ปตท.-GPSC-Nuovo Plus เสริมกำลัง TES ตั้งโรงงานรีไซเคิลแบตเตอรี่ในไทย

0
ปตท.-GPSC-Nuovo Plus ผนึก TES ตั้งโรงงานรีไซเคิลแบตเตอรี่ในไทย
ปตท.-GPSC-Nuovo Plus ผนึก TES ตั้งโรงงานรีไซเคิลแบตเตอรี่ในไทย

ดร.บุรณิน รัตนสมบัติ ประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการกลุ่มธุรกิจใหม่และโครงสร้างพื้นฐาน บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) และ Mr. John Jonghun Oh, Chief Strategy Officer, Total Environmental Solutions Company Limited (TES) ร่วมพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือพัฒนาธุรกิจรีไซเคิลแบตเตอรี่ ระหว่าง บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน), บริษัท โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) (GPSC), บริษัท นูออโว พลัส จำกัด (Nuovo Plus) และ บริษัท โทเทิล เอนไวโรเมนทอล โซลูชั่นส์ จำกัด (TES)

โดยมี ดร.ยุทธนา สุวรรณโชติ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่สถาบันนวัตกรรม ปตท. นายมนัสชัย คงรักษ์กวิน รักษาการรองกรรมการผู้จัดการใหญ่พัฒนาธุรกิจ GPSC นายทิติพงษ์ จุลพรศิริดี กรรมการ Nuovo Plus และ Mr. Luc Scholte van Mast, Managing Director, TES ร่วมลงนาม เพื่อแสวงหาโอกาสในการพัฒนาเทคโนโลยีและศึกษาความเป็นไปได้ในการจัดตั้งโรงงานรีไซเคิลแบตเตอรี่ในประเทศไทย สนับสนุนการดำเนินธุรกิจแบตเตอรี่ครบวงจรในอนาคต

พร้อมทั้งศึกษาความเป็นไปได้ในการนำเทคโนโลยีรีไซเคิลมาส่งเสริมธุรกิจด้านพลังงานสะอาดที่เกี่ยวข้องให้แก่กลุ่ม ปตท. นอกจากจะช่วยเสริมศักยภาพการพัฒนาเศรษฐกิจหมุนเวียนแล้ว ยังเป็นการสนับสนุนเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Emissions) และสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนให้กับประเทศไทยต่อไป

#Recycle #Battery

Smart Farm ใช้หุ่นยนต์ระบบ AI เพื่อแก้ปัญหาแรงงานขาดแคลนมากขึ้น

0
Smart Farm ใช้หุ่นยนต์ระบบ AI เพื่อแก้ปัญหาแรงงานขาดแคลนมากขึ้น
Smart Farm ใช้หุ่นยนต์ระบบ AI เพื่อแก้ปัญหาแรงงานขาดแคลนมากขึ้น

การทำเกษตรอัจฉริยะ หรือ Smart agriculture เป็นที่นิยมมากขึ้นในญี่ปุ่น เนื่องจากประเทศญี่ปุ่นประสบปัญหาขาดแคลนแรงงานอย่างรุนแรง โดยเริ่มใช้หุ่นยนต์ระบบ AI ซึ่งพัฒนาโดยธุรกิจร่วมลงทุน เพื่อเปลี่ยนรูปแบบการเพาะปลูกและการเก็บเกี่ยวผลผลิตทางการเกษตรในอนาคต

ในเดือนกันยายน หุ่นยนต์ระบบ AI สี่ล้อค่อยๆ เคลื่อนที่ผ่านใบไม้สีเขียวขจีในโรงเรือนที่ฟาร์มแห่งหนึ่งในเมืองฮันยุ จังหวัดไซตามะ ทางตะวันออกของญี่ปุ่น เพื่อเก็บเฉพาะแตงกวาที่สุกงอมที่สุด

“ในตอนแรกเรากังวลว่าหุ่นยนต์อาจจะตัดก้านแตงกวาออกไป แต่มันเคลื่อนที่ได้อย่างแม่นยำ” ทาเคชิ โยชิดะ หัวหน้าฟาร์ม “ทาคามิยะ โนะ ไอไซ” กล่าวโดยเสริมว่า “เราคาดหวังที่จะได้ประโยชน์จากหุ่นยนต์อย่างมาก ในขณะที่ ญี่ปุ่นประสบปัญหาขาดแคลนแรงงานอย่างรุนแรงเช่นนี้

การพัฒนาระบบ Smart Farm ในญี่ปุ่น

บริษัทดังกล่าวดำเนินการโดยบริษัทในเครือของ Takamiya ซึ่งบริหารจัดการโรงเรือนทางการเกษตรและสิ่งอำนวยความสะดวกอื่นๆ ในขณะที่หุ่นยนต์ระบบ AI ได้รับการพัฒนาโดยบริษัทสตาร์ทอัพ Agrist โดยการทำงานของหุ่นยนต์จะใช้กล้องและ AI เพื่อตรวจสอบว่าพืชผลพร้อมสำหรับการเก็บเกี่ยวหรือไม่ โดยหุ่นยนต์จะเก็บแตงกว่าที่สุก 1–3 ลูกทุกๆ 2 นาที และจัดเรียงในกล่องลังอย่างสวยงาม นอกจากนี้ หุ่นยนต์ยังวางตำแหน่งแขนได้ตรงกับแตงกวาอย่างแม่นยำ เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้ลำต้นเสียหาย 

Inaho ซึ่งเป็นบริษัทร่วมทุนด้านการเกษตรในคามาคุระ จังหวัดคานากาว่า ได้ปล่อยเช่าหุ่นยนต์ระบบ AI ให้กับฟาร์มแห่งหนี่งในเนเธอร์แลนด์ ที่สามารถเลือกเก็บมะเขือเทศเชอร์รี่เป็นพวงหรือแยกทีละผลได้โดยอัตโนมัติ ขึ้นอยู่กับการตั้งค่า 

AI จะทำการวิเคราะห์ภาพและเลือกมะเขือเทศที่สุกและง่ายต่อการเก็บ ก่อนที่หุ่นยนต์จะใช้แขนในการเก็บเกี่ยว และเนื่องจากมะเขือเทศจะเกาะอยู่รอบๆ ใบและลำต้น หุ่นยนต์ AI จึงจำเป็นต้องมีกลไกที่ซับซ้อน ซึ่งทำให้มีค่าใช้จ่ายสูงในการพัฒนาหุ่นยนต์ที่สามารถดำเนินการตามกระบวนการดังกล่าวทั้งหมดได้

Inaho จึงพัฒนาหุ่นยนต์ AI ที่จะเก็บมะเขือเทศที่สุกแล้วประมาณ 40% ในเวลากลางคืน และให้มนุษย์เก็บมะเขือเทศส่วนที่เหลือในเวลากลางวัน นอกจากนี้ บริษัทยังได้พัฒนาหุ่นยนต์สำหรับเก็บเกี่ยวหน่อไม้ฝรั่ง และวางแผนที่จะเริ่มปล่อยเช่าในปีงบประมาณ 2568

โดยทางบริษัทคาดหวังว่าจะส่งออกเทคโนโลยีการเกษตรอัจฉริยะไปทั่วโลก โดยเริ่มจากเนเธอร์แลนด์ซึ่งเป็นมหาอำนาจด้านเกษตรและอาหาร

“แม้ว่าหุ่นยนต์ AI จะใช้เวลามากกว่าในการเก็บเกี่ยวพืชผลทั้งหมด แต่หุ่นยนต์ที่มีอยู่ในปัจจุบันก็สามารถรองรับฟาร์มที่ขาดแคลนแรงงานได้อย่างเพียงพอ” โซยะ โอยามะ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการของ Inaho กล่าว

แหล่งที่มา https://thestructure.live

นายกสมาคมวิศวกรฯเปิด3สาเหตุ รถบรรทุก10 ล้อตกท่อ และแนวทางแก้ปัญหา

0
นายกสมาคมวิศวกรฯเปิด3สาเหตุ รถบรรทุก10ล้อตกท่อ และแนวทางแก้ปัญหา
นายกสมาคมวิศวกรฯเปิด3สาเหตุ รถบรรทุก10ล้อตกท่อ และแนวทางแก้ปัญหา

10 พ.ย.2566 – จากเหตุการณ์ฝาบ่อพักชั่วคราวทรุดตัว ทำให้รถบรรทุก 10 ล้อตกลงไปในบ่อร้อยสายไฟ เมื่อวันที่ 8 พ.ย. ที่ผ่านมานั้น ศ.ดร.อมร พิมานมาศ นายกสมาคมวิศวกรโครงสร้างแห่งประเทศไทย อธิบายว่า เป็นการวิบัติของแผ่นคอนกรีตฝาบ่อที่นำมาวางบนบ่อพักท่อสายไฟ ซึ่งถือว่าเป็นโครงสร้างชั่วคราว จะมีการยกเปิดออกเพื่อทำงานในช่วงกลางคืน และปิดฝาสำหรับการจราจรในช่วงกลางวัน

สำหรับข้อสันนิษฐานสาเหตุการวิบัติของฝาบ่อพัก เกิดจากคานเหล็กซึ่งเป็นโครงสร้างรองรับฝาบ่อวิบัติ

