อว.พร้อมหนุนพัฒนาแรงงานทักษะสูง-สร้างสรรค์ดันไทยขึ้นผู้นำซอฟต์พาวเวอร์ระดับโลก

0
Thai-Engineering Labor Industry
Thai-Engineering Labor Industry

นายคารม พลพรกลาง รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า จากการประชุมคณะกรรมการยุทธศาสตร์ซอฟต์พาวเวอร์แห่งชาติ ตั้งเป้าพัฒนาแรงงานทักษะสูง และพัฒนาอุตสาหกรรมซอฟต์พาวเวอร์ในสาขาต่างๆ 11 สาขาสู่ตลาดโลก เพื่อผลักดันให้ประเทศไทยขึ้นเป็นผู้นำซอฟต์พาวเวอร์ของโลกนั้น

นายคารมกล่าวว่า รัฐบาล โดยกระทรวง กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม (อว.) พร้อมเข้าไปสนับสนุนใน 3 ส่วนสำคัญคือ การพัฒนากำลังคนให้มีทักษะสูงขึ้น การใช้ข้อมูลทางวิชาการเสริมในประเด็นสำคัญเพื่อให้ซอฟต์พาวเวอร์ไทยได้รับความเชื่อถือในระดับโลก และการจัดโครงสร้างพื้นฐานทางเทคโนโลยีและนวัตกรรมสำหรับอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ใน 11 สาขา ประกอบด้วย อาหาร กีฬา งานเทศกาล ท่องเที่ยว​ ดนตรี​หนังสือ​ ภาพยนตร์​ เกม​ ศิลปะ​ การออกแบบ​และแฟชั่น​ ซึ่ง อว. มีความพร้อมอยู่แล้ว ทั้งมหาวิทยาลัยและหน่วยงานวิจัยซึ่งกระจายอยู่ที่ประเทศ ที่สามารถนำมาสนับสนุนนโยบายซอฟต์พาวเวอร์ได้ทันที

นายคารม กล่าวต่อไปว่า ในส่วนการพัฒนากำลังคน ซึ่งรัฐบาลมีเป้าหมายจะพัฒนากำลังคนถึง 20 ล้านคน โดยในปีแรกจำนวน 1 ล้านคนนั้น อว. มีกลไกการเพิ่มทักษะ หรือ Upskill- Reskill โดยจะเน้นการยกระดับทักษะคนไทยให้เป็นแรงงานทักษะสูง ใช้มหาวิทยาลัย 150 แห่งทั่วประเทศทำได้ในทุกพื้นที่ร่วมกับศูนย์บ่มเพาะและเครือข่ายอาชีวะ เชื่อมโยงกับการรับรองมาตรฐานทักษะและธนาคารหน่วยกิต รวมทั้งมหาวิทยาลัยหลักที่มีหลักสูตรทางด้านนี้อยู่แล้ว สามารถจะต่อยอดสอนในทักษะที่สูงขึ้นอีก ในปัจจุบันมหาวิทยาลัยต่างๆ มีหลักสูตรแล้ว 871 หลักสูตร สามารถผลิตคนด้านนี้ได้ประมาณปีละ 40,000 คน โดยเมื่อได้รับทราบความต้องการของซอฟท์พาวเวอร์แต่ละสาขาทั้ง 11 ด้านแล้ว อว. ก็จะเร่งให้มหาวิทยาลัยไปปรับเพิ่มเติมอีกให้ตรงกับโจทย์และความต้องการ

“อว. มีอุทยานวิทยาศาสตร์และมหาวิทยาลัยในพื้นที่ ที่จะช่วยสนับสนุนการสร้างอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ทั้งระบบ ใน 11 ด้าน โดยสามารถปรับให้เป็นนิคมนวัตกรรมอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ รวมทั้งการกระตุ้นกิจกรรมสร้างสรรค์ในเยาวชน นิสิต นักศึกษา กระตุ้นพลังการสร้างสรรค์ของเยาวชน และนักสร้างสรรค์รุ่นใหม่ ให้มีบรรยากาศการเรียนรู้ การอบรม การประกวดแข่งขันในรูปแบบต่างๆ ได้ทั่วประเทศ ซึ่งสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติหน่วยงานภายใต้ อว. สามารถร่วมดำเนินการได้อย่างเต็มที่ พร้อมใช้ศักยภาพที่มีอยู่อย่างเต็มที่ในทุกด้าน สนับสนุนและผลักดันให้ประเทศไทยขึ้นเป็นหนึ่งในผู้นำของโลกในเรื่องซอฟต์พาวเวอร์ให้ได้”นายคารม ย้ำ

แล้วพบกับสาระดีๆแบบนี้ทางด้านงานช่าง งานวิศวกรรม และอุตสาหกรรมได้ที่ นายช่างมาแชร์ นะครับ

Website: www.naichangmashare.com
Facebook: https://www.facebook.com/naichangmashare/
Blockdit :  https://www.blockdit.com/naichangmashare
Instragram: https://www.instagram.com/naichangmashare/
Twitter: https://twitter.com/naichangmashare
Youtube: https://www.youtube.com/@naichangmashare
TikTok :  https://www.tiktok.com/@naichangmashare

#นายช่างมาแชร์ 

LUBEFIX℠ นวัตรกรรมน้ำมันหล่อลื่นอุตสาหกรรมครบวงจร

0
Lube-Fix-Innovation-Lubrication-Suthaiyo
Lube-Fix-Innovation-Lubrication-Suthaiyo

น้ำมันหล่อลื่น (Lubrication) ถือเปรียบเสมือน “เส้นเลือดใหญ่” ที่คอยหล่อเลี้ยงเครื่องจักรในโรงงานอุตสาหกรรมให้ทำงานได้อย่างต่อเนื่อง และทำงานได้มีประสิทธิภาพ ซึ่งในโรงงานอุตสาหกรรมเครื่องจักรบางตัวสำคัญต่อโรงงานมาก โดยขอยกตัวอย่าง เครื่องจักรบางตัวสามารถที่จะผลิตสินค้ามูลค่าหลัก “หลายสิบล้านบาท” แต่ถ้าหากเครื่องจักรตัวนั้นเกิดการความเสียหายจนไม่สามารถผลิตต่อเนื่องได้ หรือ Unplanned Breakdown ก็จะส่งผลกระทบต่อโรงงานอุตสาหกรรม และระบบธุรกิจเป็นอย่างมาก

ซึ่งจากข้อมูลเชิงสถิติแล้วการเสียหายของเครื่องจักรที่มีสาเหตุมาจาก “น้ำมันหล่อลื่น” มีมากถึง 40% ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของความเสียหายอีกด้วย ซึ่งหากพูดถึงเรื่อง “ต้นทุน” (Cost) ของน้ำมันเทียบกับราคาค่าซ่อมของเครื่องจักรที่ตามมา และค่าสูญเสียโอกาสในการผลิตในเชิงธุรกิจแล้ว ถือว่าเป็นส่วนที่เล็กน้อยมากๆ

