หน้าแรก บล็อก

มาทำความรู้จัก “แผ่นชิม (Shim Plate)” กันเถอะ

0
Shim plate wallpaper
Shim plate wallpaper

ในงานอุตสาหกรรมในการปรับตั้งระดับความสูง (Leveling) ระยะต่างๆ (Spacing) หรือการรักษาระดับของเครื่องจักร (Alignment) ในการเพิ่มระยะวิธีที่ง่ายที่สุดคือ หาแผ่นอะไรมารอง ซึ่งแผ่นตรงนั้นในโรงงานอุตสาหกรรมเราจะเรียกว่า “แผ่นชิม” หรือ “Shim Plate” นั่นเองครับ โดยแผ่น Shim plate จะต้องอาศัยการผลิตที่มีความแม่นยำ และมีวัสดุที่ทนทาน แข็งแรง ด้วยนะครับ ซึ่งในบทความนี้จะพาไปดูรายละเอียดของเจ้าแผ่น Shim plate นี่กันครับ

แผ่นชิมคืออะไร ? (What is Shim plate?)

แผ่นชิม (Shim plate) เป็นแผ่นโลหะ ใช้สำหรับเพิ่มระยะ ซึ่งแผ่นชิมตัวนี้ถือเป็นส่วนประกอบสำคัญสำหรับงานทางวิศวกรรมที่จำเป็นเลยนะครับ ใช้เป็นส่วนประกอบของเครื่องจักรกลที่ได้รับการติดตั้ง ด้วยอย่างแม่นยำ โดยแผ่นชิมเป็นลักษณะแผ่นโลหะแบน หรือพลาสติกที่มีรูต่างๆ เจาะรูอยู่ โดยประสงค์คือเพื่อสร้างช่องว่าง (หรือระยะ) ระหว่างส่วนประกอบทั้งสองเมื่อประกอบเข้าด้วยกัน เพื่อให้ได้ระยะตามที่ต้องการและออกแบบไว้ ด้วยความแม่นยำที่สูง แผ่นชิมจะถูกออกแบบ และผลิตด้วยความแม่นยำที่สูง อย่างเหมาะสม ดังนั้นแผ่นชิมจะมีความเชื่อถือได้ สำหรับการประกอบเครื่องจักรที่ซับซ้อนอย่างแม่นยำ

ความหนาของแผ่นชิม (Shim plate Thinkness?)

“ความหนาของแผ่นชิม” เป็นปัจจัยสำคัญที่ต้องพิจารณาเมื่อเลือกแผ่นชิม ความหนาของแผ่นชิมมีตั้งแต่ 0.05 มม. ถึง 12.7 มม. ความหนาที่เหมาะสมขึ้นอยู่กับการใช้งานและแรงกดที่แผ่นชิมจะต้องเจอหลังจากติดตั้ง ยกตัวอย่างเช่น แผ่นชิมแบบบางเหมาะอย่างยิ่งสำหรับการใช้งานที่ต้องการการจัดตำแหน่งที่แม่นยำและแรงกดต่ำ ในขณะที่แผ่นรองที่หนากว่านั้นเหมาะสำหรับการใช้งานที่ต้องใช้แรงดันสูง

ประเภทของแผ่นชิม (Type of Shim plate)

แผ่นชิมมีรูปร่างและขนาดต่างกันเพื่อให้เหมาะกับการใช้งานที่แตกต่างกัน ชนิดแผ่นชิมที่พบมากที่สุดคือ แผ่นชิมทรงกลม สี่เหลี่ยม และสี่เหลี่ยม แผ่นชิมหกเหลี่ยม และTaper พบได้น้อยกว่าแต่ยังคงใช้ในการใช้งานเฉพาะ

บทสรุป

แผ่นชิมอาจจะดูเหมือนเป็นส่วนประกอบเล็กๆ ในการผลิต ซึ่งดูแล้วไม่ค่อยมีอะไร แต่จริงๆแล้วมีบทบาทอย่างมากในการรับประกัน ระยะที่ต้องการได้อย่างแม่นยำ ด้วยวัสดุ ความหนา และประเภทที่แตกต่างกัน การเลือกแผ่นชิมให้เหมาะกับการใช้งานของคุณจึงเป็นสิ่งสำคัญ แผ่นชิมมีความจำเป็นสำหรับการรักษาพิกัดความเผื่อที่สำคัญ การปรับระดับ ระยะห่าง และการจัดตำแหน่ง ด้วยการทำความเข้าใจแผ่นชิมประเภทต่างๆ เราสามารถตัดสินใจโดยมีข้อมูลครบถ้วนซึ่งจะช่วยปรับปรุงกระบวนการผลิตและคุณภาพผลิตภัณฑ์

แล้วพบกับสาระดีๆแบบนี้ทางด้านงานช่าง งานวิศวกรรม และอุตสาหกรรมได้ที่ นายช่างมาแชร์ นะครับ

Website: www.naichangmashare.com
Facebook: https://www.facebook.com/naichangmashare/
Blockdit :  https://www.blockdit.com/naichangmashare
Instragram: https://www.instagram.com/naichangmashare/
Twitter: https://twitter.com/naichangmashare
Youtube: https://www.youtube.com/channel/UCmIPiSeg-uy4k8JYSmknp_g

#นายช่างมาแชร์ 

อาการ Soft Foot คืออะไรและจะแก้ไขได้อย่างไรบ้าง ?

0
Soft Foot Alignment Wallpaper
Soft Foot Alignment Wallpaper

ปัญหา Soft foot หรืออาการขาอ่อน (หรือขาไม่ได้ระดับ) เป็นปัญหาที่พบเจอได้บ่อยๆ เมื่อทำการ Alignment เครื่องจักร ซึ่งอาการ Soft Foot เป็นปัญหาที่สำคัญและควรกำจัดออกไปในช่วงทำ Alignment ไม่เช่นนั้นแล้ว จะส่งผลโดยตรงต่ออายุการใช้งานของเครื่องจักร เช่น ทำให้เครื่องจักรเกิดการสั่นสะเทือนที่มากเกินไป (Excessive Vibration) โดยเฉพาะมอเตอร์ไฟฟ้า (Electrical Motor) ที่ทำให้ Casing ของเค้าบิดเบี้ยว และเกิด Uneven Air Gap นั่นเองครับ

แต่ถึงอย่างไรก็ตามเราสามารถวัดค่า Soft Foot และสามารถควบคุมหรือกำจัดอาการเหล่านี้ได้ระหว่างช่วงทำ Alignment ครับ

แล้ว Soft Foot คืออะไรกัน ?

คำว่า “Soft Foot” เป็นคำทั่วไปที่ใช้สำหรับระหว่างขาของเครื่องจักร (ในที่นี้อาจจะหมายถึงฐานก็ได้นะครับ) ซึ่งจะวางไปที่พื้น หรือ Base plate ที่เราจะวางเครื่องจักร ไม่เหมาะสม (ให้เข้าใจง่ายๆคือ วางไม่เต็มหน้านั่นเองครับ) ซึ่งการวางไม่เต็มหน้านี้เอง มันก็เปรียบเสมือนเราเดินเขย่งเท้าถูกไหมครับ ถ้าเกิดมีใครมาผลักเรา หรือแค่เราเดินตรงๆก็จะยากแล้วใช่มั้ยครับ โดยเครื่องจักรก็เหมือนกันครับ

สาเหตุในการเกิด Soft Foot

  • Foundation หรือ Baseplate ของฐานเครื่องจักรบิดเบี้ยว
  • ขาของเครื่องจักรไม่เรียบตรง
  • ใส่แผ่น Shim plate มากเกินไป
  • มีเศษหรือสิ่งสกปรกอยู่ระหว่างฐาน และขาของเครื่องจักร
  • รูใส่ Bolt ล๊อคใหญ่เกินไป หรือ ค่าทอร์คเยอะเกินไป

ประเภทของ Soft Foot มีอะไรบ้าง ?

