หน้าแรก บล็อก

ระบบ CNC – Computer Numerical Control ในอุตสาหกรรม

0

“การควบคุมระบบ CNC คือเครื่องมือการผลิตและระบบอัตโนมัติที่ใช้คอมพิวเตอร์ควบคุมเพื่อสร้างรูปร่างวัสดุด้วยความแม่นยำและประสิทธิภาพสูง”

นายช่างมาแชร์
  • เป็นการใช้เทคโนโลยีขั้นสูงในการควบคุมการเคลื่อนไหวของเครื่องมือและเครื่องจักรในอุตสาหกรรมต่างๆ เช่น งานโลหะ งานไม้ และแม้แต่กาทำ 3D Printing ให้เป็นอัตโนมัติและแม่นยำ
  • บทความนี้จะเล่าถึงพื้นฐานของเทคโนโลยี CNC, ประวัติความเป็นมา และวิธีทำงาน

1. อะไรคือระบบ CNC (Computer Numerical Control)

Computer numerical control (CNC) – เป็นเทคโนโลยีที่ใช้คอมพิวเตอร์ควบคุมเครื่องจักรในกระบวนการผลิต โดยสรุปวิธีการใช้เทคโนโลยีขั้นสูงในการควบคุมการเคลื่อนไหวของเครื่องมือและเครื่องจักรในอุตสาหกรรมต่างๆ เช่น งานโลหะ งานไม้ และแม้แต่การพิมพ์ 3 มิติให้เป็นอัตโนมัติและแม่นยำ

ในการผลิตแบบดั้งเดิม ในการใช้เครื่องจักกลโรงงาน จำพวก เครื่องกลึง ไส กัด เจาะ ผู้ปฏิบัติงานที่มีทักษะทำงานด้วยตนเองเพื่อสร้างชิ้นส่วน หรือผลิตภัณฑ์ แต่ทว่าในระบบ CNC ก้าวไปอีกขั้น จะเป็นการใช้การเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์เพื่อแนะนำเครื่องมือเหล่านี้ด้วยความแม่นยำเป็นพิเศษ โดยเครื่อง CNC จะทำงานตามชุดคำสั่ง โดยการเขียนด้วยภาษาที่เรียกว่า G-code ซึ่งจะบอกเครื่องจักรถึงวิธีการเคลื่อนย้ายเครื่องมือ ความเร็วในการทำงาน และตำแหน่งที่จะตัด ครับ

โดยการทำงาน เพียงแค่ป้อนแบบของชิ้นงานที่เราต้องการลงในคอมพิวเตอร์ จากนั้นเครื่อง CNC จะอ่านการออกแบบและปฏิบัติตามคำแนะนำเพื่อแกะสลักรูปร่าง (กลึง ไส ตัด เจาะ) ด้วยกระบวนการทางเครื่องผลิตที่มีความแม่นยำสูง ซึ่งสามารถสร้างรูปร่างที่ซับซ้อนและซับซ้อนได้โดยอัตโนมัติซ้ำๆ กัน โดยไม่ต้องการคนทำงานเลยแม้แต่น้อย

ระบบ CNC ทำงานในระบบ closed loop และมีการตรวจสอบ และปรับกระบวนการตัดเฉือน (Manufacturing Process) ช่วยให้มั่นใจได้ถึงความถูกต้องแม่นยำ ด้วยการแก้ไขความเบี่ยงเบนใดๆ แบบเรียลไทม์ (realtime monitoring) ด้วยระบบ CNC แบบ Closed loop จะทำให้เครื่องจักร CNC บรรลุความแม่นยำที่สูงมากๆ โดยค่าพิกัดงานวัด จะวัดเป็นหน่วยไมโครมิเตอร์

และเทคโนโลยี CNC ยังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพโดยคนไม่จำเป็นต้องไปทำงาน และสามารถลดข้อผิดพลาดที่เกิดจากความเหนื่อยล้าของมนุษย์ โดยเครื่อง CNC จะมีความแม่นยำ ความแม่นยำระดับนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่ออุตสาหกรรมที่ต้องการส่วนประกอบคุณภาพสูง เช่น การบินและอวกาศ , ชิ้นส่วนเครื่องจักรกลที่ต้องการความเที่ยงตรงสูงๆ หรือในอุปกรณ์ทางการแพทย์

2. ประวัติของเครื่อง CNC (History of CNC Operations)

ประวัติความเป็นมาของการดำเนินงาน CNC เป็นเรื่องราวของนวัตกรรมที่ปฏิวัติอุตสาหกรรม โดยจุดกำเนิดของ CNC มีมาตั้งแต่กลางศตวรรษที่ 20

ในช่วงปลายทศวรรษที่ 1940 และต้นทศวรรษ 1950 วิศวกรเริ่มสำรวจวิธีทำให้การทำงานของเครื่องมือกลเป็นแบบอัตโนมัติ ขั้นตอนแรกเกี่ยวข้องกับการใช้เทปกระดาษเจาะเพื่อควบคุมการเคลื่อนที่ของเครื่องจักร ถือเป็นจุดเริ่มต้นการเปลี่ยนผ่านจากกระบวนการแบบแมนนวล (Manual) ให้ไปเป็นแบบกึ่งอัตโนมัติ (Semi-Automatic) อย่างไรก็ตาม ความก้าวหน้าที่แท้จริงเกิดขึ้นในช่วงปลายทศวรรษ 1950 เมื่อ John T. Parsons และทีมงานของเขาที่ Massachusetts Institute of Technology (MIT) พัฒนาวิธีการควบคุมเครื่องมือกลโดยตรงโดยใช้ข้อมูลดิจิทัล นวัตกรรมนี้วางรากฐานสำหรับเทคโนโลยี CNC สมัยใหม่

ในช่วงทศวรรษที่ 1960 ได้มีการนำเครื่องจักร CNC ไปสู่เชิงพาณิชย์ ระบบ CNC ในยุคแรกๆ จะมีขนาดใหญ่และมีราคาแพง โดยส่วนใหญ่ใช้ในอุตสาหกรรมการบินและอวกาศและยานยนต์เพื่อความแม่นยำและประสิทธิภาพ ในช่วงทศวรรษ 1970 ความก้าวหน้าของไมโครโปรเซสเซอร์และเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ได้นำไปสู่เครื่องจักร CNC ที่มีขนาดกะทัดรัดและราคาไม่แพงมากขึ้น ทำให้สามารถเข้าถึงอุตสาหกรรมต่างๆ ในวงกว้างได้

ทศวรรษที่ 1980 ถือเป็นจุดสำคัญเนื่องจากซอฟต์แวร์ CAD และ CAM เริ่มรวมเข้ากับระบบ CNC ทำให้การออกแบบสามารถสร้างแบบจำลองดิจิทัลและแปลงเป็นคำสั่ง CNC ได้โดยตรง ซึ่งทำให้กระบวนการออกแบบไปจนถึงการผลิตมีความคล่องตัวสูงมาก

ในช่วงปี 1990 และต้นทศวรรษ 2000 มีการปรับปรุงเพิ่มเติม รวมถึงการปรับปรุงภาษาการเขียนโปรแกรมและความสามารถแบบหลายแกน เครื่องจักร CNC มีความสามารถในการทำงานที่ซับซ้อน เช่น การกัด การกลึง การเจาะ และอื่นๆ โดยได้รับคำแนะนำจากคำสั่ง G-code ที่ซับซ้อนอีกด้วยครับ

โดยพื้นฐานแล้ว ประวัติความเป็นมาของการดำเนินงาน CNC แสดงให้เห็นวิถีแห่งความฉลาด และความก้าวหน้า โดยมีการพัฒนาจากระบบอัตโนมัติขั้นพื้นฐานไปสู่ส่วนสำคัญของการผลิตสมัยใหม่ การกำหนดรูปแบบอุตสาหกรรม และช่วยให้สามารถสร้างผลิตภัณฑ์ที่ซับซ้อนและแม่นยำได้อย่างมีประสิทธิภาพและความสม่ำเสมอ

3. เครื่องจักร CNC ทำงานอย่างไร ? (How does it work?)

ในระบบ CNC จะใช้ซอฟต์แวร์ CAD เพื่อออกแบบชิ้นส่วน หรือผลิตภัณฑ์แบบดิจิทัลก่อน ซอฟต์แวร์นี้สร้างพิมพ์เขียวที่มีรายละเอียด รวมถึงขนาดและรูปร่างที่ซับซ้อน การออกแบบดิจิทัลเหล่านี้จะถูกแปลเป็นคำสั่งที่เครื่องอ่านได้ ซึ่งเรียกว่า G-code ซึ่งกำหนดการเคลื่อนไหวและการทำงานของเครื่องจักร CNC

เพื่อให้เข้าใจได้ชัดเจนยิ่งขึ้น เราจะมาวิเคราะห์กระบวนการข้างต้นทีละขั้นตอนโดยใช้ตัวอย่างของเครื่องจักร CNC กันนะครับ

1. การออกแบบชิ้นส่วน (Designing the part)

การออกแบบชิ้นส่วน ขั้นแรก คุณต้องออกแบบชิ้นงาน โดยการสร้างจะใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ เช่น ซอฟต์แวร์วาดภาพ CAD, CAM

2. การเขียนโค้ด (Writing instructions ,G-code)

เพื่อให้โปรแกรมคอมพิวเตอร์จะแปลการออกแบบชุดคำสั่งพิเศษที่เรียกว่า G-code คำแนะนำเหล่านี้จะบอกเครื่อง CNC อย่างชัดเจนถึงวิธีการเคลื่อนย้ายและสิ่งที่เครื่อง CNC ต้องทำ

3. การตั้งค่าเครื่องจักร (Setting up the machine)

การตั้งค่าเครื่องจัก สำหรับการโหลดแบบของชิ้นงานวัสดุ เช่น โลหะหรือพลาสติก ลงในเครื่อง CNC โดยการติดเครื่องมือตัดเข้ากับแขนของเครื่องจักร

4. การรันโปรแกรม (Running the program)

การรันโปรแกรม เมื่อเราเริ่มต้นสตาร์ทเครื่อง CNC และป้อนคำสั่ง G-code เครื่องอ่าน จะเป็นการเริ่มต้นเริ่มเคลื่อนย้ายเครื่องมือตัดอย่างแม่นยำตามรหัส

5. การตัดเฉือน และผลิตชิ้นงาน (Making the cuts)

เครื่องมือตัด (Cutting Tools) จะเคลื่อนที่ไปรอบๆ วัสดุบางส่วนสามารถตัดและสร้างรูปร่างของชิ้นงานได้อย่างแม่นยำใน G-code กำหนดตารางเลื่อนจากด้านหนึ่งไปอีกด้านขึ้นและลงและระบบควบคุมเพื่อสร้างรูปทรงต่างๆ

6. ความเที่ยงและความแม่นยำPrecision and accuracy

เครื่อง CNC มีความแม่นยำสูงมากๆ และสามารถตัดขนาดให้เล็กกว่าความกว้างของเส้นผมมนุษย์ได้ ความแม่นยำนี้วัดเป็นหน่วยต่างๆ เช่น ไมโครเมตร (µm) หรือหนึ่งในพันของนิ้ว (mil) เลยทีเดียว

7. กระบวนการอัตโนมัติ (Automated process)

เมื่อตั้งค่าโปรแกรมแล้ว เครื่อง CNC สามารถทำซ้ำขั้นตอนเดียวกันได้อย่างต่อเนื่อง โดยสร้างชิ้นส่วนที่เหมือนกัน สิ่งนี้มีประโยชน์ในการทำชิ้นส่วนหลายชิ้นที่ต้องเหมือนกัน

8. รูปทรงที่ซับซ้อน (Complex shapes)

เครื่อง CNC สามารถสร้างรูปทรงที่ซับซ้อนซึ่งเป็นเรื่องยากมากที่จะสร้างด้วยมือ นี่คือสาเหตุว่าทำไมเครื่องจักร CNC จึงถูกนำมาใช้ทำสิ่งต่างๆที่มีความซับซ้อนได้อย่างมากมาย เช่น ชิ้นส่วนเครื่องยนต์ของรถยนต์ หรือของตกแต่งที่เป็นโลหะอย่างละเอียด

9. จบชิ้นงานและได้ผลิตภัณฑ์ (Finished product)

หลังจากที่เครื่อง CNC ทำงานเสร็จแล้ว เราก็จะได้ชิ้นส่วนที่เสร็จสมบูรณ์แล้ว ซึ่งจะตรงตาม CAD/CAM ที่เราได้ออกแบบไว้ตามข้อ.1 นั่นเอง

เทคโนโลยี Automation Warehouse ที่ทำให้คลังสินค้าลดการพึ่งพามนุษย์

0

จากข้อมูลของ McKinsey ในปี 2022 พบว่า 23% ของผู้นำด้านการค้าปลีกและสินค้าอุปโภคบริโภคคาดว่าจะลงทุนมากกว่า 500 ล้านดอลลาร์ในด้านระบบ Warehouse อัตโนมัติในอีกห้าปีข้างหน้าและอีก 23% คาดว่าจะลงทุนระหว่าง 100 ถึง 499 ล้านดอลลาร์

การลงทุนที่เพิ่มขึ้นในหุ่นยนต์คลังสินค้าสะท้อนให้เห็นถึงพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไปในปี 2022 มีการส่งคืนสินค้าประมาณ 16.5% คิดเป็นมูลค่าสินค้า 816 พันล้านดอลลาร์ลูกค้าคาดหวังว่าการคืนสินค้าเหล่านี้จะไม่มีค่าใช้จ่ายและระยะเวลาในการจัดส่งจะสั้นผู้บริโภคยุคใหม่เกือบครึ่งหนึ่งละทิ้งรถเข็นเนื่องจากลำดับเวลาในการจัดส่งที่สินค้านั้นยาวเกินไปและมากกว่าครึ่ง (53%) กล่าวว่าพวกเขายินดีจ่ายมากขึ้นเพื่อการจัดส่งที่รวดเร็วยิ่งขึ้น

