“BGRIM-EDL-Gen” ร่วมพัฒนาธุรกิจโรงไฟฟ้า รับพลังงานสะอาดในภูมิภาคอาเซียน

0
"BGRIM-EDL-Gen" ร่วมพัฒนาธุรกิจโรงไฟฟ้า รับพลังงานสะอาดในภูมิภาคอาเซียน
"BGRIM-EDL-Gen" ร่วมพัฒนาธุรกิจโรงไฟฟ้า รับพลังงานสะอาดในภูมิภาคอาเซียน

บี.กริม เพาเวอร์ ลงนาม MOU บริษัท ผลิต-ไฟฟ้าลาว (มหาชน) ร่วมศึกษาความเป็นไปได้ในการพัฒนาธุรกิจโรงไฟฟ้า เพื่อตอบสนองความต้องการพลังงานสะอาดในเขตภูมิภาคอาเซียน

ดร.ฮาราลด์ ลิงค์ ประธาน บี.กริม และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บี.กริม เพาเวอร์ จำกัด  (มหาชน) หรือ BGRIM ได้ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลง (MOU) กับ ท่านดวงสี พาละยก ผู้อำนวยการ บริษัท ผลิต-ไฟฟ้าลาว (มหาชน) หรือ EDL-Gen ซึ่งเป็นบริษัทลูกของรัฐวิสาหกิจไฟฟ้าลาว (Electricité Du Laos – EDL) เพื่อร่วมศึกษาความเป็นไปได้ในการพัฒนาธุรกิจโรงไฟฟ้าพลังน้ำ พลังงานลม พลังงานแสงอาทิตย์ ระบบส่งและการจำหน่ายไฟฟ้าภายในและต่างประเทศ (Domestic and International Energy Trading) เพื่อตอบสนองความต้องการพลังงานสะอาดในเขตภูมิภาคอาเซียน 

EDL-Gen เป็นผู้ผลิตและจำหน่ายไฟฟ้าจากโครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำใน สปป.ลาว ก่อตั้งในปี 2553 จากการแปรสภาพหน่วยผลิตไฟฟ้าของรัฐวิสาหกิจไฟฟ้าลาว และเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ลาวในปี 2560 ปัจจุบัน EDL-Gen มีกำลังการผลิตไฟฟ้าติดตั้งรวม 1,949 เมกะวัตต์ ซึ่งเป็นโครงการโรงไฟฟ้าที่เปิดดำเนินการแล้ว 27 โครงการ กำลังการผลิตรวม 1,683 เมกะวัตต์ แบ่งเป็นโรงไฟฟ้าพลังน้ำที่ EDL-Gen เป็นเจ้าของ 100% จำนวน 10 โครงการ และโครงการร่วมภาคเอกชน (IPP) 16 โครงการ

ซึ่งไทยถือเป็นลูกค้ารายใหญ่ที่ซื้อไฟฟ้าจาก EDL-Gen ในสัดส่วนสูงถึง 42% ของปริมาณการผลิตไฟฟ้าติดตั้งทั้งหมด แนวทางพัฒนาโครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำต่อจากนี้ EDL-Gen มีนโยบายเปิดกว้างให้เอกชนผู้ผลิตไฟฟ้าอิสระ (IPP) ร่วมลงทุนพัฒนาโครงการเพื่อดึงเม็ดเงินการลงทุนจากต่างประเทศ โดยตั้งเป้าว่าภายในปี 2572 EDL-Gen จะมีโรงไฟฟ้ารวมทั้งสิ้น 42 โครงการ กำลังการผลิตติดตั้งรวม 2,435 เมกะวัตต์ 

ทั้งนี้ ปัจจุบัน บี.กริม เพาเวอร์ มีโครงการที่เปิดดำเนินการแล้วทั้งหมด 56 โครงการ มีเป้าหมายการมีสัญญาซื้อขายไฟฟ้า 7,200 เมกะวัตต์ ภายในปี 2568 และ 10,000 เมกะวัตต์ภายในปี 2573 โดยมองเห็นโอกาสในการขยายการลงทุนโรงไฟฟ้าทั้งในประเทศและต่างประเทศรวมถึงร่วมทุนกับพันธมิตรต่าง ๆ พร้อมก้าวสู่บริษัทผู้ผลิตพลังงานชั้นนำระดับโลก ส่วนเป้าหมายระยะยาวของ บี.กริม เพาเวอร์ ที่สำคัญ คือ เป้าหมายการก้าวสู่องค์กรที่ไม่ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ หรือ Net-Zero Carbon Emissions ภายในปี พ.ศ. 2593 

Reference : https://www.bangkokbiznews.com

ราคาวัสดุก่อสร้างพรวด 35% อสังหาเร่งกวาดตลาด 3 ล้าน

0
ราคาวัสดุก่อสร้างเพิ่มขึ้น
ราคาวัสดุก่อสร้างเพิ่มขึ้น

LPN ส่องแนวโน้มอสังหาฯครึ่งปีหลัง มีกับดักธุรกิจมากมาย ราคาวัสดุก่อสร้าง 11 หมวดแพงยกแผงหมวด “เหล็ก-สุขภัณฑ์” ราคาขึ้นสูงถึง 12-35% จับตาบ้าน-คอนโดฯ โซนปลอดภัยราคา 3 ล้านบวกลบ มนุษย์เงินเดือนซื้อได้

แนวโน้มตลาดอสังหาฯในปีนี้

บริษัท LPN เปิดเผยว่า จากการประเมินครึ่งปีหลัง 2565 ภาพรวมเศรษฐกิจมีแนวโน้มชะลอตัว เป็นผลกระทบจากสงครามรัสเซีย-ยูเครน ทำให้ราคาพลังงานโดยเฉพาะน้ำมันและราคาวัสดุก่อสร้างปรับตัวสูงขึ้น ส่งผลกระทบต่อต้นทุนการก่อสร้างซึ่งคิดเป็นสัดส่วน 30% ของต้นทุนพัฒนาโครงการทั้งหมดต้องปรับตัวสูงขึ้นตามไปด้วย

เทรนด์ความต้องการที่อยู่อาศัยในช่วงครึ่งปีหลัง 2565 เนื่องจากสถานการณ์ความไม่แน่นอนทั้งวิกฤตสงครามและโควิด-19 ลูกค้ามีแนวโน้มชะลอการตัดสินใจซื้อที่อยู่อาศัย เพราะลูกค้าบางกลุ่มบางอาชีพยังไม่แน่ใจรายได้ในอนาคตว่าจะเป็นอย่างไร ทำให้ราคาที่อยู่อาศัยที่เหมาะสมและยังเป็นที่ต้องการของตลาดจึงเป็นกลุ่มระดับราคาไม่เกิน 3 ล้านบาท

“เหล็ก-สุขภัณฑ์” ขึ้นหนักมาก

แนวโน้มการลงทุนในช่วงครึ่งปีหลัง 2565 ดีเวลอปเปอร์ยังคงมีแผนเปิดตัวโครงการใหม่อย่างต่อเนื่อง ถึงแม้แนวโน้มเศรษฐกิจจะชะลอตัวจากผลกระทบสงครามรัสเซีย-ยูเครน อัตราเงินเฟ้อทั่วโลกปรับตัวสูงขึ้น อัตราเงินเฟ้อไทยแตะระดับ 7.66% ในเดือนมิถุนายน 2565 สูงที่สุดในรอบ 13 ปี ทำให้อัตราเงินเฟ้อเฉลี่ยครึ่งปีแรก 2565 อยู่ที่ 5.61% กระทบเป็นลูกโซ่ทำให้ราคาวัสดุก่อสร้างปรับตัวสูงขึ้นไม่น้อยกว่า 5%