ดังนั้นแล้วการดูแล “ระบบน้ำมันหล่อลื่น” ในโรงงานอุตสาหกรรมจึงเป็นเรื่องที่สำคัญมากๆ เลยนะครับ โดยวันนี้ทางนายช่างมาแชร์จะขอมาแนะนำ “นวัตกรรมทางน้ำมันหล่อลื่นบริการครบวงจร LubeFix” กันนะครับ ว่าจะมีบริการอะไรบ้าง และไปแก้ไขปัญหาต่างๆในโรงงานเพื่อนๆได้อย่างไรบ้าง ตามไปดูกันครับ

บริการ LUBEFIX℠ ดูแลน้ำมันหล่อลื่นครบวงจร

บริการ LubeFix ถือเป็นเทคโนโลยีที่ใช้ทั้งศาสตร์และศิลป์ที่จะช่วยให้โรงงานของเพื่อนๆ สามารถมีความแข็งแกร่ง (Reliability) และสามารถเดินกำลังการผลิตได้อย่างต่อเนื่อง (Productivity) ด้วยการเข้าไปดูแลระบบการหล่อลื่นของเครื่องจักรที่สำคัญ (High Criticality) ในโรงงานของเพื่อนๆ ด้วยบริการ การวินิจฉัย (Diagnostic), การดูแลรักษา (Treatment), เทคโนโลยีเชิงป้องกัน (Preventive Technologies) เพื่อที่จะทำให้โรงงานก้าวเข้าสู่ระบบซ่อมบำรุงรักษาเชิงรุก หรือ Proactive Maintenance

ด้วย One Stop Service ที่ครบวงจรตั้งแต่ช่วง ก่อนการเดินเครื่องจักร (PRE-COMMISSIONING), การเดินเครื่องจักรช่วงแรก (FIRST RUNNING), การเดินเครื่องจักรช่วงปกติ (ROUTINE OPERATING), และการซ่อมบำรุงรักษาใหญ่ (OVERHAUL SYSTEM)

5 ประเภท Service จากทาง LUBEFIX

1) บริการทำความสะอาด (Cleaning Service)

Lubefix นำเสนอบริการ High Velocity Oil System Flush (HVOF), การล้างคลาบตะกอนในระบบ (Vanish Removal Flush), การล้างถังพัก (Reservoir Cleaning) ที่จะช่วยทางวิศวกรในช่วงทำ Pre-Commissioning และช่วง Overhauled ทำงานได้อย่างราบลื่นและมั่นใจครับ

Cleaning Service
Lubefix
Lubefix – High Velocity Oil System Flush (HVOF), Vanish Removal Flush, and Reservoir Cleaning

2) บริการการปรับสภาพน้ำมันหล่อลื่น (Fluid Reconditioning)

Lubefix ให้บริการการปรับสภาพสารหล่อลื่น หรือ Fluid Recondition ที่จะช่วยปรับสภาพน้ำมันหล่อลื่นที่มีสิ่งเจือปน (Decontamination) ที่เป็นสาเหตุที่ทำให้น้ำมันเสื่อมสภาพ (Oil degradation) ซึ่งในที่นี้รวมถึง การลดผลกระทบของคราบตะกอน (Varnish Mitigation), การกำจัดน้ำและสิ่งเจือปน (Water and Particulate Removal), และ การกรองสะอาดน้ำมันหล่อลื้น (Oil Filtration Service)

Lubefix’s Fluid Reconditioning 

3) บริการขนถ่ายน้ำมันหล่อลื่น (Fluid Transfer)

Lubefix ให้บริการการขนถ่ายน้ำมันหล่อลื่นแบบครบวงจร (Fluid Transfer Services) สำหรับงานประสานงานนถ่ายและขนย้าย (Coordination of lubricant delivery), งานถ่ายน้ำมันหล่อลื่นออกจากระบบ (Draining Out), การเติมน้ำมัน และกรองสะอาดเข้าระบบ (Filtering new oil and Validating oil cleanliness) ตามมาตรฐานที่ทางโรงงานกำหนด (OEM Specification)

Lubefix Fluid Transfer Services, on a turnkey basis

4) บริการ อบรมและให้คำปรึกษา (Training and Consult)

จากบริการที่มีความเชี่ยวชาญและมีความน่าเชื่อถือของทาง Lubefix เปิดบริการที่จะถ่ายทอดความรู้สู่ผู้ใช้งาน (Training) และให้บริการให้คำปรึกษาเกี่ยวกับระบบบริหารและการจัดการสารหล่อลื่นในโรงงานอุตสาหกรรม (Lubrication Management System)

5) บริการตรวจสอบในห้องปฏิบัติการ (Laboratory Services)

Lubefix ให้บริการสำหรับ การวิเคราะห์น้ำมัน (Laboratory Services) เป็นการดำเนินการสำหรับแผนการป้องกันที่สำคัญในการทำให้โรงงานของเพื่อนๆพร้อมใช้งานอยู่เสมอ และเป็นขั้นตอนแรกในการพิจารณาสุขภาพของน้ำมันหล่อลื่น (Machinery Wear) ,การสึกหรอของเครื่องจักร และโอกาสที่จะเกิดการปนเปื้อน (Potential for Contamination) โดยห้องปฏิบัติการ Lubefix ดำเนินการเพื่อให้แน่ใจว่าอุปกรณ์ทำงานภายใต้สภาวะที่ดีที่สุดเสมอ

การวิเคราะห์น้ำมันยังช่วยให้สามารถเสนอคำแนะนำเพื่อยืดอายุการใช้งานของอุปกรณ์ได้อีกด้วย กระบวนการวิเคราะห์น้ำมันประกอบด้วยการสำรวจเครื่องจักรและสภาพของเครื่องจักรตลอดจนน้ำมันหล่อลื่นที่ใช้แล้ว เราเก็บตัวอย่างซึ่งจะถูกวิเคราะห์ทันทีโดยห้องปฏิบัติการของเราเอง

==========================================

LUBEFIX℠ นำเสนอบริการน้ำมันหล่อลื่นอุตสาหกรรมครบวงจร ด้วยเทคโนโลยีการวินิจฉัย การดูแลรักษา และเทคโนโลยีเชิงป้องกัน เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงในการผลิตและเพิ่มประสิทธิภาพให้กับโรงงานของคุณ บริการหลากหลายรวมถึงการทำความสะอาด การปรับสภาพน้ำมัน การขนถ่าย อบรมให้คำปรึกษา และการตรวจสอบในห้องปฏิบัติการ มุ่งเน้นให้เครื่องจักรทำงานได้ต่อเนื่อง ลดความเสี่ยงการเสียหาย และยืดอายุการใช้งาน

https://www.lubefix.com/en

==========================================

แล้วพบกับสาระดีๆแบบนี้ทางด้านงานช่าง งานวิศวกรรม และอุตสาหกรรมได้ที่ นายช่างมาแชร์ นะครับ

