การตรวจสอบรอยร้าว [EP.2]

0
การเทปูนคอนกรีต
การเทปูนคอนกรีต

สวัสดีค่ะ กลับมาพบกันอีกแล้วนะคะ จากที่ทราบกันแล้วว่าสาเหตุรอยร้าวของโครงสร้างคอนกรีตได้แบ่งออกเป็นประเภทใหญ่ๆ 4 ประเภท ซึ่งใน EP.1 ได้อธิบายเกี่ยวกับรอยร้าว 2 ประเภทแรกไปแล้ว ได้แก่ 1.รอยร้าวเกิดจากคุณภาพวัสดุและฝีมือการทำงานที่ไม่ดี และ 2.รอยร้าวเกิดจากเสื่อมสภาพของวัสดุ ดังนั้นวันนี้จะมาแชร์เนื้อหาความรู้รอยร้าวอีก 2 ประเภทที่เหลืออยู่ ไปติดตามกันเลยค่ะ

สาเหตุรอยร้าวของโครงสร้างคอนกรีต แบ่งออกเป็น 4 ประเภท

ประเภทที่ 1 และ 2 สามารถติดตามได้ใน EP.1 ตามที่กล่าวไว้ข้างต้น ส่วนใน EP.2 นี้กล่าวถึงรอยร้าวของ 2 ประเภทสุดท้าย ได้แก่ 3.รอยร้าวเกิดจากโครงสร้างรับน้ำหนักบรรทุกเกินกำลัง และ 4.รอยร้าวเกิดจากฐานรากทรุดตัว

3. รอยร้าวเกิดจากโครงสร้างรบน้ำหนักบรรทุกเกินกำลัง

โครงสร้างจะแอ่นตัวและส่งผลให้เกิดรอยร้าว การที่โครงสร้างรับน้ำหนักไม่ได้นั้นเกิดจากสาเหตุดังนี้

1.หน้าตัดของโครงสร้างที่มีขนาดเล็กเกินไป

2.เหล็กเสริมในโครงสร้างผิดทิศทางจากที่ควรจะเป็น 3.การใช้งานที่ผิดประเภท หรือใช้งานจนน้ำหนักบรรทุกมากเกินกว่าที่ออกแบบไว้

3.การใช้งานที่ผิดประเภท หรือใช้งานจนน้ำหนักบรรทุกมากเกินกว่าที่ออกแบบไว้

3.1 รอยแตกพื้น

พื้นที่รับน้ำหนักไม่ได้จะเกิดการแอ่นตัว ตำแหน่งที่พบร้อยร้าวจะเป็นที่ขอบพื้นใกล้คานหรือเหนือคาน ลักษณะของรอยแตกจะเป็นเส้นยาวขนานกับความยาวของคาน เมื่อพื้นแอ่นตัวมากจะทำให้พบรอยแตกโดยรอบทั้ง 4  ด้าน นอกนั้นอาจพบเห็นรอยแตกทแยงใต้ท้องพื้นจากมุมเสาวิ่งเข้าหากลางพื้น ซึ่งอาจเกิดขึ้นที่มุมใดมุมหนึ่ง

ส่วนในกรณีพื้นสำเร็จรูปที่วางพาดปลายบนคานแล้วเทคอนกรีตปิดผิวบนนั้น หากไม่วางเหล็กรับแรงดึงที่ด้านบนของคานตรงตำแหน่งที่นำพื้นสำเร็จรูปมาวางพาด จะเกิดรอยแตกยาวที่คอนกรีตปิดผิวบริดวณเหนือคาน รอยแตกจะวิ่งยาวขนานความยาวคานในลักษณะเช่นเดียวกัน และเมื่อโครงสร้างรับน้ำหนักไม่ไหวจะส่งผลกระทบต่อผนังทำให้ผนังเกิดรอยร้าวได้ค่ะ

– รอยแตกที่ผนังใต้ท้องคานบน

เป็นรอยแตกแนวนอนที่ผนังบริเวณใต้ท้องคานเหนือผนัง ความกว้างของรอยแตกจะอยู่บริเวณช่วงกลางของความยาว รอยแตกอาจมีหลายรอยขนานกัน สาเหตุ เกิดจากคานใต้ผนังแอ่นตัวมากเกินไปทำให้ผนังที่วางอยู่ถูกดึงลง

– รอยแตกแนวดิ่งกลางผนัง

  • ลักษณะของรอยแตกอยู่ในแนวดิ่งแตกยาวจากบนลงล่าง

สาเหตุ เท่าที่เคยพบรอยแตกประเภทนี้เกิดจากคานเหนือผนังแอ่นตัวลงมากดทับจนแตกร้าว

แล้วพบกับสาระดีๆแบบนี้ทางด้านงานช่าง งานวิศวกรรม และอุตสาหกรรมได้ที่ นายช่างมาแชร์ นะครับ

Website: www.naichangmashare.com
Facebook: https://www.facebook.com/naichangmashare/
Blockdit :  https://www.blockdit.com/naichangmashare
Instragram: https://www.instagram.com/naichangmashare/
Twitter: https://twitter.com/naichangmashare
Youtube: https://www.youtube.com/@naichangmashare
TikTok :  https://www.tiktok.com/@naichangmashare

#นายช่างมาแชร์ 

หุ่นยนต์ HyperTaste แยกแยะรสชาติได้จากระบบ AI Machine และ Learning

1
hypertaste-technology wall
hypertaste-technology wall

ตัวหุ่นยนต์ HyperTaste เครื่องมือสำหรับการตรวจวัดรสชาติทางเคมี หรือเรียกได้ว่าเป็น “หุ่นยนต์ลิ้มลอง และแยกแยะรสชาติ” เซ็นเซอร์ที่ “ตรวจสอบองค์ประกอบทางเคมีของของเหลวได้” จากผลงานวิจัยจากทาง IBM Research,  Patrick Ruch.

นวัตกรรมและเทคโนโลยีเหล่านี้เกิดขึ้นจากการใช้ “เซ็นเซอร์หลายตัวมารวมตัวกัน” ซึ่งทำงานเหมือนกับปุ่มรับรสบนลิ้นของมนุษย์ โดยใช้อัลกอริทึมของระบบ Machine learning เพื่อตีความผลลัพธ์จากเซ็นเซอร์ โดยทีมงานใช้แผงวงจรที่มีฮาร์ดแวร์เป็นไมโครคอนโทรลเลอร์และเซ็นเซอร์โพลีเมอร์ที่เป็นสื่อกระแสไฟฟ้า 16 ชุด โดยเซ็นเซอร์ดังกล่าวจะเปลี่ยนกระแสแรงดันไฟฟ้าเมื่อจุ่มลงในสารละลาย

ผลงานวิจัยจากทาง IBM Research,  Patrick Ruch

การจุ่มชิ้นส่วนของเซ็นเซอร์ลงในของเหลวจะสร้างชุดสัญญาณแรงดันไฟฟ้า หรือรูปแบบทางเคมีที่มีลักษณะเฉพาะสำหรับของเหลวแต่ละชนิด สัญญาณแรงดันไฟฟ้าเหล่านี้จะถูกส่งไปยังสมาร์ตโฟนที่จะส่งต่อไปยังเซิร์ฟเวอร์คลาวด์ โดยที่ระบบอัจฉริยะอย่าง Machine learning จะใช้ข้อมูลที่ได้รับมาเพื่อกำหนดรูปแบบของอัลกอริทึมและเปรียบเทียบรูปแบบทางเคมีเหล่านั้นกับฐานข้อมูลของเหลวที่รู้จัก 

จากนั้นอัลกอริทึมจะรายงานผลลัพธ์กลับไปที่แอปพลิเคชันในมือถือสมาร์ตโฟน ภายในหนึ่งหรือสองนาที และผู้ใช้ก็สามารถดูผ่านมือถือได้เลย

การตีความข้อมูลโดยใช้เครื่องช่วยแบบนี้ จะเป็นประโยชน์สำหรับห้องปฏิบัติการในอนาคต หากคอมพิวเตอร์สามารถช่วยในการตรวจวัดได้ ก็จะสามารถค้นหาวิธีการสังเคราะห์สารประกอบโดยอัตโนมัติ และสั่งผลิตสารประกอบเหล่านั้นได้ทันทีด้วยหุ่นยนต์ หรืออาจสร้างวัสดุประเภทใหม่ที่มีคุณสมบัติดีกว่า และยั่งยืนกว่าได้ในอนาคต

IBM Hypertaste: An AI-assisted e-tongue for fast and portable fingerprinting of complex liquids

ที่มา : TNN Thailand, Spectrum.ieee.org

เด็กช่างยังไม่ถอดหน้ากากนะ

0
หน้ากากกรอง - นายช่างมาแชร์
หน้ากากกรอง - นายช่างมาแชร์

หน้ากากอนามัยถอดได้…แต่หน้ากากเราถอดไม่ได้นะคะ

.

