การล้าง Convection zone ในเตา Fire heater – ด้วยน้ำยา organic solvent

0

วันนี้ทางเพจนายช่างมีเรื่องมาแชร์ ขอมาแชร์วิธีการล้าง Convection zone ในเตา Fired heater หรือ Furnace ซึ่งเป็นอุปกรณ์เพิ่มความร้อนให้กับกระบวนการที่ผลิต เช่น Reactor และ หอกลั่น เพื่อให้สารในกระบวนการผลิตสามารถเพิ่มอุณหภูมิสูงตามที่ออกแบบไว้นั้นเองครับ

งั้นเรามาทำความรู้จักกับ Fire heater เบื้องต้นกันเถอะ!!

Fire heater หรือ เตาเผา คืออะไร?

ขึ้นชื่อว่าเตาเผา แม้ว่าจะเป็นเตาเผาในอุตสาหกรรม ก็ตาม แต่ก็ไม่ได้แตกต่างจากเตาเผาบ้าน หรือ เตาร้านหมูกระทะเลย (ว่าไปนั้น 555)

เพียงแต่ว่ากระบวนการให้ความร้อนขึ้นอยู่กับว่า “เราเอาอะไรมาเผา” ยกตัวอย่างใกล้ๆ ตัว เช่น ถ่าน หรือแก๊ส ในโรงงานก็เช่นกันครับ อาจจะเป็น ถ่านหิน ฝืน หรือกากใยธรรมชาติต่างๆ ถ้าเป็นของเหลวก็เริ่มตั้งแต่ น้ำมันเชื้อเพลิงประเภทต่างๆ จนไปถึงแก๊สก็อาจจะเป็น LPG , NG หรือแก๊สที่เหลือเป็น byproduct ในโรงงานครับผม

ซึ่งหน้าที่หลักๆของเตาเผา คือ “การเพิ่มอุณหภูมิในเตา และถ่ายเทความร้อนไปหาวัตถุที่อยากจะเพิ่มความร้อน ด้วยกระบวนการถ่ายเทความร้อน (Heat transfer) จะทำโดยการเผาไหม้เชื้อเพลิง (ทั้งของแข็ง ของเหลว และก๊าซ) ซึ่งส่วนของควันหรือไอร้อนที่เกิดขึ้นหลังจากการเผา จะเรียกว่า Flue gas ลอยขึ้นออกจากปล่องเตาดัง Diagram

รูปภาพ : เตาเผา หรือ Fire heater ในงานอุตสาหกรรม
Diagram การทำงานของเตาเผา

ประเภทของการส่งถ่ายความร้อนในเตาเผา (Heat Transfer)

ต่อมาในส่วนกระบวนการส่งถ่ายความร้อนภายในเจากันนะครับ ซึ่งจะแบ่งตามประเภทของการส่งถ่ายความร้อนตามหลัก Heat transfer ของเรานั่นเอง ซึ่งการส่งถ่ายความร้อนแบบนี้ยังถูกแบ่งออกเป็น zone นะครับ ซึ่งการส่งถ่ายความร้อนจะถูกแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภทใหญ่ๆ คือ

1. Radiation heat transfer

หรือ การถ่ายเทความร้อน แบบการแผ่รังสีของเปลวไฟที่ Burner (หัวเตา)  ซึ่งในพื้นที่บริเวณ Section นี้ จะเรียกว่า Radiant section (ตามรูปที่ 1 นะครับ มุมล่างขวานะครับ)

2. Convective heat transfer

หรือ การถ่ายเทความร้อน แบบการพาความร้อนจาก Flue gas ผ่านท่อ ซึ่งใน Section นี้ จะเรียกว่า Convection section หรือ Convection zone

NOTE: ส่วนประกอบของเตาอาจดูได้จากรูปด้านล่าง ซึ่งมี 3 Sections คือ Radiant section, Convection section และ Stack (ปล่องเตา) และท่อที่วิ่งผ่านบริเวณนั้นจะเรียกชื่อตามเช่น ท่อที่อยู่ตรง convection zone ก็จะเรียกว่า Convection tube เป็นต้นนะครับ

รูปภาพ แสดงส่วนประกอบต่างๆด้านในเตา เช่น radiant zone, convection zone (ภาwตัด)
รูปภาพ แสดงส่วนประกอบต่างๆด้านในเตา เช่น radiant zone, convection zone (ภาพ overview)

การเกิด Fouling ในเตาเผา และประสิทธิภาพการใช้งานที่ลดลง

อย่างที่ทราบกันขั้นต้นนะครับ เตา Fire heater ถือเป็นอุปกรณ์หนึ่งที่มีต้นทุนพลังงานสูง มีทั้งใช้เป็นก๊าซธรรมชาติ (Natural gas) หรือเป็น น้ำมันเตา(Fuel oil)

ซึ่งเมื่อใช้อุปกรณ์นานๆ ภายใต้ความร้อนสูง แน่นอนว่า ในกระบวนการเคมี หรือกระบวนการเผาไหม้ ด้านภายในของเตาเผา ในส่วนของท่อแลกเปลี่ยนความร้อนจะทำให้เกิด Scale หรือ Fouling ขึ้น ซึ่งอาจจะเกิดจาก สารกำมะถันหรือสิ่งเจือปนในเชื้อเพลิง ที่หลงเหลือจากการเผาไหม่ไปเกาะที่ผิวท่อ ซึ่งมีผลต่อประสิทธิภาพการแลกเปลี่ยนความร้อน 

ซึ่งเมื่อมี Fouling เกิดขึ้นที่ผิวท่อ (ทั้งด้านในและนอก) จะเป็นเสมือนฉนวนทางความร้อนมาเกาะผิวท่อ ซึ่งจะทำให้ Fire heater ใช้พลังงานในการส่งถ่ายความร้อนมากขึ้น (จ่ายเงินมากขึ้นด้วยครับ TT)  ซึ่งหากปล่อยไว้นานๆเงินต้องจ่ายมากขึ้นแน่นอนครับ แต่ที่แย่คือ ท่อในเตาอาจจะเกิดความเสียหาย ท่อบิดเบี้ยว บวม ย้าย พัง ได้เลยครับ ซึ่งท่อในโรงงานก็ไม่ใช่วัสดุปกติด้วยสิ ซึ่งถ้าเคสโรงงานปกติอาจจะต้องหยุดโรงงานเพื่อสั่งท่อใหม่ได้เลย

Fouling บนท่อแลกเปลี่ยนความร้อนภายในเตา

ดังนั้นถ้าไม่อยากให้ฝันร้ายระดับร้ายแรงขั้นสุดเกิดขึ้น นายช่างจึงขอเสนอเทคนิคในการประหยัดพลังงานง่ายๆ ที่ใช้ในโรงงานปิโตรเคมี โรงกลั่นน้ำมัน หรือโรงไฟฟ้า ที่เป็นที่นิยมอยู่ คือ การล้าง Convection zone ถ้าในโรงไฟฟ้าจะเป็นส่วนที่เรียกว่า HRSG (Heat Recovery Steam Generator) ซึ่งใช้ผลิตไอน้ำจาก Waste heat ของระบบ

ประเภทของการล้างเตาที่ Convection Zone

ในการล้างเตาที่บริเวณ convection zone ซึ่งเป็น zone ที่ได้รับอุณหภูมิรวมถือสิ่งสกปรกต่างๆมากที่สุด (นึกภาพตามที่บริเวณปากปล่อง) จึงเป็นการทำความสะอาดที่คุ้มค่า และสามารถดังประสิทธิภาพกลับมาได้สูงเลยทีเดียวครับ ซึ่งประเภทในการล้างมี 2 แบบ โดยแบ่งตามการเดินเครื่องจักร คือ

1. Online cleaning (การล้างขณะที่เตายังทำงาน)

บางทีจะใช้เทคนิคที่ชื่อว่า การล้างแบบ “IN SITU” จะเดินท่อไปที่ Convection zone จากนั้น จะใช้สารเคมีที่ทำให้ตะกรัน (Fouling) อ่อนตัวจากการเกาะแน่น บางครั้งจะเรียกว่า Rust removal

แล้วจากนั้นเปลี่ยนมาใช้ Steam อัดไปที่ท่อ Convection tube เพื่อให้ Fouling หลุดออกจากด้านบนไหลลงมาสู่ด้านล่าง ซึ่งวิธีนี้สามารถกู้ประสิทธิภาพเตาได้ 2-5% คิดง่ายว่าสามารถคืนทุนได้ภายในปีเดียว แถมไม่ต้อง Shutdown อีกด้วย

2. Offline cleaning (การล้างในขณะ เตา Shutdown แล้ว)

จะทำขณะหยุดอุปกรณ์ สามารถทำความสะอาดได้ดีกว่า online cleaning โดยใช้หลักการเดียวกัน สามารถกู้ประสิทธิภาพของเตาได้ดีกว่า แต่ต้องรอ Plant Shutdown

การล้างเตาด้วย Organic solvent ประสิทธิภาพสูง

เป็นการล้างแบบ Offline โดยใช้สารเคมีที่มีประสิทธิภาพสูง และมีความสามารถในการชะล้างได้สูง อย่างสาร organic solvent และแถมยังปลอดภัยต่อคนทำงานและสิ่งแวดล้อมอีกด้วย

กลับไปทำความรู้จัก Organic solvent ได้ในบทความเดิม น้ำยาอเนกประสงค์ [EP.1]: ประโยชน์ของสาร Solvent ในโลกอุตสาหกรรม

รูปการจำลองการล้าง Fin tube ใน Convection zone โดยใช้ Solvent พิเศษที่สามารถกำจัด Fouling ได้

ภาพจากเทคนิด IN SITU ที่เป็น Offline cleaning  จะแสดงให้เห็นว่าสารเคมี Rust remover (Solvent) จะถูก Recirculation ไหลวนโดยใช้ Pump ทำจนกว่า Fouling ทำจนกว่า Fouling จะหลุดออกหมด

CASE – ตัวอย่างในการล้างเตาด้วย Organic solvent ที่โรงไฟฟ้าแห่งหนึ่ง

ภาพด้านในหลังจากล้างด้วย Organic solvent เพียงแค่การปั้มน้ำยา

ซึ่งมีการประกอบชุดการล้างแบบอัตโนมัติแบบ recirculation โดยเข้าไปล้างบริเวณ Convection zone ของเตาครับ ซึ่งผลที่ได้คือ (ตามตารางด้านล่าง before-after)

จากตารางพบว่าค่า Heat transfer ต่างๆ รวมถึงค่า efficiency ของเตา (HRSG) มีค่าสูงขึ้น ก่อน-หลัง อย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งแน่นอนว่าหากประสิทธิภาพสูงขึ้นแล้วปริมาณการใช้เชื้อเพลิง, พลังงานต่างๆ รวมไปถึงเงินในกระเป๋าของโรงงานจะลดลงตามเช่นเดียวกันครับผม

และหากเพื่อนๆคนไหนสนใจนวัตกรรมดีๆสำหรับ Organic solvent สามารถจิ้มที่รูปด้านล่างเพื่อขอรายละเอียดได้เลยนะครับผม

orange sol

หรือติดต่อโดยตรงกับบริษัท Global seal (คุณพรเทพ) Tel. 081-624-4111 email [email protected]

สุดท้ายนี้หากเพื่อนๆมีคำถามสงสัยเกี่ยวกับปั้มหรือแม็คซีลสามารถ inbox มาถามใน facebook นายช่างมาแชร์ได้เลยนะครับ แล้วพบกับสาระดีๆแบบนี้ทางด้านงานช่าง งานวิศวกรรม และอุตสาหกรรมได้ที่ นายช่างมาแชร์ นะครับ

Website: www.naichangmashare.com
Facebook: https://www.facebook.com/naichangmashare/
Blockdit :  https://www.blockdit.com/naichangmashare
Instragram: https://www.instagram.com/naichangmashare/
Twitter: https://twitter.com/naichangmashare
Youtube: https://www.youtube.com/channel/UCmIPiSeg-uy4k8JYSmknp_g

#นายช่างมาแชร์ #Organicsovent #Orangesol #GBS

ขั้นตอนการติดตั้ง Centrifugal pump

0

มาดูขั้นตอนการติดตั้ง centrifugal pump ในแต่ะ step ต่างๆกันนะครับเพื่อนๆ ว่า จะต้องมีการติดตั้ง และเช็คค่าอะไรบ้าง รวมถึงความแม่นยำต่างๆไม่ว่าจะเป็น
– ฐานราก (Ground)
– Pipe alignment
– Pump & motor Alignment
– Piping configuration ต่างๆครับ

Banner_SupremeServ_1532x329px_NEU

Website: www.naichangmashare.com
Facebook: https://www.facebook.com/naichangmashare/
Blockdit :  https://www.blockdit.com/naichangmashare
Instragram: https://www.instagram.com/naichangmashare/
Twitter: https://twitter.com/naichangmashare
Youtube: https://www.youtube.com/channel/UCmIPiSeg-uy4k8JYSmknp_g

#นายช่างมาแชร์ 


[การอบรม และสัมมนาทางวิชาการ ฟรี!!!] – ดิจิตอลเพื่อการบริหารการกัดกร่อน และวิธีเพิ่มประสิทธิภาพความน่าเชื่อถือของอุปกรณ์ดิจิจอล

0
งานอบรม digital
งานอบรม digital

?ขออนุญาติโปรโมท “กิจกรรมดีๆ”สำหรับการอบรม และสัมมนาทางวิชาการ ฟรี!!!

