ทฤษฎี Risk based inspection (RBI)

1
ทฤษฎี Risk-based inspection (RBI)
ทฤษฎี Risk-based inspection (RBI)

เพื่อนๆหลายคนคงจะเคยได้ยินกันมาบ้างนะครับ สำหรับคำว่าวิธีการตรวจสอบ หรือ Inspection โดยใช้หลัก RBI แต่เคยสงสัยกันไหมครับว่ามันคืออะไร มีหลักการอย่างไร และวิธีการนี้สามารถช่วยโรงงานของเพื่อนๆได้อย่างไรกันบ้าง วันนี้เพจนายช่างมาแชร์จะขอมาอธิบายกันให้เข้าใจกันแบบง่ายๆกันเลยครับ

RBI คืออะไร?

RBI หรือชื่อเต็มของมันคือ Risk-based Inspection หรือถ้าแปลเป็นภาษาไทยก็จะหมายถึง การตรวจสอบโดยใช้เกณฑ์ความเสี่ยงเป็นตัวกำหนดแผนการตรวจสอบนั่นเองครับ (ต่อไปนี้จะขออนุญาตเรียกสั้นๆว่า “RBI” นะครับ) โดยทั่วไปไม่ว่าจะเป็น PM Plan สำหรับงานซ่อมบำรุงรักษาต่างๆ หรือการตรวจสอบ Inspection ใดๆก็ตาม จะสามารถแบ่งการกำหนดความถี่ในการทำได้ 3 แบบหลักๆ ดังนี้ครับ

  1. แบบ Routine หรือ Fixed interval ครับ โดยวิธีนี้จะกำหนดรอบในการทำงานแบบตายตัว ยกตัวอย่างเช่น เปลี่ยน Filter ของอุปกรณ์ทุกๆ 1 ปี หรือมีการตรวจสอบปั๊มทุกๆ 6 เดือน
  2. แบบ Condition based หรือแบบที่กำหนดรอบตามสภาพของอุปกรณ์นั้นๆ ยกตัวอย่างเช่น อุปกรณ์ที่มีประวัติความเสียหายบ่อยๆ ก็จะปรับเพิ่มความถี่ในการซ่อมบำรุงรักษาให้บ่อยขึ้นครับ
  3. แบบ Risk-based inspection หรือ RBI จะเป็นวิธีการกำหนดแผนการตรวจสอบหรือ Inspection ที่เหมาะสมที่สุดสำหรับโรงงาน โดยจะจัดลำดับความสำคัญของการตรวจสอบโดยใช้ความเสี่ยงมาเป็นเครื่องมือมาเป็นตัวช่วยในการตัดสินใจครับ

RBI สามารถใช้กับอุปกรณ์ชนิดใดบ้าง

RBI คือเครื่องมือที่สามารถช่วยในการจัดอันดับความเสี่ยงของอุปกรณ์จำพวก Pressure vessel ชนิดต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น Reactorเครื่องปฏิกรณ์, Distillation column หอกลั่น, Drum ถังรับแรงดัน, Heat exchanger อุปกรณ์แลกเปลี่ยนความร้อนและรวมไปถึงระบบ Piping ท่อต่างๆภายในโรงงานอีกด้วยครับ

หลักการเบื้องต้นของ RBI

การนำ RBI เพื่อมากำหนดแผนการตรวจสอบอุปกรณ์สามารถใช้หลักการวิเคราะห์ได้ด้วยกัน 3 แบบคือ แบบเชิงคุณภาพ (Qualitative), แบบเชิงปริมาณ (Quantitative) และแบบเชิงกึ่งปริมาณ (Semi-quantitative) ซึ่งจะแตกต่างกันโดยข้อมูลที่นำมาใช้ในการประเมินนั่นเองครับ

RBI planning process

การประเมินโดยการใช้หลักการ RBI นั้น คือการประเมินโดยการพิจารณาหลักๆใน 2 แง่มุม ดังนี้

  1. Probability of failure (POF) หรือก็คือโอกาสในการเกิดความเสียหาย โดยพิจารณาจาก Damage mechanism หรือโหมดความเสียหายที่สามารถเกิดขึ้นได้กับอุปกรณ์นั้นๆ ว่ามีโอกาสมากน้อยอย่างไร โดยจะพิจารณาควบคู่กับผลการตรวจสอบที่ผ่านมาด้วยครับ
  2. Consequence of failure (COF) หรือก็คือผลกระทบที่จะเกิดขึ้น ในกรณีที่เกิดการรั่วไหลของสารที่อยู่ภายในอุปกรณ์ของเรานั่นเองครับ โดยจะพิจารณาใน 4 แง่มุมดังนี้ครับ
  • Economic ก็คือผลกระทบเชิงเศรษฐศาสตร์หรือจะให้เข้าใจง่ายๆก็คือ ความเสียหายที่เกิดขึ้นในกรณีที่ต้องหยุดโรงงานหากอุปกรณ์ที่เราพิจารณาเสียหาย และจะรวมไปถึงค่าใช้จ่ายที่ต้องใช้ในการซ่อมแซมอุปกรณ์ที่เสียหายด้วยครับ
  • Health & Safety ก็คือผลกระทบในแง่ของสุขภาพและความปลอดภัยของทั้งบุคคากรของโรงงานและผู้อยู่อาศัยในบริเวณข้างเคียงโรงงาน ในกรณีที่ได้รับหรือสัมผัสกับสารที่รั่วไหล
  • Environment ก็คือผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม รวมถึงพื้นที่ ที่ต้องมีการฟื้นฟูสภาพหากเกิดการรั่วไหลของสารเคมี
  • Reputation ก็คือผลกระทบด้านชื่อเสียง, ผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของโรงงาน และผลกระทบต่อกฎหมาย
 ตาราง Risk matrix

โดยเมื่อพิจารณาเสร็จแล้วทั้ง POF และ COF ก็จะนำข้อมูลที่ได้ออกมาพลอตใส่ดาราง Risk matrix เพื่อกำหนดว่าอุปกรณ์ของเราที่พิจารณาทั้งหมดตกในความเสี่ยงระดับใด เพื่อที่จะสามารถใช้กำหนดแผนการตรวจสอบและเลือกวิธีการตวรจสอบที่เหมาะสมต่อไปครับ