Website: www.naichangmashare.com
Facebook: https://www.facebook.com/naichangmashare/
Blockdit :  https://www.blockdit.com/naichangmashare
Instragram: https://www.instagram.com/naichangmashare/
Twitter: https://twitter.com/naichangmashare
Youtube: https://www.youtube.com/@naichangmashare
TikTok :  https://www.tiktok.com/@naichangmashare

#นายช่างมาแชร์ 

 

ตั้งรับ Decoupling พิษ Trade Wars สหรัฐย้ายโรงงานหนีจีน

0
Multi,Exposure,Of,Oil,Refinery,Or,Petrochemical,Industry,With,Thai
Multi,Exposure,Of,Oil,Refinery,Or,Petrochemical,Industry,With,Thai

จากสงครามการค้าสู่สงครามเทคโนโลยี สร้างความสั่นสะเทือนไปทั่วทั้งโลก เพราะการแยกห่วงโซ่อุปทานระหว่างบิ๊กอุตสาหกรรมโลกอย่างสหรัฐอเมริกาและจีนทวีความรุนแรงขึ้น เมื่อสหรัฐผ่านกฎหมาย Chip and Science Act เพื่อจูงใจให้เกิดการผลิตเซมิคอนดักเตอร์ภายในประเทศ แรงกระเพื่อมไปทั่วโลกโดยเฉพาะประเทศที่มีการผลิตชิปให้พากันออกมาตรการดึงดูดการลงทุนในประเทศ

ฝ่ายจีนไม่ยอมแพ้จึงแก้เกมด้วยการประกาศมาตรการควบคุมการส่งออกแร่แกลเลียมและเจอร์เมเนียม ซึ่งเป็นแร่ที่สำคัญในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ และจะเริ่มบังคับใช้วันที่ 1 สิงหาคม 2566 นี้ ไทยในฐานะประเทศคู่ค้าทั้งสหรัฐและจีน จึงต้องเตรียมพร้อมกับ การแยกห่วงโซ่อุตสาหกรรมจากจีน หรือ decoupling ในเวทีเสวนา “การเตรียมรับมือกับการแยกห่วงโซ่อุปทานระหว่างสหรัฐอเมริกาและจีน” ที่สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) ร่วมกับมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์จัดขึ้น

ไทยเตรียมความพร้อมรับมือการเปลี่ยนแปลง

นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ ผู้อำนวยการ สนค. กล่าวว่า decoupling ระหว่างสหรัฐและจีนส่งผลให้ไทยได้รับอานิสงส์จากการย้ายฐานการผลิตออกจากจีน โดยเฉพาะกลุ่มเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ ขณะที่การลงทุนจากจีนในกลุ่มยานยนต์ในไทยเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะชิ้นส่วนยานยนต์และยางรถยนต์ แต่อย่างไรก็ตาม มูลค่าการลงทุนในไทยก็ยังน้อยกว่าประเทศในอาเซียนส่วนใหญ่

ดังนั้น ไทยจึงต้องเตรียมเพิ่มศักยภาพทางด้านการผลิต โดยเฉพาะด้านแรงงาน เพื่อตักตวงผลประโยชน์จาก decoupling ที่เกิดขึ้นอย่างมีระบบ โดยมีแผนระยะสั้นและระยะยาวที่สอดรับกัน ตลอดจนเดินหน้ากระจายตลาดส่งออก เพื่อลดความเสี่ยงจากโครงสร้างตลาดส่งออกของไทยที่กระจุกตัว รวมถึงเพิ่มประสิทธิภาพการส่งเสริมการลงทุนจากต่างประเทศสมัยใหม่ ที่ต้องลดความสลับซับซ้อนของกฎระเบียบ ยุทธศาสตร์ใหม่ ๆ ไม่ใช่เพียงการให้สิทธิประโยชน์การลงทุน แต่ต้องดึงดูดบุคลากรผู้เชี่ยวชาญให้เข้ามาทำงานในประเทศด้วย

“หัวใจสำคัญที่ต้องทำอย่างต่อเนื่องคือ การเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ซึ่งต้องมีเจ้าภาพที่ชัดเจนในการขับเคลื่อน มีอุตสาหกรรมเป็นศูนย์กลางของการออกแบบนโยบาย ที่ตั้งอยู่บนความสมเหตุสมผล สอดคล้องกับศักยภาพของประเทศ ว่าเราทำอะไรได้ เราต้องระวังอะไร และเราพร้อมอะไร และดำเนินการอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้เกิดการพัฒนาในระยะยาว”

เสริมแกร่งอุตสาหกรรมด้วย Supply Chain

นายชัยชาญ เจริญสุข ประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย กล่าวว่า สิ่งสำคัญที่สุดในตอนนี้สำหรับประเทศไทยคือ การสร้างศักยภาพและเสริมความแข็งแกร่งให้กับห่วงโซ่อุปทาน (supply chain) อย่างชาญฉลาดและมีการบูรณาการอย่างครบวงจร

“จีนที่มีห่วงโซ่อุปทานตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ทำให้กลายเป็นโรงงานโลก ทั้งยังสามารถเป็นผู้นำด้านราคาต้นทุน (cost leadership) ดังนั้น ไทยต้องหาทางอื่นที่ไม่ใช่การแข่งขันเรื่องต้นทุนราคา แต่ต้องเป็นการสร้างมูลค่าเพิ่ม (value added) ส่วนสหรัฐเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรม รวมถึงเรื่องแบรนด์ จะเห็นว่าสหรัฐครอบครองสินค้าที่มีมูลค่าด้านการออกแบบ รวมถึงทรัพย์สินทางปัญญา และเป็นตลาดขนาดใหญ่ ดังนั้น หากประสานกับจีนซึ่งเป็นโรงงานโลก และสหรัฐซึ่งเป็นตลาดผู้บริโภคได้ จะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจ”

สิ่งแรกตอนนี้จีนเริ่มมองหาตลาดใหม่อย่างเอเชียกลาง ซึ่งเป็นตลาดที่รอการลงทุน เช่นเดียวกับที่เคยปักหมุดหมายไปที่แอฟริกาและตะวันออกกลางมาแล้ว โดยจีนมีโครงการความร่วมมือสายแถบและเส้นทาง (Belt and Road Initiative หรือ BRI) ทำให้สามารถเชื่อมต่อไปยังยุโรปและเอเชียกลางได้

สิ่งที่สองคือ ไทยไม่ควรมองข้ามการเปลี่ยนขั้วการจับเศรษฐกิจทางการค้า โดยเฉพาะ BRICS ประกอบไปด้วย บราซิล รัสเซีย อินเดีย จีน และแอฟริกาใต้

สุดท้ายคือ ไทยเป็นจุดหมายสำคัญของนักลงทุนจีนที่กำลังย้ายฐาน เพราะไทยมีโครงสร้างพื้นฐานและการขนส่งตอบโจทย์ เชื่อมทางรถไฟไทย-ลาว-จีน ทั้งยังพยายามสร้างระบบการขนส่งหลายรูปแบบ ทั้งรถ ราง เรือ อย่างโครงการเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ก็เป็นที่น่าจับตามองของนักลงทุนจีน

