SMC เผยความสำเร็จในการผลักดันอุตสาหกรรมไทยก้าวสู่ 4.0 พร้อมเผยผลการสำรวจระดับความพร้อมอุตสาหกรรม 4.0 ของประเทศไทยปี 2566

0
SMC เผยความสำเร็จในการผลักดันอุตสาหกรรมไทยก้าวสู่ 4.0
SMC เผยความสำเร็จในการผลักดันอุตสาหกรรมไทยก้าวสู่ 4.0

ศูนย์นวัตกรรมการผลิตยั่งยืน หรือ Sustainable Manufacturing Center (SMC) ภายใต้เมืองนวัตกรรมระบบอัตโนมัติหุ่นยนต์และ- อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ (ARIPOLIS) ในเขตนวัตกรรมระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (Eastern Economic Corridor of Innovation: EECi) หน่วยงานภายใต้สังกัดสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ(สวทช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ร่วมกับ พันธมิตรภาคอุตสาหกรรม จัดกิจกรรม เปิดบ้านศูนย์นวัตกรรมการผลิตยั่งยืน: SMC OPEN HOUSE 2023 ภายใต้แนวคิด “การผลิตแบบยั่งยืน เส้นทางการเปลี่ยนผ่านสู่โลกสีเขียว” ครั้งแรกของการรายงานผลสำรวจ ระดับความพร้อมอุตสาหกรรม 4.0 ของไทย ปี 2566 พร้อมอัปเดตผลงาน ความก้าวหน้าการดำเนินงาน และบริการที่ผ่านมา รวมทั้ง แผนงาน/กิจกรรม ที่จะเกิดขึ้นในปี 2567 ของ SMC ซึ่งภายในงานมี การบรรยายพิเศษจากตัวอย่างความสำเร็จในปรับตัวสู่ Industry 4.0 จากภาคเอกชน

ดร.พนิตา พงษ์ไพบูลย์ ผู้อำนวยการศูนย์นวัตกรรมการผลิตยั่งยืน (SMC) กล่าวว่า เป้าหมายหลักของศูนย์นวัตกรรมการผลิตยั่งยืน ต้องการผลักดันอุตสาหกรรมไทยก้าวเข้าสู่ Industry 4.0 โดยส่งเสริมและพัฒนาให้กลุ่มผู้ประกอบการโรงงานอุตสาหกรรมสามารถนำเทคโนโลยีสารสนเทศ และนวัตกรรมมาใช้ในการปรับปรุงกระบวนการผลิตของโรงงาน

การดำเนินงานในปี 2566 ของ SMC มีจำนวนโรงงาน ผู้ประกอบการ ที่ได้รับถ่ายทอดเพื่อยกระดับ อุตสาหกรรมให้ใช้เทคโนโลยี ARI (Automation Robotic and Intelligent System) นำไปใช้สะสมจำนวน 178 หน่วยงาน โดยผ่านบริการด้านต่างๆ ของศูนย์นวัตกรรมการผลิตยั่งยืน เช่น การที่ได้รับบริการประเมินความ พร้อมโรงงานด้วย Thailand i4 index การให้คำปรึกษา เพื่อขอรับการสนับสนุนด้าน สิทธิประโยชน์ BOI และบริการให้คำปรึกษาเชิงเทคนิคของ SMC จำนวนทั้งสิ้น 153 ราย การให้บริการฝึกอบรมถ่ายทอด เทคโนโลยีเพื่อยกระดับความพร้อมฯ ของ SMC จำนวนรวม 1,479 คน อีกทั้งสร้างผลกระทบทางสังคมและ การหมุนทางเศรษฐกิจคิดเป็นมูลค่า เกิด Impact 5,262.24 ล้านบาท ผลักดันให้เกิดการลงทุนในอุตสาหกรรม มากกว่า 120 ล้านบาท

สำหรับเป้าหมายการดำเนินงานใน ปี 2567 SMC มุ่งเป้าการพัฒนาอย่างยั่งยืน และยืดหยุ่น มุ่งสู่ Industry 5.0 ผ่านกลไก 3-4-5 อันได้แก่

3 มิติของการพัฒนาสู่ความยั่งยืน  มุ่งเป้าความยั่งยืนทางสังคม เศรษฐกิจ ควบคู่การดูแลสิ่งแวดล้อม

4 หัวข้อหลักในการวิจัยพัฒนาและให้บริการ  ประกอบด้วย 1) การวัดระดับความพร้อมของอุตสาหกรรมตามแนวทาง Thailand i4.0 Index ซึ่งปีนี้จะเพิ่มเครื่องมือให้โรงงานประเมินตนเองเบื้องต้นได้   2) การประยุกต์ใช้ปัญญาประดิษฐ์ในโรงงาน SMC จะเปิดบริการเครื่องมือช่วยพัฒนา Edge IoT และ Machine Learning โดยไม่ต้องเขียนโปรแกรม รวมถึงเริ่มนำ ChatGPT สัญชาติไทยมาให้บริการร่วมกับหุ่นยนต์บริการ   3) การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก SMC พร้อมให้บริการศูนย์ทดสอบมอเตอร์ไฟฟ้าแห่งเดียวในประเทศที่สามารถทดสอบมอเตอร์สำหรับยานยนต์ไฟฟ้าขนาดสูงสุด 380 kW ได้ตามมาตรฐานนานาชาติ เช่น ISO-21782 และ UNECE-R85 และร่วมกับองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) พัฒนาดิจิทัลแพลตฟอร์มสำหรับใช้เป็นระบบคำนวณและทวนสอบ เพื่อให้สามารถรองรับภายใต้ข้อกำหนดของมาตรการการปรับภาษีคาร์บอนข้ามพรมแดนของสหภาพยุโรป (CBAM) และ 4) การพัฒนายกระดับศักยภาพของบุคลากรในภาคการผลิต ผ่านโครงการ SMC Academy และ EEC Model Type B

ดร. รวีภัทร์ ผุดผ่อง ผู้อำนวยการกลุ่มแพลตฟอร์มสนับสนุนอุตสาหกรรม 4.0 เผยผลการสำรวจ ระดับความพร้อมอุตสาหกรรม 4.0 ของประเทศไทยประจำปี 2566 ด้วยดัชนี้ชี้วัด Thailand i4.0 Index โดยสำรวจบริษัทในภาคการผลิตจำนวน 150 บริษัท พบว่าค่าเฉลี่ยอุตสาหกรรมของประเทศอยู่ในระดับ 2.8 (เต็ม 6) โดยการสำรวจเน้นใน 3 อุตสาหกรรมหลักของประเทศคือ ยานยนต์และชิ้นส่วน (53 ราย ค่าเฉลี่ย 2.71) อาหารและเครื่องดื่ม (39 ราย ค่าเฉลี่ย 2.77) ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ (21 ราย ค่าเฉลี่ย 2.83) และ ที่เหลือเป็นอุตสาหกรรมอื่นๆ ในมิติของขนาดกิจการ ผู้ประกอบการขนาดเล็กมีค่าเฉลี่ยระดับอุตสาหกรรมอยู่ที่ 2.38 ผู้ประกอบการขนาดกลางมีค่าเฉลี่ยระดับอุตสาหกรรมอยู่ที่ 2.45 ผู้ประกอบการขนาดใหญ่มีค่าเฉลี่ยระดับ อุตสาหกรรมอยู่ที่ 3.07 การตรวจวัดระดับนี้นอกจากจะช่วยให้ผู้ประกอบการทราบสถานะปัจจุบันของตนแล้ว ยังทำให้ทราบว่า ตนอยู่ห่างจากค่าเฉลี่ยหรือผู้นำในอุตสาหกรรมเดียวกันอยู่เพียงใด อีกทั้งยังช่วยแนะนำจุด ที่ควรเริ่มต้นปรับปรุง เพื่อให้เกิดความคุ้มค่าในการลงทุน ปัจจุบันสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน(BOI)

ออกมาตรการปรับปรุงประสิทธิภาพเพื่อยกระดับสู่อุตสาหกรรม 4.0 โดยใช้ผลการประเมิน Thailand i4.0 Index เป็นเกณฑ์การพิจารณา ผู้ประกอบการสามารถนำเงินลงทุน 100% ไปหักจากภาษีเงินได้นิติบุคคล เป็นเวลา 3 ปี  

แล้วพบกับสาระดีๆแบบนี้ทางด้านงานช่าง งานวิศวกรรม และอุตสาหกรรมได้ที่ นายช่างมาแชร์ นะครับ