ในหัวข้อ: ดิจิตอลเพื่อการบริหารการกัดกร่อน และวิธีเพิ่มประสิทธิภาพความน่าเชื่อถือของอุปกรณ์ดิจิจอล(Digital Corrosion & Asset Management)

? ในวันที่ 1 ตุลาคม 2563 เวลา 09:30 – 15:00 นสนใจลงทะเบียนตามนี้ได้เลยนะครับ

?https://forms.gle/BshN1vjzVEESpWCPA ผ่านโปรแกรม Zoom นะครับผม ?

แล้วพบกับสาระดีๆทางด้าน งานช่าง งานวิศวกรรม และงานอุตสาหกรรม แบบนี้ได้ในเพจนายช่างมาแชร์นะครับ

Website: www.naichangmashare.com

Facebook: https://www.facebook.com/naichangmashare/

Blockdit : https://www.blockdit.com/naichangmashare

Instragram: https://www.instagram.com/naichangmashare/

Twitter: https://twitter.com/naichangmashare

Youtube: https://www.youtube.com/channel/UCmIPiSeg-uy4k8JYSmknp_g

#นายช่างมาแชร์#อบรมฟรี#Digital

เครื่องทดสอบไตรโบมิเตอร์ (Tribometer) – สำหรับวัดค่าทางไตรโบโลยี

0

เครื่องทดสอบไตรโบมิเตอร์ (Tribometer) คือเครื่องมือในการทดสอบด้านไตรโบโลยีเพื่อตรวจวัดค่าปริมาณทางไตรโบโลยีที่เกี่ยวข้องกับการเสียดทาน การสึกหรอ (Wear) และการหล่อลื่น เช่น ค่าสัมประสิทธิ์การเสียดทาน ค่าแรงเสียดทาน หรือปริมาณการสึกหรอ

โดยใช้หลักการจำลองสภาวะการใช้งานจริงในการทดสอบกับชิ้นงานทดสอบที่มีขนาดเล็กเพื่อประหยัดค่าใช้จ่ายและระยะเวลาในการทดสอบแต่ได้ค่าปริมาณทางไตรโบโลยีที่ถูกต้องเพื่อใช้ในการเลือกใช้วัสดุที่เหมาะสมหรือทดแทนในการใช้งานด้านไตรโบโลยี รวมทั้งใช้ในการคาดคะเนพฤติกรรมการสึกหรอเพื่อประเมินอายุการใช้งานของอุปกรณ์ เครื่องมือ เครื่องจักรที่ใช้งานด้านไตรโบโลยี

กลับไปอ่านบทความ ทฤษฎีไตรโบโลยี (Tribology) – สำหรับการเสียดทาน หล่อลื่น และการสึกหรอ ในเครื่องจักรกล

เครื่องทดสอบมาตราฐานสากล

ศูนย์พัฒนาและวิเคราะห์สมบัติของวัสดุ สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (ศพว./วว.) เป็นหน่วยงานของรัฐภายใต้กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่มีชื่อเสียงมานานในการให้บริการด้านการทดสอบ/ตรวจสอบวัสดุ เครื่องมือ เครื่องจักรแก่ภาคอุตสาหกรรม

ที่มีความถูกต้อง แม่นยำ เชื่อถือได้ตามมาตรฐานสากลด้วยห้องปฏิบัติการทดสอบ/ตรวจสอบที่มีคุณภาพตามระบบมาตรฐาน ISO/IEC 17025 และ ISO/IEC 17020 มีความพร้อมในการให้บริการทดสอบด้านไตรโบโลยีด้วย “เครื่องทดสอบ Universal Mechanical Tester (UMT)” TriboLab (รูปที่ 1) ที่สามารถจำลองการทดสอบได้ตามสภาวะการใช้งานจริงซึ่งสามารถทดสอบได้ทั้งที่อุณหภูมิห้องหรืออุณหภูมิสูงถึง 1000 องศาเซลเซียส

รูปที่ 1 เครื่องทดสอบด้านไตรโบโลยี Universal Mechanical Tester (UMT) TriboLab

เครื่องทดสอบ Universal Mechanical Tester (UMT) 

เครื่องทดสอบ Universal Mechanical Tester (UMT) TriboLab นี้เป็นเครื่องทดสอบที่จําลองกลไกการเสียดสีของพื้นผิวสัมผัสระหว่างชิ้นงานทดสอบ โดยอาศัยหลักการวัดการสึกหรอจากปริมาตรที่หายไปของวัสดุและอัตราการสึกหรอซึ่งเป็นสัดส่วนของปริมาตรการสึกหรอต่อระยะเคลื่อนที่สัมพัทธ์  ถูกออกแบบมาสำหรับการทดสอบด้านไตรโบโลยีตามสภาวะการใช้งานจริงเหมาะสำหรับการทดสอบกับวัสดุทั้งประเภทโลหะ อโลหะ พลาสติก เซรามิก กระดาษ คอมโพซิส

วัสดุที่มีผิวเคลือบทั้งหนาและบาง วัสดุที่มีสารหล่อลื่นทั้งแบบของแข็ง และของเหลว น้ำมัน รวมทั้งชิ้นงานตัวอย่างทางชีววิทยา เหมาะกับงานอุตสาหกรรมหลากหลายประเภท ไม่ว่าจะเป็นปิโตรเคมี ยานยนต์ อากาศยาน อิเล็กทรอนิกส์ การผลิต หรือแม้แต่ชีวการแพทย์

จำลองการเคลื่อนที่และแรง

 ระบบการวัดของเครื่องทดสอบนี้สามารถจำลองการให้แรงทั้งรูปแบบเคลื่อนที่ทางตรงแบบกลับไปมา (reciprocating motion) หรือเคลื่อนที่แบบหมุน (rotating motion) บนชิ้นงานหลากหลายรูปแบบทั้งแบบจุดบนจานหมุน (Pin on Dish) หรือลูกบอลบนจานหมุน(ball on disc) เป็นต้น รวมทั้งการทดสอบในสภาวะอุณหภูมิใช้งานที่อุณหภูมิห้องหรืออุณหภูมิสูงถึง 1000 องศาเซลเซียสเพื่อจำลองสภาวะการทดสอบให้ใกล้เคียงกับสภาวะการใช้งานจริงมากที่สุด เนื่องจากมีการใช้งานอุปกรณ์ เครื่องมือ เครื่องจักรที่อุณหภูมิสูงในอุตสาหกรรมบางประเภททำให้การทดสอบด้านไตรโบโลยีที่อุณหภูมิห้องไม่เพียงพอที่จะให้ข้อมูลด้านไตรโบโลยีที่ถูกต้อง  ดังนั้นการจำลองการทดสอบด้านไตรโบโลยีที่อุณหภูมิสูงจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งเพื่อให้ได้ผลการทดสอบในสภาวะใกล้เคียงกับการใช้งานจริงและมีค่าผลการทดสอบที่ถูกต้อง

ความสามารถเฉพาะของเครื่องทดสอบ Universal Mechanical Tester (UMT) 

-สามารถทดสอบด้านไตรโบโลยีตามข้อกำหนดในมาตรฐานสากล เช่น มาตรฐาน ASTM G99 และ ASTM G132 ด้วยรูปแบบการขูดบนวัสดุหมุน (Pin on Dish) และ มาตรฐานการทดสอบ (Standard test) ASTM G119, ASTM G203, ASTM G204 และ ASTM G206 ด้วยรูปแบบการทดสอบการขัดสีแบบซ้ำไปซ้ำมา (reciprocating) (รูปที่ 2 และ3)

รูปที่ 2 การทดสอบไตรโบโลยีแบบการขูดบนวัสดุจานหมุน
รูปที่ 3 การทดสอบไตรโบโลยีแบบการขัดสีแบบซ้ำไปซ้ำมา

– รองรับการทดสอบที่มีความเร็วรอบถึง 500 รอบต่อนาที และรับแรงกดสูงสุดที่ตั้งแต่ 0.1 นิวตัน ถึง 2000 นิวตันรวมทั้งมีเซ็นเซอร์ตรวจจับการรอยร้าวในระหว่างการทดสอบด้วยคลื่นเสียง (Contact Acoustic Emission Measurement) ด้วยความเที่ยงตรงถึง 5 ไมโครเมตร รวมทั้งรองรับความถี่ในการขัดสีได้ถึง 50 Hz

-สามารถทดสอบไตรโบโลยีระหว่างของแข็งกับของแข็งและของแข็งกับของเหลวหรือสารหล่อลื่นได้รวมทั้งสามารถทดสอบที่อุณหภูมิสูงถึง 1000 องศาเซลเซียสได้ (รูปที่ 4 และ5)

รูปที่ 4 ภาชนะทดสอบไตรโบโลยีระหว่างของแข็งกับ
ของเหลวหรือสารหล่อลื่น
รูปที่ 5 ภาชนะทดสอบไตรโบโลยีที่อุณหภูมิสูง

สุดท้ายนี้ขอขอบคุณข้อมูลดีๆ จากทาง

“ศูนย์พัฒนาและวิเคราะห์สมบัติของวัสดุ สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย”

Total solution for material testing and analysis.

หากสนใจงานบริการวิเคราะห์และทดสอบวัสดุติดต่อที่

คุณนารถพล บัวอำไพ
02-577-9272, 02-577-9265
[email protected]

แล้วพบกับสาระดีๆทางด้าน งานช่าง งานวิศวกรรม และงานอุตสาหกรรม แบบนี้ได้ในเพจนายช่างมาแชร์นะครับ

Website: www.naichangmashare.com
Facebook: https://www.facebook.com/naichangmashare/
Blockdit :  https://www.blockdit.com/naichangmashare
Instragram: https://www.instagram.com/naichangmashare/
Twitter: https://twitter.com/naichangmashare
Youtube: https://www.youtube.com/channel/UCmIPiSeg-uy4k8JYSmknp_g

#นายช่างมาแชร์ #Tribology #Tribometer #Frition

การตรวจสอบด้วยวิธี RT (Radiographic Testing)

1

สวัสดีครับเพื่อนๆ วันนี้เราจะมาพูดกันถึงอีกหนึ่งวิธีการตรวจสอบความไม่ต่อเนื่องของชิ้นงาน ที่เรียกร้องกันเข้ามามากพอสมควรเลยนะครับ นั่นก็คือ Radiographic testing หรือที่เราเรียกกันอย่างชินปากว่า RT นั่นเองครับ วันนี้เพจนายช่างมาแชร์จะมาเจาะลึก ถึงรายละเอียดและหลักการของการทำ RT กันครับ

ประวัติศาสตร์ของรังสี

จุดเริ่มต้นของการใช้งานรังสีจริงๆแล้วเกิดขึ้นจาก 2 แหล่งครับ โดยเริ่มแรกเกิดจากที่นักวิทยาศาสตร์ชาวเยอรมันที่ชื่อ วิลเฮลม คอนแรด เรินต์เกน (Wilhelm Conrad Röntgen) ค้นพบรังสี X-Rays ได้ในปี ค.ศ. 1895 และแหล่งที่สองคือการค้นพบแร่ธาตุที่ปล่อยกัมมันตภาพรังสีออกมา

วิลเฮลม คอนแรด เรินต์เกน (Wilhelm Conrad Röntgen) – ซ้าย
มารี คูรี่ (Marie Curie) – ขวา

โดยนักวิทยาศาสตร์ชาวโปแลนด์ที่ชื่อ มารี คูรี่ (Marie Curie) โดยคูรี่ได้ค้นพบแร่ Radium (Ra) และจาก 2 จุดเริ่มต้นที่ยิ่งใหญ่นี้ ทำให้นักวิทยาศาสตร์ทั่วทั้งโลกได้ตระหนักและรู้จักถึงกัมมันตภาพรังสีมากยิ่งขึ้น และได้นำรังสีเหล่านี้มาสร้างประโยชน์ใช้งานกันต่างๆนาๆ ทั้งในด้านการแพทย์ ด้านอุตสาหกรรมครับ ซึ่งหนึ่งในนั้นก็คือการตรวจสอบความไม่ต่อเนื่องของแนวเชื่อมนั่นเองครับ

การทำ RT คืออะไร?