การตอบสนองที่รวดเร็วถือเป็นความยุ่งยากที่จำเป็นต้องใช้ประสิทธิภาพสูงสุดในระบบคลังสินค้ารวมถึงการปฏิบัติตามคำสั่งซื้อทั้งกลางวันและกลางคืนระบบ Warehouse อัตโนมัติเป็นคำตอบที่เป็นไปได้สำหรับเงื่อนไขของผู้บริโภคและหุ่นยนต์สามารถทำงานได้ตลอด 24 ชั่วโมงต่อวันและเจ็ดวันต่อสัปดาห์โดยมีการบำรุงรักษาเพียงเล็กน้อยเท่านั้น

ทำความรู้จักกับเทคโนโลยี  Automation Warehouse

ระบบ Automation Warehouse เป็นระบบการจัดการคลังสินค้าที่ครอบคลุมหลายส่วน (หรือครบวงจร) ตั้งแต่การป้อนข้อมูลพื้นฐาน การรับสินค้าเข้าคลัง การจัดเก็บสินค้า รวมถึงการเตรียมสินค้าเพื่อรอการจัดส่งสินค้าแบบอัตโนมัติ
โดยบูรณาการเทคโนโลยี 2 ส่วนหลักๆ ได้แก่ 

1. ด้านกระบวนการทำงาน

หลักๆแล้วจะประยุกต์ใช้ระบบฐานข้อมูล และ นำข้อมูลนั้นๆมาวิเคราะห์และแสดงผล เช่น การติดตามสถาณะสินค้า , ความเคลื่อนไหวของสินค้า , การบันทึกสินค้าคงคลัง ต่างๆเป็นต้น

2. ด้านกายภาพจะประยุกต์ใช้ระบบหุ่นยนต์


ด้านกายภาพจะประยุกต์ใช้ระบบหุ่นยนต์ หรือ กลไกต่างๆในการลำเลียงสินค้าเข้าหรือออกจากคลังสินค้า


ส่วนประกอบของ Automation  Warehouse 

1. ระบบชั้นวางสินค้า (Racking System)

เป็นระบบชั้นวางสินค้าซึ่งมีความสำคัญอย่างมากในการบริหารพื้นที่ในการจัดเก็บสินค้า ความสะดวกสบายในการนำสินค้าเข้าออกจากชั้นวางเก็บสินค้า รวมทั้งยังต้องคำนึงถึงความปลอดภัยในการนำสินค้าไปวางที่ชั้นวางสินค้าอีกด้วย ซึ่งระบบคลังสินค้าอัตโนมัติ จำเป็นที่จะต้องออกแบบให้หุ่นยนต์สามารถวิ่งเข้าออกในแต่ละชั้นวางสินค้าได้

2. ระบบขนถ่ายวัสดุ (Material Handling System)

เป็นระบบที่อำนวยความสะดวกในการขนย้ายสินค้าเข้าออกจากคลังสินค้าโดยอาจรวมถึง การบรรจุหีบห่อ , การเก็บรักษา ซึ่งระบบคลังสินค้าอัตโนมัติอาจมีการประยุกต์ใช้ชุดหุ่นยนต์แขนกลในการหยิบสินค้า ตรวจสอบสินค้า หรือนำสินค้าใส่ลงในบรรจุภัณฑ์

3. ระบบลำเลียง (Conveyor System)

เป็นระบบลำเลียงสินค้าไปยังส่วนต่างๆ ซึ่งชนิดของสายพานมีหลากหลายแบบให้เลือกเพื่อความเหมาะสมในการลำเลียงสินค้า

4. ระบบบริหารจัดการคลังสินค้า (WMS: Warehouse Management System)

เป็นระบบที่ออกแบบมาเพื่อจัดการคลังสินค้า สามารถรวมได้ถึง การบันทึกสินค้าเข้าออก จำนวนสินค้าคงคลัง ติดตามสถาณะสินค้า ระบบแจ้งเหตุต่างๆ ระบบแสดงผลต่างๆเป็นต้น

ข้อดีของการใช้งาน Warehouse อัตโนมัติ

1. ระบบ warehouse อัตโนมัติสามารถรองรับความต้องการของตลาดได้ถึง 24 ชั่วโมง ใน 7 วันทำการซึ่งสามารถตอบสนองกับคำสั่งซื้อของลูกค้าได้ตลอดเวลา

2. ความสามารถ Scale ได้ดี เช่นในช่วงเทศกาลวันหยุด (High season) จะต้องการพนักงานเพิ่มเพื่อรับคำสั่งซื้อพร้อมทั้งดำเนินการอำนวยความสะดวกให้ผู้บริโภคและเติมสต็อกสินค้า ทาง Warehouse ยังต้องรักษาจำนวนพนักงานให้เพียงพอกับช่วงวันหยุดดังกล่าวซึ่งหากกลับมาเป็นช่วงเวลาปกติ (Low season) การรักษาจำนวนพนักงานที่เท่าเดิมก็คงไม่ใช่เหตุผลที่ดี ซึ่งหากใช้งานหุ่นยนต์อัตโนมัติอาจอาศัยการเพิ่มจำนวนหุ่นยนต์หรือเช่าหุ่นยนต์มาเพิ่มชั่วคราวได้

3. ลดงานที่ซ้ำซ้อนโดยอาศัยระบบ Warehouse อัตโนมัติมาใช้งานแทน

ข้อจำกัดของการใช้งาน Warehouse อัตโนมัติ

1.เงินลงทุนเริ่มต้นค่อนข้างสูง

2.ผู้ดูแลอาจต้องเข้าใจในระบบหุ่นยนต์และการใช้งานระบบ Digital 

แนวทางในการรับมือกับข้อจำกัดของการใช้งาน Warehouse อัตโนมัติ

การดำเนินการทีละส่วน (Phase)นำระบบอัตโนมัติไปใช้ในระยะต่างๆโดยมุ่งเน้นไปที่พื้นที่ซึ่งใช้แรงงานสูงเป็นอันดับแรกซึ่งจะลดค่าใช้จ่ายจากการทำงานล่วงเวลาและลดการผิดพลาดจากคนได้

การใช้ประโยชน์จากโครงสร้างพื้นฐานที่มีอยู่คิดและตัดสินใจในการใช้ระบบให้มีประสิทธิภาพโดยอาศัยโครงสร้างพื้นฐานที่มีอยู่ซึ่งช่วยลดความจำเป็นในการปรับเปลี่ยนโครงสร้างที่มีค่าใช้จ่ายสูง

มองหาคำแนะนำจากที่ปรึกษาปรึกษากับผู้เชี่ยวชาญในระบบอัตโนมัติและการออกแบบคลังสินค้และดูแลระบบ warehouse อัตโนมัติประสบการณ์ของพวกเขาสามารถให้ข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับโอกาสในการประหยัดต้นทุนข้อผิดพลาดที่อาจเกิดขึ้นและกลยุทธ์ในการเพิ่มประสิทธิภาพและประสิทธิผลของโครงการระบบอัตโนมัติให้สูงสุด

Robotics Palletizingตัวช่วยในระบบการผลิตและผลกำไรของบริษัท

0

Robot Palletizing เป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมที่เติบโตอย่างรวดเร็วในสายงานระบบอัตโนมัติซึ่งมีส่วนช่วยในการเพิ่มขีดความสามารถในการผลิตและช่วยลดรายจ่ายของพนักงานได้

Palletizing คืออะไร? 

Palletizing คือกระบวนการในการหยิบจับ หรือ ขนส่งสินค้า packaging จากสถาณที่ใดสถาณที่หนึ่งไปสู่อีกสถาณที่หนึ่ง หรือสามารถจับซ้อนสินค้า packaging เป็นชั้นๆบน pallet ได้ ซึ่งโดยปกติแล้วจะเป็นขั้นตอนสุดท้ายของกระบวนการผลิตในโรงงานก่อนที่จะขนส่งสินค้าไปยังผู้บริโภค ซึ่ง ณ ปัจจุบัน เราสามารถประยุกต์ใช้หุ่นยนต์ในการทำงานอย่างเป็นอัตโนมัติ

อุตสาหกรรมที่เหมาะสมในการใช้งาน Robotics Palletizing 

การประยุกต์ใช้งานมีหลากหลายแต่ที่นิยมนำ Robotics Palletizing มาใช้ส่วนใหญ่จะอยู่ในอุตสาหกรรมดังนี้ 

  • อุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม
  • อุตสาหกรรมปิโตรเคมี
  • อุตสาหกรรมยา
  • อุตสาหกรรมค้าปลีก 
  • ระบบคลังจัดเก็บสินค้าและขนส่ง

โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากสินค้ามีจำนวนมากและเคลื่อนย้ายบ่อย การประยุกต์ใช้งาน Robotics Palletizing สามารถช่วยลดภาระงานของพนักงานในการนำสินค้าเข้าสู่บรรจุภัณฑ์และจัดเรียงสินค้าบน pallet ได้ และยังสามารถทำงานได้ตลอด 24 ชั่วโมง

ประเภทของระบบ Robotic Palletizer

Robotic Palletizer จะแบ่งเป็น 4 ประเภทหลักๆ ด้วยกันคือ

1. Cartesian

Cartesian robot เป็นหุ่นยนต์ที่พบเห็นได้ทั่วไปและมีความเรียบง่ายไม่ซับซ้อน ลักษณะการทำงานจะเคลื่อนที่เป็นเส้นตรงตามแนวแกนทั้ง 3 คือ ขึ้น ลง ซ้าย ขวา มีข้อเสียคือต้องใช้พื้นที่ในการติดตั้งมาก และไม่สามารถใช้กับงานที่มีความละเอียดอ่อนได้

2. SCARA

SCARA หรือ Selective Compliant Articulated Robot Arm เป็นหุ่นยนต์จัดเรียงสินค้าที่ใช้งานทั่วไปในสายการผลิตมีขนาดเล็ก มีความเร็วและความแม่นยำสูงกว่า Cartesian robot  เหมาะสำหรับงานที่ใช้ความละเอียดอ่อนสูง หรือสายการผลิตตั้งแต่ 1 ถึง 3 ไลน์ ที่อัตราเร็วในการจัดวางสินค้า 20 ครั้งต่อนาที ลักษณะการทำงานของ SCARA robot จะเคลื่อนที่ด้วยการหมุนแขนหุ่นยนต์ไปมารอบแกนหมุน และจะมีเป็นข้อเสียตรงที่จะมีระยะการทำงานที่ค่อนข้างจำกัด

3. Articulated

Articulated robot เป็นหุ่นยนต์ที่ออกแบบมาเพื่อเลียนแบบการเคลื่อนไหวของแขนมนุษย์ มีการหมุนหลายจุด ทำให้สามารถเคลื่อนที่ได้อย่างยืดหยุ่น จัดเป็นหุ่นยนต์จัดเรียงสินค้าที่มีประโยชน์หลากหลายในกระบวนการผลิต ไม่ว่าจะเป็นหยิบจับ ยกของ งานเชื่อม งานตัด และจัดเรียงสินค้า เนื่องจากสามารถทำงานได้รวดเร็วและสามารถปรับเปลี่ยนปลายอุปกรณ์หยิบจับสินค้าได้ จึงสามารถใช้งานได้กับสินค้าหลากหลายประเภท นอกจากนั้น Articulated robot ยังสามารถรองรับน้ำหนักบรรทุกได้สูงถึงเกือบ 1,000 กิโลกรัมเลยทีเดียว (น้ำหนักรวมปลายอุปกรณ์หยิบจับ)

ซึ่งความสามารถในการจัดเรียงสินค้าของหุ่นยนต์ประเภท Articulated robot นั้น สามารถทำได้สูงสุดถึง 4 สายการผลิตในเวลาเดียวกัน ทำให้ได้รับความนิยมมาก แต่หากเป็นกรณีที่มีแค่เพียง 1 สายการผลิต Articulated robot จะสามารถทำงานที่น้ำหนัก 22-27 กิโลกรัม ด้วยอัตราเร็วในการจัดเรียงสูงถึง 25 ครั้งต่อนาที (ปฏิบัติงานแบบยก 1 ครั้ง วาง 1 ครั้ง) โดยลักษณะการทำงานของ Articulated robot จะเป็นการเคลื่อนที่แบบหมุนของทั้งตัวแท่น และแขนอุปกรณ์หยิบจับสินค้าได้พร้อมๆ กันตั้งแต่ 3 จุดขึ้นไป

4. Gantry

Gantry robot เป็นอุปกรณ์จัดเรียงสินค้าที่หากเทียบกับทั้ง 3 ประเภทด้านบนแล้ว จะทำงานช้าที่สุด แต่จะมีประโยชน์ในแง่ของการจัดเรียงสินค้า หรือยกสินค้าที่มีปริมาณมากๆ ในคราวเดียว หรือผลิตภัณฑ์ที่มีน้ำหนักสูงมาก เนื่องจากโครงสร้างเป็นแบบเสาสองข้างและมีคานตรงกลาง หุ่นยนต์จัดเรียงสินค้าประเภทนี้จะได้รับความนิยมน้อยกว่าประเภทอื่นๆ เนื่องจากมีราคาสูง