โดยมีปัจจัยที่อาจเป็นสาเหตุได้ 3 ประเด็นได้แก่

น้ำหนักรถบรรทุก ที่มากเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด ซึ่งสำหรับรถบรรทุกสิบล้อ กฎหมายกำหนดไว้ที่ไม่เกิน 25 ตัน หากบรรทุกเกิน จะทำให้ถนนเกิดความเสียหายได้

โครงสร้างรองรับฝาบ่อ เป็นคานเหล็กตัวไอ และมีการใช้เหล็กข้ออ้อยทำเป็นตัวบั้ง (Stiffener) ข้างคาน ต้องตรวจสอบว่าคานเหล็กดังกล่าวรับน้ำหนักบรรทุกได้เท่าไร และการใช้เหล็กข้ออ้อยทำเป็นตัวบั้งติดข้างคาน เป็นไปตามมาตรฐานหรือไม่

ขั้นตอนการทำงานและใช้งานคานเหล็ก ซึ่งตำแหน่งการวางในระหว่างปิดเปิดฝาบ่อ และการขยับของฝาบ่อในขณะที่รถเคลื่อนที่ผ่าน อาจทำให้คานเหล็กเคลื่อนออกจากตำแหน่ง หรือเกิดจากการเยื้องศูนย์ของแรงกระทำ ก็อาจทำให้คานเหล็กบิดตัวได้ และทำให้ฝาบ่อสูญเสียจุดรองรับ และพังทรุดตัวตามลงมา

น้ำหนักรถบรรทุก ที่มากเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด ซึ่งสำหรับรถบรรทุกสิบล้อ กฎหมายกำหนดไว้ที่ไม่เกิน 25 ตัน หากบรรทุกเกิน จะทำให้ถนนเกิดความเสียหายได้
น้ำหนักรถบรรทุก ที่มากเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด ซึ่งสำหรับรถบรรทุกสิบล้อ กฎหมายกำหนดไว้ที่ไม่เกิน 25 ตัน หากบรรทุกเกิน จะทำให้ถนนเกิดความเสียหายได้

แม้ว่า ตอนนี้จะวางกรอบการวิเคราะห์ไว้แล้ว 3 ประเด็นข้างต้น แต่การจะสรุปให้แน่ชัดว่า เกิดจากปัจจัยด้านน้ำหนักบรรทุกหรือด้านโครงสร้าง หรืออาจจะมีปัจจัยอื่นๆอีก จะต้องรวบรวมข้อมูลทางวิศวกรรมของระบบโครงสร้างรองรับ ตลอดจนน้ำหนักบรรทุกของรถบรรทุก เพื่อมาทำการวิเคราะห์กำลังรับน้ำหนักและรูปแบบการวิบัติ (Failure mode) ของคานเหล็กต่อไป

อย่างไรก็ตาม เนื่องจากยังมีบ่อพักลักษณะคล้ายๆกันนี้อีกหลายจุดในกรุงเทพมหานคร ดังนั้น จึงควรเร่งตรวจสอบความแข็งแรงของฝาบ่อพักที่เหลือ และเสริมความแข็งแรงโครงสร้างรองรับฝาบ่อ ซึ่งทำได้หลายวิธี เช่น 1. เพิ่มจำนวนคานเหล็กรองรับให้มากขึ้น 2. เพิ่มขนาดของคานเหล็กให้ใหญ่ขึ้น 3. ขยายความกว้างของแผ่นปีกคานเหล็กเพื่อเพิ่มพื้นที่รองรับฝาบ่อ 4. ใช้แผ่นเหล็กประกับทำเป็นแผ่นเหล็กตั้งข้างคาน ทั้งนี้ควรกำหนดค่าอัตราส่วนความปลอดภัย (Factor of Safety) ในระดับที่สูงขึ้น เพื่อให้คำนึงถึงสภาพการใช้งานชั่วคราวที่ต้องยกปิดเปิด และที่สำคัญไม่ว่าจะออกแบบและก่อสร้างคานเหล็กไว้แข็งแรงเพียงใด หากไม่สามารถควบคุมน้ำหนักรถบรรทุกตามกฎหมาย ก็มีโอกาสเกิดการพังทลายซ้ำได้อีก ดังนั้นการควบคุมน้ำหนักรถบรรทุก และ การทำให้โครงสร้างได้มาตรฐานทางวิศวกรรม ตลอดจนการตรวจสอบเป็นระยะ จึงเป็นสิ่งสำคัญต่อการสร้างความปลอดภัยในการใช้ถนนต่อไป

แล้วพบกับสาระดีๆแบบนี้ทางด้านงานช่าง งานวิศวกรรม และอุตสาหกรรมได้ที่ นายช่างมาแชร์ นะครับ

Website: www.naichangmashare.com
Facebook: https://www.facebook.com/naichangmashare/
Blockdit :  https://www.blockdit.com/naichangmashare
Instragram: https://www.instagram.com/naichangmashare/
Twitter: https://twitter.com/naichangmashare
Youtube: https://www.youtube.com/@naichangmashare
TikTok :  https://www.tiktok.com/@naichangmashare

#นายช่างมาแชร์ #บรรทุก10ล้อตกท่อ

การแก้ปัญหา “รางสายไฟฟ้าเป็นสนิม” ด้วยการใช้วัสดุ FRP

0
Power,Cables,And,Instrument,Cables,In,The,Trays,With,Piping
Power,Cables,And,Instrument,Cables,In,The,Trays,With,Piping

ในพื้นที่กระบวนการผลิตของโรงงานอุตสาหกรรมจะเต็มไปด้วยสภาวะแวดล้อมที่มีความกัดกร่อน (Corrosion) ต่อวัสดุค่อนข้างหลากหลาย ซึ่งหนึ่งในปัญหาที่ขอหยิบยกมาในบทความนี้คือ 

“รางสายไฟเป็นสนิม” ซึ่งเป็นปัญหาที่หลายๆ โรงงานเจอและค่อนข้างสร้างความกังวลใจให้กับทางโรงงานอุตสาหกรรม เนื่องจากรางสายไฟ หรือ Cable Ladder เป็นอุปกรณ์ที่ใช้ในการวางหรือรองรับสายไฟ ซึ่งมีความเสี่ยงในการเกิดประกายไฟได้สูง และสามารถส่งผลกระทบที่รุนแรง อย่างเช่น สามารถทำให้เกิดไฟไหม้ได้เลย

ดังนั้นวันนี้ทางนายช่างจึงอยากมาแชร์เรื่องนี้ ถึงต้นตอของปัญหาในการเกิดสนิมที่รางสายไฟเหล็กแบบธรรมดาๆ และวิธีรับมือแบบต่างๆ พร้อมเกร็ดความรู้เกี่ยวกับการใช้งาน การเลือกใช้วัสดุ ครับผม

ก่อนอื่นขอให้ความรู้สำหรับ รางสายไฟฟ้า หรือ Cable Ladder กันก่อนนะครับ

“รางสายไฟฟ้า” หรือ “Cable Ladder” เป็นอุปกรณ์ที่ใช้สำหรับจัดวางสายไฟจำนวนมากให้เป็นระเบียบ หากไม่มีรางสายไฟ ถ้าจะมองให้เห็นภาพใกล้ตัว ยกตัวอย่างเช่น เสาไฟแบบแถวบ้านเรา ที่มีสายไฟฟ้าระโยงระยาง และพันกันมั่วไปหมด ซึ่ง “รางสายไฟ” หรือ Cable Ladder นี่เองครับ ที่จะมาจัดระเบียบของการเดินสายไฟให้เป็นระเบียบและให้ความปลอดภัยมากกว่า

เนื่องจาก รางสายไฟ หรือ Cable Ladder จะมีลักษณะคล้าย “บันใด” (ตามชื่อ) ซึ่งแต่ละขั้นของบันใดจะทำหน้าที่เป็น Support เพื่อรองรับน้ำหนักของสายไฟในโรงงานและออกแบบมาเพื่อความปลอดภัย โดยบางประเภทมีแผ่นปิดกั้นทั้งด้านบนด้านล่าง เพื่อป้องกันแดด ฝน และไอเคมี การออกแบบ Cable ladder ในโรงงานส่วนใหญ่จะออกแบบให้ใช้งานได้ประมาณ 20 ปี

แต่ทว่าเอาจริงๆ หลายๆโรงงานก็จะใช้งานได้ไม่ถึง อาจจะด้วยสภาพแวดล้อมที่ติดทะเล หรือโรงงานที่มีสารระเหยต่างๆที่มีความกัดกร่อนสูง (Corrosion) มีผลให้ รางสายไฟ ที่เป็นเหล็กธรรมดาๆ ไม่สามารถที่จะทนได้ และผุพังก่อนเวลาอันควรครับ

รางสายไฟฟ้า cable ladder เหล็ก
ภาพตัวอย่าง : รางไฟฟ้า (Cable Ladder) ที่วัสดุเป็นเหล็ก

มาดูต้นตอของปัญหาสำหรับกระบวนการเกิดสนิมของรางสายไฟฟ้า

ก่อนอื่นผมขออธิบายหลัก “การเกิดสนิม” หรือ ปฎิกิริยาการเกิดสนิมในเนื้อเหล็ก “เหล็ก” ที่เป็นวัสดุทั่วๆไปของรางสายไฟกันครับ โดยขอพูดมุมมองในวิชาเคมีกันนะครับ โดย “เหล็ก” จะมีสูตรทางเคมีคือ Fe ที่ย่อมาจากคำว่า Ferrum ในภาษาละตินที่แปลว่า เหล็ก หมายเลขอะตอม 26 เหล็กเป็นธาตุโลหะทรานซิชันหมู่ 8 และคาบ 4 โดยในแหล่งธรรมชาติเหล็กที่มาจากดินสินแร่ หรือมาจากเหมืองจะอยู่ในรูปสารประกอบที่เป็นเหล็ก Fe2+หรือ Fe3+จะเป็นรูปแบบที่เสถียรกว่าโครงสร้างเหล็ก Fe  