การทดสอบโดยใช้รังสี หรือที่เราเรียกกันสั้นๆว่า การทำ RT (Radiographic Testing) คือการใช้คุณสมบัติเฉพาะของรังสีที่เป็นพลังงานคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้ามีอำนาจทะลุทะลวงวัสดุที่มีความหนาและความหนาแน่นที่แตกต่างกันออกไป (ในส่วนนี้อาจจะเรียกว่าวัสดุแต่ละชนิดมีคุณสมบัติการดูดซึมรังสีแตกต่างกันออกไป) ฉายทะลุชิ้นงานที่เราต้องการจะตรวจสอบลงไปยังแผ่นฟิล์มถ่ายภาพที่ไวต่อรังสี

ภาพที่ 1 ภาพแสดงสีที่จะปรากฎบนฟิล์มที่ชิ้นงานที่มีความหนาไม่เท่ากัน

ภาพที่ได้จากการทดสอบด้วยรังสี จะให้ภาพในลักษณะขาว-ดำ หรือที่เรียกว่า Monochrome Negative โดยในบริเวณที่มีความหนาน้อยกว่าบริเวณอื่น (รังสีทะลุผ่านได้มากกว่า) ภาพจะออกมาเป็นสีดำเข้ม ในทางกลับกันหากชิ้นงานอยู่ในสภาพปกติและมีความหนาเท่ากันตลอดทั้งชิ้นงาน (รังสีทะลุผ่านได้น้อยกว่า) ภาพจะออกเป็นสีขาวกว่าบริเวณอื่น

ภาพที่ 2 ภาพตัดขวางของฟิล์มที่ใช้ในการทดสอบด้วยรังสี
ภาพที่ 2 ภาพตัดขวางของฟิล์มที่ใช้ในการทดสอบด้วยรังสี

ในการแปลผลของภาพการทดสอบด้วยรังสี จะต้องนำฟิล์มไปส่องกับตู้ไฟแสงสว่างที่ใช้สำหรับดูภาพถ่ายรังสีโดยเฉพาะที่มีค่าความสว่างของแสงไฟตามมาตรฐานกำหนด ภาพถ่ายรังสีจะแสดงภาพจุดบกพร่องภายในชิ้นงานอย่างชัดเจน ซึ่งจะสามารถบอกความกว้างหรือความโตของจุดบกพร่องได้แต่จะไม่สามารถระบุความลึกได้

ภาพที่ 3 Film viewer เพื่อดูภาพถ่ายรังสีและใช้ในการแปลผล

ประเภทของรังสีที่ใช้งานอุตสาหกรรม

ประเภทของรังสีที่มีอยู่ในโลกจะมีอยู่ด้วยกันทั้งหมด 5 ชนิด ได้แก่ รังสีแอลฟ่า, รังสีบีต้า, รังสีเอ๊กซ์, รังสีแกมม่าและรังสีนิวตรอน แต่ที่ใช้งานกันในโรงงานอุตสาหกรรมจะมีอยู่ด้วยกัน 2 ประเภทเท่านั้นนะครับ โดยมีรายละเอียดดังนี้

1. รังสี X-ray

รังสี X-ray เป็นรังสีที่เกิดจากเครื่องกำเนิดรังสีชนิดที่ใช้กระแสไฟฟ้าเป็นตัวสร้างสนามรังสีออกมา โดยรังสีที่ออกมาจากเครื่องกำเนิดนี้จะเรียกว่า “รังสีเอ๊กซ์” โดยเครื่องมือชนิดนี้จะไม่คงความเป็นสารกัมมันตภาพรังสี หากอุปกรณ์ได้ถูกตัดไฟฟ้าที่จ่ายให้กับอุปกรณ์ครับ โดยรังสี X-ray จะสามารถใช้ตรวจสอบกับชิ้นงานที่มีความหนาประมาณไม่เกิน 50 มิลลิเมตรครับ

ภาพที่ 4 ตัวอย่างเครื่องกำเนิดรังสี X-ray

2. รังสี Gamma

รังสี Gamma หรือรังสีแกมม่า เป็นรังสีที่มีอำนาจทะลุทะลวงสูง ซึ่งมีต้นกำเนิดจากวัสดุกัมมันตรังสีที่พบได้ตามธรรมชาติ แต่ถูกนำมาสกัดให้มีความเข้มข้นหรือความแรงของรังสีแตกต่างกันออกไปตามประเภทการใช้งาน ซึ่งค่าความแรงของรังสีมีหน่วยเป็น คูรี่ (Curie : Ci) โดยต้นกำเนิดรังสีที่ใช้งานกันในอุตสาหกรรมคือ Ir-192 หรือ ธาตุ Iridium (อิริเดียม) รังสีแกมม่านี้จะสามารถใช้ตรวจสอบชิ้นงานที่มีความหนาได้ถึงประมาณ 120 มิลลิเมตรครับ

ภาพที่ 5 ตัวอย่างอุปกรณ์กักเก็บสารกัมมันตภาพรังสี ที่ใช้เพื่อปลดปล่อยรังสี Gamma

ข้อดี-ข้อจำกัดของของวิธีการตรวจสอบด้วย RT

ข้อดีและข้อกำจัดของการทดสอบด้วย RT เมื่อเปรียบเทียบกับ NDT วิธีอื่นๆมีดังนี้

ข้อดี

  • สามารถตรวจพบจุดบกพร่องได้ทั้งที่อยู่ที่บนผิวและอยู่ใต้ผิวชิ้นงาน
  • สามารถใช้ตรวจสอบกับอุปกรณ์ที่ประกอบรวมเข้ากันแล้วได้ (Assembled parts)
  • การเตรียมผิวชิ้นงานก่อนตรวจสอบน้อยหรือไม่ต้องเตรียมผิวเลย
  • สามารถตรวจสอบอุปกรณ์ที่หุ้มฉนวนอยู่ได้
  • สามารถแปลผลจากฟิล์มได้โดยตรง ซึ่งง่ายกว่าการแปลผลจากค่าสัญญาณจากวิธีการตรวจ NDT อื่นๆ
  • สามารถตรวจสอบได้กับวัสดุเกือบทุกชนิด
  • ได้ผลการตรวจสอบเป็นฟิล์มที่สามารถเก็บ, ตรวจสอบผลและสอบทวนย้อนหลังได้

ข้อจำกัด

  • รังสีเป็นอันตรายกับผู้ปฏิบัติงานหรือบุคคลข้างเคียง หากไม่ได้ดำเนินการป้องกันที่เหมาะสม
  • ต้องสามารถเข้าถึงชิ้นงานที่จะตรวจสอบทั้ง 2 ด้าน (ด้านหนึ่ง-แหล่งกำเนิดรังสี, อีกด้านหนึ่ง-ติดฟิล์ม)
  • ไม่สามารถตรวจสอบชิ้นงานที่มีความหนามากๆได้ (ต้องใช้แหล่งกำเนิดรังสีที่แรงขึ้น, อันตรายก็มากขึ้นตาม)
  • การแปลผลการตรวจสอบต้องใช้ผู้ที่ความรู้ความสามารถ
  • ทิศทางและการวางตัวของจุดบกพร่องอาจส่งผลกับผลการตรวจสอบได้ (มีจุดบกพร่องเกิดซ้อนกันที่ระดับต่างกัน)
  • ไม่สามารถระบุความลึกของจุดบกพร่องที่ตรวจพบได้ จะต้องใช้ NDT อื่นๆมาเป็นตัวช่วย
  • ต้นทุนและค่าดูแลรักษาของเครื่องมือสูง รวมถึงต้องมีค่าใช้ของฟิล์มที่ใช้งานทุกครั้งที่มีการทดสอบ

รูปแบบของการตรวจสอบความไม่ต่อเนื่องของชิ้นงานด้วยวิธี RT

การตรวจสอบความไม่ต่อเนื่องของชิ้นงานด้วยวิธี RT จะมีอยู่ด้วยกันหลายรูปแบบ โดยจะขึ้นอยู่กับขนาดของจุดที่จะตรวจสอบ การเข้าถึงชิ้นงาน ซึ่งจะแตกต่างกันออกไป ทั้งนี้ทั้งนั้น ผู้ที่จะทำการทดสอบต้องเลือกวิธีที่เหมาะสมที่สุดเพื่อให้ผลของการตรวจสอบออกมาแม่นยำที่สุดครับ

1. การถ่ายผ่านผนังเดียวทดสอบผนังเดียว (Single wall single image)

วิธีจะเป็นไปได้ค่อนข้างยากในทางปฏิบัติเพราะเนื่องจากต้องสามารถเข้าถึงภายในชิ้นงานที่เราจะต้องทำการทดสอบได้

2. การถ่ายภาพผ่านผนังคู่ทดสอบผนังเดียว (Double wall single image)

เป็นวิธีที่ “นิยมที่สุด” ในการตรวจสอบความไม่ต่อเนื่องของแนวเชื่อม เพราะไม่มีความจำเป็นที่ต้องเข้าไปติดติ้งอุปกรณ์ในการตรวจสอบจากภายในชิ้นงานครับ

3. การถ่ายผ่านผนังคู่ทดสอบผนังคู่ (Double wall double image)

เป็นวิธีที่สามารถใช้ตรวจสอบแนวเชื่อมหรือดูสภาพผิวภายในของชิ้นงาน

ขั้นตอนการทำ RT

ขั้นตอนในการทำ RT นั้นค่อนข้างตรงไปตรงมาและใช้เวลาไม่นานต่อ 1 จุดที่เราต้องการจะทดสอบ โดยขั้นตอนการทำ RT ส่วนมากจะเป็นขั้นตอนของการเตรียมงาน การคำนวนหาค่าปริมาณรังสีที่เหมาะ, ระยะปลอดภัยในการทำงาน, ระยะในการติดตั้งแหล่งกำเนิดรังสี โดยจะมีขั้นตอนการดำเนินการหลักๆดังนี้ครับ

  1. กำหนดชนิดของแหล่งกำเนิดรังสีที่จะนำมาใช้งาน
  2. กำหนดระยะปลอดภัยในการทำงานเพื่อกั้นอาณาบริเวณให้ผู้ที่ไม่เกี่ยวข้อง เข้ามาในบริเวณที่ทำการทดสอบ
  3. หาค่าความหนาทั่วไปของชิ้นงานเพื่อคำนวนหาปริมาณรังสีที่เหมาะสมในการทดสอบจาก Exposure chart
  4. คำนวนระยะหวังผลของลำคลื่นรังสีและวางอุปกรณัวัดคุณภาพรังสี (IQI) ไว้บนชิ้นงานในระยะหวังผล
  5. ติดฟิล์มที่ชิ้นงานที่จะทำการทดสอบ โดยให้แนบกับชิ้นงานมากที่สุดเท่าที่จะทำได้
  6. คำนวนหาค่าความคมชัดของภาพถ่ายรังสี เพื่อกำหนดระยะห่างระหว่างแหล่งกำเนิดรังสีและฟิล์ม (ค่า SFD)
  7. ถ่ายภาพรังสี
  8. นำฟิล์มที่ได้จากการถ่ายภาพรังสีไปเข้ากระบวนการล้างฟิล์มในห้องมืด
  9. อ่านค่าและแปลผลการตรวจสอบโดยใช้ Film viewer
ภาพที่ 6 ภาพตัวอย่างที่ได้จากการทดสอบด้วยวิธี RT โดยที่ไม่รื้อฉนวนออก

จบไปแล้วนะครับสำหรับเรื่อง RT ในวันนี้ ต้องบอกว่าเรื่อง RT นี้มีเนื้อหาค่อนข้างเยอะเลยทีเดียว โดยในหัวข้อวันนี้จะเป็นการพูดในแง่ของการตรวจสอบความไม่ต่อเนื่องของชิ้นงานเป็นหลักนะครับ ซึ่งในปัจจุบันนี้ไเทคโนโลยีในด้านการตรวจสอบด้วย RT ได้ก้าวหน้าไปไกลมากแล้วนะครับ ซึ่งทางเพจของเรายังไม่ได้กล่าวถึง ไว้โอกาสหน้าจะมาพูดถึง Direct Radiography System (DRT), Computed Radiography System (CRT) หรืออาจจะรวมไปถึงความปลอดภัยในการทำงานกับรังสีด้วยนะครับ ไว้ติดตามกันได้ใหม่ในบทความหน้าครับ

แล้วพบกับสาระดีๆทางด้าน งานช่าง งานวิศวกรรม และงานอุตสาหกรรม แบบนี้ได้ในเพจนายช่างมาแชร์นะครับ

Website: www.naichangmashare.com
Facebook: https://www.facebook.com/naichangmashare/
Blockdit :  https://www.blockdit.com/naichangmashare
Instragram: https://www.instagram.com/naichangmashare/
Twitter: https://twitter.com/naichangmashare
Youtube: https://www.youtube.com/channel/UCmIPiSeg-uy4k8JYSmknp_g

#นายช่างมาแชร์ #RT #RadiographicTesting #NDT #Inspector #Engineering

งานอบรม และสัมมนาวิชาการ [ฟรี!!] – เรื่อง การตรวจทดสอบลิ้นนิรภัยออนไลน์

0

ประกาศๆ ??