ผลประโยชน์ที่ได้จากการประยุกต์ใช้ Robotics Palletizing

  • ความรวดเร็วและต่อเนื่อง – สามารถรับปริมาณงานจำนวนมากได้อย่างต่อเนื่องโดยไม่มีการหยุดพัก ซึ่งใช้เวลาต่อ package คงที่ สามารถนำไปวางแผนและกำหนดกลยุทธ์ทางธุรกิจได้
  • ลดความเสี่ยงจากการบาดเจ็บของพนักงาน – การทำงานซ้ำๆหรือเคลื่อนไหวด้วยท่าทางซ้ำๆอาจเกิดอาการการบาดเจ็บของพนักงานได้ หรือ การลื่นล้มสะดุดจากการเคลื่อนที่ของพนักงาน ซึ่งการนำ Robotics Palletizing จะมาช่วยลดการบาดเจ็บของพนักงานได้
  • คุณภาพของงานมีความสม่ำเสมอ – ซึ่ง Robotics Palletizing ไม่มีความล้าจากการทำงาน ส่งผลให้คุณภาพสินค้าที่จะส่งมอบมีความคงที่

ประเภทของเครื่องกลในโรงงานอุตสาหกรรม (Machine Tools)

0
A-horizontal-CNC-milling-machine-performing-a-milling-operation-on-a-metal-part
A-horizontal-CNC-milling-machine-performing-a-milling-operation-on-a-metal-part

เครื่องกลโรงงาน หรือ Machining เป็นกระบวนการผลิตรูปแบบหนึ่งโดยนิยามคือการที่มีการนำเนื้อวัสดุ (Material) ออกจากเนื้อชิ้นงาน (Workpiece) ด้วยเครื่องมือตัดเฉือน (Cutting tools) เพื่อเปลี่ยนชิ้นงานให้เป็นรูปร่างตามที่ต้องการ โดยการพัฒนาของเครื่องกลโรงงานมีการพัฒนาที่ค่อนข้างช้าในช่วงสิบปีให้หลัง ซึ่งลักษณะของการออกแบบยังคงคล้ายคลึงกันในปี 90 โดยปัจจุบันเทคโนโลยีเครื่องกลโรงงานที่ล้ำสมัยสุดจะเป็นอุปกรณ์เครื่องจักร CNC ที่สามารถผลิตชิ้นงานที่ให้ความแม่นยำ และซับซ้อน

โดยปัจจุบันมีเครื่อวงจักรกลโรงงาน และเครื่องมือตัดเฉือนมากมายหลายร้อยชนิด ซึ่งสามารถผลิตชิ้นงานได้หลากหลายรูปแบบ ทั้งขนาดเล็กจนถึงใหญ่ น้ำหนักน้อยๆจนถึงมากๆ วัสดุมากมายหลากหลาย แต่ถ้าหากจะให้แบ่งประเภทของเครื่องจักรกลในโรงงานว่ามีกี่ประเภททางนายช่างมาแชร์ขอแบ่งออกเป็น 7 ประเภทหลักๆ ตามลักษณะการทำงานตัดเฉือนของเครื่องจักรกันนะครับ

1. การกลึง (Turning)

การกลึง หรือ Turning คือ การที่เอาเนื้อวัสดุออกด้วยการหมุนชิ้นงานด้วยความเร็วรอบสูงๆ (High RPM) ขณะที่อุปกรณ์ตัดเฉือน หรือ มีดกลึง จะอยู่กับที่และมีจุดตัดจุดเดียว (Single-point Cutting Tools) ดังนั้นรูปร่างชิ้นงานที่ออกมาหลังจากการกลึงจะมีลักษณะกลมมน หรือทรงกระบอก (Round, Tubular, or Cylindrical in Shape) โดยอุปกรณ์เครื่องจักรกลที่ทำการกลึง ก็คือ เครื่องกลึง (Lathe ; Turning Machine) นั่นเองครับ

การกลึงถือเป็นกระบวนการผลิตชิ้นงานที่เก่าแก่ที่สุด เนื่องจากมีการใช้งานมาตั้งแต่สมัยยุคอียิปต์ (Egyptians) และถือเป็นต้นแบบของกระบวนการผลิตแบบอื่นๆอีกด้วยครับ

ภาพตัวอย่างเครื่องกลึง (Lathe)
ภาพตัวอย่างการกลึงชิ้นงาน

2. การกัด (Milling)

การกัดชิ้นงาน จะทำโดยใช้เครื่องกัด (Milling Machine) โดยจะเป็นการนำเนื้อวสดุของชิ้นงานออก โดยการจัดยึดชิ้นงานซึ่งสามารถเคลื่อนตัวได้ (Fixture and Feeding) และใช้มีดกัดที่เป็นอุปกรณ์ตัดเฉือนที่หมุนด้วยความเร็วสูงกัดเนื้อชิ้นงานออก ซึ่งเป็นกระบวนการแบบ Multi-point cutting ซึ่งสามารถสร้างชิ้นงานให้เป็นรูปร่าง เรียบ, ทำร่อง, ทำบ่า ต่างๆ (Flat surface, Shoulder, Incline surface, divetails, T-Slots)

ซึ่งกระบวนการกัดถือเป็นกระบวนการพื้นฐานที่นิยมมากๆในโรงงานอุตสาหกรรม เนื้องจากทำได้ไว และสามารถผลิตชิ้นงานได้หลากหลายรูปร่างมากๆ แต่ข้อเสียก็คือ ความแม่นยำอาจจะไม่สูงมากนัก เนื่องจากมีค่า Degree of Freedom ค่อนข้างสูงนั่นเองครับ

3. การเจียระไน (Grinding)

การเจียระไน หรือที่เราชอบเรียกกันสั้นๆว่า “การเจียร์” คือการที่ให้ชิ้นงานให้ไปสัมผัสกับเครื่องมือตัดเฉือน ซึ่งในที่นี้ก็คือหินเจียร์โดยหินเจียร์ ที่มีคุณสมบัติแข็งและสาก จะหมุนด้วยความเร็วรอบสูง (Rotating Abrasive Wheel) เพื่อนำเนื้อวัสดุออกตามที่เราต้องการ โดยเครื่องจักรกลเราจะเรียกว่า เครื่องเจียร์ หรือ Milling Machine นั่นเองครับ

โดยกระบวนการเจียร์นั้นจะมีความแม่นยำ (Accuracy)และได้ผิวของเนื้อชิ้นงาน (Roughness) ที่สูงมากๆ โดยค่าความแม่นยำอยู่ที่ +/- 0.025 mm เลยทีเดียว และสามารถผลิตชิ้นงานได้หลากหลายรูปร่างอีกด้วยครับ

4. การเลื่อยและการแทงขึ้นรูป (Broaching)

จริงๆหากพูดถึงกระบวนการเลื่อย และการแทงขึ้นรูป เราอาจจะคิดว่ามันเป็นคนละกระบวนการกัน แต่ทว่าหากเราแบ่งตามลักษณะการตัดเฉือนเนื้อวัสดุออก เราจะเรียกรวมกนะบวนการทั้งสองนี้ว่า Broaching นั่นเองครับ โดยกระบวนการ Broaching คือ การที่เครื่องจักรนำเนื้อวัสดุออกด้วยการใช้อุปกรณ์การตัดเฉือน (Cutting Tools) ที่มีลักษณะเป็นฟัน (Broach) ตัดเฉือนโดยการเคลื่อนที่ผ่านชิ้นงานซึ่งอาจจะเป็นการเคลื่อนที่ครั้งเดียว หรือการเคลื่อนที่กลับไปกลับมา

ซึ่งหากแบ่งประเภทของกระบวนการ Broaching ตามลักษณะการเคลื่อนที่แล้วจะแบ่งได้เป็น 2 แบบคือ

  1. การเคลื่อนที่แบบเส้นตรง (Linear)
  2. การเคลื่อนที่แบบหมุน (Rotary)
ภาพตัวอย่างเครื่องเรื่อย
ภาพตัวอย่างเครื่องแทงขึ้นรูป

5. การไส (Planner/Shaper)

กระบวนการไส คือการที่เรานำเนื้อวัสดุด้วยการเคลื่อนของอุปกรณ์ตัดเฉือน หรือ มีดไส เป็นเส้นตรง (Linear Motion) และวิ่งกลับไปกลับมา (Oscillating) โดยขาไปมัดไสจะกินเนื้อวัสดุ แต่ช่วงจังหวะชักกลับมีดไสจะหลบชิ้นงานอัตโนมัติ และชิ้นงานก็จะถูกป้อนเข้ามาเรื่อยๆตามจังหวะการไส โดยการไสถือเป็นการตัดเฉือนแบบ Single Point Cutting โดยนิยามของคำว่า Shaper จะมีการไสที่ยาวถึง 36 นิ้ว แต่ Planner จะมีระยะที่ยาวกว่าถึง 50 ฟุต

6. เครื่องเจาะ (Drilling)

การเจาะ คือ การนำเนื้อชิ้นงานออกโดยการใช้การหมุนตัดเนื้อวัสดุของอุปกรณ์การตัด หรือ ดอกสว่าน เพื่อจะสร้างรูในเนื้อชิ้นงาน ซึ่งสามารถสร้างรูปร่างได้ทั้ง reaming, boring, counterboring, countersinking, และการทำเกลียวใน

เตรียมรับมือ Cooling Tower ให้พร้อมสำหรับหน้าร้อน

0
เตรียมรับมือ Cooling Tower ให้พร้อมสำหรับหน้าร้อน
เตรียมรับมือ Cooling Tower ให้พร้อมสำหรับหน้าร้อน

ฤดูร้อนและร้อนมาก เริ่มมาเยือนประเทศไทยแล้ว ยิ่งช่วงเดือนเมษาเป็นเดือนที่ประเทศไทยร้อนที่สุด ตอนนี้อุณหภูมิพุ่งสูงไปถึง 50 องศากันเลย ซึ่งอุณหภูมิที่สูงขึ้นนี้ ส่งผลกระทบต่อสิ่งมีชีวิตทุกชนิด ตลอดจนอุปกรณ์เครื่องมือต่างๆ ทำให้เกิดปัญหาตามมาได้ เช่น หากเป็นสิ่งมีชีวิตก็อาจจะเกิดปัญหาสุขภาพหรือส่งผลต่ออาการของโรคประจำตัว ส่วนอุปกรณ์ เครื่องมือหรือเครื่องจักร อาจมีผลต่อประสิทธิภาพการทำงานลดลง ทำงานได้ไม่เต็มกำลัง

โดยเฉพาะอุปกรณ์ เครื่องจักร ที่มีระบบการทำงานเกี่ยวข้องกับอุณหภูมิ มีการติดตั้งอยู่กลางแจ้ง อย่างเช่น คูลลิ่งทาวเวอร์ อาจมีผลกระทบพอสมควร ดังนั้นการเตรียมตัวในการดูแลตนเองหรืออุปกรณ์เครื่องมือ เพื่อรับมือกับสภาพอากาศที่ร้อนมากเป็นเรื่องสำคัญนะครับ

การเตรียม Cooling Tower ให้พร้อมรับมือกับหน้าร้อนที่กำลังมาเยือนประเทศไทยนั้นหรือจริงๆ จะเรียกได้ว่าหน้าร้อนไม่เคยหายไปจากประเทศไทยเลย มีแต่ร้อนกับร้อนมากขึ้น การเตรียมความพร้อมจึงเป็นเรื่องสำคัญ เพื่อป้องกันปัญหาที่จะเกิดตามมาได้ 

วิธีการเตรียมคูลลิ่งทาวเวอร์ให้พร้อม 

1. ตรวจสอบระบบของคูลลิ่งทาวเวอร์

ตรวจสอบว่าระบบของ Cooling Tower ทำงานอย่างถูกต้องหรือไหม โดยการตรวจสอบระบบการทำงานทั้งหมดภายในคูลลิ่งทาวเวอร์ ทั้ง Rotating Part และ Static Part อย่างเช่น ตรวจสอบการทำงานของใบพัดคูลลิ่งทาวเวอร์หรือตรวจสอบท่อกระจายน้ำว่ามีการรั่วไหลหรือมีความเสียหายใดๆ ที่อาจส่งผลกระทบต่อประสิทธิภาพของระบบคูลลิ่ง

2. Preventive Maintenance (PM)

ทำการซ่อมบำรุงและตรวจสอบการปรับตั้งค่าอุปกรณ์ Rotating ให้ทำงานอยู่ในระดับที่เหมาะสม เพราะสำหรับอุปกรณ์ Rotating ในคูลลิ่งทาวเวอร์เป็นอุปกรณ์สำคัญ หากเกิดความเสียหายอาจส่งผลกระทบต่ออุปกรณ์ส่วนอื่นได้

ภาพที่ 1 : ซ่อมบำรุงและตรวจสอบการปรับตั้งค่าอุปกรณ์ Rotating

3. รักษาความสะอาด

การรักษาความสะอาดของ Cooling Tower โดยเฉพาะแผงระบายความร้อนหรือที่เราเรียกกันว่า Fill pack หากมีการใช้งานมานานแล้วอาจเกิดตะกรัน(Fouling) ขึ้นได้ ทำให้พื้นที่แลกเปลี่ยนความร้อนลดลง จะต้องทำการล้างด้วย High-pressure water jet หรือถ้ามีตะกรันเยอะ จะต้องเปลี่ยนใหม่ครับ หากท่านไม่อยากเปลี่ยน Fill pack บ่อยๆ ผมแนะนำให้ดูแลตั้งแต่ต้นเลย คือเรื่องของคุณภาพน้ำ คุณภาพน้ำที่ดีจะทำให้ Fill pack ไม่อุดตันด้วยFouling และยืดอายุการใช้งานได้ยาวนานขึ้น

ภาพที่ 2 : Fill pack สกปรก

4.  ตรวจสอบระดับน้ำ

ต้องตรวจสอบระดับน้ำใน Cooling Tower สม่ำเสมอ เนื่องด้วยสภาวะอากาศร้อนทำให้น้ำสามารถระเหยได้เร็วขึ้นกว่าปกติ การเติมน้ำเพิ่มจะช่วยให้ระบบคูลลิ่งมีความสมดุลและคงประสิทธิภาพการทำงานที่ดีไว้