อุตสาหกรรม CPFC ปักหมุดลำพูนโลจิสติกส์พาร์ค 90 ไร่

0
CPFC1 อุตสาหกรรม

เพิ่งก่อตั้งเมื่อกลางปีที่แล้ว สำหรับบริษัทอสังหาริมทรัพย์น้องใหม่ในเครือเจริญโภคภัณฑ์ ในนาม “CPFC” ประเดิมการลงทุนโปรเจ็กต์แรก “ลำพูนดิสทริบิวชั่นเซ็นเตอร์” บนถนนซูเปอร์ไฮเวย์ เชียงใหม่-ลำปาง ต.บ้านกลาง อ.เมือง จ.ลำพูน บนพื้นที่ 90 ไร่ แบ่งพัฒนา 2 เฟส

โดยเฟสแรกเป็นศูนย์กระจายสินค้าครบวงจร คาดว่าเปิดใช้งานไตรมาส 2/67 ส่วนเฟสที่ 2 เปิดเต็มรูปแบบภายในปี 2570 พัฒนาส่วนต่อขยายศูนย์กระจายสินค้า มีพื้นที่พาณิชย์ ตั้งเป้าเป็นโลจิสติกส์ปาร์กใหญ่ที่สุดในภาคเหนือ และเป็นต้นแบบโลจิสติกส์ทั้งด้านเทคโนโลยีและความยั่งยืนของเครือเจริญโภคภัณฑ์

“นางสาวปพิตชญา สุวรรณดี” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ซีพี ฟิวเจอร์ ซิตี้ ดีเวลลอปเม้นท์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด หรือ CPFC ระบุว่า CPFC ก่อตั้งขึ้นโดยมุ่งเน้นพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์ขนาดใหญ่ โครงการรอบสถานีระบบขนส่งสาธารณะ และศูนย์กระจายสินค้า

โดยนำวิสัยทัศน์ด้านการพัฒนาเมืองอัจฉริยะ ทั้งด้านเทคโนโลยีและความยั่งยืนมาใช้ในการพัฒนาโครงการ ซึ่งออกแบบและก่อสร้างภายใต้รูปแบบ built-to-suit เพื่อให้ตรงตามความต้องการใช้งานของกลุ่มธุรกิจรีเทลของเครือ ทั้ง “Makro-Lotus’s-CPF”

ขีดความสามารถรองรับการจัดเก็บและกระจายสินค้าทุกประเภท ทั้งสินค้าอุปโภคบริโภค อาหารสด อาหารแห้ง อาหารแช่เย็นและแช่แข็ง เป็นต้น

โดยมี “All Now” ผู้ให้บริการด้านโลจิสติกส์ครบวงจรเป็นผู้บริหารจัดการระบบคลังสินค้าและขนส่งที่ได้มาตรฐานในโครงการนี้

ทั้งนี้ CPFC ได้ร่วมลงนามในสัญญาเช่าเฟสแรก กับ บริษัท ออลล์ นาว แมนเนจเม้นท์ จำกัด (All Now) บริษัท เอก-ชัย ดีสทริบิวชั่น ซิสเทม จำกัด (Lotus’s) และบริษัท ซีพี แอ็กซ์ตร้า จำกัด (มหาชน) (Makro) นับเป็นการผนึกกำลังร่วมกันครั้งแรกของบริษัทในกลุ่มธุรกิจค้าปลีก เกษตรกรรม โลจิสติกส์ และอสังหาริมทรัพย์

ภายใต้กลยุทธ์ CP Synergy และ CP Excellence ที่มุ่งเน้นขับเคลื่อนธุรกิจสู่ความเป็นเลิศ

ด้วยการนำโมเดล sharing economy ปั้นโมเดลศูนย์โลจิสติกส์ครบวงจร เพื่อเป็นศูนย์กลางการกระจายสินค้าสำหรับธุรกิจค้าปลีกของเครือ ครอบคลุม 15 จังหวัดในภาคเหนือและภาคกลางตอนบน

ด้าน “สมพงษ์ รุ่งนิรัติศัย” ประธานคณะผู้บริหาร ธุรกิจโลตัส ประเทศไทย กล่าวว่า ลำพูนเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญ ช่วยสนับสนุนการกระจายสินค้าของเกษตรกรในภาคเหนือให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

“ธเนศ พิริย์โยธินกุล” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ออลล์ นาว กรุ๊ป กล่าวว่า บริษัทมีประสบการณ์เกิน 20 ปี และพร้อมที่จะเป็นหนึ่งในผู้นำของตลาดโลจิสติกส์ในประเทศไทย

“ศรัณย์พงศ์ จิตรจง” รองผู้อำนวยการฝ่าย Supply Chain บริษัท ซีพี แอ็กซ์ตร้า จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า โครงการออกแบบเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม สอดคล้องกับแนวคิดการทำธุรกิจที่จะเติบโตเคียงข้างชุมชนและสังคมไทยอย่างยั่งยืน

และ “ทวิช ทัฬหะกาญจนากุล” ผู้อำนวยการโลจิสติกส์และศูนย์กระจายสินค้า บริษัท ซีพีเอฟ โกลบอล ฟู้ด โซลูชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ CPFGS กล่าวว่า โครงการนี้สามารถรองรับความต้องการที่เติบโตของลูกค้าในเขตภาคเหนือได้เป็นอย่างดี

ค่าเงินบาทวันนี้ (4 ต.ค.) เปิดตลาดอ่อนค่าที่ 37.10 บาท บทวิเคราะห์ล่าสุด

0
Thai,Bath,On,Us,Dollars
Thai,Bath,On,Us,Dollars

วันที่ 4 ตุลาคม 2566 ฝ่ายธุรกิจตลาดเงินและธุรกรรมระหว่างประเทศ ทีเอ็มบีธนชาต (ttb) เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเช้านี้เปิดตลาด 37.10 บาทต่อดอลลาร์ อ่อนค่าจากราคาปิดตลาดเมื่อวันทำการก่อนหน้าที่ระดับ 37.04 บาทต่อดอลลาร์

ค่าเงินบาท (4 ต.ค. 66) เปิดตลาดอ่อนค่าที่ 37.10 บาทต่อดอลลาร์ โดยกรอบแนวรับที่ 37.00 บาท แนวต้าน 37.30 บาท

โดยดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลัก โดยดอลลาร์ปรับตัวตามทิศทางอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 10 ปีที่พุ่งขึ้นแตะระดับสูงสุดในรอบ 16 ปี หลังสหรัฐเปิดเผยผลสำรวจการเปิดรับสมัครงานและอัตราการหมุนเวียนของแรงงาน (JOLTS) ซึ่งพบว่า ตัวเลขการเปิดรับสมัครงาน ซึ่งเป็นมาตรวัดอุปสงค์ในตลาดแรงงาน พุ่งขึ้นเกือบ 700,000 ตำแหน่ง สู่ระดับ 9.61 ล้านตำแหน่งในเดือน ส.ค.

ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือน เม.ย. และสูงกว่าตัวเลขคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ที่ระดับ 8.8 ล้านตำแหน่ง ทำให้ตลาดคาดการณ์ว่าธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) คงอัตราดอกเบี้ยที่ระดับสูงเป็นเวลานานขึ้น

วานนี้ นักลงทุนต่างชาติขายสุทธิในตลาดพันธบัตรไทย 2,549 ล้านบาท และขายสุทธิในตลาดหุ้นไทย 4,440 ล้านบาท

คาดการณ์ค่าเงินบาทวันนี้มีแนวรับ/แนวต้านที่  37.00-37.30 บาทต่อดอลลาร์

ที่มา : ประชาชาติ

บี.กริม เพาเวอร์ กดปุ่ม COD โรงไฟฟ้าพลังความร้อนร่วม อ่างทอง 2 พร้อมเดินเครื่อง COD

0
บี.กริม เพาเวอร์ กดปุ่ม COD โรงไฟฟ้าพลังความร้อนร่วม อ่างทอง 2 พร้อมเดินเครื่อง COD โรงไฟฟ้าพลังความร้อนร่วม อ่างทอง 3 ในเดือน ธ.ค.นี้

รวม 2 โครงการ มีกำลังผลิตรวม 280 เมกะวัตต์ ลุยขายไฟฟ้าให้ กฟผ.และกลุ่มลูกค้าอุตสาหกรรม พร้อมเดินหน้าตามยุทธศาสตร์ GreenLeap ย้ำจุดแข็งผู้นำลูกค้าอุตสาหกรรม และพลังงานทดแทน

โครงการโรงไฟฟ้าพลังความร้อนร่วม บริษัท บี.กริม เพาเวอร์ (อ่างทอง) 2 จำกัด บริษัทย่อยของ บริษัท บี.กริม เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) (บี.กริม เพาเวอร์ ถือหุ้น 70%) ประกาศเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ (COD) โครงการโรงไฟฟ้าพลังความร้อนร่วม อ่างทอง 2 กำลังการผลิต 140 เมกะวัตต์ โดยเริ่มจำหน่ายไฟฟ้าให้กับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2566 ที่ผ่านมา และเตรียมเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ (COD) โครงการโรงไฟฟ้าพลังความร้อนร่วม อ่างทอง 3 กำลังการผลิต 140 เมกะวัตต์ ในเดือนธันวาคม 2566 นี้ รวม 2 โครงการมีกำลังผลิตรวม 280 เมกะวัตต์

ดร. ฮาราลด์ ลิงค์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บี.กริม เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ BGRIM เปิดเผยว่า โครงการโรงไฟฟ้าพลังความร้อนร่วม อ่างทอง 2 และ อ่างทอง 3 ตั้งอยู่ในนิคมอุตสาหกรรม เอส อ่างทอง อำเภอไชโย จังหวัดอ่างทอง ดำเนินกิจการโรงไฟฟ้าพลังความร้อนร่วมที่ใช้ก๊าซธรรมชาติเป็นเชื้อเพลิง ด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่ที่มีประสิทธิภาพสูง โดยมีสัญญาซื้อขายไฟฟ้ารวม 180 เมกะวัตต์ กับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย เป็นระยะเวลา 25 ปี ในรูปแบบต้นทุนพลังงานส่งผ่าน (pass through) และส่วนที่เหลือเป็นการทำสัญญาซื้อขายไฟฟ้าและไอน้ำระยะยาวกับลูกค้าภายในนิคมอุตสาหกรรม เอส อ่างทอง ซึ่งจะสร้างกระแสเงินสดอย่างมั่นคงให้กับ บี.กริม เพาเวอร์ อย่างต่อเนื่องไปอีก 25 ปีข้างหน้า

ดร.ฮาราลด์ ลิงค์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ทิศทางของ บี.กริม เพาเวอร์ มุ่งมั่นในการขยายการลงทุนในโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียน ทั้งในประเทศและต่างประเทศสู่เป้าหมาย ตามยุทธศาสตร์ “GreenLeap – Global and Green” โดยจะมุ่งเน้นการพัฒนาโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนมากขึ้น ปัจจุบันอยู่ระหว่างการก่อสร้างและพัฒนาโครงการในประเทศเกาหลีใต้ ญี่ปุ่น เวียดนาม ฟิลิปปินส์ มาเลเซีย กัมพูชา อิตาลี กรีซ ออสเตรเลีย สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และซาอุดิอาระเบีย รวมทั้งประเทศไทย โดยมีเป้าหมายเพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนให้มากกว่า 50% ในปี 2573 นอกจากนี้ บี.กริม เพาเวอร์ ยังเดินหน้าปรับปรุงประสิทธิภาพโรงไฟฟ้า ด้วยการนำเทคโนโลยีใหม่มาใช้กระบวนการผลิตไฟฟ้า มุ่งลดอัตราการใช้เชื้อเพลิงอย่างต่อเนื่อง พร้อมเดินหน้าจัดหาพลังงานที่ตอบโจทย์ให้กับภาคอุตสาหกรรม เพื่อให้บริการด้านพลังงานแบบครบวงจรแก่ลูกค้า (Industrial Solutions) ตลอดจนการจัดหาแหล่งพลังงานทางเลือกเพื่อการผลิตไฟฟ้าสำหรับอนาคต (Sustainable Fuels) เป็นต้น

สำหรับแนวทางการบริหารต้นทุนจากก๊าซธรรมชาติ ปัจจุบัน บี.กริม เพาเวอร์ อยู่ระหว่างดำเนินการตามขั้นตอนอย่างต่อเนื่องเพื่อนำเข้าก๊าซ LNG ในรูปแบบ Regulated Market หรือภายใต้การกำกับดูแลของคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นในการบริหารจัดการต้นทุนก๊าซธรรมชาติ

ปัจจุบัน บี.กริม เพาเวอร์ มีโครงการที่เปิดดำเนินการแล้วทั้งหมด 60 โครงการ คิดเป็นกำลังการผลิตติดตั้งรวม 3,830 เมกะวัตต์ มุ่งขยายการลงทุนสู่การพัฒนาโครงการโรงไฟฟ้ารวมกำลังการผลิต 10,000 เมกะวัตต์ภายในปี 2573 พร้อมยกระดับสู่บริษัทผู้ผลิตพลังงานชั้นนำระดับโลก ตั้งเป้าก้าวสู่องค์กรที่ไม่ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ หรือ Net-Zero Carbon Emissions ภายในปี ค.ศ. 2050 (ปี พ.ศ. 2593)

งานสัมมนา Start Digital Safety ยกระดับความปลอดภัยเพื่อชาวโรงงาน

0
งานสัมมนา Start Digital Safety ยกระดับความปลอดภัยเพื่อชาวโรงงาน
งานสัมมนา Start Digital Safety ยกระดับความปลอดภัยเพื่อชาวโรงงาน

โรงงานของคุณต้องการความปลอดภัยที่ดีขึ้นหรือไม่?