ไม่ได้เป็นหมอ แต่เป็นห่วงค่ะ

#นายช่างมาแชร์ #หน้ากาก #mask

[เปิดแล้ว] Manufacturing Expo 2022 at BITEC, 22 – 25 June 2022

0
Manufacturing Expo 2022
คุณวราภรณ์ ธรรมจรีย์ กรรมการผู้จัดการ อาร์เอ็กซ์ เทรดเด็กซ์ คุณพิสิฐ รังสฤษฎ์วุฒิกุล ผู้อำนวยการสถาบันยานยนต์ และคุณภานุวัฒน์ ตริยางกูรศรี รองปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม ร่วมเป็นประธานในพิธีเปิดงาน Manufacturing Expo 2022 และ Automotive Summit 2022

เปิดแล้วอย่างเป็นทางการกับงาน Manufacturing expo 2022

คุณวราภรณ์ ธรรมจรีย์ กรรมการผู้จัดการ อาร์เอ็กซ์ เทรดเด็กซ์ คุณพิสิฐ รังสฤษฎ์วุฒิกุล ผู้อำนวยการสถาบันยานยนต์ และคุณภานุวัฒน์ ตริยางกูรศรี รองปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม ร่วมเป็นประธานในพิธีเปิดงาน Manufacturing Expo 2022 และ Automotive Summit 2022 อย่างเป็นทางการ ณ แกรนด์ฮอลล์ 201 ไบเทค บางนา

เข้าชมงานแสดงสินค้าที่จะช่วยเพิ่มขีดความพร้อมในการผลิต อัดฉีดศักยภาพการแข่งขันสำหรับอุตสาหกรรม 4.0 มาร่วมกัน “Power Up” ได้แล้ววันนี้ 22 – 25 มิ.ย. นี้ ณ ไบเทค บางนา

.

สามารถลงทะเบียนชมงาน Manufacturing expo 2022 ได้ที่ >>

Manufacturing expo is officially opened

Mrs. Varaporn Dhamcharee, Managing Director of RX Tradex and Mr. Pisit Rungsaritwutikul, President of Thailand Automotive Institute, welcomed Mr. Panuwat Triyangkulsri, Deputy Permanent Secretary, Ministry of Industry, who attended as the Chairman of the Opening Ceremony for Manufacturing Expo and Automotive Summit at Grand Hall 101, BITEC.

Visit the year’s comprehensive expo that will speed up your productivity and recalibrate your competitiveness in the age of Industrial 4.0. Let’s Power Up Now! 22 – 25 June at BITEC Bangna

Click here to register now at Manufacturing expo 2022 >>

#ManufacturingExpo #PowerUp #ME2022 #RXTradex #openning

TILOG-Logistix 2022 “งานด้านโลจิสติกส์อัจฉริยะที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย”

0
งานกิจกรรม TILOG-Logistix 2022
งานกิจกรรม TILOG-Logistix 2022

งานกิจกรรม TILOG-Logistix 2022

ซึ่งเป็น “งานด้านโลจิสติกส์อัจฉริยะที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย”

ในงานจะนำเสนอโซลูชั่นด้านโลจิสติกส์ล่าสุด เช่น ระบบหยิบสินค้าด้วยหุ่นยนต์ “Skypod”, ระบบจัดเก็บและเรียกคืนสินค้าจากชั้นวางอัตโนมัติ AS/RS, Mobile Rack และอื่นๆ

■ วันที่: ตั้งแต่วันพุธที่ 22 มิถุนายน ถึงวันเสาร์ที่ 25 มิถุนายน

■ เวลา: 10.00-18.00 น.

■ สถานที่: ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค (BITEC)

สามารถคลิกดู E-invitation flyer ได้ที่ลิงค์ด้านล่าง

https://www.reedtradex.co.th/…/lgx22einvitation/index.html

#LOGISTIX2022

Boiler [EP.5] : Once Through Boiler เทคโนโลยีหม้อไอน้ำอุตสาหกรรมแบบไหลผ่านทางเดียว

0
IHI Package Boiler 3 t/h x 6 units (18 t/h)
IHI Package Boiler 3 t/h x 6 units (18 t/h)

หม้อน้ำเป็นอุปกรณ์ผลิตไอน้ำ ที่ใช้ในกระบวนการผลิต ไอน้ำที่ผลิตได้ถูกใช้เป็นแหล่งพลังงานความร้อนในการให้ความร้อนแก่ผลิตภัณฑ์ของโรงงานต่างๆ เช่นในโรงงานย้อมผ้า โรงงานผลิตผลไม้กระป๋องและโรงงานผลิตเต้าหู้ หรือใช้ความร้อนจากไอน้ำในการฆ่าเชื้อโรค อบผ้าและรีดผ้า ในสถานประกอบการภาคธุรกิจบริการด้านโรงแรมและในโรงพยาบาล

ทั้งนี้การเลือกใช้งานหม้อน้ำ สิ่งแรกที่ควรคำนึงถึงคือ ความต้องการใช้ไอน้ำ หากมีความต้องการปริมาณไอน้ำน้อยระดับ 100 – 500 กิโลกรัมต่อชั่วโมง การเลือกใช้หม้อน้ำแบบไหลผ่านทางเดียว (Once through boiler) เป็นทางเลือกที่ดีกว่าหม้อน้ำแบบท่อไฟ (หม้อน้ำท่อไฟสามารถผลิตไอน้ำได้ต่ำที่สุด 500 กิโลกรัมต่อชั่วโมง) ในแง่ของขนาดหม้อน้ำที่เล็กและบำรุงรักษาง่ายกว่าหม้อน้ำท่อไฟ สามารถผลิตไอน้ำได้รวดเร็วตอบสนองต่อความต้องการไอน้ำได้อย่างทันที มีความปลอดภัยและการประหยัดพลังงาน แต่ถ้าทางโรงงานต้องการใช้ไอน้ำในปริมาณ 1,000-6,000 กิโลกรัมต่อชั่วโมง สามารถเลือกใช้ได้ทั้งหม้อน้ำแบบท่อไฟและหม้อน้ำแบบไหลผ่านทางเดียว

หากโรงงานนั้นเลือกใช้หม้อน้ำชนิดท่อไฟ สิ่งสำคัญที่ควรคำนึงถึง คือความปลอดภัยในการใช้งาน เพราะหม้อน้ำท่อไฟมีความเสี่ยงต่อการระเบิดสูงเนื่องจากหม้อน้ำมีขนาดใหญ่ โดยจากสถิติในประเทศไทยมีการใช้งานหม้อน้ำท่อไฟประมาณ 70% พบการระเบิดที่เกิดขึ้นระหว่างปี 2521-2564 มีการระเบิดของหม้อน้ำสูงถึง 67 ครั้ง ในขณะเดียวกันประเทศญี่ปุ่นมีการใช้หม้อน้ำท่อไฟเพียง 5% ของการใช้หม้อน้ำในประเทศญี่ปุ่น ทำให้มีสถิติการระเบิดน้อย ประเทศญี่ปุ่นส่วนใหญ่เลือกใช้หม้อน้ำแบบไหลผ่านทางเดียว (Once through boiler) ที่มีความปลอดภัยสูงกว่า