ผลที่ได้จากการทำ RBI

การทำ RBI จะช่วยให้โรงงานของเราสามารถเลือกวิธีการซ่อมบำรุงรักษาและตรวจสอบได้อย่างคุ้มค่าและมีประสิทธิภาพมากที่สุด และยังถือเป็นอีกหนึ่งเครื่องมือที่ช่วยให้เราสามารถบริหารความเสี่ยงหรือ Risk management ที่อาจจะเกิดขึ้นกับโรงงานของเราอีกด้วยครับ

ประโยชน์ของการทำ RBI ประกอบไปด้วยดังนี้

  1. ช่วยลดความถี่ของการตรวจสอบและการหยุดเดินเครื่องอุปกรณ์ ทำให้โรงงานสามารถทำงานได้นานขึ้น
  2. ช่วยสร้างความมั่นใจว่าเทคนิคและวิธีการตรวจสอบเหมาะสมกับโอกาสในการเกิดความเสียหายของอุปกรณ์
  3. เป็นหนึ่งในเครื่องมือที่ช่วยในการบริหารความเสี่ยงขององค์กร
  4. ช่วยเพิ่มระยะเวลาในการเดินเครื่องจักรอุปกรณ์และลดระยะเวลาการหยุดเดินเครื่องจักรอุปกรณ์

จบกันไปแล้วนะครับสำหรับเรื่อง RBI ถือว่าเป็นอีกหนึ่งเครื่องมือที่สำคัญมากๆเลยนะครับในการช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของโรงงานของเรา ถ้าเพื่อนๆสนใจข้อมูลในเชิงลึกกว่านี้ สามารถอ่านเพิ่มเติมได้จาก API 580 : Risk-based inspection และ API 581: Risk Based Inspection Methodology หวังว่าเพื่อนๆคงจะได้เข้าใจเกี่ยวกับ RBI กันมากขึ้นและได้เห็นว่าการทำ RBI นั้นมีประโยชน์ต่อโรงงานเป็นอย่างมากเลยนะครับ แล้วพบกันใหม่บทความหน้า สวัสดีครับ

REPCO NEX จับมือ CFT พัฒนาโซลูชันระบบป้องกันอันตรายจากฟ้าผ่าด้วยเทคโนโลยีขั้นสูง

0
REPCO NEX ใน SCGC จับมือ คริติคอล แฟซิลิตี้ พัฒนาโซลูชันระบบป้องกันอันตรายจากฟ้าผ่าด้วยเทคโนโลยีขั้นสูง
REPCO NEX ใน SCGC จับมือ คริติคอล แฟซิลิตี้ พัฒนาโซลูชันระบบป้องกันอันตรายจากฟ้าผ่าด้วยเทคโนโลยีขั้นสูง

บริษัท ระยองวิศวกรรมและซ่อมบำรุง จำกัด ในธุรกิจเอสซีจี เคมิคอลส์ หรือ SCGC ร่วมกับบริษัท คริติคอล แฟซิลิตี้ (ประเทศไทย) จำกัด หรือ CFT ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือด้านผลิตภัณฑ์และการบริการ พร้อมโซลูชันระบบป้องกันอันตรายจากฟ้าผ่าด้วยเทคโนโลยีขั้นสูงครบวงจร

เพื่อยกระดับความปลอดภัยของผู้ปฏิบัติงานในโรงงานอุตสาหกรรม รวมทั้งป้องกันมิให้เกิดความเสียหายต่ออุปกรณ์และเครื่องจักร ซึ่งส่งผลกระทบต่อการหยุดชะงักของกระบวนการทำงานของโรงงาน โดยจะให้บริการลูกค้าในกลุ่มอุตสาหกรรมต่างๆ อาทิ ปิโตรเคมีและเคมีภัณฑ์ พลังงาน อาหาร เครื่องดื่มและยา แพคเกจจิ้ง ยานยนต์และอิเล็กทรอนิกส์ ครอบคลุมประเทศในอาเซียน ได้แก่ ไทย เวียดนาม อินโดนีเซีย กัมพูชา และสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว

Solution ของระบบป้องกันฟ้าผ่า

นายโชคชัย มนตรีอมรเชฐ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ระยองวิศวกรรมและซ่อมบำรุง จำกัด (REPCO NEX) ในธุรกิจเอสซีจี เคมิคอลส์ หรือ SCGC เปิดเผยว่า “REPCO NEX ดำเนินธุรกิจให้บริการโซลูชันและงานซ่อมบำรุงด้านวิศวกรรมแบบครบวงจร ซึ่งตระหนักและให้ความสำคัญกับความปลอดภัยในโรงงานอุตสาหกรรม โดยเฉพาะภัยพิบัติทางธรรมชาติ อย่างเช่น “ฟ้าผ่า” ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้บ่อยในประเทศที่อยู่ในเขตมรสุม สร้างความเสียหายให้แก่ชีวิตและทรัพย์สินเป็นอย่างมาก  โดยข้อมูลจากกรมโรงงานอุตสาหกรรมระบุว่า ความเสียหายจากฟ้าผ่าในแต่ละครั้งมีมูลค่าสูงถึง 250 ล้านบาท นอกจากความเสียหายของตัวโรงงาน อาคาร ระบบไฟและเครื่องจักรต่าง ๆ แล้ว อาจก่อให้เกิดไฟไหม้ได้อีกด้วย  การลงนามความร่วมมือในครั้งนี้   REPCO NEX จะนำความเชี่ยวชาญและประสบการณ์ในวงการอุตสาหกรรมที่มีมาอย่างยาวนาน ผนวกกับความร่วมมือกับพันธมิตรผู้เชี่ยวชาญด้านระบบป้องกันอันตรายจากฟ้าผ่าอย่างบริษัท คริติคอล แฟซิลิตี้ (ประเทศไทย) จำกัด หรือ CFT  เพื่อส่งมอบโซลูชันระบบป้องกันอันตรายจากฟ้าผ่าด้วยเทคโนโลยีขั้นสูง ภายใต้ทีมวิศวกรมืออาชีพที่ดูแลในทุกขั้นตอน ซึ่งจะช่วยยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยในโรงงาน ป้องกันความเสียหายที่อาจเกิดขึ้น รวมทั้งสร้างความมั่นใจให้กับผู้ปฏิบัติงาน ควบคู่กับการดูแลชุมชนรอบโรงงานให้ปลอดภัย”

