Nitrogen gas blanketing [EP.2]: การออกแบบ Design Volume ของ Nitrogen

0
storage tank
storage tank

จาก EP1 ที่นายช่างได้ปูพื้นฐานของ“ระบบการปกคลุมด้วยแก๊สไนโตรเจน (Nitrogen/inert gas blanketing)” ในโรงงานอุตสาหกรรมในวันนี้จึงมาต่อยอดในเรื่องการออกแบบของระบบนี้ ซึ่งนายช่างเองเคยได้ออกแบบมาแล้ว และ พบว่าไม่มีเว็บไซต์ไหนอธิบายขั้นตอนการออกแบบระบบนี้เลย เพื่อเป็นประโยชน์กับทุกคนเพื่อให้คนที่อยากเข้าใจว่าการกำหนด Flow N2 และ Setting pressure มาได้อย่างไร ผมจึงขอแชร์ความรู้สำหรับการออกแบบระบบปกคลุมแก๊สไนโตรเจนตาม standard ของ API2000 edition ที่ 7 ซึ่งเป็นฉบับที่ใช้กันในปัจจุบัน ซึ่งเป็น Engineering standard สำหรับ Design nitrogen blanket capacity

กลับไปอ่านบทความที่เกี่ยวข้อง

ระบบการปกคลุมด้วยแก๊สไนโตรเจน (Nitrogen/Inert Gas Blanketing) [EP:01]

การพิจารณาขั้นพื้นฐาน (Basic consideration)

ขนาดของ regulator จะถูกอกกแบบให้มี Size สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงความดันภายในถัง ซึ่งความดันที่เปลี่ยนแปลงภายในถังจะเกิดจาก

  1. การปั๊มของเหลวเข้าและออก
  2. การเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิ

นอกจากนี้ถังสารเคมีจะแบ่งออกเป็น 2 ระบบ คือ non-refrigerated tank (ถังบรรจุของเหลวที่มีอุณหภูมิสูงกว่าบรรายากาศภายนอก) และ Refrigerated tank (ถังบรรจุของเหลวที่มีอุณหภูมิต่ำกว่าบรรายากาศภายนอก) แต่ไม่ว่าจะเป็นถังประเภทไหนก็จะมี Concept การออกแบบเหมือนกัน แต่จะแตกต่างกันที่สูตรการคำนวณ (ใน API2000 มีบอกอยู่แล้ว)

สำหรับการคำนวณอัตราการไหลของแก๊สไนโตรเจนที่ต้องใช้ ถ้าเป็นหน่วย SI จะใช้หน่วย Nm3/h (อ่านว่า Normal cubic meter per hour) เป็นสภาวะมาตรฐานที่อ้างอิงจากสถานะของแก๊สที่ความดัน 1.01325 barg และอุณหภูมิ 0 oC  แต่ถ้าใช้หน่วยอังกฤษจะใช้อัตราการไหลในหน่วย SCFH (อ่านว่า Standard cubic foot per hour) อ้างอิงจากสถานะของแก๊สที่ความดัน 1.01325 barg และอุณหภูมิ 15 oC  แต่ผมถนัดหน่วย SI ครับ

ขั้นตอนการออกแบบNitrogen Regulator

  1. คำนวณ Outbreathing rate ของ Liquid transfer effect (pump-in) แบ่งออกเป็น 2 กรณีคือ

1.1 Non-volatile liquid คือของเหลวในถังที่มีความดันไอ (Vapor pressure) ไม่เกิน 5 kPa

Outbreathing rate (VOP)  ที่เกิดจาก Pump-in จะคำนวณได้จาก อัตราการไหลสูงสุดของปั๊มที่    Pump-in ดังสมการ (1)

1.2 Volatile liquid คือของเหลวในถังที่มีความดันไอ (Vapor pressure) เกิน 5 kPa

Outbreathing rate (VOP)  ที่เกิดจาก Pump-in จะคำนวณได้จาก 2 เท่าของอัตราการไหลสูงสุดของปั๊มที่    Pump-in ดังสมการ (3)

2.คำนวณ Inbreathing rate ของ Liquid transfer effect (pump-out)

Inbreathing rate (VIP)  ที่เกิดจาก Pump-out จะคำนวณได้จาก อัตราการไหลสูงสุดของปั๊มที่    Pump-out ดังสมการ (5)


3. คำนวณ Outbreathing rate ของ Thermal effect (อุณหภูมิภายนอกร้อน Vapor ในถังขยายตัว)

จาก EP1 เรื่อง Thermal effect จะมากหรือน้อยจะขึ้นกับ Location , ความหนาของฉนวนที่หุ้มถัง รวมไปถึงขนาดของ Tank Thermal outbreathing rate สามารถคำนวณจากสมการที่ (7)

ในสูตรจะมี Y-factor ที่ขึ้นอยู่กับ Location ว่าตั้งอยู่ที่เส้นละติจูดกี่องศา (เปิด GPS ดูเอา อิอิ) โดยประเทศไทยสูงสุดก็ยังใงก็ต่ำกว่า 42 o latitude

ในส่วนของปริมาตรถังเราจะคิดที่ 100% ส่วนเรื่องฉนวนที่สามารถกันความร้อน (Ri)  ถ้าไม่มีฉนวน Ri =1 แต่ถ้ามีฉนวนจะคำนวณจากสมการที่ 11

4. คำนวณ Inbreathing rate ของ Thermal effect (อุณหภูมิภายนอกเย็น Vapor ในถังหดตัว)

Thermal inbreathing rate สามารถคำนวณจากสมการที่ (9)

ค่า Ri ใช้ค่าเดิมที่เราคำนวณจากข้างบน ส่วน C-Factor จะเปิดดูจาก Table 2

สำหรับการคำนวณโดยทั่วไปจะคำนวณดังนี้

N2 feed flow rate (Nm3/h) = Total Inbreathing rate (Nm3/h)  – Total Outbreathing rate (Nm3/h) (คิดทั้งหมด จะใช้ N2 gas ไม่มากเมื่อเทียบกับอีก case)

จากสมการเมื่อหักลบกันแล้วจะเป็นflow ที่อากาศจากภายนอกจะถูกดูดเข้ามาในถัง ดังนั้น เพื่อป้องกันอากาศเข้า  อัตราการไหลที่คำนวณได้จะต้องเป็น Minimum nitrogen flow rate 

แต่ถ้าเป็นถังประเภท Refrigerated tank (ถังบรรจุของเหลวที่มีอุณหภูมิต่ำกว่าบรรายากาศภายนอก) หรือสารเคมีที่ต้องการความชัวร์ (เปลืองแก๊สไนโตรเจน แต่มั่นใจเรื่องการป้องกันอากาศเข้าถัง)  สามารถคำนวณจาก

N2 feed flow rate (Nm3/h) = Total Inbreathing rate (Nm3/h)  

เมื่อได้ Capacity ของ Regulator แล้ว ก็ต้องมาเลือก Set Pressure ที่เหมาะสมตามชนิดของ Regulator

 โดยใน API2000 มี guideline คร่าวๆดังนี้

ตัวอย่างเช่น ถ้าที่โณงงานเลือกใช้ Valve แบบ Pilot operated valve เราจะต้อง Set pressure +/- 5 mbarg ขึ้นไป

โดยจะ Set เท่าไร ต้องไป Match กับ N2 flow rate (อันนี้จะเป็นหน้าที่ของ Supplier ที่ขาย valve) เช่น เราคำนวณ Flow ได้ 400 Nm3/h vendor ก็จะเอา Catalog ที่Flow อยู่ในช่วงที่เราคำนวณแต่ Set pressure ให้อยู่ในเกณฑ์ นอกจากนี้ต้องไม่เกิน Design pressure ที่ tank จะรับไหวด้วย