.

ลงทะเบียนเข้าร่วมงานสัมมนา Start Digital Safety ยกระดับความปลอดภัยเพื่อชาวโรงงาน ได้ที่ https://forms.gle/57EMnx2Z36UxHiZH8 ฟรี!!! ไม่มีค่าใช้จ่าย (จำนวนจำกัด)

.

พบกันวันที่ 27 ตุลาคม พ.ศ. 2566 เวลา 09:00 น. – 16:00 น. ณ.โรงแรมรัตนชล อ.เมืองชลบุรี จ.ชลบุรี ฟรี! อาหารกลางวันแบบบุฟเฟต์ แล้วเจอกันที่งานนะคะ

.

=======================================

หากเพื่อนๆกำลังมองหาระบบ CMMS ที่คุณภาพ มีมาตราฐานสากลระดับโลก ที่สำคัญใช้ฟรี ไม่ต้องโหลดโปรแกรม สามารถใช้ได้ในมือถือ ทั้งระบบ android และ iOS

นายช่างมาแชร์ขอแนะนำโปรแกรม Factorium ระบบ CMMS ยุคใหม่ โปรแกรมซ่อมบำรุงบนสมาร์ทโฟน สำหรับโรงงานยุค 4.0 ครับผม  (www.factorium.tech)

ติดต่อฝ่ายขายและปรึกษาโทร : 096-034-7506 (เนย) , 083-932-4654 (เกว)

=======================================

แล้วพบกับสาระดีๆแบบนี้ทางด้านงานช่าง งานวิศวกรรม และอุตสาหกรรมได้ที่ นายช่างมาแชร์ นะครับ

Website: www.naichangmashare.com
Facebook: https://www.facebook.com/naichangmashare/
Blockdit :  https://www.blockdit.com/naichangmashare
Instragram: https://www.instagram.com/naichangmashare/
Twitter: https://twitter.com/naichangmashare
Youtube: https://www.youtube.com/channel/UCmIPiSeg-uy4k8JYSmknp_g

#นายช่างมาแชร์ #Maintenance #CMMS #FACTORIUM

กล่องพักสายไฟ Junction Box / Enclosure Box ในอุตสาหกรรม

0
Junction Box / Enclosure Box ในอุตสาหกรรม
Junction Box / Enclosure Box ในอุตสาหกรรม

ในอุตสาหกรรมทั่วโลกนั้น การเดินสายไฟฟ้าไปยังเครื่องใช้ไฟฟ้า อาทิ มอเตอร์, ระบบแสงสว่าง หรือระบบคอนโทรลทางด้าน Instrument และ Electrical การมีกล่องพักสายไฟ (Junction Box หรือ Enclosure Box) ที่อยู่ระหว่างแหล่งจ่ายไฟฟ้า และอุปกรณ์ไฟฟ้า ที่ใช้แยกวงจรไฟฟ้าไปหลายๆ อุปกรณ์ไฟฟ้า หรือพักวงจรไฟฟ้า สามารถทำให้เกิดความสะดวก และประโยชน์อย่างมากมาย และได้นำไปใช้อย่างแพร่หลาย โดยวันนี้ผมจะพาไปท่องเที่ยวของโลกกล่องพักสายไฟ หรือที่เราเรียกกันว่า Junction Box / Enclosure Box 

Junction Box / Enclosure Box / Enclosure คืออะไร

กล่องพักสายไฟ หรือ ในชื่อภาษาอังกฤษ คือ Junction Box หรือ Enclosure Box ซึ่งก็คือ กล่องที่ใช้สำหรับพักสายไฟเพื่อทำการต่อสายไฟฟ้า ที่อาจจะมีปัญหาเรื่องสายไฟฟ้ายาวไม่ถึงจึงทำการต่อสายไฟฟ้าผ่าน Junction Box หรือทำการแยกวงจรไฟฟ้า เนื่องจากมีการลากสายไฟฟ้าหลัก (Main Cable) มาจากสถานีไฟฟ้า และแยกวงจรไฟฟ้าออกจากกันเป็นวงจรที่ออกแบบไว้ เช่น ระบบแสงสว่างที่แยกวงจรตามจุดต่างๆ ของพื้นที่ที่วางระบบไว้ เป็นต้น โดยที่ Junction Box นิยมใช้งานได้ทั้ง Indoor และ Outdoor ที่จะทำให้ผู้ใช้งานจะต้องเลือก Junction Box ให้เหมาะสมกับสภาวะแวดล้อม

ประเภทของ Junction Box / Enclosure Box

1) Junction Box แบบ Stainless Steel

Junction Box แบบ Stainless Steel ที่กล่องพักสายไฟทำมาจาก Stainless Steel เช่น Junction Box ของ Weidmuller รุ่น KTB, KEBx ที่เป็น Junction Box Stainless Steel เกรด 316L ที่มีความแข็งแรง และสามารถทนทานต่อการเกิดสนิมได้เป็นอย่างดี

Junction Box แบบ Stainless Steel 

2) Junction Box แบบ Plastic

Junction Box แบบ Plastic ที่เป็นกล่องทำจากพลาสติก ABS ที่มีน้ำหนักเบา ทนทานในระดับหนึ่ง 

Junction Box แบบ Plastic ABS

3) Junction Box แบบ Aluminium

Junction Box แบบ Aluminium ที่เป็นกล่องทำวัสดุอะลูมิเนียม ที่เป็นตระกูลโลหะ ที่มีความพิเศษคือน้ำหนักเบา แต่ยังคงทนความแข็งแรง  เช่น Junction Box ของ Weidmuller รุ่น Klippon® K

การเลือก Junction Box / Enclosure Box เบื้องต้นในการใช้งานเพื่อนำไปใช้งาน

การเลือกใช้งาน Junction Box / Enclosure Box ต้องคำนึงถึงการออกแบบของวงจรไฟฟ้า และสิ่งสำคัญ คือ สภาพแวดล้อมบริเวณที่ติดตั้งใช้งาน โดยขั้นตอนการเลือกเบื้องต้น สามารถอ้างอิงและคำนึงดังนี้

  1. พิจารณาจากสภาพแวดล้อมโดยการเลือกจากการใช้งานที่เป็นทั้ง Indoor และ Outdoor โดยสามารถดูจากของแข็ง และน้ำที่มากระทำกับ Junction Box โดยที่จะมี IP Code ที่ผู้ใช้งานจะต้องเลือกการใช้งานให้เหมาะสมกับสภาพแวดล้อม เช่น ใช้งาน Outdoor และต้องป้องกันเรื่องของของแข็ง และน้ำฝนตามฤดูกาล ต้องเลือก IP54 เป็นต้น
  2. พิจารณาจากสภาพแวดล้อมที่มีสารเคมีอันตราย (Hazardous Area) ที่ต้องพิจารณา โดยจะอ้างอิงกับ International Standard อาทิ ATEX (Standard industrial applications and applications in explosive environments across industrial sectors), IECEx และ cULus