โดยทางนายช่างมาแชร์ขอแบ่งประเภท Soft foot เป็น 4 ประเภทนะครับ ตามลักษณะของการจัดวางนะครับ (แต่ขอทับศัพท์ละกันนะครับ)

  1. Parallel ลักษณะจะขาเครื่องจักรจะลอยจากฐานตรงๆครับ (Highest values diagonally opposed.)
  2. Angled ลักษณะจะขาเครื่องจักรจะเอียงจากฐานนะครับ (Bent foot; bowed baseplate,angled soleplate.)
  3. Squishy คล้ายๆกับ เครื่องจักรวางบนฐานที่นุ่มเกินไป เช่น มีแผ่น shim เยอะไป, dirt สิ่งสกปรก , ฐานไม่แน่น etc.)
  4. Induced กรณีเกิดแรงรั้งภายนอก External force เช่น Pipe strain เป็นต้น

วิธีในการตรวจจับความผิดปกติของ Soft Foot

อาการผิดปกติของ Soft Foot สามารถตรวจจับได้หลายวิธีดังนี้นะครับ

  • Feeler gauges
  • Dial indicators
  • Laser alignment tools
  • Vibration analysis

สาเหตุของ Soft Foot ก็เป็นได้มากมายหลายรูปแบบนะครับ ถ้าหากเจอแล้วก็ควรจัดการปัญหาให้เรียบร้อยนะครับ อาจจะเป็นวิธีการปาดขา, ลดจำนวน Shim (ด้วยการเพิ่มความหนา Shim), แม้กระทั่งสายมอเตอร์ที่รั้งอยู่ หรือท่อทางต่างๆที่มีการฝืนและประกอบเยอะเกินไป พอปัญหา soft foot หมดไปเท่านี้เครื่องจักรเราก็จะกลับมาเดินเงียบเป็นปกติและอายุการใช้งานยาวนานเลยนะครับ

แล้วพบกับสาระดีๆแบบนี้ทางด้านงานช่าง งานวิศวกรรม และอุตสาหกรรมได้ที่ นายช่างมาแชร์ นะครับ

Website: www.naichangmashare.com
Facebook: https://www.facebook.com/naichangmashare/
Blockdit :  https://www.blockdit.com/naichangmashare
Instragram: https://www.instagram.com/naichangmashare/
Twitter: https://twitter.com/naichangmashare
Youtube: https://www.youtube.com/channel/UCmIPiSeg-uy4k8JYSmknp_g

#นายช่างมาแชร์ 

เครื่องส่งสัญญาณวัดระดับ (Level Transmitter) คืออะไร ?

0
VEGA Level Transmitter
VEGA Level Transmitter

เครื่องส่งสัญญาณระดับ (Level transmitter) เป็นเครื่องมือที่ใช้สำหรับ “การวัดระดับอย่างต่อเนื่อง” โดยจะวัดระดับของสารหรือผลิตภัณฑ์ในถังอุตสาหกรรมโดยเป็นได้ทั้งของเหลว (Liquid) หรือ ของแข็ง (Bulk Solid) ซึ่งในทุกอุตสาหกรรมกระบวนการผลิต เครื่องส่งสัญญาณระดับมีความสำคัญอย่างยิ่งในการวัดระดับ และป้องกันการล้นของสารด้านใน

ดังนั้นจึงมีการใช้เครื่องส่งสัญญาณระดับประเภทต่างๆ แทบทุกที่สำหรับการวัดระดับในถัง ซึ่งการออกแบบ และการเลือกใช้ Level Transmitter ก็จะขึ้นอยู่กับเงื่อนไขของกระบวนการและสารด้านในนะครับ

Level Transmitter สำหรับควบคุมกระบวนการผลิต?

การวัดระดับของเหลว (Level Measurement) หมายถึง “การวัดความสูงระหว่างพื้นผิวด้านบนของของเหลวหรือของแข็ง กับจุดอ้างอิงที่กำหนดไว้” โดยสามารถจำแนกประเภทของอุปกรณ์วัดระดับได้ดังนี้ 

1. เกจวัดระดับ หรือ Level indicator เป็นตัวแสดงระดับของเหลว (liquid level indicators) ที่บรรจุอยู่ในถังเก็บสำหรับใช้ในกระบวนการผลิต โดยการวัดจะเป็นการ Monitor ที่บริเวณสถานที่ปฏิบัติงาน เพื่อตรวจสอบระดับ ของ Product ที่อยู่ในกระบวนการ แต่ไม่สามารถส่งสัญญาณไปยังกระบวนการอัตโนมัติหรือการควบคุมอุปกรณ์อื่นๆ ได้ ยกตัวอย่างเช่น Sight glass เป็นต้น

2. สวิตช์วัดระดับ หรือ Level Switch เป็นอุปกรณ์ตรวจจับและส่งสัญญาณแจ้งเตือนระดับของของเหลวหรือของแข็ง โดยเมื่อสารหรือผลิตภัณฑ์ถึงระดับที่ติดตั้งอุปกรณ์ อุปกรณ์จะมีการส่งสัญญาณ (Signal) ไปยังระบบส่วนกลางเพื่อใช้สำหรับกระบวนการอัตโนมัติหรือการควบคุมอุปกรณ์อื่นๆ

3. เครื่องส่งสัญญาณวัดระดับ หรือ Level transmitter เป็น “เครื่องมือวัดคุม (instrument)”โดยการวัดระดับจะเป็นการวัดแบบต่อเนื่อง โดยอาศัยการแปลงค่าจากเซนเซอร์ เป็นสัญญาณอนาลอค (Analog) หรือสัญญาณดิจิตอล (Digital) Foundation fieldbus , Modbus  ซึ่งสัญญาณที่มาจาก Sensor/Transducer ของเครื่องส่งสัญญาณวัดระดับ โดยสามารถส่งสัญญาณไปยังตำแหน่งบันทึก หรือหน่วยควบคุมต่อไปนั่นเองครับ 

หลักการทำงานและการวัดค่า (Level Transmitter Measurement)

การวัดระดับมี 2 ลักษณะได้แก่ การวัดระดับแบบทางตรง เช่น การวัดจากตำแหน่งหรือระยะของของเหลวโดยตรง และการวัดแบบทางอ้อม คือ การวัดระดับจากน้ําหนักหรือความดันของของเหลวแล้วคำนวณเป็นความสูงของของเหลวอีกครั้ง ซึ่งการวัดระดับโดยตรงถือว่าเหมาะสมที่สุดสำหรับการเปลี่ยนแปลงระดับที่ต้องการความแม่นยำสูง เนื่องจากไม่มีตัวแปรอื่นที่ทำให้การวัดเกิดความผิดพลาด

ประเภทของของเซ็นเซอร์วัดระดับ (Type of level transmitter)

Level Transmiter สามารถแบ่งได้เป็น 8 ประเภท เครื่องส่งสัญญาณแต่ละประเภททำงานในลักษณะที่แตกต่างกันและทำให้เหมาะสมกับกระบวนการประเภทต่างๆ

1. สวิทซ์ลูกลอยวัดระดับ (Magnetic Float Level Sensor)

เป็นอุปกรณ์วัดระดับที่อาศัยหลักการของแรงลอยตัวทำให้ตัวลูกลอยเกิดการเคลื่อนที่ขึ้น-ลงตามระดับของเหลว โดยสิ่งที่ต้องระวังสำหรับการเลือกใช้คือ ความหนาแน่น (Density) ของของเหลวควรจะคงที่เสมอ และสารที่ใช้ไม่ควรมีความหนืดสูง เพราะจะเพิ่มโอกาสในการบำรุงรักษาทำความสะอาดอุปกรณ์ได้สูงเช่นกัน  โดยสวิทซ์ลูกลอยจะใช้งานร่วมกับรีเลย์เพื่อใช้ควบคุมอุป กรณ์อื่นๆ หรือส่งข้อมูลไปยัง PLC หรือ ระบบควบคุมของโรงงาน

นอกจากนี้สวิทซ์ลูกลอยยังมีหลายประเภทให้เลือกใช้ เช่น สวิทซ์ลูกลอยแบบสายเคเบิ้ล (Cable Float Switch) สวิทซ์ลูกลอยแบบแม่เหล็ก (Magnet Float Switch) และสวิทซ์ลูกลอยแบบตุ้มถ่วง (Sinker Float Switch) เป็นต้น

2. เครื่องส่งสัญญาณวัดระดับแบบลูกลอย (Displacer Level Transmitter)

สำหรับอุปกรณ์ประเภทนี้จะทำงานคล้ายๆ กับ “สวิทซ์ลูกลอยวัดระดับ (Magnetic Float Level Sensor)” ในแบบแรก แต่จะมีการติดตั้งเครื่องส่งสัญญาณ (Transmitter) เพื่อคำนวนความสูงของระดับของสารที่อยู่ในถัง โดยจะแสดงผลที่จอแสดงผลและส่งสัญญาณไปยังคอนโทรลเลอร์เพื่อนำสัญญาณไปใช้หรือนำไปแสดงบนระบบในห้อง control room 

3. เครื่องส่งสัญญาณวัดระดับแบบเรดาร์ (Radar Level Transmitter)

Radar Level Transmitters  ซึ่งเป็นการวัดระดับแบบไม่สัมผัส (Non contact) โดยอาศัยหลักการของส่งคลื่นไมโครเวฟ (Microwave)” หรือ “คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (Electromagnetic) ในการส่งคลื่นไปยังพื้นผิวและรับคลื่นที่เกิดจากการสะท้อนพื้นผิวกลับมายังเครื่องส่งสัณณาณวัดระดับแบบเรดาร์ โดยปกติอุปกรณ์เหล่านี้จะถูกติดตั้งไว้ด้านบนของถังหรือบ่อ เพื่อวัดระดับของของเหลวหรือของแข็ง