Website: www.naichangmashare.com
Facebook: https://www.facebook.com/naichangmashare/
Blockdit :  https://www.blockdit.com/naichangmashare
Instragram: https://www.instagram.com/naichangmashare/
Twitter: https://twitter.com/naichangmashare
Youtube: https://www.youtube.com/@naichangmashare
TikTok :  https://www.tiktok.com/@naichangmashare

#นายช่างมาแชร์ 

ผอ.สถาบันยานยนต์คนใหม่ พลิกโฉมสู่ยานยนต์แห่งอนาคต

0
ผอ.สถาบันยานยนต์คนใหม่ พลิกโฉมสู่ยานยนต์แห่งอนาคต
ผอ.สถาบันยานยนต์คนใหม่ พลิกโฉมสู่ยานยนต์แห่งอนาคต

สถาบันยานยนต์ เป็นหนึ่งในหน่วยงานสังกัดของกระทรวงอุตสาหกรรม โดยเป้าหมายสำคัญ คือการพัฒนาอุตสาหกรรมยานยนต์ในประเทศให้มีขีดความสามารถ เป็นทั้งฐานการผลิต แหล่งความรู้ด้านนวัตกรรม “ดร.เกรียงศักดิ์ วงศ์พร้อมรัตน์” ได้รับคัดเลือกเป็นผู้อำนวยการคนล่าสุด

ปรับกลยุทธ์รับยานยนต์แห่งอนาคต

ดร.เกรียงศักดิ์กล่าวว่า นโยบายของสถาบันยานยนต์นับจากนี้ จะเกิดขึ้นภายใต้แนวคิด Reshape the future หรือการ “พลิกโฉมสู่ยานยนต์แห่งอนาคต” โดยมีแนวทางการปฏิรูปหน่วยงาน และปรับแนวทางการปฏิบัติงานในอนาคตตามนโยบายของกระทรวงอุตสาหกรรม โดยใช้หัวและใจปั้นอุตสาหกรรมคู่ชุมชน เพราะการเข้ามาของเทคโนโลยียานยนต์สมัยใหม่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงด้านการผลิตตามนโยบาย 30@30 คือการตั้งเป้าการผลิตรถ ZEV (Zero Emission Vehicle) หรือรถที่ปล่อยมลพิษเป็นศูนย์ให้ได้อย่างน้อย 30% ของการผลิตยานยนต์ภายในปี 2573 เป็นกลไกที่จะนำพาประเทศไทยเข้าสู่การเป็นสังคมคาร์บอนต่ำ

ซึ่งในปี 2566 ได้มีการประมาณการตัวเลขการผลิตรถยนต์ในประเทศอยู่ที่ 1,950,000 คัน เพิ่มขึ้นจากปี 2565 ถึง 3.53% โดยแบ่งเป็นการผลิตเพื่อส่งออก 1,050,000 คัน และผลิตเพื่อจำหน่ายในประเทศ 900,000 คัน และคาดการณ์ว่าภายในปี 2573 ประเทศไทยจะมีการผลิตรถยนต์ที่ 2.4 ล้านคัน แบ่งเป็นรถ ZEV จำนวน 725,000 คัน ตั้งแต่ปี 2566-2573 ประเทศไทยจะมีอัตราการเจริญเติบโต 3.5% ต่อปี ทำให้ประเทศไทยมีบทบาทในการเป็นฐานการส่งออกเพิ่มมากขึ้น

จากนโยบายดังกล่าวสถาบันยานยนต์ จำเป็นต้องเกิดการ Reshape ปฏิรูปงานบริการของสถาบันยานยนต์ พร้อมปรับเปลี่ยนรูปแบบ Business Model เพื่อสนับสนุนภาคอุตสาหกรรมยานยนต์ให้เป็นไปตามเป้าหมาย โดยปัจจุบันสถาบันยานยนต์ มีการให้บริการหลัก คือ บริการทดสอบยานยนต์และชิ้นส่วนยานยนต์ตามมาตรฐาน บริการตรวจการทำผลิตภัณฑ์ (IB) และ Free Zone เขตปลอดอากร บริการฝึกอบรม

รวมถึงบริการข้อมูลศูนย์สารสนเทศยานยนต์ที่รวบรวมข้อมูลเชิงลึกที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วนยานยนต์ พร้อมจัดทำงานวิจัย เพื่อเสนอแนะ ชี้นำ และเตือนภัย เพื่อสนับสนุนการวางยุทธศาสตร์การพัฒนาอุตสาหกรรมยานยนต์ ซึ่งจะมีแนวทางการดำเนินงานใหม่ด้วยยุทธศาสตร์ “3 RIBBONS STRATEGY” หรือยุทธศาสตร์โบ 3 สี ฟ้า เขียว ขาว

BLUE OCEAN สร้างนวัตกรรม

ปี 2566-2573 จะมีการปรับปรุงรูปแบบการให้บริการ และเพิ่มโอกาสในการดำเนินธุรกิจใหม่ พร้อมขับเคลื่อนสถาบันยานยนต์ ด้วยการทำการตลาดเชิงรุก พัฒนาให้เป็นผู้ให้บริการด้านเทคนิค (Technical Service) ทั้งในประเทศและต่างประเทศอย่างครบวงจร

อาทิ มาตรฐานบังคับ (มอก.) มาตรฐานกรมขนส่ง ASEAN MRA และมาตรฐานตามข้อตกลง 1958 Agreement ของสมาชิก 48 ประเทศ เป็นต้น เพื่อยกระดับการทดสอบของสถาบันยานยนต์ ให้ผลการทดสอบเป็นที่ยอมรับในสากล ช่วยเพิ่มศักยภาพในการเป็นศูนย์กลางการส่งออกยานยนต์ไทย ตามนโยบายการเป็นฐานการผลิตรถยนต์แห่งอนาคต

เปิดบริการให้คำปรึกษาด้านการพัฒนาธุรกิจ สร้างนวัตกรรม ด้านวิศวกรรม โดยผู้เชี่ยวชาญ เสริมสร้างความพร้อมด้านการทดสอบด้วยศูนย์ทดสอบยานยนต์และยางล้อแห่งชาติ (ATTRIC) ที่เป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญในการยกระดับความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมยานยนต์ และชิ้นส่วนยานยนต์ และยางล้อ สู่การเป็นซูเปอร์คลัสเตอร์ตามยุทธศาสตร์ของประเทศ

ทำให้ไทยเป็นผู้นำและเป็นศูนย์กลางการทดสอบและรับรองในภูมิภาคอาเซียน รวมทั้งการทดสอบเพื่อความสอดคล้องในกระบวนการผลิต การส่งเสริมตลาดชิ้นส่วนยานยนต์ และชิ้นส่วนอะไหล่ทดแทน (Aftermarket) พร้อมขยายพันธมิตรทางธุรกิจให้เพิ่มขึ้น

GREEN GROWTH สร้างความยั่งยืน

นอกจากนี้ ยังเตรียมพร้อมห้องปฏิบัติการทดสอบการปล่อยสารมลพิษจากเครื่องยนต์ตามมาตรฐานยูโร 5 และ 6 เพื่อลดปัญหาการปล่อยมลพิษทางอากาศฝุ่น PM ซึ่งเป็นปัญหาใหญ่ของโลกที่ทุกประเทศให้ความสำคัญ ซึ่งขณะนี้สถาบันยานยนต์ ได้ดำเนินการติดตั้งเครื่องมือทดสอบ พร้อมให้บริการเป็นที่เรียบร้อย รวมถึงการทดสอบแบตเตอรี่ยานยนต์ไฟฟ้า

โดยมีศูนย์ทดสอบแบตเตอรี่ยานยนต์ไฟฟ้าที่ครบวงจรที่สุดในอาเซียน ตามมาตรฐาน UNECE R100 สำหรับยานยนต์ไฟฟ้า และ UNECE R136 สำหรับรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า รวมถึงสามารถทดสอบเพื่อการวิจัยและพัฒนาในการปรับปรุงสมรรถนะของแบตเตอรี่ได้อีกด้วย

ซึ่งนับเป็นเรื่องที่น่ายินดี ในเดือนนี้สถาบันยานยนต์ ได้มีโครงการชื่อ “แบตฯดี มีคืน” เป็นโปรโมชั่นพิเศษ สำหรับลูกค้าที่มาใช้บริการทดสอบแบตเตอรี่ยานยนต์ไฟฟ้า จะได้รับคืนเงินค่าบริการทดสอบ 10% เมื่อมาทดสอบกับสถาบันยานยนต์ และผ่านมาตรฐาน มอก. 3026-2563 หรือ มอก. 2952-2536 ภายในเดือน มี.ค.-ธ.ค. 2566 นี้