แล้วพบกับสาระความรู้ทางด้านงานช่าง และงานวิศวกรรมได้ในโพสถัดๆไปนะครับ

Website: www.naichangmashare.com
Facebook: https://www.facebook.com/naichangmashare/
Youtube: https://www.youtube.com/channel/UCmIPiSeg-uy4k8JYSmknp_g
Instragram: https://www.instagram.com/naichangmashare/
Twitter: https://twitter.com/naichangmashare

#นายช่างมาแชร์

การล้างและฆ่าเชื้อราในระบบแอร์ AHU – [ด้วยน้ำยาธรรมชาติ]

0

สวัสดีครับเพื่อนๆ หลังจากบทความที่ผ่านมาเราเคยพูดไปถึง เชื้อราในระบบแอร์ในบ้าน ซึ่งคราวนี้ขอมาต่อยอดในแอร์ระบบใหญ่จำพวก HVAC ที่มีอยู่ในระบบอาคาร เช่น สำนักงานออฟฟิต โรงแรม โรงเรียน หรือโรงงาน เป็นต้นครับ

กลับไปอ่านบทความที่เกี่ยวข้อง

[ระบบ HVAC คืออะไร ? ] หลักการทำงาน และอุปกรณ์ต่างๆในระบบ
[ เชื้อราในเครื่องปรับอากาศ ] – ภัยร้ายใกล้ตัวคุณที่คุณคาดไม่ถึง

ซึ่งระบบที่สะสมเชื้อราเยอะๆในระบบ HVAC คงจะไม่พ้นระบบ AHU หรือ Air Handling Unit 

ระบบ AHU คืออะไร? (เบื้องต้น)

เบื้องต้น ขอเล่าก่อนนะครับว่า ระบบ AHU หรือ Air Handling Unit เป็นกล่องโลหะขนาดใหญ่ โดยหน้าที่คือการนำอากาศจากภายนอกเข้ามาปรับอากาศ และส่งอากาศไปยังอาคาร  (ดังภาพด้านล่าง)

โดยส่วนประกอบของ AHU จะมีดังนี้

  1. Cooler/Heater Coil เพื่อแลกเปลี่ยนความร้อนและสร้างอุณหภูมิตามที่ออกแบบไว้ในตัวอาคาร
  2. Supply/Return Fan ทำหน้าที่ส่งถ่ายลมเข้า/ออก จากระบบ
  3. Damper ทำหน้าที่ปรับอัตราลมเข้าลมออกในอาคาร (เปรียบเสมือนวาล์วตัวหนึ่ง)
  4. Filter ทำหน้าที่กรอง/ดักฝุ่นก่อนเข้าระบบ
  5. Humidifier/Moisture eliminator เป็นตัวปรับความชื้นก่อนจะนำอากาศเข้าสู่อาคาร

การเกิดเชื้อราในระบบ AHU

จากบทความครั้งก่อนหน้าทำให้เรารู้ว่า การเกิดเชื้อรา มักจะเกิดขึ้นในที่ๆมี “ความชื้น” ซึ่งเชื้อราสามารถเกิดขึ้นได้ตามอุปกรณ์ต่างๆของระบบปรับอากาศที่เกิดความชื้นขึ้น

และ ถูกปล่อยทิ้งไว้โดยไม่จัดการแก้ไขเป็นเวลานานเกินกว่า 48 ชั่วโมง เช่นตามแนวท่อน้ําเย็นที่ฉนวนเกิดแตกหรือฉีกขาด ทําาให้เกิดการควบแน่นของไอน้ําที่ผิวท่อ

ดังนั้น ในระบบ AHU “ที่ตำแหน่งคอยล์เย็น (Cooling coil) มักจะมีการสะสมของเชื้อราเกิดขึ้น”

และเจ้าเชื้อรานี่แหละครับที่จะค่อยๆทำลายสุขภาพของคุณอย่างช้าๆ ซึ่งโรคที่ตามมา โรคหอบหืด จาม ไข้ละอองฟาง แน่นหน้าอก คัดจมูก จาม ระคายเคืองนัยน์ตา เจ็บคอ ต่างๆมากมากครับ

ความสกปรกของคอยล์เย็นในระบบ AHU

ข้อจำกัดของการล้างด้วยน้ำยาแบบเดิมๆ

ในการเกิดเชื้อราในระบบ AHU ซึ่งการใช้วิธีล้างแบบเดิมๆจะใช้วิธีการล้างด้วยสารเคมี ซึ่งการล้างเชื้อราที่มีคราบเมือกเยอะๆ หรือคราบตะไคร่ต่างๆ การใช้สารเคมีแบบเก่าจะมีข้อจำกัดหลายอย่างเช่น

  1. ด้วยความเข้มข้นของเคมีนั้น ต้องทำอย่างระมัดระวัง ไม่สามารถทิ้ง ไว้เป็นเวลานานได้ เพราะเคมีจะทำลายพื้น ผิวโลหะของคอยล์เย็นได้
  2. ไม่สามารถทำการล้างในวันและเวลาทำงานปกติ เนื่องจาก กลิ่นเหม็นของสารเคมีที่ตกค้างซึ่ง เป็นอันตรายต่อการสูดดมของสารเคมี ที่ใช้ในการล้าง จึงต้องทำในเวลากลางคืน หรือ วันหยุด (ซึ่ง ถ้าเป็นสถานที่ๆ ไม่มีวันหยุด อาจต้องทำในเวลาหลังเที่ยงคืน ซึ่งเวลาอาจไม่พอในการล้างให้สะอาด และกำจัดกลิ่นตกค้างของเคมีได้)
  3. ถ้าจะทำการล้างแบบ Deep Clean แบบขจัดคราบฝังลึกติดแน่น ที่จะต้องใช้เคมี ปริมาณมาก ในการทำความสะอาดนั่น จะต้องมี การชะล้างสารเคมี ที่จะต้องทิ้ง ลงใน ท่อน้ำ ทิ้ง ซึ่ง จะไปทำลายจุลินทรีในระบบ บำบัดน้ำเสีย และ จะก่อให้เกิดปัญหาอื่นในระบบบำบัดตามมา ซึ่ง ทั้ง หมดนี้ เป็นสาเหตุที่ไม่อาจทำการล้างด้วยเคมีแบบ Deep Clean ที่ทำให้ สะอาดได้ ในการล้างครั้งเดียว

การใช้น้ำยาออแกนิคล้างระบบ AHU

ดังนั้นการเลือกกรบวนการล้างด้วยน้ำยาออแกนิค ที่เป็นมิตรต่อคน อุปกรณ์ และสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นเทคโนโลยีใหม่ และจะเป็นคำตอบใหม่ๆสำหรับการล้างระบบ AHU ครับ

ประโยชน์ที่ได้จากการล้างด้วยนํ้ายาธรรมชาติ หรือ น้ำยาออแกนิค

  1. น้ำยาออแกนิคที่ใช้ในการล้างไม่มีกลิ่นเหม็นอันตรายรบกวนสามารถ ทำการล้าง ได้ในเวลาทำงาน ปกติ สามารถพ่นลงบน coil และแช่ทิ้งไว้เป็นชั่วโมงเพื่อให้เกิดทำงานให้เชื้อราหรือ เมือกเป็นก้อนตะไคร่ให้ละลาย หรือนิ่มลง เพื่อให้สะดวกในการชะล้างออกด้วยน้ำแรงดัน
  2. และด้วยความที่เป็นผลิตภัณฑ์ ออแกนิคจากธรรมชาติ การพ่นน้ำ ยาแช่ทิ้ง ไว้ที่คอยล์เป็นเวลานาน จะไม่ทำให้พื้น ผิวของ coil เสียหาย
  3. และด้วยความที่เป็นผลิตภัณฑ์ ออแกนิคจากธรรมชาติ การชะล้างด้วยน้ำ และ ปล่อยลงท่อน้ำ ทิ้ง จะไม่เป็น
    อันตรายต่อ ระบบจุลินทรีของระบบบำบัดน้ำเสีย ซึ่งปกติน้ำยาเคมีจะทำลาย
  4. หลังจากจบกระบวนการล้าง สามารถเดินเครื่องได้ทันที โดยไม่ต้องรอให้กลิ่นหายไม่เป็นอันตรายต่อคนทำงาน และผู้ที่ทำงานภายใต้ พื้นที่ส่งลมเย็นของตัว AHU นั้น ๆ