จากนั้นเครื่องส่งสัญญาณจะคำนวณระดับปัจจุบันของสารอย่างแม่นยำโดยมีพื้นฐานจาก “ระยะเวลาที่ใช้ในการส่งสัญญาณไปและกลับ” ซึ่งในปัจจุบันเครื่องส่งสัณณาณวัดระดับแบบเรดาร์ เป็นหลักการที่ได้รับความนิยมค่อนข้างสูง เนื่องจากเป็นหลักการที่ไม่ต้องอาศัยตัวกลางในการวัดและอาศัยเฉพาะการสะท้อน จึงไม่มีผลทำให้เกิดการวัดที่ผิดพลาด เช่น อุณหภูมิและแรงดันของกระบวนการมีการเปลี่ยนแปลง ความหนาแน่นของสารมีการเปลี่ยนแปลง หรือไอระเหยของสารเคมีภายในถัง ก็ไม่ส่งผลกระทบต่อการวัด เครื่องส่งสัณณาณวัดระดับแบบเรดาร์ยังคงวัดระดับได้เเม่นยำเช่นเดิม

4. เครื่องส่งสัญญาณวัดระดับแบบอัลตราโซนิก (Ultrasonic Level Transmitter)

เครื่องส่งสัญญาณวัดระดับอัลตราโซนิก (Ultrasonic Level Transmitter) ทำงานคล้ายๆกันกับ เครื่องส่งสัญญาณวัดระดับเรดาร์ (Radar Level Transmitters) ซึ่งเป็นแบบไม่สัมผัส โดยการเคลื่อนที่ของคลื่นอัลตราโซนิกจำเป็นต้องอาศัยตัวกลางในการเคลื่อนที่นั้นคือ อากาศ นั้นเอง จึงทำให้บางครั้งเมื่อสภาพอากาศไม่ดี มีการเปลี่ยนแปลง เช่น ลม ฝุ่น ความชื้นในอากาศ ไอระเหยของสารเคมีภายในถัง มีผลทำให้การวัดมีความคลาดเคลื่อนได้ จึงทำให้ปัจจุบันผู้ใช้งานเปลี่ยนมาใช้เครื่องส่งสัญญาณวัดระดับแบบเรดาร์แทนหลักการแบบอัลตราโซนิก

5. เครื่องส่งสัญญาณวัดระดับแบบคาปาซิแตนซ์ (Capacitance Level Transmitter)

เครื่องส่งสัญญาณวัดระดับแบบคาปาซิแตนซ์ ได้ชื่อมาจาก “ตัวเก็บประจุ หรือ Capacitor” นั่นเองครับ โดยหลักการทำงาน คือ ใช้หลักการของ “การสร้างสนามไฟฟ้า โดยที่วัตถุแต่ละชนิดเมื่อเข้ามาในบริเวณสนามไฟฟ้า” ก็จะ “ทำให้ค่าสนามไฟฟ้าเกิดการเปลี่ยนแปลง จากนั้นการเปลี่ยนแปลงนั้นจะทำให้เซนเซอร์รับรู้ได้ถึงระดับของวัตถุที่เพิ่มขึ้นมาหรือลดลงไป” นั่นเองครับ ซึ่งวัตถุทุกชนิดมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงสนามไฟฟ้าได้ จึงทำให้ Capacitance Level Sensor สามารถตรวจจับระดับวัตถุที่มีค่าความนำไฟฟ้าไม่ว่าจะสูงหรือต่ำได้  โดย Capacitance Level Sensor สามารถวัดระดับของแข็ง ผง เมล็ด หรือของเหลวใส หรือมีความหนืดสูงได้

6. เครื่องส่งสัญญาณวัดระดับแบบแรงดัน (Hydrostatic Level Transmitter)

Hydrostatic level transmitters ซึ่งรู้จักกันดี ว่าคือ Pressure level transmitter หรือ Diff Pressure นั้นเองครับ โดยยิ่งมีปริมาณ (Volume) ของของเหลวในถังมากขึ้นเท่าไหร่ แรงดัน (Pressure) ที่กระทำต่อก้นถังก็ยิ่งมากตามเท่านั้น และนี่คือหนึ่งในอุปกรณ์วัดระดับของเหลวที่พบบ่อยในอุตสาหกรรมเช่นกันครับ แต่มีหนึ่งสิ่งที่สำคัญมากสำหรับ transmitter ชนิดนี้คือ ความหนาแน่น (Density) ของของเหลวจะต้องคงที่เสมอ

เพราะว่าเมื่อน้ำหนักของของเหลวเพิ่มขึ้น ความดันต่อปริมาตรที่ใช้กับ transmitter ก็จะเพิ่มขึ้นเช่นกัน และเมื่อ transmitter คำนวณแรงดันเพื่อให้กลับมาเป็นความสูงนั้น ก็จะให้ transmitter เกิดค่าความผิดพลาดได้เช่นกัน

7. เครื่องส่งสัญญาณวัดระดับแบบแม่เหล็ก (Magnetic Level Transmitter)

เครื่องส่งสัญญาณวัดระดับแม่เหล็ก (Magnetic Level Transmitter) จะมีการออกแบบโดยใช้ แม่เหล็กเล็กๆ ติดอยู่กับชุด float ด้านในคอลัมน์ ที่มีพื้นที่แคบเพื่อจำกัดการเคลื่อนที่ในของการลอยของ float และเมื่อลูกลอย float มีการเคลื่อนตัวระยะตรงนั้นก็จะถูกส่งผ่านแม่เหล็ก และส่งสัญญาณไปที่ Transmitter ซึ่งหลักการตรงนี้ช่วยให้สามารถส่งระดับที่สม่ำเสมอ

เนื่องจากการลอยตัวของ float ในแนวขึ้นหรือลงใน column จะสัมพันธ์ตามระดับของของเหลว แต่ข้อควรระวังสำหรับการใช้งานในหลักการนี้ ก็คือ ความหนาแน่น (Density) ของของเหลวควรคงที่เสมอ เพื่อให้ได้การวัดที่มีความแม่นยำ

8. เครื่องส่งสัญญาณวัดระดับแบบไมโครเวฟแบบไกด์ (Guided Microwave Level Transmitter)

เครื่องส่งสัญญาณวัดระดับแบบไมโครเวฟแบบไกด์ (Guided Microwave Level Transmitter) เป็นการวัดแบบสัมผัส (Contact type)  โดยอาศัยหลักการของส่งคลื่นไมโครเวฟ (Microwave)” หรือ “คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (Electromagnetic) ผ่านตัวนำ หรือที่เรียกว่า Guide หรือ Probe ซึ่งจะทำการส่งคลื่นไปยังพื้นผิวและรับคลื่นที่เกิดจากการสะท้อนพื้นผิวกลับมายังเครื่องส่งสัญณาณวัดระดับแบบ Guided Microwave Level Transmitter ซึ่งการวัดประเภทนี้ สามารถวัดได้ทั้งของเหลว ของแข็ง หรือการวัดระดับแบบ interface level ได้อีกด้วย เช่นเดียวกับ Radar non contact

เนื่องจากเป็นหลักการที่ไม่ต้องอาศัยตัวกลางในการวัดและอาศัยเฉพาะการสะท้อน จึงไม่มีผลทำให้เกิดการวัดที่ผิดพลาด เช่น อุณหภูมิและแรงดันของกระบวนการมีการเปลี่ยนแปลง ความหนาแน่นของสารมีการเปลี่ยนแปลง หรือไอระเหยของสารเคมีภายในถัง ก็ไม่ส่งผลกระทบต่อการวัด และยังสามารถใช้ได้กับการวัดพื้นผิวของของเหลวมีฟองสูง และหนาแน่นได้อีกด้วย Guided Microwave Level Transmitter สามารถติดตั้งวัดระดับในถัง หรือมีการวัดระดับใน bypass chamber ได้แม่นยำอีกด้วย

9. เครื่องส่งสัญญาณวัดระดับแบบนิวเคลียร์ (Nuclear Level Transmitter)

เครื่องส่งสัญญาณวัดระดับแบบกัมมันตรังสี หรือ Radiation Level Transmitter เป็น อุปกรณ์วัดระดับประเภทหนึ่งที่ใช้หลักการของ “การแผ่รังสีแกมมา” เพื่อตรวจวัดระดับของสารภายในถังไม่ว่าจะเป็นของเหลว หรือของแข็ง ซึ่งการเลือกใช้งานส่วนใหญ่จะเหมาะสำหรับถังที่ไม่มีจุดติดตั้งอุปกรณ์วัดภายในถัง เนื่องจาก Level Transmitter ชนิดนี้สามารถแผ่รังสีแกมม่าทะลุผ่านถังที่เป็นโลหะได้

ซึ่งจะทำให้เราสามารถติดตั้งอุปกรณ์วัดระดับชนิดนี้ได้โดยง่าย หรือแม้ว่าในกระบวนการที่มีความดัน และอุณหภูมิที่สูง อย่างเช่นในถังทำปฏิกิริยา หรือถังที่มีโครงสร้างต่างๆภายในถัง ก็สามารถติดตั้ง Level transmitter ชนิดนี้ได้เช่นกัน เนื่องจากเป็นการติดตั้งวัดระดับจากภายนอกถัง อุปกรณ์ไม่ได้สัมผัสกับกระบวนการโดยตรง