นี่เป็นครั้งแรกที่สถาบันยานยนต์ มีการจัดทำโปรโมชั่นสนับสนุนผู้ประกอบการ ในเรื่องการทดสอบผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมยานยนต์ นอกจากนี้ สยย. ยังสนับสนุนนโยบาย ZEV การปล่อยมลพิษเป็นศูนย์ มุ่งเน้นสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน Net Zero รวมถึงการลดหรือกักเก็บปริมาณก๊าซเรือนกระจกไว้ ไม่ปล่อยออกสู่สิ่งแวดล้อม มุ่งสู่การทำธุรกิจที่ยั่งยืน และจะเพิ่มเติมการทำกิจกรรมเพื่อสังคม อาทิ การรณรงค์เรื่องการขับขี่ปลอดภัย เป็นต้น

WHITE SPIRIT สร้างความน่าเชื่อถือ

การปรับเปลี่ยนวิถีการบริหาร การจัดการควบคุมดูแลกิจกรรมต่าง ๆ ของสถาบันยานยนต์ ต้องให้เป็นไปตามหลักธรรมาภิบาล มีความโปร่งใส ตรวจสอบได้ และมุ่งเน้นประสิทธิภาพและผลสัมฤทธิ์ของงาน โดยปรับกระบวนการทำงานมุ่งสู่ความเป็นเลิศในด้านการปฏิบัติการ การบริหารจัดการองค์กรด้วยแนวคิด Smart Strong และ Slim

ความท้าทายของการบริหารงานในยุคนี้ คือการปรับการทำงานของสถาบันยานยนต์ให้มีความทันสมัย ตอบโจทย์ในการส่งเสริมและสนับสนุนการเติบโตของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย สร้างโมเดลของธุรกิจใหม่ ๆ ในเกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม และการพัฒนาทักษะเดิม

พร้อมเสริมสร้างทักษะใหม่ให้แก่บุคลากรภายในสถาบันยานยนต์ รวมถึงการสร้างภาพลักษณ์ขององค์กร และเรื่องเร่งด่วนที่สุดคือ การปั้นสถาบันยานยนต์ให้มีความพร้อม เป็นองค์กรชั้นนำของประเทศ ในการทดสอบยานยนต์และชิ้นส่วนยานยนต์มีความสมบูรณ์ในทุกมิติ

เพื่อผลักดันประเทศไทยในก้าวเข้าสู่สังคมคาร์บอนต่ำ ด้วยการเป็นฐานการผลิตยานยนต์ไฟฟ้าและชิ้นส่วนที่สำคัญของโลก หรือศูนย์กลางของภูมิภาค เติบโตและเข้มแข็งอย่างมีศักยภาพ รับมือกับการเปลี่ยนแปลง ด้วยศักยภาพของศูนย์ทดสอบยานยนต์และยางล้อแห่งชาติ (ATTRIC) ที่ใหญ่เป็นลำดับที่ 11 ของโลก และใหญ่เป็นลำดับที่ 1 ของภาคพื้นอาเซียน และศูนย์ทดสอบแบตเตอรี่ยานยนต์ไฟฟ้าที่สามารถทดสอบได้ตามมาตรฐานครบวงจร และนี่เรียกได้ว่าเป็นการ “พลิกโฉมสู่ยานยนต์แห่งอนาคต” อีกหนึ่งบทบาทก็ว่าได้

แล้วพบกับสาระดีๆแบบนี้ทางด้านงานช่าง งานวิศวกรรม และอุตสาหกรรมได้ที่ นายช่างมาแชร์ นะครับ

Website: www.naichangmashare.com
Facebook: https://www.facebook.com/naichangmashare/
Blockdit :  https://www.blockdit.com/naichangmashare
Instragram: https://www.instagram.com/naichangmashare/
Twitter: https://twitter.com/naichangmashare
Youtube: https://www.youtube.com/@naichangmashare
TikTok :  https://www.tiktok.com/@naichangmashare

#นายช่างมาแชร์ 

บางจากฯ หนุนความร่วมมือไทย-จีน ต่อยอดนวัตกรรมพลังงานในยานยนต์

0
บางจากฯ หนุนความร่วมมือไทย-จีน ต่อยอดนวัตกรรมพลังงานในยานยนต์
บางจากฯ หนุนความร่วมมือไทย-จีน ต่อยอดนวัตกรรมพลังงานในยานยนต์

บางจากฯ ร่วมผลักดันความร่วมมือไทย-จีน ด้านนวัตกรรมพลังงานในอุตสาหกรรมยานยนต์ จัดงาน Thailand-China Business Matching for New-Energy Intelligent Vehicle วันที่ 22 มีนาคม 2566 สถาบันนวัตกรรมและบ่มเพาะธุรกิจ Bangchak Initiative and Innovation Center (BiiC) ภายใต้บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ประสบความสำเร็จในการเป็นเจ้าภาพ

จัดงาน Thailand-China Business Matching for New-Energy Intelligent Vehicle ร่วมกับศูนย์บ่มเพาะนวัตกรรมด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ทัสพาร์ค ดับบลิวเอชเอ (TusPark WHA) จัดกิจกรรมจับคู่และเสริมสร้างเครือข่ายระหว่างประเทศในด้านนวัตกรรมพลังงานทางเลือกในอุตสาหกรรมยานยนต์ โดยมีนักธุรกิจไทย-จีนร่วมงานกว่า 100 ราย

โดยในงาน นายบัณฑิต หรรษาไพบูลย์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ กลุ่มงานยุทธศาสตร์และบริหารความยั่งยืนกลุ่มบริษัทบางจาก และนายรวี บุญสินสุข ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานพัฒนาธุรกิจใหม่และนวัตกรรม บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ร่วมต้อนรับและแบ่งปันข้อมูลความรู้ร่วมกับกลุ่มนักธุรกิจไทย-จีนกว่า 100 คนที่เข้าร่วมงาน

นำโดย Dr. Jianfeng Sui ประธานบริหาร TusHoldings GBA หนึ่งในธุรกิจของทัส โฮลดิ้งส์ ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มนวัตกรรมทางเทคโนโลยีที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศจีน Mr. Yuheng Chang (Francis Chang) รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ และกรรมการผู้มีอำนาจลงนาม บริษัท Tus Park WHA และ Dr. Fumin Zhang ผู้อำนวยการ Shenzhen Automatic Driving Intelligence Research Center (ADIRC)

ภายในงาน นายชาญวิทย์ ตรังอดิศัยกุล รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานการลงทุน บริษัท บีซีพีจี จำกัด (มหาชน) และนางพรฤดี อุทารวุฒิพงศ์ ผู้จัดการใหญ่ บริษัท วินโนหนี้ จำกัด ร่วมแบ่งปันข้อมูลเกี่ยวกับการสร้างเมืองอัจฉริยะและบริการเกี่ยวกับแบตเตอรี่ในประเทศไทย ต่อยอดพลังงานสะอาดเพื่อสนับสนุนการพัฒนาเป็นเมืองอัจฉริยะ และบริการแพลตฟอร์มรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า พร้อมสถานีสับเปลี่ยนแบตเตอรี่อัตโนมัติ “วินโนหนี้” ที่ให้บริการรวมแล้วกว่า 100 จุดในประเทศไทย

นอกจากนี้ ตัวแทนคณะจากประเทศจีนได้ร่วมแบ่งปันในประเด็น “เทรนด์ในอนาคตของยานยนต์อัจฉริยะและยานยนต์ไฟฟ้า (The future trend of intelligent connected vehicles and electric vehicles)” โดย Dr. Jingshan Hao รองผู้อำนวยการ ADIRC และหัวข้อ “การชาร์จไฟฟ้าอัจฉริยะและเครือข่ายระบบไฟฟ้า (Smart charging solutions based on new energy internet)” โดย Mr. Tiecai Liu ผู้จัดการทั่วไป International Business Division, Teld New Energy Co., Ltd. นับเป็นก้าวสำคัญในการพัฒนาเสริมสร้างเครือข่ายระหว่างประทศในด้านนวัตกรรมพลังงานทางเลือกในอุตสาหกรรมยานยนต์ร่วมกันระหว่างไทย-จีน

แล้วพบกับสาระดีๆแบบนี้ทางด้านงานช่าง งานวิศวกรรม และอุตสาหกรรมได้ที่ นายช่างมาแชร์ นะครับ

Website: www.naichangmashare.com
Facebook: https://www.facebook.com/naichangmashare/
Blockdit :  https://www.blockdit.com/naichangmashare
Instragram: https://www.instagram.com/naichangmashare/
Twitter: https://twitter.com/naichangmashare
Youtube: https://www.youtube.com/@naichangmashare
TikTok :  https://www.tiktok.com/@naichangmashare

#นายช่างมาแชร์ 

สกสว. ผนึก 4 พันธมิตร ผลักดันอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยสู่ EV ระดับโลก

0
สกสว. ผนึก 4 พันธมิตร ยกเครื่องอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยสู่ฮับอีวีระดับโลก
สกสว. ผนึก 4 พันธมิตร ยกเครื่องอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยสู่ฮับอีวีระดับโลก

วันที่ 6 กรกฎาคม 2566 สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) จับมือหน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ (บพข.) สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) (สนช.) สถาบันยานยนต์ (สยย.) และสมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทย (EVAT) ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือการพัฒนาและยกระดับผู้ประกอบการยานยนต์ไปสู่เทคโนโลยียานยนต์สมัยใหม่ด้วยวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (ววน.)