เทคโนโลยีจาก CFT

นายประทีป กิ่งทอง กรรมการผู้จัดการ บริษัท คริติคอล แฟซิลิตี้ (ประเทศไทย) จำกัด (CFT) กล่าวว่า “ระบบป้องกันอันตรายจากฟ้าผ่าได้รับความสนใจและรับรู้มากขึ้นในช่วงหลายปีที่ผ่านมาเนื่องจากเกิดเหตุการณ์ความเสียหายที่เกี่ยวข้องกับฟ้าผ่าหลายครั้งในภูมิภาค สภาวะโลกร้อนส่งผลให้สภาพอากาศมีความแปรปรวน ทำให้มีพายุฝนฟ้าคะนองบ่อยขึ้น จึงส่งผลให้ความเสี่ยงที่จะเกิดภัยพิบัติทางธรรมชาติอันเนื่องมาจากฟ้าผ่าเพิ่มสูงขึ้นด้วยโดยเฉพาะในภูมิภาคนี้

ซึ่งนับเป็นภูมิภาคที่มีแนวโน้มเกิดฟ้าผ่าบ่อยครั้ง นอกจากนั้น การพัฒนาของเทคโนโลยีสมัยใหม่ที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วยังก่อให้เกิดช่องว่างขนาดใหญ่ระหว่างเทคโนโลยีใหม่และตัวเทคโนโลยีป้องกันอันตรายจากฟ้าผ่า ด้วยเหตุนี้ CFT จึงก่อตั้งขึ้นโดยมีจุดประสงค์เพื่อลดความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับสภาพอากาศแปรปรวนที่มีมากขึ้นและปิดช่องว่างระหว่างความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีและโซลูชันการป้องกันอันตรายจากฟ้าผ่า

โดย CFT นำเสนอนวัตกรรมระบบป้องกันอันตรายจากฟ้าผ่าที่มีเอกลักษณ์แตกต่างจากระบบทั่วไปในตลาด ด้วยการผสมผสานผลิตภัณฑ์ล้ำสมัยซึ่งเป็นที่ยอมรับจากการใช้งานจริงเข้ากับความเชี่ยวชาญเชิงเทคนิคด้านฟิสิกส์ของฟ้าผ่าที่แข็งแกร่ง การร่วมมือกันของ CFT และ REPCO NEX ในครั้งนี้จะเป็นการเสริมความแข็งแกร่งให้กับจุดแข็งที่แตกต่างของ CFT ด้วยขีดความสามารถด้านวิศวกรรมขั้นสูงของ REPCO NEX การร่วมมือกันในเชิงกลยุทธ์ในครั้งนี้นับเป็นการนำเสนอระบบป้องกันอันตรายจากฟ้าผ่าที่มีประสิทธิผลสูงที่สุดที่พร้อมตอบสนองความต้องการอันเร่งด่วนของอุตสาหกรรมสำคัญในยุค Industry 4.0”

Reference : https://www.scgchemicals.com/

[Free Seminar] – การขอรับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพวิศวกรรมควบคุม ระดับภาคีวิศวกร

0
วันพุธที่ 24 สิงหาคม : การขอรับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพวิศวกรรมควบคุม ระดับภาคีวิศวกร
วันพุธที่ 24 สิงหาคม : การขอรับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพวิศวกรรมควบคุม ระดับภาคีวิศวกร


รายละเอียดและลงทะเบียน :  https://bit.ly/3z5RQwx

วันพุธที่ 24 สิงหาคม : การขอรับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพวิศวกรรมควบคุม ระดับภาคีวิศวกร


*** รับจำนวนจำกัดไม่เกิน 1,000 คน ***
**** หลังจากลงทะเบียนเข้าร่วมสัมมนาผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์โปรแกรม Cisco Webex เรียบร้อยแล้ว


ให้ตรวจสอบที่ mail ของท่าน หากพบแล้วถือว่าท่านลงทะเบียนเข้าร่วมสัมมนาเรียบร้อยแล้ว และจะมีแจ้งอีกครั้งก่อนสัมมนา 1 วัน

#กว #ภาคีวิศวกร #อบรม

กฟผ. ดึงแพลตฟอร์ม Peer-to-Peer Energy Trading หนุนโครงการ SolarPlus ในการเชื่อมระบบการซื้อขายไฟกันเอง ครั้งแรกในไทย

0
กฟผ. ดึงแพลตฟอร์ม Peer-to-Peer Energy Trading หนุนโครงการ SolarPlus ในการเชื่อมระบบการซื้อขายไฟกันเอง ครั้งแรกในไทย
กฟผ. ดึงแพลตฟอร์ม Peer-to-Peer Energy Trading หนุนโครงการ SolarPlus ในการเชื่อมระบบการซื้อขายไฟกันเอง ครั้งแรกในไทย

กฟผ. หนุนโครงการ SolarPlus นำนวัตกรรมการบริหารจัดการพลังงานไฟฟ้า Peer-to-Peer Energy Trading Platform เป็นสื่อกลางเชื่อมการซื้อขายแลกเปลี่ยนพลังงานไฟฟ้าโดยตรงระหว่างผู้ผลิตและผู้บริโภคที่ติดตั้ง Solar Rooftop ครั้งแรกในไทย กับพันธมิตร 4 หน่วยงาน มุ่งพัฒนาการใช้พลังงานสะอาดในภาคที่อยู่อาศัย เดินหน้าสู่ Carbon Neutrality