ผมขอแถมอีก 2 ข้อ ที่ไม่ใช่วิธีการเตรียมตัวคูลลิ่งทาวเวอร์ แต่เรียกว่าเป็นกรณีศึกษาแบบสั้นๆดีกว่าครับ
ศึกษาไว้ก่อนทำการติดตั้งอุปกรณ์หรือไว้ตรวจสอบคูลลิ่งทาวเวอร์

Innovek Co.,Ltd

กรณีศึกษานี้ได้มาจากการเข้าไปแก้ไขปัญหาให้ลูกค้าเหมือนเดิม เพราะเดือนนี้ทางผมได้รับการติดต่อมาจากลูกค้าหลายรายว่า Cooling tower ช่วงนี้ มีการทำงานที่ผิดปกติ ไม่สามารถลดอุณหภูมิของน้ำได้เหมือนก่อนหน้านี้ โดยปัญหาหลักๆที่ผมเจอ สรุปได้ตามนี้

คูลลิ่งทาวเวอร์ของลูกค้า ณ โรงงานน้ำตาลแห่งหนึ่ง ไม่สามารถลดอุณหภูมิได้ตามสเปคที่ออกแบบไว้ โดยสเปคที่ออกแบบไว้คือ คูลลิ่งทาวเวอร์ต้องทำอุณหภูมิลดลง 13 องศา แต่เมื่อทดสอบระบบหลังทำการก่อสร้างคูลลิ่งเรียบร้อย ปรากฏว่า คูลลิ่งทาวเวอร์ทำอุณหภูมิลดลงได้แค่ 8 องศา ทำให้คูลลิ่งทำงานไม่เต็มประสิทธิภาพ ลูกค้าสูญเสียโอกาสในการผลิตมหาศาล  

ส่วนวิธีการตรวจสอบสาเหตุที่คูลลิ่งลดอุณหภูมิไม่ได้ตามการออกแบบนั้น จะต้องตรวจสอบว่ามีการใช้งานคูลลิ่งตรงตามการออกแบบหรือไม่ เช่น การตรวจสอบ Flow น้ำ, เช็ค Air Flowและอุณหภูมิน้ำที่ส่งเข้าคูลลิงทาวเวอร์ หากตรวจสอบทั้งหมดแล้วไม่พบความผิดปกติ นั้นหมายความว่า ความผิดปกติที่เกิดขึ้นเกิดจากการออกแบบคูลลิ่งทาวเวอร์ การแก้ไขคือต้องแก้ที่การออกแบบหรืออัพเกรดคูลลิ่งทาวเวอร์ แต่ถ้าอยากแก้ที่ต้นต่อจริงๆ ผมแนะนำให้เลือกผู้ให้บริการคูลลิ่งทาวเวอร์ที่มีความน่าเชื่อถือ ดูที่ประสบการณ์ของทีมงาน​และ​customers reference ของผู้ให้บริการ โดยเน้นที่คุณภาพไม่เน้นที่ราคานะครับ

กค้าใช้ใบพัดที่ประหยัดพลังงาน 40% แต่ไม่ได้ประหยัดอย่างที่คิด โดยเทคนิคที่ผู้ให้บริการคูลลิ่งบางรายใช้ในการทำให้ใบพัดประหยัดพลังงานนั้น คือการลดมุมใบพัดลง ซึ่งมันคือเรื่องจริงครับ มุมใบพัดลดลงก็จะกินพลังงานน้อยลง แต่ผลที่ตามมาคือ Air Flow ที่ได้ไม่เต็ม พอถึงช่วงอากาศร้อนขึ้น Air Flow ทำงานไม่ได้ประสิทธิภาพจากที่จะประหยัดกับสูญเสียพลังงานมากยิ่งขึ้น 

Fan blade cooling tower


ซึ่งวิธีการแก้ไขคือ ทำการปรับมุมใบพัดขึ้นให้ปริมาณลมตรงกับที่ออกแบบไว้ตั้งแต่แรกครับ ซึ่งเรื่องเกี่ยวกับใบพัดประหยัดพลังงานผมเคยเขียนไว้นานแล้ว หากต้องการศึกษาอย่างละเอียด คลิกที่นี่ นะครับ ไม่ว่าผมจะเขียนผ่านไปกี่บทความ ผมยังคงย้ำเสมอว่า ให้เลือกผู้ให้บริการคูลลิ่งทาวเวอร์ที่มีความน่าเชื่อถือ ได้มาตรฐาน มีประสบการณ์ที่เชียวชาญ คูลลิ่งทาวเวอร์ของท่านก็จะทำงานเต็มประสิทธิภาพ ไม่มีปัญหาเล็กๆน้อยๆ มาให้กวนใจ

===========================

หวังเป็นอย่างยิ่งว่าบทความนี้จะเป็นประโยชน์ต่อท่านผู้อ่าน หากท่านมีคำถามคูลลิ่งทาวเวอร์ หรือมีไอเดียสำหรับบทความถัดไปของเรา เสนอแนะและพูดคุยกันได้ที่อีเมล [email protected] นะครับ เราให้คำปรึกษา/ตอบคำถาม ฟรี! ไม่มีค่าใช้จ่าย

Innovek Asia

หากท่านชื่นชอบบทความของเราและอยากติดตามอัพเดทเพื่อไม่ให้พลาดบทความใหม่ๆ >> คลิกที่นี่ << เพื่อกด Like และกด Follow เพจของเราไว้ ทุกครั้งที่มีบทความใหม่ๆเราจะโพสต์บนเพจของเรา หากไม่สามารถคลิกได้ ท่านสามารถค้นหาคำว่า Innovek Asia ในช่องค้นหาของ Facebook ได้เลยครับ หรือหากไม่สะดวกจะติดตามกันที่ Facebook ท่านสามารถเพิ่มเพื่อนเราทาง LINE: @innovek เมื่อมีบทความหรือข่าวสารใหม่ๆ ท่านจะได้รับการแจ้งเตือนเหมือนกันกับการกดติดตามในเพจ Facebook เลยครับ

===========================

แล้วพบกับสาระดีๆแบบนี้ทางด้านงานช่าง งานวิศวกรรม และอุตสาหกรรมได้ที่ นายช่างมาแชร์ นะครับ

Website: www.naichangmashare.com
Facebook: https://www.facebook.com/naichangmashare/
Blockdit :  https://www.blockdit.com/naichangmashare
Instragram: https://www.instagram.com/naichangmashare/
Twitter: https://twitter.com/naichangmashare
Youtube: https://www.youtube.com/channel/UCmIPiSeg-uy4k8JYSmknp_g

#นายช่างมาแชร์ 

นักวิจัย มจพ. พัฒนาเทคโนโลยีควบคุมอัตโนมัติจากระยะไกล หวังผลลดต้นทุนภาคการเกษตร

0
นักวิจัย มจพ. พัฒนาเทคโนโลยีควบคุมอัตโนมัติจากระยะไกล หวังผลลดต้นทุนภาคการเกษตร
นักวิจัย มจพ. พัฒนาเทคโนโลยีควบคุมอัตโนมัติจากระยะไกล หวังผลลดต้นทุนภาคการเกษตร

รศ.ดร.ฐิติพงษ์ เลิศวิริยะประภา นำทีมผู้ประสานงานเข้าตรวจเยี่ยมประเมินปิดโครงการ ภายใต้ทุนอุดหนุนการวิจัยจากทุนพัฒนานวัตกรรมเชิงพาณิชย์ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2566 ร่วมกับ บริษัท กรีนเวอร์เทค จำกัด

โดยมี ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ณัทเดชาธร พวงเงินมาก สาขาวิชาเทคโนโลยีพลังงานและการจัดการ คณะวิทยาศาสตร์ พลังงานและสิ่งแวดล้อม เป็นหัวหน้าโครงการ

ทำวิจัย สร้าง และออกแบบพัฒนาซอฟท์แวร์และอุปกรณ์ควบคุมการเคลื่อนที่ระยะไกล เพื่อให้ผู้ใช้งานสามารถควบคุมการทำงานระยะไกลแบบไร้สายในพื้นที่เสี่ยงต่ออันตราย เช่น การพ่นสารเคมี และหุ่นยนต์แบบเคลื่อนที่บนภาคพื้นดินที่สามารถบรรทุกน้ำหนักได้มากและสามารถเคลื่อนที่ในพื้นที่ขรุขระและไม่ราบเรียบได้ อีกทั้งยังสามารถลดต้นทุนด้านแรงงานหรือพัฒนาระบบอัตโนมัติทางการเกษตร ลดต้นทุนการนำเข้าจากต่างประเทศ ณ บริษัท มหาธานีอุตสาหกรรม จำกัด จ.สมุทรสาคร

โครงการนี้จัดขึ้นเพื่อสนับสนุนการวิจัย การสร้างนวัตกรรม การถ่ายทอดเทคโนโลยี สร้างธุรกิจนวัตกรรม และส่งเสริมการใช้ประโยชน์ผลงานวิจัยและนวัตกรรมในเชิงพาณิชย์ รวมถึงสนับสนุนความร่วมมือ หรือร่วมลงทุนกับผู้ใช้ประโยชน์จากภาคเอกชนไปสู่การใช้งานจริงในภาคอุตสาหกรรม

ทุนพัฒนานวัตกรรมเชิงพาณิชย์ (TRADE) ปีงบประมาณ 2568 กำลังเปิดรับข้อเสนอโครงการ วันนี้ ถึง 19 เมษายน 2567 (16:00น.)

ดาวน์โหลดแบบฟอร์มขอรับทุน : https://bit.ly/3walraA
ยื่นข้อเสนอผ่านระบบ DRMS http://kmutnb.drms.in.th

#KMUTNB#research#STRI #บริษัทกรีนเวอร์เทคจำกัด#บริษัทมหาธานีอุตสาหกรรม

#ทุนเงินรายได้มหาวิทยาลัย#TRADE

#สำนักวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

FRP tank สามารถผลิตประกอบหน้างานประหยัดเวลาก่อสร้างเบากว่าโครงสร้างเหล็กและไม่เป็นสนิม

0
FRP tank สามารถผลิต ประกอบหน้างาน ประหยัดเวลาก่อสร้าง เบากว่าโครงสร้างเหล็ก และไม่เป็นสนิม
FRP tank สามารถผลิต ประกอบหน้างาน ประหยัดเวลาก่อสร้าง เบากว่าโครงสร้างเหล็ก และไม่เป็นสนิม

ในโรงงานอุตสาหกรรมจะเก็บสารเคมีต่างๆ ไว้ในถัง (Tank) ซึ่งมีหลายขนาด ตั้งแต่ถังขนาดเล็กเหมือน ถังน้ำในบ้านเรา จนไปถึงขนาดใหญ่ เส้นผ่านศูนย์กลางมากกว่า 20 เมตร สูงมากกว่า 10 เมตร

เราจึงเห็นถังในโรงงานเต็มไปหมด แต่ถังที่ใช้ในโรงงานที่เราเห็นมีหลายประเภท ต้องใช้ให้เหมาะกับเงื่อนไข (Conditions) ของกระบวนการ เช่น ความดัน อุณหภูมิ ประเภทของสารเคมี เป็นต้น คนส่วนใหญ่อาจคุ้นเคยกับถังเหล็ก เช่น Carbon steel หรือ Stainless steel แต่ถังเหล่านี้แม้จะหนา หรือแข็งแรงเพียงใดก็ไม่สามารถใช้เก็บสารเคมีได้ทุกชนิด หากใช้กับสารเคมีที่มีฤทธิ์กัดกร่อนสูงๆ วัสดุโลหะจะถูกกัดกร่อนอย่างรวดเร็วและทำให้ถังรั่วและแตกได้

โรงงานทุกโรงงานจึงเน้นเรื่องการป้องกันการรั่วไหลอย่างมาก เพราะเสี่ยงต่อการบาดเจ็บของคนงาน สารเคมีติดไฟ ในโรงงานบางทีจะเรียกอุบัติภัยการรั่วไหลของสารเคมีว่า “LOPC หรือ Loss of Primary Containment” ดังนั้น การเลือกใช้ถังทางวิศวกรรม ถือเป็นเรื่องสำคัญ จำเป็นต้องเลือกวัสดุให้ถูกต้องเหมาะสมกับสารเคมีที่ใช้ (Material compatibility)

ตัวอย่างสารเคมีที่ไม่สามารถใช้ถังเหล็กธรรมดาได้คือ กรดแก่ (Strong acid) ด่างแก่ (Strong base) เช่น Sulfuric acid 98%, Hydrochloric acid, กรดไนตริก โซดาไฟ (Sodium hydroxide) โซเดียมไฮโปคลอไร หรือแม้แต่น้ำเสียบางโรงงานไม่เหมาะสมกับการเก็บสารในถังโลหะ

รูปถังเหล็กโดนกัดกร่อนจากการใช้กับสารเคมีไม่เหมาะสม


ด้วยคุณสมบัติที่โดดเด่นของ FRP tank  คือความทนทานต่อการกัดกร่อนสูง
จากน้ำเสียหรือสารเคมีชนิดต่างๆจึงทำให้ถัง FRP มีอายุการใช้งานยาวนาน

ปัจจุบัน โรงงานผลิตสารเคมี โรงงานผลิตอาหาร โรงงานผลิตไฟฟ้าจากกากอ้อย โรงงานบำบัดน้ำเสีย หรือ ระบบผลิตน้ำประปา จึงหันมาใช้ FRP tank เพื่อจัดทำเป็นถังเก็บน้ำ (Water storage tank) ถังน้ำดับเพลิง ถังเก็บน้ำเสีย (Waste Water Tank) ถังเก็บสารเคมี (Chemical storage tank) ถังเก็บน้ำยา และถังบำบัดก๊าซ (Scrubber tank) ซึ่งล้วนเป็นถังขนาดใหญ่กันอย่างแพร่หลาย