โดยนายพงศ์พันธ์ แก้วตาทิพย์ รองผู้อำนวยการ สกสว. พร้อมด้วยนายสิรี ชัยเสรี ผู้อำนวยการ บพข. นายวิเชียร สุขสร้อย รองผู้อำนวยการด้านเศรษฐกิจและสังคม สนช. นายเกรียงศักดิ์ วงศ์พร้อมรัตน์ ผู้อำนวยการ สยย. ผู้ช่วยศาสตราจารย์ และนางมัณฑนา รังสิโยภาส เลขาธิการ EVAT ผู้บริหารบริษัทยานยนต์และชิ้นส่วนยานยนต์ ร่วมลงนาม

โดยวัตถุประสงค์ในการลงนามครั้งนี้มีขึ้นเพื่อสร้างกิจกรรมขับเคลื่อนและยกระดับผู้ประกอบการยานยนต์ให้สามารถเปลี่ยนผ่านไปสู่อุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่ และสร้างโอกาสในการพัฒนาศักยภาพการผลิต ตลอดจนผลักดันให้ผู้ประกอบการสามารถพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่แข่งขันได้อย่างยั่งยืน

นายพงศ์พันธ์เปิดเผยว่า จากสถานการณ์โลกในปัจจุบันกำลังมุ่งสู่สังคมคาร์บอนต่ำ อุตสาหกรรมยานยนต์ทั่วโลกจึงมีแนวโน้มเปลี่ยนไปสู่ยานยนต์สมัยใหม่ (Next-Generation Automotive) ซึ่งประเทศไทยเป็นฐานการผลิตและส่งออกยานยนต์อันดับ 10 ของโลก และอันดับ 1 ของอาเซียน

เนื่องจากประเทศไทยมีจุดแข็งเรื่องห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ของชิ้นส่วนยานยนต์ และความชำนาญในการผลิต จึงเป็นโอกาสที่ประเทศไทยจะช่วงชิงความได้เปรียบในการเป็นฐานการผลิตยานยนต์ไฟฟ้าที่สำคัญของโลก

ทว่าในปัจจุบันผู้ประกอบการไทยยังคงเผชิญกับความท้าทายในการปรับตัว เพื่อก้าวข้ามการเป็นผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์แบบเดิม ไปสู่การเป็นผู้ผลิตชิ้นส่วนสำคัญของยานยนต์ไฟฟ้า

ดังนั้น ความร่วมมือจากทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาควิชาการ จึงมีความจำเป็นที่จะช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถเปลี่ยนผ่านสู่เทคโนโลยียานยนต์สมัยใหม่ สามารถพึ่งพาตนเอง และแข่งขันในตลาดโลกได้มั่นคงและยั่งยืน

“ในนามของ สกสว. และหน่วยงานภาคีอีกทั้ง 4 หน่วยงาน จึงได้ทำข้อตกลงความร่วมมือกันสนับสนุนให้ผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะ Startup และ SMEs เร่งสร้างนวัตกรรมและเทคโนโลยี ซึ่งจะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ ให้สามารถเปลี่ยนไปสู่อุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่ รวมถึงการสร้างโอกาสในการพัฒนาศักยภาพการผลิต ตลอดจนผลักดันให้ผู้ประกอบการสามารถพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่แข่งขันได้ในตลาดอย่างยั่งยืน ด้วยการใช้วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เป็นกลไกสำคัญที่จะช่วยให้เศรษฐกิจของประเทศเติบโตต่อไป” นายพงศ์พันธ์กล่าว

นอกจากนี้ นายณัฐพล รังสิตพล ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม และกรรมการและเลขานุการร่วมคณะกรรมการนโยบายยานยนต์ไฟฟ้าแห่งชาติ กล่าวว่า อุตสาหกรรมยานยนต์เป็นส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ ที่สร้างมูลค่าเพิ่มและการจ้างงานในประเทศ โดยในปี ค.ศ. 2022 ไทยผลิตรถยนต์ 1.88 ล้านคัน มากเป็นอันอันดับ 10 ของโลก แบ่งเป็นผลิตเพื่อใช้ในประเทศ 0.85 ล้านคัน ส่งออก 1.00 ล้านคัน

รวมถึงคาดว่าในปี ค.ศ. 2023 ประเทศไทยจะสามารถผลิตรถยนต์ได้ 1.95 ล้านคัน แบ่งเป็นการตลาดในประเทศ 0.90 ล้านคัน ส่งออก 1.05 ล้านคัน ซึ่งการผลิตยานยนต์ในประเทศไทยเริ่มต้นจากการผลิตเพื่อทดแทนการนำเข้า สู่การเป็นฐานการผลิตที่ส่งออกไปทั่วโลก ด้วยการมี Product champion ที่ตอบสนองต่อความต้องการและการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีในแต่ละยุคสมัย

ขณะที่ในปัจจุบันให้ความสำคัญกับการผลิตยานยนต์ที่มีคุณสมบัติ “สะอาด-ประหยัด-ปลอดภัย” ซึ่งสอดคล้องกับแนวโน้มที่ทั่วโลกให้ความสำคัญกับปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

โดยเริ่มต้นจากการส่งเสริมรถยนต์ประหยัดพลังงานมาตรฐานสากล นำมาสู่การส่งเสริมยานยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า (xEV) กำหนดเป็นเป้าหมายผลิตยานยนต์ไร้มลพิษ (Zero Emission Vehicle : ZEV) ร้อยละ 30 ในปี ค.ศ. 2030

ทั้งนี้ ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ประเทศไทยเป็นฐานการผลิตยานยนต์ของโลก เนื่องด้วยประเทศไทยมีตลาดในประเทศที่มีขนาดใหญ่เพียงพอสำหรับการตั้งโรงงานผลิต สามารถเข้าถึงตลาดต่างประเทศผ่านการส่งออกได้สะดวก จากข้อตกลงระหว่างประเทศ (Free Trade Agreement : FTA) และนโยบายด้านภูมิรัฐศาสตร์

ในด้านอุปทาน อุตสาหกรรมยานยนต์ไทยมีห่วงโซ่อุปทานในประเทศที่ยาว มีอุตสาหกรรมที่สนับสนุนจำนวนมาก รวมทั้งแรงงานที่มีฝีมือ การกำหนดนโยบายรัฐอย่างมีทิศทาง ช่วยส่งเสริมผู้ผลิตยานยนต์จากทุกประเทศได้อย่างเสมอภาค

แม้ว่าไทยจะยังคงเป็นฐานการผลิตที่สำคัญของโลก แต่ยังต้องเผชิญกับแรงกดดันจากภายในและภายนอกหลายประการ อาทิ การมีต้นทุนการผลิตสูงขึ้นจากการเติบโตทางเศรษฐกิจ การเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีไปสู่เทคโนโลยียานยนต์สมัยใหม่ ทั้งยานยนต์ไฟฟ้าและยานยนต์เชื่อมต่อและขับขี่อัตโนมัติ และการเปลี่ยนแปลงบทบาทสำคัญในอุตสาหกรรมยานยนต์โลก

ด้วยความท้าทายดังกล่าวทำให้อุตสาหกรรมยานยนต์ไทยจำเป็นต้องมีการเปลี่ยนแปลง ด้วยการใช้ความเข้มแข็งต่อยอดสิ่งใหม่ ๆ จากการทำวิจัยและพัฒนาในอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย สร้างความร่วมมือระหว่างผู้ประกอบการและนักวิจัยอย่างใกล้ชิด ที่จะเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญในการร่วมมือพัฒนาและต่อยอดเทคโนโลยีอุตสาหกรรมยานยนต์ของไทยต่อไปได้ในอนาคต