ซึ่งเทคโนโลยีใหม่ของน้ำยาออแกนิคจะมี Pure clean และ Industrial solution จากทาง AVA Industrial Formula

สุดท้ายนี้ขอขอบคุณข้อมูลดีๆ และเทคโนโลยีใหม่ๆ จากทาง Global Seal นะครับ

แล้วพบกับสาระความรู้ทางด้านงานช่าง และงานวิศวกรรมได้ในโพสถัดๆไปนะครับ

Website: www.naichangmashare.com
Facebook: https://www.facebook.com/naichangmashare/
Youtube: https://www.youtube.com/channel/UCmIPiSeg-uy4k8JYSmknp_g
Instragram: https://www.instagram.com/naichangmashare/
Twitter: https://twitter.com/naichangmashare

#นายช่างมาแชร์

OEE (Overall Equipment Effectiveness) – การวัดประสิทธิผลโดยรวมของเครื่องจักร

0

ในการบริหารและจัดการ ระบบการผลิตในโรงงานอุตสาหกรรม การที่จะวัดว่าโรงงานเรามีการผลิตที่ได้ดีแค่ไหน? ซึ่งคำว่าดีในการผลิตคืออะไร ผลิตได้เยอะ งานซ่อมน้อย ของได้คุณภาพ

เราจะใช้ตัวแปรอะไรบ่งบอกว่า ดี หรือ ไม่ดี ??

ซึ่งหลายโรงงานจะตอบคำถามนั้น ด้วยการใช้ตัวแปรที่นิยมใช้ในสากลนั้นคือ “OEE” หรือ “การวัดประสิทธิผลโดยรวมของเครื่องจักร”

Factorium Banner CMMS

OEE คืออะไร?

OEE หรือ Overall Equipment Effectiveness หากเราแปลตรงๆตัวนั้นคือ “การวัดประสิทธิผลโดยรวมของเครื่องจักร” โดยจุดเริ่มต้นของ OEE ถือเป็นเป้าหมายในระบบ TPM (Total Productive Maintenance) ที่กำหนดโดยทาง คุณ Seiichi Nakajima ในปี 1928 เพื่อพัฒนาคุณภาพในการผลิตอย่างต่อเนื่องในแต่ละกิจกรรมในโรงงานอุตสาหกรรม

โดย OEE จะเป็นการบอก ประสิทธิผล หรือ ความสามารถในการผลิตของโรงงาน หรือหน่วยการผลิตโดยองค์รวม โดยหากมีการบอกว่า OEE 100% จะเป็นการบอกว่า โรงงานอุตสาหกรรมมีประสิทธิผลในการผลิตที่ดีมาก ไม่มีข้อผิดพลาดทั้งในแง่มุม ความพร้อมใช้งาน ความเร็วในการผลิต และคุณภาพของสินค้า (แต่โดย bench marking ตามมาตราฐานสากลจะอยู่ที่ประมาณ 85%)

โดยความสัมพันธ์คือ

OEE = Availability x Performance x Quality

หากแสดงเป็นกราฟจะเห็นได้ว่า การสูญเสียที่เกิดขึ้นในตัวแปรๆต่างๆ จะทำให้ค่า OEE ลดลง ครับ

กราฟแสดงความสัมพันธ์ของค่า OEE และการสูญเสียแบบต่างๆ

ส่วนประกอบของ OEE

ในการวัด OEE จากสมการด้านบนจะประกอบ 3 ส่วนหลัก คือ

ภาพรวมในแต่ละองค์ประกอบของ OEE

1. Availability หรือ สมรรถนะความพร้อมของเครื่องจักรโดยจะเทียบตามแผนในการผลิตของหน่วยการผลิตนั้นๆ

หากไม่สามารถผลิตได้ หรือ สูญเสียความสามารถในการผลิตจะเรียกว่า “availability losses”

หรือสามารถคำนวนได้จาก

Availability = Operating Time / Scheduled time

Availability = สมรรถนะความพร้อมของเครื่องจักร
Operating Time = เวลาในการเดินเครื่องจักรผลิตในโรงงาน
Scheduled Time = เวลาที่ถูกวางแผนในการเดินเครื่องจักรผลิตในโรงงาน

2. Performance หรือ ประสิทธิภาพในการผลิต อาจจะเรียกว่า อัตราการผลิต (Process rate) เป็นตัวแปรที่มองว่า หน่วยผลิตสามารถผลิตได้เท่าไหร่เมื่อเทียบกับความเร็วในการผลิตที่ออกแบบไว้

ในกรณีที่ผลิตได้ช้าจากการออกแบบไว้ เราจะเรียกว่า “Speed losses”

หรือสามารถคำนวนได้จาก

Performance = Actual speed / Design speed

Performance = ประสิทธิภาพในการผลิต
Actual speed = เวลาที่่ใช้จริงในการผลิต
Design speed = เวลาที่่ออกแบบในการผลิต

3. Quality หรือ คุณภาพของผลิิตภัณฑ์ เป็นการบ่งบอกว่าสินค้าที่ผลิตออกมามีคุณภาพไหม โดยกำหนดจากระบบ QA/QC ในโรงงาน โดยเป็นการบอกปริมาณสินค้าที่ได้คุณภาพมีเปอร์เซ็นเท่าไหร่จากปริมาณเท่าหมด

ส่วนปริมาณสินค้าที่เสียไปจะเรียกว่า “Quality losses”

Quality = (Units produced – defective units) / (Units produced)

Quality = คุณภาพของผลิิตภัณฑ์
Units produced = ปริมาณสินค้สที่ได้คุณภาพ
Defective units = ปริมาณสินค้าที่ไม่ได้คุณภาพ
Units produce = ปริมาณสินค้าทั้งหมด

Factorium Banner CMMS

ประโยชน์ของระบบ OEE ในโรงงาน

  ในอดีตการความสามรถในการผลิตในโรงงาน มีการหาวิธีการกันหลากหลาย ซึ่งส่วนใหญ่จะมีข้อมูลทั้งในฝั่งผลิต ฝั่งซ่อม ฝั่งบัญชี รวมถึงดรรชนี KPI เต็มไปหมด แต่ไม่มีตัวไหนเลยที่สามารถบ่งบอกในเชิงองค์รวมได้ หรือนำไปใช้ปรับปรุงการเพิ่มผลผลิตได้จริง ๆ

โดยการวัดประสิทธิผลโดยรวมของเครื่องจักร หรือการใช้ OEE เป็นวิธีการที่ดีวิธีหนึ่งที่นอกจากทำให้รู้ประสิทธิผลของเครื่องจักรแล้วยังรู้ถึงสาเหตุของความสูญเสียที่เกิดขึ้นทั้งในภาพใหญ่ คือ

  1. สามารถแยกประเภทการสูญเสียและรายละเอียดของสาเหตุนั้น
  2. ทำให้สามารถที่จะปรับปรุง
  3. ลดความสูญเสียที่เกิดขึ้นได้อย่างถูกต้องและเป็นระบบ

เปรียบเสมือนเราขับรถแล้วมีเกจเตือนเราอยู่ตลอดเวลาว่า ตอนนี้การผลิตในโรงงานดีหรือแย่ยังไง แล้วแย่ไปแย่ที่ตรงไหน ก็สามารถทำให้ทางโรงงานสามารถโฟกัสในการปรับปรุงและพัฒนาได้ตรงจุดจริงๆครับผม

การเพิ่มประสิทธิผลโดยรวมของเครื่องจักร

ปัจจัยหลักที่ทำให้ค่า OEE ลดลงแบบมีนัยวำคัญเลยส่วนมาก จะเกิดจากสภาพของเครื่องจักรที่ไม่สมบรูณ์ และในกรณีแย่ที่สุด คือจำเป็นหยุดการผลิตเพื่อซ่อมแซมเครื่องจักรครับ หลังจากนั้นแน่นอนเลยครับว่าค่า OEE ของเพื่อนๆจะ”ดิ่งลงเหวอย่างแน่นอน”