FRP TANK มีรูปทรงหลายลักษณะ

ผู้ผลิตสามารถผลิต FRP tank ได้ตามความต้องการใช้งาน ทั้งทรงกระบอก ทรงกลม ทรงสี่เหลี่ยม โดยการเลือกรูปทรง FRP tank จะขึ้นอยู่กับการใช้งาน หรือข้อกำหนดของแต่ละโรงงานอุตสาหกรรม เนื่องจากการผลิต FRP Tank มีทั้งแบบ Storage Tank และ Pressure Tank และถัง FRP Tank ขนาดใหญ่ ผลิตแยกชิ้นส่วน (Panel) นำไปประกอบและติดตั้งที่หน้างาน ดังนั้นผู้ผลิตจะออกแบบไปตามข้อกำหนดของแต่ละอุตสาหกรรม หรือ ตามประเภทการใช้งาน

มาตรฐานที่นิยมใช้ในการผลิต FRP tank 

  • ASTM D 3299 สำหรับการผลิตถังใส่สารเคมีแบบ Filament-wound Glassfiber reinforced thermosetting resin corrosion resistant tanks
  • ASTM D4097 เป็นมาตรฐานที่ใช้ในการผลิตถังขนาดใหญ่แบบ Contact-molded Glassfiber reinforced thermosetting resin corrosion resistant tanks
  • ASME RTP-1 เป็นมาตรฐานการผลิตถังแบบ Reinforced thermoset plastic corrosion resistance equipment 
  • BS 4994 มาตรฐานการผลิตถังสี่เหลี่ยม
  • ANSI/AWWA D120 มาตรฐานการผลิต Thermosetting fiberglass reinforced plastic tank
  • TIS 435 มาตรฐานมอก. สำหรับผลิตถัง Glassfiber reinforced plastic tank

ทบทวนกันหน่อยครับ ทำไม FRP tank สามารถเป็นวัสดุทางเลือกใช้ผลิตถังแทนวัสดุโลหะได้

คำว่า FRP นั้น ย่อมาจาก (Fiberglass Reinforced Plastic) หรือแปลตรงตัวว่า “พลาสติกเสริมเส้นใยแก้ว” หรืออาจจะเป็นที่รู้จักในชื่อ “GRVE” (Glass-fiber reinforced vinyl ester) หรือ “GRE” (Glass-fiber reinforced epoxy) ซึ่งเป็นวัสดุที่เกิดจากการผสมกันของวัสดุตั้งแต่ 2 ชนิดขึ้นไป (Composite material) วัสดุผสมเหล่านี้จะไม่เป็นเนื้อเดียวกันแต่จะแยกกันเป็นเฟสได้อย่างชัดเจน ทำให้มีคุณสมบัติใหม่ที่โดดเด่นกว่าวัสดุตั้งต้นที่นำมารวมกัน

1. Thermosetting polymer

Thermosetting polymer เป็นวัสดุประเภทพอลิเมอร์โครงสร้างแบบร่างแห ที่มีจุดเด่นทำหน้าที่ต้านทานการกัดกร่อนของสารเคมี (Corrosion) ได้ดี มีคุณสมบัติเชิงกลที่ดี แข็งแรงสามารถใช้งานที่อุณหภูมิสูงได้ดีมาก 

2. เส้นใยแก้ว (Fiberglass)

เส้นใยแก้ว (Fiberglass) เป็นวัสดุที่มีองค์ประกอบหลักเป็นซิลิกา (Silica) จะทำหน้าที่เสริมความแข็งแรงให้กับพลาสติก (reinforcement) ใยแก้วมีสมบัติเชิงกลที่แข็งและยืดหยุ่นได้ดีกว่าเรซิน ทำให้สามารถรับแรงและน้ำหนักได้มาก 

ด้วยคุณสมบัติดังกล่าว วัสดุ FRP จึงเป็นวัสดุทางเลือกเหมาะสำหรับใช้กับสารเคมีที่มีความกัดกร่อนรุนแรง ทนอุณหภูมิได้สูง ไว้ใช้เก็บสารเคมีอันตรายหลายชนิด 

ตารางเปรียบเทียบคุณสมบัติ FRP tank กับ ถังวัสดุโลหะ

จากตารางเปรียบเทียบข้างต้น พบว่า FRP tank มีข้อได้เปรียบมากกว่าวัสดุอื่นๆ หลายอย่าง เช่น มีอายุใช้งานยืนยาวโดยวัสดุมีความทนทานต่อการกัดกร่อนจากสารเคมี ไม่เกิดสนิม และยังสามารถออกแบบให้ถังทนต่อแสงแดด แสงยูวี (UV)  นอกจากนั้นยังมีคุณสมบัติอื่นๆ ที่น่าสนใจเช่น เป็นวัสดุไม่นำไฟฟ้า สามารถยึดเกาะกับวัสดุหลากหลาย เช่น ยาง พลาสติก ปูน โลหะ เป็นต้น 

ด้วยคุณสมบัติวัสดุคอมโพสิท FRP tank สามารถออกแบบ (Customizable) ให้เหมาะกับทุก Process Conditions ในโรงงานต่างๆได้อย่างครอบคลุม โดยเฉพาะการออกแบบถังขนาดใหญ่ขนาด 500 ลบ.ม ขึ้นไป โดยออกแบบแยกชิ้นส่วน Panel ขนส่งไปเพื่อประกอบที่หน้างาน ได้ทั้งหมดเพื่อให้เหมาะสมกับ Layout ของโรงงานต่างๆ

ถัง FRP ขนาดใหญ่แบบประกอบหน้างาน เป็นอีกแนวทางเลือกทดแทนถังขนาดใหญ่วัสดุแบบเดิม  เช่น ถังเหล็ก/บ่อคอนกรีตเคลือบสารป้องกันการกัดกร่อน ซึ่งยังคงพบปัญหาใช้งานไปได้ระยะหนึ่งวัสดุยังถูกเคมีกัดกร่อน และ เกิดสนิม 

Sea Water Storage Tank Capacity 500 m^3

เนื่องจากเป็นถังขนาดใหญ่ ต้องออกแบบตามมาตรฐานสากลโดยคำนึงถึงความแข็งแรงของถังเป็นสำคัญ และต้องประกอบติดตั้งด้วยทีมงานมืออาชีพทำงานภายใต้มาตรฐานความปลอดภัย ดังนั้นผู้ใช้งานควรเลือกใช้ผู้ผลิต FRP ในประเทศไทยที่มีประสบการณ์ด้านออกแบบโดยเฉพาะ และมีผลงานอ้างอิงที่ชัดเจน

สรุปท้ายบทความ

สุดท้ายนี้นายช่างอยากฝากให้เลือกวัสดุใช้ถังดีๆ โดยเฉพาะถังเก็บสารเคมีอันตรายต่างๆ เราต้องใส่ใจกับการทำงานหน้างาน หากโรงงานใดมีงบเปลี่ยนถังเพื่อเพิ่มความปลอดภัย หรือเพิ่ม Reliability ก็ขอแนะนำให้เลือก FRP tank ที่สามารถออกแบบให้วัสดุเข้ากันได้ (Material compatibility) และเหมาะสมกับ Process conditions ครับ

==========================================

ขอขอบคุณข้อมูล FRP tank อย่างละเอียดจาก GRE ถ้าใครมีโครงการจะติดตั้งถังใหม่ๆ หรือจะเปลี่ยนถัง หรือเจอถังรั่วบ่อยๆ หรือสนใจถัง FRP ขนาดใหญ่พิเศษแบบประกอบหน้างาน สามารถให้ทีมช่วยออกแบบได้นะครับ 

==========================================

แล้วพบกับสาระดีๆแบบนี้ทางด้านงานช่าง งานวิศวกรรม และอุตสาหกรรมได้ที่ นายช่างมาแชร์ นะครับ

Website: www.naichangmashare.com
Facebook: https://www.facebook.com/naichangmashare/
Blockdit :  https://www.blockdit.com/naichangmashare
Instragram: https://www.instagram.com/naichangmashare/
Twitter: https://twitter.com/naichangmashare
Youtube: https://www.youtube.com/channel/UCmIPiSeg-uy4k8JYSmknp_g

#นายช่างมาแชร์ 

 

สถานีสูบน้ำใหม่ของ Calgary

0
สถานีสูบน้ำใหม่ของ Calgary
สถานีสูบน้ำใหม่ของ Calgary

เมื่อเมือง Calgary ตัดสินใจเปลี่ยนสถานีสูบน้ำที่สำคัญที่สุดของเมือง พวกเขาตัดสินใจปรึกษาเคเอสบีเพื่อเลือกโซลูชันปั๊ม สถานีใหม่ที่มีปั๊มหอยโข่งแบบแยกแกนหกตัวของเคเอสบีจะตอบสนองความต้องการด้านน้ำจืดที่เพิ่มขึ้นจากการเพิ่มขึ้นของประชากรในศูนย์กลางด้านพลังงานของแคนาดา

ความต้องการน้ำที่เพิ่มมากขึ้นตามจำนวนประชากร

Calgary เป็นหนึ่งในมหานครที่เติบโตเร็วที่สุดในแคนาดาและเป็นชุมชนเมืองใหญ่สำหรับตอนล่างของรัฐ Alberta  Calgary ตั้งอยู่ที่เชิงเทือกเขา Rocky Mountains ในฝั่งแคนาดา ในบริเวณที่แม่น้ำ Bow และ Elbow บรรจบกัน เมืองนี้มีชื่อเสียงในระดับสากลจากงาน Calgary Stampede งานแสดงคาวบอยที่จัดขึ้นทุกปีในเดือนกรกฎาคม  Calgary เป็นเมืองที่เดิมโดดเด่นด้านเกษตรกรรม แต่ปัจจุบันเป็นศูนย์กลางด้านพลังงานของแคนาดา โดยเศรษฐกิจของเมืองส่วนใหญ่ขับเคลื่อนโดยการผลิตน้ำมันและก๊าซ

สถานีสูบน้ำที่สำคัญที่สุดของเมืองจำเป็นต้องได้รับการแทนที่ด้วยสถานีสูบน้ำใหม่

ด้วยประชากรที่ขยายตัวจนมีมากกว่าสามล้านคนและมีการกระจายของอุตสาหกรรมและการค้าอย่างต่อเนื่อง จึงทำให้ความต้องการน้ำดื่มของเมือง Calgary เพิ่มสูงขึ้นตลอดเวลา  เพื่อตอบสนองความต้องการด้านน้ำดื่มที่ปลอดภัยและเชื่อถือได้ทั้งในปัจจุบันและอนาคต เมือง Calgary ได้ริเริ่มโครงการมูลค่า 35 ล้านดอลลาร์แคนาดาเพื่อเปลี่ยนสถานีสูบน้ำที่สำคัญที่สุดของเมือง  สถานีสูบน้ำ Shaganappi ที่มีอยู่เดิมสร้างขึ้นในปี 1978 และจัดส่งน้ำดื่มให้แก่ชาวเมืองที่อาศัยใน Calgary และชุมชนแวดล้อมกว่า 200,000 คน  สถานีสูบน้ำ Shaganappi เป็นสถานีสูบน้ำที่ใหญ่ที่สุดของ Calgary และเป็นส่วนสำคัญของโครงข่ายการส่งน้ำของเมือง ซึ่งประกอบด้วยสถานีสูบน้ำ 41 แห่ง และอ่างเก็บน้ำ 23 แห่ง ที่เชื่อมต่อกับผ่านระบบท่อใต้ดินที่ยาวกว่า 4,500 กม.  สถานีสูบน้ำและอ่างเก็บน้ำจำนวนมากนี้เป็นสิ่งจำเป็นเนื่องจากสภาพภูมิประเทศที่ขรุขระของ Calgary ซึ่งแบ่งเมืองออกเป็นพื้นที่เล็กๆ ที่มีแรงดันน้ำตามกันตามระดับความสูง

การเปลี่ยนจากสถานีสูบน้ำเก่าไปยังสถานีแห่งใหม่อย่างราบรื่น

เมือง Calgary เป็นเจ้าของและใช้โรงบำบัดน้ำสองโรง คือ โรงบำบัดน้ำ Bearspaw และโรงบำบัดน้ำ Glenmore  โรงบำบัดน้ำที่ล้ำสมัยนี้ใช้น้ำจากแม่น้ำ Bow และ Elbow ตามลำดับ และเมื่อรวมกัน สามารถผลิตน้ำดื่มสะอาดได้ถึง 950 ล้านลิตรต่อวัน  น้ำสะอาดได้รับการจัดเก็บไว้ในไซต์ที่โรงบำบัดน้ำก่อนจะถูกส่งไปยังโครงข่ายเพื่อจัดส่งน้ำไปยังทั่วทั้งเมือง   โรงงาน Bearspaw ตั้งอยู่ทางตะวันตกเฉียงเหนือ และสูบน้ำไปยังท่อทางเดินใต้ดินหลักสามท่อ South Feeder หนึ่งในท่อหลักเหล่านี้มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 1950 มม. และเป็นท่อส่งที่สำคัญและใหญ่ที่สุดของ Calgary  สถานีสูบน้ำ Shaganappi สูบน้ำโดยตรงจาก South Feeder จากนั้นก็แบ่งการไหลของน้ำอย่างมีประสิทธิภาพ เพิ่มแรงดันไฮดรอลิกผ่านการปั๊ม และนำทางน้ำไปยังตอนเหนือและตอนใต้ของ Calgary