หลักการทำงานพื้นฐานของ Radiation Level Transmitter คือ การใช้แหล่งกำเนิดกัมมันตภาพรังสี (Radioactive source) และเครื่องตรวจจับ (Detector) ติดตั้งในฝั่งตรงกันข้าม โดยแหล่งกำเนิดกัมมันตภาพรังสีจะปลดปล่อย “รังสีแกมมา (Gammar Ray)” ออกมา ซึ่งที่นิยมใช้งานในอุตสาหกรรมคือ Cs-137 และ Co-60 รังสีเหล่านี้จะทะลุผ่านถัง และสสาร และ Process ที่กำลังวัด ซึ่งรังสีแกมมาจะถูกดูดซับพลังงานจากวัสดุที่ยิงทะลุผ่าน และเครื่องตรวจจับ (Detector) ซึ่งติดตั้งอยู่ฝั่งตรงกันข้ามของถังจะวัดพลังงานที่เหลือของรังสีแกมมาผ่าน scintillator ที่อยู่ภายใน detector และจะคำนวณเป็นสัญญาณทางไฟฟ้า ผ่านหลอด PMT tube ซึ่งอยู่ภายใน electronic part อีกครั้ง โดยใช้หลักการ Photoelectric เพื่อแปลงและขยายสัญญาณทางไฟฟ้า 4-20 mA ไปใช้งาน

ซึ่งในการใช้งานหลักการวัดชนิดนี้ จะนิยมใช้ในอุตสาหกรรมต่างๆ เช่น อุตสาหกรรมปิโตรเคมี อุสาหกรรมกระดาษ หรือโรงไฟฟ้า เป็นต้น

 

====================================================

พบกับข้อมูลเพิ่มเติมของเทคโนโลยีเซนเซอร์วัดระดับใหม่ล่าสุด VEGAPULS 6X

https://www.vega.com/en-th/radar

====================================================

แล้วพบกับสาระดีๆแบบนี้ทางด้านงานช่าง งานวิศวกรรม และอุตสาหกรรมได้ที่ นายช่างมาแชร์ นะครับ

Website: www.naichangmashare.com
Facebook: https://www.facebook.com/naichangmashare/
Blockdit :  https://www.blockdit.com/naichangmashare
Instragram: https://www.instagram.com/naichangmashare/
Twitter: https://twitter.com/naichangmashare
Youtube: https://www.youtube.com/channel/UCmIPiSeg-uy4k8JYSmknp_g

#นายช่างมาแชร์ #VEGA #VEGAPULS6X #6X #HomeOfValue #Sensor #Instrument #Control

การปรับเยื้องศูนย์ของเพลา “Shaft Alignment” ในเครื่องจักรกลหมุน

0
Shaft Alignment EP.1
Shaft Alignment EP.1

ในเครื่องจักรกลหมุนที่มีขนาดเริ่มใหญ่ขึ้นมา เช่น ปั้ม (Pump), พัดลมอุตสาหกรรม (Fan, Blower) หรือคอมเพลสเซอร์ (Compressor) จะมีส่วนของตัวขับ (Driver) เช่น มอเตอร์ไฟฟ้า และตัวที่ถูกขับ (Driven) ชุดใบพัดหรือเพลาแยกกัน ซึ่งการที่จะทำให้เพลาสองชิ้นระหว่างตัวขับและตัวตามตรงกันเป๊ะๆ ก่อนที่จะใส่ Coupling ตัวนี้เราจะเรียกวิธีการนี้ว่า “การปรับเยื้องศูนย์ของเพลา” หรือ “Shaft Alignment” นั่นเองครับ

การปรับเยื้องศูนย์ของเพลา (Shaft Alignment) คืออะไร ?

“การปรับเยื้องศูนย์ของเพลา” หรือ “Shaft Alignment” คือ กระบวนการจัดแนวเส้นกึ่งกลางการหมุนของเพลาตั้งแต่ 2 เพลาขึ้นไปในเครื่องจักร หรือระบบกลไก โดยมีความสำคัญอย่างยิ่งต่ออายุการใช้งานของเครื่องจักรหมุน หากเมื่อเพลาของทั้งสองฝั่งมีความเยื้องศูนย์ หรือไม่ตรงกัน อาจจะทำให้เกิดเสียหายต่อเครื่องจักร หรือ คัปปลิ้งได้ (Coupling) และมีส่วนทำให้ประสิทธิภาพการทำงานของเครื่องจักรลดลง โดยอาจจะมีการให้เห็นดังนี้ เช่น มีการสั่นสะเทือน (Vibration) เสียงรบกวน (Noise) เกิดความร้อน (Heat) และการรั่ว (Leak) ปัญหาที่เกิดขึ้นอาจจะมีผลให้ต้องหยุดเครื่องจักร และทางโรงงานอาจจะต้องสูญเสียกำลังการผลิตนั่นเองครับ

วิธีการทำการปรับเยื้องศูนย์ของเพลา

ปัจจุบันมีวิธีการทำการปรับเยื้องศูนย์ของเพลา หรือ Shaft alignment หลายวิธีด้วยกันได้แก่

1. วิธี Straightedge และ Feeler gauge

วิธีการแบบดั้งเดิม (Traditional Method) นี้ เป็นการวิธีการที่มีความแม่นยำน้อยที่สุด แต่ในทางกลับกันก็ง่ายที่สุดเช่นกัน ซึ่งจะเหมาะกับเครื่องจักรที่ไม่ได้มีความสำคัญต่อโรงงานมากนัก (Low Priority Machine) โดยวิธีการคือใช้ไม้บรรทัดขอบตรง (Straightedge) และเกจฟิลเลอร์ (Feeler gauge) เพื่อวัดค่า Offset และมุมระหว่างเพลา (Angular) ตามจุดต่างๆรอบการหมุนของเพลา และทำการขยับเพลาทั้งสองให้ตรงกันตามระยะที่วัดได้

2. วิธี Dial Indicator

การใช้ Dial Indicator คือการใช้อุปกรณ์ Dial Guage ในการจัดวัดระยะเยื้องศูนย์ของเพลา ซึ่งจะมีความเที่ยงตรงและแม่นยำสูง โดยจะมีการติดตั้ง Dial Guage บนเพลา และทำการวัดค่าในขณะที่หมุนเพลาหนึ่งโดยสัมพันธ์กับอีกเพลาหนึ่งเพื่อกำหนดแนวที่ไม่ตรง

แต่ก็มีข้อระวัง คือ ค่า Bar Sag หรือ ค่าการตกท้องช้างของก้านที่จับ Dial Guage และต้องการความเชี่ยวชาญของผู้ที่ทำการทำ Alignment ด้วยการคำนวณที่แม่นยำ

3. วิธี Laser Alignment

เป็นวิธีการที่แม่นยำและมีประสิทธิภาพสูง และไม่ต้องการความสามารถของผู้ทำการ alignment สูงมากนัก ด้วยระบบการวัดตำแหน่งด้วยเลเซอร์ (Laser) การใช้เลเซอร์เพื่อวัดการเยื้องศูนย์ของเพลาสามารถทำได้แบบเรียลไทม์และแม่นยำ ทำให้เป็นที่นิยมมากที่สุดในอุตสาหกรรมหลากหลายประเภท

สรุป

การทำ Alignment ของเพลาที่ถูกต้องแม่นยำ โดยทั่วไปจะเป็นการเข้าไปปรับตำแหน่งของเพลาหนึ่ง หรือทั้งสองโดยใช้แผ่นรอง (Shim plate) และเครื่องมือจัดตำแหน่งอื่นๆ จนกว่าจะได้ค่าความคลาดเคลื่อนในการจัดตำแหน่งตามที่ต้องการ ดังนั้นในด้านของงานบำรุงรักษาควรดำเนินการทำ Shaft alignment ให้ได้คุณภาพและสม่ำเสมอเพื่อให้มั่นใจถึงประสิทธิภาพสูงสุดและความน่าเชื่อถือของเครื่องจักรหมุนนะครับ

แล้วพบกับสาระดีๆแบบนี้ทางด้านงานช่าง งานวิศวกรรม และอุตสาหกรรมได้ที่ นายช่างมาแชร์ นะครับ

Website: www.naichangmashare.com
Facebook: https://www.facebook.com/naichangmashare/
Blockdit :  https://www.blockdit.com/naichangmashare
Instragram: https://www.instagram.com/naichangmashare/
Twitter: https://twitter.com/naichangmashare
Youtube: https://www.youtube.com/channel/UCmIPiSeg-uy4k8JYSmknp_g

#นายช่างมาแชร์ 

ภาพรวมของ Safety Instrumented System (SIS) ที่ช่วยบริหารจัดการความเสี่ยงในโรงงานอุตสาหกรรม

0
refinery plant explosion fire case
refinery plant explosion fire case

จากกรณีเพลิงลุกไหม้สารเคมีในพื้นที่ท่าเรือมาบตาพุด ระยอง ความปลอดภัยจึงเป็นสิ่งสำคัญอันดับหนึ่งต่อชีวิต ทรัพย์สิน สิ่งแวดล้อมและชื่อเสียงของบริษัท ความเสี่ยงในกระบวนการผลิตมีกลยุทธในการจัดการตั้งแต่การออกแบบ Plant โดยหนึ่งในวิธีการบริหารความเสี่ยงคือการออกแบบระบบวัดคุมนิรภัย หรือ Safety Instrumented System (SIS) ให้ได้มาตรฐานอ้างอิง Standard IEC 61508 ผู้ผลิตและ IEC61511 ทางตัวโรงงานอุตสาหกรรมเอง

Safety Instrumented System (SIS) คืออะไร ??