วิธีที่จะป้องกันเหตุการเหล่านี้เริ่มได้จากการปรับปรุงระบบบริหารจัดการงานซ่อมบำรุง จากเก่า ให้เป็น ระบบ CMMS

เพราะระบบ CMMS จะเก็บบันทึกประวัติการเสื่อมสภาพ ประวัติคุณลักษณะของการสึกหรอ หรืออาการเสียที่เกิดขึ้นบ่อยๆ ไว้ใช้ในการวิเคราะห์และวางแผนงานซ่อมที่เหมาะสมกับแต่ละชนิดเครื่องจักรไป เพื่อไม่ให้เครื่องจักรมีการเสียหายบ่อยๆ หรือการใช้งานที่ไม่เต็มประสิทธิภาพส่งส่งผลต่อค่า OEE โดยตรงครับ

=======================================

หากเพื่อนๆกำลังมองหาระบบ CMMS ที่คุณภาพ มีมาตราฐานสากลระดับโลก ที่สำคัญใช้ฟรี ไม่ต้องโหลดโปรแกรม สามารถใช้ได้ในมือถือ ทั้งระบบ android และ iOS

นายช่างมาแชร์ขอแนะนำโปรแกรม Factorium ระบบ CMMS ยุคใหม่ โปรแกรมซ่อมบำรุงบนสมาร์ทโฟน สำหรับโรงงานยุค 4.0 ครับผม  (www.factorium.tech)

ติดต่อฝ่ายขายและปรึกษาโทร : 096-034-7506 (เนย) , 083-932-4654 (เกว)

=======================================

แล้วพบกับสาระดีๆแบบนี้ทางด้านงานช่าง งานวิศวกรรม และอุตสาหกรรมได้ที่ นายช่างมาแชร์ นะครับ

Website: www.naichangmashare.com
Facebook: https://www.facebook.com/naichangmashare/
Blockdit :  https://www.blockdit.com/naichangmashare
Instragram: https://www.instagram.com/naichangmashare/
Twitter: https://twitter.com/naichangmashare
Youtube: https://www.youtube.com/channel/UCmIPiSeg-uy4k8JYSmknp_g

#นายช่างมาแชร์ #Maintenance #CMMS #FACTORIUM

นวัตกรรมใบพัดประสิทธิภาพสูงในอุตสาหกรรม – TANDEM BLADE

0

ในอุตสาหกรรมที่เราเห็นอยู่ทุกวันนี้ ในการระบายความร้อนด้วยอากาศ (Air cool) ก็ยังนิยมใช้พัดลม หรือที่เรียกว่า FAN อยู่ โดยหน้าที่ของพัดลมก็จะทำหน้าที่เหมือนพัดลมที่บ้านเลยครับ คือ ทำหน้าที่ในการพาลมไปใช้ประโยชน์ในด้านต่างๆ เช่น ใช้ในการระบายความร้อนใน Cooling tower หรือ การใช้ระบายความร้อนใน Air Cooled Heat Exchanger หรือที่เราเรียกว่า fin-fan ครับ

โดยพัดลมในอุตสาหกกรรมก็จะพยายามให้มีการออกแบบให้มีการพาลมให้ได้มากที่สุด หรือให้เกิดประสิทธิภาพมากที่สุดในการนำลมไปใช้นะครับ ซึ่งส่งผลให้สามารถลดต้นในการผลิต และประหยัดพลังงานอีกด้วยนะครับ

วันนี้เราจะพาเพื่อนๆไปดู นวัตกรรมของใบพัดลมแบบ TANDEM BLADE ของพัดลมในอุตสาหกรรมกันครับ ซึ่งเป็นนวัตกรรมใหม่ล่าสุดของใบพัดครับ ว่ามีคุณสมบัติ หลักการทำงาน และการสร้างประสิทธิภาพที่สูงได้อย่างไร? กันครับ

นวัตรรมในการผลิตใบพัด (Generation of Fan)

นวัตกรรมในการผลิตใบพัดของพัดลมอุตสาหกรรมสามารถแบ่งออกได้เป็น 3 ยุคหลักๆ คือ

ในยุคแรก : เป็นการใช้วัสดุเป็น FRP ที่ถูกขึ้นรูปด้วยมือคน (Hand craft) ในยุคแรก และใบพัดแบบอะลูมิเนียมหล่อ ซึ่งเป็นเทคโนโลยีสมัยนั้นในการผลิตพัดลมนะครับ อาศัยฝีมือคนในการประกอบเป็นหลัก

Aluminium fan blade

ในยุคที่สอง : เป็นการใช้วัสดุ FRP แบบฉีดขึ้นรูป หรือ Pultrusion และวัสดุอะลูนิเนียมแบบอัดรีด (Extrusion) และผลิตออกมาเป็น Airfoil Blade ในยุคที่สองครับ

Blade air foil
การผลิตของ FRP แบบฉีดขึ้นรูป หรือ Pultrusion

ในยุคที่สาม : เป็นการใช้วัสดุ Extrusion aluminium และประกอบเข้าด้วยกันเป็น Slot air foil fan หรือ ใบพัดแบบ TANDEM BLADE โดยลักษณะจะเป็นเหมือนภาพด้านล่างครับ ซึ่งจะออกแบบพัดลมให้ได้มีประสิทธิภาพสูงที่สุดตามหลักการของ Aerodynamic ซึ่งจะใช้หลักการเดียวกับปีกของใบพัดของเครื่องบินเลยทีเดียวครับ

หลักการทำงานของใบพัดลม TANDEM BLADE

ใบพัดลมในอุตสาหกรรม ถือเป็น พัดลมในแนวแกน หรือ Axial fan โดยลมจะเข้าจากด้านขาเข้า และออกโดยด้านขาออกโดยตรง ซึ่งลมที่ออกมาจะมีปริมาณอัตราการไหลเพิ่มขึ้น และมีความดันลม Head เล็กน้อยนะครับ

โดยลักษณะของ Tandem blade จะเป็นแบบ Slot Air Foil Fan จะเป็นการประกบกันระหว่างใบพัด Air foil fan 2 ชิ้น โดยยึดกันด้วยด้วยตัวยึดแบบพิเศษ (Special tip และ Root caps) โดยตรงการจะมีรู (Slot) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพทางอากาศพลศาสตร์ครับ

TANDEM BLADE หรือ Slot Air Foil Blade

โดยใบวัสดุ รูปร่าง และการประกอบ ของใบพัดลมชนิดนี้ถูกวิจัยด้วยวิธี โดยใช้เทคนิคทางวิศวกรรมออกแบบให้ประสิทธิภาพของใบพัดออกมาดีที่สุดครับ ด้วยวิธีการ FEM (Finite Element Method) และ Laboratory test เรียบร้อยแล้วครับ

ใบพัดลมชนิดนี้ถูกวิจัยด้วยวิธี ด้วยวิธีการ FEM และ Laboratory test

หลักการ Aerodynamic ในใบพัด Tandem Blade

สำหรับหลักการทางพลศาสตร์ หรือ Aerodynamic จะมาอธิบายจุดเด่นสำคัญที่ทำให้เจ้าตัว Tandem blade หรือ Slot Air foil fan ตัวนี้มีประสิทธิภาพที่เหนือกว่าใบพัดแบบ Air foil ธรรมดาในยุตที่สองกันครับ

โดย “ร่อง (slot)” ที่เพื่อนๆเห็นอยู่ มีหน้าที่เพื่อชะรอ (Delay) ความเร็วของลม ซึ่งเจ้าความเร็วของลมตัวนี้จะไปสร้างลมหมุนวน หรือ Vortex ที่ด้านปลายใบ (Trailing edge) เป็นเหตุให้ลมบางส่วนไม่ถูกส่งขึ้นไปใช้งาน และเป็นการเพิ่มแรงต้านของลม เป็นเหตุให้ประสิทธิภาพของใบพัดลดลง