ขอประชาสัมพันธ์ กิจกรรมดีๆจากทาง วว TISTR

สำหรับงานอบรม และสัมมนาวิชาการ [ฟรี!!]

เรื่อง การตรวจทดสอบลิ้นนิรภัยออนไลน์เพื่อความปลอดภัยในการใช้งานหม้อน้ำ และภาชนะแรงดัน (Safety Valve Inspection Online)

รับสมัครจำนวนจำกัดเพียง 30 ท่านแรกเท่านั้น

ตามลิ้งค์ด้านล่างเลยนะครับ

https://docs.google.com/…/1-AA1qA-2hn4uAYK6wEOAQX…/viewform…

หรือ QRCode

ในภาพอาจจะมี ข้อความ

รีบสมัครก่อนเต็มนะครับ!!

#นายช่างมาแชร์ #SafetyValve #boiler #pressurevessel #tistr

ทฤษฎีไตรโบโลยี (Tribology) – การเสียดทาน หล่อลื่น และการสึกหรอในเครื่องจักรกล

1
Bearing with lubricator tribology
Bearing with lubricator tribology

ในการใช้งานเครื่องจักรกลในโรงงานอุตสาหกรรม ซึ่งชิ้นส่วนของเครื่องจักรแต่ละชิ้น จะมีการเคลื่อนที่ตลอดเวลาทั้งในแนวทิศทางเชิงเส้น หรือเชิงมุม (การหมุน) ซึ่งการเคลื่อนที่เหล่านั้นย่อมมีการเสียดสี หรือการถูกันของเนื้อผิวของวัสดุอยู่เสมอ

ซึ่งการเสียดสีเหล่านั้นทำให้เนื้อผิวของวัสดุบางส่วนหายไป และเกิดเป็นความสึกหรอ และระยะที่หายไปของเนื้อวัสดุตรงนั้น และเกิดเป็นอายุการใช้งานเครื่องจักรที่ลดลงครับ

จะดีกว่าไหม? ถ้าหากว่า เราสามารถออกแบบ “การลดการสึกหรอ และเพิ่มอายุการใช้งานของเครื่องจักรให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้”

ซึ่งแน่นอนว่าถ้าอายุการใช้งานเครื่องจักรมากขึ้น การซ่อมแซมและค่าใช้จ่ายในการดูแล รวมถึงต้นทุนการผลิต จะลดลงอย่างมีนัยสำคัญเลยทีเดียวครับ

ดังนั้นวันนี้เราจะขอมาแชร์ทฤษฎีที่พูดถึง การเสียดทาน (Friction), การสึกหรอ (Wear) และการหล่อลื่น (Lubricant) ของพื้นผิวสัมผัสของวัตถุที่มีการเคลื่อนที่สัมพัทธ์กัน นั้นคือ “ทฤษฎีไตรโบโลยี (Tribology)” นะครับ.

ระบบไตรโบโลยี (Tribology) คืออะไร?

“ไตรโบโลยี” (Tribology) คือ สหศาสตร์ทางวิศวกรรม วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่ศึกษาเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างการเสียดทาน (Friction) การสึกหรอ (Wear) และการหล่อลื่น (Lubricant) ของพื้นผิวสัมผัสของวัตถุที่มีการเคลื่อนที่สัมพัทธ์กันที่หลากหลาย เช่น การลื่นไถล การเคลื่อนที่กลับไปกลับมา การหมุน เป็นต้น

ซึ่งคำว่า Tribo มาจากภาษากรีก ที่แปลว่า “ขัดถู” ซึ่งเป็นหลักวิชาการหลายแขนงทั้งพื้นฐานทางด้านกลศาสตร์ของไหล การเคลื่อนที่และขัดสีของชิ้นส่วนทางกล เป็นต้น  ปัจจุบันการศึกษาและทดสอบทางด้านไตรโบโลยีมีบทบาทสำคัญอย่างมากในอุตสาหกรรมหลายประเภทเพื่อช่วยในการออกแบบการผลิต 

ดังนั้นการทำนายอายุการใช้งานของชิ้นส่วนยานยนต์หรือชิ้นส่วนเครื่องจักรกลที่ใช้ในอุตสาหกรรมซึ่งค่าใช้จ่ายสำหรับการเปลี่ยนหรือซ่อมอุปกรณ์เหล่านี้มีมูลค่าสูงมากๆในแต่ละปี 

หากสามารถออกแบบก่อนการผลิตได้เหมาะสมถูกต้องกับการใช้งานหรือสามารถทำนายพฤติกรรมการสึกหรอหรืออายุการใช้งานของชิ้นส่วนเหล่านั้นได้ก็จะช่วยลดระดับความรุนแรงของความเสียหายและค่าใช้จ่ายที่อาจจะเกิดขึ้นได้มหาศาลเลยทีเดียวครับ

ความเสียหายด้านไตรโบโลยีในงานอุตสาหกรรม

ปัจจุบันความเสียหายทางด้านไตรโบโลยีเป็นปัญหาสำคัญในอุตสาหกรรมหลายประเภทไม่ว่าจะเป็นอุตสาหกรรมการหล่อและขึ้นรูป อุตสาหกรรมชิ้นส่วนยานยนต์ อุตสาหกรรมขนส่ง หรืออุตสาหกรรมไฟฟ้า

ซึ่งความเสียหายมักเกิดขึ้นในชิ้นส่วน เครื่องมือ เครื่องจักรที่ออกแบบมาเพื่อรองรับการเสียดสีโดยตรง เช่น ตลับลูกปืน ฟันเฟือง ปั๊ม ชุดขับเคลื่อนส่งกำลัง เทอร์ไบน์อากาศยานและโรงไฟฟ้า ฯลฯ 

ซึ่งเมื่อเกิดการเคลื่อนที่ระหว่างวัตถุย่อมเกิดการเสียดทานและสึกหรอเกิดขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ส่งผลให้เกิดความเสียหายกับชิ้นส่วน เครื่องมือ เครื่องจักรตามมาจนต้องหยุดการผลิตหรือการทำงาน  ก่อให้เกิดความสูญเสียในอุตสาหกรรมจากการสูญเสียรายได้จากการหยุดการผลิตหรือสูญเสียค่าใช้จ่ายในการซ่อมและเปลี่ยนอุปกรณ์ใหม่

ทำให้มูลค่าความเสียที่เกิดจากไตรโบโลยีในอุตสาหกรรมมีมูลค่าสูงมาก  การควบคุมกลไกการเสียดทานและการสึกหรอที่พื้นผิวสัมผัสระหว่างวัตถุเป็นปัจจัยหนึ่งที่จะช่วยลดโอกาสเกิดความเสียหายด้านไตรโบโลยี  ซึ่งส่งผลต่อต้นทุนในการผลิตที่ลดลง ลดจํานวนของเสียที่จะเกิดขึ้นจากการผลิตและยังเพิ่มเสถียรภาพให้กับกระบวนการผลิต

การเสียดทาน (Friction)

การเสียดทานคือการต้านทานของแรงเสียดทานต่อการเคลื่อนที่สัมพัทธ์ระหว่างสองพื้นผิวสัมผัส โดยแรงเสียดทานจะเกิดขึ้นระหว่างผิวสัมผัสและมีทิศทางตรงข้ามกับการเคลื่อนที่ของวัตถุหรือตรงข้ามกับทิศทางของแรงที่พยายามทำให้วัตถุเคลื่อนที่  

  • แรงเสียดทานที่เกิดขึ้นระหว่างผิวของของแข็งกับผิวของของแข็งเรียกว่าแรงเสียดทานแห้ง (Dry friction force)
  • แรงเสียดทานที่เกิดขึ้นระหว่างผิวของของแข็งกับผิวของของเหลวเรียกว่า แรงเสียดทานเปียก (Fluid friction force)

การเสียดทานจึงมีหลายประเภทตามลักษณะของแรงเสียดทานที่เกิดกับวัตถุ  ตัวอย่างการเสียดทานที่เกิดจากแรงเสียดทานแห้งเช่น การเสียดทานแบบลื่นไถล (Sliding Friction) แรงเสียดทานแบบกลิ้ง (Rolling friction) การเสียดทานแบบสถิต (static friction) การเสียดทานแบบจลน์ (dynamic friction)  

แรงเสียดทานมีทั้งประโยชน์และโทษแก่วัตถุขึ้นอยู่กับลักษณะการใช้งาน ถึงแม้ว่าจะมีกลไกการเกิดการเสียดทานที่ต่างกันแต่เราสามารถตรวจวัดขนาดหรือระดับการเสียดทานได้ไม่ยากนักในรูปแบบของค่าสัมประสิทธิ์การเสียดทาน (friction coefficient) ซึ่งวัดจากค่าแรงปฏิกิริยาที่ผิวสัมผัสกระทำกับวัตถุในแนวตั้งฉากและแรงเสียดทานที่เกิดขึ้นระหว่างผิวสัมผัสของวัตถุ

การสึกหรอ (Wear)

ส่วนการสึกหรอ (wear) คือ “การสูญเสียเนื้อผิวสัมผัสของวัตถุเนื่องจากการเคลื่อนที่สัมพัทธ์ระหว่างผิวสัมผัส” ซึ่งรูปแบบของการสึกหรอ สามารถจำแนกประเภทจากสาเหตุของการเกิดตามมาตรฐาน DIN 50320 ได้ 4 รูปแบบ คือ

1. การสึกหรอแบบยึดติด (Adhesion wear) คือ การที่วัสดุสองชิ้น มีการเคลื่อนที่ในแนวถไล (Sliding contact) และเกิดการถูกันจนเกิดความเค้นสัมผัส (Contact stress) ที่สูงเกิดจุด yield stress ของวัสดุ ซึ่งวัสดุที่อ่อนกว่าจะอยู่ในสภาวะ plastic zone และถูกวัสดุที่แข็งกว่าเฉือนเนื้อออกไป และติดกันไป ซึ่งในแวดวงอุตสาหกรรมอาจจะใช้อีกหลายๆชื่อ เช่น scoring, scuffing, galling หรือ seizure

2. การสึกหรอแบบขัดสี (Abrasive wear) คือ การที่ผิวหน้าของวัสดุสองชิ้น ถูกเสียดสีโดยอนุภาคที่มีความแข็งสูงกว่า (Abrasive particle) เคลื่อนที่ผ่านตรงกลางระหว่างวัสดุทั้งสองชิ้น (ดังภาพ) ทำให้จนเนื้อวัสดุทั้งสองชิ้นหายไป ซึ่งการหายไปของเนื้อวัสดุจะค่อยๆหายไปที่ละเล็กละน้อย ซึ่งการสึกหรอแบบขัดสีนี้มักจะพบเจอได้บ่อยมากๆในอุตสาหกรรม ซึ่งสาเหตุหลักมาจากการปนเปื้อน พวกฝุ่น หรืออนุภาคแข็งๆต่างๆ ที่ปนเปื้อนมากับสารหล่อลื่นนะครับ

ปล. ที่กล่าวข้างต้นถือเป็น Three-body abrasive wear นะครับ

3. การสึกหรอแบบการล้า (fatigue wear) เกิดจากการที่วัสดุสองเกิดการสัมผัสกันด้วยจำนวนครั้งมากๆ จนเกิดการสึกหรอ ซึ่งกระบวนการความเสียหายแบบนี้จะเกิด การแตกร้าว (crack) ที่เนื้อผิวของวัสดุครับ เนื่องจากการสะสมของ strain รอบๆ จนทำให้เกิดการแตกร้าวในที่สุด ซึ่งการสึกหรอแบบล้า ยังแบ่งได้ออกเป็น Low cycle และ High cycle fatigue wear อีกด้วยนะครับ