แล้วพบกับสาระดีๆแบบนี้ทางด้านงานช่าง งานวิศวกรรม และอุตสาหกรรมได้ที่ นายช่างมาแชร์ นะครับ

Website: www.naichangmashare.com
Facebook: https://www.facebook.com/naichangmashare/
Blockdit :  https://www.blockdit.com/naichangmashare
Instragram: https://www.instagram.com/naichangmashare/
Twitter: https://twitter.com/naichangmashare
Youtube: https://www.youtube.com/@naichangmashare
TikTok :  https://www.tiktok.com/@naichangmashare

#นายช่างมาแชร์ 

กรมโรงงานอุตสาหกรรมเผยตรวจพบการลักลอบทิ้งกากอุตสาหกรรมล็อตใหญ่ 80,000 ตัน ในพื้นที่ระยอง

0
กรมโรงงานอุตสาหกรรมเผยตรวจพบการลักลอบทิ้งกากอุตสาหกรรมล็อตใหญ่ 80,000 ตัน ในพื้นที่ระยอง ร
กรมโรงงานอุตสาหกรรมเผยตรวจพบการลักลอบทิ้งกากอุตสาหกรรมล็อตใหญ่ 80,000 ตัน ในพื้นที่ระยอง ร

กรมโรงงานอุตสาหกรรมเผยตรวจพบการลักลอบทิ้งกากอุตสาหกรรมล็อตใหญ่ 80,000 ตัน ในพื้นที่ระยอง ระบุมาจากโรงงานในนิคมมาบตาพุด เป็นโรงงานปุ๋ยแห่งชาติที่ปิดกิจการแล้วราว 20 ปี พบกากรอทิ้งรวม 500,000 ตัน “สั่งหยุดทันที-เตรียมดำเนินการทางกฏหมาย” ด้านการนิคมฯ ออกมาโต้ “มีใบอนุญาตขนย้าย-สั่งตรวจสอบแล้ว-ยันให้ความเป็นธรรมทุกฝ่าย” ขณะบริษัทบอกรอรวบรวมเอกสารก่อน 

“คือความหละหลวม ของหน่วยงานกำกับดูแล” บูรณะนิเวศชี้ จี้กรมโรงงานเปิดผลดำเนินคดี 50,000 กว่าโรงงานที่กรมระบุว่า ไม่รายงานการขนย้ายกากอุตสาหกรรมออกนอกโรงงาน

พบการลักลอบทิ้งขยะที่มาบตาพุด ระยอง

“เจ้าหน้าที่กองบริหารจัดการกากอุตสาหกรรม ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบโรงงานแห่งหนึ่งในนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด อำเภอเมือง จังหวัดระยอง จากกรณีได้รับการร้องเรียนจากประชาชนพื้นที่เขตเทศบาลเมืองมาบตาพุด ว่าในแต่ละวันมีรถบรรทุกขนาดใหญ่บรรทุกผงฝุ่นสีขาวเต็มคันสัญจรไป-มา ประมาณ 100 คัน บางคันใช้ผ้าใบสแลนกันแดดคลุม และบางคันไม่มีการคลุมป้องกัน ซึ่งเมื่อรถบรรทุกดังกล่าววิ่งด้วยความเร็วส่งผลให้ฝุ่นฟุ้งกระจายตามท้องถนน และปลิวเข้าบ้านเรือน ตลอดจนติดล้อรถออกมาสะสมบริเวณพื้นผิวจราจร ก่อให้เกิดความเดือดร้อนต่อประชาชนในพื้นที่และผู้สัญจรไป-มา เป็นอย่างมาก

จากการลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริง พบกองกากของเสียอุตสาหกรรมจำนวนมากในพื้นที่โรงงาน มีรถบรรทุกจอดรอคิว เพื่อขนของเสียไปทิ้งนอกโรงงาน ซึ่งโรงงานดังกล่าวประกอบกิจการผลิตและจำหน่ายปุ๋ยเคมี ยิปซัม แอมโมเนีย แอมโมเนียไฮดรอกไซด์ กรดกำมะถัน 

ตรวจสอบพื้นที่ภายในบริเวณโรงงานพบวัสดุลักษณะผงสีขาวจับตัวกันแข็งเป็นก้อน กองสูง 20 – 30 เมตร บนพื้นที่ประมาณ 100 ไร่ คาดมีจำนวนกว่า 500,000 ตัน โดยมีรถแบคโฮ นับ 10 คัน กำลังขุดตักของเสียใส่รถบรรทุกเพื่อนำออกไปทิ้งนอกโรงงาน 

จากการพูดคุยกับเจ้าหน้าที่บริษัท พบว่าเป็นของเสียที่เกิดจากกระบวนการผลิตของโรงงานผลิตปุ๋ยแห่งชาติ ที่ได้เลิกกิจการไปแล้วกว่า 20 ปี โดยยอมรับว่าได้ขนออกไปแล้วกว่า 80,000 ตัน เพื่อไปฝังกลบไว้ในที่ดินว่างห่างออกไปจากโรงงาน 10 กิโลเมตร 

กรอ. ได้ตามไปตรวจสอบในพื้นที่ฝังกลบ พบว่าเป็นบ่อดินเดิมที่ทิ้งร้าง และมีรถแบคโฮ 5 คัน กำลังไถปรับพื้นที่ จึงสั่งให้ผู้ควบคุมหยุดการดำเนินการทั้งหมด

กรอ. ได้สั่งการให้โรงงานหยุดขนออกนอกโรงงานโดยเด็ดขาด เพื่อไม่ให้การขนย้ายมีผลกระทบกับชุมชนโดยรอบ และเก็บตัวอย่างผงฝุ่นสีขาวเพื่อตรวจสอบ เนื่องจากการขนย้ายดังกล่าวไม่ได้ขออนุญาตจาก กรอ. 

ทั้งนี้ กรอ.จะสั่งการให้เร่งนำไปบำบัดและกำจัดให้ถูกต้อง ทั้งของที่อยู่ในโรงงานและที่นำไปลักลอบทิ้ง และพร้อมดำเนินการตามกฎหมายกับโรงงานให้ถึงที่สุด

การลักลอบทิ้งกากเป็นปัญหาเรื้อรังมานาน และสร้างผลกระทบต่อชุมชนอย่างมาก กรอ. จึงได้พยายามแก้ปัญหาดังกล่าวแบบครบวงจร 

โดยที่ผ่านมาได้มีการบังคับใช้กฎหมายเกี่ยวกับกากอย่างเข้มงวดมาโดยตลอด ทั้งเสนอแก้ไขกฎหมาย เพิ่มโทษจำคุกกับพวกลักลอบทิ้งกาก ตลอดจนดำเนินคดีกับโรงงานอุตสาหกรรมที่ไม่รายงานการขนกากออกนอกโรงงานกว่า 50,000 ราย พร้อมทั้งนำระบบอิเล็กทรอนิกส์มากำกับการขนย้ายกากแบบครบวงจร (E-Fully Manifest) และในไตรมาสแรกของปีงบประมาณ 2566 นี้ กรอ.จะส่งเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ตรวจสอบโรงงานที่มีหน้าที่รับกำจัดกาก แบบปูพรมทั่วประเทศพร้อมกัน เพื่อกำกับการดำเนินการให้มีประสิทธิภาพที่สุด” วันชัย พนมชัย อธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรมเปิดเผยวานนี้ (8 ก.ย.2565)

ที่มา : GreenNews

แล้วพบกับสาระดีๆแบบนี้ทางด้านงานช่าง งานวิศวกรรม และอุตสาหกรรมได้ที่ นายช่างมาแชร์ นะครับ

Website: www.naichangmashare.com
Facebook: https://www.facebook.com/naichangmashare/
Blockdit :  https://www.blockdit.com/naichangmashare
Instragram: https://www.instagram.com/naichangmashare/
Twitter: https://twitter.com/naichangmashare
Youtube: https://www.youtube.com/@naichangmashare
TikTok :  https://www.tiktok.com/@naichangmashare

#นายช่างมาแชร์ 

การกำหนดราคาคาร์บอน หรือ Carbon Pricing มีประโยชน์ต่ออุตสาหกรรม

0
การกำหนดราคาคาร์บอน หรือ Carbon Pricing มีประโยชน์ต่ออุตสาหกรรม
Concept,Of,Green,Co2,Tax.carbon,Tax,,Environmental,And,Social,Responsibility

นักเศรษฐศาสตร์พยายามผลักดันแนวคิด “การกำหนดราคาคาร์บอน (Carbon Pricing)” เพื่อให้ใช้เป็นมาตรฐานระดับโลก ตามที่ทางฝั่งยุโรปที่เริ่มมาตั้งแต่ปี 2005 ซึ่งสัมพันธ์โดยตรงกับภาวะโลกร้อน (Global Warming) โดยการลดภาวะโลกร้อนเราต้องยกเลิกใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลให้เร็วที่สุด แต่ทว่าการไปถึงจุดนั้นต้องทำอะไรบ้าง? และสัมพันธ์กับการกำหนดราคาคาร์บอนยังไง เราไปดูกันครับ

การกำหนดราคาคาร์บอน หรือ Carbon Pricing คืออะไร ?