ประโยชน์ของ Junction Box / Enclosure Box / Enclosure

การมี Junction Box / Enclosure Box สามารถทำให้เกิดประโยชน์ต่อการใช้งานที่หลากหลาย เพิ่มความสะดวกสบายมากยิ่งขึ้น อาทิ

  1. สามารถใช้แยกวงจรไฟฟ้าตามที่ออกแบบไว้ เพราะบางครั้งการเดินวงจรจุดต่อจุดจะใช้ปริมาณสายไฟที่เยอะ และต้องใช้งบประมาณในการก่อสร้างเยอะ ดังนั้น Junction Box จะช่วยทำให้ลดปริมาณสายไฟที่ลดลง และประหยัดค่าใช้จ่ายได้
  2. สามารถใช้ในกรณีต้องการจะต่อสายไฟฟ้า ที่มีการใช้ Terminal พักไว้ เพื่อทำการต่อวงจรไปงานต่อไป
  3. สามารถช่วยป้องกันความเสียหายจากการกระแทกของวัสดุภายนอก ทำให้อุปกรณ์สามารถใช้งานได้อย่างปกติ
  4. กรณีเกิดไฟไหม้หรือเพลิงของอุปกรณ์ ภายใน Junction Box ที่จะทำให้สามารถป้องกันอันตรายที่เกิดขึ้นกับผู้ใช้งานได้
  5. ทำให้สะดวกต่อการใช้งาน ดูแล และบำรุงรักษา

ดังนั้นกล่องพักสายไฟ หรือ Junction Box ของ Weidmuller มี Solution ที่หลากหลายสําหรับการใช้งานทางอุตสาหกรรมมาตรฐานและการใช้งานในสภาพแวดล้อมที่ระเบิดได้ในภาคอุตสาหกรรม ได้รับการรับรองสำหรับการใช้งานในบรรยากาศที่อาจเกิดการระเบิดและการใช้งานในอุตสาหกรรมมาตรฐาน Certified according to global standards: ATEX, IECEx, and cULus. -High IP-protection class, corrosion- and temperature-resistance

ที่ตอบโจทย์ตามมาตรฐานความปลอดภัยคุณภาพและประสิทธิภาพระดับสูง ด้วย Junction Box คุณภาพสูงจาก Weidmüller และมีความยืดหยุ่นเพียงพอ สำหรับการปรับให้เข้ากับความต้องการอย่างเหมาะสม ด้วย Weidmüller Configurator ที่ทำให้คุณสามารถ design Junction box ได้อย่างง่ายดาย รวมถึงอุปกรณ์เสริมทั้งหมด

ดาวน์โหลดเอกสารเพิ่มเติม :

“The perfect home for your loved ones” The flexible Klippon® Protect enclosure system is the perfect addition to our Klippon® Connect range of modular terminal blocks. Rely on our enclosures that are optimized for your requirements and provide excellent protection. With Klippon® Protect, you can choose from a wide range of universal and application-specific enclosures. The enclosures cover all relevant approvals required for use in industrial or explosive risk zones.

==================================

บทความนี้ขอขอบคุณข้อมูลดีๆจากทาง PW TECH CO.,LTD ตัวแทนจำหน่าย flexible Klippon® Protect enclosure system อย่างเป็นทางการนะครับ

ช่องทางติดต่อ :

Tel: 038-015-381 to 4, 025-843-355 
Fax: 038-015-385, 025-833-405 
Email: [email protected]

PW TECH Co., Ltd.

Head Office : 219/35 หมู่ 4 ถนนแจ้งวัฒนะ ตำบลปากเกร็ด อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี 11120

Rayong Branch (Workshop) : 95/1-2 หมู่ 3, ตำบลน้ำคอก, อำเภอเมือง, จังหวัดระยอง 21000

==================================

แล้วพบกับสาระดีๆแบบนี้ทางด้านงานช่าง งานวิศวกรรม และอุตสาหกรรมได้ที่ นายช่างมาแชร์ นะครับ

Website: www.naichangmashare.com
Facebook: https://www.facebook.com/naichangmashare/
Blockdit :  https://www.blockdit.com/naichangmashare
Instragram: https://www.instagram.com/naichangmashare/
Twitter: https://twitter.com/naichangmashare
Youtube: https://www.youtube.com/@naichangmashare
TikTok :  https://www.tiktok.com/@naichangmashare

#นายช่างมาแชร์ #Enclosure #Cable #Gland

โรงไฟฟ้าฟูกุชิมะเตรียมปล่อย “น้ำปนเปื้อนกัมมันตภาพรังสี” รอบ 2 ในวันที่ 5 ต.ค.

0
โรงไฟฟ้าฟูกุชิมะเตรียมปล่อย “น้ำปนเปื้อนกัมมันตภาพรังสี” รอบ 2 ในวันที่ 5 ต.ค.
โรงไฟฟ้าฟูกุชิมะเตรียมปล่อย “น้ำปนเปื้อนกัมมันตภาพรังสี” รอบ 2 ในวันที่ 5 ต.ค.

โรงไฟฟ้าฟูกุชิมะเตรียมปล่อย – วันที่ 29 ก.ย. เอเอฟพี รายงานว่า ญี่ปุ่นเตรียมระบายน้ำเสียปนเปื้อนสารกัมมันตภาพรังสีจากเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ที่ผ่านการบำบัดจาก โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟูกุชิมะ ไดอิจิ ลงสู่มหาสมุทรแปซิฟิกเป็นครั้งที่ 2 ในวันที่ 5 ต.ค.ที่จะถึงนี้ ภายหลังการปล่อยน้ำเสียครั้งแรกเมื่อวันที่ 24 ส.ค.ที่ผ่านมา สร้างกระแสหวาดวิตกไปทั่วภูมิภาคและเกิดการคว่ำบาตรครั้งใหญ่ภายหลังทางการจีนระงับการนำเข้าอาหารทะเลทั้งหมดจากญี่ปุ่น

แม้ทางการญี่ปุ่นยืนยันว่าดำเนินการอย่างโปร่งใส รวมถึงเปิดเผยข้อมูลตามหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่เก็บจากตัวอย่างน้ำและปลาในมหาสมุทรพบว่าระดับกัมมันตภาพรังสีอยู่ในเกณฑ์ปลอดภัย

บริษัท โตเกียว อิเล็กทริก เพาเวอร์ (เทปโก) บริษัทดูแลโรงไฟฟ้าฟูกุชิมะ ระบุว่า “การตรวจสอบหลังการระบายน้ำครั้งแรกเสร็จสิ้นแล้ว และการระบาย (ครั้งที่สอง) จะเริ่มในวันที่ 5 ต.ค.” เทปโกยังกล่าวอีกว่าน้ำเสียที่ปล่อยครั้งแรกมีปริมาณราว 7,800 ตัน จากน้ำเสียที่บำบัดแล้วทั้งหมดและรอการระบายรวม 1.34 ล้านตัน หรือเทียบเท่าน้ำในสระว่ายน้ำมาตรฐานโอลิมปิกมากกว่า 500 สระ