ดังนั้นการเลือกใช้เทคโนโลยี Once through boiler จึงมีความน่าสนใจในแง่ของ ความสามารถผลิตไอน้ำได้รวดเร็วตอบสนองต่อความต้องการไอน้ำได้อย่างทันที มีความปลอดภัยในการใช้งาน มีประสิทธิภาพหม้อน้ำที่สูงเกือบ 99% และมีต้นทุนไอน้ำต่ำประหยัดพลังงาน ในบทความนี้จะขอกล่าวถึงเทคโนโลยี Once through อย่างละเอียดในแง่ของประวัติความเป็นมา ส่วนประกอบ หลักการทำงานและจุดเด่นของเทคโนโลยีเมื่อเปรียบเทียบกับหม้อน้ำแบบท่อไฟ

ประวัติความเป็นมาของเทคโนโลยี Once through Boiler

หม้อน้ำอุตสาหกรรมแบบไหลผ่านทางเดียว Once through Boiler

เทคโนโลยี Once through Boiler ได้รับการพัฒนาขึ้นครั้งแรกในปี 1928 โดย Sulzer จากประเทศ Switzerland และ Benson จากประเทศอังกฤษ ต่อมาได้ถูกพัฒนาขึ้นมาอย่างต่อเนื่องในประเทศญี่ปุ่น เริ่มต้นการพัฒนาตั้งแต่ก่อนปี ค.ศ. 1960 จากความต้องการหม้อน้ำที่มีขนาดเล็ก อัตราการผลิตไอน้ำ 300 กิโลกรัมต่อชั่วโมง ผลิตไอน้ำได้อย่างต่อเนื่อง มีประสิทธิภาพหม้อน้ำ 71%

จนกระทั่งในปี 1975 ได้มีเทคโนโลยีการจัดวางท่อน้ำ ทำให้เกิดการปรับปรุงรูปแบบการไหลของก๊าซไอเสียให้มีระยะเวลาในการแลกเปลี่ยนความร้อนมากขึ้น สามารถผลิตไอน้ำได้ในปริมาณมากขึ้นถึง 1,500 กิโลกรัมต่อชั่วโมง มีประสิทธิภาพหม้อน้ำเพิ่มขึ้นเป็น 90% ในปี ค.ศ.1985 ได้ประยุกต์ใช้เทคโนโลยีเครื่องอุ่นน้ำป้อน มาใช้ในการเพิ่มอุณหภูมิน้ำป้อนก่อนเข้าหม้อน้ำ ส่งผลให้เกิดการประหยัดเชื้อเพลิงและหม้อน้ำมีประสิทธิภาพสูงขึ้นถึง 95% ที่กำลังการผลิตไอน้ำ 2,000 กิโลกรัมต่อชั่วโมง

จากนั้นเทคโนโลยี Once through boiler ก็ถูกพัฒนาอย่างต่อเนื่องจนกระทั้งปัจจุบันสามารถประสิทธิภาพหม้อน้ำสูงเกือบ 99% กำลังการผลิตไอน้ำ 3,000 กิโลกรัมต่อชั่วโมง ด้วยเทคโนโลยี Blue-i system ที่ควบคุมหม้อน้ำให้สามารถตอบสนองต่อความต้องการไอน้ำได้อย่างรวดเร็ว ประหยัดเชื้อเพลิงและมีประสิทธิภาพสูง แสดงดังรูป

รูปที่ 1 แสดงการพัฒนาเทคโนโลยี Once through boiler ในด้านกำลังการผลิตไอน้ำและประสิทธิภาพหม้อน้ำ

ในประเทศไทยหม้อไอน้ำชนิด Once through Boiler พบว่ามีการใช้งานมาเกือบ 50 ปี ตั้งแต่ก่อนปี 1974 ด้วยจุดเด่นที่หม้อน้ำชนิดนี้มีความปลอดภัยสูง มีขนาดเล็กประหยัดพื้นที่ และมีประสิทธิภาพในการทำไอน้ำสูง ทำให้ยิ่งได้รับความนิยมเพิ่มสูงขึ้นจนถึงปัจจุบัน

หลักการทำงานและส่วนประกอบของ Once through boiler

Once Through Boiler หรือที่เรียกว่า “หม้อไอน้ำแบบไหลผ่านทางเดียว” เป็นชื่อเรียกตามลักษณะการไหลของน้ำที่รับความร้อนจากการเผาไหม้ จนกลายเป็นไอน้ำ เป็นอุปกรณ์ผลิตไอน้ำแบบท่อน้ำ ซึ่งมีขดท่อวางตัวตั้งตรงในแนวดิ่ง อาจมีการวางตัวของขดท่อในแนวดิ่งจำนวน 1 วงของท่อน้ำ หรือวางตัวของขดท่อในแนวดิ่งจำนวน 2 วงของท่อน้ำ ขึ้นอยู่กับปริมาณไอน้ำที่ผลิตได้ หรือจะเป็นแบบผสมที่มีการจัดวางแนวท่อทั้งแบบวงกลมและแบบแถววางต่อกันเพื่อเพิ่มพื้นที่ผิวถ่ายเทความร้อน

หม้อน้ำแบบไหลผ่านทางเดียวชนิดนี้จะถูกเรียกว่าแบบผสม ทั้งนี้ท่อน้ำในแนวตั้งเหล่านี้จะต่อเข้ากับถังพักไอน้ำทั้งด้านบนและล่าง ภายในหม้อน้ำจะมีช่องว่างตรงกลางไว้เพื่อติดตั้งหัวเผา แสดงดังรูปที่ 2.1 และ 2.2 

รูปที่ 2 แสดง หลักการทำงานของเทคโนโลยี Once through_2
รูปที่ 2.1 แสดงการทำงานของเทคโนโลยี Once through boiler
รูปที่ 2 แสดง หลักการทำงานของเทคโนโลยี Once through_1
รูปที่ 2.2 แสดงการทำงานของเทคโนโลยี Once through boiler

เมื่อทำการจุดหัวเผาจะเกิดการเผาไหม้ ความร้อนจากการเผาไหม้จะถ่ายเทความร้อนสู่ท่อน้ำในแนวตั้ง เมื่อน้ำได้รับความร้อนแล้วจะเดือดกลายเป็นไอน้ำไหลเข้าสู่ ถังพักไอน้ำด้านบน ไหลผ่านชุดแยกน้ำออกจากไอน้ำเพื่อแยกน้ำออกจากไอน้ำ ไอน้ำบริสุทธิ์ที่มีอุณหภูมิและความดันสูงไหลไปสู่กระบวนการผลิต

ส่วนก๊าซไอเสียที่เกิดขึ้นเมื่อไหลออกจากหม้อน้ำก็จะนำความร้อนส่วนที่เหลือไปอุ่นน้ำป้อนภายในเครื่องอุ่นน้ำป้อนก่อนไหลออกสู่ปล่อง น้ำป้อนที่ไหลผ่าน เครื่องอุ่นน้ำป้อนได้รับความร้อนจากก๊าซไอเสีย ทำให้มีอุณหภูมิสูงขึ้นเป็นการเทคนิคการประหยัดอีกวิธีหนึ่ง ตำแหน่งติดตั้งส่วนประกอบต่างๆ แสดงดังรูปที่ 3

รูปที่ 3 แสดงส่วนประกอบของ Once through boiler

ทั้งนี้หม้อน้ำแบบไหลผ่านทางเดียวสามารถผลิตไอน้ำปรับเปลี่ยนภาระความต้องการไอน้ำได้อย่างรวดเร็ว ผลิตไอน้ำได้ 100 – 6,000 กิโลกรัมต่อชั่วโมง ที่ความดันไอน้ำ ไม่เกิน 10 Barg ใช้เชื้อเพลิงเหลวหรือก๊าซเป็นเชื้อเพลิง