ดร.จิราพร ศิริคำ รองผู้ว่าการยุทธศาสตร์ ในฐานะโฆษกการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เปิดเผยว่า กฟผ. ได้ร่วมเปิดตัวโครงการ SolarPlus ติดตั้ง Solar Rooftop ให้แก่ประชาชน เพื่อผลิตและขายไฟฟ้าเป็นครั้งแรกในไทย ซึ่งเป็นการสนับสนุนให้เกิดการใช้พลังงานสะอาด โดย กฟผ. ได้นำแพลตฟอร์ม Peer-to-Peer Energy Trading ที่ กฟผ. พัฒนาขึ้น เพื่อใช้สำหรับเป็นศูนย์กลางในการซื้อขายแลกเปลี่ยนพลังงานไฟฟ้าโดยตรงระหว่างผู้ผลิตและผู้บริโภคในโครงการนำร่องที่หมู่บ้านศุภาลัย การ์เด้นวิลล์ รังสิต คลอง 2 จ.ปทุมธานี พร้อมตั้งเป้าติดตั้ง 500,000 หลัง ทั่วประเทศภายใน 5 ปี คาดจะสามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลงได้ 2.3 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี ซึ่งโครงการนี้เป็นความร่วมมือระหว่าง กฟผ. กับอีก 4 หน่วยงานพันธมิตร ได้แก่ ธนาคารกสิกรไทย บริษัท พีอีเอ เอ็นคอม สมาร์ท โซลูชั่น จำกัด บริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน) และบริษัท อินโนพาวเวอร์ จำกัด โดยมีการร่วมแถลงข่าวเปิดตัวโครงการเมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 2565 ณ ตึก KLOUD by KBank สยามสแควร์ ซอย 7 กรุงเทพฯ

กฟผ. นอกจากจะดำเนินภารกิจหลักในการผลิตและส่งไฟฟ้าแล้ว ยังได้มุ่งพัฒนา Solutions ใหม่ด้านนวัตกรรมพลังงาน ตอบสนองความต้องการของผู้ใช้ไฟฟ้าในยุคดิจิทัลควบคู่ไปด้วย โดยได้นำแพลตฟอร์ม Peer-to-Peer Energy Trading ที่พัฒนาขึ้นโดย กฟผ. มาเป็นสื่อกลางซื้อขายแลกเปลี่ยนพลังงานไฟฟ้าโดยตรงระหว่างผู้ผลิตและผู้บริโภคที่ติดตั้ง Solar Rooftop ในโครงการ SolarPlus เพื่อใช้ในการบริหารจัดการพลังงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ และเป็นศูนย์กลางในการซื้อขายพลังงานไฟฟ้าจากพลังงานสีเขียว หวังเป็นต้นแบบของโครงการซื้อขายพลังงานแบบ Peer-to-Peer Energy Trading ที่กำลังจะเกิดขึ้นในอนาคต พร้อมเดินหน้าการพัฒนาการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานสะอาด เพื่อมุ่งสู่เป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) ของ กฟผ. ภายในปี ค.ศ. 2050 และเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Emissions) ในปี ค.ศ. 2065 ของประเทศ ตลอดจนเป็นผู้ให้บริการ Solutions ด้านพลังงานแบบครบวงจรในอนาคต

สำหรับแพลตฟอร์ม Peer-to-Peer Energy Trading ของ กฟผ. เป็นแพลตฟอร์มที่ให้บริการ Prosumer หรือผู้ที่สามารถผลิตพลังงานไฟฟ้าจากพลังงานสะอาด นำไฟฟ้าส่วนที่เกินจากความต้องการใช้งาน มาเสนอซื้อ-ขายระหว่างกันได้โดยตรง (Peer-to-Peer) ซึ่งผ่านการทดลองใช้งานจริงในโครงการทดสอบนวัตกรรมที่นำเทคโนโลยีมาสนับสนุนการให้บริการด้านพลังงาน (ERC Sandbox) ระยะที่ 1 ของสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) แล้ว โดยรองรับการตกลงซื้อขายพลังงานไฟฟ้าในรูปแบบสัญญาทวิภาคี (Bilateral Trading) ระหว่างผู้ผลิตและผู้ซื้อไฟฟ้า ซึ่งผู้ใช้งานสามารถติดตามค่าการผลิตและการใช้พลังงานไฟฟ้าได้แบบเรียลไทม์ผ่านแอปพลิเคชัน รวมทั้งดูประวัติย้อนหลังได้ตลอดเวลา โดย กฟผ. อยู่ระหว่างพัฒนาแพลตฟอร์มให้สามารถใช้งานได้ง่ายและเป็นที่แพร่หลายมากขึ้น พร้อมเตรียมขยายผลสู่การใช้งานในเชิงพาณิชย์ ตอบโจทย์การใช้งานของผู้บริโภคต่อไป

แหล่งที่มา: https://www.egat.co.th

#EGAT #Energy #Solarcell

งานแสดงเทคโนโลยีและการประชุมเฉพาะด้านเทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้า ASEW

0
Electric-Vehicle-Asia-2022
Electric-Vehicle-Asia-2022

“เปิดลงทะเบียนเข้าชมงานแล้ววันนี้

เส้นทางสู่การพลิกโฉมอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า”

งานแสดงเทคโนโลยีและการประชุมเฉพาะด้านเทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้าระดับนานาชาติแห่งเดียวในประเทศไทยเป็นส่วนหนึ่งของงาน ASEW เป็นโอกาสสำคัญในการพบปะบริษัทยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้า จะมีการประชุมด้านยานยนต์ไฟฟ้าระดับนานาชาติที่สำคัญอย่าง iEVTech ซึ่งจัดขึ้นเป็นครั้งที่ 7

โดยจัดภายใต้หัวข้อ ” Future Mobility Aspiration through Bio-Circular-Green Economy within APEC เป็นการประชุมระดับนานาชาติที่รวมตัวของผู้เชี่ยวชาญในสาขาการวิจัย การพัฒนา ผู้กำหนดนโยบาย และซัพพลายเออร์ที่เกี่ยวข้องในอุตสาหกรรม ยานยนต์ไฟฟ้าอย่างแท้จริง

ทำไมคุณถึงไม่ควรพลาด?