ทั้งนี้ การปล่อยน้ำเสียจากโรงไฟฟ้าฟูกุชิมะซึ่งได้รับความเสียหายจากแผ่นดินไหวและคลื่นสึนามิซัดถล่มเมื่อปี 2554 คาดว่าจะใช้เวลาหลายสิบปีกว่าจะแล้วเสร็จ โดยมีเป้าหมายเพื่อเพิ่มพื้นที่สำหรับเริ่มกำจัดเชื้อเพลิงกัมมันตภาพรังสีที่เป็นอันตรายสูงออกจากเครื่องปฏิกรณ์ที่พังเสียหาย

“เช่นเดียวกับการระบายน้ำเสียครั้งแรก เราจะติดตามระดับไอโซโทปต่อไป และจะแจ้งให้สาธารณชนรับทราบในรูปแบบที่เข้าใจง่ายตามหลักฐานทางวิทยาศาสตร์” นายอากิระ โอโนะ เจ้าหน้าที่ของเทปโกกล่าวกับผู้สื่อข่าว 

ขณะเดียวกันแม้ว่าจีนจะสั่งห้ามนำเข้าอาหารทะเลทั้งหมดจากญี่ปุ่น แต่กลับมีรายงานว่าเรือของจีนยังเดินหน้าจับปลานอกชายฝั่งประเทศญี่ปุ่นซึ่งเป็นพื้นที่เดียวกับที่เรือของญี่ปุ่นทำการประมง

“เครื่องยนต์ปฏิสสาร” ขับเคลื่อนแรงกว่าพลังนิวเคลียร์พันเท่า 

0
“เครื่องยนต์ปฏิสสาร” ขับเคลื่อนแรงกว่าพลังนิวเคลียร์พันเท่า
“เครื่องยนต์ปฏิสสาร” ขับเคลื่อนแรงกว่าพลังนิวเคลียร์พันเท่า

เมื่อสัปดาห์ที่แล้วมีข่าวการค้นพบครั้งสำคัญที่ชี้ว่า “ปฏิสสาร” (antimatter) อนุภาคขั้วตรงข้ามของสสารธรรมดาซึ่งหาพบได้ยากมากในจักรวาล ตกอยู่ใต้อิทธิพลของความโน้มถ่วงและร่วงหล่นสู่พื้นได้เช่นเดียวกับสสารปกติ 

ข่าวนี้สร้างความประหลาดใจให้กับแวดวงวิทยาศาสตร์ รวมทั้งปลุกความสนใจในเรื่องความเป็นไปได้ของ “เครื่องยนต์พลังปฏิสสาร” ที่มนุษย์หวังว่าจะใช้เดินทางข้ามห้วงอวกาศได้รวดเร็วในพริบตาขึ้นมาอีกครั้ง แนวคิดเรื่องการสร้างเครื่องยนต์ขับดันยานอวกาศ ซึ่งพุ่งทะยานไปข้างหน้าแบบเฉียดเข้าใกล้ความเร็วแสง เนื่องจากได้พลังมหาศาลจากการทำปฏิกิริยาหักล้างระหว่างสสาร-ปฏิสสาร (matter-antimatter engine)

ก่อนหน้านี้นักวิทยาศาสตร์คาดการณ์ว่า ยานอวกาศที่ขับเคลื่อนด้วยการทำปฏิกิริยาหักล้างระหว่างสสาร-ปฏิสสาร จะทรงพลังยิ่งกว่าเครื่องยนต์ขับดันรุ่นใด ๆ ที่เคยมีมา เพราะปฏิกิริยาดังกล่าวจะให้ผลผลิตเป็นพลังงานล้วน ๆ ร้อยเปอร์เซ็นต์ ซึ่งมากกว่าที่เครื่องยนต์เผาไหม้เชื้อเพลิงไฮโดรเจนและออกซิเจนเหลวจะให้ได้ถึง 10,000 ล้านเท่า และยังทำความเร็วเหนือกว่าถึง 10 ล้านเท่า

แต่ในขณะเดียวกันหลายคนพากันสงสัยว่า จนถึงทุกวันนี้ แนวคิดล้ำยุคดังกล่าวได้ถูกพัฒนาจนมีความเป็นไปได้จริงมากน้อยแค่ไหนแล้ว ?

ด้านองค์การนาซาก็ได้เผยร่างต้นแบบของเครื่องยนต์พลังปฏิสสารออกมา ตั้งแต่เดือน ต.ค. ปี 2000 ซึ่งเชื่อว่าจะช่วยตัดลดค่าใช้จ่ายที่เสียไปกับเชื้อเพลิงเหลวปริมาณมหาศาลลงได้ในอนาคต แต่ก็ยังคงมีปัญหาใหญ่ในด้านการออกแบบวิศวกรรมว่า จะทำอย่างไรให้ห้องบรรจุปฏิสสารไม่ระเบิดออกกลางคัน เนื่องจากการทำปฏิกิริยากับสสารแบบไม่คาดฝัน

ปฏิกิริยาหักล้างระหว่างสสาร-ปฏิสสาร ปลดปล่อยพลังงานที่รุนแรงยิ่งกว่าปฏิกิริยานิวเคลียร์ฟิซชัน 1,000 เท่า และรุนแรงยิ่งกว่าปฏิกิริยานิวเคลียร์ฟิวชัน 300 เท่า โดยอนุภาคแอนติโปรตอน 10 กรัม ก็เพียงพอที่จะส่งยานพร้อมมนุษย์อวกาศไปถึงดาวอังคารได้ โดยใช้เวลาเดินทางเพียง 1 เดือนเท่านั้น

ด้วยเหตุนี้ ยานอวกาศรุนใหม่จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่ง ที่จะต้องเก็บรักษาปฏิสสารในห้องที่แยกออกจากสสารโดยเด็ดขาด ซึ่งอาจมีการใช้วงแหวนแม่เหล็กขนาดใหญ่ สร้างสนามแม่เหล็กทรงพลังครอบท่อบรรจุปฏิสสาร เพื่อกักมันไว้ภายในอย่างมิดชิด ก่อนจะปล่อยออกบางส่วนขณะผลิตพลังงาน โดยยิงตรงไปยังสสารธรรมดาที่ใช้เป็นเป้า และใช้หัวฉีดแม่เหล็กจ่ายพลังงานที่ได้ไปยังตัวเครื่องยนต์ขับดันต่อไป

คาดว่ายานอวกาศที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานจากปฏิสสาร จะสามารถทำความเร็วสูงสุดได้ถึง 116 ล้านกิโลเมตรต่อชั่วโมง ซึ่งจะทำให้การเดินทางในห้วงอวกาศระหว่างดวงดาว โดยออกพ้นขอบเขตของระบบสุริยะ สามารถเป็นจริงได้อย่างไม่ไกลเกินฝันในอนาคตหลายสิบปีข้างหน้า

แหล่งที่มา : BBC.COM