การกำหนดราคาคาร์บอน หรือ carbon pricing คือ การพยายามคิดต้นทุนที่เกิดขึ้นจากการปล่อยก๊าซเรือนกระจก โดยการประมาณจากต้นทุนที่ทำให้พืชพันธุ์ (Environment) เสียหาย ,ต้นทุนด้านสุขภาพ (Health) จากการที่เกิดคลื่นความร้อนและความแห้งแล้ง และการสูญเสียที่ดินเนื่องจากน้ำท่วมและระดับน้ำทะเลขึ้นสูง

สิ่งเหล่านี้ล้วนแต่มีราคา และต้นทุนที่ต้องจ่ายทั้งสิ้น จึงมีการนำต้นทุนต่างๆเหล่านี้มาคิดคำนวณขึ้นเป็นในรูปแบบของ “ราคาคาร์บอนไดออกไซด์” ที่ถูกปล่อยออกมา เพื่อให้สะท้อนต้นทุนที่แท้จริงต่อผู้ที่ต้องรับผิดชอบในการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และเป็นการส่งสัญญาณให้ตัดสินใจว่าควรจะปรับกิจกรรมเพื่อให้ลดการปล่อยคาร์บอนลง หรือจะปล่อยต่อและยอมเสียเงินต่อไป ?

ซึ่งกฏเกณฑ์นี้ได้มีการเริ่มใช้มาตั้งแต่ในปี 2005 โดยการเก็บเงินค่าปล่อยก๊าซเรือนกระจกนี้ จะมีประโยชน์ที่จะช่วยให้ตลาดสามารถระบุก๊าซเรือนกระจกต่อหน่วยที่ถูกที่สุดที่จะลดได้ แต่ว่าก็มีอีกกลุ่มที่เป็นกังวลกับแนวคิดนี้ เช่น นักการเมืองอเมริกันที่มองว่านโยบายนี้อาจจะส่งผลให้ต้นทุนที่ส่งผ่านไปยังผู้บริโภคนั้นสูงขึ้น ในสมัยของประธานาธิบดี โจ ไบเดน จึงทุ่มเงินนับหมื่นล้านดอลลาร์เพื่อฟื้นฟู supply chain ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมแทน

ต้นทุนทางสิ่งแวดล้อมกลายเป็นเรื่องต้นทุนที่ธุรกิจต้องเผชิญ

การกำหนดราคาคาร์บอน หรือ Carbon Pricing เริ่มมีการนำไปปฏิบัติใช้ในหลายๆประเทศแล้ว ยกตัวอย่างเช่น อินโดนีเซียซึ่งเป็นประเทศที่ปล่อยมลพิษใหญ่เป็นอันดับที่ 9 ของโลก โดยกว่าครึ่งหนึ่งเป็นการใช้พลังงานถ่านหิน ซึ่งมีการเปลี่ยนแปลงโดยตลาดซื้อขายคาร์บอนเป็นที่เรียบร้อย และยังมีมาตรการซื้อขายคาร์บอนเครดิตสำหรับธุรกิจที่ปล่อยก๊าซในระดับที่สูงเกินเกณฑ์

แต่หลังจากนี้คาดว่าจะครอบคลุมขึ้นเรื่อย ๆ จากการที่หลายประเทศก็เริ่มเห็นประโยชน์ของการกำหนดราคาคาร์บอน

ต่อมาทางสหภาพยุโรปได้ออกนโยบายใหม่ภายใต้ชื่อ Carbon Border Adjustment Mechanism (CBAM) ที่กำหนดไว้ว่า ในปี 2026 จะเริ่มมีการคิดราคาคาร์บอนกับสินค้าที่นำเข้ามาในสหภาพยุโรป

ประเทศที่ตลาดคาร์บอนเริ่มมั่นคงแล้วก็จะดำเนินนโยบายของตนอย่างเข้มแข็งขึ้น ยกตัวอย่าง เช่น ประเทศจีนจะเริ่มเปลี่ยนจากการโฟกัสที่ความเข้มข้นของคาร์บอนที่โรงไฟฟ้าถ่านหินผลิตออกมา เป็นการโฟกัสทั้งเรื่องความเข้มข้น และมลพิษโดยรวมที่ปล่อยออกมา ซึ่งจะถูกนำไปเชื่อมโยงกับตลาดคาร์บอนเครดิต ที่จะให้เลือกว่าจะซื้อเครดิตสำหรับพลังงานหมุนเวียน ปลูกป่า หรือฟื้นฟูป่าชายเลน

โดยนับตั้งแต่เดือนกรกฎาคม ทางโรงงานอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ซึ่งคิดเป็น 28% ของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั้งประเทศ ต้องลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลงให้ได้ 4.9% หากใครทำไม่ได้ก็ต้องซื้อเครดิตชดเชย ซึ่งมีราคาอยู่ที่ 20 เหรียญต่อตัน มาตรการระหว่างประเทศ ซึ่งนำร่องโดยสหภาพยุโรป ที่จะมีการบังคับให้สินค้ากลุ่มอะลูมิเนียม ซีเมนต์ ไฟฟ้า ปุ๋ย ไฮโดรเจน เหล็กกล้า จะต้องรายงานการปล่อยก๊าซด้วย

แล้วหลังจากปี 2026 ผู้ที่นำเข้าสินค้าเข้ามาในสหภาพยุโรปจะต้องจ่ายภาษีเทียบเท่ากับส่วนต่างระหว่างต้นทุนการปล่อยคาร์บอนตามมาตรฐานสหภาพยุโรป และราคาคาร์บอนที่ผู้ส่งออกในประเทศนั้น ๆ เสีย ซึ่งในอนาคตคาดว่าตลาดบ้านและอุตสาหกรรมคมนาคมก็อาจจะถูกนำไปคิดรวมในตลาดด้วยเช่นกัน

นอกจากนี้ ผู้ผลิตทั่วโลกก็จะถูกจูงใจให้ต้องตรวจสอบการปล่อยคาร์บอนอย่างถูกต้องมากยิ่งขึ้น เพื่อที่จะแก้ปัญหาการรั่วไหลของคาร์บอน เช่น ทางฝั่งสหภาพยุโรปที่จะมีการตรวจสอบข้อมูลการปล่อยคาร์บอนของสินค้านำเข้าอย่างเข้มงวด และเก็บภาษีคาร์บอน

เพื่อให้ราคาสินค้าที่นำเข้าจากประเทศที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อมน้อย มีราคาใกล้เคียงกับสินค้าที่มีมาตรฐานสิ่งแวดล้อมทางฝั่งสหภาพยุโรปมากยิ่งขึ้น มาตรการกำแพงภาษีคาร์บอนนี้ คาดว่าจะขยายไปเรื่อย ๆ ในอีกหลายแห่ง เนื่องจากเมื่ออุตสาหกรรมหนึ่งถูกคิดภาษีคาร์บอนแล้ว ก็จะไปกดดันให้คู่แข่งต้องเข้าไปอยู่ในกฎเกณฑ์เดียวกับตนเช่นกัน ส่วนรัฐบาลแต่ละประเทศก็จะอยากให้สินค้าส่งออกของประเทศถูกเก็บภาษีเข้าประเทศของตนมากกว่าจะไปถูกเก็บภาษีนำเข้าที่ปลายทาง

ที่มา : Research & Innovation for Sustainability Center

ระบบซ่อมบำรุงออนไลน์ Factorium CMMS ให้ลูกค้าใช้งานฟรี 3 เดือน

0
ระบบซ่อมบำรุงออนไลน์ Factorium CMMS เททั้งใจ! ให้ลูกค้าใช้งานฟรี 3 เดือน
ระบบซ่อมบำรุงออนไลน์ Factorium CMMS เททั้งใจ! ให้ลูกค้าใช้งานฟรี 3 เดือน