การเกิดสนิมก็คือการเปลี่ยนคุณสมบัติของเหล็ก จาก Fe เป็น Fe2+ หรือ Fe3+  ดังนั้น เหล็ก (Fe) ก็พร้อมที่จะเกิดสนิมได้ทุกเมื่อมีความชื้น (H2O) และออกซิเจน (O2)

Credited by chem.libretexts.org

เนื่องจากวัสดุของ Cable ladder ส่วนใหญ่เป็น เหล็ก (โลหะ) บวกกับในกระบวนการผลิตที่ต้องทำงานผ่านสารเคมี ,ความร้อน ,ความชื้น หรือความเย็น ทำให้เหล็กนั้นมีการสัมผัสกับ “น้ำ (H2O)” “ออกซิเจน (O2)” ในอากาศ จึงทำปฏิกิริยาเคมี คือ

[ Fe + H2O + O2 —> Fe2O3H2O ]

หรือพูดง่ายๆ คือ เหล็กเจอน้ำ ก็จะเกิดสนิม นั้นเองครับ Cable ladder อายุสั้น ผุ และพังลงอย่างรวดเร็ว ซึ่งกระบวนการนี้ถือเป็นกระบวนการกัดกร่อน (Corrosion) ในศาสตร์ของงานวัสดุวิศวกรรม ซึ่งผลที่ตามมาคือทางโรงงานก็มีค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาที่สูงขึ้น สำหรับการต้องเปลี่ยน Cable Ladder บ่อยๆ ดังนั้น การมีความรู้ความเข้าใจที่เหมาะสมกับการบำรุงรักษาและป้องกัน (Preventive maintenance) จึงเป็นสิ่งที่สำคัญเพื่อให้การดำเนินธุรกิจเป็นไปได้อย่างราบรื่นและต่อเนื่อง

ภาพตัวอย่างรางสายไฟที่ผุกร่อน

วิธีการป้องกันสนิมของรางวางสายไฟฟ้า

1) การเคลือบผิวเหล็ก (Coating)

การเคลือบผิวเหล็ก (Coating) เพื่อป้องกันไม่ให้ “เนื้อเหล็กสัมผัสกับน้ำ และอากาศ” โดยตรง โดยทั่วไปมีหลายวิธี เช่น เคลือบผิวด้วยโลหะ การเคลือบผิวด้วยพลาสติก หรือการเคลือบผิวด้วยวัสดุ FRP  เป็นต้น การเคลือบวิธีนี้สามารถป้องกันได้ทั้งความเสียหายเชิงกลและการกัดกร่อน

อย่างไรก็ตาม ผิวเคลือบด้วยวิธีนี้ หากเตรียมผิวชิ้นงานไม่ดี หรือการใช้งานในบริเวณที่มีการเปลี่ยนแปลงของอุณภูมิตลอดเวลา อาจทำให้ผิวเคลือบหลุดออกได้ง่าย ทำให้เนื้อเหล็กมีโอกาสสัมผัสกับบรรยากาศและมีโอกาสที่รางวางสายไฟจะเกิดสนิมขึ้นได้อีก

กระบวนการทำ Coating ผิวเนื้อโลหะ Credited by https://www.alphatek.co.uk

2) การใช้เหล็กกล้าไร้สนิม (Stainless steel)

เป็นการเลือกใช้วัสดุ เหล็กกล้าไร้สนิม หรือ Stainless Steel โดยวัสดุชนิดนี้จะเป็นโลหะผสมที่มีฟิลม์ของ Cr2O3 ที่มีความทนทานต่อการเกิดสนิม แต่ในกรณีที่ชิ้นงานต้องสัมผัสน้ำทะเล เพราะหากยิ่งเป็นวัสดุ Stainless จะยิ่งแพ้ทาง สารคลอไรด์ กรด ด่าง หรือไอระเหยของสารเคมี ตลอดเวลาอาจจะทำให้รางเกิดสนิมขึ้นได้อีกเช่นกันครับ

กระบวนการสร้าง Passive Film Cr2O3 ของ Stainless Steel
ภาพตัวอย่างวัสดุ Stainless Steel

 

3) การแก้ปัญหาด้วยการเปลี่ยนมาใช้ FRP

การเลือกใช้วัสดุที่ไม่เกิดสนิม เช่น ไม้ พลาสติก เป็นอีกวัสดุทางเลือกที่สามารถใช้เป็นวัสดุทดแทนเหล็กได้ แต่ทั้งไม้และพลาสติกอาจไม่เหมาะกับงานบางประเภทเนื่องจากมีความเปราะ แข็งแรงตํ่า ดังนั้นในปัจจุบัน Cable ladder ที่ไม่เป็นสนิม แข็งแรง เหนียว ทนทาน น้ำหนักเบา และติดตั้งง่าย ที่เป็นเทคโนโลยีที่คุ้มค่า จะเป็นการเลือกใช้ “วัสดุโพลีเอสเตอร์เสริมแรงด้วยไฟเบอร์กลาส (FRP: FiberReinforced Plastic)”

รางวางสายไฟฟ้าที่ทำมาจากจากวัสดุไฟเบอร์กลาส หรือ FRP ก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่ง ที่น่าจะตอบโจทย์การใช้งานได้ดี โดยเฉพาะในจุดที่มีการกัดกร่อน หรือมีโอกาสเกิดสนิม เช่น บริเวณชายฝั่งทะเล หรือรอบๆ ขบวนการผลิตที่มีไอสารเคมี หรือ บริเวณที่มีความชื้นจากละออง Cooling Tower เป็นต้น

รางวางสายไฟฟ้า FRP นอกจากจะทนต่อการกัดกร่อนแล้ว ยังมีความแข็งแรง น้ำหนักเบา มีความเป็นฉนวนไฟฟ้า เป็นเหตุให้รางฯ มีอายุการใช้งานที่ยาวนานมากขึ้น อีกทั้งลดค่าใช้จ่ายในงานซ่อมบำรุงในอนาคต ด้วยคุณสมบัติดังกล่าว ทำให้รางวางสายไฟฟ้าผลิตจากวัสดุ FRP เป็นที่นิยมใช้อย่างแพร่หลายในอุตสาหกรรมต่างๆ ณ ขณะนี้ 

FRP คืออะไร แล้วทำไมถึงทนน้ำและสภาพแวดล้อมได้ดีกว่าเหล็ก?

Material FRP ย่อมาจาก Fiber-Reinforced Plastic คือ วัสดุที่ประกอบด้วยวัสดุตั้งแต่ 2 ชนิดขึ้นไป เพื่อใช้ประโยชน์เฉพาะงาน การผสมกันวัสดุจะไม่รวมเป็นเนื้อเดียวกันแต่จะแยกกันเป็นเฟสที่เห็นได้ชัด วัสดุประกอบ (Composite material) หลักๆ ประกอบด้วย 2 วัสดุผสมกันเป็นโครงสร้างพิเศษ คือ Particle phase และ Matrix phase

1) Particle Phase

โดย Particle phase คือวัสดุส่วนที่มีความแข็งแรง มีหลายรูปแบบ อาจจะเป็นแบบเส้น แผ่น หรือ แบบอนุภาคเล็กๆ  แต่ข้อเสียคือ เปราะแตกหักง่าย เช่น ใยแก้ว ใยคาร์บอน และอื่นๆ ซึ่งจะกระจายทั่วๆใน Phase Matrix

2) Matrix Phase

Matrix คือ ส่วนที่เป็น “พลาสติก หรือ อาจเป็นยาง” เพื่อเพิ่มคุณสมบัติด้านความเหนียวและทนทาน รวมถึงมีน้ำหนักเบา 

จากโครงสร้างของ FRP นี้ ทำให้เป็นวัสดุมีความพิเศษดังนี้ :

  • วัสดุ FRP จะไม่เป็นสนิม 100% 
  • ลดงาน Maintenance ได้เยอะมากเพราะคงทนต่อสารเคมี และสภาพภูมิอากาศ 
  •  มีสัดส่วนความแข็งแรงต่อน้ำหนักสูง (Stiffness to weight ratio) เมื่อเทียบโลหะ นั่นหมายความว่า การที่วัสดุมีน้ำหนักเบา ช่วยลดต้นทุนในการทำโครงสร้าง ลดภาระของ support รองรับน้ำหนักต่างๆ 
  • ราคาถูก และติดตั้งง่าย
  • มีความสวยงามมากกว่าเหล็ก
  • เหมาะสมกับการใช้งานในสภาวะที่ทนกัดกร่อนได้สูงมากๆ

ด้วยข้อดีเหล่านี้จึงทำให้วัสดุ FRP ประยุกต์ใช้ตามอุปกรณ์ต่างๆ เช่น ท่อ ถังใส่สารเคมีที่เป็นกรดรุนแรง ด่าง หรือแม้แต่ มีนำมาใช้ในการผลิต Cable ladder เพราะ มีความแข็งแรง คงทน ไม่เป็นสนิมและน้ำหนักเบา (Stiffness to weight ratio สูง)