โดยดัชนีราคาก่อสร้างบ้านมาตรฐาน ณ ไตรมาส 1/65 อยู่ที่ 129.8 เพิ่มขึ้น 5.3% เมื่อเทียบกับไตรมาส 1/64 และเพิ่มขึ้น 3.9% เทียบกับไตรมาส 4/64

ทั้งนี้ ต้นทุนวัสดุก่อสร้างและตกแต่ง 11 หมวด เปรียบเทียบไตรมาส 1/65 กับไตรมาส 1/64 มีการปรับเพิ่มขึ้น ดังนี้
1.เหล็กและผลิตภัณฑ์เหล็ก เพิ่มขึ้น 35%
2.สุขภัณฑ์ เพิ่ม 12.7%
3.งานวิศวกรรมโครงสร้าง เพิ่ม 12%
4.วัสดุก่อสร้างอื่น ๆ เพิ่ม 8%
5.งานระบบไฟฟ้าและระบบสื่อสาร เพิ่ม 5%
6.ผลิตภัณฑ์คอนกรีต เพิ่ม 6.8%
7.อุปกรณ์ไฟฟ้าและประปา เพิ่ม 6.6%
8.ไม้และผลิตภัณฑ์ไม้ เพิ่ม 4.6%
9.งานสถาปัตยกรรม เพิ่ม 2.6%
10.งานระบบสุขาภิบาล เพิ่ม 2.2%
11.กระเบื้อง เป็นหมวดสินค้าเดียวที่ไม่มีการปรับเพิ่มขึ้น และลดลง -3.2%

ซึ่งราคาที่เพิ่มขึ้นมาจะกระทบต่อต้นทุนในทุกภาคส่วนแน่นอนครับ ซึ่งจะต้องคอยจับตาดูแนวโน้มต่อไปและคอยวางแผนการใช้ชีวิตอย่างระมัดระวังด้วยนะครับ

Reference : https://www.prachachat.net

#ราคาวัสดุก่อสร้างสูงขึ้น

อุตสาหกรรมวัสดุก่อสร้างของจีน หันมาลดการปล่อย “คาร์บอน”

0
China-factory-reduce-carbon
China-factory-reduce-carbon

โรงงานผลิตปูนซีเมนต์แห่งหนึ่งใน เมืองถงชวน มณฑลส่านซี ได้ออกแบบ และสร้างโรงงานแฝดระบบดิจิทัลมัลติดาต้า (Digital Twin Meta Factory) แห่งแรกขึ้นมา โดยมีความสามารถวิเคราะห์ข้อมูลต่าง ๆ ตั้งแต่ระบบการผลิต ดังนั้นตจึงสามารถผลิตได้อย่างมีประสิทธิภาพและ “ลดการใช้พลังงานได้แบบเรียลไทม์ ทำให้สามารถปล่อยมลพิษในปริมาณที่น้อยที่สุด” สามารถนำขยะกลับมาใช้ใหม่ได้ 100% และไม่ปล่อยน้ำเสียออกมาเลย 

และโรงงานในเมืองปั้งปู้ มณฑลอานฮุย มีอาคารที่ติดตั้งโซลาร์เซลล์แบบฟิล์มบาง (Thin film Solar cell) และมีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก จากการใช้วัสดุพิเศษในการผลิตกระจกเพื่อทดแทนวัสดุผนังภายนอกและหลังคาส่วนใหญ่ แม้ในสภาพแสงน้อย เช่น วันที่เมฆมากก็ยังสามารถแปลงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ “ทำให้สามารถลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้ถึง 10,600 ตันต่อปี”

Reference : https://www.nationtv.tv/

EV Charger กำลังสูง 150 kW โดย กฟผ.-สวทช. รองรับธุรกิจหัวชาร์จไฟฟ้า หนุน EV Ecosystem แบบครบวงจรในไทย

0
กฟผ. ร่วมมือ สวทช. ผลักดัน EV Ecosystem แบบครบวงจรในประเทศไทย อัพเกรดแล็บทดสอบอุปกรณ์อัดประจุรถยนต์ไฟฟ้า (EV Charger)
กฟผ. ร่วมมือ สวทช. ผลักดัน EV Ecosystem แบบครบวงจรในประเทศไทย อัพเกรดแล็บทดสอบอุปกรณ์อัดประจุรถยนต์ไฟฟ้า (EV Charger)

กฟผ. ร่วมมือ สวทช. ผลักดัน EV Ecosystem แบบครบวงจรในประเทศไทย อัพเกรดแล็บทดสอบอุปกรณ์อัดประจุรถยนต์ไฟฟ้า (EV Charger) กำลังสูง 150 kW ของศูนย์ทดสอบผลิตภัณฑ์ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ หรือ PTEC สำหรับยานยนต์ไฟฟ้า เพื่อรองรับผู้ประกอบการหัวชาร์จไฟฟ้าในไทย ลดการนำเข้าจากต่างประเทศ ส่งเสริมการพัฒนาอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าขนาดใหญ่ในระบบขนส่งสาธารณะ สู้ราคาน้ำมัน

การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) และ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ด้านกิจการพิเศษ และ ศูนย์ทดสอบผลิตภัณฑ์ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ (PTEC) ร่วมแถลงข่าวเปิดตัวศูนย์ทดสอบอุปกรณ์อัดประจุรถยนต์ไฟฟ้ากำลังสูงตามมาตรฐาน IEC 61851 ณ ศูนย์ทดสอบผลิตภัณฑ์ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ (PTEC) สำหรับยานยนต์ไฟฟ้า อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย จ.ปทุมธานี

การร่วมมือครั้งนี้นับเป็นอีกก้าวสำคัญของการผลักดัน EV Ecosystem ในประเทศไทย โดยทั้งสองหน่วยงานภาครัฐที่มีเป้าหมายเดียวกันได้ร่วมมือขับเคลื่อนอนาคตยานยนต์ไฟฟ้าไทย ในการสร้างบรรทัดฐานด้านความปลอดภัยของระบบชาร์จสำหรับยานยนต์ไฟฟ้าโดยสารสาธารณะ ทั้งบนถนนและแม่น้ำให้ได้ระดับมาตรฐานสากล สถานีชาร์จจัดเป็นองค์ประกอบหลักของ EV Ecosystem นอกจากต้องมีทำเลที่ตั้งที่เหมาะสม ปลอดภัย ครอบคลุมพื้นที่การเดินทางแล้ว สิ่งสำคัญอย่างยิ่งคือ “มาตรฐาน” ของสถานีชาร์จที่ต้องสร้างความมั่นใจให้กับผู้ใช้บริการ ทั้งยานยนต์ไฟฟ้าทั่วไป และยานยนต์ไฟฟ้าดัดแปลง

แล็บทดสอบ EV Charger กำลังสูง 150 kW โดย กฟผ.-สวทช. รองรับธุรกิจหัวชาร์จไฟฟ้า หนุน EV Ecosystem แบบครบวงจรในไทย 3