  • อันดับ 1 งานแสดงเทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้าในไทย
  • ผู้เข้าชมงานกว่า 25,000 คน
  • พบผู้แสดงสินค้ากว่า 250 ราย ร่วมโชว์เทคโนโลยี EV จากไทยและต่างประเทศ
  • เปิดประสบการณ์ รถยนต์ไฟฟ้ากว่า 10 แบรนด์ EV ชั้นนำ 
  • รวมตัวมากกว่า 60+ กูรู มาแบ่งปันความรู้เชิงลึกเกี่ยวกับอุตสาหกรรม EV

ลงทะเบียนล่วงหน้าได้แล้ววันนี้: https://ers.ubmthailand.com/

Electric Vehicle Asia 2022 | 14-16 September 2022, QSNCC, Bangkok

#evasia #electricvehicleasia #eva #asew #aseansustainableenergyweek #renewableenergy #energyefficiency 

การไฟฟ้าจีนใช้ AI ช่วยลดเวลาแก้ปัญหาไฟฟ้าดับจากหลายชั่วโมงเหลือ 3 วินาที

0
การไฟฟ้าจีนใช้ AI ช่วยลดเวลาแก้ปัญหาไฟฟ้าดับจากหลายชั่วโมงเหลือ 3 วินาที
การไฟฟ้าจีนใช้ AI ช่วยลดเวลาแก้ปัญหาไฟฟ้าดับจากหลายชั่วโมงเหลือ 3 วินาที

State Grid Xinjiang Electric Power Company หน่วยงานการไฟฟ้าที่รับผิดชอบระบบจ่ายไฟในเขต Xinjiang ได้นำเอาเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์มาช่วยในการจ่ายไฟคืนให้แก่ระบบเมื่อเกิดปัญหาไฟฟ้าดับ ช่วยลดเวลาการทำงานจากหลายชั่วโมงลงเหลือเพียงแค่ 3 วินาที

ทางบริษัทการไฟฟ้าของ Xinjiang ได้นำเอาปัญญาประดิษฐ์มาใช้งานในระบบการจ่ายไฟให้แก่ย่าน Qitailu ซึ่งเป็นย่านที่พักอาศัยของผู้คนราว 200 หลังคาเรือน ตั้งอยู่ในเมือง Urumqi ของมณฑล Xinjiang โดยก่อนหน้านี้ได้มีการทดลองใช้งานมาแล้ว 1 เดือน

ปัญหาไฟฟ้าดับจากการจ่ายไฟฟ้า

โดยปกติแล้วปัญหาไฟฟ้าดับที่เกิดขึ้นในระบบจ่ายไฟฟ้า หรือที่เรียกว่าการเกิด fault นั้น อาจเกิดได้จากหลายสาเหตุ การดำเนินการของผู้ดูแลระบบจำเป็นจะต้องค้นหาจุดที่เกิด fault และตัดแยกจุดดังกล่าวออกจากเครือข่ายระบบจ่ายไฟ ก่อนทำการกำหนดทิศทางการจ่ายไฟจากแหล่งผลิตไฟเข้าสู่พื้นที่ที่ประสบปัญหาไฟฟ้าดับ แล้วจึงทำการเชื่อมต่อวงจรจ่ายไฟคืนให้แก่ระบบได้ โดยกระบวนการทั้งหมดนี้อาจกินเวลานานหลายชั่วโมง

สาเหตุที่กระบวนการแก้ปัญหาไฟฟ้าดับทั้งหมดกินเวลาหลายชั่วโมงนั้น เนื่องจากเมื่อเกิด fault ขึ้นในระบบไฟฟ้าแล้ว คอมพิวเตอร์ซึ่งใช้สำหรับระบบควบคุมสั่งการเครือข่ายระบบจ่ายไฟจะอาศัยข้อมูลจากอุปกรณ์และเซ็นเซอร์ต่างๆ ที่ติดตั้งกระจายอยู่ในระบบจ่ายไฟมาประมวลผลและสร้างโค้ดจำนวนมากเพื่อแสดงข้อมูลของ error ในระบบ จากนั้นเจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบจะต้องคิดประมวลข้อมูลโค้ดเหล่านั้นด้วยตนเองเพื่อวิเคราะห์หาจุดที่เกิดปัญหา แล้วจะต้องสั่งการตัดแยก fault ออกจากระบบ รวมทั้งคิดหาเส้นทางการจ่ายไฟคืนให้แก่พื้นที่ประสบปัญหาไฟดับด้วยตนเองทั้งหมด

ทั้งนี้กระบวนการแก้ปัญหาไฟฟ้าดับของระบบจ่ายไฟนั้น หากแบ่งออกเป็นระบบจ่ายไฟแรงดันสูง, แรงดันปานกลาง และแรงดันต่ำแล้ว ระบบจ่ายไฟแรงดันต่ำถือเป็นระบบที่มีความซับซ้อนในการวิเคราะห์และแก้ปัญหายากที่สุด เนื่องจากสายไฟแรงดันต่ำนั้นมีการติดตั้งกระจายตัวเป็นบริเวณกว้าง และมีอุปกรณ์ปลีกย่อยที่เชื่อมต่อกับภาคผู้ใช้มากกว่า ทำให้มีความเสี่ยงที่จะเกิด fault หลากหลายประเภทและหลายตำแหน่งมากกว่าระบบจ่ายไฟแรงดันสูงและแรงดันปานกลาง

การพัฒนาด้วยระบบปัญญาประดิษฐ์ AI

การนำเอาปัญญาประดิษฐ์มาช่วยงานแก้ปัญหาไฟฟ้าขัดข้อง ทำให้มันสามารถใช้การวิเคราะห์ด้วยภาษาธรรมชาติจนเข้าใจข้อมูลโค้ดที่ถูกสร้างขึ้นโดยคอมพิวเตอร์ของระบบควบคุมการจ่ายไฟได้แทบจะในทันที จากนั้นมันจะสั่งการตัดแยกจุดทีเ่กิด fault และค้นหาเส้นทางการจ่ายไฟคืนระบบได้อย่างรวดเร็วโดยอาศัยการวิเคราะห์ที่อิงจากชุดข้อมูลที่มันเคยเรียนรู้เอาไว้ โดยทำทุกขั้นตอนทั้งหมดนี้ในเวลาแค่ 3 วินาที

อันที่จริงแล้วการใช้ปัญญาประดิษฐ์เข้ามาช่วยในการควบคุมระบบการจ่ายไฟนั้นไม่ใช่เรื่องใหม่เสียทีเดียว ในประเทศจีนมีการนำเอาเทคโนโลยีนี้เข้ามาใช้มากขึ้นนับตั้งแต่การก่อสร้างฟาร์มผลิตไฟฟ้าจากพลังงานลมและพลังงานแสงอาทิตย์เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในจีน เนื่องจากการจ่ายกระแสไฟของฟาร์มผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนดังกล่าวนั้นมีสถานะการจ่ายไฟที่เปลี่ยนแปลงผันผวนอย่างต่อเนื่อง หากแต่ว่าการใช้งานปัญญาประดิษฐ์ในช่วงเวลาก่อนหน้านี้จะเน้นหนักไปที่ระบบจ่ายไฟแรงดันสูงและแรงดันปานกลางเท่านั้น การนำเอามันมาใช้ควบคุมและแก้ปัญหาระบบไฟฟ้าในระดับแรงดันต่ำอย่างที่ทำอยู่ในย่าน Qitailu นี้ถือเป็นครั้งแรก