===========================================

สุดท้ายขอขอบคุณข้อมูลดีๆจาก GRE Composites ผลิตภัณฑ์ FRP Cable Ladder และอื่นๆอีกมากมาย ด้วยคุณภาพและมาตรฐานสากลนะครับ

ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมที่ https://www.grecomposites.com/frp-cable-tray/

===========================================

แล้วพบกับสาระความรู้ทางด้านงานช่าง และงานวิศวกรรมได้ในโพสถัดๆไปนะครับ

Website: www.naichangmashare.com
Facebook: https://www.facebook.com/naichangmashare/
Youtube: https://www.youtube.com/channel/UCmIPiSeg-uy4k8JYSmknp_g
Instragram: https://www.instagram.com/naichangmashare/
Twitter: https://twitter.com/naichangmashare

#นายช่างมาแชร์ #FRP #GREComposite

‘ยูนิแอร์’ ทุ่มทุนสร้างกว่า 30 ล้านบาท! เปิดตัวห้องทดสอบประสิทธิภาพพลังงานเครื่องปรับอากาศแบบแยกส่วนขนาดใหญ่และเครื่องชิลเลอร์ทำน้ำเย็น

0
566000009918203.JPEG

วันศุกร์ที่ 27 ตุลาคม 2566 บริษัท ยูนิแฟ้บ อีควิปเมนต์ จำกัด ผู้ผลิตและจำหน่ายเครื่องปรับอากาศและเครื่องทำน้ำเย็นอุตสาหกรรม (ชิลเลอร์) ของคนไทยมาอย่างยาวนานกว่า 50 ปี ภายใต้แบรนด์ “UNI-Aire” (ยูนิแอร์) นำโดย ดร.ณรัณ ศิริสันธนะ กรรมการผู้จัดการ ได้เล็งเห็นถึงความสำคัญในการพัฒนาผลิตภัณฑ์เครื่องปรับอากาศและเครื่องทำน้ำเย็นให้มีประสิทธิภาพสูงสุด

เพื่อให้ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าทั้งในและต่างประเทศและเพื่อสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพที่สุด จึงได้ลงทุนด้าน R&D ด้วยการสร้าง ‘ห้องทดสอบประสิทธิภาพการทำความเย็นเครื่องปรับอากาศแบบแยกส่วนขนาดใหญ่ และเครื่องทำน้ำเย็นอุตสาหกรรม (Chiller)’ มูลค่ารวมกันกว่า 30 ล้านบาท เพื่อทดสอบขีดความสามารถในการทำความเย็นและประสิทธิภาพของเครื่องปรับอากาศและเครื่องทำน้ำเย็น

ซึ่งสามารถทดสอบประสิทธิภาพการทำความเย็นของเครื่องปรับอากาศแบบแยกส่วนขนาดใหญ่ได้สูงถึง 70 ตันความเย็น และประสิทธิภาพการทำความเย็นของเครื่องทำน้ำเย็นทั้งแบบระบายความร้อนด้วยน้ำและอากาศได้มากถึง 200 ตันความเย็น โดยได้ผ่านการรับรองมาตรฐานห้องทดสอบ มอก. 17025 เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ทั้งนี้ บริษัทฯ จะเปิดให้บริการทดสอบผลิตภัณฑ์แก่สาธารณะ เพื่อยกระดับมาตรฐานเครื่องปรับอากาศขนาดใหญ่และเครื่องทำน้ำเย็นอุตสาหกรรมในประเทศไทยสู่สากลต่อไป โดยรายละเอียดของห้องทดสอบแต่ละห้อง มีดังนี้

‘ห้องทดสอบประสิทธิภาพการทำความเย็นเครื่องปรับอากาศแบบแยกส่วนระบายความร้อนด้วยอากาศขนาดใหญ่’ ซึ่งสามารถทดสอบชุดเครื่องปรับอากาศซึ่งประกอบด้วย Air Handling Unit (AHU) และ Condensing Unit (CDU) โดยมีขีดความสามารถในการทดสอบได้สูงถึง 70 ตันความเย็น ตามมาตรฐาน มอก.2711-2558 ซึ่งแสดงให้เห็นถึงประสิทธิภาพของเครื่องปรับอากาศที่มีคุณภาพมาตรฐานและมีความปลอดภัยสูงสุด

‘ห้องทดสอบประสิทธิภาพการทำความเย็นเครื่องทำน้ำเย็นอุตสาหกรรม (Chiller)’ โดยมีขีดความสามารถในการทดสอบเครื่องชิลเลอร์ทำน้ำเย็นอุตสาหกรรมทั้งแบบระบายความร้อนด้วยน้ำ และระบายความร้อนด้วยอากาศ ตั้งแต่ 6-200 ตันความเย็น ตามมาตรฐาน AHRI Standard 550/590 (I-P) เป็นการการันตีถึงสมรรถนะการทำความเย็นที่ได้มาตรฐานระดับสากล

นอกจากนี้ ยูนิแอร์ ยังเป็นที่รู้จักแพร่หลายในหลายประเทศทั่วทุกมุมโลก ไม่ว่าจะเป็นประเทศที่มีสภาพภูมิอากาศหนาวจัดอย่างประเทศแคนาดาและรัสเซียหรือร้อนจัดในแถบตะวันออกกลาง หรือ สภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลงตลอดปี อย่างประเทศออสเตรเลีย โดยได้ทำการส่งออกเครื่องปรับอากาศและเครื่องทำน้ำเย็นอุตสาหกรรมทั้งภายใต้ยี่ห้อ “UNI-Aire” และในรูปแบบอุปกรณ์ OEM ไปยังประเทศต่างๆกว่า 70 ประเทศทั่วโลก พร้อมทั้งได้รับมาตรฐานสากลและรางวัลต่างๆ อาทิ รางวัล Thailand Energy Award,รางวัล Prime Minister’s Export Award, มาตรฐาน ISO9001, ISO14001, ISO45001, TIS17025, เครื่องหมาย Thailand Trust Mark, เครื่องหมาย Made in Thailand, เครื่องหมาย Green Industry, มาตรฐานแรงงานไทย, มอก.1155-2536, มอก2134-2553 และที่สำคัญได้การรับรองผลิตภัณฑ์เครื่องปรับอากาศ มาตรฐานของยุโรปหรือ Eurovent และมาตรฐาน AHRI จากสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นการยืนยันให้เห็นว่ายูนิแอร์เป็นที่ยอมรับว่าเป็นผู้นำในธุรกิจเครื่องปรับอากาศและเครื่องชิลเลอร์อุตสาหกรรมของไทย ที่ได้รับการยอมรับในระดับสากลอย่างแท้จริง

==================================================

หากสนใจติดต่อสอบถามได้ที่

Tel : 02-312-4500

Inbox Facebook : Uni-Aire

LINE : @uni-aire

Website : uni-aire

ค้นหาตัวแทนจำหน่ายเครื่องปรับอากาศยูนิแอร์ใกล้บ้านคุณ

คลิก https://www.uni-aire.com/th/dealers/

==================================================

#ahu #chiller #ห้องทดสอบประสิทธิภาพ #ACAT #กฟผ. #MECT #FTI #TRA #TEMCA #TATA #ASHRAE #AHU #Chiller #Labtestchiller #รับทดสอบประสิทธิภาพการทำน้ำเย็น #ตรวจสอบมาตรฐานความเย็นตามประสิทธิภาพ #มอก17025 #แอร์ไทย #แอร์โรงงาน #แอร์ผลิตในประเทศไทย #BW #AMENA #บริษัทสยามเทมป์จำกัด #EEC #ITC #บริษัทวและสหายกรุ๊ป #บริษัทเอเนอร์จีเรสโซลูชั่นจำกัด #ยูนิแอร์ #ระบบปรับอากาศ #hvacชิลเลอร์

ทำความรู้จักกับ Rotating Part และ Static Part ใน Cooling Tower

0
Cooling tower external overview
Cooling tower external overview

Cooling Tower (คูลลิ่งทาวเวอร์) เป็นอุปกรณ์ที่ช่วยในการระบายความร้อน  โครงสร้างของคูลลิ่ง มีหลายส่วนสำคัญที่ทำงานร่วมกัน เพื่อช่วยในการลดอุณหภูมิของน้ำที่มาจากกระบวนการต่างๆ หลายๆท่านอาจจะคุ้นเคยกับคูลลิ่งทาวเวอร์ ที่ใช้ในโรงงานอุตสาหกรรม ในโรงแรมหรือโรงพยาบาล ห้างสรรพสินค้า อาคารสูงต่างๆ แต่รู้ไหมครับ ว่าประเภทของอุปกรณ์ในคูลลิ่งทาวเวอร์แบ่งแยกกันอย่างไร

สำหรับประเภทของอุปกรณ์ในคูลลิ่งทาวเวอร์จะแบ่งออกเป็นสองส่วนหลัก ๆ คือ Rotating Part และ Static Part ซึ่งมีลักษณะการทำงานที่แตกต่างกันออกไป สำหรับวิศวกรหลายๆท่านคงจะรู้จักกันดีอยู่แล้วว่า Rotating Part และ Static Part คืออุปกรณ์อะไร  แต่สำหรับท่านที่ยังไม่ทราบ บทความในวันนี้จะอธิบายถึง Rotating Part และ Static Part ว่าคืออุปกรณ์อะไร มีหลักการจัดเก็บยังไงและมีความสำคัญอย่างไรครับ