“กฟผ. จึงได้ร่วมมือกับ สวทช. สร้างความมั่นใจ พร้อมส่งเสริมผู้ประกอบการผลิตหัวชาร์จไฟฟ้าในประเทศ โดยการพัฒนาแล็บทดสอบหัวชาร์จไฟฟ้า ที่มีมาตรฐานสากลรองรับ ณ ศูนย์ทดสอบผลิตภัณฑ์ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ (PTEC) สำหรับยานยนต์ไฟฟ้า อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย จากเดิมที่สามารถทดสอบได้เพียง 60 กิโลวัตต์ ขยายการทดสอบเพิ่มเป็น 150 กิโลวัตต์ เพื่อให้ผู้สนใจผลิตหัวชาร์จไฟฟ้าสามารถนำมาทดสอบเพื่อให้ได้มาตรฐาน อีกทั้งยังเป็นการพัฒนาองค์ความรู้การทดสอบเครื่องอัดประจุไฟฟ้าในประเทศไทยด้วย โดยจะเปิดให้บริการทดสอบ 15 กรกฎาคม 2565 นี้ ศูนย์ทดสอบแห่งนี้จะมีประโยชน์ในวงกว้างต่อประเทศชาติ และเป็นโอกาสในการสร้างนวัตกรรมเครื่องอัดประจุไฟฟ้า ส่งเสริมอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศให้เข้มแข็งและยั่งยืนต่อไป”

จากนโยบายภาครัฐที่ต้องการให้ประเทศไทยยังคงเป็นฐานในการผลิตยานยนต์แบบเดิมและยานยนต์ไฟฟ้าของโลกนั้น หลายหน่วยงานได้ระดมสรรพกำลัง ส่งเสริมการใช้ยานยนต์ไฟฟ้ามากขึ้น ทั้งการผลิตแบตเตอรี่ การประกอบยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศ และการนำยานยนต์ไฟฟ้าไปใช้ขนส่งในระบบสาธารณะ PTEC เห็นถึงวิสัยทัศน์และความมุ่งมั่นของ กฟผ. ในการสร้างระบบนิเวศน์ยานยนต์ไฟฟ้า (EV Ecosystem) จึงได้ร่วมมือกันพัฒนาแล็บทดสอบดังกล่าวขึ้น โดยเน้นไปที่การทดสอบหัวชาร์จไฟฟ้าแบบกระแสตรงขนาดใหญ่ 150 กิโลวัตต์ สำหรับการใช้งานของรถโดยสารสาธารณะไฟฟ้า หัวรถลากไฟฟ้า และเรือเฟอร์รี มุ่งหวังลดค่าใช้จ่ายให้กับผู้ประกอบการในการส่งหัวชาร์จไปรับรองมาตรฐานที่ต่างประเทศ ลดต้นทุนในการผลิต ลดระยะเวลาในการพัฒนา ส่งผลให้ราคาของหัวชาร์จไฟฟ้าไม่สูงมาก สามารถแข่งขันในตลาดได้

นอกจากนี้ สวทช. โดย PTEC ยังให้บริการทดสอบชิ้นส่วนสำคัญของยานยนต์ไฟฟ้าตามมาตรฐานสากลอีกหลายชนิด ทั้งเซลล์แบตเตอรี่ลิเธียม โมดูลแบตเตอรี่ของมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า แบตเตอรี่แพ็กของยานยนต์ไฟฟ้า การทดสอบประสิทธิภาพการใช้พลังงานไฟฟ้าของมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าเบอร์ 5 การทดสอบชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ในยานยนต์ชนิดต่าง ๆ รวมไปถึงการทดสอบความเข้ากันได้ทางแม่เหล็กไฟฟ้า (EV) สำหรับยานยนต์ทั้งคัน PTEC และ กฟผ. พร้อมสนับสนุน EV Ecosystem ของประเทศไทยให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อรองรับการพัฒนาอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าอย่างยั่งยืนต่อไป

โดยสามารถติดต่อขอข้อมูลเพิ่มเติมทางเมลที่ [email protected] และ [email protected]

แหล่งที่มา https://www.egat.co.th

=======================================

แล้วพบกับสาระความรู้ทางด้านงานช่าง และงานวิศวกรรมได้ในโพสต์ถัดๆไปนะครับ หรือสามารถตามสื่อตามๆของเราด้านล่างเลยนะครับ

Website: www.naichangmashare.com
Facebook: https://www.facebook.com/naichangmashare/
Blockdit :  https://www.blockdit.com/naichangmashare
Instragram: https://www.instagram.com/naichangmashare/
Twitter: https://twitter.com/naichangmashare
Youtube: https://www.youtube.com/channel/UCmIPiSeg-uy4k8JYSmknp_g

=======================================

#นายช่างมาแชร์

ฟินแลนด์เปิดตัวแบตเตอรี่ทรายสำหรับเก็บพลังงานความร้อน

0
Polar Night Energy’s sand-based thermal storage system
Polar Night Energy’s sand-based thermal storage system

บริษัท บริษัท โพลาร์ ไนท์ เอเนอร์จี (Polar Night Energy) จากฟินแลนด์ เปิดตัวแบตเตอรี่ทราย ที่ใช้ในเชิงพาณิชย์เป็นครั้งแรก เพื่อเก็บพลังงานในรูปแบบที่เหมาะสมกับความต้องการ แบตเตอรี่ทรายในฟินแลนด์ที่ช่วยเสริมจุดอ่อนช่วงที่พลังงานเป็นที่ต้องการสูงในฤดูหนาวอันยาวนานของประเทศเขตหนาวเย็นแห่งนี้

บริษัทแรกที่สามารถสร้างแบตเตอรี่จากทราย

บริษัท โพลาร์ ไนท์ เอเนอร์จี เป็น “บริษัทแรกที่สามารถสร้างแบตเตอรี่จากทรายที่ใช้งานในเชิงพาณิชย์ได้จริง” โดยระบบดังกล่าวเหมือนกับระบบพลังงานหมุนเวียนดั้งเดิม ต่างกันไปที่วัสดุกักเก็บพลังงานคือทราย โดยศูนย์พลังงานแห่งนี้ใช้พลังงานลมและแสงอาทิตย์เป็นตัวตั้ง และนำมาเก็บเป็นพลังงานความร้อน เพื่อส่งต่อไปเป็นพลังงานใช้ในเขตเมืองดังกล่าว

ระบบจัดเก็บพลังงานความร้อนชนิดนี้ สร้างขึ้นโดยใช้ถังเหล็กฉนวนขนาดใหญ่  กว้าง 4 เมตร และสูง 7 เมตร ภายในบรรจุด้วยทรายธรรมดา เมื่อส่งความร้อนไปยังทราย โดยใช้เครื่องทำความร้อนแบบง่าย ๆ ที่ฝังอยู่ตรงกลาง ระบบจะสามารถปล่อยพลังงานความร้อนสูงสุด 100 กิโลวัตต์ และมีความจุพลังงานทั้งหมด 8 เมกะวัตต์ต่อชั่วโมง เท่ากับมีระยะเวลาการจัดเก็บสูงสุด 80 ชั่วโมง 

ระบบนี้มีข้อดีคือ ใช้ตัวจัดเก็บพลังงานเป็นทราย ซึ่งมีราคาถูก โดยบริษัทแจ้งว่า ทรายในระบบเป็นทรายปกติ และแห้ง ปราศจากชิ้นส่วนที่ติดไฟได้ การใช้งานระบบดังกล่าวมีค่าใช้จ่ายน้อยกว่า 10 ดอลลาร์ต่อกิโลวัตต์ชั่วโมง และยังทำงานได้เองอัตโนมัติ โดยไม่ต้องใช้วัสดุสิ้นเปลืองในราคาที่ต่ำที่สุดอีกด้วย 