Architecture ของระบบ Safety Instrumented System (SIS) ประกอบด้วย Sensor / Logic Solver / Final Element ไม่ต่างจาก Instrument ที่ใช้ควบคุมกระบวนการผลิต แต่ Function การทำงานของสองระบบแตกต่างกัน

Basic Process Control System (BPCS) ทำงานตลอดเวลา เพื่อควบคุมพารามิเตอร์ในการผลิต เมื่อไหร่ก็ตามที่ Instrument ของระบบ BPCS ทำงานผิดพลาด ไม่สามารถควบคุมพารามิเตอร์ในการผลิตได้ ส่งผลให้เกิด Hazard ขึ้น เช่น High High Pressure ในระบบ

Safety Instrumented System (SIS) เฝ้าระวังและ Shutdown ระบบต่อเนื่องทันที เสมือนเป็น Last Line of Defense จัดการ Plant ให้อยู่ในสภาวะ Safe State อีกครั้ง

องค์ประกอบของระบบ Safety Instrumented System (SIS)

ในอุตสาหกรรมปิโตรเคมี IEC 61508/IEC61511  จึงแนะนำให้ระบบ Safety Instrumented System (SIS) และ Basic Process Control System (BPCS) แยกเป็นอิสระจากกันโดยสิ้นเชิง

นอกจากความเสี่ยงในกระบวนการผลิตแล้ว อีกหนึ่งความเสี่ยงที่ต้องพิจารณาถัดมา คือ “ความเสี่ยงในกรณีที่อุปกรณ์วัดคุมนิรภัยไม่ทำงาน” หรือ “Safety Instrumented Function (SIF)” ที่อยู่บน Logic Solver ของระบบ Safety Instrumented System (SIS) ทำงานผิดพลาดหรือไม่สามารถ Action ได้เมื่อเกิดเหตุการณ์อันตราย เรียกว่า ความน่าเชื่อถือของอุปกรณ์วัดคุมนิรภัย Safety Integrity Level (SIL)

บทสรุป

SIL Engineer จึงเข้ามามีบทบาทในการออกแบบ Safety Instrumented Function (SIF) ประกอบไปด้วย Sensor, Logic Solver, และ Final Element หรือ Safety Shutoff Valve โดยจะแนะนำตั้งแต่พื้นฐานจำนวนอุปกรณ์ที่ติดตั้ง ลักษณะ Voting Logic ไปจนถึงคำนวณ Allowance Failure Rate ของอุปกรณ์ให้เพียงพอต่อการจัดการความเสี่ยงทั้งสองแบบที่กล่าวมาข้างต้น

เพื่อความสมเหตุสมผลในการลงทุน ก่อนที่จะออกแบบ SIL Engineer พิจารณาสองตัวแปรหลัก คือ โอกาสการเกิดเหตุการณ์อันตราย ร่วมกับ การคำนวณโอกาสความผิดพลาดของอุปกรณ์ โดยประเมินความเสี่ยงร่วมกันกับคนที่ทำงานใน Plant 

เพื่อให้มั่นใจได้ว่าความเสี่ยงที่เหลือจากกระบวนการผลิต ได้ถูกฝากไว้กับอุปกรณ์เหล่านี้

บทความโดย คุณธนานุช รัตนจรัสโรจน์ (Certified Functional Safety Professional – CFSP)

แล้วพบกับสาระดีๆแบบนี้ทางด้านงานช่าง งานวิศวกรรม และอุตสาหกรรมได้ที่ นายช่างมาแชร์ นะครับ

Website: www.naichangmashare.com
Facebook: https://www.facebook.com/naichangmashare/
Blockdit :  https://www.blockdit.com/naichangmashare
Instragram: https://www.instagram.com/naichangmashare/
Twitter: https://twitter.com/naichangmashare
Youtube: https://www.youtube.com/channel/UCmIPiSeg-uy4k8JYSmknp_g

#นายช่างมาแชร์ #Instrument #Control #SIS #SIF #SIL

Zycoda ระบบซ่อมบำรุงและวิเคราะห์กระบวนการผลิตที่ครบวงจรใช้งานง่ายสำหรับทุกคน

0
zycoda maintenance technology program
zycoda maintenance technology program

ในยุคปัจจุบัน สำหรับโรงงานอุตสาหกรรมมีการพัฒนาทางด้านเทคโนโลยีที่รวดเร็วมาก ซึ่งวันนี้ทางนายช่างมาแชร์จะขอมาแนะนำ “ระบบซ่อมบำรุงและวิเคราะห์กระบวนการผลิตที่ครบวงจรใช้งานง่ายสำหรับทุกคนจากทาง Zycoda” นะครับ

โดยขอแนะนำทาง Zycoda นิดนึงนะครับ โดยทาง Zycoda เป็นStartup ภายในเครือ SCG ผู้พัฒนาระบบบริหารงานอุตสากรรมครบวงจร ที่ก่อตั้งโดยผู้เชี่ยวชาญที่มีประสบการณ์ในโรงงานกว่า 15 ปี และพัฒนา “ระบบซ่อมบำรุงและวิเคราะห์ กระบวนการผลิตที่ครบวงจร ใช้งานง่ายสำหรับทุกคน” ซึ่งเรามีบริการทั้งระบบจัดการงานซ่อมบำรุง CMMS ในชื่อของ M-Pro และระบบ AI-Predictive Analytics Platform ในชื่อของ Z-PAP

ที่จะทำให้ทุกคนสามารถทำ AI เพื่อใช้ในการดูแลสุขภาพเครื่องจักรได้โดยไม่ต้องมีความรู้ด้าน Coding ส่งผลให้ลดอัตราการเกิดความเสียหายต่อเครื่องจักรที่ไม่ได้คาดการ์ไว้และช่วยลดค่าใช้จ่ายจากการซ่อมบำรุง ทาง Zycoda มุ่งมั่นพัฒนา Software เพื่อให้ตอบสนองต่อความต้องการของผู้ใช้งาน ตั้งแต่ระดับการบำรุงรักษาเชิงป้องกัน (Preventive Maintenance) ไปจนถึงระดับการบำรุงรักษาเชิงคาดการณ์ (Predictive Maintenance)โดยผู้เชี่ยวชาญด้านงานซ่อมบำรุงและทีมพัฒนา Software ชั้นนำจาก SCG

ผลิตภัณฑ์ Zycoda ที่จะทำให้ทุกคนสามารถทำ AI เพื่อใช้ในการดูแลสุขภาพเครื่องจักรได้โดยไม่ต้องมีความรู้ด้าน Coding

รู้หรือไม่ว่า? ของงานซ่อมในโรงงาน ถ้าวัดเป็นเวลา Downtime 82% มาจากความเสียหายแบบไม่ได้วางแผนเอาไว้ (Unplanned Failure) อีก 18% มาจากความเสียหายตามอายุของเครื่องจักรนั่นเองครับ ดังนั้นทางโรงงานจึงพยายามที่จะมองหาบางสิ่งบางอย่างที่สามารถปกป้องเครื่องจักร (Asset) ของโรงงานไม่ให้พังแบบกระทันหัน หรือไม่ได้วางแผนเอาไว้ หรือโปรแกรมบริหารจัดการดีๆซักตัวหนึ่งที่สามารถจัดการเรื่องพวกนี้ได้

ดังนั้นการเข้ามาของโปรแกรม Zycoda จึงได้ทำผลิตภัณฑ์ Software as a Service (SaaS) โดยมีกลุ่มต่างๆ ดังนี้

1. Z-MPRO Maintenance Pro – CMMS Software

เป็นระบบบริหารจัดการงานซ่อมบำรุงแบบครบวงจร โดยเริ่มตั้งแต่ระบบบริหารจัดการฐานข้อมูลเครื่องจักร (Asset Management) ที่จะให้การเข้าถึงข้อมูลเครื่องจักรเป็นเรื่องง่าย ทั้งการค้นหาแบบเครื่องจักร อะไหล่ วิธีการซ่อม ที่สามารถค้นหาได้สะดวกรวดเร็ว และยังเป็นจุดเริ่มต้นของการจัดการงานซ่อมบำรุงสามารถดูบริมาณงานที่เกิดขึ้น ค่าซ่อมที่เกิดขึ้น ได้รายเครื่องจักรเพื่อนำไปสู่การวางแผนงานซ่อมบำรุงต่อไป และ ระบบบริหารจัดการงานแจ้งซ่อมทั้งการแจ้งจากคน การแจ้งจากระบบตามคาบเวลา และการแจ้งจากเครื่องจักรเมื่อถึงเวลาบำรุงรักษาที่ระบบจะมีการเชื่อต่อข้อมูลจากเครื่องจักรโดยตรง เพื่อให้การทำงานซ่อมบำรุงถูกต้องแม่นยำ รวดเร็ว และตรงจุด รวมทั้งมีระบบสรุปสถานะการทำงาน KPI ที่สามารถดู วิเคราะห์ และแก้ไขได้แบบ Real Time