ระบบซ่อมบำรุงออนไลน์ ของไทยจะช่วยให้โรงงานของคุณทำงานได้ง่ายกว่าที่เคย เพราะแจ้งซ่อมได้ด้วยมือถือเครื่องเดียว ผู้ใช้งานส่วนใหญ่รีวิวว่าตอบโจทย์มาก หมดกังวลเรื่องเอกสาร เพราะสามารถตรวจสอบการทำงานของช่างทั่วประเทศได้อย่างครอบคลุม ง่ายๆ แค่ปลายนิ้ว ด้วยมือถือเครื่องเดียวก็เปลี่ยนงานยากให้เป็นงานง่ายได้ทันที

คุณเป็นหนึ่งคนไหม?? ที่งานซ่อมบำรุงยุ่งยาก จะบันทึก ตรวจสอบข้อมูลแต่ละทีต้องฝากช่างคนที่ 1 ไปสู่ช่างคนที่ 2 และอีกมากมายหลากหลายช่าง พูดไปแล้วจะหาว่าโม้ลูกค้าของเราต่างบอกต่อกันมาหลายคน ว่าในปัจจุบันนี้สามารถติดตามการทำงานของช่างได้ทันทีเลย สะดวกในการแจ้งงานด้วย ซึ่งที่ผ่านมาในการแจ้งงาน ต้องมีทั้งส่ง อีเมล ไลน์ โทรศัพท์มากริ๊งกร๊างทั้งวัน เรียกได้ว่าจะหันไปทำงานซ้ายขวา ก็ปลีกตัวได้ยากเลย

ระบบน่าสนใจ มีให้ทดลองระบบเพื่อใช้งานก่อนหรือไม่?

มี! เรากล้าท้า! ให้คุณทดลองใช้งาน 3 เดือนฟรี! แบบไม่มีข้อผูกมัด โดยสิทธิประโยชน์ที่คุณจะได้รับใน 3 เดือนนี้ คือ

  • ผู้ใช้งานหลัก (Main) 3 Users
  •  ผู้แจ้งซ่อม (Reporter) 12 Users
  •  เครื่องจักร (Asset) 50 เครื่อง
  •  เช็คชีท PM 200 ชีท
  •  แนบรูปภาพแจ้งซ่อม 1 รูป/งาน
  •  ฟังก์ชันพื้นฐาน (Basic)
  •  รายละเอียดดูตารางเปรียบเทียบ

นอกจากนี้พี่ๆยังสามาารถปรึกษาทีม Technical Support เพื่อใช้งานได้อย่าง Professional ได้อีกด้วย ลงทะเบียนเพื่อทดลองใช้งาน คลิกเลยค่ะ คุ้มแสนคุ้ม คุ้มกว่านี้ไม่มีอีกแล้ว เทหมดใจ ยกให้หมดหน้าตัก มาใช้งานฟรี 3 เดือนกันเยอะๆ

Factorium Banner CMMS

โดยคุณยังสามารถยกระดับงานซ่อมบำรุงด้วย 10 จุดเด่น ที่จะช่วยให้คุณทำงานง่ายกว่าที่เคย

ถ้าหากคุณเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมการผลิตต้องบริหารจัดการเครื่องจักรจำนวนมากในสายงานผลิตการซ่อมบำรุง คงเป็นสิ่งที่มองข้ามไม่ได้เลยเพราะว่านอกจากจะทำให้การผลิตสินค้าของเราดำเนินการผลิตได้อย่างต่อเนื่องได้แล้วยังช่วยยืดอายุการทำงานของเครื่องจักรและที่สำคัญคือความปลอดภัยของพนักงานทุกคน

เพราะการบริหารจัดการงานซ่อมบำรุงเหล่านี้ก็เป็นเรื่องที่น่าปวดหัวไม่น้อย

ถ้าคุณไม่อยากบันทึกงานทุกอย่าง Manual ลงบนกระดาษ ทั้งตารางงานซ่อมบำรุง และการจัดคิวช่าง มีวิธีแก้ไขง่ายๆ เช่น

1.แจ้งซ่อมได้ด้วยมือถือเครื่องเดียว

ลืมกระดานคลิกบอร์ดแบบเดิมๆไปได้เลย เพราะว่า ระบบซ่อมบำรุงออนไลน์ จะช่วยให้พนักงานสามารถแจ้งซ่อมเครื่องจักรต่างๆได้ง่ายๆ โดยการสแกน Qr Code ประจำเครื่องจักรผ่าน Application ทำการระบุรายละเอียดต่างๆ ตลอดจนถ่ายภาพ ถ่ายวีดีโอประกอบ เพื่อให้ทีมช่างเข้าใจในปัญหาได้ดีขึ้น และส่งเรื่องให้ฝ่ายช่างเข้ามาตรวจสอบซ่อมแซมได้ในทันที

2.จัดการงาน PM และ Calibration Machine ได้อยู่หมัด!

คนเรายังต้องมีการตรวจสอบสุขภาพ เครื่องจักรก็เช่นกัน การซ่อมบำรุงเครื่องจักรตามระยะเวลาที่กำหนด รวมถึงการกำหนดระยะเวลาเพื่อตรวจสอบมาตรฐานหรือความเที่ยงตรงของเครื่องมือวัดเครื่องจักร ที่ทำให้คุณสามารถจัดการกับงาน PM เหล่านี้ได้ง่ายยิ่งขึ้น 

  • PM Calendar ช่วยเตือนเมื่อถึงรอบซ่อมบำรุง และยังมีระบบแจ้งเตือนช่วยให้ไม่ลืมเมื่อถึงรอบต้อง PM เครื่องจักร
  • Check Sheet Template ที่จะช่วยเตรียมรายการตรวจสอบได้ครบทุกจุดไม่มีตกหล่น 
  • Convert ความเสียหายเป็น Ticket แจ้งซ่อม และถ้าจุดไหนที่ทางช่างได้มีการตรวจสอบแล้วพบว่ามีความเสียหายต้องซ่อมแซมก็สามารถที่จะ Convert งาน PM ดังกล่าวไปเป็น Ticket แจ้งซ่อมได้เลยเพื่อให้ดำเนินการซ่อมแซมต่อไปได้อย่างรวดเร็ว

3.Assign งานพี่ช่างได้แบบง่ายๆ 

ไม่ว่าจะเป็นรายการแจ้งซ่อมที่ได้รับหรือจะเป็นงาน PM ทางหัวหน้าช่างก็สามารถที่จะบริหารจัดการงานโดยการ Assign งานไปให้ช่างแต่ละท่านได้เลย หรือจะเป็นการ Assign แบบทีมก็ได้เช่นกัน

โดยช่างที่ถูกมอบหมายก็จะได้รับการแจ้งเตือน และเข้าไปดู Task งานได้ว่าตัวเองต้องทำงานอะไร ที่น่าสนใจกว่าเดิมคือ Factorium CMMS ยังมีฟีเจอร์ Auto Assign ที่สามารถกำหนดได้ว่าหากเจองานลักษณะนี้จะต้องเป็นช่างคนใดที่รับผิดชอบดูแล

4.การประเมิน Satisfaction หลังจากการซ่อมเสร็จสมบูรณ์แล้ว

Factorium CMMS ก็มีระบบให้ผู้แจ้งซ่อมประเมินความพึงพอใจ โดยเกณฑ์การให้คะแนนมีตั้งแต่ 1-5 ซึ่งระบบก็จะช่วยให้นำคะแนนเหล่านี้ไปเฉลี่ยรวมกัน และสามารถแสดงเป็นสถิติประจำตัวช่างที่สามารถนำไปเป็น KPI ในอนาคตต่อไปได้

Factorium Banner CMMS

5.มีใบงานซ่อมรายละเอียดครบถ้วนชัดเจน

ทุกรายการแจ้งซ่อมจะถูกเก็บไว้เป็นประวัติบน Factorium CMMS อย่างครบถ้วน ทั้งในรูปแบบเอกสารแจ้งซ่อมที่ระบุรายละเอียดทุกอย่างที่เกี่ยวข้องและแบบรายงาน Listing หมดปัญหาเอกสารเปียก เอกสารหาย อ่านไม่ออก ซึ่งมาพร้อมกับฟังก์ชัน Filter ที่ช่วยให้คุณหารายการการแจ้งซ่อมที่ต้องการได้สะดวกกว่าที่เคย 