ประสิทธิภาพของแบตเตอรรี่ทราย

จากประสิทธิภาพในการกักเก็บความร้อนถึง 500-600 องศาเซลเซียส ระบบนี้ยังสามารถเก็บความร้อนในทรายไว้ได้เป็นเดือน ๆ เพื่อใช้ในช่วงฤดูหนาวอันยาวนานของฟินแลนด์ ซึ่งความสามารถในการเก็บความร้อนยังสูงถึง  99% โดยมีการสูญเสียความร้อนน้อยที่สุด และระบบนี้มีอายุการใช้งานหลายสิบปี ขณะที่ล่าสุดทางการฟินแลนด์ต้องการขยายระบบนี้ให้ใหญ่ขึ้นหนึ่งพันเท่า หรือ 8 กิกะวัตต์ต่อชั่วโมง 

อย่างไรก็ดี ขณะนี้แบตเตอรี่ทรายของบริษัทโพลาร์ ให้บริการเฉพาะเขตเมืองเดียว และยังไม่ชัดเจนว่าพวกเขาสามารถปรับเพิ่มกำลังขนาดแบตเตอรี่ได้หรือไม่ อีกทั้งประสิทธิภาพของแบตเตอรี่ทรายยังลดลงอย่างมาก แต่ก็ยังสามารถต่อยอดและพัฒนาได้ในอนาคตนะครับ

Reference: https://www.tnnthailand.com, https://www.energy-storage.news

==================================================

แล้วพบกับสาระความรู้ทางด้านงานช่าง และงานวิศวกรรมได้ในโพสต์ถัดๆไปนะครับ หรือสามารถตามสื่อตามๆของเราด้านล่างเลยนะครับ

Website: www.naichangmashare.com
Facebook: https://www.facebook.com/naichangmashare/
Blockdit :  https://www.blockdit.com/naichangmashare
Instragram: https://www.instagram.com/naichangmashare/
Twitter: https://twitter.com/naichangmashare
Youtube: https://www.youtube.com/channel/UCmIPiSeg-uy4k8JYSmknp_g

VEGAPULS 6X เซนเซอร์ตัวใหม่ล่าสุดจาก VEGA ที่รวมทุกข้อดีเอาไว้ในหนึ่งเดียว

0
บริษัท วีก้า อินสตรูเมนท์ จำกัด เปิดตัวเซนเซอร์วัดระดับรุ่นใหม่ล่าสุดและดีที่สุดของ VEGA ภายใต้ชื่อ ‘VEGAPULS 6X’
บริษัท วีก้า อินสตรูเมนท์ จำกัด เปิดตัวเซนเซอร์วัดระดับรุ่นใหม่ล่าสุดและดีที่สุดของ VEGA ภายใต้ชื่อ ‘VEGAPULS 6X’

“VEGAPULS 6X เซนเซอร์ตัวใหม่ล่าสุดจาก VEGA ที่รวมทุกข้อดีเอาไว้ในหนึ่งเดียว” 

เมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2565 บริษัท วีก้า อินสตรูเมนท์ จำกัด ได้เรียนเชิญสื่อมวลชนเพื่อแนะนำเซนเซอร์วัดระดับรุ่นใหม่ล่าสุดและดีที่สุดของ VEGA ภายใต้ชื่อ ‘VEGAPULS 6X’ ณ สำนักงานใหญ่ของบริษัท วีก้า อินสตรูเมนท์ จำกัด ที่เปิดตัวพร้อมกันทั่วโลกไปแล้วเมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2565 ที่ผ่านมา 

‘VEGAPULS 6X’
‘VEGAPULS 6X’

จากความเชี่ยวชาญของ VEGA ด้านเซนเซอร์วัดระดับด้วยหลักการ Radar ที่ไม่ยอมหยุดนิ่ง และการพัฒนาอย่างต่อเนื่องมานานกว่า 30 ปี ทำให้ผลิตภัณฑ์ใหม่อย่าง VEGAPULS 6X กลายเป็น Radar Sensor ที่สามารถตอบโจทย์การใช้งานในทุก Application และทุกอุตสาหกรรม 

  • ไม่ว่าจะเป็นการวัดระดับทั้งของแข็งหรือของเหลว  
  • สามารถทำงานได้แม้อยู่ในจุดที่มีความท้าทายสูง
  • ใช้งานง่าย ทนทาน และมีความปลอดภัยในการใช้งาน ทั้ง (Safety & Security)

และอีกหลายหลายข้อดีมากมายที่รอให้คุณได้สัมผัสด้วยตัวคุณเอง

VEGAPULS 6X 3D Sensor

พบกับข้อมูลเพิ่มเติมของเทคโนโลยีเซนเซอร์วัดระดับใหม่ล่าสุด จาก VEGA

https://www.vega.com/en-th/radar

VEGA test1

Future Energy Asia 2022 BITEC, Bangkok (Thailand) from 20 – 22 July 2022.

0
FEA22_BITEC-Web-Banner
FEA22_BITEC-Web-Banner

กิจกรรม Exhibition ซึ่งเป็นกิจกรรมในการนำเสนอนวัตกรรมเกี่ยวกับด้านพลังงานในภูมิภาคเอเชีย โดยจัดขึ้นอย่างเป็นทางการโดยกระทรวงพลังงาน ( Ministry of Energy Thailand ) และจัดร่วมกับ PTT Group และ EGAT โดยงานกิจกรรมจะเป็นการจัดแบบบูสที่ BITEC, Bangkok (Thailand) ช่วงเวลา 20 – 22 July 2022.

การลงทุนและอุปสงค์ที่เพิ่มขึ้นในกลุ่มอุตสาหกรรมและพลังงานในปี 2022 ดังนั้นงาน Future Energy Asia 2022 จึงเป็นสถานที่ที่ดีที่สุดในการเชื่อมต่อคุณกับผู้คนในกลุ่มโรงงานอุตสาหกรรม ที่มานำเสนอนวัตกรรม และเป้าหมายในการขับเคลื่อนพลังงานระดับเอเชียภูมิภาคต่อไป

งานกิจกรรม และการประชุมจัดขึ้นโดย รัฐมนตรีกระทรวงพลังงาน, ผู้กำหนดนโยบาย, ผู้นำในกลุ่มพลังงาน ซึ่งรวมถึง NOCs และ IOCS , กลุ่มโรงไฟฟ้า, กลุ่ม Petrochemical (Midstream gas) และผู้ผลิต LNG, กลุ่ม EPCs และ Project consultatns และ ผู้พัฒนากลุ่มพลังงานหมุนเวียน โดยหัวข้อการประชุมจะมุ่งเน้นไปหัวข้อเรื่องนวัตกรรม และการร่วมมือกับผู้เกี่ยวข้องในกลุ่มพลังงาน

สำหรับผู้ที่สนใจสามารถเข้าไปดูรายละเอียดในลิ้งค์นี้ได้เลยครับ : https://www.futureenergyasia.com

Crane [EP.3] : ปั้นจั่นเหนือศีรษะ (Overhead Crane)

0
overhead crane wallpaper
overhead crane wallpaper

หากพูดถึงโรงงานอุตสาหกรรม โกดัง และอาคารซ่อมบำรุง (Workshop) เมื่อเราเข้าไป เราจะต้องสังเกตุเห็น Overhead crane ที่บริเวณด้านบนๆ อยู่ใต้หลังคา โดยเห็นได้เกือบทุกที่ ที่เป็นอาคารสำหรับงานอุตสาหกรรมกันเลยนะครับ โดยเครนชนิดนี้ทำหน้าที่ในการยกของเพื่ออำนวยความสะดวกในการยกของให้แก่ผู้ใช้งานครับ โดย Overhead crane จะมีชื่อภาษาไทยว่า ปั้นจั่นเหนืศีรษะ หรือ เครนสะพาน (Bridge Crane นะครับ)

แต่ในบทความนี้ขอเรียกทับศัพท์ว่า Overhead Crane ที่เราคุ้นชินกันก็แล้วกันนะครับ สำหรับบทความนี้จะพาเพื่อนๆไปดูหลักการทำงาน ส่วนประกอบ และประเภทต่างๆของ Overhead Crane กันนะครับ

กลับไปอ่านบทความที่เกี่ยวข้อง

CRANE [EP:1] – ประเภทและหน้าที่ของเครน
CRANE [EP.2] – Mobile Crane ชนิดต่างๆ

Overhead Crane คืออะไร ?

