภาพหน้างาน (Custom -designed) มีสามารถทนต่อความกัดกร่อน (Corrosion) จากสภาพแวดล้อมที่มีความเป็นกรดหรือด่าง และสารเคมีได้เป็นอย่างดี ซึ่งทำให้มีอายุการใช้งานที่ยาวนาน คุ้มค่าในการลงทุนเพื่อลดผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้นกับสุขภาพของผู้ปฏิบัติงานได้ มีขนาดตั้งแต่เส้นผ่านศูนย์กลาง 2 นิ้ว จนถึงขนาด 40 นิ้ว หรือมากกว่า 

ด้วยจุดเด่น FRP Duct ในเรื่อง มีความทนทานต่อการสึกหรอความคงทนน้ำหนักเบาสามารถออกแบบในรูปแบบที่แตกต่างได้โดยใช้อุปกรณ์หลายๆชิ้นมาดัดแปลงเป็นชิ้นเดียวกันด้วยการทำแม่พิมพ์ (Mold) หรือชิ้นส่วนอุปกรณ์ได้ทุกรูปแบบ ดังนั้น FRP Duct นอกจากจะเหมาะกับ ระบบ HVAC แล้ว ยังเหมาะสำหรับการการออกแบบระบบบำบัดอากาศเสียใน ห้องแล๊บในโรงพยาบาล อุตสาหกรรมเคมี อุตสาหกรรมอาหาร อุตสาหกรรมยานยนต์ อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ อุตสาหกรรมปิโตรเคมี อุตสาหกรรมสิ่งทอ อุตสาหกรรมยา ห้องควบคุมระบบบำบัดน้ำเสีย เป็นต้น 

=====================================

หากเพื่อนๆสนใจเทคโนโลยีของวัสดุ FRP Air Duct คุณภาพสูง ที่มีคุณสมบัติ ไม่ต้องหุ้มฉนวน ทนทาน ไม่จุกจิก และสามารถลดต้นทุนให้กับโรงงาน
สามารถติดต่อทาง GRE Composite Co.,Ltd ได้ตามช่องทางด้านล่างได้เลยนะครับ

=====================================

ถัง FRP Tank – ประหยัดเวลาก่อสร้าง เบากว่าโครงสร้างเหล็ก และไม่เป็นสนิม

0

ในโรงงานอุตสาหกรรมจะเก็บสารเคมีต่างๆในถัง (Tank) ซึ่งถังมีหลายขนาด ตั้งแต่ถังขนาดเล็กเหมือน Tank น้ำในบ้านเรา จนไปถึงขนาดใหญ่ เส้นผ่านศูนย์กลางมากกว่า 20 เมตร สูงมากกว่า 10 เมตร เราจึงเห็นถังในโรงงานเต็มไปหมด แต่ถังที่ใช้ในโรงงานที่เราเห็นมีหลายประเภท ต้องใช้ให้เหมาะกับ Conditions ของกระบวนการ เช่น ความดัน อุณหภูมิ ประเภทของสารเคมี เป็นต้น

คนส่วนใหญ่อาจคุ้นเคยกับถังเหล็ก เช่น Carbon steel หรือ Stainless steel แต่ถังเหล่านี้แม้จะหนา หรือแข็งเพียงใดก็ไม่สามารถใช้เก็บสารเคมีได้ทุกชนิด หากใช้กับสารเคมีที่มีฤทธิกัดกร่อนสูงๆจะถูกกัดกร่อนอย่างรวดเร็วและทำให้ถังรั่ว ถังแตกได้

แน่นอนว่าโรงงานทุกๆที่จะเน้นเรื่องการป้องกันการรั่วไหลมาก เพราะเสี่ยงต่อการบาดเจ็บของคนงาน สารเคมีติดไฟ ในโรงงานบางที่จะเรียกอุบัติภัยการรั่วไหลของสารเคมีว่า “LOPC หรือ Loss of Primary Containment” ดังนั้นในการเลือกใช้ถัง (Tank) ในการเลือกใช้ในมุมของทางวิศวกรรม จะต้องเลือกวัสดุให้ถูกต้องเหมาะสมกับสารเคมีที่ใช้ (Material compatibility) ถือเป็นเรื่องสำคัญมากๆ

ตัวอย่างสารเคมีที่ไม่สามารถใช้ถังเหล็กธรรมดาได้คือ กรดแก่ (Strong acid) ด่างแก่ (Strong base) เช่น Sulfuric acid 98%, Hydrochloric acid, กรดไนตริก โซดาไฟ (Sodium hydroxide) โซเดียมไฮโปคลอไร หรือแม้แต่น้ำเสียบางโรงงานไม่เหมาะสมกับการเก็บในถังโลหะ  

รูปถังเหล็กโดนกัดกร่อนจากการใช้กับสารเคมีไม่เหมาะสม 

ถ้าวัสดุที่เป็นโลหะไม่เหมาะสมกับสารเคมี อาจจะต้องใช้ถังพลาสติกธรรมดามีความแข็งแรงค่อนข้างน้อย รองรับความดันได้ต่ำมาก แต่มีก็ท่อพลาสติกบางชนิดที่มีการใช้งานกันอย่างแพร่หลายในโรงงานที่มีความคงทนสูง และทนยูวีได้ดี นั้นก็คือท่อ “FRP Tank” 

ทบทวนนิดนึงครับ ว่า FRP คือวัสดุอะไร ทำไมมันสามารถเป็นวัสดุทางเลือกใช้ทำถังแทนวัสดุโลหะได้

คำว่านั้น FRP ย่อมาจาก (Fiberglass Reinforced Plastic) หรือแปลตรงตัวว่า “พลาสติกเสริมเส้นใยแก้ว” หรืออาจจะเป็นที่รู้จักในชื่อ “GRVE pipe” (Glass-fiber reinforced vinyl ester) หรือ “GRE pipe” (Glass reinforced epoxy) ซึ่งเป็นวัสดุที่เกิดจากการผสมกัน 2 phases (Composite material) ทำให้มีสมบัติของวัสดุทั้งสองประเภทรวมกัน

1. Thermoset plastics

Thermoset plastics เป็นวัสดุประเภทพอลิเมอร์ เช่น Vinyl ester และ Epoxy ที่มีจุดเด่นทำหน้าที่ต้านทานการกัดกร่อนของสารเคมี (Corrosion) ได้ 100% เชื่อมให้เส้นใยแก้วติดกัน และยังมีคุณสมบัติเชิงกลมีความเหนียวและคงทน

2. เส้นใยแก้ว (Fiberglass)

เส้นใยแก้ว (Fiberglass) เป็นวัสดุประเภทเซรามิกส์จะทำหน้าที่เสริมความแข็งแรงให้กับตัววัสดุ (Fiber glass reinforcement) มีสมบัติเชิงกลที่แข็งแต่ไม่เปราะ ทำให้สามารถรับแรงรับน้ำหนักได้มาก ทนความดันได้สูง 

นั่นคือ วัสดุ FRP เป็นวัสดุทางเลือกสำหรับใช้กับสารเคมีที่มีความกัดกร่อนรุนแรง ไว้ใช้เก็บสารเคมีอันตรายหลายชนิด 

ข้อดีของ “FRP Tank” คือถังที่ทำมาจากวัสดุ FRP

FRP Tank จะมีจุดเด่น และข้อได้เปรียบมากกว่าวัสดุอื่นๆหลายอย่างเช่น มีอายุใช้งานยืนยาวโดยไม่รั่ว แรงยึดเกาะ และความยืดหยุ่นของเรซินสามารถช่วยดูดซับแรงสั่นสะเทือนจากภายนอกได้ดี อีกทั้งยังทนทานต่อสารเคมีเกือบทุกชนิด จากคุณสมบัติทุกด้านทำให้ FRP Tank สามารถถูกออกแบบตามความต้องการใช้งานของลูกค้า หรือโรงงานได้ (Customization) เพื่อให้เหมาะกับทุก Process Conditions ในโรงงานต่างๆได้อย่างครอบคลุม