สถานีสูบน้ำ Shaganappi ที่มีอยู่มีอายุกว่า 40 ปีและพ้นอายุการใช้งานแล้ว  ปัจจุบัน ชิ้นส่วนทางกลและไฟฟ้าหลายตัวในสถานีสูบน้ำดังกล่าวนั้นเก่า และสร้างความท้าทายทั้งด้านการทำงานและการบำรุงรักษา เมื่อพิจารณาถึงความสำคัญของสถานีสูบน้ำแห่งนี้และการอัปเกรดมากมายที่จำเป็นต่อการรักษาประสิทธิภาพและความน่าเชื่อถือแล้ว จึงมีการตัดสินใจที่จะแทนที่สถานีสูบน้ำแห่งนี้ด้วยสถานีสูบน้ำแห่งใหม่

สถานี Shaganappi แห่งใหม่ที่กำลังก่อสร้างอยู่นั้น จะตั้งอยู่ห่างจากสถานีสูบน้ำเดิมไปทางตะวันตกประมาณ 200 ม. ซึ่งจะช่วยให้เมืองสามารถใช้โครงสร้างพื้นฐานใต้ดินที่มีอยู่เดิมส่วนใหญ่ได้ รวมถึงระบบโครงข่ายท่อเดิมไปยัง South Feeder ที่มีท่อขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 1950 มม.  สถานที่นี้ได้รับเลือกเพื่อลดต้นทุนในการก่อสร้าง ลดการหยุดชะงักของระบบน้ำและชุมชนโดยรอบ และอำนวยความสะดวกในการเปลี่ยนการใช้งานจากสถานีสูบน้ำเดิมและสถานีสูบน้ำใหม่ 

การออกแบบโดยคำนึงถึง redundant design ทำให้แน่ใจว่าจะยังคงทำงานได้แม้ในกรณีฉุกเฉิน

สถานีสูบน้ำของ Calgary ถือเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญอย่างยิ่งและได้รับการออกแบบไว้ให้มากเกินพอเพื่อให้สามารถทำงานต่อได้แม้ในสถานการณ์ฉุกเฉิน สถานีสูบน้ำ Shaganappi ที่มีอยู่ใช้เครื่องยนต์ที่ใช้ก๊าซธรรมชาติเพื่อขับเคลื่อนปั๊มสำรองในกรณีที่ไฟฟ้าดับ  สถานีสูบน้ำแห่งใหม่จะใช้เครื่องปั่นไฟที่ใช้ก๊าซธรรมชาติขนาด 944kW ซึ่งจะทำให้สามารถเริ่มและใช้ปั๊มมากกว่าหนึ่งตัวได้ในกรณีที่ไฟฟ้าดับ การใช้เครื่องปั่นไฟที่ใช้ก๊าซธรรมชาติในสถานีสูบน้ำแห่งใหม่เป็นโซลูชันที่มีประสิทธิภาพ ยืดหยุ่น และปลอดภัยตรงตามความต้องการด้านโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญของเมือง

ปั๊ม RDLO00 ที่ฐานทดสอบปั๊มของเคเอสบีในเมือง Frankenthal

ความท้าทายสำหรับเคเอสบี

เคเอสบีแคนาดาคือผู้ได้รับเลือกสำหรับโครงการที่ท้าทายนี้

การสร้างความสัมพันธ์ด้านการทำงานอันดีระหว่างเคเอสบีแคนาดากับเมือง Calgary ถือเป็นประโยชน์กับทั้งสองฝ่าย  เมืองได้ออกเอกสารข้อเสนอ (RFP) เมื่อปลายปี 2017 เพื่อค้นหาเวนเดอร์เพื่อส่งมอบปั๊มและไดรเวอร์สำหรับสถานีสูบน้ำแห่งเดิมและแห่งใหม่  เคเอสบีแคนาดาเป็นผู้เสนอที่ได้รับเลือกในขั้นตอน RFP ที่เข้มงวดนี้ และได้เซ็นสัญญาในเดือนพฤษภาคม 2018 สัญญาดังกล่าวรวมถึงการจัดหาปั๊มและไดรเวอร์สำหรับโครงการสถานีสูบน้ำ Shaganappi แห่งใหม่ รวมถึงโครงการอื่น เช่น การรีโทรฟิตสถานีสูบน้ำ Palliser Drive

“โครงการ Palliser Drive ช่วยให้เราแสดงให้เมือง Calgary เห็นถึงความสามารถและประโยชน์ของปั๊ม Omega ของเรา” Pasha Barazandeh ผู้จัดการฝ่ายขายระดับภูมิภาคของเคเอสบีแคนาดากล่าว “ในโครงการนี้ เราได้จัดหาปั๊มที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้าสองตัวและปั๊มที่ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์ที่ใช้ก๊าซธรรมชาติหนึ่งตัวเพื่อให้เป็นไปตามข้อกำหนดในการสูบที่ 60 ล้านลิตร/วัน ทางเมืองมีความพึงพอใจกับการติดตั้งดังกล่าว และปั๊มยังคงทำงานได้ดีแม้ผ่านไป 12 เดือนแล้ว”

ผู้เชี่ยวชาญของเคเอสบีสามารถส่งมอบผลงานที่ดีกว่าค่าพารามิเตอร์ที่ลูกค้าต้องการ

ขณะที่โครงการสถานีสูบน้ำ Palliser Drive กำลังดำเนินไป ก็มีการสรุปรายละเอียดของสถานีสูบน้ำ Shaganappi แห่งใหม่และมีการจัดส่งปั๊มพร้อมกันด้วย ข้อกำหนดของ Shaganappi รวมถึงการส่งมอบปั๊ม RDLO 600-600 ขนาดใหญ่สามตัวที่มีอัตราอยู่ที่ 80 ล้านลิตร/วัน และปั๊ม Omega 300-560 ที่เล็กกว่าอีกสามตัวที่มีอัตราอยู่ที่ 30 ล้านลิตร/วัน เพื่อให้สถานีมีกำลังผลิตที่ 220 ล้านลิตร/วัน และจะทำให้มีกำลังผลิตรวมมากกว่า 300 ล้านลิตร/วัน หากใช้งานปั๊มทั้งหกตัว อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์เช่นนั้นไม่ได้คาดว่าจะเกิดขึ้น “ใน 80% ของการทำงาน จะมีเพียงปั๊มเดียวจากแต่ละประเภทที่อาจทำงานพร้อมกัน โดยให้บริการพื้นที่ที่มีแรงดันต่างกันสองพื้นที่สำหรับระบบการส่งน้ำ” Pasha Barazandeh อธิบาย

ความท้าทายที่สำคัญอย่างหนึ่งของเคเอสบีแคนาดาคือขนาดของเครื่องปั่นไฟที่ใช้ก๊าซธรรมชาติที่สถานีสูบน้ำ Shaganappi “การกำหนดค่าของปั๊มและข้อกำหนดด้านพลังงานจำเป็นต้องได้รับการปรับแต่งเพื่อให้สอดคล้องและเหนือกว่าสภาพการทำงาน และเพื่อให้เป็นเช่นนั้น จึงจำเป็นที่เราจะต้องปรับแต่งระบบไฮดรอลิกของปั๊มเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพให้สูงสุดสำหรับสภาพการทำงานที่ใช้งานบ่อยที่สุด” Barazandeh กล่าว “ซึ่งทำให้การส่งมอบมีต้นทุนต่ำที่สุดและให้ความน่าเชื่อถือในการทำงานสูงสุด”

แบบตัดขวางของปั๊มเคเอสบีรุ่น Omega 

ปั๊มที่ได้รับการพิสูจน์แล้วด้วยการใช้งานเกี่ยวกับน้ำทั่วโลก

ข้อกำหนดของเมือง Calgary ระบุว่าปั๊มจะต้องเป็นปั๊มหอยโข่งแบบแยกแกนที่มีใบพัดระหว่างตลับลูกปืน ข้อกำหนดเฉพาะอื่นรวมถึงท่อดูดและท่อฉีดที่หน้าแปลนตาม ANSI/ASME B16.1, เส้นผ่านศูนย์กลางขอบใบพัดต้องไม่ใหญ่กว่า 98% ของขนาดทั้งหมด และมีแหวนรองที่ถอดได้ที่ใบพัดและตัวเรือน นอกจากนี้ ยังมีข้อกำหนดเฉพาะด้านวัสดุอีกจำนวนหนึ่งที่ต้องทำให้สอดคล้องกับมาตรฐานที่เกี่ยวข้องกับการจัดการน้ำดื่มของประเทศและของสากล

ปั๊ม RDLO และ Omega ได้รับการพิสูจน์ด้วยการใช้งานเกี่ยวกับน้ำทั่วโลก และได้รับการระบุว่ามีความสามารถที่มากเกินพอเพื่อตอบสนองความต้องการที่เฉพาะของลูกค้า ปั๊มหอยโข่ง RDLO และ Omega ที่มีจุดตัดน้ำเดียวแยกแกนของเคเอสบีมีใบพัดแนวรัศมีที่มีทางเข้าสองทางและเหมาะอย่างยิ่งกับข้อกำหนดของสถานีสูบน้ำ ปั๊มเหล่านี้จะส่งของเหลวโดยมีความต้านทานการไหลที่ต่ำที่สุด จึงช่วยลดพลังงานและต้นทุนตลอดอายุการใช้งานของระบบที่ติดตั้ง ระบบไฮดรอลิกที่ได้รับการปรับ CFD ให้จุดทำงานที่ดีที่สุดและให้ประสิทธิภาพในการทำงานในระดับที่สูงกว่า 86% 

การตอบสนองที่รวดเร็ว ความเชี่ยวชาญทางเทคนิค และการบริหารอย่างมีประสิทธิภาพเป็นสี่งที่นำมาซึ่งความสำเร็จ

ใบพัดทางเข้าสองทางรักษาสมดุลของแรงตามแนวแกนเพื่อให้โหลดบนตลับลูกปืนที่ไม่ต้องบำรุงรักษานั้นเหลือน้อยที่สุด การใช้เกราะป้องกันตลับลูกปืนแบบแข็ง เพลาที่สั้นและแข็งแรง และตลับลูกปืนแบบ Pre-loaded ทำให้มั่นใจได้ว่าแรงสั่นสะเทือนจะต่ำและยืดอายุการทำงานของตลับลูกปืน ซีล และประกับเพลา ปั๊มหอยโข่งแบบแยกแกนช่วยให้กระบวนการบำรุงรักษาเป็นไปโดยง่าย โดยทำให้สามารถเข้าถึงชิ้นส่วนทุกชิ้นเพื่อทำการตรวจสอบอย่างละเอียดได้ ไดรฟ์อาจติดตั้งอยู่ทั้งทางด้านซ้ายและขวาของปั๊มโดยไม่จำเป็นต้องมีชิ้นส่วนหรือการปรับแต่งตัวเรือนเพิ่มเติม

ตั้งแต่กระบวนการ RFP เดิมไปจนถึงการสร้างอาคารใหม่ เคเอสบีแคนาดาก็ได้ทำงานใกล้ชิดกับเมือง Calgary, วิศวกรที่ปรึกษา (ภาคีวิศวกร) และผู้รับเหมา (Graham Infrastructure LLP) การตอบสนองที่รวดเร็ว ความช่วยเหลือทางเทคนิค และการจัดการโครงการเป็นส่วนสำคัญที่เคเอสบีแคนาดาได้มีส่วนร่วม “เราพบกับ RFP ที่เข้มงวดมากจากเมือง Calgary” Barazandeh กล่าว “เราระบุประเภทปั๊มที่เหมาะสมและได้รับการพิสูจน์แล้ว จากนั้นก็นำมาปรับแต่งให้เข้ากับข้อกำหนดของเมือง การให้ไฮดรอลิกในระดับดีที่สุดเพื่อทำตามหรือทำเกินกว่าข้อกำหนด พร้อมกับการกำหนดค่าปั๊มให้ตรงกับจุดปฏิบัติงาน ล้วนเป็นปัจจัยสำคัญในการทำโครงการนี้ให้สำเร็จ”

==================================================

Banner_SupremeServ_1450x180_new

ขอบขอบคุณข้อมูลดีๆ จากทาง KSB Thailand นะครับ

==================================================

วิธีการปรับปั๊มน้ำและปั๊มน้ำเสียให้เป็นระบบดิจิทัลอย่างได้ผล

0
วิธีการปรับปั๊มน้ำและปั๊มน้ำเสียให้เป็นระบบดิจิทัลอย่างได้ผล
วิธีการปรับปั๊มน้ำและปั๊มน้ำเสียให้เป็นระบบดิจิทัลอย่างได้ผล

ความท้าทายในเรื่องนี้มาจากปั๊มมอเตอร์ใต้น้ำและเครื่องผสมใต้น้ำ เช่น Amarex หรือ Amamix ของเคเอสบี ผลิตภัณฑ์ดังกล่าวนี้ได้รับการออกแบบมาให้ทำงานใต้น้ำ จึงทำให้การติดตามตรวจสอบสภาพทำได้ยากกว่าปั๊มที่ติดตั้งแบบแห้งอย่างมาก โมดูลป้องกัน AmaControl ของเคเอสบีให้ความช่วยเหลือที่ชาญฉลาด เพราะช่วยให้ข้อมูลได้ตรงตามที่ต้องการเพื่อการติดตามตรวจสอบที่ครอบคลุม ทั้งยังเชื่อมต่อระบบเข้ากับโลกดิจิทัลอีกด้วย