4. การสึกหรอแบบไทรโบเคมีคอลหรือการกัดกร่อน (Tribochemical wear/corrosive wear) คือ “การที่วัสดุทำงานอยู่ภายใต้สารที่มีการกัดกร่อนทั้งในส่วนของเหลว และก๊าซ” ซึ่งโดยหลักการในการเกิดปฏิกิริยาของ Tribochemical คือ การเกิดปฏิกิริยาทางเคมีระหว่างสารกัดกร่อน (Corrosive agent) และ วัสดุที่ถูกกัดกร่อน (Bulk material) ซึ่งบริเวณที่โดนกัดกร่อนจะเปลี่ยนเนื้อวัสดุให้กลายเป็นชั้นฟิลม์หนาประมาณ 50 to 150 nm (protective layer) ปกคลุมวัสดุเอาไว้ (ซึ่งสภาวะนี้ เนื้อวัสดุด้านในก็จะไม่โดนกัดกร่อนแล้ว) แต่ว่าหลังจากนั้นเมื่อการการถูสัมผัส (Sliding friction) จะทำให้ฟิลม์ตรงนั้นโดนเอาออกไป และกลับไปวนลูปแบบนี้เรื่อยๆ ซึ่งเนื้อวัสดุก็จะหายไปเรื่อยๆเช่นกัน

การหล่อลื่น (Lubrication)

การหล่อลื่นคือ “การลดแรงเสียดทานในวัตถุ” โดยสารหล่อลื่นที่อาจอยู่ในรูปแบบก๊าซ เช่น อากาศ รูปแบบของเหลว เช่นน้ำมันหล่อลื่น รูปแบบของแข็ง เช่น กราไฟต์ หรือรูปแบบกึ่งของแข็งของเหลว เช่น จารบี แต่ที่นิยมใช้กันทั่วไปคือสารหล่อลื่นแบบของเหลวและแบบกึ่งของแข็งของเหลว ซึ่งนั้นก็คือ น้ำมันหล่อลื่นนั้นเองครับ

ซึ่งการหล่อลื่นที่เหมาะสมสามารถยืดอายุการใช้งานได้นานๆมาก เช่น การเลือกความหนืด และคุณสมบัติให้เหมาะสมกับลักษณะการใช้งาน เช่น ความเร็วรอบ อุณหภูมิ แรงกดอัด เป็นต้นครับ

สุดท้ายนี้ขอขอบคุณข้อมูลดีๆ จากทาง

“ศูนย์พัฒนาและวิเคราะห์สมบัติของวัสดุ สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย”

Total solution for material testing and analysis.

หากสนใจงานบริการวิเคราะห์และทดสอบวัสดุติดต่อที่

คุณนารถพล บัวอำไพ
02-577-9272, 02-577-9265
[email protected]

แล้วพบกับสาระดีๆทางด้าน งานช่าง งานวิศวกรรม และงานอุตสาหกรรม แบบนี้ได้ในเพจนายช่างมาแชร์นะครับ

Website: www.naichangmashare.com
Facebook: https://www.facebook.com/naichangmashare/
Blockdit : https://www.blockdit.com/naichangmashare
Instragram: https://www.instagram.com/naichangmashare/
Twitter: https://twitter.com/naichangmashare
Youtube: https://www.youtube.com/channel/UCmIPiSeg-uy4k8JYSmknp_g

#นายช่างมาแชร์ #Tribology #Machinery #Engineering

ความผิดพลาดการเลือกใช้ PSV แบบ Direct Spring ที่ไม่เหมาะสม

0
Pressure_Safety_Valve
Pressure_Safety_Valve

วันนี้เพจนายช่างมาแชร์จะขอมาแชร์ประสบการณ์วิธีในการซ่อมบำรุงรักษา PSV ชนิด Direct spring
ที่สามารถพบเจอได้ทั่วไปในโรงงานอุตสาหกรรมของเรากันนะครับ โดยเราจะพูดถึงปัญหาที่สามารถพบเจอได้, วิธีการแก้ปัญหาต่างๆ เรามาเริ่มกันเลยดีกว่าครับ

จริงอยู่ว่าการใช้ PSV แบบ Direct Spring นั้นจะสามารถใช้กับ Process ต่างๆได้กว้างขวางมากมายหลาย Application

ในการป้องกันความดันในระบบเกินว่าค่าที่ตั้งไว้ ซึ่งใช้งานกันทั่วไปใน อุตสาหกรรมต่างๆ ทั้ง Oil and Gas , Petrochemical ,Chemical หรือ Power Plant แต่อย่างไรก็ตาม หากเลือกใช้ PSV ผิดประเภทหรือไม่เหมาะสมกับ Application

สิ่งที่จะส่งผลตามมาคงไม่ต้องจินตนาการ มันคือคล้ายกับการเอาโรงงาน ไปทำให้มีความเสี่ยงมากมาย ทั้ง เรื่องความปลอดภัยค่าบำรุงรักษาที่เพิ่มขึ้น การทำงานที่ไม่มีประสิทธิภาพ การปล่อยก๊าซพิษที่ไม่ต้องการออกมาสู่บรรยากาศโดยไม่รู้ตัว

ซึ่งสาเหตุเหล่านั้นล้วนมาจาก การเลือกใช้งาน PSV แบบ Direct spring ที่ไม่เหมาะสมกับ Process นั่นเองครับ
ซึ่งความเสียหายที่เกิดขึ้นได้มีดังนี้

ความเสียหายเมื่อเลือก PSV แบบ Direct Spring ไม่เหมาะสม

Bellow Failure – การนำ PSV แบบ Bellow ไปใช้ในจุดที่ มี Back Pressure มากเกินไปเกินกว่าที่ Bellow
สามารถทนได้ เป็นสาเหตุที่ทำให้ Bellow แตกและการทำงานของ PSV จะผิดเพี้ยนจากที่ Design เอาไว้ เหตุนี้
ทำให้ต้องเปลี่ยน Bellow ภายใน PSV บ่อยขึ้น ซึ่งนั่นก็คือ ค่าบำรุงรักษาที่เพิ่มขึ้น

Seat Damage – การเสียหายของหน้า Disc หรือการเสียหายที่ลิ้นของ PSV เป็นอีกหนึ่งสาเหตุของ PSV Failure
ซึ่งหากลิ้นของ PSV เสียหายนั่นแปลว่าสารเคมีก็จะสามารถไหลผ่านออกไป สู่ภายนอก Process ได้

Valve Chatter – การเกิด Chattering ใน PSV ก็เป็นสาเหตุของ Failure อีกแบบ โดยเฉพาะใน Application ใดๆ ที่มี Inlet Pressure Lost ของ PSV มากกว่า 3% ของ Set Pressure สิ่งเหล่านี้นำมาสู่การเสียหายของ PSV อย่างมหาศาล ซึ่งรวมไปถึงค่าบำรุงรักษาในการซ่อมหรือซื้อทดแทนอีกมากมาย

Process Loss & Fugitive Emissions – สืบเนื่องมาจากการเสียหายต่างๆที่ disc ของ PSV สาเหตุนี้
ก็นำไปสู่การรั่วไหลของ สารพิษ ซึ่งอาจจะรวมอยู่ใร Process Media ของเรา ซึ่งเป็นอันตรายต่อชีวิตเป็นอย่างยิ่ง

Direct spring PSV leak

จากข้อความข้างต้นทำให้เราทราบว่า นี่ไม่ใช่ปัญหาที่เกิดขึ้นใหม่ในโรงงานของเรา เหล่าช่างก็มีวิธีการแก้ปัญหาต่างๆกันไป จนสามารถแยกวิธีต่างๆ ได้ 2 แบบ
1. วิธีที่ดี (Good) และ
2. วิธีที่ดีกว่า (Better)
แต่ว่าที่ผ่านมาเป็นเวลาหลายสิบปีก็ยังวนเวียนอยู่ แค่ 2 วิธีนิ้ 

The Good – วิธีที่ดีในการแก้ปัญหา ก็คือการบำรุงรักษาตามอาการ 

โดยวิธีนี้ก็เป็นวิธีเดิมๆที่ใช้กันมานานนับทศวรรษ ซึ่งก็คือเสียไปก็ซ่อมไป ถ้าไม่เสียก็ไม่ซ่อมหรือ อาจจะแค่ซ่อมตามรอบการบำรุงรักษา แจกต่างกันไปแล้วแต่นโยบายของแต่ละโรงงาน ทุก 6 เดือนบ้าง ทุก 1 ปีบ้าง  หรือทุก 3ปี บ้าง แต่ผลเสียที่เกิดขึ้นตามมาก็มีคือ 

Unplanned Outage – เนื่องจาก PSV ที่ติดตั้งไปอย่างไม่เหมาะสมกับ Application นั้น ทำให้เราไม่มีทางรู้เลย ว่า PSV ตัวนั้น จะเสียหรือใช้งานไม่ได้เมื่อไร เราควรจะต้องเตรียม Spare parts ชิ้นไหนและจำนวนเท่าไหร่ และเมื่อไรควรจะต้องซ่อมหรือตรวจสอบอีก และการหยุด Processing line บ่อยๆก็ไม่เป็นผลดีต่อภาพรวมการผลิตของโรงงาน เงินมากมายที่ต้องเสียไปกับวิธีการบำรุงรักษา

Maintenance Guesswork – สืบเนื่องมาจาก Unplanned Outages ด้านบน หากมองในมุมที่ท่านคือเจ้าของโรงงาน ก็เกิดคำถามอยู่บ่อยๆ ว่า “เมื่อไรล่ะที่เราจะต้องเข้าไปทำอะไรกับเจ้าตัว PSV ตัวนี้ แล้ว Spare Part ตัวไหน ที่เราต้องเตรียมและต้องเตรียมไว้เท่าไร” เพื่อจะให้การบำรุงรักษา PSV ตัวนี้มีประสิทธิภาพที่สุดและ Operation Line กลับมาทำการผลิดได้เร็วที่สุด แต่ก็ไม่เคยมีคำตอบที่ได้ผลหรือถูกต้องที่สุด และเราเองในฐานะเจ้าของโรงงานก็ไม่อยากเอาสายการผลิตของเราไปอยู่ในความเสี่ยงแบบนั้น 

การแก้ปัญหาแบบยั่งยืน

ด้วยเหตุนี้ จึงมีคนคิดวิธีที่ “ดีกว่า The Better” – วิธีที่ดีกว่าในการแก้ปัญหา ก็คือ การใช้ PSV แบบ ที่เรียกว่า Pilot Operated Pressure Safety Valve (POPSV)  หรือ Pilot Operated Relief Valve ( POPRV) ซึ่งก็จะมีข้อดีต่างๆดังนี้

1. หากต้องการแก้ปัญหา Bellow Failure ( Bellow แตก หรือใช้การไม่ได้ ) ก็เปลี่ยนมาใช้ POPRV ซึ่งในโครงสร้างของ POPRV ไม่มี Bellow เข้ามาเกี่ยว (ภาพที่ 2)

Below เสียหาย

2. หากต้องการแก้ปัญหาเรื่อง Valve Leak บ่อย ก็เปลี่ยน มาใช้ POPRV หรือ Direct Spring PSV แบบ soft seat  โดยเฉพาะใน POPRV เอง ที่หน้าลิ้น Valve จะมีโครงสร้างที่ประกอบไปด้วย O-Ring ต่างๆเพื่อช่วยให้มี Seat tightness ที่ดีกว่า Metal-to-Metal seat (ภาพที่ 3)

main valve ของ POPRV ที่มี softseat

3. หากต้องการแก้ปัญหา Valve Chattering ซึ่งเป็นผลมาจากการที่มี Inlet Pressure Loss มากกว่า 3% เปลี่ยน มาใช้ POPRV ที่ มี Remote Sensing ปัญหาเหล่านี้ ก็จะหมดไป (ภาพที่ 4)

POPRV ที่ต่อ Remote sensing ตรงไปที่ pressure vessel

4. หากต้องการแก้ปัญหา การรั่วไหลของ Process Media ที่หน้า Disc ของ  PSV แบบ Direct Spring ที่ Disc seat แบบ Metal-to-Metal  ซึ่งตาม API 527 เราสามารถยอมรับให้รั่วได้หาก Operating Pressure มากกว่า 90% ของ Set pressure เราก็เปลี่ยนมาใช้ POPRV แทน ซึ่งความสามารถในเรื่อง Seat Tightness นั้นดีกว่า Direct Spring มากๆ ซึ่งสามารถดูได้จากภาพเปรียบเทียบแรงในการปิดของ valve ทั้ง 2 ประเภทได้อย่างดี (ภาพที่ 5)

เปรียบเทียบแรงในการปิดของ valve ทั้งสองประเภท

จาก Solution ด้านบน เราจะเห็นว่า POPRV ได้เข้ามาแก้ปัญหาหลายๆ อย่าง ของ Failure ที่เกิดขึ้นจากการใช้ PSV แบบ Direct Spring แต่คำถามก็คือ “Solution ที่เราคิดว่าดีกว่า (The Better)  ดีที่สุดแล้วหรือยัง (Is “the better” THE BEST solution ?) 