คุณสมบัติเด่นของ FRP tank สามารถสรุปได้ดังนี้

  • น้ำหนักเบา (เบากว่าถังเหล็กในการใช้งานประเภทเดียวกัน 4 เท่า) สามารถติดตั้งใหม่ หรือเคลื่อนย้ายได้ง่าย
  • Strength to weigh ratio สูง คือ FRP tank จะมี Tensile strength หรือ ความสามารถใช้งานรับ Load หนักๆได้ ทนทานต่อความดัน และสภาพแวดล้อมที่ไม่แน่นอนได้
  • อึด ทน ใช้งานได้นาน โดยไม่ต้อง Maintenance บ่อย
  • ไม่เกิดสนิม และทนสารเคมีกัดกร่อน สามารถปรับแต่ง หรือเลือกใช้ชนิดเรซินได้หลายแบบเช่น ใช้กับสภาพแวดล้อมแบบต่างๆ indoor/outdoor อยู่ใกล้ทะเล โดยไม่ต้องทาสี หรือทำ Cladding ใหม่
  • ทนต่ออุณหภูมิสูงได้ ทน UV ได้
  • ไม่มีปัญหาเรื่องประกายไฟ ในกรณีต้องซ่อมแซม (No hot work require)
  • ราคาไม่แพง ลดต้นทุนซ่อมบำรุงได้มาก
  • สามารถออกแบบกับโรงงานอาหาร เพื่อรองรับการอนุมัติ FDA
  • สามารถออกแบบให้มีขนาดใหญ่ได้ (>1000 m3) และสามารถออกแบบให้ถังมีความสูง อ้วน เตี้ย สูงได้ทั้งหมดเพื่อให้เหมาะสมกับ Layout ของโรงงานต่างๆ

สุดท้ายนี้นายช่างอยากฝากให้เลือกวัสดุใช้ถังดีๆ โดยเฉพาะสารเคมีอันตรายต่างๆ เราต้องใส่ใจกับคือที่ทำงานหน้างาน ถ้ามีงบเปลี่ยนเพื่อเพิ่มความปลอดภัย หรือเพิ่ม Reliability ก็แนะนำให้เลือก FRP tank ครับ และออกแบบให้ (Material compatibility) และเหมาะสมกับ Process Conditions ครับ

============================================

และขอขอบคุณข้อมูล FRP Tank อย่างละเอียดจาก GRE Composite ถ้าใครมีโครงการจะติดตั้งถังใหม่ๆ หรือจะเปลี่ยนถัง หรือเจอถังรั่วบ่อยๆ สามารถให้ทีมช่วยออกแบบได้ครับ 

============================================

โปรแกรม MES เทคโนโลยีสำหรับโรงงานผลิตเชื่อมต่อเครื่องจักร, ระบบ ERP แบบ Real-Time

0
โปรแกรม MES เทคโนโลยีสำหรับโรงงานผลิตเชื่อมต่อเครื่องจักร, ระบบ ERP แบบ Real-Time
โปรแกรม MES เทคโนโลยีสำหรับโรงงานผลิตเชื่อมต่อเครื่องจักร, ระบบ ERP แบบ Real-Time

การผลิตสินค้าไม่ได้ตามแผนที่การผลิตวางไว้ ปัญหาที่เป็นเรื่องปกติของทุกโรงงานทั้งในอดีตและปัจจุบันต้องเจอ เนื่องจากแผนงานที่ถูกออกแบบไว้บนกระดาน กับหน้างานที่มีปัจจัยหลายด้านที่ทำให้แผนที่วางไว้ต้องมีอันเลื่อนออก หรือช้ากว่าแผนงานที่ได้วางไว้ โดยปัจจัยหลักที่ทำให้แผนการผลิตช้ากว่าแผนที่วางไว้ ยกตัวอย่างเช่น ปัญหาของเครื่องจักร, ปัญหาพนักงานหน้าเครื่อง, ปัญหาของวัตถุดิบ, แผนการผลิตไม่สามารถผลิตได้ตามแผน เป็นต้น

จากปัญหาดังกล่าวเบื้องต้นจะเห็นได้ว่าเป็นปัญหาที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่ทุกโรงงานต้องเจอ แม้ว่าจะมีระบบการบริหารจัดการที่ดีแค่ไหนก็ตาม ปัญหาเหล่านี้ยิ่งจะมากขึ้นหากโรงงานนั้นๆ มีการผลิตที่ซับซ้อนนั่นหมายความว่ากระบวนการผลิต (WIP) ที่มากขึ้นด้วยก็จะยิ่งเพิ่มปัญหาในการผลิตมากขึ้นตามจำนวนกระบวนการ โดยเฉพาะหากยังใช้การบริหารการจัดการจาก คน หรือบุคลากรเป็นหลัก เพราะเท่ากับว่าทั้งระบบฝากไว้กับคนเพียงไม่กี่คน หรือบางโรงงานอาจมีคนจัดการด้านต่างๆ เพียงคนเดียว ยิ่งเสี่ยงที่จะเกิดปัญหาเพราะว่าหากบุคลากรคนดังกล่าวไม่มาปฏิบัติงานในวันนั้นๆ ก็จะทำให้ส่วนงานตั้งแต่วางแผนไปจนถึงการผลิตก็จะกระทบเป็นลูกโซ่ทำให้เกิดปัญหาทั้งระบบเลยทีเดียว

การผลิตสินค้าได้ไม่ตามแผนการผลิตที่วางไว้

จากปัญหาข้างต้นจะเห็นได้ว่าเราไม่สามารถจะหลีกเลี่ยงปัญหาต่างในการผลิตได้เลย แต่เราสามารถลดปัญหา หรือป้องกันปัญหานั่นให้เกิดขึ้นน้อยที่สุด หรือหากปัญหาเกิดขึ้นก็จะสามารถแก้ไข หรือปรับเปลี่ยนแผนงานการผลิตให้สามารถกลับมาผลิตได้ใหม่ให้เร็วที่สุด หรือในกรณีที่ต้องเลื่อนเวลาในการส่งมอบเราก็สามารถทราบถึงปัญหานั้นได้อย่างรวดเร็วแบบ real-time

โดยกรณีนี้หากไม่สามารถทำการส่งมอบให้ลูกค้าได้จริงตามกำหนดควรแจ้งให้ลูกค้าทราบถึงปัญหาและร่วมกันหาทางออกร่วมกับลูกค้า เพราะลูกค้าเองเมื่อทราบปัญหาแต่เนิ่นๆ ลูกค้าจะสามารถเตรียมรับมือได้ไว หรือดีกว่านั้นลูกค้าอาจปรับแผนเพื่อร่วมกับเราเพื่อการส่งมอบที่เราจะส่งมอบได้หลังจากแก้ปัญหาของเราแล้วโดยกระทบกับสายการผลิตของเขาน้อยที่สุด หรือ ไม่กระทบเลยเพราะส่วนใหญ่ลูกค้าจะผลิตสินค้าจากหลายแหล่งอยู่แล้วอาจจะโยกการผลิตของเรารอบนี้ไปยังผู้ผลิตรายอื่นก่อน รอจนกว่าเราจะกลับมาผลิตได้เหมือนเดิม

เทคโนโลยี MES (Manufacturing Execution System) ตัวช่วยในการบริหารการจัดการด้านการผลิตตั้งแต่ขั้นตอนวางแผนไปจนถึงส่งข้อมูลแบบ real-time 

สำหรับการรับมือกับปัญหาผลิตสินค้าได้ไม่ตามแผนการผลิต ปัจจุบันได้มีการใช้เทคโนโลยี Software ด้านการตรวจสอบสายการผลิตแบบ Real-time นั่นคือโปรแกรม “MES (Manufacturing Execution System)ที่จะเข้ามาช่วยในการบริหารการจัดการด้านการผลิตตั้งแต่ขั้นตอนวางแผน ไปจนถึงส่งข้อมูลแบบ real-time ให้กับ ERP เพื่อให้การบริหารการจัดการนั้นเกิดประสิทธิภาพสูงสุดและสะท้อนการผลิตที่เกิดขึ้นจริงในระบบ