ความต้องการที่มีต่อระบบปั๊มกำลังเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ผู้ประกอบการด้านระบบการจัดการน้ำกำลังเผชิญกับความท้าทายที่ใหญ่ยิ่งกว่าตั้งแต่ความน่าเชื่อถือ ประสิทธิภาพด้านพลังงาน ไปจนถึงการปรับให้เป็นดิจิทัล ซึ่งเป็นด้านที่ผู้ผลิตและผู้ประกอบการจำเป็นต้องพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ตัวอย่างเช่น จากผลของมาตรการประหยัดน้ำที่ผู้คนใช้อย่างประสบความสำเร็จ ปริมาณของของแข็งในน้ำเสียก็เพิ่มอย่างต่อเนื่องในช่วงสองสามปีที่ผ่านมา ผู้ผลิตปั๊มต้องตอบสนองต่อแนวโน้มดังกล่าวและเพิ่มประสิทธิภาพให้กับปั๊มเพื่อให้สามารถมอบการป้องกันและมีมาตรการรับมือที่เหมาะสมได้ อีกตัวอย่างหนึ่งคือการเพิ่มขึ้นของการโจมตีทางไซเบอร์ในโครงสร้างพื้นฐานที่เกี่ยวข้อง ระบบปั๊มจึงต้องได้รับการปกป้องที่เหมาะสมด้วยเช่นกัน ในเวลาเดียวกันนั้น หากเป็นไปได้ ชิ้นส่วนทั้งหมดก็ต้องได้รับการเชื่อมต่อผ่านเครือข่ายถึงกันและได้รับการควบคุมจากส่วนกลาง จึงเป็นเรื่องยากที่จะรักษาสมดุลที่จำเป็นต่อการทำงานของระบบปั๊มอย่างน่าเชื่อถือและใช้ประโยชน์จากการปรับให้เป็นดิจิทัล

แต่ตอนนี้เคเอสบีทำให้การเชื่อมต่อผ่านเครือข่ายสำหรับปั๊มมอเตอร์และเครื่องผสมใต้น้ำง่ายยิ่งขึ้นด้วย AmaControl โมดูลนี้ทำให้ดูค่าที่วัดได้และข้อมูลการทำงานของปั๊มผ่านอินเตอร์เฟส Modbus ที่ผสานรวม ด้วยวิธีนี้ ผู้ประกอบการจะสามารถรับข้อมูลและคำเตือนตั้งแต่เนิ่นๆ จึงช่วยให้สามารถดำเนินการก่อนที่ข้อผิดพลาดจะเกิดขึ้นได้

นอกจากนี้โมดูลยังไม่อนุญาตให้มีการเปลี่ยนค่าพารามิเตอร์ในระบบผ่านอินเตอร์เฟส Modbus เพื่อป้องกันการโจมตีทางไซเบอร์ต่อโมดูลป้องกันปั๊ม การตั้งค่าดังกล่าวจะสามารถทำได้เฉพาะที่โมดูลโดยตรงเท่านั้นเนื่องด้วยเหตุผลด้านความปลอดภัย

AmaControl ใช้กำลังอินพุตของมอเตอร์เป็นตัวบ่งชี้ถึงสภาพการทำงานที่มีความสำคัญ

ค่าพารามิเตอร์หลักค่าหนึ่งของปั๊มคือกำลังอินพุตของมอเตอร์ ซึ่งสามารถบอกข้อมูลเราได้หลายอย่างเกี่ยวกับจุดปฏิบัติงานและสภาพการทำงานของปั๊ม ดังนั้นจึงมีการนำการวัดกำลังประสิทธิผล กำลังปฏิกิริยา และกำลังปรากฏ รวมถึงตัวประกอบกำลังไฟฟ้า cos ? ลงไปเป็นฟีเจอร์ใหญ่ตัวใหม่ของ AmaControl ของเคเอสบี นอกจากนี้ พื้นที่จัดเก็บที่รวมอยู่ในโมดูลป้องกันยังมีมิเตอร์สำหรับกำลังประสิทธิผลและอินพุตกำลังปฏิกิริยาป

ระโยชน์หลักอีกประการหนึ่ง คือ AmaControl สามารถวัดกำลังอินพุตของมอเตอร์ได้เมื่อติดตั้งอินเวอร์เตอร์ความถี่ มีการนำหม้อแปลงกระแสไฟฟ้ามาใช้ในกรณีนี้ โดยให้ความแม่นยำสูงสุดเท่าที่จะเป็นไปได้ในการวัดแอมพลิจูดและเฟสในช่วงความถี่ประิสิทธิภาพและความถี่พาหะที่กว้าง ข้อผิดพลาดในเฟสอยู่ในช่วง 20 ถึง 100 Hz อยู่ที่น้อยกว่า 1 º ซึ่งเป็นผลมาจากการวัดกำลังประสิทธิภาพที่แม่นยำอย่างมากใ

นขณะที่กำลังเพิ่มขึ้นหรือลดลง อุปกรณ์จะสามารถตรวจจับการเดินเครื่องเปล่า วาล์วประตูน้ำที่ถูกปิด หรือโรเตอร์ตันในมอเตอร์ การใช้ข้อมูลเซ็นเซอร์อื่นๆ ร่วมกัน เช่น อุณหภูมิมอเตอร์ อุณหภูมิและการสั่นสะเทือนของตลับลูกปืน ช่วยค้นหาข้อผิดพลาดที่เป็นไปได้ จึงช่วยเพิ่มการปกป้องเพิ่มขึ้นอีกขั้น

ใช้งานและเข้าใจง่าย: แอป KSB INTspector ให้ข้อมูลเชิงลึกอย่างละเอียดเกี่ยวกับข้อมูลการปฏิบัติงานที่เกี่ยวข้องทั้งหมด

ให้ทุกอย่างอยู่ในการควบคุมผ่านแอปเดียว

ในด้านการปรับให้เป็นดิจิทัล AmaControl ของเคเอสบีก็มีการพัฒนาที่สำคัญไปข้างหน้าด้วยเช่นกัน ผู้ใช้สามารถเข้าถึงข้อมูล AmaControl ได้โดยตรงผ่านแอป KSB INTspector สภาพการทำงานของปั๊มสามารถได้รับการวิเคราะห์อย่างแม่นยำด้วยข้อมูลการทำงานจริง รายการข้อผิดพลาดพร้อมประทับเวลา ตัวนับข้อผิดพลาด ข้อมูลเกี่ยวกับชั่วโมงการทำงาน การเริ่ม/สิ้นสุดวงจร ค่ากระแสที่วัดได้ และข้อมูลอื่นๆ นอกจากนี้ ด้วยการวิเคราะห์ในแบบเรียลไทม์ ค่าที่วัดได้ทั้งหมดจะสามารถได้รับการบันทึกเป็นช่วงเวลาหนึ่งและบันทึกลงในสมาร์ทโฟน แท็บเล็ต หรือแล็ปท็อปได้โดยตรง ด้วยวิธีนี้ ผู้ใช้จึงไม่ต้องซื้ออุปกรณ์การวัดที่ซับซ้อน แต่สามารถใช้อุปกรณ์ปลายทางของตนเองเป็นอุปกรณ์บันทึกข้อมูลได้เลย นอกจากนี้ ผู้ใช้ยังควบคุมระบบได้อย่างเต็มรูปแบบผ่านการปรับการตั้งค่าได้โดยตรงผ่านแอป

โมดูลทุกใช่สำหรับทุกระบบ: AmaControl ของเคเอสบีมีทั้งหมดสามเวอร์ชัน

AmaControl ของเคเอสบีค้นหาการเชื่อมต่อที่เหมาะสมได้ไม่ว่าจะอยู่ที่ใด

ในการกำหนดค่าพารามิเตอร์ ผู้ใช้สามารถกำหนดแต่ละอินพุตในโมดูลได้ หากมีอินพุตใดที่ไม่ได้ใช้ จะถูกตั้งให้เป็น “ปิดใช้งาน” แต่ละอินพุตสามารถตั้งค่าสำหรับการเตือน จุดที่ตั้ง และการทริป รวมถึงการกระตุ้นและรีสตาร์ทดีเลย์ หรือสำหรับการทริปแบบอินเตอร์ล็อกโดยไม่มีการรีสตาร์ทโดยอัตโนมัติ ซึ่งทำให้สามารถตั้งแต่ละค่าเฉพาะการใช้งานได้ นอกจากนี้ ผู้ใช้ยังสามารถสร้างข้อมูลค่าพารามิเตอร์เป็นชุด บันทึก แล้วโหลดผ่านแอปได้ จำนวนชุดค่าพารามิเตอร์เริ่มต้นมีพร้อมให้ใช้งานจากเคเอสบี จึงช่วยประหยัดเวลาในการนำไปใช้กับการใช้งานซ้ำๆ ได้

นอกจากอินพุตสำหรับแรงดันและกระแสไฟฟ้าแล้ว AmaControl ในบางเวอร์ชันยังให้อินพุตเพิ่มเติมสำหรับอุณหภูมิ การรั่วไหล สวิตซ์ลูกลอย รวมทั้งหน้าสัมผัสสวิตช์ และอินพุตอนาล็อก เช่น เซ็นเซอร์วัดการสั่นสะเทือน ด้วย การตรวจสอบเฟสประกอบด้วยลำดับเฟส ข้อผิดพลาดของเฟส และความไม่สมดุลของเฟส รวมถึงแรงดันไฟฟ้าเกินและแรงดันไฟฟ้าต่ำกว่าปกติ นอกจากนี้ยังใช้ในระบบไฟฟ้าเฟสเดียวอีกด้วย

รีเลย์สำหรับสัญญาณและการเตือนช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือของการทำงาน ด้วย cos ? คุณจึงสามารถติดตามตรวจสอบชั่วโมงการทำงาน ความถี่ของการเริ่มทำงาน ไฟฟ้าลัดวงจร และการหยุดชะงักของเซ็นเซอร์ได้ อุปกรณ์จะกำหนดและแสดงอินพุตของกำลังปรากฏ กำลังประสิทธิผล และกำลังปฏิกิริยา ทั้งยังวัดกำลังประสิทธิผลและกำลังปฏิกิริยาอีกด้วย

โมดูลขนาดเล็ก แต่ให้ความน่าเชื่อถือในการทำงานสูง

ด้วยอินพุต ฟังก์ชัน และตัวเลือกที่หลายหลาย โมดูล AmaControl ของเคเอสบีที่มีขนาดกะทัดรัดอย่างมากสามารถเข้ากันได้กับระบบการป้องกันระบบปั๊มสมัยใหม่และช่วยให้ผู้ประกอบการบรรลุข้อกำหนดที่เพิ่มขึ้นในด้านความน่าเชื่อถือ ประสิทธิภาพ และการปรับให้เป็นดิจิทัล

==================================================

Banner_SupremeServ_1450x180_new

ขอบขอบคุณข้อมูลดีๆ จากทาง KSB Thailand นะครับ

==================================================

อุตสาหกรรมใช้น้ำสะอาดเพื่ออะไรบ้าง

0
ให้เศรษฐกิจยังคงหมุนเวียนต่อไป: น้ำสำหรับอุตสาหกรรม
ให้เศรษฐกิจยังคงหมุนเวียนต่อไป: น้ำสำหรับอุตสาหกรรม

เช่นเดียวกับที่มนุษย์ต้องการน้ำเพื่อการดำรงอยู่ อุตสาหกรรมก็ต้องการน้ำเพื่อกระบวนการมากมาย ตั้งแต่การใช้งานเล็กๆ น้อยๆ เช่นการทำความสะอาด เพราะเครื่องจักรต่างๆ ต้องได้รับการทำความสะอาดหรือล้างด้วยน้ำเป็นประจำ และเช่นเดียวกับที่รถยนต์ของคุณใช้สารหล่อเย็นในหม้อน้ำ น้ำยังถูกนำไปใช้เป็นสารหล่อเย็นอยู่บ่อยครั้งเพื่อป้องกันไม่ให้เครื่องจักรร้อนเกินไป ในทำนองเดียวกันนั้น น้ำยังสามารถนำไปใช้เป็นตัวถ่ายเทความร้อน

โดยเฉพาะในกระบวนการที่จำเป็นต้องรักษาอุณหภูมิให้อยู่ในระดับหนึ่ง น้ำถือเป็นของเหลวถ่ายเทความร้อนที่ดีที่สุดในช่วงอุณหภูมิตั้งแต่ 0 ถึง 100 องศาเซลเซียสเนื่องด้วยคุณสมบัติตามธรรมชาติและการจัดการได้ง่าย ส่วนการใช้งานที่ร้อนกว่านั้น น้ำก็ถูกใช้เป็นน้ำเลี้ยงในหม้อไอน้ำเพื่อสร้างไอน้ำ ซึ่งนำไปให้ความร้อนแก่กระบวนการต่างๆ หรือสร้างพลังงานในโรงไฟฟ้าได้

และสุดท้าย น้ำยังถูกไปใช้โดยตรงในกระบวนการผลิตในโรงงานอุตสาหกรรม เช่น ในโรงงานผลิตอาหารและเครื่องดื่มด้วย ตัวอย่างของการใช้น้ำในโรงงาน เช่น ในการผลิตเหล็กจำนวนหนึ่งตัน จะต้องใช้น้ำถึง 200,000 ลิตร และในการผลิตกระดาษจำนวนหนึ่งตัน จะต้องใช้น้ำประมาณ 400,000 ลิตร จากข้อมูลของสำนักงานด้านสิ่งแวดล้อมของเยอรมนี เฉพาะการผลิตสารเคมีในประเทศเยอรมนีเพียงอย่างเดียวก็ต้องใช้น้ำถึงเกือบ 2.6 พันล้านลูกบาศก์เมตรในการผลิตในปี 2016 หรือเกือบ 58 เปอร์เซ็นต์ของปริมาณน้ำทั้งหมดที่ใช้ในภาคการผลิต

การพ่นละอองน้ำในอุตสาหกรรมโลหะ

จากน้ำดื่มสู่น้ำบริสุทธิ์สูง: คุณภาพน้ำสำหรับอุตสาหกรรม

หากดูที่การใช้งานน้ำที่แตกต่างกัน ก็จะเข้าใจได้อย่างรวดเร็วว่าน้ำที่ใช้ไม่ได้เหมือนกันทั้งหมด ตัวอย่างเช่น ในการทำความสะอาดเครื่องจักร คุณคงไม่จำเป็นต้องใช้น้ำที่มีคุณภาพเดียวกันกับน้ำที่ใช้ในสารละลายสำหรับยาฉีดในโรงพยาบาล คุณภาพน้ำในระดับใดที่ต้องใช้ และใช้สำหรับอะไรบ้าง แล้วเกณฑ์หรือค่าใดที่ใช้ในการวัดคุณภาพน้ำ