ดังนั้นพอมีเจ้าตัวนี้ความเร็วลมก็จะลดลง ลมหมุนวนลมลง (Vortex) ปริมาณลมที่ส่งขึ้นไปสูงขึ้น ทำให้ประสิทธิิภาพสูงขึ้นตามครับผม

เปรียบเทียบ Blade air foil กับ Tandem blade

ซึ่งโดยหลักการของ Tandem blade หรือ Slot air foil ที่ได้กล่าวมาแล้ว คือการลดความเร็วของลมด้วย ร่อง หรือ slot และทำให้ลมหมุนวน (Vortex) ที่ปลายใบลดลง โดยขอแสดงภาพให้ชัดเจนดังภาพด้านล่างนะครับ

เปรียบเทียบการเกิด vortex ของ tandem blade (ล่าง) และ Air foil blade (บน)

โดยหากเทียบปริมาณลม และความดันที่เกิดขึ้นโดยใช้ Characteristic curve ของใบพัดยาว 14 ft จำนวน 8 ใบ พบว่า กราฟสีแดงที่เป็นของ Tandem blade ทำได้ดีกว่า กราฟสีน้ำเงินแบบใบเก่า หรือ Air foil blade พอสมควรเลยครับ โดยเฉพาะการใช้งานที่มุมใบสูงๆ ที่ tandem blade ได้เปรียบเรื่องของ stall angle (เมื่อมุมใบยิ่งสูงปริมาณลมหมุนวนก็ยิ่งสูง ซึ่ง tandem blade มาแก้ไขปัญหาตรงนี้ได้ดีครับ)

กราฟเปรียบเทียบปริมาณลม Tandem blade และ Airfoil blade
กราฟเปรียบเทียบประสิทธิภาพของ Tandem blade และ Airfoil blade

สุดท้ายนี้ขอขอบคุณข้อมูลดีๆจากทาง INNOVEK นะครับ ตัวแทนจำหน่าย Tandem blade ใบพัดประสิทธิภาพสูง

แล้วพบกับสาระดีๆแบบนี้ทางด้านงานช่าง งานวิศวกรรม และอุตสาหกรรมได้ที่ นายช่างมาแชร์ นะครับ

Website: www.naichangmashare.com
Facebook: https://www.facebook.com/naichangmashare/
Youtube: https://www.youtube.com/channel/UCmIPiSeg-uy4k8JYSmknp_g
Instragram: https://www.instagram.com/naichangmashare/
Twitter: https://twitter.com/naichangmashare

#นายช่างมาแชร์ #Tandemblade #Technology

รางสายไฟฟ้า (Cable Ladder/Cable Tray)

0

ในโรงงานอุตสาหกรรมในประเทศไทย จะปฏิเสธไม่ได้เลยว่า เวลาเดินสายไฟฟ้านั้นทั้ง Power Cable และ Control Cable แม้กระทั้งสายของ Instrument เองจำเป็นต้องเดินสายไฟฟ้าบน “รางสายไฟฟ้า (Cable Ladder) หรือที่หลายๆ คนพูดติดปากว่า Cable Tray”

Cable Ladder / Cable Tray?

Cable Ladder และ Cable Tray คือ อุปกรณ์ที่ถูกติดตั้งไว้ลำเลี้ยงสายไฟฟ้าจากจุดหนึ่งไปยังอีกจุดหนึ่ง เช่น วาง Cable Ladder จาก MCC switchgear ใน Substation ไปยัง Load ที่เป็น Motor ที่อยู่ด้านนอก เป็นต้น ซึ่งการลำเลี้ยงสายไฟฟ้านี้นั้นสามารถทำได้ทั้งงานของ Electrical เองที่เป็นสาย Power Cable และ Control Cable รวมไปถึงของ Instrument ที่มีทั้งสาย Power และ Signal Cable

ทำไมต้องมี Cable Ladder / Cable Tray

การที่เราติดตั้งระบบ Cable Ladder หรือ Cable Tray ไปนั้นจะทำให้เกิดการจัดสายไฟฟ้าได้อย่างเป็นระเบียบ และปฏิเสธไม่ได้ในเรื่องของความสวยงาม รวมถึงช่วยในเรื่องของการจัดกลุ่มของสายไฟฟ้า เช่น รางสายไฟฟ้าสำหรับ Low Voltage Level และ Medium Voltage Level แต่นอกจากความเป็นระเบียบและสวยงามแล้ว สิ่งสำคัญที่ Cable Ladder หรือ Cable Tray นั้นมาช่วยก็คือ การลดความเสี่ยงจากการ Induce ต่างๆ จากสาย Power Cable ไปยังพวก Control Cable หรือ Signal Cable ที่จะทำให้นายช่าง ทั้งหลายต้องปวดหัวว่า สัญญาณที่ไม่ต้องการนี้มาได้อย่างไร

ดังนั้นการติดตั้งรางสายไฟฟ้านั้นจำเป็นต้องแยกระหว่างสายของ Electrical และ Instrument และในสายของ Electrical ก็ควรแยก Power Cable และ Control Cable ออกจากกัน

การวางสายไฟฟ้ากับ Cable Ladder และ Cable Tray ที่จะนิยมแยกรางสายไฟฟ้าระหว่างสายในแต่ละชนิด

ชนิดของรางสายไฟฟ้า (Cable Ladder/Cable Tray)

ในท้องตลาด และที่ใช้ในอุตสาหกรรมของประเทศไทยนั้น สามารถแบ่งออกใหญ่ๆ ได้ทั้งหมด 3 ชนิด

1. ชนิดของพลาสติก ที่ใช้ทั่วไปในบ้านเรือนและอุตสาหกรรม ซึ่งจะถูกและไม่แพง หาซื้อได้ง่าย แต่ในเรื่องของการรับแรงนั้นอาจจะไม่แข็งแรงเท่าที่ควร และอายุการใช้งานจะลดลงถ้านำเอาไปใช้ในบริเวณ Outdoor ซึ่งประเภทนี้เหมาะกับงานประเภท Indoor มากกว่า รวมถึงมีโอกาสเสียหายได้มากกรณีที่โดนพวกสารเคมีกัดได้

2. ชนิดของเหล็กที่ชุบกันสนิม (Hot-Dip Galvanized) หรือจำพวก Aluminium และ Stainless steel สามารถหาได้ทั่วไปตามท้องตลาด แต่ต้องมีการติดตั้งสาย Ground link ระหว่างรางสายไฟฟ้า รวมถึงตามจุดต่อของรางสายไฟฟ้า และชนิดที่เป็นเหล็กชุบสนิมที่ถูกติดตั้งแบบ Outdoor นั้น เมื่อใช้ไปนานๆ ก็จะเริ่มมีการเกิดสนิมให้เห็นบ้าง

3. ชนิดของ FRP (Fiberglass Reinforced PolyesterResin) ที่ทำมาจากคอมโพสิท (Composite) นั้นจะมีคุณสมบัติที่ดีขึ้นจากชนิดแรกที่สามารถกันสนิมได้ และตัวรางสายไฟฟ้านั้นเป็นฉนวนและไม่นำไฟฟ้าอยู่แล้ว ซึ่งไม่มีความจำเป็นที่จะต้องติดตั้ง Ground bonding ระหว่างรางไฟฟ้า

รูปแบบของรางสายไฟฟ้า (Cable Ladder/Cable Tray)

รูปแบบสำหรับการติดตั้งรางสายไฟฟ้านั้นมีหลายแบบ ไม่ว่าจะเป็น Straight Cable Ladder, Horizontal Fitting, Vertical Inside Fitting, Vertical Outside Fitting, Horizontal Tee Fitting และ Horizontal Cross Fitting เป็นต้น ตามรูปด้านล่างนี้