ปั้นจั่นเหนือศีรษะ หรือ Overhead Crane ทำหน้าที่ในการยก หรือเคลื่อนย้ายวัสดุในงานอุตสาหกรรมเป็นหลัก โดยส่วนมากจะติดตั้งอยู่ภายในอาคารทั้งขนาดเล็ก และขนาดใหญ่ โดยรางปั้นจั่นจะยึดติดกับโครงสร้างอาคาร โดยจะติดตั้งอยู่บริเวณสูงกว่าพื้น โดยมีทั้งแบบ ปั้นจั่นรางต่ำ และ ปั้นจั่นรางสูง โดยมีทั้งแบบ คานเดี่ยว และคานคู่ หนึ่งตะขอยก และ สองตะขอยก ขึ้นอยู่กับการออกแบบใช้งานแต่ละพื้นที่ และใช้มอเตอร์ไฟฟ้าในการขับเคลื่อนได้ถึง 6 ทิศทาง (ขึ้น-ลง, ซ้าย-ขวา, หน้า-หลัง)

ส่วนประกอบของ Overhead Crane

โดย Overhead Crane จะมีส่วนประกอบหลักๆ และหน้าที่ดังต่อไปนี้นะครับ

  1. ชุดควบคุมแบบมีสาย (Pendent Control) – สำหรับชุดนี้เป็นอุปกรณ์ควบคุมชุด Overhead Crane ให้ทำงานตามคำสั่งที่ผู้ควบคุมใช้งาน เพื่อไปสั่งงานมอเตอร์ไฟฟ้าให้ทำงาน ในการเคลื่อนที่ของเครนเพื่อยกของ โดยมีทั้งแบบสายที่ต่อตรงกับชุดเครน หรือ ชุดไร้สายประเภท Remote Audio Console
  2. แหล่งจ่ายไฟ (Power Supply) – เป็นชุดจ่ายไฟฟ้าเพื่อให้พลังงานในการทำงานกับ Overhead Crane
  3. คานข้าง (End Carriage) – เป็นคานที่ยึดเกาะกับโครงสร้างอาคารโดยตรง โดยรับภาระน้ำหนักทั้งหมดจากสะพาน วัตถุ และชุด hoist และส่งน้ำหนักเหล่านี้ไปยังโครงสร้างอาคารต่อไป และยังเป็นทางเดินของเครนในแนวด้านหน้า-หลัง อีกด้วยครับ
  4. สะพาน (Bridge) – ชุดสะพานเป็นลักษณะเหล็กคานวางพาดแนวกว้างของเครน ทำหน้าที่รับภาระและน้ำหนักเชิง Bending moment จากน้ำหนักของ วัตถุจากชุด hoist unit และยังเป็นทางเดินทางชุด hoist ในการเคลื่อนที่ในแกน ซ้าย-ขวา
  5. ชุดยก (Hoist Unit) – ชุดยก หรือ Hoist ทำหน้าที่ในการ “ยก” “วาง” และ “พยุง” โดยมีสายสลิง (Wire rope) หรือ โซ่ (Chain) ในการส่งถ่าย ซึ่งกำลังจากการยกอาจจะเป็นโดยคน (Manual) , ไฟฟ้า (Electrical), ลม (Pneumatic) ก็ได้ ขึ้นอยู่กับการออกแบบ โดยขับผ่าน Trolley ที่อยู่ด้านบน
  6. ชุดขับเคลื่อนล้อ (Drive Unit) – ชุดนี้ก็จะทำหน้าที่ในการเคลื่อนที่ของเครนในทุกมิติ โดยจะมีล้อวิ่ง (Wheel bearing) ภายในราง (Runway Rail) และชุดหยุดเพื่อไม่ให้เครนตกราง (End Truck)

เพื่อความเข้าใจมากขึ้น อาจจะลองดูวีดีโอด้านล่างกันนะครับเพื่อนๆ

Crane parts: overhead crane parts assembly 3D presentation

ประเภทของ Overhead Crane

โดย Overhead Crane อาจจะสามารถแบ่งได้หลายประเภทตามลักษณะการใช้งานนะครับ แต่ในที่นี้ขอแบ่งตามลักษณะการวางคานนะครับ โดยจะแบ่งได้เป็น 5 แบบหลักๆ ดังนี้นะครับ

1. ปั้นจั่นแขวนแบบคานเดี่ยว (Single Girder Suspension Crane)

เครนประเภท แขวนแบบคานเดี่ยว แต่เป็นแบบ Suspension Crane จะใช้ในการยกของตั้งแต่ 500 – 10,000 kg โดยความกว้างของอาคารโรงงานจะไม่เกิน 20 เมตร มักออกแบบให้ใช้กับโรงงานที่ออกแบบให้พื้นที่ภายในโล่ง ไม่มีเสาขวาง และโครงสร้าง หรือเสาอาคารมีขนาดใหญ่เพื่อให้สามารถรับน้ำหนักคานเหล็กได้ ทางวิ่งของเครน (Runway) จะยึดติดกับส่วนบนของโรงงาน

ปั้นจั่นแขวนแบบคานเดี่ยว (Single Girder Suspension Crane)

2. เครนแบบรางเดี่ยว (Single Girder Traveling Crane)

ใช้สำหรับยกของน้ำหนักตั้งแต่ 1,000 – 16,000 kg โดยความกว้างของโรงงานไม่เกิน 22 เมตร ออกแบบให้วิ่งบนรางเหล็กทางวิ่ง (Runway) ที่วางอยู่โครงสร้างที่ยื่นออกมาจากด้านข้างของเสา (Support on Brackets) ระยะห่างของเสาแต่ละช่วงประมาณ 5-6 เมตร

เนื่องจากโครงสร้างของอาคารของโรงงานมักจะถูกออกแบบให้เหมาะสมกับการเลือกใช้เครนชนิดนี้ ดังนั้น เครนประเภทรางเดี่ยว จึงเป็นที่นิยมมากที่สุด

เครนแบบรางเดี่ยว (Single Girder Traveling Crane)

3. เครนแบบคานคู่ (Double Girder Traveling Crane)

เครนแบบคานคู่จะมีลักษณะการออกแบบ และติดตั้ง คล้ายกับคานเดี่ยว ต่างกันที่ลักษณะของคานกลางเป็นแบบคู่ (Double Grider) ซึ่งเหมาะสำหรับน้ำหนักยก 2,000 – 50,000 kg ความกว้างของอาคารโรงงาน 30 – 35 เมตร เนื่องจากคุณสมบัติและข้อดีของเครนชนิดนี้ ตั้งแต่ความแข็งแรงของโครงสร้างขณะวิ่ง (Stability) และการติดตั้ง การบำรุงรักษาใช้งานได้อย่างสะดวก เพราะสามารถเดินขึ้นไปบนตัวเครนด้านบนได้เลยเพราะมี Walkway และ Handrail

เครนแบบคานคู่ (Double Girder Traveling Crane)

4. ปั้นจั่นรางเลื่อนไฟฟ้าแบบรางเดี่ยว (Monorail Crane)