โดยระบบ Z-MPRO Maintenance Pro ของ ZYCODA ถูกออกแบบให้เหมาะสมกับการทำงานของโรงงอุตสาหกรรม ภายใต้แนวคิดในการพัฒนา คือ Easy – ใช้งานง่าย และใช้งานได้ทุกที่ ผ่านคอมพิวเตอร์ มือถือ แท๊ปเลต โดยผู้ใช้สามารถเริ่มใช้งานได้ง่ายโดยไม่ต้องใช้เวลาในการเรียนรู้นาน Connectivity – ระบบสามารถเข้าไปเชื่อมต่อกับระบบอื่นอย่าง ERP ได้ทุกระบบ เพื่อให้การใช้งานง่าย สะดวก และเชื่อมโยงเป็นเนื้อเดียวกัน เช่น การเบิกอะไหล่ อะไหล่หมุนเวียน และการจัดซื้อจัดจ้างที่สามารถทำในระบบได้ในระบบเดียว Automate – ระบบสามารถต่อยอดไปสู่การทำ Automate Maintenance ได้ โดยสามารถเชื่อมต่อข้อมูลจากเครื่องจักร, Sensor, IIOT มาช่วยให้การทำงานซ่อมบำรุงสะดวกและง่ายขึ้น เปลี่ยนจากการดูแลเครื่องจักรแบบเสียแล้วซ่อม (Breakdown Maintenance) เปลี่ยนอะไหล่ตามอายุ (Time Base Maintenance) ไปเป็น การเปลี่ยนอะไหล่ตามการทำงานจริง (Metering Base Maintenance) และ การใช้ระบบ AI มาใช้ในการทำ Predictive Maintenance ทดแทนการเปลี่ยนอะไหล่ตามอายุ

2. Z-Sensor – Realtime Monitoring Platform

เป็นระบบการเชื่อมต่อข้อมูลจากเครื่องจักรผ่าน IIOT Platform ของ ZYCODA โดยเราจะเริ่มต้นตั้งแต่การจัดหารอุปกรณ์เซนเซอร์ที่ใช้ในการตรวจความผิดปกติของเครื่องจักรผ่านเซนเซอร์ประสิทธิภาพสูงที่ใช้ในการตรวจจับและเฝ้าระวังเครื่องจักรแบบทันที (Real Time Monitoring) ที่มีการตรวจวัดความสั้นสะเทือน, อุหภูมิเครื่องจักร และ มีระบบ AI ในการวิเคราะห์ความผิดปกติและแจ้งเจื่องอาการเสียหายเบื้องต้น หากมีความผิดปกติทางโปรแกรมจะแจ้งเตือนไปทางผู้ที่ได้รับมอบหมายผ่านทุกๆ platform ไม่ว่าจะเป็น มือถือ แทปเล็ค หรือคอมพิวเตอร์ เป็นต้นครับ

นอกจากนี้ยังมีระบบ IIOT Gateway ที่สามารถดึงข้อมูลจากเครื่องจักร หรือ เซนเซอร์อื่นๆ เข้ามาเก็บข้อมูลและใช้วิเคราะห์ร่วมกันกับเซนเซอร์ที่ใช้ในการตรวจความผิดปกติของเครื่องจักร (ความสั้นสะเทือน, อุหภูมิเครื่องจักร) เพื่อให้การตรวจจับความผิดปกติทำได้แม่นยำมากขึ้น  

3. Z-PAP – Predictive Analytics Platform

เป็นระบบที่จะเข้ามาช่วยให้กำทำงานซ่อมบำรุงสะดวก ง่าย และตรงจุดมากขึ้น ด้วยระบบการดูแลเครื่องจักรแบบ AI – Predictive Maintenance ที่ใช้งานได้ง่าย สามารถปรับแต่ง AI ได้เองให้เหมาะสมกับเครื่องจักรของโรงงานต่างๆ โดยที่ช่างซ่อมบำรุง หรือ วิศวกรสามารถทำได้ด้วยตัวเอง แต่คงประสิทธิภาพในการตรวจจับความผิดปกติของเครื่องจักรได้ออย่งแม่นยำ ภายใช้ Concept ของเรา คือ “Zero Code AI – Everyone Can Build AI”

โดยระบบ Z-PAP จะเข้ามาช่วยดูแลเครื่องจักรแทนคน เพื่อช่วยลดงานของพนักงานซ่อมบำรุง โดยจะสามารถบอกสิ่งสำคัญในการดูแลเครื่องจักร 3 อย่าง คือ แจ้งเตื่องเมื่อผิดปกติ บอกระยะเวลาคงเหลือการเสียหาย และ ปัญหาและวิธีการแก้ไขเบื้องต้น โดยระบบของเราถูกพัฒนาโดยวิศกร, Data Science ที่มีความชำนาญในโรงงานอุตสาหกรรม และ ทดสอบกับเครื่องจักรในโรงงานมาแล้วหลากหลายประเภท ที่จะเข้ามาช่วยเปลี่ยนการดูแลเครื่องจักรแบบเดิมสู่การดูแลเครื่องจักรแบบใหม่ (Smart Maintenance) ที่ใช้งานได้จริง และมีประสิทธิภาพ

ข้อดีและผลประโยชน์ที่โรงงานได้รับ

Machine Reliability

1. ช่วยยืดระยะเวลาเดินเครื่องจักร (Increased Equipment Uptime) 10-30%

2. ลดความเสียหายแบบไม่ได้วางแผนไว้ (Reduced Unplanned Downtime) 30-50%

3. ลดต้นทุนและค่าใช้จ่ายงานซ่อมบำรุง (Reduced Maintenance Costs) 10-30%

Administrative Automation

1. ลดเวลาในการเก็บข้อมูล (Reduce Time for Data Collection) 30-60%

2. ลดระยะเวลาการทำรายงาน (Reduce Time for Performance Report) 60-90%

3. ลดค่าใช้จ่ายด้านการบริหารจัดการ (Reduce Admin Costs) 30-60%

Monthly Performance

ตรวจพบเจอความผิดปกติของเครื่องจักรมากกว่า 14++ เคส

ลดการสุญเสียประมาณ 0.2 ล้านบาทต่อเคส

ช่วยเพิ่มผลกำไร 2.8 ล้านบาท

ตัวเลขเชิงลงทุน Payback Period < 0.05 Year

ลดค่า 20% fault negative

Business Impact

1. เพิ่มกำไรให้กับบริษัท (Increase Profit) 1-5%

2. เพิ่มกำลังการผลิตได้ (Increase Productivity) 3-7%

==================================

บทความนี้ขอขอบคุณ Sponsor ใจดีจากทาง Zycoda นะครับ หากสนใจระบบซ่อมบำรุงและวิเคราะห์กระบวนการผลิตที่ครบวงจรใช้งานง่ายสำหรับทุกคน สามารถติดต่อได้ตามช่องทางด้านล่างนะครับ

Website : https://zycoda.com/
e-mail : [email protected]
Tel : 062 591 0082, 083 653 5442

==================================

แล้วพบกับสาระดีๆแบบนี้ทางด้านงานช่าง งานวิศวกรรม และอุตสาหกรรมได้ที่ นายช่างมาแชร์ นะครับ

Website: www.naichangmashare.com
Facebook: https://www.facebook.com/naichangmashare/
Blockdit :  https://www.blockdit.com/naichangmashare
Instragram: https://www.instagram.com/naichangmashare/
Twitter: https://twitter.com/naichangmashare
Youtube: https://www.youtube.com/channel/UCmIPiSeg-uy4k8JYSmknp_g

#นายช่างมาแชร์ 

เทคโนโลยี IIoT Predictive Maintenance จาก Qonnect

0
เทคโนโลยี IIoT Predictive Maintenance จาก Qonnect
เทคโนโลยี IIoT Predictive Maintenance จาก Qonnect

IIoT ย่อมาจาก “Industrial Internet of Things” สำหรับใช้งานในในโรงงานอุตสาหกรรม ซึ่งเป็นการต่อยอดจากการใช้เทคโนโลยี IoT (Internet of Things) เป้าหมายหลัก คือการเชื่อมต่ออุปกรณ์และระบบอุตสาหกรรมเข้ากับอินเทอร์เน็ตหรือเครือข่าย เพื่อให้สามารถรวบรวมข้อมูลและใช้ข้อมูลนั้นในการวิเคราะห์ การจัดการ และการตัดสินใจที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น