PBS Boiler Final banner

จุดเด่นของ Once through boiler

การเลือกใช้งานหม้อน้ำแล้วแต่ความเหมาะสมในแต่ละด้าน อาทิประสิทธิภาพของหม้อน้ำ ราคาเชื้อเพลิง ปริมาณการใช้ไอน้ำ ความดันไอน้ำและการบำรุงรักษา เป็นต้น หากต้องการ ปริมาณไอน้ำและความดันไอน้ำที่ไม่สูงมากนัก หม้อน้ำท่อไฟกับหม้อน้ำไหลผ่านทางเดียวเป็นทางเลือกที่เหมาะสม แต่มีข้อดีข้อเสียแต่ต่างกัน เมื่อเปรียบเทียบหม้อน้ำท่อไฟและหม้อน้ำแบบไหลผ่านทางเดียว การเลือกใช้งานหม้อน้ำให้เหมาะสมกับการใช้งานสามารถเลือกได้จาก 1) ด้านการสูญเสียความร้อน 2) ด้านขนาดพื้นที่การติดตั้งหม้อน้ำ 3) ด้านประสิทธิภาพของหม้อน้ำและต้นทุนไอน้ำ (Boiler efficiency and steam cost และ 4) ด้านความปลอดภัย (Safety) มีรายละเอียดดังต่อไปนี้

1) ด้านการสูญเสียความร้อนผ่านพื้นผิวหม้อน้ำ (Boiler Surface Loss) 

การสูญเสียความร้อนจากพื้นผิวหม้อน้ำถือเป็นการสูญเสียพลังงานโดยเปล่าประโยชน์ เป็นสาเหตุให้เกิดการสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงในการให้ความร้อนกับนํ้า ที่ใช้ในการเปลี่ยนสถานะให้กลายเป็นไอ ซึ่งเป็นสาเหตุของต้นทุนในกระบวนการผลิตของโรงงานอุตสาหกรรมที่เพิ่มสูงขึ้นหากหม้อน้ำที่มีพื้นที่ผิวขนาดใหญ่ การสูญเสียความร้อนผ่านผิวจะยิ่งมีค่ามากต้นทุนไอน้ำก็มีค่าสูงขึ้นเช่นเดียวกัน เมื่อเปรียบเทียบหม้อน้ำที่ใช้ในการผลิตไอน้ำขนาด 3 ตันความดันไอน้ำ 6 บาร์เกจ ถ้าพิจารณาหม้อน้ำท่อไฟจะมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 2.55 m ยาว 4.13 m จะมีพื้นที่ผิวในการสูญเสียความร้อนเท่ากับ 33.06 m2

เมื่อเปรียบเทียบกับหม้อน้ำไหลผ่านทางเดียวที่มีขนาดเล็กกว่า ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 0.89 m สูง 1.07 m จะมีพื้นที่ผิวในการสูญเสียความร้อนเท่ากับ 3.79 m2  เมื่อคำนวณเป็นการสูญเสียพลังงานความร้อนหม้อน้ำท่อไฟมีการสูญเสียความร้อนผ่านพื้นผิวเท่ากับ 2.36 kW ในขณะที่หม้อน้ำไหลผ่านทางเดียวมีการสูญเสียความร้อนผ่านพื้นผิวเท่ากับ 0.27 kW แสดงดังรูปที่ 4

รูปที่ 4 แสดงการเปรียบเทียบหม้อน้ำขนาดใหญ่และหม้อน้ำแบบไหลผ่านทางเดียวในด้านการผลิตไอน้ำและการสูญเสียความร้อน


สรุปได้ดังตารางที่ 1 จากตารางจะเห็นได้ว่าหม้อน้ำท่อไฟมีการสูญเสียความร้อนผ่านพื้นผิวหม้อน้ำมากกว่าหม้อน้ำแบบไหลผ่านทางเดียวสูงถึง 88.5 % ถือเป็นการสูญเสียความร้อนจากการเผาไหม้ไปเปล่าประโยชน์ ซึ่งเป็นสาเหตุให้หม้อน้ำท่อไฟมีต้นทุนทางด้านพลังงานสูงกว่าหม้อน้ำแบบไหลผ่านทางเดียว

ตารางที่ 1 แสดงการเปรียบเทียบการสูญเสียความร้อนของหม้อน้ำท่อไฟและหม้อน้ำแบบไหลผ่านทางเดียว
ตารางที่ 1 แสดงการเปรียบเทียบการสูญเสียความร้อนของหม้อน้ำท่อไฟและหม้อน้ำแบบไหลผ่านทางเดียว

2) ด้านขนาดพื้นที่การติดตั้งหม้อน้ำ (Boiler installation area)

ตามประกาศกระทรวงอุตสาหกรรม เรื่อง มาตรการความปลอดภัยเกี่ยวกับหม้อน้ำและหม้อต้มที่ใช้ของเหลวเป็นสื่อนำความร้อน พ.ศ. 2549 หมวดที่ 4 เรื่อง “การติดตั้ง” ข้อ 13 กล่าวถึงสถานที่ติดตั้งหม้อน้ำและหม้อต้มที่ใช้ของเหลวเป็นสื่อนำความร้อนที่ติดตั้งในอาคารต้องมีระยะห่างจากเครื่องจักร อุปกรณ์และวัสดุอื่นๆ ที่ไม่เกี่ยวข้องกับระบบหม้อน้ำและหม้อต้ม ที่ใช้ของเหลวเป็นสื่อนำความร้อนไม่น้อยกว่า 2.5 เมตร และห่างจากผนังอาคาร หม้อน้ำ และหม้อต้มที่ใช้ของเหลวเป็นสื่อนำความร้อน และเพดานไม่น้อยกว่า 1.5 เมตร ยกเว้นหม้อน้ำแบบไหลผ่านทางเดียว (Once Through Boiler) ที่มีพื้นที่ผิวรับความร้อนไม่เกิน 10 ตารางเมตรและความดันใช้งานสูงสุดไม่เกิน 10 กิโลกรัมต่อตารางเซนติเมตรทั้งนี้ ระยะดังกล่าวต้องเพียงพอต่อการบำรุงรักษาและตรวจสอบอีกทั้งสถานที่ติดตั้งต้องมีทางเข้าออกอย่างน้อย 2 ทาง มีความกว้างอย่างน้อย 0.6 เมตร ความสูงอย่างน้อย 2 เมตร และต้องปราศจากสิ่งกีดขวางทางเข้าออก

หากต้องการใช้ไอน้ำในปริมาณ 12 ตันต่อชั่วโมง จะใช้หม้อน้ำท่อไฟขนาด 6 ตันจำนวน 2 ลูก ในขณะที่หม้อน้ำแบบไหลผ่านทางเดียวจะใช้ 3 ตันจำนวน 4 ลูก เมื่อเปรียบเทียบในด้านของพื้นที่การติดตั้ง แสดงดังรูปที่ 5 การติดตั้งหม้อนํ้าท่อไฟตามกฎหมายประกาศกระทรวงอุตสาหกรรม เรื่อง มาตรการความปลอดภัยเกี่ยวกับหม้อน้ำและหม้อต้มที่ใช้ของเหลวเป็นสื่อนำความร้อน พ.ศ. 2549 หมวดที่ 4 เรื่อง “การติดตั้ง” ข้อ 13 หม้อน้ำท่อไฟไม่สามารถตั้งชิดติดกันได้ต้องทำการสร้างเป็นห้องแยกออกเป็นห้องหม้อน้ำโดยเฉพาะเป็นการสิ้นเปลืองพื้นที่โดยเปล่าประโยชน์