จะเห็นว่ารางสายไฟฟ้า นั้นมีหลายรูปแบบให้เลือกใช้งานและติดตั้ง ขึ้นอยู่กับการออกแบบและคุณสมบัติที่ต้องการ รวมถึงเพื่อนๆ ได้รู้ว่ามีรูปแบบของรางไฟฟ้าที่หาได้ตามท้องตลาดกี่แบบนะครับ

สุดท้ายขอขอบคุณข้อมูลดีๆจาก GRE Composites ผลิตภัณฑ์ FRP Cable Tray, FRP Cable Ladder คุณภาพสูงนะครับ

แล้วพบกับสาระความรู้ทางด้านงานช่าง และงานวิศวกรรมได้ในโพสถัดๆไปนะครับ

Website: www.naichangmashare.com
Facebook: https://www.facebook.com/naichangmashare/
Youtube: https://www.youtube.com/channel/UCmIPiSeg-uy4k8JYSmknp_g
Instragram: https://www.instagram.com/naichangmashare/
Twitter: https://twitter.com/naichangmashare

#นายช่างมาแชร์

CRANE [EP.2] – Mobile Crane ชนิดต่างๆ

0

ต่อจากตอนที่แล้ว เราได้ทำความรู้จักกับเครนไปแล้วว่า เจ้าเครนหรือปั้นจั่นนั้นคืออะไร เอาไว้ใช้งานอะไรและแบ่งเป็นกี่ประเภท และสามารถทำอะไรได้บ้าง

ติดตามได้จากลิงค์นี้เลยครับ CRANE [EP:1] – ประเภทและหน้าที่ของเครน

ในตอนนี้เราจะมาเล่าให้ฟังกันต่อในส่วนของเครนประเภทเคลื่อนที่ได้ หรือ Mobile Crane ชนิดต่างๆกันครับ ไปกันเลย

เครนประเภทเคลื่อนที่ได้? (MOBILE CRANE)

เครนประเภทเคลื่อนที่ได้ หรือ Mobile Crane เป็นเครนที่ถูกติดตั้งอยู่กับยานยนต์ เครนชนิดนี้จึงสามารถเคลื่อนที่ได้ด้วยตัวเอง ทำให้สะดวกใน
การเข้า-ออกสู่พื้นที่ทำงาน และยังสามารถเข้าถึงพื้นที่ได้หลายรูปแบบ ด้วยความสามารถที่หลากหลายนี้ทำให้ Mobile Crane มีอยู่หลายชนิด
ด้วยกัน โดยในตอนนี้เราจะเล่าให้ฟังถึง Mobile Crane 4 ชนิดที่นิยมใช้กันครับ มาเริ่มทำความรู้จักกันเลยครับ

  1. รถเครนบรรทุก (Truck Crane)
  2. รถเครน 4 ล้อ (Rough Terrain Crane)
  3. รถเครนใหญ่ (All Terrain Crain)
  4. รถเครนตีนตะขาบ (Crawler Crane)

1. Mobile Crane ชนิด รถเครนบรรทุก (Truck Crane)

รถเครนบรรทุก หรือ Truck Crane เป็น Mobile Crane ที่เราอาจจะคุ้นตากันมากที่สุดก็ว่าได้ครับ ลักษณะเด่นของรถเครนบรรทุกก็คือ “เครนชนิดนี้เป็นประเภทล้อยาง” ติดตั้งเครนขนาดใหญ่เอาไว้ แขนเครนจะพาดยาวตลอดช่วงตัวรถ สามารถขับเคลื่อนได้ตัวเอง

มีขนาดให้เลือกใช้ค่อนข้างหลากหลายตั้งแต่ 10 ตัน ไปจนถึงหลักร้อยตันก็มีเครนชนิดนี้เหมาะสำหรับพื้นที่ที่ค่อนข้างเรียบและแข็งแรง ไม่เหมาะกับดินอ่อน และเนื่องจากมันมีขนาดตัวใกล้เคียงกับรถบรรทุก 10 ล้อทั่วไปจึงสามารถเข้า-ออกสู่พื้นที่ทำงานได้อย่างสะดวก

รถเครนบรรทุก (Truck Crane)

2. Mobile Crane ชนิด รถเครน 4 ล้อ (Rough Terrain Crane)

รถเครน 4 ล้อ หรือ Rough Terrain Crane เป็นเครนล้อยางอีกชนิดหนึ่ง “ลักษณะเด่นของเครนชนิดนี้คือมี 4 ล้อ” ตามชื่อเลยครับ แต่ล้อจะมีขนาดใหญ่กว่ารถเครนบรรทุก

มีขนาดตัวที่สั้นและแขนเครนจะยาวเลยออกมาจากตัวรถ สามารถขับเคลื่อนได้ด้วยตัวเอง แต่อาจมีข้อจำกัดเรื่องของระยะการเดินทางที่อาจจะไม่สามารถเดินทางไกลๆได้

เครนชนิดนี้สามารถทำงานในพื้นที่ที่อาจจะไม่ราบเรียบได้ และสามารถทำงานในพื้นที่ดินอ่อนได้บ้าง และเนื่องจากขนาดตัวที่สั้นทำให้มันสามารถเข้าถึงพื้นที่แคบๆได้อย่างสะดวกมากครับ

รถเครน 4 ล้อ (Rough Terrain Crane)

3. Mobile Crane ชนิด รถเครนใหญ่ (All Terrain Crane)

รถเครนใหญ่ หรือ All Terrain Crane เป็นเครนล้อยางอีกชนิดหนึ่ง “ลักษณะเด่นของเครนชนิดนี้คือ มีขนาดตัวใหญ่และยาวมาก มีล้อยางขนาดใหญ่จำนวนมาก มีวความแข็งแรงมาก” จึงสามารถยกของที่หนักมากๆได้ โดยทั่วไปเครนชนิดนี้จะมีขนาดหลักร้อยตันขึ้นไปครับ

เครนชนิดนี้สามารถทำงานได้เกือบทุกสภาพพื้นที่ ไม่ว่าจะแข็งหรืออ่อน ราบเรียบหรือขรุขระก็สามารถทำงานได้ แต่เนื่องจากขนาดตัวที่ใหญ่และยาวมาก ทำให้การเข้า-ออกสู่พื้นที่ที่คับแคบ อาจทำได้ไม่สะดวกนักครับ

รถเครนใหญ่ (All Terrain Crane)
รถเครนใหญ่ (All Terrain Crane)

4. Mobile Crane ชนิด รถเครนตีนตะขาบ (Crawler Crane)

รถเครนตีนตะขาบ หรือ Crawler Crane เป็นเครนที่หน้าตาแตกต่างไปจากเพื่อนๆที่เล่าให้ฟังไปก่อนหน้านี้ เนื่องจากเครนชนิดนี้มีล้อแบบสายพานเหล็ก หรือคนไทยเราเรียกตีนตะขาบนั่นแหละครับ “ลักษณะเด่นของเครนชนิดนี้คือ มีขนาดตัวใหญ่ มีล้อแบบสายพานเหล็กลักษณะ”คล้ายรถแบ็คโฮ

แขนเครนมักจะเป็นแบบโครงถักที่ยาวและสูงเครนชนิดนี้สามารถทำงานได้เกือบทุกสภาพพื้นที่ ไม่ว่าจะแข็งหรืออ่อน ราบเรียบหรือขรุขระก็สามารถทำงานได้

แต่เนื่องจากขนาดตัวที่ใหญ่แขนเครนไม่สามารถหดเก็บให้สั้นได้ และยังมีข้อจำกัดในเรื่องของระยะการเดินทางที่ไม่สามารถเดินทางได้ไกล มันจึงเหมาะกับการเคลื่อนที่ไปมาในบริเวณพื้นที่ทำงานมากกว่าครับ

รถเครนตีนตะขาบ (Crawler Crane)
รถเครนตีนตะขาบ (Crawler Crane)

บริษัท สหเครน คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ไม่ใช่แค่ผู้ให้บริการเครน — แต่คือ พันธมิตรธุรกิจ ที่พร้อมช่วยยกระดับทุกโครงการของคุณให้ถึงจุดสูงสุด (ทั้งในแง่คุณภาพ และความสำเร็จ) 

ไม่ว่าคุณจะต้องการ: 

เราพร้อมให้บริการครบ จบในที่เดียว ด้วยทีมงานมืออาชีพ และอุปกรณ์มาตรฐานระดับสากล 

📞 โทรเลย: [038-054065] 
📍 เยี่ยมชมสถานที่จริง หรือดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.sahacrane.com 

เครน” ไม่ใช่แค่ยกของ — แต่คือเครื่องมือที่ยกระดับโลก 
แล้วคุณล่ะ พร้อมให้เครนของคุณช่วยยกระดับธุรกิจหรือยัง? 