อีกทั้งในส่วนของเครื่องจักร ระบบ MES ยังสามารถนำไปใช้ในการบำรุงรักษาในรูปแบบ PM (Preventive Maintenance) หรือแม้แต่การติดตามการซ่อมหรือการบำรุงรักษาของเครื่องจักรนั้นๆ เพื่อป้องกันความเสียหายที่จะเกิดขึ้นกับเครื่องจักรระหว่างการผลิต ซึ่งจะส่งผลต่อการหยุดลงของการผลิตนั่นเอง โดยโปรแกรม MES นั้นจะมีรูปแบบการทำงาน และ ฟังชั่นการทำงานต่างๆ ซึ่งจะเข้ามารับมือกับปัญหาด้านการผลิตดังนี้

ฟังก์ชั่นต่างๆ ของระบบ MES ที่เข้ามาช่วยในการบริหารการจัดการกับระบบการผลิต

1. AI Planning

ระบบการวางแผนการผลิต โดยนำข้อมูลของใบแจ้งซ่อม (Order) และเครื่องจักร (Machine) เข้ามาร่วมวางแผนแบบอัตโนมัติเพื่อให้การผลิตทันตามกำหนดส่งมอบของ Order นั้นๆ โดยในการวางแผนจะนำระบบ AI เขามาร่วมในการจัดการแผนในการผลิต โดยการวางแผนไปที่เครื่องจักรนั้นๆตาม WIP (Work In Progress) โดยนำขีดความสามารถ และข้อกำหนดของเครื่องจักรนั้นๆ เขามาประมวลผลเพื่อให้ได้แผนการผลิตที่ดีที่สุด (Optimization) ให้ทันตามกำหนดเวลาส่งมอบ

2. Flexible Planning

เมื่อมีการกำหนดแผนที่วางไว้แล้วเบื้องต้น แล้วมีเหตุการณ์จำเป็นให้ต้องทำการปรับเปลี่ยนแผนการผลิต แผนงานทั้งหมดต้องมีการปรับตามไปอัตโนมัติ โดยภาพรวมจะแสดงให้เห็นว่าแผนงานต่างๆ ที่เลื่อนนั้นส่งผลกระทบกับแผนงานอื่นหรือกำหนดแผนงานใหม่เพื่อให้การผลิตยังสามารถผลิตต่อเนื่องไปได้อย่างทันท่วงทีมอบ ระบบจะปรับแผนให้เลย แต่หากแผนนั้นไม่สามารถส่งมอบได้ทันตาม Order นั้นๆ

ระบบจะมีการแจ้งเตือน (Line, E-mail, SMS, Monitor Screen) ไปยังผู้รับผิดชอบใน Order นั้นทั้งหมดเพื่อให้เข้ามาร่วมกันแก้ปัญหารือ กำหนดแผนงานใหม่เพื่อให้การผลิตยังสามารถผลิตต่อเนื่องไปได้อย่างทันท่วงที

3. Real-time Monitoring

ระบบจะมีการแสดงผลการผลิตในทุกกระบวนการผลิต WIP แบบ real-time โดยระบบสามารถกำหนดให้มีการแสดงผลได้หลายทางไม่ว่าจะเป็น Smart TV, PC Monitor, Tablet, Smart mobile ตามวัตถุประสงค์ของแต่ละหน่วยงานที่ต้องการโดยทั้งหมดสามารถแสดงผลได้พร้อมกันทุกอุปกรณ์ เช่น ยอดการผลิต real-time เปรียบเทียบกับแผนที่ตั้งไว้, Next Job, ภาพรวมของการผลิต

4. Real-time Alert

ระบบการแจ้งเตือนแบบ Real-time ทุกความเคลื่อนไหวในทุกกระบวนการผลิต เช่น สถานะของเครื่องจักร (running, pause, stop, damage), plan change โดยการแจ้งเตือนสามารถทำได้หลายช่องทาง Line, SMS, Tower light, PC screen โดยการแจ้งเตือนจะส่งไปยังบุคคลที่มีส่วนในการรับผิดชอบต่อ WO (Work Order) ทั้งรวมถึง Sale agent ที่รับผิดชอบด้วยเพื่อจะได้รู้ถึงปัญหาของ Order ที่รับผิชอบอยู่

5. Preventive Maintenance (PM)

แจ้งเตือนเมื่อใกล้กำหนดการบำรุงรักษาเครื่องจักรเมือถึงกำหนดของการเสื่อมของอะไหล่ในแต่ละส่วน ซึ่งจะมีการกำหนดตามตัวชี้วัดอายุการใช้งานของอุปกรณ์ในเครื่องจักร แยกตามชิ้นส่วนในเครื่องจักรที่ตั้งค่าไว้ ซึ่งค่าต่างๆของชิ้นส่วนของเครื่องจักรเหล่านี้ได้จากการเก็บค่าของ Sensor ของเครื่องจักรแต่ละชิ้น แล้วนำมาคำนวณอายุการใช้งานเปรียบเทียบกับค่าที่กำหนดให้มีการบำรุงรักษา

6. Auto and Manual Ticket

ระบบสามารถสร้าง Ticket อัตโนมัติ ในกรณีที่เกิดปัญหาขึ้นในระบบเพื่อติดตามสถานะของปัญหาที่เกิดขึ้น โดยระบบ ticket จะอ้างอิงการสร้างขึ้นจากตัว tricker ต่างๆดังนี้ 

  1. Real-time Alert: กรณีที่กระบวนการผลิตมีปัญหา ระบบจะแจ้งเตือนพร้อมเปิด ticket อัตโนมัติเพื่อให้มีช่องทางในการติดตามการแก้ไขปัญหาต่างที่เกิดขึ้นในระบบ
  2. Preventive Maintenance: เมื่อค่าอายุการใช้งานของชิ้นส่วนนั้นใกล้ถึงกำหนดในการทำ PM
  3. Manual Schedule plan: สร้าง ticket ล่วงหน้าเพื่อวางแผนงานที่มีการกำหนดไว้ล่วงหน้า เช่น แผนการติดตั้งเครื่องจักร โดยเมื่อใกล้เวลที่ได้วางแผนไว้ ระบบจะเปิด ticket เพื่อให้เริ่มมีการดำเนินการและ ติดตามผลการดำเนินงานจาก ticket ที่ระบบได้เปิดอัตโนมัติไว้ให้

7. Data Exchange

การแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่าง MES กับระบบอื่น เช่น ERP, HR โดยระบบสามารถส่ง และ รับข้อมูลจากโปรแกรมอื่นๆได้หลากหลายวิธี เพื่อการบริหารจัดการที่สมบูรณ์แบบ โดยการเชื่อมต่อส่วนใหญ่จะทำผ่าน API, Token, File, XML เป็นต้น เพื่อลดการทำงานที่ซ้ำซ้อนของพนักงานในการป้อนข้อมูลของแต่ละโปรแกรมในโรงงาน

จากฟังชั่นการทำงานต่างๆ ของระบบ MES ที่ได้กล่าวมาจะเห็นได้ว่าเมื่อมีการนำระบบ MES เข้ามาช่วยในจัดการในการผลิตแล้วจะพบว่าปัญหาส่วนใหญ่ที่แม้ว่าจะเกิดขึ้นก็ตามแต่ปัญหานั้นๆ จะถูกแก้ไขได้อย่างรวมเร็วเพราะว่าระบบมีการติดตามและแจ้งเตือนแบบ real-time ส่วนการหยุดการผลิตจากการเสียหายของเครื่องจักรก็จะลดลงเนื่องจากใน MES เองมีระบบที่ทำการ PM เครื่องจักรไว้ล่วงหน้าซึ่งทำให้เครื่องจักรอยู่ในสถานะพร้อมและทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพของเครื่องจักร

กรณีเครื่องจักรเองมีระบบ sensor ที่ติดไว้เพื่อติดตามค่าสถานะการทำงานของเครื่องในแต่ละจุดหากพบว่าค่าที่อ่านได้เกินกว่าค่าสูงสุดที่เครื่องจักรๆด้กำหนดไว้ระบบ MES ยังสามารถสั่งการให้เครื่องจักรกลับมาทำงานในจุดที่ปลอดภัยต่อเครื่องจักรเหมือนเดิม เพื่อป้องกันการเสียหายจากการทำงานเกินขีดความสามารถ และ การผลิตยังสามารถผลิตได้ต่อเนื่องได้