รูปที่ 5 แสดงการเปรียบเทียบหม้อน้ำท่อไฟและหม้อน้ำแบบไหลผ่านทางเดียว ในด้านขนาดพื้นที่การติดตั้งหม้อน้ำ
รูปที่ 5 แสดงการเปรียบเทียบหม้อน้ำท่อไฟและหม้อน้ำแบบไหลผ่านทางเดียว ในด้านขนาดพื้นที่การติดตั้งหม้อน้ำ

ในขณะที่หม้อน้ำแบบไหลผ่านทางเดียวถูกออกแบบให้มีขนาดเล็กและสะดวกต่อการติดตั้งใช้งาน โดยในกรณีหม้อน้ำแบบไหลผ่านทางเดียวได้รับการยกเว้นตามกฎหมาย การติดตั้งหม้อนํ้าตามกฎหมายประกาศกระทรวงอุตสาหกรรม เรื่อง มาตรการความปลอดภัยเกี่ยวกับหม้อน้ำและหม้อต้มที่ใช้ของเหลวเป็นสื่อนำความร้อน พ.ศ. 2549 หมวดที่ 4 เรื่อง “การติดตั้ง” ข้อ 13  ยกเว้นหม้อน้ำแบบไหลผ่านทางเดียว (Once Through Boiler) ที่มีพื้นที่ผิวรับความร้อนไม่เกิน 10 ตารางเมตรและความดันใช้งานสูงสุดไม่เกิน 10 กิโลกรัมต่อตารางเซนติเมตรทำให้การติดตั้งหม้อน้ำแบบไหลผ่านทางเดียว สามารถติดตั้งชิดติดกันได้เกิดการใช้พื้นที่อย่างคุ้มค่ามีพื้นที่ใช้สอยเพิ่มขึ้น 46% (แบบ 3 stage control) และ 70% (แบบ 4 stage control) เมื่อเปรียบกับหม้อน้ำท่อไฟที่มีขนาดใหญ่กว่า

3) ด้านประสิทธิภาพของหม้อน้ำ (Boiler Efficiency) 

การจัดจำแนกประสิทธิภาพหม้อน้ำตามมาตรฐานสากล อเมริกา (The American Society of Mechanical Engineering, ASME) ยุโรป (European Standard, EN) และ เอเชีย (Japanese Industrail Standard, JIS)  กรณีแบ่งตามวิธีการทดสอบ สามารถแบ่งออกเป็นสองประเภทคือการทดสอบประสิทธิภาพหม้อน้ำด้วยวิธีทางตรง (Direct method) และ การทดสอบประสิทธิภาพหม้อน้ำด้วยวิธีทางอ้อม (Indirect method) ตามหลักการแล้วผลการประเมินประสิทธิภาพหม้อน้ำด้วยวิธีทางตรงและวิธีทางอ้อม ผลที่ได้ควรจะมีค่าใกล้เคียงกันหากไม่มีความสูญเสีย มีเครื่องมือวัดแม่นยำและวิธีการทดสอบที่ถูกต้อง

ซึ่งทั้งสองวิธีเมื่อพิจารณาข้อเสียพบว่ามีประเด็นแตกต่างกัน ข้อเสียของการประเมินประสิทธิภาพหม้อน้ำด้วยวิธีทางตรงคือหากไม่มีเครื่องมือวัดที่ถูกต้องและแม่นยำ ทั้งการวัดอัตราการผลิตไอน้ำและอัตราการป้อนเชื้อเพลิง ผลการคำนวณประสิทธิภาพด้วยวิธีทางตรงจะมีโอกาสเกิดความผิดพลาดสูง ในขณะที่การประเมินประสิทธิภาพหม้อน้ำด้วยวิธีทางอ้อมมีข้อเสียตรงต้องประเมินความสูญเสียในหลายๆส่วน จึงจำเป็นต้องใช้เครื่องมือวัดหลายชนิดที่ต้องมีความแม่นยำและถูกต้อง

รูปที่ 6 Once through boiler vs fire tube boiler
รูปที่ 6 Once through boiler vs fire tube boiler

ในทางปฏิบัติ ณ พื้นที่ปฎิบัติงาน ผลการตรวจวัดประสิทธิภาพหม้อน้ำด้วยวิธีทางตรงและวิธีทางอ้อมจะมีค่าแตกต่างกัน โดยปกติค่าประสิทธิภาพหม้อน้ำด้วยวิธีทางตรงจะมีค่ามากกว่าวิธีทางอ้อม เนื่องจากกรณีการตรวจวัดประสิทธิภาพหม้อน้ำด้วยวิธีทางตรง ตรวจวัดเฉพาะปริมาณเชื้อเพลิงที่ใช้ คุณสมบัติของเชื้อเพลิงปริมาณไอน้ำที่ผลิตได้และสภาวะของไอน้ำ ในขณะที่การตรวจวัดประสิทธิภาพหม้อน้ำด้วยวิธีทางอ้อมจะมีความหลากหลายของความสูญเสียหลายอย่างที่ทำการตรวจวัดมากกว่ากรณีวิธีทางตรง เช่น ความสูญเสียไปกับอากาศส่วนเกิน ความสูญเสียไปกับผนังหม้อน้ำ ความสูญเสียในการเผาไหม้ไม่สมบูรณ์และความสูญเสียไปกับน้ำโบล์วดาวน์ เป็นต้น เหล่านี้เป็นเหตุให้ค่าประสิทธิภาพหม้อน้ำที่ได้จากวิธีทางอ้อม มีค่าน้อยกว่าค่าประสิทธิภาพหม้อน้ำที่ได้จากวิธีทางตรง ทั้งนี้วิธีปฏิบัติเมื่อค่าประสิทธิภาพทั้งสองมีความแตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขที่ตรวจวัดได้ในแต่ละกรณี

เมื่อเปรียบเทียบประสิทธิภาพหม้อน้ำด้วยวิธีทางอ้อมระหว่างหม้อน้ำท่อไฟกับหม้อน้ำแบบไหลผ่านทางเดียว ประสิทธิภาพหม้อน้ำท่อไฟมีค่าประมาณ 70-85% ขึ้นอยู่กับร้อยละความต้องการไอน้ำ (Boiler load) ในขณะที่หม้อน้ำแบบไหลผ่านทางเดียว ประสิทธิภาพหม้อน้ำมีค่าประมาณ 70-98 % จากรูปที่ 7 จะเห็นได้ว่าที่ร้อยละความต้องการไอน้ำเท่ากับ 40% หม้อน้ำแบบท่อไฟมีค่าประสิทธิภาพหม้อน้ำอยู่ที่ 70% ส่วนหม้อน้ำแบบไหลผ่านทางเดียวมีค่าประสิทธิภาพหม้อน้ำอยู่ที่ 98% (แบบ 4 stage Once through Boiler) ประสิทธิภาพหม้อน้ำแบบไหลผ่านทางเดียวมีค่ามากกว่าถึง 28 % เมื่อพิจารณาตัวแปรที่สำคัญต่อการตัดสินใจเลือกหม้อน้ำคือต้นทุนไอน้ำ หากต้นทุนไอน้ำมีค่าน้อยแสดงว่าหม้อน้ำลูกนั้นมีการประหยัดต้นทุนในการใช้งานได้สูง

รูปที่ 7 แสดงการเปรียบเทียบประสิทธิภาพหม้อน้ำ ทั้งสองประเภท

จากข้อมูลใน รูปที่ 7 สามารถนำค่าประสิทธิภาพหม้อน้ำมาคำนวณเป็นต้นทุนไอน้ำได้ แสดงดังตารางที่ 2 พบว่าต้นทุนไอน้ำของหม้อน้ำแบบไหลผ่านทางเดียวมีค่าเท่ากับ 1,419 บาทต่อตันไอน้ำ น้อยกว่าหม้อน้ำแบบท่อไฟเท่ากับ 568 บาทต่อตันไอน้ำ คิดเป็นการประหยัดต้นทุนการใช้ไอน้ำเมื่อเลือกใช้หม้อน้ำแบบไหลผ่านทางเดียว มีค่าเท่ากับ 29% ของต้นทุนไอน้ำของหม้อน้ำท่อไฟ เมื่อพิจารณาค่าเชื้อเพลิงต่อเดือนพบว่า หม้อน้ำแบบไหลผ่านทางเดียวสามารถประหยัดค่าเชื้อเพลิงต่อเดือนได้ 2,452,136.95 บาทต่อเดือน เมื่อเปรียบเทียบกับค่าเชื้อเพลิงของหม้อน้ำท่อไฟหม้อน้ำแบบท่อไฟ เรียกได้ว่าประหยัดกันกว่าเห็นๆ 