แล้วพบกับสาระความรู้ทางด้านงานช่าง และงานวิศวกรรมได้ในโพสถัดๆไปนะครับ

Website: www.naichangmashare.com
Facebook: https://www.facebook.com/naichangmashare/
Youtube: https://www.youtube.com/channel/UCmIPiSeg-uy4k8JYSmknp_g
Instragram: https://www.instagram.com/naichangmashare/
Twitter: https://twitter.com/naichangmashare

#นายช่างมาแชร์

“คลินิกช่าง พบประชาชน ครั้งที่ 6” กิจกรรมดีๆโดย วสท.

0

? “คลินิกช่าง พบประชาชน ครั้งที่ 6″ ?

** รับจำนวนจำกัด 15 เคส เท่านั้น **

วันเสาร์ที่ 27 มิถุนายน 2563
ตั้งแต่เวลา 10.00 – 16.00 น. ณ ชั้น 4 อาคาร วสท. ปรึกษาฟรี ไม่เสียค่าใช้จ่าย

ให้คำปรึกษาทางด้านวิศวกรรม โดยวิศวกรผู้เชี่ยวชาญ อาทิ 
-ปัญหาเกี่ยวกับฐานราก
-ปัญหาการต่อเติมอาคาร/บ้าน
-ปัญหาเกี่ยวกับตัวอาคาร
-การก่อสร้างและปรับปรุงอาคาร

สนใจเข้ารับคำปรึกษา ลงทะเบียนผ่านลิงก์
https://forms.gle/DpDn3gKuRbuncHmo8

แล้วพบกับสาระดีๆทางด้าน งานช่าง งานวิศวกรรม และงานอุตสาหกรรม แบบนี้ได้ในเพจนายช่างมาแชร์นะครับ

Website: www.naichangmashare.com
Facebook: https://www.facebook.com/naichangmashare/
Blockdit :  https://www.blockdit.com/naichangmashare
Instragram: https://www.instagram.com/naichangmashare/
Twitter: https://twitter.com/naichangmashare
Youtube: https://www.youtube.com/channel/UCmIPiSeg-uy4k8JYSmknp_g

#นายช่างมาแชร์

Uninterruptible Power Supply (UPS) – เครื่องสำรองไฟฟ้า

0

Uninterruptible Power Supply (UPS) เครื่องสำรองไฟฟ้า

หลายๆ คน พอนึกถึงคำว่า UPS หรือ Uninterruptible Power Supply จะนึกถึงกล่องเล็กๆ ที่อยู่ข้าง Personal Computer (PC) ซึ่งกล่องเจ้ากล่องเล็กๆ นั้นทำหน้าที่ในการสำรองไฟฟ้าให้กับ PC ของเรากรณีไฟฟ้าตก หรือไฟฟ้าดับ เพื่อป้องกัน PC ของเรานั้นเสียหาย.

“ในภาคอุตสาหกรรม (industrial) นั้นมีการใช้ UPS ในการสำรองไฟฟ้าเหมือนกับที่ใช้ใน PC”

UPS คือ อะไร !

UPS หรือ Uninterruptible Power Supply เป็นอุปกรณ์ไฟฟ้าที่ช่วยจ่ายพลังงานไฟฟ้าสำรอง (Backup power supply) ไปยังภาระทางไฟฟ้า (Load) ในสภาวะที่ผิดปกติ หรือ ฉุกเฉิน เช่น แหล่งพลังงานไฟฟ้าหลัก (Main power supply) นั้นได้หายไปชั่วขณะ แต่พลังงานไฟฟ้าสำรองนั้นไม่ได้สามารถจ่ายภาระทางไฟฟ้าได้ทั้งหมด ขึ้นอยู่กับปัจจัย ดังนี้ ค่าพิกัดของ UPS (Rated capacity) และค่าความจุของ Battery

UPS สำคัญอย่างไร !!

หน้าที่สำคัญของ UPS ทั้งในภาคอุตสาหกรรมและครัวเรือนนั้นเหมือนกัน !!! คือ “ช่วยสำรองไฟฟ้าให้กับภาระทางไฟฟ้าที่สำคัญ (Essential load) เนื่องมาจากแหล่งจ่ายไฟฟ้าหลักหายไปชั่วขณะ” ไม่ว่ามาจากสถาณการณ์ Voltage sag หรือ Switching surge ในระบบ โดยจะเห็นว่าการที่มี UPS ในระบบไฟฟ้านั้นจะทำให้ Power system reliability นั้นดีขึ้น

ส่วนประกอบของ UPS !!!

ส่วนประกอบของ UPS นั้น มีหลักๆ อยู่ 6 ส่วนใหญ่ๆ ด้วยกัน ดังนี้

  1. Main Supply unit คือ แหล่งจ่ายไฟฟ้าที่จ่ายให้กับทาง UPS ที่เป็นไฟฟ้ากระแสสลับ 220 V (AC)
  2. Rectifier / Charger unit คือ อุปกรณ์ใน UPS ที่รับ Main Supply และแปลงกระแสไฟฟ้าจากกระแสสลับ (AC) เป็นกระแสตรง (DC)
  3. Battery unit คือ อุปกรณ์ที่เป็น Power backup ให้กับระบบ UPS โดยจะเป็นกระแสตรง (DC)
  4. Inverter unit คือ อุปกรณ์ใน UPS ที่ แปลงกระแสไฟฟ้าจากกระแสตรง (DC) เป็นกระแสสลับ (AC) และจ่ายไปยังภาระทางไฟฟ้าที่ได้เลือกไว้ (Essential load)
  5. Static Switch unit คือ อุปกรณ์ที่ใช้เอาไว้ Switching ของ Power source นั้นไปยัง Load ผ่าน UPS หรือว่า Bypass unit
  6. Bypass unit คือ Power source จะดำเนินการจ่ายไฟฟ้าไปยังภาระทางไฟฟ้า (Load) ได้ทันที โดยไม่มีการแปลงกระแสไฟฟ้าระหว่างกระแสตรง (DC) และกระแสสลับ (AC) ผ่าน UPS โดย Bypass unit จะถูกใช้งานก็ต่อเมื่อต้องการบำรุงรักษา UPS (Maintenance) หรือ UPS มีปัญหาและดำเนินการ Switching ไปที่ Bypass unit แทน

การทำงานของ UPS !!!!