เครนชนิดนี้ติดตั้งและเคลื่อนที่ตามรางเดี่ยวที่ติดตั้งตามสภาพโครงสร้างของกระบวนการผลิต โดยตัวรางจะเป็นรางเดี่ยวสามารถออกแบบให้เป็นเส้นตรง หรือโค้งตามสภาพพื้นที่การทำงานได้ ตัวเครนจะสามารถเคลื่อนที่เดินหน้าหรือถอยหลัง หรือวิ่งเข้าโค้งได้

เหมาะสำหรับสายกระบวนการผลิต หรือการประกอบ (Production and Assembly Line) ใช้สำหรับงานยกน้ำหนักประมาณ 500 – 3,000 kg ด้วยการออกแบบลักษณะนี้จะสามารถเคลื่อนที่ได้ 4 ทิศทางคือ เดินหน้า-ถอยหลัง , เลื่อนขึ้น-ลง ครับ

ปั้นจั่นรางเลื่อนไฟฟ้าแบบรางเดี่ยว (Monorail Crane)

5. เครนแบบแขนยื่น (Jib Crane)

เครนชนิดนี้เป็นปั้นจั่นขนาดเล็ก ความสามารถในการยกประมาณ 100 – 2,000 kg โดยส่วนใหญ่จะถูกติดตั้งกับคานที่ติดกับเสา (ดังภาพด้านล่าง) โดยปกติเครนชนิดนี้สามารถหมุนได้ในรัศมีครึ่งวงกลม 180 องศา

เครนแบบแขนยื่น (Jib Crane)

6. ปั้นจั่นวิ่งตามผนัง (Wall Crane)

มีลักษณะเหมือนปั้นจั่นแบบแขนยื่น แต่ออกแบบตัวคานที่ยื่นออกมาติดกับผนัง (ดังภาพด้านล่าง) ทำให้วิ่งได้ทิศทางตรงทางเดียว เครนชนิดนี้มักจะถูกเลือกใช้ในกรณีที่ผู้ใช้งานต้องการเครนจำนวนมาก แต่ทว่าพื้นที่ในการติดตั้ง Overhead crane เต็มแล้ว

ปั้นจั่นวิ่งตามผนัง (Wall Crane)

=======================================

แล้วพบกับสาระความรู้ทางด้านงานช่าง และงานวิศวกรรมได้ในโพสต์ถัดๆไปนะครับ หรือสามารถตามสื่อตามๆของเราด้านล่างเลยนะครับ

Website: www.naichangmashare.com
Facebook: https://www.facebook.com/naichangmashare/
Blockdit :  https://www.blockdit.com/naichangmashare
Instragram: https://www.instagram.com/naichangmashare/
Twitter: https://twitter.com/naichangmashare
Youtube: https://www.youtube.com/channel/UCmIPiSeg-uy4k8JYSmknp_g

=======================================

#นายช่างมาแชร์ #Crane #OverheadCrane #ปั้นจั่น

Pump [EP.10] : ปั๊มแบบปริมาตรแทนที่ Positive Displacement Pump

0
Positive Displacement SPX Pump Wallpaper
Positive Displacement SPX Pump Wallpaper

หากพูดถึงปั๊มในอุตสาหกรรมเราอาจจะคุ้นเคยกับปั๊มหอยโข่ง หรือ Centrifugal pump เป็นหลักเลย แต่เพื่อนๆรู้มั้ยว่า ยังมีปั๊มอีกมากมายหลายชนิด เช่น เกียร์ปั๊ม ปั๊มลูกสูบ ปั๊มไดอะแฟรม และอื่นๆอีกมากมายที่ไม่ได้ใช้หลักการเหวี่ยงขอใบพัด ซึ่งปั้มเหล่านี้จะอยู่ในตระกูลที่เรียกว่า “Positive Displacement Pump” หรือ “ปั๊มแบบปริมาตรแทนที่” ซึ่งมีความสำคัญไม่แพ้ปั๊มแบบหอยโข่งกันครับ

โดยปั๊มชนิดนี้จะใช้ในการจ่ายของเหลวที่มีปริมาตรที่คงที่ ต่อการเปลี่ยนแปลงความดันในระบบได้ดี โดยอาศัยหลักการในการอัด และบีบตัวของ ของเหลว นะครับ

สำหรับซี่รี่ย์นี้เราจะเข้าไปเจาะลึกลงไปถึง Positive Displacement Pump กันว่าหลักการทำงานของเจ้าปั๊มชนิดนี้เป็นยังไง มีประเภทต่างๆอะไรบ้าง และหลักการทำงานเป็นอย่างไร เรียนเชิญเพื่อนๆตามไปดูกันนะครับ

หลักการทำงานของ Positive Displacement Pump

ปั๊มแบบปริมาตรแทนที่ หรือ Positive Displacement Pump ; PD pump ถือเป็นอีกกลุ่มใหญ่ ของตระกูลปั๊มเลยนะครับ โดยหากพูดถึงหลักการทำงานของเจ้าปั๊มประเภทนี้ “อาศัยหลักการใช้แรงให้การดัน หรือ บีบอัดของด้วยการแทนที่ของเหลว ในห้องปิด (Enclosing Volume) ด้วยการเคลื่อนที่ของชิ้นส่วนของปั๊ม” (หากเห็นภาพง่ายๆ คล้ายๆกับการที่เรานำน้ำใส่ไซริงค์ แล้วดันน้ำในไซริงค์ ฉีดยานี้แหละครับ) ด้วยหลักการเช่นนี้เอง จึงทำให้ “ปริมาตรของของเหลวที่ปั้มชนิดนี้จ่ายออกมามีค่าคงที่ ต่อการดัน 1 ครั้ง”

และสามารถใช้ได้ดีภายใต้ความดันสูงๆ หรือการเปลี่ยนแปลงความดันในระบบได้ดี โดยที่ปริมาตร หรือ อัตราการไหลจะไม่เปลี่ยนแปลงไปมา จากนั้นการอัดต่อครั้งจะถูกวนลูปซ้ำไปเรื่อยๆ โดยที่ Positive Displacement Pump ยังสามารถแบ่งออกเป็น 3 กลุ่มอีก ก็คือ

  1. ปั๊มแบบลูกสูบชัก (Reciprocating Pump)
  2. โรตารี่ปั๊ม (Rotary pump)
  3. ปั๊มเคลื่อนที่แบบเส้นตรง (Linear pump)

1. ปั๊มแบบลูกสูบชัก (Reciprocating Pump)

ปั๊มชนิดนี้ จะใช้หลักการแทนที่ของของเหลวโดยใช้แรงในการอัด (คล้ายๆกับไซริงค์ฉีดยา) โดยของเหลวจะถูกดูดผ่านวาล์วขาเข้า และจะถูกอัดผ่านวาล์วขาออก โดยวาล์วขาเข้า และขาออกจะทำหน้าที่เป็นวาล์วกันกลับเพื่อบังคับทิศทางของเหลว โดยระบบอาจจะมีทั้งแบบ single acting และ double acting โดยปั๊มในกลุ่มนี้จะมี Plunger Pump, Piston Pump และ Diaphargm Pump เป็นต้น

2. โรตารี่ปั๊ม (Rotary pump)

ปั๊มชนิดนี้ส่งของเหลวโดยหลักการบีบอัดเช่นเดียวกับแบบแรก แต่จะเป็นการบีบอัดในเชิงมุม ด้วยอุปกรณ์ที่หมุน (Rotary Part) โดยการหมุนของชิ้นส่วนแต่ละรอบจะบีบอัดของเหลวไปยังบริเวณพื้นที่ว่างของห้องปั๊ม ยกตัวอย่างปั๊มในกลุ่มนี้ก็จะมี เกียร์ปั๊ม (Internal/External Gear pump) , สกรูปั๊ม (Screw pump), เวนปั๊ม (Vane pump), Lube pump, Circumferential pump, และ Helical twisted roots เป็นต้น