ที่มา : South China Morning Post, https://www.blognone.com

ครม.ไฟเขียว แผนพัฒนาเกษตรในอีอีซี 5 ปี 101 โครงการ 2,845 ล้าน

0
ครม.ไฟเขียว แผนพัฒนาเกษตรในอีอีซี 5 ปี 101 โครงการ 2,845 ล้าน
ครม.ไฟเขียว แผนพัฒนาเกษตรในอีอีซี 5 ปี 101 โครงการ 2,845 ล้าน

ครม.ไฟเขียว ร่างแผนปฏิบัติการพัฒนาการเกษตรในเขต EEC ระยะ 5 ปี 101 โครงการ 2,845 ล้านบาท ปั้น 5 คลัสเตอร์ 3 ยุทธศาสตร์ กระจายรายได้เกษตรกร

ครม.เห็นชอบร่างแผนปฏิบัติการด้านการพัฒนาการเกษตรในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก พ.ศ.2566-2570 ซึ่งร่างแผนปฏิบัติการฉบับนี้ มีระยะเวลาดำเนินการ 5 ปี ประกอบด้วย 101 โครงการ กรอบวงเงินรวม 2,845.55 ล้านบาท ซึ่งเป็นงบประมาณจากภาครัฐ 1,535.55 ล้านบาท และภาคเอกชน 1,310 ล้านบาท โดยมีเป้าหมายพัฒนาการเกษตร แบ่งออกเป็น 3 ประเภท คือ

1.เป้าหมายรวม เช่น ยกระดับรายได้เกษตรกรภายในปี 2580 และมูลค่าผลิตภัณฑ์มวลรวมในสาขาเกษตรเพิ่มขึ้น
2.เป้าหมายระดับจังหวัด เช่น จังหวัดฉะเชิงเทรา เป็นแหล่งเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำเชิงอุตสาหกรรม จังหวัดชลบุรี เป็นแหล่งพืชพลังงาน และจังหวัดระยอง เป็นแหล่งรวบรวมผลไม้และอาหารทะเลสด
3.เป้าหมายคลัสเตอร์ที่มีศักยภาพและดำเนินการ ได้ทันที ซึ่งประกอบด้วย 5 คลัสเตอร์ ได้แก่

1.ผลไม้ เน้นพัฒนาคุณภาพสินค้าสู่ตลาดสินค้ามูลค่าสูง เช่น ทุเรียน มังคุด มะม่วง ในพื้นที่จังหวัดระยองและฉะเชิงเทรา
2.ประมงเพาะเลี้ยง เน้นการเพิ่มมูลค่าในห่วงโซ่อุปทานด้วยเทคโนโลยีการผลิตและสร้างเศรษฐกิจใหม่ เช่น กุ้งก้ามกราม กุ้งขาว และปลานิล ในพื้นที่จังหวัดฉะเชิงเทราและระยอง
3.พืชสำหรับอุตสาหกรรมชีวภาพ เน้นยกระดับผลผลิตมันสำปะหลังให้มีคุณภาพและมีปริมาณที่เพียงพอต่อความต้องการของตลาด ส่งเสริมการแปรรูปด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัย เพื่อลดต้นทุนและเพิ่มมูลค่าสินค้า ในพื้นที่จังหวัดชลบุรี
4.พืชสมุนไพร เน้นการพัฒนาสมุนไพรอย่างครบวงจรในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) เช่น ฟ้าทะลายโจร กระชาย กัญชงและกัญชา ในพื้นที่จังหวัดฉะเชิงเทราและชลบุรี
5.เกษตรมูลค่าสูง เน้นพัฒนาคุณภาพสินค้าสู่ตลาดสินค้ามูลค่าสูง เช่น เนื้อโคพรีเมี่ยมคุณภาพสูงและไข่ไก่อินทรีย์ ในพื้นที่จังหวัดฉะเชิงเทรา ชลบุรี และระยอง

สำหรับการขับเคลื่อนร่างแผนปฏิบัติการ จะดำเนินการภายใต้ 3 ยุทธศาสตร์สำคัญ คือ ยุทธศาสตร์ที่ 1 ยกระดับผลิตภาพการผลิตโดยเทคโนโลยีการเกษตรและเทคโนโลยีชีวภาพ จำนวน 34 โครงการ วงเงิน 596.21 ล้านบาท ยุทธศาสตร์ที่ 2 ยกระดับผลิตภัณฑ์ให้มีมูลค่าเพิ่มด้วยนวัตกรรมและการตลาด จำนวน 24 โครงการ วงเงิน 845.54 ล้านบาท และยุทธศาสตร์ที่ 3 พัฒนาทรัพยากรมนุษย์ภาคเกษตรและสร้างบรรยากาศเข้าสู่ธุรกิจการเกษตรสมัยใหม่ จำนวน 43 โครงการ วงเงิน 1,403.8 ล้านบาท

น.ส.รัชดากล่าวว่า ประโยชน์ที่จะได้รับจากร่างแผนปฏิบัติการนี้ เป็นการปรับโครงสร้างการเกษตรในพื้นที่ EEC ให้เชื่อมโยงกับภาคเศรษฐกิจอื่น ๆ และเป็นต้นแบบการพัฒนาภาคการเกษตรในประเทศไทย ที่เน้นการประยุกต์และพัฒนาเทคโนโลยีทางการเกษตรที่ตอบสนองต่อความต้องการของตลาดสินค้าเกษตรไทย และเกิดการกระจายรายได้ไปสู่เกษตรกร