การทำงานของ UPS นั้นจะมีอยู่ทั้งหมด 3 โหมด ดังนี้

  1. Normal Operation เป็นโหมดการทำงานที่ภาระทางไฟฟ้า (Load) นั้นจะรับไฟฟ้าจาก UPS คือ กระแสไฟฟ้าจะถูกจ่ายผ่าน Rectifier และ Inverter ตามลำดับ
  2. Main Failure เป็นโหมดที่ Battery จะทำงาน กรณีที่ Main Supply นั้นเกิดมีปัญหา ซึ่งมีข้อระมัดระวังจะต้องตรวจสอบเรื่องของ Backup capacity และ Backup time ของ Battery เพื่อให้ภาระทางไฟฟ้านั้นสามารถได้รับไฟฟ้าอย่างต่อเนื่อง
  3. Bypass Operation เป็นโหมดการทำงานที่ภาระทางไฟฟ้านั้นรับกระแสไฟฟ้าผ่าน Bypass ซึ่งมี 2 กรณี คือ Manual Bypass กรณีต้องการทำ Maintenance หรือบำรุงรักษา UPS และกรณีที่ UPS Failure หลังจากนั้นได้ดำเนินการ Auto Switching ไปที่ Bypass

ดังนั้นๆ เพื่อนก็จะรู้ว่า UPS คืออะไร มีความสำคัญอย่างไร และการทำงาน และโหมดการทำงานเป็นอย่างไรบ้างครับ

แล้วพบกับสาระความรู้ทางด้านงานช่าง และงานวิศวกรรมได้ในโพสถัดๆไปนะครับ

Website: www.naichangmashare.com
Facebook: https://www.facebook.com/naichangmashare/
Youtube: https://www.youtube.com/channel/UCmIPiSeg-uy4k8JYSmknp_g
Instragram: https://www.instagram.com/naichangmashare/
Twitter: https://twitter.com/naichangmashare

#นายช่างมาแชร์

[สมัครฟรี] – อบรมออนไลน์ “การป้องกันอันตรายในการทำงานตกจากที่สูง”

0

สถาบันส่งเสริมความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน (องค์การมหาชน) กำหนดการจัดอบรมในหัวข้อ “การป้องกันอันตรายในการทำงานตกจากที่สูง” (Work at Height Safely) เพื่อส่งเสริมด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน ให้กับผู้ปฏิบัติงาน เจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงานระดับวิชาชีพ คณะกรรมการความปลอดภัยฯ (คปอ.) และผู้ที่เกี่ยวข้อง ทั้งภาครัฐและเอกชน ให้มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับมาตรฐานการจัดการความปลอดภัยในการทำงานบนที่สูง  โดยกำหนดจัดอบรมด้วยวิธีออนไลน์ ผ่าน Facebook (กลุ่มปิด) ในวันที่ 30 มิถุนายน 2563 เวลา 09.00 น.-16.00 น.

รายละเอียดการจัดอบรม

  • เปิดรับสมัครตั้งแต่วันนี้จนถึงวันที่ 17 มิถุนายน 2563

  • จัดอบรมออนไล์ผ่าน facebook (กลุ่มปิด)

  • ผู้เข้าอบรมที่ปฏิบัติตามเงื่อนไขที่กำหนดจะได้รับใบรับรองการเข้าอบรมในรูปแบบไฟล์อิเล็กทรอนิกส์  โดยจะจัดส่งไฟล์ให้กับผู้เข้ารับการอบรมที่ปฏิบัติตามเงื่อนไขอย่างครบถ้วนและถูกต้องผ่านกลุ่มปิด facebook

1. ลงทะเบียนก่อนเข้าอบรม

2.  เข้ารับฟังการอบรมครบทั้ง 6 ชั่วโมง (เจ้าหน้าที่จะทำการตรวจสอบชื่อในระหว่างการอบรม)

3. ทำแบบทดสอบก่อนการอบรม

4. ทำแบบทดสอบหลังการอบรม โดยได้คะแนนร้อยละ 70 ขึ้นไป

  • ระหว่างการอบรมผู้เข้าอบรมสามารถตั้งคำถาม แสดงความคิดเห็น ผ่านการพิมพ์ในโพสวิดีโอที่ถ่ายทอดสดได้

รายละเอียดการอบรม


สมัครได้ที่

ขอขอบคุณข้อมูลดีๆจาก สสปท นะครับ

แล้วพบกับสาระดีๆทางด้าน งานช่าง งานวิศวกรรม และงานอุตสาหกรรม แบบนี้ได้ในเพจนายช่างมาแชร์นะครับ

Website: www.naichangmashare.com
Facebook: https://www.facebook.com/naichangmashare/
Blockdit :  https://www.blockdit.com/naichangmashare
Instragram: https://www.instagram.com/naichangmashare/
Twitter: https://twitter.com/naichangmashare
Youtube: https://www.youtube.com/channel/UCmIPiSeg-uy4k8JYSmknp_g

#นายช่างมาแชร์

[ฝีมือคนไทย] – “มิวเทอร์ม-เฟสเซนซ์” เครื่องวัดอุณหภูมิอัจฉริยะ

0

สวัสดีครับเพื่อนๆวันนี้ขอนำข่าวดีๆมาเล่าสู่กันฟังนะครับ สำหรับ “มิวเทอร์ม-เฟสเซนซ์” เครื่องวัดอุณหภูมิอัจฉริยะ ที่ถูกคิดค้นโดย เนคเทค-สวทช. วิจัยและพัฒนา “มิวเทอร์ม-เฟสเซนซ์” (µTherm-FaceSense) เครื่องวัดอุณหภูมิอัจฉริยะตรวจจับใบหน้าโดยที่คนที่ถูกวัดไม่จำเป็นต้องถอดหน้ากากเลย และระยะเวลาในการประมวลผลแม่นยำภายใน 0.1 วินาที และวัดอุณหภูมิได้หลายคนพร้อมกันในระยะห่างสูงสุด 1.5 เมตร

ขอขอบคุณภาพโดย สวทช

“มิวเทอร์ม-เฟสเซนซ์” ได้รับการวิจัย และพัฒนาให้มีขนาดเล็ก มีน้ำหนักเบา และมีความทันสมัย นอกจากนี้ ยังสามารถรองรับการเชื่อมต่อและจัดเก็บข้อมูลผ่านระบบ IoT ในราคาที่สนับสนุนให้ผู้ผลิตไทยเข้าถึงได้ โดยเป้าหมายึิอการพึ่งพาเทคโนโลยีต่างประเทศ

โดยสามารถติดตั้งใช้งานได้หลายรูปแบบเลยครับ ไม่ว่าจะเป็น โรงพยาบาล, โรงเรียน, เรือนจำ, สถานีขนส่งสาธารณะ, สถานีรถไฟฟ้า MRT / BTS, ห้างสรรพสินค้า ไปจนถึงงานสัมมนา มหกรรมต่าง ๆ เป็นต้น

ขอขอบคุณภาพโดย สวทช

ความสามารถของ “มิวเทอร์ม-เฟสเซนซ์”

  • ตรวจจับใบหน้าอัตโนมัติ (Face detection) ในกรณีที่สวมหน้ากากอนามัย
  • ตรวจจับใบหน้าและวัดค่าอุณหภูมิถูกต้องภายในเวลา 0.1 วินาที
  • ตรวจวัดอุณหภูมิครั้งละหลายๆใบหน้าพร้อมกัน ในระยะ 1.5 เมตร
  • รองรับการเชื่อมต่ออุปกรณ์แสดงผลผ่าน HDMI
  • ตั้งค่าอุณหภูมิวิกฤติ และตั้งค่าชดเชยสภาพแวดล้อมได้
  • เชื่อมต่อและจับเก็บข้อมูลผ่านเครือข่าย Wi-Fi และระบบสาย LAN

ปัจจุบัน “มิวเทอร์ม เฟสเซนซ์” อยู่ในขั้นตอนการทดสอบเพิ่มเติม ตามเกณฑ์ที่จะต้องผ่านการทดสอบขั้นพื้นฐาน ก่อนนำลงสนามใช้จริง 40 เครื่องเร็วๆ นี้ ​

ขอขอบคุณข้อมูลดีๆจาก Thaipbs และ สวทช นะครับ

แล้วพบกับสาระดีๆทางด้าน งานช่าง งานวิศวกรรม และงานอุตสาหกรรม แบบนี้ได้ในเพจนายช่างมาแชร์นะครับ

Website: www.naichangmashare.com
Facebook: https://www.facebook.com/naichangmashare/
Blockdit :  https://www.blockdit.com/naichangmashare
Instragram: https://www.instagram.com/naichangmashare/
Twitter: https://twitter.com/naichangmashare
Youtube: https://www.youtube.com/channel/UCmIPiSeg-uy4k8JYSmknp_g

#นายช่างมาแชร์