Success the series | L5 MES ส่งมอบเทคโนโลยีด้านการบริหารและการจัดการเครื่องจักรภายในโรงงาน

สรุปข้อดีเมื่อใช้ระบบ MES

  1. Improve efficient production management การบริหารการจัดการด้านการผลิตได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  2. Enhance production reliability ลดความสูญเสียทรัพยากรและเวลาในกระบวนการผลิต
  3. Mitigate risk from machine breakdown ลดความเสี่ยงของเครื่องจักรหยุดทำงานในระหว่างการผลิต
  4. Simplify data entry ได้ข้อมูลการผลิตที่แม่นยำ ลดความผิดพลาดในการบันทึกข้อมูลโดยบุคลากร
  5. Optimize production plan นำข้อมูลที่ได้มาวิเคราะห์และปรับปรุงแผนการผลิตให้มีประสิทธิผลสูงสุด

==========================================

“L5MES: MES Software ที่ตอบโจทย์ในการติดตามสถานะการผลิต สถานะเครื่องจักร และทุกฟังชั่นที่จำเป็นในการจัดการด้านการผลิต”

เพื่อการผลิตที่เต็มประสิทธิภาพ ตั้งแต่กระบวนการวางแผนการผลิต ไปจนถึงการบำรุงรักษาเครื่องจักร เราได้รวบรวมไว้ครบสมบูรณ์
อีกทั้ง L5MES ยังสามารถปรับเปลี่ยนหรือพัฒนาเพิ่มเติมตามความต้องการของแต่ลละโรงงานเพื่อให้สอดคล้องกับรูปแบบการทำงานของแต่ละบริษัทนั้นๆ

ข้อมูลเพิ่มเติม : https://www.thl5.com

==========================================

เอกสารแนบเพิ่มเติม

บีเอ็มดับเบิลยู ทุ่ม1.6 พันล้านเปิดโรงงานแบตเตอรี่ไฟฟ้ารองรับตลาด EV

0
บีเอ็มดับเบิลยู ทุ่ม1.6 พันล้านเปิดโรงงานแบตเตอรี่รองรับตลาดEV
บีเอ็มดับเบิลยู ทุ่ม1.6 พันล้านเปิดโรงงานแบตเตอรี่รองรับตลาดEV

บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป แมนูแฟคเจอริ่ง ประเทศไทย เดินหน้าสร้างจุดเปลี่ยนสำคัญในวงการยานยนต์พลังงานไฟฟ้า เปิดตัวโรงงานผลิตแบตเตอรี่ไฟฟ้าแรงดันสูงแห่งใหม่ในจังหวัดระยอง

วันที่ 5 มีนาคม 2567  ดร. มิลาน นูเดลโควิช กรรมการบริหาร บีเอ็มดับเบิลยู เอจี ด้านการผลิต เปิดเผยว่า บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป แมนูแฟคเจอริ่ง ประเทศไทย เดินหน้าวิสัยทัศน์ในการขับเคลื่อนความก้าวหน้าทางนวัตกรรมและความยั่งยืนครั้งสำคัญในหน้าประวัติศาสตร์ ด้วยการก่อสร้างโรงงานการผลิตแบตเตอรี่ไฟฟ้าแรงดันสูงในจังหวัดระยอง โดยได้รับเกียรติจากบุคคลสำคัญเข้าร่วมในพิธีเปิดหน้าดิน  อาทิ  ดร. แอ็นสท์ ว็อล์ฟกัง ไรเชิล เอกอัครราชทูตสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี ประจำประเทศไทย นายดนัยณัฏฐ์ โชคอำนวย ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม นายกำธร เวหน รองผู้ว่าราชการจังหวัดระยอง นายวิเชียร ทองด้วง อุตสาหกรรมจังหวัดระยอง และนายวิรัตน์ ธัชศฤงคารสกุล รองเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน เข้าร่วม

โรงงานผลิตแบตเตอรี่ไฟฟ้าแห่งใหม่นี้ ครอบคลุมพื้นที่กว่า 4,000 ตารางเมตร นับเป็นการขยายการดำเนินงานครั้งสำคัญของบีเอ็มดับเบิลยู แมนูแฟคเจอริ่ง ประเทศไทย เพื่อต่อยอดไปสู่การผลิตแบตเตอรี่ไฟฟ้าแรงดันสูง และยังเป็นการเตรียมความพร้อมของบริษัทฯ ในการเดินหน้าสู่การผลิตยานยนต์พลังงานไฟฟ้า 100% รุ่นแรกของบีเอ็มดับเบิลยูที่จะได้รับการผลิตภายในโรงงานในจังหวัดระยองในช่วงครึ่งหลังของปี พ.ศ. 2568

โดยกระบวนการผลิตดังกล่าวยังรวมถึงการประกอบและการผสานเซลล์แบตเตอรี่ที่นำเข้าจากต่างประเทศ ในกระบวนการบรรจุแบตเตอรี่ขั้นสุดท้ายด้วยระบบจักรกลอัตโนมัติที่ล้ำสมัย พร้อมสำหรับนำมาใช้ติดตั้งในยานยนต์พลังงานไฟฟ้า 100% การขยายกระบวนการผลิตครั้งนี้ ยังสะท้อนให้เห็นถึงหมุดหมายสำคัญของบีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ในการสานต่อพันธกิจเพื่อความก้าวหน้าทางด้านเทคโนโลยีและโซลูชันยนตรกรรมที่ยั่งยืน

บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ได้ลงทุนมากกว่า 1,600 ล้านบาท หรือประมาณ 42 ล้านยูโร ในการพัฒนาโครงการที่ล้ำสมัยโครงการนี้ ซึ่งรวมถึงเทคโนโลยี Gen5 ล่าสุด โดยเงินลงทุนจำนวนมหาศาลกว่า 1,400 ล้านบาท หรือประมาณ 36 ล้านยูโร จะถูกนำไปใช้ในการจัดซื้อและติดตั้งอุปกรณ์รวมถึงเครื่องจักรที่ล้ำสมัย สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของบีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ในการนำเทคโนโลยีที่เป็นนวัตกรรมใหม่มาสู่ประเทศไทย

“การผลิตแบตเตอรี่ไฟฟ้าแรงดันสูงในพื้นที่ระยองถือเป็นขั้นตอนต่อไปของการก้าวไปข้างหน้า ในแผนการขับเคลื่อนด้านพลังงานไฟฟ้าให้กับเครือข่ายการผลิตของเรา โดยหลักการ  local for local  เป็นแนวคิดที่เรายึดถือ เพื่อสนับสนุนการพัฒนาเศรษฐกิจ สร้างโอกาสในการจ้างงานและถ่ายทอดองค์ความรู้สู่ประเทศไทยและภูมิภาคอาเซียน”

บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ไม่เพียงมุ่งมั่นพัฒนาทรัพยากรบุคคลในองค์กรเท่านั้น แต่บริษัทฯ ยังมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมยานยนต์ในประเทศไทย รวมถึงในระดับโลก ในการเปลี่ยนผ่านไปสู่เทคโนโลยียานยนต์แนวทางใหม่ที่จะช่วยอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติได้ดียิ่งขึ้น นอกจากนี้ ในปีนี้ บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ยังได้ผนึกกำลังร่วมกับองค์กรยูนิเซฟ ในประเทศไทย เพื่อขยายโอกาสทางด้านอาชีพให้แก่เยาวชนคนรุ่นใหม่ ผ่านโครงการการจัดการศึกษาแบบ STEM ที่บูรณาการความรู้ใน 4 สาขาวิชา ได้แก่ วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรมศาสตร์ และ คณิตศาสตร์เข้าด้วยกัน  เพื่อเป็นอีกหนึ่งช่องทางในการให้คำแนะนำทางอาชีพและบ่มเพาะทักษะสำคัญให้แก่เยาวชนไทย

ที่มา : https://www.prachachat.net/motoring/news-1515537

แล้วพบกับสาระดีๆแบบนี้ทางด้านงานช่าง งานวิศวกรรม และอุตสาหกรรมได้ที่ นายช่างมาแชร์ นะครับ