IIoT มีการใช้งานในหลายภาคอุตสาหกรรม เช่น การผลิต การขนส่งและโลจิสติกส์ การบริการพลังงาน การเกษตร และอื่นๆ อีกมาก ซึ่งเทคโนโลยีนี้จะช่วยให้ธุรกิจสามารถเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิต ลดค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษา และปรับปรุงการบริการต่อลูกค้าได้ดีขึ้น ด้วยข้อมูลที่ถูกสร้างขึ้นจากเครื่องจักรและอุปกรณ์ต่าง ๆ ในกระบวนการอุตสาหกรรม เช่น เซ็นเซอร์ที่ติดตั้งในเครื่องจักรเพื่อตรวจจับความผิดปกติและความเสี่ยงที่เป็นไปได้ การเชื่อมต่ออุปกรณ์กับระบบคอมพิวเตอร์หรือระบบคลาวด์เพื่อการวิเคราะห์ข้อมูลและการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ และการใช้งานด้านซอฟต์แวร์และการประมวลผลข้อมูลเพื่อการจัดการและการควบคุมที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น

ซึ่งในบทความนี้จะมาแนะนำเทคโนโลยี IIoT สำหรับ Smart Factory โดย BIIC – Qonnect ซึ่งจะสามารถช่วยให้ที่ช่วยตรวจสอบ และเฝ้าระวังความผิดปกติของเครื่องจักรได้ล่วงหน้า จากการวิเคราะห์ด้วยเทคโนโลยี AI และ Machine Learning ซึ่งจะช่วยให้โรงงานของเพื่อนๆ ลดปัญหา ลดความสูญเสีย ทั้งเงิน เวลา และโอกาสมูลค่าหลายสิบล้าน ด้วยโปรแกรมใช้งานง่ายมากๆ จะเป็นอย่างไร เราไปดูรายละเอียดกันครับ

เทคโนโลยี IIoT (Industrial IoT) โดย BIIC – Qonnect

โปรแกรม Qonnect เป็นผู้นำด้าน Digital สำหรับงานอุตสาหกรรมยุค Smart Factory โดยมีความเชี่ยวชาญด้าน IoT อุตสาหกรรมและ AI ซึ่งเชื่อมระบบในโรงงานอุตสาหกรรม ด้วยการตรวจจับความผิดปกติ และการเพิ่มประสิทธิภาพ (Abnormaly Detection & Optimization) เพื่อปรับปรุงการตัดสินใจที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูล เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต การลดต้นทุน และการเติบโตที่ยั่งยืน

โดยเทคโนโลยี IIoT จากทาง Qonnect มีฟังก์ชั่นการทำงานโดยภาพรวมด้วยกัน 3 ฟังก์ชั่นคือ

1. IoT Smart Maintenance (Pdm Box)

อุปกรณ์ IoT Sensor แจ้งเตือนความผิดปกติล่วงหน้าก่อนเครื่องจักรหรือมอเตอร์เกิดการ breakdown ที่ประกอบไปด้วย sensors วัดค่า 3 ชนิดในตัวเดียว คือ Vibration , Temperature และ Alignment (X,Y,Z) มาพร้อมกับ AI Platform ที่ช่วย monitor ค่าต่างๆได้แบบ Real-Time และมีการวิเคราะห์ด้วย AI / Machine Learning model แบบ Pattern Recognitionในการ training ข้อมูล เพื่อสําหรับการทํา predictive maintenance

2. IoT Smart Sensor Solution (C-Box)

อุปกรณ์ที่สามารถช่วย convert ข้อมูล sensor เดิมที่ต้องจดบันทึก มาขึ้นออนไลน์ (IoT Convertor) เพื่อนํามาแสดงผลและมอนิเตอร์การ ทํางานได้อย่าง Real time ซึ่งมาพร้อมกับ Dashboard การแสดงกราฟสําเร็จรูป หรือสามารถนําข้อมูลขึ้นแสดงที่ระบบ PowerBI หรือ Excel ที่ทางโรงงานใช้อยู่ได้เช่นกัน – สามารถใช้กับ Sensor ต่างๆ อาทิ Power Meter, Temperature Sensor, Current Sensor เพื่อมอนิเตอร์ค่า ต่างๆว่ามีความผิดปกติหรือไม่

3. IoT Smart Production Solution (U-Box)

อุปกรณ์ที่ช่วยดึงข้อมูลจากเครื่องจักรได้โดยตรง ด้วยเทคโนโลยีการเชื่อมต่อข้อมูลจากเครื่องจักรด้วยวิธีพิเศษ (ผ่านใต้อนุสิทธิบัตรของ Qonnect) มาพร้อมกับระบบ Software ที่ช่วยแสดงข้อมูลการผลิตได้แบบ Real time , Status การทํางานของเครื่องจักร รวมถึงการนําข้อมูล ไปทํารายงานเพื่อการวิเคราะห์อย่างมีประสิทธิภาพ เช่น OEE report, Production Timeline Report, Breakdown & Downtime Report ,Overall daily report และมี function ในการแจ้งเตือนข้อมูลที่สําคัญให้กับทางผู้ปฏิบัติงาน

Qonnect – IoT Predictive Maintenance ที่ช่วย Detect ความผิดปกติของเครื่องจักรได้ล่วงหน้า จากการวิเคราะห์ด้วย AI และ Machine Learning

ปกติหน่วยงานซ่อมบำรุงรักษา หรือทีมงาน Maintenance จะต้องคอยรับมือกับปัญหากับเครื่องจักรในแต่ละวันมากมาย ทั้งงาน PM หรือ CM ต่างๆ ซึ่งเปรียบคือเหมือนเราจะไม่มีทางรู้ล่วงหน้าเลยว่า “เครื่องจักรตัวไหนจะพัง?” แล้ว “พังเพราะอะไร?”

แต่จะดีกว่าไหมถ้าเรามีเทคโนโลยีที่สามารถรู้ล่วงหน้าได้ว่า “เครื่องจักรจะพังเมื่อไหร่ และจากสาเหตุอะไร?”

IIoT Smart Maintenance ~ Qonnect

IIoT Smart Maintenance ทำงานอย่างไร ?

1. การติดตั้งระบบ (IIoT Installation)

ขั้นตอนแรกคือการทำการติดตั้งระบบเครือข่าย IIoT หรือ Industrial Internet of Things เพื่อเชื่อมต่อเครื่องจักร อุปกรณ์ และโรงงานให้เป็นหนึ่งเดียวกัน ด้วยระบบที่ใช้งานง่ายมากๆ แบบ Plug & Play สามารถติดตั้งเสร็จสิ้นอย่างง่ายดายภายใน 30 นาที และส่งข้อมูลของเพื่อนๆได้อย่างราบรื่นผ่านจุดเข้าใช้งาน

2. ทำการเชื่อมต่อระบบ (Connectivity Setup)

ทำการจัดเก็บข้อมูลอย่างปลอดภัยบนคลาวด์ (Cloud) ขจัดความจำเป็นในการลงทุนระบบเซิร์ฟเวอร์ที่แสนแพง

3. ทำการแสดงผล (Visualization Setup)

เชื่อมต่อข้อมูล และทำการแสดงผล (Visualization) ให้ข้อมูลเครื่องจักร และค่าต่างๆเข้าสู่ระบบและเข้าถึงเว็บแอปพลิเคชั่นได้อย่างสะดวก ด้วยมือถือ ,แท็บเล็ต หรือคอมพิวเตอร์จอแสดงผล

4. ระบบติดตามผลและแจ้งเตือน (Monitoring & Alert)

หลังจากนั้นก็จะมีระบบส่งรายงานข้อมูลแบบ Realtime Monitoring และแจ้งเตือนเมื่อเกิดความผิดปกติเมื่อเกินค่าที่ตั้งไว้ ทำให้ทีมซ่อมบำรุง หรือผู้ที่เกี่ยวข้องเข้ามาจัดการได้อย่างรวดเร็ว จากนั้น ระบบ Machine Learning (ML) จะทำการเรียนรู้ข้อมูลจากเครื่องจักร และโรงงานของเราเพื่อฝึกอบรม AI Model ประมาณ 90 วัน เพื่อเป็น AI model ที่จะช่วยเราทำ Predictive ได้อย่างแม่นยำ และมีประสิทธิภาพนั่นเองครับ

สรุปข้อดี-ข้อจำกัดของระบบ IIoT

  1. สามารถเชื่อมต่อระบบเครื่องจักร และโรงงานเป็นหนึ่งเดียวกัน
  2. สามารถ Real-Time Monitoring เครื่องจักรในโรงงาน
  3. สามารถแจ้งเตือน Alert หาผู้เกี่ยวข้องเพื่อแก้ปัญหาได้ตั้งแต่เนิ่นๆ ด้วยระบบ AI model ที่แม่นยำ
  4. ส่งผลให้ต้นทุนในการซ่อมบำรุงลดลง (Maintenance cost saving) จากประวัติที่เคยทำมา ROI ประมาณ 6 เดือน และประหยัดเงิน 1-30 ล้านบาท/ปี
  5. สามารถเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิต (Production) และความเชื่อมั่นในอุปกรณ์ (Reliability)
  6. ติดตั้งง่าย และสามารถนำไปใช้ในระบบได้อย่างรวดเร็ว

ช่องทางการติดต่อกลับ (Product Sales Channel)

Sales Engineer : 062-604-2603

Email : [email protected]

Website : https://www.qonnect.ai/

ข้อมูลเพิ่มเติม

แล้วพบกับสาระดีๆแบบนี้ทางด้านงานช่าง งานวิศวกรรม และอุตสาหกรรมได้ที่ นายช่างมาแชร์ นะครับ