เราอาจจะลืมกันไปหรือเปล่าว่า PSV แบบที่เป็น Direct Spring และ POPRV มีระยะ CENTER-TO-FACE ของทั้งฝั่ง Inlet และ Outlet ไม่เท่ากัน แม้จะเป็น Valve ที่มีขนาดเท่ากันก็ตาม โดยเฉพาะ Valve ที่เป็นไปตาม มาตรฐาน API 526 ที่เป็นเอกสารเพื่อควบคุมระยะ CENTER-TO-FACE ของ Valve แต่ละ Size (ภาพที่ 6)ให้เป็นไปมาตรฐานที่ขนาดต่างๆกันออกไป 

เปรียบเทียบระยะการติดตั้งของ direct spring และ Pilot operated safety valve และ POPSV รุ่น 2900

จริงอยุ่ที่ปัญหาต่างๆ สามารถแก้ไขได้ด้วยการเปลี่ยนมาใช้ POPRV แต่เราอย่าลืมไปว่าการ เอา PSV ที่มีระยะ CENTER-TO-FACE ไม่เท่าเดิมมาติดตั้งแทน Valve ของเก่าของเรา จำเป็นที่จะต้องทำการ Modify ระบบท่อต่างๆเพื่อให้สามารถติดตั้งได้ รวมถึงต้องทำ MOC (Management Of Change)

ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะต้องใช้ต้นทุนทั้งในแง่ของเวลาและค่าใช้จ่ายอย่างที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ ซึ่งหากกระบวนการเปลี่ยนต่างๆยุ่งยากเกินไป อาจจะทำให้ต้องใช้เงินลงทุนในการปรับเปลี่ยนระบบท่อสูงถึง 150,000 บาทจนถึง 700,000 บาทเลยทีเดียว และก็อาจนำไปสู่การปล่อยให้มีปัญหาแบบเดิมๆที่ PSV แบบ Direct Spring สร้างไว้และจบด้วยการไม่แก้ปัญหาโดยไม่เปลี่ยนไปใช้ POPRV เพื่อแก้ปัญหาที่จุดนี้ก็เป็นได้ (ภาพที่ 7)

The consolidated generation II 2900 Pilot operated pressure safety valve

สุดท้ายหากเพื่อนๆคนไหนเจอปัญหาคล้ายๆในลักษณะแบบนี้ หรือปัญหาที่เกี่ยวข้องกับ PSV

สามารถติดต่อทาง OSA valve ตัวแทนจำหน่าย PSV Consolidate อย่างเป็นทางการ และ PRV, PSV หรือ Pressure Relief Device ตามมาตราฐาน ASME Sec I & VIII

เบอร์โทรติดต่อ:

คุณภาคภูมิ 089-4567810

คุณพัฒนะ 081-9404280

แล้วพบกับสาระดีๆทางด้าน งานช่าง งานวิศวกรรม และงานอุตสาหกรรม แบบนี้ได้ในเพจนายช่างมาแชร์นะครับ

Website: www.naichangmashare.com
Facebook: https://www.facebook.com/naichangmashare/
Blockdit :  https://www.blockdit.com/naichangmashare
Instragram: https://www.instagram.com/naichangmashare/
Twitter: https://twitter.com/naichangmashare
Youtube: https://www.youtube.com/channel/UCmIPiSeg-uy4k8JYSmknp_g

#นายช่างมาแชร์

Reference : https://valves.bakerhughes.com/sites/g/files/cozyhq631/files/2020-04/CN%20-%20White%20Paper%20-%202900%20Generation%20II.pdf

TPM (Total Productive Maintenance) – การบำรุงรักษาทวีผล ที่ทุกคนมีส่วนร่วม

0
TPM
TPM wallpaper

ในโรงงานอุตสาหกรรม หรือบริษัทห้างร้านต่างๆ สิ่งที่ปรารถนามากที่สุดซึ่งแน่นอนว่าคือ “กำไร (Profits)” ครับ ซึ่งกำไรพวกนี้ส่วนหนึ่งจะมาจาก “ผลิตภัณฑ์ที่ได้คุณภาพ กำลังการผลิตที่ได้ตามเป้าหมายที่วางเอาไว้ โดยมีการสูญเสียที่น้อยที่สุด”

ดังนั้น “การผลิตได้อย่างต่อเนื่อง และสินค้ามีคุณภาพที่ดี (Continuous Productivity and Good) โดยมีการสูญเสียจากกระบวนการต่างๆน้อยที่สุด (Minimize watse) และเครื่องจักรปราศจากหยุดผลิตอย่างกระทันหัน (Unplanned Shutdown) ” คงจะเป็นสิ่งที่หลายๆ บริษัท และโรงงานใฝ่ฝ่ัน เพื่อที่จะมีความสามารถทางการแข่งขันด้านต้นทุน และสร้างความน่าเชื่อถือให้กับบริษัทอีกด้วย แต่ทว่า หากปราศจากเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพ และการบริหารจัดการที่ดีแล้ว ความใฝ่ฝันอันนี้ก็คงเป็นไปได้ยากครับ

เชื่อว่า…เพื่อนๆหลายๆคน ที่มีโอกาสได้ทำงานในโรงงานการผลิตต่างๆ โดยเฉพาะในเครือโรงงานจากประเทศญี่ปุ่น ต้องคุ้นเคยกับ เครื่องมือตัวนึงที่ทำหน้าที่ บริหารจัดการโรงงานโดยองค์รวม เพื่อให้บริษัทนั้นๆ สามารถทำงานได้อย่างมีิประสิทธิภาพสูงสุด นั้นคือเครื่องมือที่มีชื่อว่า “TPM (Total Productive Maintenance)”

TPM คืออะไร?

TPM (Total Productive Maintenance) แปลเป็นชื่อภาษาไทยคือ การบำรุงรักษาแบบทวีผล โดยเป็นศาสตร์ในการรักษาและบรูณาการณ์เครื่องจักร (Medical science of machines) ซึ่งเป็นโปรแกรมในการบริหารและจัดการงานซ่อม โดยมีรากเป้าหมาย (Root objective) ไปที่ “เครื่องจักรกล” (Machining) ในโรงงาน โดยทำให้เครื่องจักรกลมีประสิทธิ์ภาพสูงที่สุด และไม่เกิดการเสียหายกลางทางเลย (Breakdown) เพื่อตอบสนองความต้องการผลิตของโรงงานได้อย่างสูงสุด

โดยหลักการของ TPM คือการที่ไปโฟกัสจริงๆว่า “อะไร จำเป็น หรือไม่จำเป็น” ในหน่วยธุรกิจนั้นๆ โดยแนวคิดจะแบบองค์รวม โดยจะคิดทั้งกระบวนการทำงานทั้งบริษัท (Overall process) เพื่อสนับสนุนลงไปยังกระบวนการผลิต ให้มีความกระชับและมีประสิทธิภาพสูงสุด

โดยหัวใจสำคัญของ TPM คือ “คน (Manpower)” และ “เครื่องจักร (Machine)” ดังนั้นหน่วยธุรกิจอะไรที่มี คน และเครื่องจักรสามารถใช้หลักการนี้ได้หมดเลยครับ ดังนั้น TPM จึงไม่ได้จำกัดเฉพาะโรงงานผลิตเท่านั้น

และนอกเหนือจากนั้นอีกจุดมุ่งหมายหลักๆของ TPM คือ ทุกคนๆในองค์กรจะมีส่วนร่วม (Participation) และมีความตระหนัก (Recognition) ถึงความสำคัญด้วยความจริงใจจริงๆ ตั้งแต่ระดับพนักงานฝ่ายผลิต พนักงานฝ่ายซ่อมบำรุง ตลอดจนพนักงานออฟฟิต ไม่ว่าจะเป็นหน่วยบัญชี หน่วยงานจัดซื้อ ทีมคงคลังต่างๆ จนถึงระดับผู้บริหาร ที่ต้องปรับปรุงกระบวนการทำงานซึ่งกันและกันให้สอดคล้องกัน และมีส่วนร่วมในการปรับปรุงกระบวนการทำงานได้อย่างแท้จริง

โดยเริ่มต้นด้วยการสร้าง “ความตระหนัก (Recognition)” ให้กับพนักงานทุกคนจริงๆ ถึง “ความสำคัญ” โดยผู้บริหารจะต้องเชื่อมั่นและเป็นผู้นำพาทุกคนก้าวไปสู่ความสำเร็จครับ

TPM ที่มีเป้าหมายหลักๆ ที่มีประโยชน์กับองค์กร และบริษัทดังนี้

  • ลดการสูญเสีย (Loss and waste)
  • เพิ่มกำลังการผลิต (Productivity) โดยที่ผลิตภัณฑ์ได้คุณภาพเสมอ ไม่มีของที่ไม่ได้มาตราฐาน (Non defective) ไปถึงมือของลูกค้า
  • ลดต้นทุนการผลิตได้อย่างมีนัยสำคัญ (Reduce cost)
  • สร้างจิตสำนึก และความสามัคคี ให้กับคนในองค์กร (Employees recognition and participation)

ประวัติของระบบ TPM

ในการปฏิวัติอุตสาหกรรม จากยุคเกษตรกรรมสมัยก่อน ซึ่งใช้แรงงานมนุษย์และสัตว์ เมื่อมีการปฏิวัติอตสาหกรรมเข้าสู่ยุคโรงงานอุตสาหกรรมทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงระบบการผลิตอย่างมาก

และโรงงานอุตสาหกรรมซึ่งมีเครื่องจักรเข้ามาช่วยในการผลิต ทำให้สามารถสร้างกำลังผลิตได้จำนวนมาก เและสามารถลดต้นทุนต่อหน่วยผลิตได้ เมื่อเปรียบเทียบกับยุคเกษตรกรรม

แต่ในยุคสมัยนั้น การแข่งขันของโรงงานยังมีไม่สูง เนื่องจากผู้ผลิตสินค้ายังมีไม่มาก เมื่อเทียบสัดส่วนกับผู้บริโภค จึงทำให้การผลิตเป็นแบบลักษณะ “ผลิตยิ่งมากยิ่งถูก” และไม่ค่อยมีการคำนึงถึง คุณภาพของสินค้าเท่าที่ควร และไม่มีความหลากหลายในผลิตภัณฑ์อีกด้วย

ดังนั้นในยุคปัจจุบันด้วยการที่เป็นยุคทุนนิยมแบบเต็มรูปแบบ จึงเกิดความสามารถทางการแข่งขันระหว่างบริษัทที่สูงมากขึ้น ดังนั้นในการปรับปรุงกระบวนการผลิตให้มีประสิทธิภาพ และลดต้นทุน ของแต่ละบริษัท ถือว่า “เป็นกุญแจสำคัญในการแข่งขันของธุรกิจในยุคนี้”

โดย TPM มีการริเริ่มตั้งแต่ปี ค.ศ. 1971 หรือ 47 ปีที่แล้ว จากสมาคมที่ปรึกษาสำหรับโรงงานญี่ปุ่น JIPM หรือ Japanese Insititute of Plant Maintenance โดยให้คำนิยาม TPM ว่าเป็น “สุดยอดวิธีไขว่คว้าหาประสิทธิภาพในการผลิต” เพื่อพัฒนาบริษัท องค์กร และโรงงานผลิตให้มีประสิทธิภาพสูงที่สุด โดยที่ทุกคนมีส่วนร่วม

ซึ่งแนวคิดของ TPM ในยุคแรกๆมาจากการทำ PM (Preventive Maintenance) หรือ การซ่อมบำรุงเชิงป้องกัน โดยจะไม่ยอมให้เครื่องจักรพังโดยไม่มีการวางแผน ซึ่งได้รับวิธีนี้าจากต้นกำเนิดที่ฝั่งประเทศอเมริกา

แต่ทว่า ทางฝั่งประเทศญี่ปุ่นจะมีการปรับกระบวนการจากแบบเดิม โดยช่างเครื่องฝั่งผลิต (Operator) จะถูกทำและจัดการงานบำรุงรักาษ และงานซ่อมเบื้องต้นได้โดยทันที ทำให้กระบวนการทำงานมีความกระชับ และทำให้เครื่องจักรมีการบำรุงรักษา มีการดูแลเอาใจใส่ และพร้อมใช้อยู่ตลอดเวลา ซึ่งการทำแบบนี้เราจะเรียกว่า AM หรือ Autonomous Maintenance* ซึ่งส่งผลให้โรงงานผลิตประหยัดค่าซ่อม และค่าสูญเสียโอกาสไปได้อย่างมหาศาลเลยทีเดียวครับ

*ซึ่งข้อแตกต่างระหว่างงานบำรุงรักษาแบบ PM และ AM คือ PM จะทำโดยทีมช่างซ่อมบำรุง แต่ AM จะทำโดยฝ่ายผลิต ซึ่ง AM จะสามารถจัดการงาน scope ขนาดเล็กได้ไวกว่ามาก โดยไม่ต้องผ่านระบบส่งงานใดๆเลย