Reference: https://www.prachachat.net/

นวัตกรรมคัดกรองโควิด-19 จากลมหายใจ ตรวจได้แบบไม่ต้องเจ็บตัว

0
นวัตกรรมคัดกรองโควิด-19 จากลมหายใจ
นวัตกรรมคัดกรองโควิด-19 จากลมหายใจ

คนไทยก็ทำได้… นวัตกรรมคัดกรองโควิด-19 จากลมหายใจ ตรวจได้แบบไม่ต้องเจ็บตัว นักวิจัยเผยใช้จมูกอิเล็กทรอนิกส์ผสานกับแมชชีนเลิร์นนิ่งและเอไอ แยกแยะกลิ่นคนติดเชื้อได้ รู้ผลใน 5 นาที คาดผลิตจำหน่ายเชิงพาณิชย์ได้ภายในสิ้นปีนี้ ชมต้นแบบและทดลองใช้งานจริงที่งานมหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ 2565

ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ กล่าวว่า ปัญหาการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) เป็นหนึ่งในปัญหาที่มีความสำคัญ และยังคงมีการแพร่ระบาดอย่างต่อเนื่องในปัจจุบัน ซึ่งหากไม่มีมาตรการหรือยุทธศาสตร์เชิงรุกในการควบคุมเชื้อโรคได้ดี อาจจะทวีความรุนแรงขึ้นได้อีกในอนาคต สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม จึงให้ทุนสนับสนุน “การพัฒนาระบบต้นแบบเครื่องตรวจคัดกรองผู้ป่วยติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) แบบไม่เจ็บตัว โดยการวิเคราะห์โปรไฟล์จากลมหายใจ” ผลงานของ “นายพิศิษฐ์ มิตรเกื้อกูล และคณะ” ที่ร่วมกันพัฒนานวัตกรรมอุปกรณ์ทางการแพทย์รูปแบบใหม่ เพื่อเป็นทางเลือกในการคัดกรองผู้ป่วยที่ติดเชื้อโควิด-19 ได้อย่างรวดเร็ว

นายพิศิษฐ์ มิตรเกื้อกูล นายกสมาคมกีฬาเครื่องบินจำลองและวิทยุบังคับ กล่าวว่า นวัตกรรมดังกล่าวเกิดขึ้นจากการบูรณาการความเชี่ยวชาญของทีมผู้พัฒนาที่มาจากหลายหน่วยงาน ซึ่งประกอบด้วย สมาคมกีฬาเครื่องบินจำลองและวิทยุบังคับ โรงพยาบาลราชวิถี มหาวิทยาลัยมหิดล และภาคเอกชน โดยระบบต้นแบบเครื่องตรวจคัดกรองผู้ป่วยติดเชื้อโควิด-19 โดยใช้ลมหายใจนี้ ถือเป็นนวัตกรรมรูปแบบใหม่ในการตรวจคัดกรองผู้ป่วยฯ ที่ไม่ต้องเจ็บตัว ไม่ต้องแยงจมูก ไม่ต้องเจาะเลือด และไม่ต้องใช้น้ำลาย ซึ่งวิธีดังกล่าวเป็นวิธีที่มีความไว(Sensitivity) และความจำเพาะ (specificity) สูง สามารถรู้ผลตรวจได้ภายใน 5 นาที ทำให้สามารถทำการคัดแยกผู้มีความเสี่ยงติดเชื้อให้ออกมาได้อย่างรวดเร็ว สามารถเข้าสู่กระบวนการรักษาได้ทันท่วงที และลดโอกาสในการระบาดของเชื้อโควิด-19 ในวงกว้างได้ โดยมีค่าใช้จ่ายในการตรวจไม่เกิน 10 บาท/คน

ด้าน ดร.เธียร์สิทธิ์ นาสัมพันธ์ นักวิจัยหลังปริญญาเอก จากภาควิชาเภสัชกรรม คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล หนึ่งในคณะผู้พัฒนา ฯ เปิดเผยว่า งานวิจัยนี้เป็นการสร้างเครื่องสำหรับวิเคราะห์ลมหายใจ เพื่อจำแนกกลิ่นที่แตกต่างกันของคนติดเชื้อกับคนไม่ติดเชื้อ ซึ่งเป็นการต่อยอดองค์ความรู้เดิม ที่มีการพัฒนาเครื่องที่วิเคราะห์ลมหายใจในการวิเคราะห์โรคมาแล้ว โดยเครื่องแรกคือ เครื่องตรวจระดับน้ำตาลในกระแสเลือดโดยใช้ลมหายใจ ซึ่งใช้งานกับโรคเบาหวานมาแล้วกว่า 10 ปี ทำให้มีฐานข้อมูลและองค์ความรู้ เมื่อเกิดสถานการณ์โควิด-19 ในช่วง2-3 ปีที่ผ่านมา จึงเกิดแนวคิดในการฟอร์มทีมที่จะนำองค์ความรู้ที่มีอยู่ ต่อยอดกับความเชี่ยวชาญของหน่วยงานต่างๆ ในการสร้างนวัตกรรมรูปแบบใหม่ขึ้น

“ทีมวิจัยเริ่มเก็บข้อมูลและทดสอบเบื้องต้นตั้งแต่ปี 2563 เมื่อมีข้อมูลมากพอจนเกิดความมั่นใจ จึงเริ่มขออนุญาตทำการทดสอบในคนอย่างเป็นทางการ และเก็บตัวอย่างมากขึ้นที่โรงพยาบาลราชวิถี ต่อมาได้รับการสนับสนุนทุนวิจัยจาก วช. ในปี 2564 ทำให้สามารถเก็บตัวอย่างได้จำนวนมากขึ้นและพัฒนาต้นแบบออกมาได้อย่างรวดเร็ว”

สำหรับเทคโนโลยีที่ใช้ในการพัฒนาฯ นักวิจัย กล่าวว่า เป็นการนำเทคโนโลยีที่เรียกว่าจมูกอิเล็กทรอนิกส์ หรือก๊าซเซ็นเซอร์ มาตรวจวัดสารระเหยอินทรีย์ หรือกลิ่นที่เป็นสารไบโอมาร์กเกอร์จากลมหายใจ ซึ่งทีมวิจัยมีฐานข้อมูลที่สามารถจดจำและจำแนกกลิ่นที่แตกต่าง ระหว่างคนที่ติดเชื้อหรือไม่ติดเชื้อได้ นอกจากนี้ยังมีการนำระบบแมชชีนเลิร์นนิ่ง และปัญญาประดิษฐ์หรือเอไอ เข้ามาใช้ในการประมวลผลทำให้สามารถวิเคราะห์และตรวจคัดกรองได้อย่างแม่นยำมากขึ้น ปัจจุบันมีความแม่นยำประมาณ 97 % จากฐานข้อมูลของทีมวิจัยที่มีอยู่ประมาณ 3 พันตัวอย่าง