ถ้าให้อธิบายแบบที่เข้าใจง่ายๆเลยนั้น Rotating Part จะเป็นอุปกรณ์ที่สามารถหมุน ขยับเคลื่อนไหวได้ส่วน Static Part จะเป็นในส่วนของโครงสร้างของคูลลิ่งทาวเวอร์ ที่ยึดติด คงที่ ไม่มีการเคลื่อนไหว

1. Rotating Part หรือ อุปกรณ์จักรหมุน

โดย Rotating Part จะมีอุปกรณ์หลักๆ และหน้าที่ดังต่อไปนี้นะครับ

ภาพที่ 1 : อุปกรณ์ Rotating Part ใน Cooling Tower
  • Motor : เป็นอุปกรณ์ที่ทำหน้าที่ในการควบคุมการหมุนของ Fan Blade หรือใบพัดคูลลิ่งทาวเวอร์ โดยใช้พลังงานไฟฟ้า
  • Drive shaft (เพลาขับ) : เป็นอุปกรณ์ส่งถ่ายกำลังจากมอเตอร์ไปที่เกียร์บ็อกซ์(Gear box) 
  • Fan blade (ใบพัด) : ทำหน้าที่ดูดหรือพัดพาความร้อนออกจากคูลลิ่ง
  • Gear Box : ทำหน้าที่ในการทดรอบของมอเตอร์ เปลี่ยนทิศทางแนวการหมุนของแกนมอเตอร์และทำหน้าที่ขับใบพัด (Cooling Tower Fan)

2. Static Part หรือ อุปกรณ์จักรอยู่นิ่ง

โดย Static Part จะมีอุปกรณ์หลักๆ และหน้าที่ดังต่อไปนี้นะครับ

2. หลักการทำงานของ-Cooling-tower-ด้านในและส่วนประกอบ
2. หลักการทำงานของ Cooling Tower ด้านในและส่วนประกอบ
  • Fan Stack : หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า ปากปล่องของคูลลิ่งทาวเวอร์ ทำหน้าที่ในการบังคับทิศทางของลมที่ออกจากคูลลิ่งทาวเวอร์ 
  • Drift eliminators : เป็นแผงดักละอองน้ำ ทำหน้าที่ในการแยกน้ำกับอากาศออกจากกันก่อนน้ำจะระเหยออกจากคูลลิ่งทาวเวอร์ 
  • Water distribution : เป็นท่อจ่ายน้ำในคูลลิ่ง ทำหน้าที่ในการส่งน้ำจากส่วนด้านบนของ Cooling ผ่านไปที่ Spray nozzle 
  • Louvres : เป็นชิ้นส่วนหรือโครงสร้างที่มีหน้าที่ควบคุมการไหลของอากาศที่เข้ามายังคูลลิ่งทาวเวอร์และยังทำหน้าที่ในการป้องกันการกระเซ็นออกของน้ำอีกด้วย โดยมักจะติดตั้งบนพื้นที่ด้านข้างคูลลิ่งทาวเวอร์
  • Fill grids และ Fill pack : เป็นแผงระบายความร้อน ทำหน้าที่ในการเพิ่มพื้นที่ผิวสัมผัสและชะลอความเร็วของน้ำที่ถูกฉีดมาจาก Spray nozzle ในการเลือกใช้งาน Fill pack หรือ Fill grids นั้น ขึ้นอยู่กับน้ำและอากาศที่จะใช้ในคูลลิ่งทาวเวอร์ด้วยนะครับ 

หลักการจัดเก็บ Rotating Part และ Static Part

การจัดเก็บ spare part โดยเฉพาะ Rotating Part จะต้องทำการประเมินก่อนว่า คูลลิ่งทาวเวอร์ของท่านมีการออกแบบให้คูลลิ่งเดินเครื่องทำงานหนึ่งตัวและคูลลิ่งอีกหนึ่งตัวสำรองไว้ในกรณีที่คูลลิ่งตัวแรกหยุดทำงานหรือไหม หรือที่เรียกกันว่า Standby Cell 

หากกรณีที่ Cooling Tower ของท่าน ไม่มี Standby Cell ในการซ่อมแซมคูลลิ่งทาวเวอร์จะต้องหยุดเดินเครื่อง ถึงจะหยุดแค่ 2-3 ชั่วโมง ก็ทำให้เสียเวลาและมูลค่าของการผลิตที่ต้องสูญเสียในขณะที่หยุดการทำงานนั้น มีมูลค่ามหาศาลเลยนะครับ เพราะฉะนั้นควรมีการจัดเก็บ spare part เป็นแบบ complete set เมื่อเกิดกรณีฉุกเฉินต้องทำการหยุดการทำงาน จะสามารถทำการแก้ไข ซ่อมแซมคูลลิ่งได้ทันครับ

ส่วนการจัดเก็บ Static Part เป็นอุปกรณ์ที่ไม่จำเป็นต้องทำการจัดเก็บ เพราะส่วนใหญ่เป็นอุปกรณ์ที่มีขนาดใหญ่ ใช้พื้นที่ในการจัดเก็บค่อนข้างมากและอุปกรณ์บางตัว หากจัดเก็บไปนานๆ อาจเกิดการเสื่อมสภาพได้

การเลือกผู้ให้บริการที่มีความพร้อมในการให้บริการเกี่ยวกับ Static Part ไม่ว่าจะเป็นเรื่องสินค้าหรือทีมงานเข้าตรวจสอบสภาพหน้างาน ก็เป็นส่วนสำคัญอย่างหนึ่งในการลดความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นได้ด้วยนะครับ 

CoolingTower Wallpaper

ความสำคัญของ Rotating Part และ Static Part

ในส่วนของการทำงาน แต่ละส่วนมีความสำคัญที่แตกต่างกันออกไป หากเข้าใจหน้าที่การทำงานของแต่ละอุปกรณ์ การดูแลรักษาทุกๆอุปกรณ์ได้อย่างถูกต้อง อุปกรณ์นั้นๆก็จะทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ  การเลือกใช้อุปกรณ์ในส่วนของ Rotating Part และ Static Part ล้วนส่งผลต่อการทำงานของคูลลิ่งทาวเวอร์ ในอนาคตทั้งหมดนะครับ 

อย่าง Rotating Part จะต้องทำการบำรุงรักษาอย่างถูกต้องจะทำให้มีอายุการใช้งานที่ยาวนาน ในขณะที่ Static Part จะต้องเลือกอุปกรณ์ให้มีความเหมาะสมกับคูลลิ่งทาวเวอร์นั้นๆ เพราะหากเลือกอุปกรณ์ไม่เหมาะสม คูลลิ่งจะทำงานไม่เต็มประสิทธิภาพและเกิดความเสียหายตามมาได้ครับ  ซึ่งความเสียหายต่างๆ ที่เกิดขึ้นกับการเลือกใช้อุปกรณ์ทั้ง Rotating Part และ Static Part

===============================================

หากผู้ให้บริการที่ท่านเลือกมีความชำนาญและไว้ใจได้.. เรื่องอื่นๆที่เป็นปัญหาท่านจะแทบไม่ต้องคิดเลยครับ ผู้ให้บริการของท่านจะช่วยท่านคิดทั้งหมด ให้คำปรึกษาท่านได้ ยกตัวอย่างเช่น หากท่านมี budget ที่ค่อนข้างจำกัด และจำเป็นต้องปรับลดสเปคของคูลลิ่งทาวเวอร์ ท่านก็จะได้ทราบทั้งจุดดีและจุดด้อยของสิ่งที่ท่านเลือก และยอมรับความเสี่ยงได้ตั้งแต่แรก ไม่โดนหลอก และไม่มีเหตุการณ์เซอร์ไพรส์เกิดขึ้นแบบที่ท่านไม่ได้ระวังไว้ครับ

หวังเป็นอย่างยิ่งว่าบทความนี้จะเป็นประโยชน์ต่อท่านผู้อ่าน หากท่านมีคำถามคูลลิ่งทาวเวอร์ หรือมีไอเดียสำหรับบทความถัดไปของเรา เสนอแนะและพูดคุยกันได้ที่อีเมล [email protected] นะครับ เราให้คำปรึกษา/ตอบคำถาม ฟรี! ไม่มีค่าใช้จ่าย 

===============================================

Drive Shaft ใน Cooling Tower พังบ่อย เพราะสาเหตุอะไร ??