Website: www.naichangmashare.com
Facebook: https://www.facebook.com/naichangmashare/
Blockdit :  https://www.blockdit.com/naichangmashare
Instragram: https://www.instagram.com/naichangmashare/
Twitter: https://twitter.com/naichangmashare
Youtube: https://www.youtube.com/channel/UCmIPiSeg-uy4k8JYSmknp_g

#นายช่างมาแชร์ 

Between Bearing Pump ปั้มอุตสาหกรรมขนาดใหญ่

0
Between Bearing Pump
Between Bearing Pump

หากพูดถึงปั้มขนาดใหญ่ที่มี Capacity สูงๆ เราจะต้องเลือกใช้ปั้มที่มีการออกแบบในการวางใบพัดตรงกลางระหว่าง Bearing หรือตรงตามชื่อเลยคือ Between Bearing นั่นเองครับ
.
ซึ่งการออกแบบในลักษณะนี้จะส่งผลให้ “ปั้มมีความแข็งแรง” และมี Rigidity ที่สูงมาก ทำให้สามารถรับแรงกระทำ หรือภาระ (Load) ได้มากนั่นเองครับ ซึ่งปั้มแบบนี้จะแข็งแรงแบบ Overhung pump แน่นอนครับ
.
แต่ก็จะมีข้อเสีย คือ จะมีราคาที่สูง และค่าซ่อมบำรุงที่แพงกว่าปกติ มากกว่าอย่างน้อย 2 เท่าแน่นอนครับ เพราะมี Bearing, Mechanical Seal เพิ่มขึ้นมาถึง 2 ตัวนั่นเองครับผม

แอมโมเนียก๊าซพิษอันตราย ดมไปถึงตายได้ เจอบ่อยๆในโรงงานทำความเย็น

0
แอมโมเนียก๊าซพิษอันตราย ดมไปถึงตายได้ เจอบ่อยๆในโรงงานทำความเย็น
แอมโมเนียก๊าซพิษอันตราย ดมไปถึงตายได้ เจอบ่อยๆในโรงงานทำความเย็น

แอมโมเนีย (Ammonia) คือ สารเคมีชนิดหนึ่ง ประกอบด้วย ธาตุไนโตรเจน (N) 1 อะตอม และไฮโดรเจน (H) 3 อะตอม โดยสูตรทางเคมี คือ NH3

แอมโมเนีย ถือเป็นก๊าซพิษ และมีความกัดกร่อนกัดกร่อน มีกลิ่นฉุนเฉพาะตัว ซึ่งเราสามารถสัมผัส กลิ่นแอมโมเนียได้หากมีความเข้มข้นมากกว่า 5 ppm หากเข้าไปเพียงเล็กน้อย จะทำให้น้ำตาไหล ออกฤทธิ์กระตุ้นหัวใจอย่างแรง และทำให้เสียชีวิตจากภาวะหัวใจล้มเหลวได้ง่าย!!!

ประโยชน์ของสารแอมโมเนีย:

(i) นิยมใช้สำหรับการทำความเย็น เนื่องจากมีราคาที่ถูกเมื่อเปรียบเทียบกับสารอื่น ๆ

(ii) นิยมนำมาใช้งานอย่างกว้างขวางในอุตสาหกรรมย้อมผ้า ยา เส้นใยสังเคราะห์ พลาสติก ปุ๋ย วัตถุระเบิด อุตสาหกรรมอาหารแช่แข็ง โรงกลั่นน้ำมัน และไอศกรีม

สรุปแอมโมเนียมีทั้งประโยชน์ แต่ก็มีความอันตรายต่อผู้ปฏิบัติงาน ดังนั้นควรมีมาตรการการตรวจสอบปริมาณแอมโมเนียในสถานที่ทำงานอยู่สม่ำเสมอเพื่อความปลอดภัยของผู้ปฏิบัติติงาน โรงงาน และสิ่งแวดล้อม

#นายช่างมาแชร์#แอมโมเนีย#ammonia#toxic#gas

เทคโนโลยีเครื่องตั้ง Alignment รุ่น AT400 เซ็นเซอร์ขั้นสูง 2 แกน

0

AT-400 เซ็นเซอร์ทรงพลังรุ่นใหม่ เครื่องตั้งศูนย์เพลาด้วยเลเซอร์ ทำงานผ่าน Tablet ได้ง่าย สะดวกใช้งานได้ทุกฟังก์ชัน ช่วงการวัดที่ขยายมากยิ่งขึ้น วัดได้ไกลถึง 20 เมตร+- ประสิทธิภาพสูง รับข้อมูลได้แม่นยำ มีทีมงานพร้อมสอนให้เข้าใจ ไร้กังวล

สัมผัสประสบการณ์การตั้งศูนย์เพลาที่เหนือระดับด้วย Laser shaft alignment AT-400 เครื่องมือตั้งศูนย์เพลา 2 แกน ที่เป็นนวัตกรรมใหม่ ที่จะปฏิวัติวงการ ด้วยความแม่นยำและประสิทธิภาพที่ไม่เคยมีมาก่อน ข้ามขีดจำกัดเดิมๆ และยกระดับการตั้งศูนย์เพลาของคุณไปอีกขั้น

เพิ่มพลัง และเสริมมาตรฐาน การผลิตและประสิทธิภาพด้วยเซ็นเซอร์ขั้นสูงและการวัดแบบ 2 แกนที่แม่นยำ ให้ผลลัพธ์ที่แม่นยำ อินเทอร์เฟซที่ใช้งานง่าย สำหรับผู้ใช้ทั่วไปก็สามารถเข้าใจได้ง่าย เพิ่มประสบการณ์ให้กับผู้ใช้งาน พึงพอใจมากยิ่งขึ้น ความแม่นยำที่ล้ำหน้าในขนาดที่กะทัดรัด พกพาสะดวก พบกับเซ็นเซอร์ 2 แกน ที่บางที่สุดในตลาด โดยมีน้ำหนัก 306 กรัม ด้วยช่วงการวัดที่ 20 เมตร ปฏิวัติการใช้งานที่มีความแม่นยำสูง

ขยายขอบเขตการตรวจจับ ด้วยเซ็นเซอร์ขนาดใหญ่ 20×20 มม. และความละเอียดสูง 0.001 มม. คุณจะได้สัมผัสกับการตรวจจับตำแหน่งที่แม่นยำและการวัดที่หลากหลายอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน

Softfoot คือสภาวะของเครื่องจักรทั้ง 4 ข้างไม่ได้อยู่ในระดับเดียวกัน เกิดจากขา หรือแท่นวาง ที่ชำรุด หรือสึกหรอไปตามการใช้งาน กำจัดปัญหา Soft foot อย่างง่ายดาย ด้วยฟังก์ SoftCheck™  เพื่อจัดตำแหน่งอย่างแม่นยำ เชื่อถือได้

  • Target values เฝ้าระวังอุณหภูมิของเครื่องจักรเพื่อลดผลกระทบที่จะก่อให้เกิดความเสียหายต่อเครื่องจักรด้วย Target values
  • Spacer Shaft Function ฟังก์ชั่นระยะห่างของเพลาเครื่องจักร จะใช้เมื่อมีการจัดตำแหน่งเครื่องจักรโดยใช้คัปปลิ้งแบบ membrane
  • Multiple Feet บางเครื่องจักร มีขาตั้งมากกว่าสองคู่ เพื่อการจัดตำแหน่งที่เหมาะสม ฟังก์ชัน Multiple Feet จะช่วยให้คุณ จัดการงานได้ง่ายขึ้น
  • VertiZontal™ ปรับแนวเครื่องจักรในทิศทางแนวนอนและแนวตั้งด้วยการเคลื่อนไหวเพียงครั้งเดียวด้วยคุณสมบัติ Acoem VertiZontal™ และประหยัดเวลาได้มาก

“คุ้มค่าทุกฟังก์ชันการใช้งานแบบครบ จบที่เครื่องเดียว เกิดมาเพื่อเครื่องจักรในทุกโรงงานและวงการอุตสาหกรรม”

Laser Shaft Alignment – AT400

More Information:

Contact Us:

website :https://www.faadtech.co.th/

Facebook : FAADTECH

Line : @FAADTECH

โทร : 061-519-8139

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
จัดการความเป็นส่วนตัว
  • คุกกี้ที่จำเป็น
    เปิดใช้งานตลอด

    ประเภทของคุกกี้มีความจำเป็นสำหรับการทำงานของเว็บไซต์ เพื่อให้คุณสามารถใช้ได้อย่างเป็นปกติ และเข้าชมเว็บไซต์ คุณไม่สามารถปิดการทำงานของคุกกี้นี้ในระบบเว็บไซต์ของเราได้

  • คุกกี้ที่จำเป็น

    ยินยอมใช้ Cookie สำหรับการติดตามการใช้งานเวปไซท์ นายช่างมาแชร์ เพื่อปรับปรุงคุณภาพของเนื้อหาและบริการ

บันทึกการตั้งค่า