อย่างไรก็ตาม ทีมวิจัยได้มีการเก็บตัวอย่างการคัดกรองโควิด-19 จากผู้เข้าชมงานมหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ 2565 ซึ่งเป็นการนำต้นแบบนวัตกรรมออกมาทดสอบใช้งานกับกิจกรรมภายนอกโรงพยาบาลเป็นครั้งแรก และจะมีการนำเอาข้อมูลกลับไปปรับปรุงนวัตกรรมให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

นวัตกรรมนี้ ได้ขอจดสิทธิบัตรแล้ว 12 ประเทศใน 6 ทวีป และอยู่ระหว่างการดำเนินการส่งตีพิมพ์ในวารสารนานาชาติที่มีคุณภาพ รวมถึงมีแผนในการขอขึ้นทะเบียนบัญชีนวัตกรรม บัญชีสิ่งประดิษฐ์ และการทำมาตรฐานต่าง ๆ ให้เป็นที่ยอมรับ คาดว่า จะสามารถผลิตจำหน่ายเชิงพาณิชย์ได้ภายในสิ้นปีนี้ และอนาคตจะสามารถประยุกต์ใช้งานเครื่องดังกล่าวกับการตรวจคัดกรองโรคอื่น ๆ ที่ใช้ลมหายใจเป็นตัวบ่งชี้หรือบ่งบอกสภาวะผิดปกติได้

Reference : สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ

#อว #MHESI #วช #NRCT

ขอเชิญสมัครอบรมการพัฒนาระบบการจัดการความปลอดภัยสู่มาตรฐานสากล [รุ่นที่ 2]

0
ขอเชิญสมัครอบรมการพัฒนาระบบการจัดการความปลอดภัยสู่มาตรฐานสากล รุ่นที่ 2
ขอเชิญสมัครอบรมการพัฒนาระบบการจัดการความปลอดภัยสู่มาตรฐานสากล รุ่นที่ 2

สถาบันส่งเสริมความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน (องค์การมหาชน)  ได้จัดทำโครงการส่งเสริมความปลอดภัยและอาชีวอนามัยภูมิภาคตะวันออก โดยเน้นการให้บริการด้านความปลอดภัยฯ ในพื้นที่ภาคตะวันออก ซึ่งปี 2565 ศูนย์ประสานงานและเตรียมความพร้อมในการขับเคลื่อนภารกิจการส่งเสริมความปลอดภัย และอาชีวอนามัยภูมิภาคตะวันออก (Occupational Safety and Health Center in Eastern Thailand : OSHCET)

กำหนดจัดอบรม “การพัฒนาระบบการจัดการความปลอดภัยสู่มาตรฐานสากล รุ่นที่ 2” ในรูปแบบออนไลน์  เพื่อเป็นแนวทางในการจัดทำระบบการจัดการความลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน ของสถานประกอบการ อย่างมีหลักการ มีขั้นตอนที่เหมาะสม นำไปสู่การปฏิบัติอย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงแนวทางการตรวจประเมิน ตรวจพิสูจน์ และตรวจติดตาม ได้อย่างเหมาะสม เพื่อการต่อยอดไปสู่การขอการรับรองมาตรฐานต่าง ๆ และมาตรฐานสากลได้อย่างยั่งยืน 

สสปท. จึงขอเชิญชวนเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงานระดับวิชาชีพ และผู้เกี่ยวข้องด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน ของสถานประกอบกิจการและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่จังหวัดสมุทรปราการ  จังหวัดชลบุรี และภูมิภาคตะวันออก สมัครเข้าร่วมการฝึกอบรมฯ (สมัครฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย)

  กำหนดการจัดอบรม  

• วันที่  17 สิงหาคม 2565  (เวลา 08.45 – 12.00 น.)

• รูปแบบออนไลน์ ผ่านโปรแกรม Zoom Meeting จำนวน 60 ท่าน

 วิทยากร  

• นายพงษ์สิทธิ์ ศิริฤกษ์อุดมพร ผู้เชี่ยวชาญประจำศูนย์ OSHCET

 

หลักเกณฑ์และเงื่อนไขการสมัครเข้าร่วมอบรม  

  • ผู้เข้าอบรมฯ ลงทะเบียนผ่าน Google Form ระหว่างวันที่ 3 – 10 สิงหาคม 2565
  • ผู้เข้าอบรมฯ ต้องรายงานตัวก่อนการอบรมผ่านทาง Google Form
  • ผู้เข้าอบรมฯ ต้องเป็นเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงานระดับวิชาชีพ และผู้เกี่ยวข้องด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัยและสภาพแวดล้อมในการทำงาน ในพื้นที่จังหวัดสมุทรปราการและจังหวัดชลบุรี
  • ขอสงวนสิทธิ์สำหรับบุคลากรของสถานประกอบกิจการหรือหน่วยงานละ 1 ท่าน/สิทธิการเข้าอบรม โดยผู้ที่สมัครเข้าร่วมอบรมฯ ต้องสามารถเข้าร่วมอบรมตามวันและเวลาในกำหนดการตลอดทั้งวัน
  • ผู้เข้าอบรมต้องทำแบบทดสอบความรู้ก่อน – หลัง รวมทั้งแบบประเมินการเข้าร่วมอบรม และมีผลคะแนนการทดสอบความรู้หลังการอบรม ตั้งแต่ 70% ขึ้นไป ถึงจะได้รับใบประกาศนียบัตรอิเล็กทรอนิกส์การเข้าร่วมอบรม ผ่านอีเมลที่ท่านสมัคร
  • ผู้สมัครเข้าร่วมอบรมรูปแบบออนไลน์จะได้รับลิงก์เข้าร่วมอบรมทางอีเมลที่ท่านสมัครเข้าร่วมอบรมไว้ หากท่านไม่ได้รับลิงก์ภายในวันที่ 15 สิงหาคม 2565 กรุณาติดต่อเจ้าหน้าที่

  

รายละเอียดเพิ่มเติม https://www.tosh.or.th/

ส่วนประกอบของ Gate Valve

0

วันนี้พามาดูส่วนประกอบของ Gate Valve โดยทาง Hawle E3 non-rising stem gate valve