ตารางที่ 2 แสดงการเปรียบเทียบประสิทธิภาพหม้อน้ำและต้นทุนไอน้ำ ระหว่างหม้อน้ำท่อไฟกับหม้อน้ำแบบไหลผ่านทางเดียว ที่ร้อยละความต้องการไอน้ำเท่ากับ 40% 


4) ด้านความปลอดภัย (Safety) 

สาเหตุส่วนใหญ่ของการระเบิดของหม้อน้ำ มักจะเกิดขึ้นจากการที่ผู้ใช้หม้อน้ำไม่ได้ควบคุมคุณภาพน้ำในหม้อน้ำให้ได้มาตรฐาน จนก่อให้เกิดตะกรันเกาะที่ผิวท่อน้ำ หรือการเปราะแตกร้าวของท่อน้ำหรือการกัดกร่อนแบบสนิมขุมที่ผิวของหม้อน้ำ เหล่านี้ส่งผลให้เกิดความร้อนสูงเกิน หรือเกิดการเสียรูปหรือเกิดการฉีกขาดของท่อน้ำ ปัญหาของมลทินในน้ำส่งผลให้เกิดความเสียหายได้หลายแบบแสดงดังรูปที่ 8 โดยตัวแปรที่สำคัญที่ควรได้รับการควบคุมคือค่า TDS/EC, pH และ Hardness (ค่ามาตรฐานสามารถศึกษาเพิ่มเติมได้จากประกาศของกรมโรงงาน)

รูปที่ 7 แสดงปัญหาจากการควบคุมคุณภาพน้ำไม่เหมาะสม
รูปที่ 8 แสดงปัญหาจากการควบคุมคุณภาพน้ำไม่เหมาะสม

หม้อน้ำแบบไหลผ่านทางเดียวมีความปลอดภัยในการใช้งานสูง มีความเสี่ยงในการระเบิดน้อยกว่าหม้อน้ำแบบท่อไฟแสดงดังรูปที่ 9 จากรูปจะเห็นได้ว่าหม้อน้ำท่อไฟมีความเสียหายจากการระเบิดรุนแรงมากกว่าหม้อน้ำแบบไหลผ่านทางเดียว หากหม้อน้ำแบบไหลผ่านทางเดียวเกิดการระเบิด ท่อน้ำจะแตกออกทำให้เกิดการรั่วของน้ำเท่านั้นไม่มีการระเบิดที่รุนแรง ถ้าปริมาณน้ำรั่วออกมามากก็จะทำให้ไม่สามารถจุดหัวเผาให้ความร้อนได้แค่นั้น

เมื่อลองพิจารณาดูการคำนวณเปรียบเทียบแรงกระทำต่อพื้นที่ที่จะเกิดขึ้นหากหม้อน้ำเกิดการระเบิด โดยคำนวณที่กำลังการผลิตไอน้ำขนาด 2 ตันต่อชั่วโมง แรงดันไอน้ำ 5 บาร์เกจเหมือนกัน จากการคำนวณพบว่า หม้อน้ำแบบไหลผ่านทางเดียวมีแรงกระทำต่อพื้นที่ตามความหนาท่อมีค่าต่ำเท่ากับ 5,000 kg ต่ำกว่าหม้อน้ำท่อไฟที่มีค่าเท่ากับ 350,000 kg แสดงให้เห็นว่าหม้อน้ำแบบไหลผ่านทางเดียวมีความอันตรายต่อการระเบิดน้อยกว่าหม้อน้ำท่อไฟอย่างเห็นได้ชัด

รูปที่ 9 แสดงการเปรียบเทียบหม้อน้ำแบบท่อไฟและหม้อน้ำแบบไหลผ่านทางเดียว
ในด้านความเสียหายจากการระเบิด 

ข้อควรระวังของ Once through boiler

ข้อควรระวังหลักของ Once through Boiler คือ คุณภาพน้ำที่ใช้สำหรับป้อนเข้าหม้อน้ำควรจะต้องเป็นน้ำที่มีคุณภาพดี ผ่านการปรับปรุงคุณภาพน้ำก่อนป้อนเข้าหม้อน้ำ อาทิเช่น น้ำอ่อน หรือน้ำ RO ทั้งนี้น้ำป้อนเข้าหม้อน้ำแบบไหลผ่านทางเดียวต้องมีค่าความกระด้าง(Hardness) ไม่เกิน 1 ppm ค่าความเป็นกรด-ด่าง(PH) ในหม้อน้ำควรอยู่ในช่วง 11 – 11.8 และให้เป็นไปตามมาตรฐานของผู้ผลิต

หากผู้ใช้งานไม่ควบคุมคุณภาพน้ำ จะก่อให้เกิดตะกรัน เกาะที่ผิวท่อน้ำ หรือการเปราะแตกร้าวของท่อน้ำหรือการกัดกร่อนแบบสนิมขุมที่ผิวของหม้อน้ำ เหล่านี้ส่งผลให้เกิดความร้อนสูงเกิน หรือเกิดการเสียรูปหรือเกิดการฉีกขาดของท่อน้ำ ซึ่งเป็นอันตรายต่อการใช้งาน

บทสรุปส่งท้าย

โรงงาน บริษัท สถานประกอบการ โรงพยาบาลหรือโรงแรม ที่ต้องการใช้ไอน้ำในกระบวนการ หม้อน้ำชนิด Once through Boiler เป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่เหมาะสมต่อการใช้งาน ด้วยข้อดี 4 ประการคือ

  1. มีการสูญเสียความร้อนผ่านพื้นผิวน้อย ประมาณเท่ากับ 0.27 kW ซึ่งมีค่าน้อยกว่าหม้อน้ำท่อไฟถึง 88.5 % ทำให้หม้อน้ำแบบไหลผ่านทางเดียวมีต้นทุนทางด้านพลังงานต่ำกว่าหม้อน้ำแบบท่อไฟ
  2. การใช้พื้นที่อย่างคุ้มค่า จากการติดตั้งที่สามารถชิดติดกันได้เกิดมีพื้นที่ใช้สอยเพิ่มขึ้น 46% (แบบ 3 stage control) และ 70% (แบบ 4 stage control) เมื่อเปรียบกับหม้อน้ำท่อไฟที่มีขนาดใหญ่กว่า
  3. มีประสิทธิภาพหม้อน้ำสูง อยู่ที่ 98% มีค่ามากกว่าหม้อน้ำท่อไฟถึง 28 % ทำให้ต้นทุนไอน้ำของหม้อน้ำแบบไหลผ่านทางเดียวมีค่าเท่ากับ 1,419 บาทต่อตันไอน้ำ น้อยกว่าหม้อน้ำแบบท่อไฟเท่ากับ 568 บาทต่อตันไอน้ำ ส่งผลให้สามารถประหยัดค่าเชื้อเพลิงต่อเดือนได้ 2,452,136.95 บาทต่อเดือน
  4. มีความปลอดภัยในการใช้งานสูง เสี่ยงในการระเบิดน้อยกว่าหม้อน้ำแบบท่อไฟ เพราะแรงกระทำต่อพื้นที่ตามความหนาท่อมีค่าต่ำเท่ากับ 5,000 kg ต่ำกว่าหม้อน้ำท่อไฟที่มีค่าเท่ากับ 350,000 kg