Website: www.naichangmashare.com
Facebook: https://www.facebook.com/naichangmashare/
Blockdit :  https://www.blockdit.com/naichangmashare
Instragram: https://www.instagram.com/naichangmashare/
Twitter: https://twitter.com/naichangmashare
Youtube: https://www.youtube.com/channel/UCmIPiSeg-uy4k8JYSmknp_g

#นายช่างมาแชร์ 

อุปกรณ์ตรวจจับความร้อน Heat detector ทำงานอย่างไร

0

อุปกรณ์ที่ใช้ในระบบป้องกันอัคคีภัยจะมีอุปกรณ์หนึ่งที่เรามักจะพบเจอ หนึ่งในนั้นก็คือ Heat detector หรืออุปกรณ์ตรวจจับความร้อนนั่นเอง ซึ่งเป็นอุปกรณ์ในหมวดแจ้งเหตุเพลิงไหม้ (Fire alarm system) โดยที่ Heat detector จะจับความร้อนจากเปลวเพลิงแล้วผ่านกระบวนการของระบบการวัดเพื่อแจ้งเหตุให้กับผู้ใช้งาน หลายๆคนอาจสงสัยว่า เอ๊ะ ในเมื่อเรามี Smoke detector (ตัวจับควัน) แล้วทำไมเราต้องติดตั้ง Heat detector ด้วยละ คำตอบของเรื่องนี้คือการเผาไหม้บางชนิดจะมีควันที่น้อยบางครั้งทำให้เราต้องพิจารณาการใช้งาน Heat detector มาตรวจจับความร้อนแทน หรือในกรณีหนึ่งคือห้องครัว ซึ่งปกติมีควันจากการทำอาหารจะทำให้ระบบที่ใช้ Smoke detector แจ้งเหตุโดยที่ปราศจากไฟไหม้ได้

Heat detector มีกี่ชนิด อะไรบ้าง?

เท่าที่อ่านจากตำราหลายๆเล่ม บางครั้งจะมีการแบ่ง 2 ชนิดตามลักษณะการทำงาน คือ แบบ Mechanical และ แบบ electronics ซึ่ง ณ ที่นี้แอดขอแบ่งตามลักษณะการตรวจจับแล้วกันครับ เพื่อให้เห็นถึงการใช้หลักการในการตรวจจับความร้อนและสอดคล้องกับทางผู้ผลิตเมื่อเราทำการสั่งซื้ออุปกรณ์มาครับ

อุปกรณ์ตรวจจับความร้อนชนิดจับอัตราการเพิ่มของอุณหภูมิ (Rate-of-Rise Heat Detector) 

Heat Detector ชนิดตรวจจับอัตราการเพิ่มของอุณหภูมิ (Rate-of-Rise Heat Detector) อุปกรณ์จะทำงานเมื่ออุณหภูมิเปลี่ยนแปลงไปตั้งแต่ 10 องศาเซลเซียส ภายในระยะเวลา 1 นาที โดยการทำงานของ Heat Detector ชนิดตรวจจับอัตราการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิ (Rate-of-Rise Heat Detector) จะมีการทำงานเมื่อความร้อนเกิดการเปลี่ยนแปลงมีผลให้ส่วนรับความร้อนของ HeatDetector ขยายตัวอย่างรวดเร็ว จนไปดันกลไกที่อยู่ภายในและส่งสัญญาณแจ้งเหตุไฟไหม้ออกมา

รูปแสดง Heat dtector ชนิด Rate-of-Rise Heat Detector Credit:https://santofire.co.th/

อุปกรณ์ตรวจจับความร้อนชนิดจับอุณหภูมิคงที่ (Fixed Temperature Heat Detector)

Heat Detector ชนิดการตรวจจับอุณหภูมิคงที่ จะเปแ็นอุปกรณ์ที่จะแจ้งเหตุไฟไหม้เมื่ออุณหภูมิถึงจุดที่กำหนดไว้ ซึ่งทางผู้ผลิตจะมีย่านอุณหภูมิให้เลือกใช้ หลักการทำงานจะคล้ายๆกับ Thermostat คือประกอบด้วยโลหะ 2 ชนิดที่มีสัมประสิทธิ์การขยายตัวต่อความร้อนที่ต่างกันซึ่งเมื่อถูกความร้อนจะเกิดการโก่งตัวขึ้นไปเตะกลไกภายในและส่งสัญญาณแจ้งเหตุเพลิงไหม้ออกมา

รูปแสดง Heat detector ชนิด Fixed temperature Credit:https://santofire.co.th/

อุปกรณ์ตรวจจับความร้อนชนิดรวม (Combination Heat Detector)

Heat Detector แบบตรวจจับความร้อนชนิดรวม เป็นการนำเอาคุณสมบัติของ Heat Detector แบบตรวจจับอุณหภูมิคงที่ และ แบบตรวจอุณหภูมิที่เพิ่มขึ้น(Rate-of-Rise Heat Detector) มาไว้ในอุปกรณ์ตรวจจับความร้อนตัวเดียว ทำให้ Heat Detector ชนิดนี้มีประสิทธิภาพการทำงานที่ดีขึ้นสามารถตรวจจับความอุณหภูมิที่เปลี่ยนแปลงไปได้รวดเร็วและแม่นยำมากยิ่งขึ้น 

รูปแสดง Heat detector ชนิด Combination Heat Detector Credit: https://santofire.co.th/

อุปกรณ์ตรวจจับความร้อนที่เพิ่มขึ้น จนถึงจุดที่ ตั้งไว้ (Rate Compensate Heat Detector)

Heat Detector จะทำงาน ตรวจจับอัคคีภัยเมื่ออุณหภูมิภายในพื้นที่ที่ติดตั้งสูงขึ้นถึงจุดที่ตั้งไว้ล่วงหน้า(Compensate) ซึ่งอุปกรณ์สามารถตรวจจับความร้อนบริเวณรอบๆจุดที่ติดตั้งห่าง ออกไปได้ในระยะที่กำหนดไว้ได้

รูปแสดง Heat detector แบบ Rate Compensate Heat Detector Credit:https://rybbfirealarm.com/

การเลือกใช้ Heat detector ให้เหมาะสม

สำหรับการเลือกใช้ Heat detector ไปติดตั้งในพื้นที่ต่างๆ สิ่งแวดล้อมของบริเวณที่เราจะทำการติดตั้งเป็นปัจจัยหลักที่สำคัญในการเลือกใช้ชนิดของ Heat detector และที่สำคัญระบบแจ้งเหตุเพลิงไหม้ได้มีคำแนะนำในการติดตั้งอุปกรณ์ต่างๆไว้ ซึ่งเราจะต้องทำตามมาตรฐานหรือข้อกำหนดนั้นๆ ด้วยครับ

Heat detector ชนิดตรวจจับความร้อนชนิดจับอุณหภูมิคงที่ (Fixed Temperature Heat Detector)

Heat detector ชนิดตรวจจับความร้อนชนิดจับอุณหภูมิคงที่ (Fixed Temperature Heat Detector) เหมาะสำหรับบริเวณที่มีฝุ่นหนาแน่นมากๆ หรือบริเวณที่เกิดควันไฟได้ เช่นบริเวณเครื่องจักร ห้องเก็บของ

Heat Detector ชนิดตรวจจับความร้อนชนิดจับอัตราการเพิ่มของอุณหภูมิ (Rate-of-Rise Heat Detector)

Heat Detector ชนิดตรวจจับความร้อนชนิดจับอัตราการเพิ่มของอุณหภูมิ (Rate-of-Rise Heat Detector) เหมาะสำหรับสถาณที่ซึ่งโดยปกติแล้วอุณหภูมิไม่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว และไม่มีความเย็นและความชื้น เช่น บริเวณทางเดิน

Heat Detector ชนิดตรวจจับความร้อนชนิดรวม (Combination Heat Detector) 

Heat Detector ชนิดตรวจจับความร้อนชนิดรวม (Combination Heat Detector) เป็นอุปกรณ์ที่พัฒนามาให้สามารถติดตั้งได้กับทุกที่ ไม่ว่าจะเป็นห้องที่มีอุณหภูมิคงที่หรือบริเวณที่มีอุณหภูมิเปลี่ยนแปลงก็ตาม  