3. ปั๊มเชิงเส้นตรง (Linear Type Positive Displacement Pump)

หากพูดถึงปั๊มเชิงเส้นตรง โดยหลักการทำงานคือ ของเหลวจะถูกดูดตรงๆ ผ่านทางชุดดูดของปั๊ม อาจจะขอให้นึกถึงปั๊มบ้านๆหน่อยนะครับ โดยปั๊มประเภทนี้จะมีแบบ ปั๊มเชือก (Rope pump) และ ปั๊มโซ่ (Chain pump)

ลักษณะการทำงานของปั๊มแบบปริมาตรคงที่ (Characteristic of Positive Displacement Pump)

Positive Displacement Pump หรือ ปั๊มแบบปริมาตรคงที่ ในเชิงทฤษฎีสามารถสร้างอัตราการไหลที่คงที่ได้ ด้วยความเร็วรอบที่ค่าหนึ่ง โดยที่ความดันขาออกในระบบไม่ส่งผลต่ออัตราการไหลนั้นเลย (ต่างกับ Centrifugal pump ที่ความดัน หรือ Head ในระบบเพิ่ม อัตราการไหลจะลดลง) ดังนั้น Positive Displacement Pump ก็สามารถเรียกได้ว่าสามารถสร้างอัตราไหลคงที่ และแม่นยำได้อย่างดี

Pump curve ของปั้มแต่ละประเภท

แต่อย่างไรก็ตามในความเป็นจริงการที่ความดันในระบบเพิ่มขึ้นจะทำให้เกิดการรั่วไหลด้านใน (Internal leak); เช่น การอั้น หรือ การ recirculation ต่างๆ

ในการนำไปใช้งานต้องคำนึงเสมอเลยว่า ปั๊มชนิดนี้ เป็นการทำงานแบบอัด ดังนั้นหากเกิดการตันของท่อปั๊มจะอัดของเหลวเรื่อยๆจนท่อแตกนะครับ ดังนั้นการวาง lay out จึงต้องมี PSV ทั้งฝั่งท่อ และด้านในตัวปั๊มเองนะครับ (ซึ่งต่างจาก centrifugal pump ที่ pressure สูงสุดคือ Shut-off pressure)

ประเภทของ Positive Displacement Pump

หากแบ่งประเภทปั๊ม Positive Displacement ทางนายช่างมาแชร์ ขอแบ่งออกเป็น 7 ประเภทหลักๆนะครับ

  1. Diaphragm Pump
  2. Progressive Cavity Pump (PC Pump)
  3. Gear Pump – Internal & External
  4. Vane Pump (Impeller Pump)
  5. Rotary Lobe Pump
  6. Screw Pump
  7. Peristaltic Pump (Hose pump)

โดยขอไปลงรายละเอียดในแต่ละตัวกันเลยนะครับ

1. Diaphragm Pump

ปั๊มไดอะแฟรม (Diaphragm pump) จะเป็นการส่งถ่ายแรงแบบอัด โดยจุดเริ่มต้นของแรงส่งมาจาก motor จากนั้นแรงผ่านชุดส่งกำลังมาหาลูกสูบ (Plunger) 

ในจังหวะขาส่ง ลูกสูบดันตัวส่งถ่ายแรงไปให้น้ำมัน (Hydraulic oil) และน้ำมันส่งแรงไปดันแผ่นไดอะแฟรม อีกที หลังจากนั้นแผ่นไดอะแฟรม จะไปดันของเหลวให้เกิดการอัดตัวขึ้น โดยเช็ควาล์วขาดูดอยู่ตำแหน่งปิด และเช็ควาล์วขาส่งอยู่ตำแหน่งเปิดเพื่อสร้างแรงดัน

ในจังหวะขาดูด ลูกสูบจะดันตัวกลับ หลังจากนั้นน้ำมันจะสร้างแรงดูดไปดูดแผ่นไดอะแฟรม จากนั้นของเหลวจะถูกดูดเข้ามาด้านในห้องแรงดัน โดยเช็ควาล์วขาดูดอยู่ตำแหน่งเปิด และเช็ควาล์วขาส่งอยู่ตำแหน่งปิดเพื่อสร้างแรงดูดเข้ามา

diaphargm-pump-assembly
diaphargm-pump-assembly

อ่านบทความ : Pump [EP.5] : หลักการทำงานของ Diaphragm pump (ชนิด API)

2. Progressive Cavity Pump

สำหรับปั๊มชนิดนี้จะเป็นลักษณะคล้ายๆกับ สกรูเดียว โดย Rotor จะเป็นลักษณะเป็นเกลียวมน ทำงานอยู่ใน Casing โดยวัสดุเป็นยาง ที่เรียกว่า Stator ที่ด้านในเป็นลักษณะเกลียวมนเช่นกัน เวลาทำงานก็จะเกิดการบีบ อัด และแทนที่ในของเหลว และส่งออกไปที่ขาออกเพื่อใช้งานต่อไป แต่ในเชิงวิศวกรรมปั้มชนิดนี้เราจะไม่เรียก Single Screw นะครับ

Progressive Cavity Pump

3. Gear Pump – Internal & External

เกียร์ปั๊มถือว่าเป็น Positive Displacement Pump ชนิดหนึ่ง ซึ่งอาศัยหลักการส่งแรงต่อปริมาณ (หรือพูดง่ายๆก็เป็นการอัดของเหลวต่อหนึ่งปริมาตรเข้าระบบนั้นเองครับ) โดยจุดเด่นของปั๊มชนิดนี้คือ มีขนาดเล็กและเบา, มีโครงสร้างไม่สลับซับซ้อน, ดูแลรักษาง่ายและเสียได้ยาก เหมาะกับของเหลวที่มีความหนืดเยอะๆ สร้างความดันได้สูง

โดยหลักการทำงาน คือ ของเหลวจะไหลเข้ามาทางด้านขาดูด และเข้าไปในพื้นที่ปิด (Enclosing volume) และถูกฟันเกียร์ (Gear) หมุนถ่ายแรงและบีบของเหลวผ่านช่องว่างเล็กๆ (Small Clearance) หลังจากนั้นของเหลวก็จะไหลผ่านตามช่องขาออกไป ซึ่งอัตราการไหล และความดัน ก็จะขึ้นอยู่กับจำนวนรอบของปั๊มอีกด้วยครับ

ซึ่งปั๊มชนิดนี้ยังสามารถออกเป็นอีก 2 ประเภทย่อยๆ คือ

1. เกียร์ปั๊มแบบเฟืองนอก (External Gear Pump)

2. เกียร์ปั๊มแบบเฟืองใน (Internal Gear Pump)

หลักการทำงานของ Internal Gear Pump
External Gear Pump

4. Vane Pump (Impeller Pump)

เวนปั๊ม หรือ ปั๊มแบบใบพัด เป็นลักษณะเป็นใบพัดครีบยื่นออกมา เจ้าตัวครีบที่ยื่นออกมาจะไปทำหน้าที่บีบอัด และส่งของเหลวออกมา โดยเหมาะสำหรับใช้กับงานที่ต้องการอัตราการไหลสูง แต่แรงดันต่ำไปจนถึงขนาดปานกลาง และมีทั้งแบบที่ใบพัดคงที่กับแบบปรับค่าได้ด้วยการย้ายจุดศูนย์กลาง ของตัวหมุนที่ใบพัดเสียบอยู่ ซึ่งปั๊มชนิดนี้มักจะนำไปใช้กับระบบไฮโดรลิกนะครับ