==================================================

และสุดท้ายนี้ขอขอบคุณข้อมูลสปอนเซอร์ใจดีจาก “บริษัท โปรเฟสชั่นแนล บอยเลอร์ จํากัด” ผู้แทนจําหน่ายเครื่องกําเนิดไอนํ้า IHI อย่างเป็นทางการ 

หากเพื่อนๆสนใจรายละเอียดเพิ่มเติม สามารถคลิกเข้าไปดู

ติดต่อฝ่ายขาย เบอร์โทรศัพท์ 092-223-7742 

หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่เบอร์ 02-321-3650 

Website : www.oncethroughboiler.com

Facebook page : facebook.com/oncethroughboiler

Youtube : https://www.youtube.com/@oncethroughboiler

==================================================

แล้วพบกับสาระความรู้ทางด้านงานช่าง และงานวิศวกรรมได้ในโพสต์ถัดๆไปนะครับ หรือสามารถตามสื่อตามๆของเราด้านล่างเลยนะครับ

Website: www.naichangmashare.com
Facebook: https://www.facebook.com/naichangmashare/
Blockdit :  https://www.blockdit.com/naichangmashare
Instragram: https://www.instagram.com/naichangmashare/
Twitter: https://twitter.com/naichangmashare
Youtube: https://www.youtube.com/channel/UCmIPiSeg-uy4k8JYSmknp_g

“ไคริว” กังหันเทอร์ไบน์สำหรับผลิตไฟฟ้าใต้มหาสมุทร 

0
Kairyu-IHI wall
Kairyu-IHI wall

บริษัท IHI Corporation ของทางประเทศญี่ปุ่น ได้คิดค้นและพัฒนา “ไคริว (Kairyu)” ที่เป็นอุปกรณ์เทอร์ไบน์ (Turbine) หรือกังหันผลิตไฟฟ้าขนาดใหญ่ที่สุดในโลก กังหันไคริว ได้รับการออกแบบมาเพื่อให้ทำงานในระดับน้ำทะเลลึกประมาณ 50 เมตร และสามารถที่จะสร้างพลังงานทางกล (Mechanical Work) ด้วยระบบกลไกที่ใช้การวัดความลึกจากเซ็นเซอร์แรงดันน้ำและอุปกรณ์ปรับทุ่นลอยน้ำที่ติดตั้งในฝักตรงกลางเพื่อให้สามารถรักษาตำแหน่งที่เหมาะสมใต้น้ำได้

โดยความหมายของคำว่า “ไคริว” มาจากคำว่า คลื่นทะเล ซึ่งตัวเครื่องยนต์ต้นแบบขนาด 330 ตันนี้ มีขนาดตัวเครื่องที่ยาวมากถึง 20 เมตร ประกอบด้วยด้วยกระบอกสูบขนาดใกล้เคียงจำนวน 2 กระบอก แต่ละลำมีความสามารถในการผลิตไฟฟ้าจากใบพัดกังหันยาว 11 เมตร

เมื่อเครื่องกำเนิดกระแสน้ำในมหาสมุทรซึ่งติดตั้งในทะเลก็จะทำการเปลี่ยนพลังงานมหาศาลจากกระแสที่มีความเร็วประมาณ 1 – 2 m/s ให้กลายเป็นพลังงานสะอาดให้เราใช้กัน ซึ่งหากอยู่ใกล้ผิวน้ำทะเลจะสามารถผลิตพลังงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น จากการประมาณการของรายงานของทางบริษัท IHI Corporation ระบุว่า หากพลังงานที่มีอยู่ในทะเลเขตคุโรชิโอะสามารถควบคุมได้ก็จะปลดปล่อยพลังงานได้ประมาณ 205 กิกะวัตต์ (ซึ่งเทียบได้กับการผลิตพลังงานไฟฟ้าทั้งหมดของญี่ปุ่น)

ทางบริษัท IHI Corporation ได้กล่าวว่า เทอร์ไบน์ที่ดึงพลังกระแสน้ำในมหาสมุทรถือเป็นอนาคตที่มีความหวังในฐานะแหล่งพลังงานหมุนเวียนในอนาคตของญี่ปุ่น เลยทีเดียว

แล้วพบกับสาระดีๆแบบนี้ทางด้านงานช่าง งานวิศวกรรม และอุตสาหกรรมได้ที่ นายช่างมาแชร์ นะครับ

Website: www.naichangmashare.com
Facebook: https://www.facebook.com/naichangmashare/
Blockdit :  https://www.blockdit.com/naichangmashare
Instragram: https://www.instagram.com/naichangmashare/
Twitter: https://twitter.com/naichangmashare
Youtube: https://www.youtube.com/channel/UCmIPiSeg-uy4k8JYSmknp_g

#นายช่างมาแชร์ 

Energy Dome เปิดตัวโรงงานระดับกริด (Grid) ศูนย์กักเก็บพลังงานใช้คาร์บอนเป็นแหล่งกำเนิดพลังงาน

0
Energy-dome-news
Energy-dome-news

บริษัท เอเนอร์จี โดม (Energy Dome) สัญชาติอิตาลีเปิดตัวโรงงานระดับกริด (Grid) หรือ ศูนย์กักเก็บพลังงานแห่งแรกของบริษัท โดยอาศัยแหล่งกำเนิดของพลังงานเป็นคาร์บอนไดออกไซด์ หรือ CO2 โดยโมเลกุลของคาร์บอนเหล่านี้ทำหน้าที่เป็นพลังงานหมุนเวียนที่ถูกกักเก็บไว้ได้นาน และปล่อยออกไปใช้ได้อย่างรวดเร็ว โดยความสามารถคือ “แบตเตอรี่คาร์บอนมีค่าใช้จ่ายน้อยกว่าแบตเตอรี่ลิเธียมถึงครึ่งเท่าตัว”

โดยในยุคปัจจุบันแนวโน้มของความนิยมในเทคโนโลยีสะอาดและพลังงานหมุนเวียน ดังนั้นจึงมีการมุ่งเน้นที่จะพัฒนาสร้างศูนย์จัดเก็บพลังงานขนาดใหญ่และเทคโนโลยีศูนย์จัดเก็บพลังงาน (Energy Grid) อย่างต่อเนื่อง

หลักการทำงานของศูนย์กักเก็บพลังงาน

โดยหลักการทำงานของศูนย์กักเก็บพลังงานของ Energy Dome คือจะทำให้คาร์บอนไดออกไซด์ขยายตัวเมื่อเปลี่ยนจากสถานะของเหลว (Liquid) เป็นก๊าซ (Gas) ซึ่งจะเข้าสู่สภาวะคงตัวภายใต้แรงดันสูงในที่สุด

ยกตัวอย่างเช่น ในอุณหภูมิห้อง คาร์บอนไดออกไซด์เหลวจะปริมาตรน้อยมากๆ เมื่อเก็บไว้ที่ความดันที่สูงมาก แต่ในทางกลับกันก็จะขยายตัวในรูปแบบของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในปริมาตรที่มากกว่าเยอะมากๆ ในความดันปกติ

The liquid CO2 is evaporated into a massive volume of gas, and this expansion drives turbines to “discharge” the battery
Energy Dome

Energy Dome ได้สร้างโดมขนาดใหญ่ที่ปรับขนาดได้ ซึ่งภายในจะถูกบรรจุด้วยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ “โดมเหล่านี้สามารถชาร์จแบตเตอรี่” โดยการใช้คอมเพรสเซอร์ (Gas compressor) ในการสร้างความดันและบีบอัดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ให้มีปริมาตรที่เล็กลง จนกลั่นตัวเป็นของเหลวในที่สุด ซึ่งหลักการสำคัญคือ “การลดขยายขนาดของคาร์บอนไดออกไซด์นี้ก็จะไปผลักกังหันที่สร้างพลังงานได้” ทำให้เกิดเป็นพลังงานหมุนเวียนขึ้นได้ 