0
Drive Shaft พังบ่อย เพราะสาเหตุอะไร ??
Drive Shaft พังบ่อย เพราะสาเหตุอะไร ??

ภายในคูลลิ่งทาวเวอร์ (Cooling Tower) มีส่วนประกอบของอุปกรณ์ตัวหนึ่งที่เรียกว่า “เพลาขับ” หรือ Drive shaft หรือที่บางครั้งอาจใช้คำเรียกสั้นๆว่า “เพลา” โดยจะทำหน้าที่เป็นอุปกรณ์ส่งถ่ายกำลังจากมอเตอร์ไปที่ชุดเกียร์บ็อกซ์(Gear box) มีลักษณะเป็นแท่งยาวๆพาดกลาง Cooling tower 

การมี drive shaft ที่ทำงานอย่างถูกต้องสามารถช่วยให้การทำงานของ cooling tower มีประสิทธิภาพและการทำงานของระบบส่งกำลังและการควบคุมอุณหภูมิของคูลลิ่งมีความเสถียร

ซึ่งปกติ Drive shaft จะมีอายุการใช้งานอยู่ที่ประมาณ 10-15 ปี โดยวันนี้จะขอมาแชร์ปัญหาที่เกิดขึ้นกับ Drive shaft ภายใน Cooling tower นะครับ และการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นและนำเรื่องมาเขียนเป็นบทความในวันนี้ครับ

ภาพที่ 1 : ตำแหน่งของ Drive shaft ในคูลลิ่งทาวเวอร์

ประเภทของ Drive shaft หรือ เพลาขับ

1) Universal joint drive shaft

Universal joint drive shaft เป็นเพลาที่ดัดแปลงมาจากเพลาขับรถยนต์ การมี Joint หรือข้อต่อทำให้เพลาประเภทนี้ สามารถติดตั้งแบบเยื้องได้และรองรับการเยื้องศูนย์ได้มากกว่าเพลาประเภทอื่น  

ข้อเสียของเพลา Universal joint  คือ ไม่เหมาะกับการใช้งานในระยะยาวเนื่องจากเป็นเพลาดัดแปลงทำให้มีน้ำหนักมากและหากตัว drive shaft มีความยาวที่มากเกินไปจะเกิดการสั่นรบกวนตลอดครับ จึงไม่เป็นที่นิยมมากนักในปัจจุบัน

ภาพที่ 2 : Universal joint drive shaft

2) Metal drive shaft

Metal drive shaft เป็นเพลาโลหะแบบ Flexible พัฒนามาจาก Universal joint drive shaft ถูกปรับให้สามารถใช้งานระบบเพลาขับได้ดีขึ้น มีการปรับการเยื้องศูนย์จากการใช้ Join เปลี่ยนเป็นการใส่ *Bush แทนเพื่อลดการสั่นสะเทือน(vibration)*Bush มีลักษณะเป็นเหมือนลูกยางกลมๆ คล้ายปลอกวงแหวน ถูกสวมรับกับน็อต 

ข้อเสียของเพลา Metal drive shaft คือ ตัวเพลาทำจากโลหะทั้งหมด ทำให้มีน้ำหนักที่มากกว่าแบบแรก มีราคาแพงและเกิด unbalance ได้ง่าย

ภาพที่ 3 : Metal drive shaft

3) Composite drive shaft

Composite drive shaft เป็นเพลาแบบ Flexible เหมือนกับ Metal drive shaft แต่วัสดุส่วนใหญ่ทำจาก Carbon fiber มีน้ำหนักที่เบากว่าและด้วยตัวเพลาขับที่ทำจากไฟเบอร์กลาสทำให้ไม่มีการผุกร่อนและมีการรองรับการเยื้องศูนย์ได้ดีกว่าเพลาสองประเภทแรก

ภาพที่ 4 : Composite drive shaft

แล้ว Drive shaft ประเภทไหนที่พังและสั่งซื้อบ่อยที่สุด

จากการวิเคราะห์ด้วยประสบการณ์ที่ผ่านมา ผมแบ่งสาเหตุออกเป็นสองกลุ่มนะครับ

กลุ่มแรก เกิดจากกรณีที่ใช้เพลาขับแบบ Universal joint หรือ Metal drive shaft ปัญหาที่พบคือ Gearbox พังบ่อยมากครับ เนื่องจากเพลาทั้งสองประเภทนี้มีค่า vibration ที่สูงมีการสั่นอยู่ตลอดเวลาเลยส่งผลไปที่ตัวเกียร์โดยตรง ทำให้เกียร์บ็อกซ์เกิดการเสื่อมสภาพและพังเร็วขึ้น และอีกประเด็นที่สำคัญคือตัวเพลามีน้ำหนักมาก หากมีความเสียหายเกิดการชำรุดและขาดออก ชิ้นส่วนอาจหลุดออกไปโดนอุปกรณ์อื่นๆ ภายในตัวคูลลิ่งทาวเวอร์ได้รับความเสียหายได้

กลุ่มที่สอง เกิดจากกรณีที่ใช้เพลาขับแบบ Drive shaft carbon fiber กรณีนี้จะพบปัญหามากพอสมควรคิดเป็น 80% เลยก็ได้ครับ ซึ่งการวิเคราะห์มันมีหลายสาเหตุเลย ผมจะแยกย่อยสาเหตุออกเป็นข้อๆ เพื่อให้เข้าใจง่ายๆนะครับ

  • เกิดจากการติดตั้ง Drive shaft ที่ผิด มีการติดตั้งไม่เหมาะสม ไม่ติดตั้งตามที่ Manual กำหนดเพราะส่วนใหญ่จะอาศัยความเคยชินในการติดตั้ง Drive shaft มากกว่าการศึกษาจากคู่มือครับ จึงทำให้เกิดปัญหาตามมา ผมขอแนะนำให้ติดตั้งตาม Manual จะดีที่สุดนะครับ
  • เกิดจากการตั้งศูนย์ Alignment Drive shaft ไม่ดีทำให้เกิด vibration เนื่องจากเพลาที่ติดตั้งใน cooling tower จะมีความยาวมาก ผมขอแนะนำว่าจำเป็นต้องใช้ช่างที่ผ่านการอบรมมาเป็นอย่างดีเพราะการตั้งศูนย์ Alignmen ของเพลาที่ใช้ในคูลลิ่งทาวเวอร์ จะแตกต่างจากการตั้งศูยน์ของเพลาที่ใช้กับปั๊ม
  • เกิดจากการ *Blade pass frequency หรือที่เรียกว่า BPF เป็นความถี่ของการสั่นสะเทือนที่เกิดขึ้นจากใบพัดไปตรงกับค่าความถี่ธรรมชาติของ Drive shaft ทำให้ตัวเพลาเกิด resonance ที่เป็นการสั่นพ้องที่มากเกิดไปจนอาจส่งผลให้เกิดความเสียหายต่อตัวใบพัด(fan blade)หรือตัวเพลาได้ หากมีการตรวจพบจะต้องทำการเปลี่ยนเพลารุ่นใหม่หรือเปลี่ยนจำนวนใบพัดใหม่ ผมขอแนะนำว่าต้องทำการเลือก Drive shaft ให้ถูกประเภทตั้งแต่ก่อนติดตั้งหรือหาก  ติดตั้งไปแล้วเกิดปัญหาภายหลัง การเพิ่มขนาด Drive shaft จะมีค่าใช้จ่ายที่ถูกกว่าการเปลี่ยนใบพัดครับ
  • เกิดจากการที่ Drive shaft unbalance ซึ่งปกติเหตุการณ์นี้จะเกิดขึ้นน้อยมากนะครับ เนื่องจาก Drive shaft ใหม่ที่จะทำการติดตั้ง ส่วนใหญ่จะถูกถ่วงสมดุลมาให้เรียบร้อยแล้วจากโรงงาน แต่หากมีการใช้งานไปนานๆ ก็มีโอกาสที่จะเกิด Unbalance ขึ้นได้  ผมขอแนะนำให้หมั่นตรวจสอบและหากพบ Drive shaft unbalance ควรทำการส่งไปปรับถ่วงสมดุลเพลาใหม่ครับ

หลังจากผมทำการวิเคราะห์สาเหตุทั้งหมด ผมพบว่าสาเหตุจริงๆแล้ว อยู่ที่การเลือกใช้ผู้ให้บริการเป็นสำคัญครับ ถึงจะมีการเลือกใช้เพลาถูกประเภทของการใช้งาน แต่หากมีการติดตั้งที่ผิด ไม่ถูกต้องตามคู่มือหรือตั้งค่าไม่ตรงตามผู้ผลิต เน้นที่ผู้ให้บริการที่ราคาถูก ทักษะไม่เพียงพอ สุดท้ายจะเกิดความเสียหายที่มีมูลค่ามหาศาล การเลือกใช้ผู้ให้บริการที่มีประสบการณ์สูง ผ่านการอบรมมาอย่างถูกต้อง จะทำให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดในการทำงาน คุ้มค่ากับราคาที่ต้องจ่ายไปแน่นอนครับ

ก่อนจะจบบทความในวันนี้ ผมขอฝากวิธีการซ่อมบำรุง Drive shaft ไว้หน่อยนะครับ เผื่อท่านผู้อ่านจะได้นำไปตรวจเช็คอุปกรณ์ที่ท่านดูแลอยู่

วิธีการซ่อมบำรุง Drive shaft 

  • ตรวจสอบค่า Torque Bolt ตามมาตรฐานผู้ผลิตอยู่เสมอ
  • ตรวจสอบสภาพภายนอกของ *Drive shaft หากพบว่าเริ่มเห็นเนื้อไฟเบอร์ที่ตัวเพลา แนะนำให้ทำสี UV protection เพื่อปกป้องการเสื่อมของเพลา *สำหรับ Composite drive shaft
  • ตรวจสอบสภาพ Flex disc ที่เชื่อมระหว่างเพลากับCoupling หากพบว่าอยู่ในสภาพไม่สมบูรณ์ มีการหลวมหรือเกิดรอยร้าว ควรทำการเปลี่ยน เพื่อป้องกันการเกิดปัญหากับอุปกรณ์
  • หากพบรอยร้าวที่ Drive shaft แนะนำให้เปลี่ยนทันที เพราะเพลาที่มีการชำรุดอาจหลุดขาด ชิ้นส่วนของเพลาที่ขาดจะหลุดไปโดน Fan blade และ fan stack ทำให้เกิดความเสียหายมากขึ้นครับ