แล้วพบกับสาระดีๆแบบนี้ทางด้านงานช่าง งานวิศวกรรม และอุตสาหกรรมได้ที่ นายช่างมาแชร์ นะครับ

Website: www.naichangmashare.com
Facebook: https://www.facebook.com/naichangmashare/
Blockdit :  https://www.blockdit.com/naichangmashare
Instragram: https://www.instagram.com/naichangmashare/
Twitter: https://twitter.com/naichangmashare
Youtube: https://www.youtube.com/@naichangmashare
TikTok :  https://www.tiktok.com/@naichangmashare

#นายช่างมาแชร์ 

Gas detector ชนิด IR (Infrared type)

0
Gas detector IR wallpaper
Gas detector IR wallpaper

สำหรับโรงงานอุตสาหกรรมโดยเฉพาะอย่างยิ่งโรงงานปิโตรเคมี เพื่อความปลอดภัยเราจำเป็นที่ต้องติดตั้งระบบการตรวจจับก๊าซรั่วเพื่อป้องกันความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นต่อทรัพย์สินและสิ่งแวดล้อม ถ้าหากก๊าซที่รั่วออกมามีความเป็นพิษสูง หรือมีความไวไฟ อาจเกิดอันตรายถึงชีวิตเลยก็เป็นได้ เพราะฉะนั้นเราจึงจำเป็นต้องติดตั้งอุปกรณ์ที่คอยแจ้งเตือนเหตุผิดปกติเหล่านี้ซึ่งหนึ่งในนั้นคือ Gas detector นั่นเอง

จากบทความก่อนหน้าแอดเองได้นำเสนอ Gas detector ชนิด Catalytic bead ไปแล้ว ซึ่งในวันนี้แอดจะขอนำเสนออีกหนึ่งเทคโนโลยีที่มีความนิยมนั่นก็คือ Gas detector ชนิด IR (Infrared) นั่นเอง

หลักการทำงานของ Gas detector ชนิด IR

หลักการทำงานของ Gas detector อาศัยหลักการในการดูดซับคลื่น Infrared ตามชนิดของก๊าซ ซึ่งก๊าซจะถูกดูดเข้ามาในห้องเก็บตัวอย่าง (Sample chamber) โดยจะมีแหล่งกำเนิด Infrared ฉายไปที่ห้องเก็บตัวอย่าง (Sample chamber) และอีกด้านหนึ่งจะมีตัวรับเพื่อจับความเข้มของ Infrared แล้วส่งต่อไปยังหน่วยปรับแต่งสัญญาณต่อไป ซึ่งถ้าหากปริมาณก๊าซรั่วถูกดูดเข้าไปยังห้องเก็บตัวอย่าง (Sample chamber) เป็นปริมาณที่มาก การดูดกลืน Infrared ของก๊าซก็จะดูดกลืนได้มากแบบแปรผันตรง

รูปแสดงการทำงานของ Gas detector ชนิด IR Credit: automationforum.co

ส่วนประกอบหลักๆของ Gas detector ชนิด IR

1) แหล่งกำเนิด Infrared

แหล่งกำเนิด Infrared จะต้องสร้างการแผ่รังสีที่เพียงพอต่อการใช้งานและต้องมีความยาวคลื่นที่เหมาะสมสำหรับการตรวจจับชนิดของก๊าซที่รั่วออกมา ตัวปล่อยรังสีอินฟราเรดจะปล่อยคลื่นที่มีความยาวคลื่นที่สอดคล้องกันกับก๊าซที่เราต้องการจะตรวจจับซึ่งโดยปกติแล้วจะเป็น Heated filament หรือ LED เป็นตัวกำเนิดรังสี Infrared

2) ห้องเก็บตัวอย่าง (Sample chamber)

ห้องเก็บตัวอย่าง (Sample chamber) เป็นพื้นที่ในการเก็บก๊าซที่ถูกสุ่มเข้ามาซึ่งจะทำการเก็บชั่วคราวเพื่อทำการวัดหลังจากนั้นจะทำการระบายออก โดยห้องเก็บตัวอย่าง (Sample chamber) จะอยู่ระหว่างแหล่งกำเนิดรังสี Infrared และตัวรับรังสี Infrared

3) ตัวปรับแสง (Modulating light)

ตัวปรับแสง (Modulating light) หรือบางแห่งเรียกว่า Beam splitter แหล่งกำเนิดแสงจะต้องได้รับการปรับแต่งเพื่อให้เครื่องตรวจจับและวงจรที่เกี่ยวข้องทำงานได้อย่างถูกต้อง อาจมีตัวกรองแสงหรือสิ่งรบกวนต่างๆออกไป

4) ตัวรับ (Detector)

ตัวรับ (Detector) ของ Gas detector หรือ เครื่องตรวจจับจะวัดความเข้มของรังสีอินฟราเรดที่ผ่านห้องเก็บตัวอย่าง อาจเป็นโฟโตไดโอด หรือเครื่องตรวจจับอื่นๆ ที่เหมาะสม

5) ชุดปรับแต่งสัญญาณ (Signal Processing Unit)

ชุดปรับแต่งสัญญาณ (Signal Processing Unit) จะรับเอาต์พุตของตัวรับ (Detector) และทำการคำนวณและปรับแต่งสัญญาณ เพื่อกำหนดความเข้มข้นของก๊าซ อาจรวมถึงชุดขยายสัญญาณ ตัวกรอง และอัลกอริธึมการประมวลผลข้อมูล

ข้อดีของ Gas detector ชนิด IR

  • Sensor ชนิด IR มีอายุการใช้งานที่นานกว่า Catalytic Bead เนื่องจาก Catalytic Bead เมื่อตรวจจับ gas จะเกิดการเผาไหม้ซึ่งจะทำให้ตัว sensor เสื่อมสภาพเร็วกว่า
  • Sensor ชนิด IR ทนต่อสภาพแวดล้อมดีกว่า ซึ่ง Catalytic Bead จะอยู่ในสภาวะที่ต้องระวัง Poisoning หรือความเป็นพิษต่อ sensor
  • Sensor ชนิด IR จะมีการตอบสนองต่อก๊าซที่รั่วออกมาได้เร็วกว่า

หลายๆท่านอ่านมาถึงตรงนี้ก็สงสัยว่า อ้าวในเมื่อมันดีกว่าขนาดนี้ทำไมจึงยังต้องมี Catalytic Bead ด้วย มาถึงข้อจำกัดของ Gas detector ชนิด IR ตามด้านล่างครับ

ข้อจำกัดของ Gas detector ชนิด IR

  • ก๊าซที่เราจะวัด ต้องมีคุณสมบัติในการดูดซับ Infrared ซึ่งก๊าซบางชนิดไม่สามารถดูดซับ Infrared ได้
  • การบดบังการฉายรังสี Infrared หากมีสิ่งผิดปกติหรือสิ่งแปลกปลอมเข้าไปบังการฉายรังสีในห้องเก็บตัวอย่าง (Sample chamber) อาจทำให้เกิดสัญญาณแจ้งเตือน Beam block ได้

แล้วพบกับสาระดีๆแบบนี้ทางด้านงานช่าง งานวิศวกรรม และอุตสาหกรรมได้ที่ นายช่างมาแชร์ นะครับ

Website: www.naichangmashare.com
Facebook: https://www.facebook.com/naichangmashare/
Blockdit :  https://www.blockdit.com/naichangmashare
Instragram: https://www.instagram.com/naichangmashare/
Twitter: https://twitter.com/naichangmashare
Youtube: https://www.youtube.com/channel/UCmIPiSeg-uy4k8JYSmknp_g