หลักการทำงานของ Vane pump

5. Rotary Lobe Pump

โลปปั๊ม หรือเรียกอีกอย่างได้ว่า Rotary Lube Pump หลักการจะคล้ายกับเกียร์ที่มีเฟืองสองตัว แต่จะมีจำนวนฟันของใบพัดเพียง 1-4 ใบ โดยจะวางในลักษณะ ซ้อนกันและสองชั้น และ จะมีทิศทางในการหมุนที่ตรงกันข้ามกัน เพื่อจะผลักดันของไหลให้เดินไปข้างหน้า มอเตอร์จะขับเคลื่อนชุดเกียร์ จากนั้นชุดเกียร์จะไปขับชุดทดในตัวเครื่องของโลปปั๊มอีกชั้นหนึ่ง ทำให้เกิดการเคลื่อนที่ของชุดใบพัด โดยที่รอบของเกียร์จะขึ้นอยู่กับความหนืดของของไหลนั้นๆ

มักใช้สำหรับงานเกี่ยวอาหาร ยารักษาโรค และ เครื่องสำอาง ที่นิยมใช้กันอุตสาหกรรมการผลิต กล่าวคือปั๊มสำหรับงานอาหาร และยาที่มีความสะอาดสูงและไม่เสี่ยงต่อการตกค้างของอาหารและยา ซึ่งจะนำมาซึ่งเชื้อโรคต่าง ๆ ที่อาจจะปะปนไปกับอาหารและยาได้เลยครับ

6. Screw Pump

สกรูปั๊ม หรือ Rotary Screw Pump จัดเป็นปั๊มชนิด Rotary ซึ่งถือเป็นหนึ่งในชนิดของ Positive Displacement Pump ที่มีส่วนประกอบในการส่งถ่ายของเหลวหลักคือ สกรู (Screw Rotor) และร่องสกรูในตัวเรือนปั๊ม (Housing Stator) ภายใต้ระยะเล็กๆ (Small Clearance) ระหว่างสกรูและร่องสกรู และของเหลวจะถูกบีบส่งในช่องแคปๆนั้นจากการเคลื่อนที่ของตัวสกรูส่งผมให้เกิด อัตราการไหล และความดันที่ด้านขาออกครับผม

อ่านบทความ Pump [EP.8] : Rotary Screw Pump ปั้มเกลียวสกรูสำหรับของหนืด

7. Peristaltic Pump (Hose pump)

ปั๊มที่ใช้สำหรับบรรจุ หรือ ส่งของเหลวโดยมีปั๊มรีดสายยาง (peristatic) เป็นตัวขับเคลื่อนของเหลวในท่อสายยางให้ไหลไปตามท่อ ใช้กับงานได้หลากหลายประเภททั้งของเหลวที่มีความหนืดต่ำ หรือแม้กระทั่งของเหลวที่มีความหนืดสูง และมีความแม่นยำในการบรรจุสูง

5 เหตุผลที่จำเป็นต้องเลือก Positive Displacement Pump

ในการตัดสินใจเลือกปั้มแบบ Positive Displacement มาใช้งานในอุตสาหกรรม และโรงงาน โดยจะมี 5 จุดเด่นที่จะแตกต่างจาก centrifugal pump ทั่วไปดังนี้

  1. ความหนืดสูง (High Viscosity)
  2. อัตราการไหลไม่สูงมาก (Low Capacity/Flow)
  3. ใช้ในงานมาตรวัด หรือ ต้องการความแม่นยำสูง (Metering)
  4. ต้องการความดันที่สูง (High Pressure Requirements)
  5. ไม่ทำลายเนื้อของเหลว (Shear Sensitive Liquids)

=======================================

สำหรับบทความนี้ต้องขอขอบคุณ บริษัท PD Flowtech จำกัด

ผู้เชี่ยวชาญด้าน Positive Displacement Pump สำหรับการสนับสนุนบทความดีๆแบบนี้นะครับ หรือหากเพื่อนๆสนใจบริการ หรือสินค้าเกี่ยวกับปั้มชนิดนี้

สามารถติดต่อ
info@pdflowtech​.com,
หรือเบอร์โทร 02-553-1433 เลยนะครับ

หรือดูรายละเอียดได้ที่ https://www.pdflowtech.com

=======================================

Reference:
http://52.0.170.206/positive-displacement-pump/
https://www.mechanicalbooster.com/2017/09/positive-displacement-pump.html

#PositiveDisplacementPump #นายช่างมาแชร์ #MeteringPump #SPX #PDFlowtech

แล้วพบกับสาระดีๆแบบนี้ทางด้านงานช่าง งานวิศวกรรม และอุตสาหกรรมได้ที่ นายช่างมาแชร์ นะครับ.

Website: www.naichangmashare.com
Facebook: https://www.facebook.com/naichangmashare/
Blockdit :  https://www.blockdit.com/naichangmashare
Instragram: https://www.instagram.com/naichangmashare/
Twitter: https://twitter.com/naichangmashare
Youtube: https://www.youtube.com/channel/UCmIPiSeg-uy4k8JYSmknp_g

#นายช่างมาแชร์ 

“โรงงานอัจฉริยะ” ผลิตอุปกรณ์น้ำมันและก๊าซนอกชายฝั่งแห่งแรกของจีน

0
"โรงงานอัจฉริยะ" สำหรับผลิตอุปกรณ์น้ำมันและก๊าซนอกชายฝั่งแห่งแรกของจีน
"โรงงานอัจฉริยะ" สำหรับผลิตอุปกรณ์น้ำมันและก๊าซนอกชายฝั่งแห่งแรกของจีน

“โรงงานอัจฉริยะ” สำหรับผลิตอุปกรณ์น้ำมันและก๊าซนอกชายฝั่งแห่งแรกของจีน​ ในนครเทียนจิน โดยมีเครื่องมือหัวใจ หลักได้แก่ ศูนย์การผลิตอัจฉริยะ 3 แห่ง โรงผลิตเสริม 7 แห่ง และสถานีประกอบ 8 แห่ง ซึ่งถูกออกแบบให้สามารถผลิตโครงสร้างได้ 84,000 ตัน/ปี

“โรงงานอัจฉริยะ” ตั้งอยู่บนพื้นที่เนื้อที่ประมาณ 575,000 ตารางเมตร​ และมีท่าเทียบเรือที่ยาว 1,631 เมตร เหมาะสำหรับการนำเรือวิศวกรรมในทะเลขนาดใหญ่​ หน่วยจัดเก็บ​ และขนถ่ายการผลิตแบบลอยตัว ให้เข้ามาเทียบท่า เมื่อเริ่มการผลิตแล้ว ก็จะมีมูลค่าการผลิตสูงถึงปีละ 4,000 ล้านหยวน (ประมาณ 20,000 ล้านบาท) 

การผลิตอุปกรณ์การผลิตก๊าซและน้ำมันในทะเลแบบดั้งเดิมนั้น มีลักษณะหลายประการด้วยกัน ทั้งมีประเภทของผลิตภัณฑ์เป็นจำนวนมาก มีขั้นตอนการผลิตที่ยาวนาน มีอัตราการผลิตตามความต้องการค่อนข้างสูง มีระดับมาตรฐานที่ค่อนข้างต่ำ และยังเกิดสภาวะการกระจายตัวของข้อมูลอย่างรุนแรงในแต่ละขั้นตอนการผลิต ทำให้ยากต่อการปรับเปลี่ยนรูปแบบให้เป็นแบบดิจิทัลหรือมีความอัจฉริยะ