===============================================

หากผู้ให้บริการที่ท่านเลือกมีความชำนาญและไว้ใจได้.. เรื่องอื่นๆที่เป็นปัญหาท่านจะแทบไม่ต้องคิดเลยครับ ผู้ให้บริการของท่านจะช่วยท่านคิดทั้งหมด ให้คำปรึกษาท่านได้ ยกตัวอย่างเช่น หากท่านมี budget ที่ค่อนข้างจำกัด และจำเป็นต้องปรับลดสเปคของคูลลิ่งทาวเวอร์ ท่านก็จะได้ทราบทั้งจุดดีและจุดด้อยของสิ่งที่ท่านเลือก และยอมรับความเสี่ยงได้ตั้งแต่แรก ไม่โดนหลอก และไม่มีเหตุการณ์เซอร์ไพรส์เกิดขึ้นแบบที่ท่านไม่ได้ระวังไว้ครับ

หวังเป็นอย่างยิ่งว่าบทความนี้จะเป็นประโยชน์ต่อท่านผู้อ่าน หากท่านมีคำถามคูลลิ่งทาวเวอร์ หรือมีไอเดียสำหรับบทความถัดไปของเรา เสนอแนะและพูดคุยกันได้ที่อีเมล [email protected] นะครับ เราให้คำปรึกษา/ตอบคำถาม ฟรี! ไม่มีค่าใช้จ่าย 

===============================================

“อิสราเอล” ประเทศเป้าหมาย “แรงงานไทย” รายได้สูง 50,000 บาท บนความเสี่ยง ภัยสงคราม หลายทศวรรษ

0
Pipe of gas Israel, Valve on the main gas pipeline Israel, Sanctions on Israel, the pipeline is wrapped with barbed wire, 3D work and 3D image
Pipe of gas Israel, Valve on the main gas pipeline Israel, Sanctions on Israel, the pipeline is wrapped with barbed wire, 3D work and 3D image

“แรงงานไทย” ในอิสราเอลลอตแรก ที่ทางการไทยกำลังช่วยเหลือ และเตรียมนำตัวเดินทางกลับมาถึงประเทศไทย 15 ต.ค.นี้ หลังเกิดสงครามอิสราเอล-ปาเลสไตน์รุนแรง จนส่งผลให้มีผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตจำนวนมาก โดยจำนวนหนึ่งพบเป็นแรงงานไทย ที่ไปทำงานในอิสราเอล ท่ามกลางความเป็นห่วงของญาติพี่น้องอีกนับหลายร้อยนับพันครอบครัวในไทย ที่เฝ้าติดตามข่าวสาร จากผู้ลงทะเบียนขอกลับประเทศไทยทั้งหมด 3,862 คน

จุดเริ่มต้นสงครามอิสราเอล-ปาเลสไตน์

จากหนังสือ “สมรภูมิพลิกอำนาจโลก” ซึ่งเขียนโดย ปิติ ศรีแสงนาม และ จักรี ไชยพินิจ ระบุประเด็นปัญหาความขัดแย้งระหว่างอิสราเอลและปาเลสไตน์ เป็นปัญหาที่มีรากฐานมาอย่างยาวนานหลายช่วงอายุคน เกี่ยวข้องกับประเด็นด้านศาสนา และเป็นปัญหาที่สะท้อนให้เห็นถึงความวุ่นวาย จากการที่ชาติมหาอำนาจเข้ามามีบทบาทในเรื่องราว บ่อเกิดวิกฤติการเมืองในตะวันออกกลางที่ปะทุขึ้นมาเป็นระลอกๆ และทำให้คนในพื้นที่อยู่กันอย่างหวาดระแวง

แต่สำหรับในสายตา “แรงงานไทย” นั้น ดูเหมือนจะต่างออกไป เพราะถ้าพูดถึง “อิสราเอล” จะพบว่าที่นี่กลับเป็นเมืองเป้าหมายที่คนไทยในกลุ่มอยากไปทำงานต่างประเทศ นิยมมากที่สุดเป็นอันดับ 2 รองจากไต้หวันเท่านั้น โดยข้อมูลจากกรมแรงงานเผย ปัจจุบันมีคนไทยทำงานในอิสราเอลมากกว่า 25,000 คน ส่วนไต้หวันเกือบ 50,000 คน

กลายเป็นคำถาม พื้นที่สงครามที่น่ากลัวที่สุด และสภาพชีวิตการทำงานที่มักถูกถ่ายทอดออกมาบ่อยๆ ว่าไม่ค่อยสะดวกสบายนักและงานหนัก ทำไมคนไทยกลุ่มหนึ่งจึงอยากเข้าไปทำงานในอิสราเอล หรือตัวเลขรายได้ต่อเดือนที่สูง

คนไทยทำงานอะไรบ้าง? ในอิสราเอล

ความต้องการแรงงานต่างชาติในอิสราเอลมีจำนวนมาก โดยเฉพาะงานหนักที่ชาวอิสราเอลมักปฏิเสธ ทำให้อิสราเอลต้องนำเข้าแรงงานต่างชาติ เพื่อมาทำงานดังกล่าวแทน 

  • ภาคงานเกษตร 
  • ภาคการก่อสร้าง 
  • ภาคงานบริการ (ดูแลคนชราและผู้พิการ)   
  • ภาคอุตสาหกรรมบริการ-ร้านอาหาร
Thai-Engineering Labor Industry
Thai-Engineering Labor Industry

งานที่คนไทยนิยมมากสุดในอิสราเอล คือ งานในภาคการเกษตร ในทุกๆ ปี เดือนมกราคม กระทรวงมหาดไทยอิสราเอล กระทรวงเกษตร และกระทรวงอุตสาหกรรม การค้าและแรงงานของอิสราเอล จะทบทวนจำนวนโควตางานเกษตร จัดการแรงงานผิดกฎหมาย อยู่เกินเวลาวีซ่า และอนุญาตให้นายจ้างนำเข้าแรงงานใหม่ๆ เข้าไป โดยมีโควตาต่างชาติต่อปีไม่ต่ำกว่า 26,000 คน

ขณะภาคบริการและร้านอาหารในอิสราเอล คนไทยครองตำแหน่งเป็น Chef และ Cook มากที่สุดถึง 95% ในร้านอาหารไทย จีน และญี่ปุ่น

ส่วนระยะเวลาที่รัฐบาลอิสราเอลอนุญาตให้แรงงานต่างชาติทำงานในประเทศได้ 5 ปี (นอกจากงานดูแลคนชราและผู้พิการ ซึ่งสามารถทำงานเกิน 5 ปีได้ คือจนกว่านายจ้างเสียชีวิต) โดยให้วีซ่าปีต่อปี และนับติดต่อกัน ตั้งแต่เดินทางไปทำงานครั้งแรกในประเทศอิสราเอล ไม่ว่าทำงานกับนายจ้างใด

ที่มา https://www.thairath.co.th

“บีโอไอ” เปิดยุทธศาสตร์เชิงรุก 4 ปี ใน 5 อุตสาหกรรมยุทธศาสตร์

0
“บีโอไอ” เปิดยุทธศาสตร์เชิงรุก 4 ปี ใน 5 อุตสาหกรรมยุทธศาสตร์
“บีโอไอ” เปิดยุทธศาสตร์เชิงรุก 4 ปี ใน 5 อุตสาหกรรมยุทธศาสตร์

นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บอร์ดบีโอไอ) ได้กำหนดแผนงานเพื่อขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ส่งเสริมการลงทุนเชิงรุกในระยะ 4 ปีข้างหน้า (ปี 2567-2570) ใน 5 อุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ เพื่อผลักดันประเทศไทยไปสู่เศรษฐกิจใหม่ ได้แก่ อุตสาหกรรมกลุ่ม BCG (โดยเฉพาะเกษตร อาหาร การแพทย์ และพลังงานสะอาด) อุตสาหกรรมยานยนต์ (โดยเฉพาะยานยนต์ไฟฟ้า) อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ (โดยเฉพาะต้นน้ำและอิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ) อุตสาหกรรมดิจิทัลและสร้างสรรค์ และการส่งเสริมให้ไทยเป็นศูนย์กลางธุรกิจระหว่างประเทศ

“บีโอไอจะขับเคลื่อน 5 วาระสำคัญ ได้แก่ 1.การเปลี่ยนผ่านสู่อุตสาหกรรมสีเขียว 2.การพัฒนาขีดความสามารถด้านเทคโนโลยี 3.การพัฒนาและดึงดูดบุคลากรทักษะสูง 4.การส่งเสริมการลงทุนในรูปแบบคลัสเตอร์ 5.การอำนวยความสะดวกด้านการลงทุน โดยจะทยอยออกมาตรการส่งเสริมการลงทุนชุดใหม่เพื่อขับเคลื่อนการลงทุนของประเทศ เช่น มาตรการสนับสนุนผู้ประกอบการรายเดิมเปลี่ยนผ่านไปสู่อุตสาหกรรมใหม่”

นอกจากนี้ บอร์ดบีโอไอได้อนุมัติให้การส่งเสริมโครงการลงทุน รวม 6 โครงการ มูลค่า 41,086 ล้านบาท อาทิ โครงการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าแบบแบตเตอรี่ และรถยนต์ไฟฟ้าแบบผสมเสียบปลั๊ก บริษัท ฉางอัน ออโตโมบิล จำกัด มูลค่า 8,862 ล้านบาท สำหรับสถิติคำขอรับบีโอไอ 8 เดือนแรกของปีนี้มีโครงการยื่นขอรับ 1,375 โครงการ เพิ่มขึ้น 33% มีมูลค่าเงินลงทุน 465,058 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 47% สูงกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อน ทั้งในแง่จำนวนโครงการและเงินลงทุน ส่วนใหญ่เป็นการลงทุนในอุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์.