#นายช่างมาแชร์ 

มาทำความรู้จักกับ Proximity sensor กันครับ

0
Proximity sensor wallpaper
Proximity sensor wallpaper

Proximity sensor คืออะไร มีหน้าที่อะไร

Proximity sensor มีคำศัพท์ตรงตัว 2 คำด้วยกันครับ คำว่า Proximity แปลได้ว่าความใกล้ชิด คำว่า Sensor แปลว่า ตัวตรวจจับ เพราะฉะนั้น Proximity sensor คืออุปกรณ์ที่สามารถตรวจจับวัตถุระยะใกล้ หรือภายในระยะที่กำหนดนั่นเอง ซึ่งหน้าที่หลักๆของ Proximity sensor นอกจากตรวจจับวัตถุแล้ว ยังส่งสัญญาณไปยังส่วนควบคุมต่างๆได้อีกด้วย เพื่อนำสัญญาณเหล่านี้ไปใช้งานต่อ เช่น แสดงสถาณะ หรือ นำไปประมวลผลเพื่อสั่งการ เป็นต้น

หลักการทำงานของ Proximity sensor

Proximity sensor มีหลายประเภทซึ่งแบ่งตามหลักการต่างๆที่ใช้ ซึ่งแอดขอแบ่งออกเป็น 4 ประเภทที่นิยมใช้งานแล้วกันครับ ซึ่งแต่ละประเภทมีข้อจำกัดที่แตกต่างกันไป ตามเทคโนโลยีที่นำมาผลิตใช้งาน ดังบทความด้านล่าง

1) Proximity sensor แบบ Inductive Proximity sensors

Proximity sensor แบบ Inductive Proximity sensors จะใช้หลักการสนามแม่เหล็กไฟฟ้าเพื่อตรวจจับวัตถุประเภทโลหะ (Metal) ซึ่งภายในตัว sensor จะมีขดลวดและวงจรสร้างความถี่เพื่อกำเนิดสนามแม่เหล็กไฟฟ้า เมื่อมีวัตถุที่เป็นโลหะเข้ามาในขอบเขตของสนามแม่เหล็กไฟฟ้าจะทำให้สนามแม่เหล็กไฟฟ้าเปลี่ยนไป ส่งผลให้กระแสไฟฟ้าที่ใช้งาน ณ ขดลวดเปลี่ยนแปลงไปด้วย ซึ่งระยะในการตรวจจับของโลหะแต่ละชนิดไม่เท่ากันซึ่งจะมีค่าปรับแก้ตามชนิดของโลหะ (Corrective factor) ในส่วนนี้แอดขอให้ท่านที่ออกแบบอ่านข้อมูลเฉพาะของผู้ผลิตครับ (Specification)

รูปแสดง โครงสร้างภายใน Inductive Proximity sensor Credit : Baumer.com

ตัวอย่างการนำ Proximity sensor แบบ Inductive Proximity sensorsไปใช้งาน : ใช้ตรวจจับสถาณะการเปิด-ปิด ของวาล์ว , ใช้ในการวัดความเร็วของเครื่องจักรหมุน

2) Proximity sensor แบบ Capacitive Proximity sensors

Proximity sensor แบบ Capacitive Proximity sensors เป็นการใช้หลักการของตัวเก็บประจุโดยจะสร้างสนามไฟฟ้าสถิต เพื่อตรวจจับวัตถุที่ไม่ใช่โลหะ โดยภายในเซนเซอร์จะประกอบด้วยแผ่นนำไฟฟ้าคู่หนึ่ง และมีฉนวนคั่นอยู่ตรงกลางของระหว่างทั้งสองแผ่น เมื่อวัตถุเข้ามาใกล้กับเซ็นเซอร์ จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของประจุไฟฟ้าบนแผ่นนำไฟฟ้า ซึ่งเมื่อเซ็นเซอร์ตรวจพบก็ส่งสัญญาณออกมา

รูปแสดง โครงสร้างภายใน Capacitive Proximity sensor Credit : motioncontroltips.com

ตัวอย่างการนำ Proximity sensor แบบ Capacitive Proximity sensors ไปใช้งาน: ใช้ตรวจจับระดับน้ำในถังพลาสติก (Point detection) , นับวัตุที่ไม่ใช่โลหะ

3) Proximity sensor แบบ Infrared Proximity sensors

Proximity sensor แบบ Infrared Proximity sensors เป็นการใช้หลักการของแสงอินฟราเรดเพื่อตรวจจับการมีอยู่ของวัตถุ โดยจะมีตัวส่งและตัวรับ ภายในเซ็นเซอร์ประกอบด้วยตัวปล่อยอินฟราเรด และตัวตรวจจับอินฟราเรด จะมีทั้งชนิดแยกตัวส่งและตัวรับและชนิดที่รวมอยู่ในชุดเดียวกัน เมื่อมีวัตถุเข้ามาใกล้กับเซ็นเซอร์ ตัววัตถุดูดซับหรือสะท้อนแสงอินฟราเรดบางส่วน จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของปริมาณแสงที่ตัวตรวจจับอินฟราเรดจับได้ และเมื่อเซ็นเซอร์ตรวจพบการเปลี่ยนแปลงนี้ ก็จะส่งสัญญาณออกมา

รูปแสดง การทำงาน Infrared Proximity sensors Credit : pepperl-fuchs.com

4) Proximity sensor แบบ Ultrasonic Proximity sensors

Proximity sensor แบบ Ultrasonic Proximity sensors อาศัยหลักการของเสียงในการใช้งาน จะประกอบด้วยตัวส่งและตัวรับโดยจะมีแหล่งกำเนิด Ultrasonic และตัวรับ Ultrasonic ซึ่งเราสามารถตั้งค่าระยะการตรวจจับได้ตามข้อมูลเฉพาะของผู้ผลิต (Specification) โดยการตั้งค่าจะเป็นการตั้งเวลาที่เสียงสะท้อนกลับมาที่ตัวรับ โดยถ้าหากวัตถุอยู่ไกล เวลาที่เสียงใช้ในการเดินทางเข้าสู่ตัวรับก็จะนานขึ้น ซึ่งการติดตั้งค่อนข้างมีข้อจำกัดพอสมควร เช่น จะต้องไม่มีสิ่งกีดขวางทางเดินของเสียง , ไม่สามารถใช้งานในสุญญากาศได้ (บาง application ที่เป็น Vacuum) เพราะไม่มีตัวกลางในการนำคลื่นเสียง เป็นต้น

รูปแสดง Ultrasonic Proximity sensors Credit: accautomation.ca

ตัวอย่างการนำ Proximity sensor แบบ Ultrasonic Proximity sensors ไปใช้งาน : ใช้ในหุ่นยนต์ดูดฝุ่น , ใช้ในการวัดระดับของเหลว

แล้วพบกับสาระดีๆแบบนี้ทางด้านงานช่าง งานวิศวกรรม และอุตสาหกรรมได้ที่ นายช่างมาแชร์ นะครับ

Website: www.naichangmashare.com
Facebook: https://www.facebook.com/naichangmashare/
Blockdit :  https://www.blockdit.com/naichangmashare
Instragram: https://www.instagram.com/naichangmashare/
Twitter: https://twitter.com/naichangmashare
Youtube: https://www.youtube.com/@naichangmashare
TikTok :  https://www.tiktok.com/@naichangmashare

#นายช่างมาแชร์ 

PLC (Programable Logic Control) ฉบับพื้นฐาน

0

PLC (Programable Logic Control) เป็นเครื่องควบคุมอัตโนมัติในโรงงานอุตสาหกรรมที่จะสามารถโปรแกรมได้ โดยถูกคิดค้นจากวิศกรไฟฟ้าเพื่อมาทดแทนวงจรรีเลย์ อันเนื่องมาจากความต้องการที่อยากจะได้เครื่องควบคุมที่มีราคาถูก สามารถใช้งานได้อย่างเอนกประสงค์ และสามารถเรียนรู้การใช้งานได้ง่าย ภาษาแรกๆที่ใช้ทำ programing จะนิยมใช้ ladder diagram เนื่องจากมีความเหมือนกันกับสัญลักษณ์ของ Relay ทางไฟฟ้า ความสำคัญของ PLC ที่มีผลต่อโรงงานคือเป็นเสมือนสมองที่คอยตัดสินใจตาม program ที่ได้กำหนดไว้

PLC มีส่วนประกอบหลักๆอะไรบ้าง

Rack / Chassis ทำหน้าที่เป็นตัวเชื่อมต่อ Card ต่างๆของ PLC เข้าด้วยกันผ่านแผงวงจร (PCB) บางรุ่นจะเป็นตัวยึด card ต่างๆเข้ากับอุปกรณ์ติดตั้ง เช่น DIN rail หรือ JB