ส่วนคาร์บอนไดออกไซด์ที่กลายเป็นสถานะของเหลวและจะถูกกักเก็บไว้ภายใต้แรงดันสูง (ที่อุณหภูมิปกติ) ทั้งนี้โดยในกระบวนการผลิตพลังงานนี้ “จะทำให้เกิดความร้อนเหลือทิ้ง (Watse Heat)” ซึ่งพลังงานความร้อนเหล่านี้จะถูกนำไปกักไว้ในระบบกักเก็บพลังงานความร้อนต่อไป 

ทั้งนี้หากยังคงมีความดันสูงสร้างไว้ในระบบแล้วนั้น คาร์บอนไดออกไซด์เหลวเหล่านี้ก็จะถูกกักเก็บไว้ได้ในระยะยาว และหากเมื่อเราต้องใช้พลังงาน ระบบจะใช้ความร้อนที่เก็บไว้เพื่อระเหยคาร์บอนไดออกไซด์ให้กลายเป็นก๊าซ และชุดกังหันจะรวบรวมพลังงานกลับคืนสู่กริดเมื่อคาร์บอนไดออกไซด์ขยายตัวกลับเข้าไปในโดมนั้นเองครับ

ค่าใช้จ่ายและประสิทธิภาพของศูนย์เก็บกักพลังงาน

ประสิทธิภาพของพลังงานในระบบนี้ อาจยังไม่เทียบเท่าแบตเตอรี่ลิเธียมขนาดใหญ่ ที่มีประสิทธิภาพดีกว่าประมาณ 75% แต่ “ค่าใช้จ่ายคือปัจจัยสำคัญ” แต่จากจุดมุ่งหมาย คือ ภายในเวลาไม่กี่ปี ต้นทุนการจัดเก็บและใช้งานคาร์บอนไดออกไซด์จะอยู่ที่ 50-60 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อ เมกะวัตต์-ชั่วโมง ซึ่งหากเทียบกับแบตเตอรี่ลิเธียมจะต่ำกว่า โดยค่าจัดเก็บและเสื่อมสภาพอยู่ที่ 132-245 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อเมกะวัตต์-ชั่วโมง 

แม้ว่าโรงงานแห่งนี้จะมีขนาดเล็กพอสมควร เก็บพลังงานได้เพียง 4 เมกะวัตต์-ชั่วโมง และจ่ายพลังงานได้สูงสุดราว 2.5 เมกะวัตต์ แต่แนวคิดทางเทคโนโลยีตัวนี้ได้พิสูจน์แนวคิดนี้ว่าใช้งานได้จริง และโรงงานดังกล่าวยังถูกสร้างขึ้นโดยใช้อุปกรณ์ที่หาซื้อได้ทั่วไปในโลก แสดงให้เห็นว่า การเปิดโรงงานแบตเตอรี่คาร์บอนเช่นนี้ เป็นไปได้

ทางบริษัท Energy Dome มีการดำเนินการวางแผนสร้างโรงงานไปแล้วในอิตาลี เยอรมนี แอฟริกา และตะวันออกกลาง และสามารถเปิดดำเนินการโรงงานเต็มระบบขนาดใหญ่ ซึ่งกักเก็บพลังงานได้ 200 เมกะวัตต์-ชั่วโมง และให้พลังงานสูงสุด 20 เมกะวัตต์ได้ก่อนสิ้นปี 2023 นอกจากนี้ เอเนอร์จี โดมกำลังจะย้ายไประดมทุนใน Start-Up ที่ระดับ Series B เพื่อช่วยในการขยายขนาดธุรกิจต่อไป

แหล่งที่มา :
https://energydome.com
https://newatlas.com/energy/energy-dome-co2-sardinia/
https://www.tnnthailand.com/news/tech

แล้วพบกับสาระดีๆแบบนี้ทางด้านงานช่าง งานวิศวกรรม และอุตสาหกรรมได้ที่ นายช่างมาแชร์ นะครับ

Website: www.naichangmashare.com
Facebook: https://www.facebook.com/naichangmashare/
Blockdit :  https://www.blockdit.com/naichangmashare
Instragram: https://www.instagram.com/naichangmashare/
Twitter: https://twitter.com/naichangmashare
Youtube: https://www.youtube.com/channel/UCmIPiSeg-uy4k8JYSmknp_g

#นายช่างมาแชร์ 

ZIGA ร่วมกับ PTT สุวรรณ พร็อพเพอร์ตี้ฯ ศึกษาการขายไฟฟ้า-พลังงานร่วม

0
ZIGA-PTT-MOU
ZIGA-PTT-MOU

บริษัท ซิก้า อินโนเวชั่น จำกัด(มหาชน) หรือ ZIGA แจ้งตลาดหลักทรัพย์ฯว่า บริษัท และบริษัท ปตท. จำกัด(มหาชน) หรือ PTT และบริษัท สุวรรณ พร็อพเพอร์ตี้ ดีวีล็อปเม้นท์ จำกัด ได้ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลง หรือ MOU (Memory Of Understanding) ในการร่วมมือศึกษาและกำหนดแนวทางการให้บริการไฟฟ้า

และพลังงานร่วมสำหรับสถานประกอบการ ด้วยระบบผลิตไฟฟ้าและพลังงานร่วม (Cogeneration) และ/หรือ ระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน (Renewable Energy) และ/หรือ ระบบจำหน่ายไฟฟ้าและพลังงานร่วม

ทั้งนี้พร้อมทั้งบริหารจัดการพลังงาน เพื่อเพิ่มเสถียรภาพและประสิทธิภาพการใช้พลังงานภายในสถานประกอบการซึ่ง ZIGA และบริษัทในเครือประกอบธุรกิจเกี่ยวกับเทคโนโลยีด้านสินทรัพย์ดิจิทัลที่มีความสนใจตั้งสถานประกอบการภายใน SW Logistic Park จังหวัด ระยอง

บันทึกข้อตกลง หรือ MOU ฉบับนี้มีกำหนดระยะเวลา 1 ปี นับตั้งแต่ลงนามร่วมกัน หรือตามที่ทุกฝ่ายตกลงขยายระยะเวลาออกไป ทั้งนี้ในระหว่างระยะเวลาตามบันทึกข้อตกลง ทั้งสามฝ่ายอาจตกลงยกเลิกบันทึกข้อตกลงฉบับนี้ก่อนครบกำหนดได้ โดยฝ่ายที่ต้องการยกเลิกจะต้องแจ้งให้ทุกฝ่ายทราบล่วงหน้าเป็นลายลักษณ์อักษรเป็นเวลาไม่น้อยกว่า 30 วันและต้องได้รับความยินยอมจากทุกฝ่ายก่อน ทั้งนี้ ต้องไม่กระทบถึงกิจกรรม หรือเรื่องที่ผูกพัน หรือดำเนินการค้างอยู่ให้ดำเนินการจนแล้วเสร็จต่อไป

อัพเดทกฎหมายใหม่ !!! เรื่อง แบบแจ้งประเภทต้นกำเนิดรังสี ปริมาณรังสี

0
radioactive-wallpaper
radioactive-wallpaper

อัพเดทกฎหมายใหม่ !!!

1. ประกาศกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน เรื่อง แบบแจ้งประเภทต้นกำเนิดรังสี ปริมาณรังสี สถานประกอบกิจการซึ่งต้นกำเนิดรังสีตั้งอยู่ ข้อมูลเกี่ยวกับการอนุญาตหรือการแจ้งการครอบครองหรือใช้ และกรณีที่มีการเปลี่ยนแปลงข้อมูล

Links: http://www.ratchakitcha.soc.go.th/…/2565/E/126/T_0020.PDF

2. ประกาศกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน เรื่อง แบบจัดทำข้อมูลเกี่ยวกับปริมาณรังสีสะสมและแบบแจ้งปริมาณรังสีสะสมที่เกินกำหนดของลูกจ้างซึ่งปฏิบัติงานเกี่ยวกับรังสี

Links: http://www.ratchakitcha.soc.go.th/…/2565/E/126/T_0021.PDF

ที่มา : สสปท – TOSH