แล้วพบกับสาระดีๆแบบนี้ทางด้านงานช่าง งานวิศวกรรม และอุตสาหกรรมได้ที่ นายช่างมาแชร์ นะครับ

Website: www.naichangmashare.com
Facebook: https://www.facebook.com/naichangmashare/
Blockdit :  https://www.blockdit.com/naichangmashare
Instragram: https://www.instagram.com/naichangmashare/
Twitter: https://twitter.com/naichangmashare
Youtube: https://www.youtube.com/@naichangmashare
TikTok :  https://www.tiktok.com/@naichangmashare

#นายช่างมาแชร์ 

[SISTAM 2023] งานประชุมและแสดงสินค้าด้านความปลอดภัยอัจฉริยะและเทคโนโลยีชั้นสูงสำหรับการบำรุงรักษา 18-20 ตุลาคม 2566

0
[SISTAM 2023] งานประชุมและแสดงสินค้าด้านความปลอดภัยอัจฉริยะและเทคโนโลยีชั้นสูงสำหรับการบำรุงรักษา 18-20 ตุลาคม 2566
[SISTAM 2023] งานประชุมและแสดงสินค้าด้านความปลอดภัยอัจฉริยะและเทคโนโลยีชั้นสูงสำหรับการบำรุงรักษา 18-20 ตุลาคม 2566

เวทีสำคัญแห่งปีที่ผนึกรวมผู้เชี่ยวชาญแถวหน้าของภาคอุตสาหกรรมภาครัฐและภาคการศึกษามาร่วมสร้างความตระหนักและนำเสนอองค์ความรู้เทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่อการพัฒนาอุตสาหกรรมความปลอดภัยอย่างยั่งยืนที่งาน SISTAM 2023 งานประชุมและแสดงสินค้าด้านความปลอดภัยอัจฉริยะและเทคโนโลยีชั้นสูงสำหรับการบำรุงรักษา | 18-20 ตุลาคม 2566 ที่ไบเทคกรุงเทพฯ

ในโลกอุตสาหกรรมที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว การใช้เทคโนโลยี และนวัตกรรมที่ล้ำสมัยในระบบความปลอดภัยและการบำรุงรักษาในภาคอุตสาหกรรมถือเป็นปัจจัยสำคัญอย่างมาก ไม่เพียงช่วยยืดอายุการใช้งานของเครื่องจักร ลดเวลาและต้นทุนการบำรุงรักษา อนุรักษ์พลังงาน แต่ยังช่วยการวิเคราะห์ข้อมูล เพิ่มผลผลิตและประสิทธิภาพการทำงาน รวมไปถึงสร้างสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยแก่ผู้ปฏิบัติงาน ทรัพย์สินและชุมชน ส่งเสริมการพัฒนาอุตสาหกรรมอย่างยั่งยืน  

งาน SISTAM 2023 งานประชุมและแสดงสินค้าด้านความปลอดภัยอัจฉริยะและเทคโนโลยีชั้นสูงสำหรับการบำรุงรักษา ที่จะเป็นเวทีสำคัญแห่งปีของภาคอุตสาหกรรม ภาครัฐ และภาคการศึกษา ในการร่วมสร้างความตระหนักและนำเสนอองค์ความรู้ เทคโนโลยีและนวัตกรรม เพื่อการพัฒนาอุตสาหกรรมความปลอดภัยและการบำรุงรักษา 

กว่า 50 หัวข้องานสัมมนาจากเหล่าผู้เชี่ยวชาญระดับแนวหน้าของภาคอุตสาหกรรมที่จะมานำเสนอเทคโนโลยีและนวัตกรรมล้ำสมัย แบ่งปันข้อมูลเชิงวิเคราะห์ เชิงปฏิบัติ เทคนิค รวมไปถึงกรณีศึกษา ที่ผู้ประกอบการสามารถนำไปประยุกต์ใช้

ลงทะเบียนฟรี ทุกสัมมนา!!

Click https://eventpassinsight.co/el/to/Naichangmashare

หัวข้อน่าสนใจมีดังนี้

  • อุตสาหกรรมความปลอดภัยอัจฉริยะเพื่อความยั่งยืน พร้อมกรณีศึกษาจากโรงงานที่ได้รับรางวัลดีเด่นด้านการบริหารความปลอดภัย จัดโดยกรมโรงงานอุตสาหกรรม 
  • การปรับปรุงประสิทธิภาพและความปลอดภัยในกระบวนการอุตสาหกรรมโดยเทคโนโลยีดิจิทัล จัดโดยกระทรวงเศรษฐกิจ การค้าและอุตสาหกรรมญี่ปุ่น (METI) ร่วมกับกรมโรงงานอุตสาหกรรม 
  • วิศวกรรมความปลอดภัยกับงานอุตสาหกรรม โดย สมาคมวิศวกรรมความปลอดภัย 
  • การประชุมและสัมมนาเชิงวิชาการด้านความปลอดภัยในกระบวนการเคมี (CPSS) ครั้งที่ 12 ที่จะเน้นเรื่องความท้าทายในการตรวจสอบ และการวิเคราะห์ความเสี่ยงในโรงกลั่น และอุตสาหกรรมปิโตรเคมี จัดโดย สมาคมวิศวกรรมเคมีและเคมีประยุกต์แห่งประเทศไทย
  • การลดความเสี่ยงในการทำงานด้วย Preventive Maintenance และ การบำรุงรักษาเครื่องจักรด้วยตนเองขั้นประยุกต์สำหรับ TPM ระดับสูงสุด โดย สมาคมส่งเสริมเทคโนโลยี (ไทย- ญี่ปุ่น) 
  • พื้นฐานงานบำรุงรักษาเครื่องจักรสู่ Proactive Maintenance และความสำคัญของการตั้งศูนย์เพราของเครื่องจักร โดยสถาบันไทย-เยอรมัน
  • การจัดการแบรนด์และการตลาดดิจิทัลในยุคอุตสาหกรรม 5.0 โดย นายช่างมาแชร์
  • สัมมนาใหญ่ของ MURATA ที่ได้รวมตัวเหล่าผู้เชี่ยวชาญในวงการ Maintenance, Smart Industry, Industrial IoT, และ Automation มาแบ่งปันข้อมูลเชิงลึก กรณีศึกษา แนวทางปฏิบัติที่ดีที่สุด และเรื่องราวความสำเร็จในการใช้ประโยชน์จากการวิเคราะห์ข้อมูล (Data Analytics), IoT, และ Machine Learning เพื่อให้การทำ Condition-Based Maintenance มีประสิทธิภาพมากที่สุด
  • และอีกหลากหลายหัวข้อสัมมนา

ในส่วนงานแสดงสินค้า จะมีทั้งการจัดแสดงเทคโนโลยี ดิจิทัล ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ระบบอัตโนมัติ (automation) ซอฟแวร์ โซลูชั่น ระบบและอุปกรณ์ด้านการบำรุงรักษาและความปลอดภัย จากบริษัทชั้นนำ อาทิ ปตท., Murata, Yokogawa, Alpha Com, Service Now, P-Dictor, Freewill Solutions, Astec Paint, Cikachi Electric, การไฟฟ้านครหลวง เป็นต้น ไฮไลท์ของงานยังจะมีหุ่นยนต์ทำความสะอาด และหุ่นยนต์ขนส่ง LUCKI BOT ของ ปตท.  การจัดแสดงนวัตกรรมจรวดความเร็วเสียง CURSR-1 ที่ได้รับรางวัลรองชนะเลิศ Dr. Gil Moor Award, หุ่นยนต์ Walkie II เพื่อบริการในครัวเรือน และหุ่นยนต์ช่วยการเดิน ของคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย 

ร่วมจัดโดย สมาคมส่งเสริมเทคโนโลยี (ไทย-ญี่ปุ่น)  สมาคมวิศวกรรมเคมีและเคมีประยุกต์แห่งประเทศ (TIChE) และบริษัท เอ็กซโปซิส งาน SISTAM 2023 กำหนดจัดขึ้นในวันที่ 18-20 ตุลาคม 2566 นี้ที่ไบเทค บางนา  โดยได้รับเกียรติจาก และคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เป็นพันธมิตรองค์กรความรู้ (Knowledge Partner) 

งานประชุมและการแสดงสินค้า SISTAM 2023 จะจัดควบคู่กับงานประชุมวิชาการด้านความปลอดภัยระดับเอเชียแปซิฟิค หรือ Asia Pacific Symposium on Safety 2023 (APSS 2023) ที่จะจัดขึ้นเป็นครั้งแรกในประเทศไทย โดยมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) นับเป็นการร่วมสร้างเวทีสำคัญด้านความปลอดภัยและการบำรุงรักษาในภาคอุตสาหกรรม

สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม และลงทะเบียนเข้าร่วมงาน กรุณาเยี่ยมชมเว็บไซต์ : https://sistam-asia.com/  หรือโทร 02-559-0856 ต่อ 11