และจากนั้นได้ทำการขยายผลจากฝ่ายผลิต เป็นทุกฝ่ายในบริษัท เช่น เช่น ฝ่ายบัญชีธุรการ ฝ่ายคงคลัง และ ฝ่ายความปลอดภัย ซึ่งจะต้องทำงานให้สอดคล้องกัน มีการทำงานซ้ำซ้อน การทำงานที่ไม่จำเป็นหรือขั้นตอนให้น้อยที่สุด เพื่อความกระชับในการทำงาน และประสิทธิภาพในการทำงานให้สูงที่สุด โดยบริษัทที่นำมาใช้เป็นบริษัทแรกคือ Nippondenso ของ Toyota Group ในสมัยนั้น และยังเป็นบริษัทแรกที่ได้แบบ certificate จาก JIPM อีกด้วยครับ

องค์ประกอบหลักของ TPM

โดยหากพูดถึงองค์ประกอบของระบบ TPM แล้ว จะมีองค์ประกอบหลักๆ จะคล้ายๆกับบ้านของเรา โดยจะมี หลังคาที่เปรียบเสมือนเป้าหมายขององค์กร และเสาหลักทั้ง 8 เสาที่ทำหน้าที่รับภาระจากเป้าหมายมาอีกที และในส่วนสุดท้ายคือรากฐานที่เปรียบเสมือนความมั่นคงรับภาระต่อจากเสาต่ออีกทีครับ

หลังคาและเป้าหมายของ TPM

  • มีผลิตภัณฑ์ที่เสียหาย หรือไม่ได้คุณภาพเป็นศูนย์ (Zero defects)
  • ความขัดข้องในการผลิตของเครื่องจักรเป็นศูนย์ (Zero Breakdown)
  • อุบัติเหตุต้องเป็นศูนย์ (Zero Accident)

รากฐานของ TPM และระบบ 5 ส

และมีฐานราก ซึ่งมีความสำคัญไม่แพ้กัน และเปรียบเสมือนเป็นสิ่งให้เสาหลักแต่ละเสาวางได้อย่างมั่นคง นั้นคือระบบ 5ส (5s) ซึ่งมีหลักๆ 5 ขั้นตอนคือ

  1. สะสาง (Seiri – Sort) คือการจำแนก และแยกแยะระหว่างสิ่งที่จำเป็นกับสิ่งที่ไม่จำเป็น และทำการการกำจัดสิ่งที่ไม่จำเป็นทิ้งไป ยกตัวอย่างเช่นการจัดพื้นที่การทำงานในพื้นที่การผลิต และทิ้งอุปกรณ์ที่ไม่ได้ใช้หรือไม่จำเป็น ครับ
  2. สะดวก (Seiton – Set) คือการจัดระเบียบเพื่อทำให้สิ่งที่อยากใช้งาน สามารถถูกนำมาใช้งานได้อย่างง่ายดาย และมีประสิทธิภาพ และยังเป็นการลดเวลาในการค้นหาสำหรับคนทำงานอีกด้วย ยกตัวอย่างเช่นการจัดการกล่องเก็บเครื่องมืออุปกรณ์เพื่อให้หยิบใช้ได้ง่าย เป็นต้น
  3. สะอาด (Seiso – Sweep) คือการทำความสะอาดสถานที่ในพื้นที่ เพื่อลดปัญหาต่างๆถูกค้นพบได้ง่ายขึ้น ยังเป็นการสร้างความปลอดภัย และความมั่นใจให้กับคนที่ทำงานหรือใช้ประโยชน์จากพื้นที่นั้นๆ ยกตัวอย่างเช่น การกำจัดคราบ หรือเศษขยะบริเวณพื้นที่การทำงาน
  4. สร้างมาตรฐาน (Seiketsu – Standardized) คือ การกำหนดมาตรฐานในการปฏิบัติงาน ให้มีระเบียบและความชัดเจนมากขึ้น ยกตัวอย่างเช่น การสร้างมาตรฐาน (Standard) กฏเกณฑ์ข้อบังคับใช้ (Procedure) ขั้นตอนการ ดำเนินงานต่างๆ (Work Instruction) ในแต่ละแผนกหรือองค์กร เพื่อให้เป็นแนวทางและสร้างความชัดเจน อีกด้วยครับ
  5. สร้างวินัย (Shitsuke – Sustain) คือ การสร้างวินัยเพื่อให้ปฏิบัติได้ตามมาตรฐาน และวิธีปฏิบัติการต่างๆที่ได้กำหนดขึ้นมา และยังสามารถถูกรักษาไว้ในระยะยาว ยกตัวอย่างเช่น ระบบการตรวจสอบ (Audit) หรือ การปฏิบัติตาม KPI และ Compliance ต่างๆครับ

ขั้นตอนเหล่านี้เริ่มจัดการวิเคราะห์พื้นที่หรือระบบการปฏิบัติการ เพื่อหาสิ่งที่จำเป็นและสิ่งที่ไม่จำเป็น จัดวางสิ่งของเรียบร้อย ทำความสะอาด และสร้างขั้นตอนเพื่อที่จะทำให้หน้าที่ประจำวันเหล่านี้มีระบบมากขึ้น

เสาที่ 1 : การบำรุงรักษาด้วยตัวเอง (Autonomous Maintenance)

หรือเรียกในภาษาญี่ปุ่นคือ “JISHU HOZEN” คือการสร้างกระบวนการบำรุงรักษาเบื้องต้นของเครื่องจักร โดยที่แต่ละเครื่องจะมีผู้ดูแลและผู้รับผิดชอบอย่างชัดเจน แต่การทำความสะอาดไปจนถึงการบำรุงรักษาขั้นพื้นฐาน

ซึ่งกระบวนการนี้ คือต้องอาศัยการพัฒนา และการสร้างทักษะให้กับพนักงานดูแลเครื่องในระยะยาวในการที่จะสามารถดูแลและเข้าใจเครื่องจักรได้อย่างดี ดังนั้นเครื่องจักรถูกดูแล และทำให้พร้อมใช้งานเสมอครับ โดยผลลัพท์ที่ได้ถือว่า สร้างผลประโยชน์ให้แก่บริษัทอย่างมหาศาล

โดยเป็นการลดค่าใช้จ่ายในงานซ่อมบำรุง (Reduce Maintenance cost), ลดการเสียหายแบบกระทันหัน (Break Down) และที่สำคัญที่สุด ทำให้ลดโอกาสในการสูญเสียในการผลิต (Loss of Production Opportunity; LOPC)

เสาที่ 2 : การซ่อมและบำรุงรักษาตามแผน (Planned Maintenance)

โดยเป้าหมายของกระบวนการของการบำรุงรักษาตามแผน หรือ Planned Maintenance คือ “ทำให้เครื่องจักรปราศจากปัญหาขณะใช้งาน” และ “เครื่องจักรจะต้องผลิตสินค้าให้ได้ตามคุณภาพตามความต้องการและพึงพอใจกับลูกค้า” ครับ ซึ่งหากแบ่งประเภทของงาน Planned Maintenance จะแบ่งได้ 4 แบบหลักๆคือ

  • Breakdown Maintenance ตัวนี้เรียกว่าเป็นการวางแผน “ให้ใช้งานจนพัง” หรือ run-to-fail ใช้สำหรับเครื่องจักร หรืออุปกรณ์ที่ไม่ได้มีความสำคัญต่อโรงงาน หรือค่าซ่อมไม่ได้แพงมาก
  • Preventive Maintenance คือ งานซ่อมที่ทำในทุกวัน (daily maintenance) ยกตัวอย่างเช่น งานทำความสะอาด, งานตรวจสอบ, งานเติมน้ำมันและอัดจาระบี เป็นต้น ซึ่งงานพวกนี้ถือเป็นการรักษาระดับสุขภาพของเครื่องจักรให้พร้อมใช้งาน ซึ่งหากแบ่งลงไปจะแบ่งได้เป็น
    • Time Base Maintenance; TBM หรือการบำรุงรักษาตามเวลา
    • Predictive Maintenance หรือการบำรุงรักษาแบบคาดการณ์ล่วงหน้า โดยเกิดจากการวัดสภาพต่างๆ เพื่อคาดการณ์
  • Corrective Maintenance คือ การพัฒนา หรือ แก้ไขจุดอ่อน ของเครื่องจักรนั้นๆ ให้เครื่องจักรมีประสิทธิภาพ และอายุใช้งานที่สูงขึ้น
  • Maintenance Prevention คือ กระบวนการที่โฟกัสไปที่การออกแบบเครื่องจักรตั้งแต่แรกเริ่ม โดยต้องมีความรู้ความเข้าใจเครื่องจักรนั้นๆ และออกแบบให้เหมาะกับการใช้งานในโรงงานของเราจริงๆครับ

ซึ่งเมื่อเราทำงาน Planned maintenance ได้ดีเราก็สามารถเปลี่ยนระดับงานซ่อมบำรุงจาก Reactive เป็นขั้นสูงคือ Proactive Maintenance ครับ

เสาที่ 3 : การปรับปรุงเฉพาะเรื่อง (Focus Improvement)

Improvement goal

หรือเรียกตามภาษาญี่ปุ่นคือ “Kobetsu Kaizen” ซึ่งหากไปดูคำว่า Kaizen คำว่า Kai- ที่แปลว่า การเปลี่ยนแปลง และคำว่า Zen- ที่แปลว่า ดีขึ้น เมื่อรวมกันแล้วจะแปลว่า การเปลี่ยนแปลงเพื่อให้ดีขึ้น

แต่เป้าหมายของเสานี้จริงๆคือ “การปรับปรุงให้ดีขึ้นอย่างเล็กๆน้อยๆเป็นปริมาณมาก” เพื่อทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอันยิ่งใหญ่

ซึ่งกระบวนการนี้ไม่ต้องการนวัตกรรมอันสุดยอด หรือการลงทุนอย่างมหาศาล เพียงแค่ปรับปรุง การสูญเสียบางกระบวนการทำงาน หรือการปรับปรุงและพัฒนาบางส่วน หรือกระบวนการ ก็ถือว่าถูกเป้าหมายแล้วครับ ซึ่งโดยทั่วไป กระบวนการนี้สามารถลดต้นทุนให้กับบริษัทได้ถึง 30% เลยทีเดียวครับ

เสาที่ 4 : การจัดบริหารจัดการตั้งแต่ขั้นตอนของการออกแบบ (Early Equipment Management)

การออกแบบในเชิงวิศวกรรมของเครื่องจักร และระบบต่างๆในขั้นต้นที่ดี จะสามารถช่วยเพิ่มประสิทธิภาพผลิต และต้นทุนการผลิตของโรงงานได้อย่างมากเลยครับ และยังส่งผลต่อกำลังผลิต อายุใช้งาน และความน่าเชื่อถือของเครื่องจักรโดยตรงด้วยครับ

โดยขั้นตอนนี้จะใช้ความสามารถทางวิศวกรรมในการออกแบบเครื่องจักร ซึ่งโรงงาน หรือบริษัทจะต้องยึดถือมาตราฐานและการออกแบบที่เป็นสากล รวมถึงเทคโนโลยีต่างๆให้เป็นปัจจุบันเสมอ และประยุกต์ใช้ให้เหมาะกับโรงงานนั้นๆให้เหมาะสมครับ ซึ่งเครื่องจักรพวกนี้มีความสามารถในการผลิต และส่งผลต่อต้นทุนการผลิตโดยตรงเลยครับ

ยกตัวอย่างเช่น การออกแบบเครื่องจักรตัวหนึ่งซึกมีประสิทธิภาพที่สูงกว่า และประหยัดไฟที่ใช้ในการเดินเครื่องจักรมากกว่า แค่นี้ต้นทุนของเราก็จะต่ำกว่าแล้วครับ รวมถึงการออกแบบเส้นทางเข้า-ออก ในการทำความสะอาด และสำหรับงานซ่อมบำรุงรักษาอีกด้วยครับ

เสาที่ 5 : การจัดบริหารจัดการเพื่อคุณภาพ (Quality Management)

สำหรับเสานี้จะมีจุดมุ่งหมายเพื่อที่จะตอบสนองความต้องการของลูกค้า ด้วยการคงคุณภาพของผลิตภัณฑ์ให้สูงที่สุด (Highest quality) โดยที่ปราศจากของเสียที่เกิดจากกระบวนการผลิต (Defect free manufacturing)