Power supply ทำหน้าที่เป็นอุปกรณ์จ่าย/แปลงพลังงานไฟฟ้าให้กับ Controller , Communication module , Input / Output card

Controller ทำหน้าที่เป็นแหล่งประมวลผลตาม program ที่ได้ออกแบบไว้

Communication module ทำหน้าที่ในการสื่อสาร PLC กับ ระบบอื่นๆ ภายใต้ Protocol นั้นๆ ซึ่งอาจเป็นการเชื่อมต่อระหว่าง PLC กับ Workstation ของทาง user ก็ได้

Input / output card ทำหน้าที่รับ input จากอุปกรณ์วัด และ ส่งคำสั่งออกไปหาอุปกรณ์ที่เราควบคุมซึ่ง เราสามารถแบ่งได้ตามประเภทของสัญญาณ input ได้อีก คือ

Discrete input โดยค่า input จะเป็น On-Off (0 , 1) เป็นหลัก ถ้ามองในแง่ของอุปกรณ์จะเป็นอุปกรณ์จำพวก Switch ต่างๆ

Analog input โดยค่า input จะเป็นค่าวัดซึ่งโดยส่วนใหญ่แล้วจะนิยม 4-20 mA ถ้ามองในแง่ของอุปกรณ์จะเป็นอุปกรณ์จำพวก Transmitter

Discrete output จะส่งคำสั่ง (Output) เป็น On-Off (0, 1) ซึ่งจะไปจ่ายพลังงานให้กับอุปกรณ์ที่เราควบคุม เช่น Relay , Solenoid valve , หลอดแสดงสถาณะต่างๆ เป็นต้น

Analog output จะส่งคำสั่งเป็น สัญญาณ Analog ซึ่งจะนิยม 4-20 mA ซึ่งจะไปจ่ายพลังงานให้กับอุปกรณ์ที่เราควบคุม เช่น Control valve , VSD (ตัวปรับรอบมอเตอร์)

Card ประเภทอื่นๆ เช่น Thermocouple card ที่รับค่าตัววัดอุณหภูมิชนิด Thermocouple เป็นต้น

หลักการทำงานของ PLC

PLC จะมีหลักการทำงาน 3 ขั้นตอนหลักๆคือ

1. ตรวจสอบสถาณะของ input (Check input status) เมื่อวงรอบการทำงานของ PLC ครบรอบ ตัว PLC จะทำการตรวจสอบสถาณะของ input ทั้งหมด

2.ประมวลผลโปรแกรม (Execute program) หลังจากผ่านขั้นตอนแรก PLC จะทำการประมวลผลโปรแกรมเพื่อให้ได้มาซึ่งผลลัพธ์

3.ปรับปรุงสถาณะของเอาท์พุท (Update output status) หลังจากผ่านการคำนวณตามขั้นตอนประมวลผลโปรแกรม PLC จะนำผลลัพธ์ดังกล่าวมาส่งออกไปยัง output card

รูปแสดงการทำงานของ PLC

ภาษา Programing ของ PLC ที่รองรับตามมาตรฐานอุตสาหกรรม IEC61131-3 มี 5 รูปแบบด้วยกันคือ

Ladder diagram

รูปแบบของ ladder diagram จะมีลักษณะคล้ายๆบันได โดยมี Rung เป็นขั้นๆซึ่งแสดงเป็นสัญลักษณ์ contact ทางไฟฟ้า โดยมีแนวตั้งเสมือนเป็นแหล่งจ่ายไฟฟ้าตามรูปด้านล่าง

รูปแสดงตัวอย่าง Ladder Diagram

Function block diagram

จะมีลักษณะคล้ายๆบล็อกไดอะแกรม ซึ่งเราสามารถนำ Block มาเรียงต่อกันได้เพื่อนำ function ของ block ก่อนหน้ามาเป็น input ของ block ถัดไปตามรูปด้านล่าง

รูปแสดงตัวอย่าง Function Block Diagram (Credit: https://www.sciencedirect.com/topics/computer-science/function-block-diagram)

Structure text

จะมีลักษณะในการเขียน program ในรูปแบบของ Text หรือตัวอักษร เหมาะสำหรับการคำนวณที่ซับซ้อนหรือใช้งานจัดการกับตัวแปร Array ได้ง่าย สำหรับคนที่มีพื้นฐาน programing เช่น C หรือ python จะเข้าใจในรูปแบบนี้ได้ง่ายครับ รูปด้านล่างจะเป็นตัวอย่างการเขียน program แบบ Structure text

รูปตัวอย่างการเขียน program แบบ Structure text (Credit : https://plcblog.in/plc/advanceplc/What%20is%20structured%20text%20language%20in%20PLC.php)

Instruction list

จะมีลักษณะในการเขียน program ในรูปแบบ Text หรือตัวอักษร ซึ่งจะคล้ายๆกับภาษา Assembly หรือถ้าหากใครทันการป้อนคำสั่งโดยใช้ Handheld รุ่นเก่าๆ จะคุ้นเคยคำสั่งเหล่านั้น ปัจจุบันแอดไม่เห็นอีกแล้ว รูปด้านล่างจะเป็นตัวอย่างการเขียน program แบบ Instruction list

รูปตัวอย่างการเขียน program แบบ Instruction list (Credit: https://www.researchgate.net/figure/Example-of-program-in-instruction-list_fig4_237252069)

Sequential function chart

จะมีลักษณะคล้ายกับ Flow chart แสดงการทำงานเป็นแบบซีเควนซ์ ซึ่งส่วนประกอบของ SFC จะประกอบด้วย Step (คำสั่งในการปฏิบัติการในแต่ละขั้นตอน) และ Transition (เงื่อนไขที่กำหนดให้กระทำคำสั่งในแต่ละ Step) นอกจากนี้ยังสามารถกำหนดลักษณะการทำงาน เช่น Alternative step sequence และ Parallel step sequence รูปด้านล่างจะเป็นตัวอย่างการเขียน program แบบ Instruction list

รูปตัวอย่างการเขียน program แบบ Sequential chart (Credit: https://product-help.schneider-electric.com/Machine%20Expert/V1.1/en/SoMProg/SoMProg/SFC_Editor/SFC_Editor-3.htm)

เรานำ PLC ไปใช้งานอย่างไรบ้าง

1.ใช้ในการเป็นตัวควบคุมเครื่องจักร สำหรับเครื่องจักรที่เป็น Package จะนิยมมากเพราะลดการลากสายไฟ และสามารถทดสอบ function บางอย่างที่โรงงานได้ง่าย ข้อดีอีกอย่างคือสามารถทำให้เครื่องจักรที่เป็น Package มีความคล่องตัวในการเคลื่อนย้ายเครื่องจักรและติดตั้งได้ง่าย

2.ใช้ในระบบวัดคุมนิรภัย สำหรับในกรณีนี้บางโรงงานที่มีความเสี่ยงสูงหรือบางหน่วยผลิตที่ประกอบไปด้วยก๊าซพิษ หรือก๊าซที่ติดไฟง่าย หรือโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ อาจต้องนำเอา PLC ชนิดที่ได้รับการรองรับตามระดับวัดคุมนิรภัยมาใช้งานซึ่งจะต้องทำตามที่มาตรฐานต่างๆกำหนดครับ และต้องทำ Preventive maintenance ตามคู่มืออย่างเคร่งครัดโดยเฉพาะในส่วนของการทำ Proof test

แล้วพบกับสาระดีๆแบบนี้ทางด้านงานช่าง งานวิศวกรรม และอุตสาหกรรมได้ที่ นายช่างมาแชร์ นะครับ

Website: www.naichangmashare.com
Facebook: https://www.facebook.com/naichangmashare/
Blockdit :  https://www.blockdit.com/naichangmashare
Instragram: https://www.instagram.com/naichangmashare/
Twitter: https://twitter.com/naichangmashare
Youtube: https://www.youtube.com/@naichangmashare
TikTok :  https://www.tiktok.com/@naichangmashare

#นายช่างมาแชร์