ความบริสุทธิ์ของน้ำสามารถตัดสินได้โดยใช้วิธีการมากมาย เช่น พิจารณาจากน้ำหนักของสสารที่ละลายอยู่ในน้ำ หรือการเปลี่ยนแปลงจุดเดือดหรือจุดเยือกแข็งของน้ำ หรือใช้ดัชนีการหักเหแสงก็ได้ แต่วิธีการที่นิยมมากที่สุดคือการวัดความบริสุทธิ์โดยใช้การนำไฟฟ้าของน้ำ น้ำที่มีปริมาณเกลือที่ละลายอยู่น้อยกว่า (กล่าวคือ มีความบริสุทธิ์มากกว่าในทางเคมี) จะนำไฟฟ้าได้น้อยกว่า การนำไฟฟ้านี้มีหน่วยวัดเป็นซีเมนส์ต่อเมตร โดยระดับความบริสุทธิ์สามารถจำแนกได้ดังนี้

  • น้ำดื่ม (Drinking water) เช่น น้ำที่มีความบริสุทธิ์ตามข้อกำหนดและกฎหมายด้านน้ำดื่มของเยอรมนีอย่างเคร่งครัด น้ำประเภทนี้ถูกจัดส่งไปยังเขตเทศบาลต่างๆ โดยตรงผ่านท่อส่งน้ำดื่มปกติค่าการนำไฟฟ้าจำเพาะที่ 25 °C: 50–5,000 μS/cmน้ำดื่มมักนำมาใช้ในอุตสาหกรรมอาหาร เช่น ในการทำความสะอาดวัตถุดิบ หรือการผลิตเครื่องดื่ม
  • น้ำบริสุทธิ์ (Pure water or purified water) คือ น้ำดื่มที่ได้รับการบำบัดแล้ว แต่ยังมีปริมาณไอออนหลงเหลืออยู่ น้ำบริสุทธิ์ (หรือ “aqua purificata”) ที่ได้รับการผลิตตามข้อกำหนด DAB (Deutsches Arzneibuch, the German Pharmacopoeia) เพื่อการผลิตผลิตภัณฑ์ด้านเภสัชกรรมก็จัดอยู่ในหมวดหมู่นี้เช่นกัน ค่าการนำไฟฟ้าจำเพาะที่ 25 °C: 1–50 μS/cmน้ำบริสุทธิ์สามารถนำไปใช้กับการใช้งานมากมาย รวมถึงการทำความสะอาดระบบและเครื่องมือต่างๆ เนื่องจากไม่ทิ้งคราบเมื่อน้ำระเหย
  • น้ำปราศจากเกลือ (น้ำปราศจากไอออน) และน้ำกลั่น (Fully desalinated water (deionised water) and distilled water) เป็นน้ำที่นำสารไอออนทั้งหมด (กล่าวคือ ไอออนลบและไอออนบวก) ออก อย่างไรก็ตาม น้ำกลั่นและน้ำปราศจากไอออนไม่เหมือนกันเนื่องด้วยมีความแตกต่างในข้อกำหนดและกระบวนการทำให้บริสุทธิ์ ความแตกต่างหลักระหว่างน้ำกลั่นและน้ำปราศจากไอออนคือระดับความบริสุทธิ์ ค่าการนำไฟฟ้าจำเพาะที่ 25 °C: 0.1–1 μS/cm
  • น้ำบริสุทธิ์สูง คือ น้ำที่มีระดับความบริสุทธิ์สูงสุด น้ำประเภทนี้มีปริมาณของสารอินทรีย์ จุลินทรีย์ หรืออิเล็กโทรไลต์เพียงเล็กน้อยค่าการนำไฟฟ้าจำเพาะที่ 25 °C: < 0.1 μS/cmน้ำบริสุทธิ์สูงสามารถใช้ในการล้างหรือการผลิตในทางการแพทย์ อุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ และเทคโนโลยีในโรงไฟฟ้า

สะอาดและดี: วิธีการบำบัดน้ำมีอะไรบ้าง

วิธีทำให้น้ำบริสุทธิ์มีทั้งหมดสามวิธี ได้แก่ 

  • การบำบัดด้วยวิธีทางกล เช่น ใช้ตะแกรง แผ่นกรอง และตัวกรอง (รวมถึงประเภทการกรองด้วยแผ่นกรองในระดับต่างๆ ได้แก่ ไมโคร อัลตร้า และนาโน)
  • การบำบัดด้วยวิธีทางกายภาพ เช่น ด้วยการใช้การเติมอากาศ การทำให้เกิดอะตอมอิสระ การตกตะกอน การลอยตัว กระบวนการทางสุญญากาศ และการใช้ผลจากความร้อน
  • การบำบัดด้วยวิธีทางเคมี เช่น การออกซิเดชั่น การฆ่าเชื้อ การรวมตะกอนหรือฟล็อกคูเลชัน การแลกเปลี่ยนไอออน การใช้ถ่านกัมมันต์ (การดูดซับ) การออสโมซิส และการรีเวอร์สออสโมซิส

กระบวนการเหล่านี้อาจนำมาใช้ร่วมกันในหลากหลายรูปแบบ โดยขึ้นอยู่กับสภาพของน้ำดิบและจุดประสงค์ของน้ำที่จะนำไปใช้ ตอนนี้เรามาดูประเภทของการกรองให้ละเอียดขึ้นกัน

ตั้งแต่การกรองแบบไมโคร อัลตร้า และนาโนไปจนถึงการรีเวอร์สออสโมซิส

ในการทำไมโครฟิลเทรชัน น้ำจะถูกส่งผ่านแผ่นกรองที่มีรูขนาด 0.1 ถึง 10 µm พื้นผิวของแผ่นกรองอาจทำมาจากโลหะสเตนเลส พลาสติก เซรามิก หรือผ้าก็ได้โดยขึ้นอยู่กับการใช้งาน ไมโครฟิลเทรชันมักใช้ในการกรองเครื่องดื่มและน้ำมัน รวมถึงใช้เป็นการกรองขั้นต้น (prefiltration) โดยทั่วไปแล้ว ความดันที่ใช้ในขาเข้าจะอยู่ที่ 0.1 บาร์และขาออกที่ 2 บาร์ในการกรองประเภทนี้ ไมโครฟิลเทรชันใช้ในการกรองสสารที่ค่อนข้างหยาบออกจากน้ำ เช่น สารอินทรีย์อย่างแพลงก์ตอน สาหร่าย หรือแบคทีเรีย รวมถึงน้ำมันและอีมัลชันของไขมัน สารคอลลอยด์ขนาดใหญ่ที่อยู่ในรูปของอนุภาคหรือละอองที่กระจายตัวอยู่ในน้ำก็จะถูกกรองออกได้ด้วยวิธีไมโครฟิลเทรชัน

การกรองระดับถัดไปเรียกว่า อัลตร้าฟิลเทรชัน แผ่นกรองที่ใช้ในระดับนี้จะมีรูขนาด 0.01 ถึง 0.1 µm จึงทำให้สามารถกรองอนุภาคขนาดเล็กมากๆ เช่น ไวรัส เชื้อโรค โปรตีน โลหะคอลลอยด์ หรือสสารโมเลกุลใหญ่หรือ Macromolecule (เช่น สารประกอบที่มีหลายโซ่) ออกได้ แรงดันที่ใช้ระหว่างแผ่นกรองสำหรับขั้นตอนนี้อยู่ที่ 1 ถึง 10 บาร์

ในการทำนาโนฟิลเทรชัน แผ่นกรองที่ใช้ในระดับนี้จะมีรูขนาดเพียง 0.01 ถึง 0.001 µm ขั้นตอนนี้จะกรองสสารที่ละลายอยู่ในน้ำ ไอออนที่มีประจุแบบไดวาเลนต์ (โลหะหนักส่วนมาก เช่น สังกะสี แมกนีเซียม และแคลเซียม) ไอออนที่มีประจุแบบโมโนวาเลนต์ขนาดใหญ่ (โลหะแอลคาไล เช่น ลิเทียม โซเดียม โพแทสเซียม) และฮาโลเจน (เช่น คลอรีน) ออก 

คลอไรด์และโซเดียมห้าสิบถึงเก้าสิบเปอร์เซ็นต์สามารถถูกกรองออกด้วยวิธีนี้ นาโนฟิลเทรชันจึงเป็นทางเลือกที่เหมาะอย่างยิ่งในระบบผลิตน้ำอ่อน แรงดันที่ต้องการสำหรับขั้นตอนนี้จะอยู่ที่ระหว่าง 5 ถึง 10 บาร์

และสุดท้าย การรีเวอร์สออสโมซิสเป็นเทคนิคในการกรองด้วยแผ่นกรองอย่างสุดท้ายและถือเป็นการกรองระดับสูงสุด ในการรีเวอร์สออสโมซิส จะใช้วิธีย้อนกลับหลักการของการออสโมซิสตามธรรมชาติ (การปรับความเข้มข้นของของเหลวสองฝั่งให้เท่ากันโดยใช้เยื่อเลือกผ่าน) กล่าวคือ น้ำจะถูกทำให้บริสุทธิ์ด้วยการบังคับให้น้ำที่มีความเข้มข้นของไอออนสูงไหลผ่านเยื่อเลือกผ่านที่ความดันสูง (มากกว่า 80 บาร์สำหรับน้ำชะละลาย) ให้ต้านกับความดันออสโมติกตามธรรมชาติ สารที่ละลายปนอยู่ที่ไม่ต้องการจะไม่สามารถไหลผ่านแผ่นกรองความละเอียดสูงพิเศษได้เนื่องด้วยขนาดโมเลกุลที่ใหญ่กว่า รูของแผ่นกรองที่ใช้ในขั้นตอนนี้มีขนาดระหว่าง 0.001 ถึง 0.0001 µm แม้กระทั่งไอออนที่มีประจุแบบโมโนวาเลนต์ก็จะถูกกรองออกไป จึงเหลือไว้เพียงแต่น้ำที่มีความบริสุทธิ์อย่างมากที่แทบไม่มีอนุภาค เช่น แร่ธาตุและสารปลอมปน ไวรัส แบคทีเรีย เชื้อโรค และสิ่งปนเปื้อนอื่นๆ เจือปนอยู่

ด้านในของไส้กรองสำหรับการรีเวอร์สออสโมซิสทั่วไป: น้ำที่จะทำให้บริสุทธิ์จะถูกดันผ่านแผ่นกรองต่างๆ จากด้านนอก น้ำที่สะอาดจะอยู่ตรงกลาง

ใสสะอาด: โซลูชันจากเคเอสบีสำหรับการบำบัดน้ำในโรงงาน

ไม่ว่าคุณจะต้องการน้ำหล่อเย็นที่เป็นน้ำอ่อนและปราศจากเกลือ น้ำเลี้ยงที่เป็นน้ำอ่อนปราศจากคาร์บอนและเกลือสำหรับระบบทำไอน้ำ น้ำที่ผ่านกระบวนการบำบัดพิเศษ หรือน้ำสะอาด 100% ในการผลิต เคเอสบีก็มีปั๊มและวาล์วที่เหมาะสำหรับกระบวนการบำบัดน้ำในโรงงานทุกรูปแบบ วัสดุที่ทนทานและซีลที่เชื่อถือได้เป็นพิเศษช่วยให้มั่นใจได้ว่าอุณหภูมิที่สุดขั้วและของเหลวที่กัดกร่อนสูงจะทำอันตรายต่อผลิตภัณฑ์ของเราไม่ได้ กลุ่มผลิตภัณฑ์ที่หลากหลายของเคเอสบีพร้อมด้วยโครงสร้างแบบแยกส่วนช่วยให้มั่นใจได้ว่าคุณจะพบกับโซลูชันที่เหมาะกับข้อกำหนดเฉพาะของคุณอยู่เสมอ ผลิตภัณฑ์โดยเฉพาะในซีรีส์ Etanorm, Etabloc และ Etachrom รวมถึง Movitec และ Multitec ที่เป็นปั๊มแรงดันสูงแบบหลายขั้น สามารถปรับแต่งให้ตรงกับความต้องการของคุณได้

เคเอสบีมีประสบการณ์และความเชี่ยวชาญหลายปีในด้านการบำบัดน้ำในโรงงาน และให้โซลูชันการบริการที่ครอบคลุม คำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญ และผลิตภัณฑ์ที่ล้ำสมัย มีคำถามใช่ไหม เราตั้งตารอให้คุณติดต่อเราอยู่

==================================================

Banner_SupremeServ_1450x180_new

ขอบขอบคุณข้อมูลดีๆ จากทาง KSB Thailand นะครับ

==================================================

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
จัดการความเป็นส่วนตัว
  • คุกกี้ที่จำเป็น
    เปิดใช้งานตลอด

    ประเภทของคุกกี้มีความจำเป็นสำหรับการทำงานของเว็บไซต์ เพื่อให้คุณสามารถใช้ได้อย่างเป็นปกติ และเข้าชมเว็บไซต์ คุณไม่สามารถปิดการทำงานของคุกกี้นี้ในระบบเว็บไซต์ของเราได้

  • คุกกี้ที่จำเป็น

    ยินยอมใช้ Cookie สำหรับการติดตามการใช้งานเวปไซท์ นายช่างมาแชร์ เพื่อปรับปรุงคุณภาพของเนื้อหาและบริการ

บันทึกการตั้งค่า