โดยกระบวนการ QM (Quality Management) จะมีแนวคิดที่ว่า หากเครื่องจักรสามารถทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพแล้ว คุณภาพของผลิตภัณฑ์ก็จะมีความสมบรูณ์ครบถ้วน ซึ่งในทางกลับกันหากเครื่องจักรเกิดความผิดปกติ ผลิตภัณฑ์ที่ออกมาย่อมไม่ได้คุณภาพ และเกิดความเสียหายเช่นเดียวกัน

แต่กระบวนการที่ใช้ในการตรวจสอบว่า สินค้านั้น ก็คือ กระบวนการควบคุมคุณภาพ QC (Quality control) ซึ่งเป็นการตรวจสอบสินค้าในกระบวนการผลิตให้เป็นไปตามมาตราฐานที่กำหนดไว้ โดยการตรวจสอบมีตั้งแต่

  • การตรวจวัตถุดิบ (Raw material)
  • การตรวจสอบคุณภาพบรรจุภัณฑ์ (Packaging)
  • การตรวจสอบคุณภาพระหว่างการผลิต
  • การตรวจสอบคุณภาพผลิตภัณฑ์สำเร็จรูป (Finish Good)

ซึ่งเมื่อกระบวนการ QC สำเร็จเสร็จสิ้นครบถ้วน ก็สามารถทำการรับประกันคุณภาพของสินค้า หรือ QA (Quality Assurance) ให้กับลูกค้าได้ ให้มีคุณลักษณะตรงกับความต้องการของลูกค้าและดูแลแก้ไข ปรับปรุง พัฒนาให้ได้มาตรฐานอยู่เสมอ เพื่อสร้างความพึงพอใจสูงสุดกับลูกค้า (Customer Satisfaction)

เสาที่ 6 : การจัดบริหารจัดการเพื่อคุณภาพ (Education & Training)

มีจุดมุ่งหมายที่จะพัฒนา ความรู้และทักษะ (Knowledge & skill) ให้กับคนทำงาน ให้เค้าสามารถที่จะสามารถทำงานได้เต็มประสิทธิภาพ มีความสามารถที่จะรับผิดชอบงานเองได้ (Independently)

โดยมีคำกล่าวว่า “คนทำงานจะต้องไม่เพียงแค่รู้ว่าทำไปทำไม (Know-How) แต่จะต้องรู้ถึงระดับที่ (Know-Why)”

ไม่เพียงแต่ ความรู้และทักษะ ในส่วนของด้าน soft skill เช่นเรื่องของ ความคิด (Mindset) ความตระหนักรู้ (Recognition) และจริยะธรรม (Morale) ยังเป็นส่วนที่สำคัญในองค์กรที่ต้องสร้างอย่างจริงจังควบคู่กันไป

ซึ่งจะต้องมีการประเมิน วัดผลได้ และสร้างเส้นทางในวิชาชีพ (Career Path) ของสาขานั้นๆ อย่างชัดเจนด้วยนะครับ

เสาที่ 7 : ความปลอดภัย ระบบชีวอนามัย และสิ่งแวดล้อม (Safety Health and Environment)

เสานี้มีจุดมุ่งหมายในการสร้าง “สถานที่ทำงาน และบริเวณโดยล้อมให้มีความปลอดภัย”

โดยที่เริ่มจากการ “กำจัดกระบวนการทำงานที่เป็นอันตราย และไม่ปลอดภัยออกไป”

สภาพแวดล้อมการทำงานที่ปลอดภัยจะทำให้พนักงานสามารถดำเนินงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ และสามารถผลิตสินค้าที่มีคุณภาพได้อย่างต่อเนื่อง ทั้งพื้นที่การผลิต และในส่วนของสำนักงาน

โดยการสร้างต้องเริ่มจากความตระหนัก (Awareness) ของตัวพนักงานทุกๆคน และจากนั้นต้องมีการรณรงค์ และการสนับสนุนของผู้บริหารอย่างต่อเนื่อง

เสาที่ 8 : TPM ในสำนักงาน (Office TPM)

เป็นกระบวนการทำให้ทุกแผนกในสำนักงานเข้าใจ และสามารถนำหลักการของ TPM มาใช้งานได้จริงในแผนก โดยการสนับสนุนกระบวนการทำงานเพื่อสนับสนุนฝ่ายผลิต ฝ่ายซ่อมบำรุงรักษา ตลอดจนผลประโยชน์สูงสุดตามเป้าหมายหลักของ TPM (ดังได้กล่าวมาแล้ว) ให้กระบวนการมีประสิทธิภาพ และมีความกระชับที่สุด

โดยหลักการคือ กระบวนการทำงานไหนที่ทำงานซ้ำซ้อน หรือไร้ประโยชน์ทำให้การทำงานเกิดความล้าช้าก็ควรที่จะตัดทิ้งออกไป และกระบวนการทำงานไหนที่ยังขาดอยู่และมีประโยชน์แก่บริษัทจะทำการเพิ่มเข้าไป (แต่คุณภาพ หรือกระบวนการโดยองค์รวมต้องไม่เสียนะครับ)

เพื่อที่จะทำให้ทุกแผนกสามารถเพิ่มคุณค่าให้กับระบบการทำงานของแต่ละแผนก เนื่องจากสามารถประหยัด “เวลารอ” ของแผนกฝ่ายผลิตได้ครับผม

สรุปแล้ว ในปัจจุบันท่ามกลางการแข่งขันอันดุเดือนในวงการอุตสาหกรรม โปรแกรม TPM อาจจะเป็นสิ่งเดียวที่ทำให้บริษัทก้าวเข้าสู่ “ความสำเร็จ (Success)” ด้วยการบริหาร “ความเสียหายโดยรวม (Total failure)”

และ TPM ยังไมไ่ด้จำกัดอยู่แค่โรงงานอุตสาหกรรมได้เท่านั้น แต่สามารถนำไปประยุกต์ใช้ใน งานก่อสร้าง, งานตึกอาคาร และ งานขนส่ง เป็นต้น และ TPM ไม่ใช่โปรแกรมที่ต้องทำให้ได้เป้าในแต่ละเดือนๆ แต่เป็นโปรแกรมที่จำนำพาองค์กรสู่ความสำเร็จ และยั่งยืนอย่างแท้จริง

สุดท้ายนี้ขอขอบคุณสปอนเซอร์ใจดีจากทาง Factorium โปรแกรมงานซ่อมบำรุงบนสมาร์ทโฟน สำหรับโรงงานยุค 4.0 ครับผม (สมัครตอนนี้ใช้ฟรีเลยนะครับ)

แล้วพบกับสาระดีๆทางด้าน งานช่าง งานวิศวกรรม และงานอุตสาหกรรม แบบนี้ได้ในเพจนายช่างมาแชร์นะครับ

Website: www.naichangmashare.com
Facebook: https://www.facebook.com/naichangmashare/
Blockdit :  https://www.blockdit.com/naichangmashare
Instragram: https://www.instagram.com/naichangmashare/
Twitter: https://twitter.com/naichangmashare
Youtube: https://www.youtube.com/channel/UCmIPiSeg-uy4k8JYSmknp_g

#นายช่างมาแชร์ 

มาทำความรู้จักกับท่อ FRP (Fiberglass Reinforced Plastic)

0
FRP Pipe by GRE Composite

ในโรงงานอุตสาหกรรมหลายๆโรงงาน มักจะมีท่อเพื่อส่งสารเคมีเต็มโรงงานไปหมด ซึ่งท่อในโรงงานที่เราเห็นนั้น มีหลายประเภท คนส่วนใหญ่อาจรู้จักแค่ท่อเหล็ก เช่น Carbon steel หรือ Stainless steel แต่ท่อเหล่านี้ก็ไม่สามารถทนสารเคมีที่มีฤทธิกัดกร่อนสูงๆได้  

อย่างกรดแก่ หรือกรดที่รุนแรง (Strong acid) เช่น Sulfuric acid, Hydrochloric acid หรือแม้แต่น้ำทะเล น้ำเสีย ซึ่งไม่เหมาะสมกับการใช้ท่อโลหะได้ ซึ่งบางครั้งจึงต้องเลือกใช้วัสดุท่อพลาสติกเท่านั้น แต่ท่อพลาสติกธรรมดามีความแข็งแรงค่อนข้างน้อย รองรับความดันได้ต่ำ แต่มีก็ท่อพลาสติกบางชนิดที่มีการใช้งานกันอย่างแพร่หลายในโรงงานที่มีความคงทนสูง และทนยูวีได้ดี นั้นก็คือท่อ “FRP pipe” หรือ Fiberglass Reinforced Plastic

ซึ่งวันนี้ทางนายช่างจึงขอมาแชร์ให้เพื่อนๆได้รู้จักว่าวัสดุท่อ FRP pipe คืออะไร มีกระบวนการผลิต และ ใช้กับสารอะไรได้บ้างกันครับ

ภาพตัวอย่างท่อ : FRP pipe

FRP pipe คืออะไร?

คำว่านั้น FRP ย่อมาจาก (Fiberglass Reinforced Plastic) หรือแปลตรงตัวว่า “พลาสติกเสริมเส้นใยแก้ว” หรืออาจจะเป็นที่รู้จักในชื่อ “GRVE pipe” (Glass-fibre reinforced vinyl ester) หรือ “GRE pipe” (Glass reinforced epoxy) ซึ่งเป็นวัสดุที่เกิดจากการผสมกัน (Composite material) ระหว่าง

1. Thermoset plastics ที่มีจุดเด่นทำหน้าที่ต้านทานการกัดกร่อนของสารเคมี (Corrosion) เชื่อมให้เส้นใยแก้วติดกัน

2. เส้นใยแก้ว (Fiberglass) จะทำหน้าที่เสริมความแข็งแรงให้กับตัววัสดุ (Fiber glass reinforcement) ทำให้วัสดุ FRP สามารถใช้กับสารที่มีฤิทธ์กัดกร่อนได้และยังมีความแข็งแรงคงทนกว่าท่อพลาสติกทั่วไปอย่างท่อ PP และ HDPE

คุณสมบัติของ FRP จะแข็งแรงมากหรือน้อยขึ้นกับหลายปัจจัย เช่น รูปแบบของเส้นใย กระบวนการขึ้นรูป และชนิดของ Resin ที่ใช้ โดยทั่วๆไป Resin ที่ใช้ผลิต FRP จะเป็น Isophathalic หรือไม่ก็ Vinyl ester  ส่วน Fiber glass ที่ใช้ส่วนมากจะเป็น E-Glass และ C-Glass

กระบวนการผลิต FRP


รูปภาพของกระบวนการผลิต FRP

จากรูปจะเป็นกระบวนการผลิตวัสดุ FRP ที่เรียกว่า Filament Winding  โดยการพัน แบบเปิดในลักษณะทรงกระบอก ด้วยวัสดุ “เส้นใยแก้ว” ที่เคลือบด้วย Thermoset Plastics (พลาสติกที่โดนความร้อนแล้วจะไม่สลายตัว ไม่สามารถมา Recycle ได้)  บนแกนโมล์ด และม้วนตัวไปเรื่อยๆจนเกิดเป็นท่อ FRP นั้นเองครับ โดยจะเหมือนกับกระบวนการดังวีดีโอด้านล่างนะครับ

การผลิตท่อ FRP ด้วยกระบวนการแบบ Filament Winding – Continue winding process

การเลือกวัสดุให้เหมาะสมโดย FRP Compatibility Chart

ผู้ใช้งานจำเป็นต้องตรวจสอบให้แน่ใจว่าท่อ FRP ที่จะทำการเลือกใช้และออกแบบสามารถที่จะใช้กับสารเคมีตัวใดได้บ้าง (Material compatibility) เพราะการทนทานต่อสารเคมีที่มีความกัดกร่อนสูงๆ จะขึ้นอยู่กับชนิดและวัสดุของ Resin ที่ใช้อักด้วยครับ

ดังนั้นในการเลือกวัสดุท่อให้เหมาะสมกับสารต่างๆภายในท่อ สามารถเลือกได้ตาม FRP Compatibility Chart ได้เลยนะครับ (เพื่อนๆสามารถ download ไว้ดูเป็นข้อมูลประกอบดูด้านล่างได้เลยนะครับ)

สุดท้ายขอขอบคุณข้อมูลดีๆจาก GRE Composites ผลิตภัณฑ์ FRP PIPE ตามมาตรฐานคุณภาพสูงนะครับ

ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมที่ https://www.grecomposites.com/pipe/

แล้วพบกับสาระความรู้ทางด้านงานช่าง และงานวิศวกรรมได้ในโพสถัดๆไปนะครับ

Website: www.naichangmashare.com
Facebook: https://www.facebook.com/naichangmashare/
Youtube: https://www.youtube.com/channel/UCmIPiSeg-uy4k8JYSmknp_g
Instragram: https://www.instagram.com/naichangmashare/
Twitter: https://twitter.com/naichangmashare

#นายช่างมาแชร์ #FRP #GREComposite