6.สื่อสารกันแบบไม่สะดุดด้วย Chat & Notification

ลืมไลน์กลุ่มไปได้เลยค่ะ เพราะ Factorium CMMS มีฟีเจอร์แชทในแต่ละการแจ้งซ่อม ให้ทีมช่างและผู้ที่เกี่ยวข้องสามารถสื่อสารกันได้เลยไม่ต้องกระโดดไปมาระหว่าง Application ช่วยป้องกันความสับสนระหว่างการแจ้งซ่อมต่างๆ ได้ดี

7.จัดการอะไหล่ Spare Part เบิกจ่ายในที่เดียว 

การซ่อมบำรุงมักมาพร้อมการเปลี่ยนอะไหล่ Factorium CMMS ยังมีฟีเจอร์ Spare Part จัดการ Stock อะไหล่เพื่อบริหารจัดการอะไหล่ต่างๆ โดยช่างสามารถเบิกอะไหล่เพื่อนำไปใช้ในงานซ่อมต่างๆ ทั้งเบิกล่วงหน้าก่อนออกไปหน้างาน หรือเจอปัญหาแล้วต้องส่งคำร้องขอเบิกอะไหล่เพิ่ม ก็สามารถทำผ่านมือถือได้ทันที พร้อมการอนุมัติออนไลน์จากหัวหน้างานได้อีกด้วย

8.ตั้ง Minimum Stock สำหรับอะไหล่ได้ 

เพื่อให้คุณมั่นใจได้ว่าจะมีอะไหล่ต่างๆให้กับเครื่องจักรให้การทำงานได้อย่างไม่มีสะดุด ระบบซ่อมบำรุงออนไลน์ Factorium CMMS มีฟีเจอร์ Minimum Stock ที่เอาไว้แจ้งเตือนเมื่ออะไหล่แต่ละชนิดถูกเบิกไปใช้จนเหลือน้อยกว่าจำนวนที่ตั้งค่าเอาไว้ ระบบจะแจ้งเตือนไปยังฝ่ายจัดซื้อให้รับทราบ เพื่อจัดหาอะไหล่มาให้เพียงพอต่อการใช้งาน

9.วัดประสิทธิภาพด้วยการจับเวลาเปิด – ปิดงาน

คุณสามารถวัดประสิทธิภาพการแจ้งซ่อมบำรุงต่างๆได้ด้วยการจับเวลา โดยนับตั้งแต่การออกหน้างานเพื่อตรวจสอบอาการเสียของเครื่องจักร ไปจนถึงการปิดงาน และสามารถรับรู้ได้ว่าพี่ช่างแต่ละคนใช้เวลาการทำงานแตกต่างกันอย่างไร เพื่อนำไปวางแผนงานซ่อมบำรุงในอนาคตต่อได้

10.สุดยอด Dashboard 

Factorium CMMS สามารถให้ข้อมูลที่ครบถ้วนได้แบบจัดเต็ม เช่น เวลาที่ใช้ในการซ่อมแซมหรือแก้ไขข้อผิดพลาด รายการซ่อมที่ช่างแต่ละคนได้รับมอบหมาย งานส่งซ่อมภายนอก จำนวนงานซ่อมในแต่ละเดือน

โปรโมชัน สุดคุ้มตอนนี้!

อย่าปล่อยให้หลุดมือ! เทหมดใจ ต้อนรับ 3 เดือนสุดท้ายของปี (คลิก) ใช้งานฟรี 3 เดือน! จากระบบ FACTORIUM CMMS ระบบซ่อมบำรุงออนไลน์ของไทย ใครไม่ใช้ถือว่า Out! เพราะแจ้งซ่อมออนไลน์ได้ทันที ง่ายๆผ่านปลายนิ้ว

Factorium CMMS เหมาะกับโรงงานทุกประเภทที่มีเครื่องจักรและอุปกรณ์ที่ต้องมีการใช้ระบบซ่อมบำรุงเพื่อทำให้กำลังการผลิตเป็นไปตามที่คาดการณ์เอาไว้ รวมไปถึงป้องกันการสูญเสียที่อาจเกิดขึ้นในโรงงานได้

  • รวมถึงช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิต: ช่วยลด Downtime ของเครื่องจักรและอุปกรณ์ ทำให้กระบวนการผลิตไม่ต้องหยุดชะงักนาน เพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตและส่งมอบสินค้าตามเวลาที่กำหนด
  • ลดต้นทุนการผลิต: การตรวจสอบและซ่อมบำรุงเครื่องจักรและอุปกรณ์ในขณะที่ยังทำงานได้ปกติ ช่วยลดความเสียหายและค่าใช้จ่ายในการซ่อมบำรุง และลดต้นทุนในการผลิต
  • เพิ่มความปลอดภัย: โดยช่วยตรวจสอบสถานะของเครื่องจักรและอุปกรณ์ เพื่อป้องกันการเกิดอุบัติเหตุที่อาจเกิดขึ้นในโรงงาน

Factorium CMMS เป็นผู้ช่วยสำคัญสำหรับองค์กรที่ต้องการจะเพิ่มประสิทธิภาพในการซ่อมบำรุงและการบำรุงรักษาอุปกรณ์และเครื่องจักร โดยเฉพาะองค์กรที่มีอุปกรณ์หรือเครื่องจักรมากมาย ที่ต้องกาารเพิ่มความถูกต้องในการวิเคราะห์อาการเสียของเครื่องจักร และแจ้งเตือนเมื่อเกิดปัญหา ทำให้แก้ไขปัญหาได้ทันทีก่อนที่จะเกิดความเสียหาย

=======================================

หากเพื่อนๆกำลังมองหาระบบ CMMS ที่คุณภาพ มีมาตราฐานสากลระดับโลก ที่สำคัญใช้ฟรี ไม่ต้องโหลดโปรแกรม สามารถใช้ได้ในมือถือ ทั้งระบบ android และ iOS

นายช่างมาแชร์ขอแนะนำโปรแกรม Factorium ระบบ CMMS ยุคใหม่ โปรแกรมซ่อมบำรุงบนสมาร์ทโฟน สำหรับโรงงานยุค 4.0 ครับผม  (www.factorium.tech)

ติดต่อฝ่ายขายและปรึกษาโทร : 096-034-7506 (เนย) , 083-932-4654 (เกว)

=======================================

แล้วพบกับสาระดีๆแบบนี้ทางด้านงานช่าง งานวิศวกรรม และอุตสาหกรรมได้ที่ นายช่างมาแชร์ นะครับ

Website: www.naichangmashare.com
Facebook: https://www.facebook.com/naichangmashare/
Blockdit :  https://www.blockdit.com/naichangmashare
Instragram: https://www.instagram.com/naichangmashare/
Twitter: https://twitter.com/naichangmashare
Youtube: https://www.youtube.com/channel/UCmIPiSeg-uy4k8JYSmknp_g

#นายช่างมาแชร์ #Maintenance #CMMS #FACTORIUM

GML – SCGJWD – PAS ร่วมผลักดันการขนส่งทางราง ไทย-กัมพูชา-จีน เพิ่มศักยภาพขนส่งไทยสู่ระดับสากล

0
GML – SCGJWD – PAS ร่วมผลักดันการขนส่งทางราง ไทย-กัมพูชา-จีน เพิ่มศักยภาพขนส่งไทยสู่ระดับสากล
GML – SCGJWD – PAS ร่วมผลักดันการขนส่งทางราง ไทย-กัมพูชา-จีน เพิ่มศักยภาพขนส่งไทยสู่ระดับสากล

เมื่อวานนี้ – ดร.บุรณิน รัตนสมบัติ ประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการกลุ่มธุรกิจใหม่และโครงสร้างพื้นฐานบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) (ปตท.) (กลาง) เป็นประธานในพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือการดำเนินการและพัฒนาธุรกิจการขนส่งสินค้าทางราง ไทย-กัมพูชา-จีน รวมทั้งธุรกิจบริการที่เกี่ยวข้องกับการให้บริการด้านโลจิสติกส์ทั้งในและต่างประเทศ ระหว่าง บริษัท โกลบอล มัลติโมดัล โลจิสติกส์ จำกัด (GML) บริษัท เอสซีจี เจดับเบิ้ลยูดี โลจิสติกส์ จำกัด (มหาชน) (SCGJWD) และ บริษัท แพน-เอเชีย ซิลค์ โรด จำกัด (PAS)

โดยมี นายชาญศักดิ์ ชื่นชม รองกรรมการผู้จัดการใหญ่วิศวกรรมและโครงสร้างพื้นฐาน ปตท. และ ประธานกรรมการ GML (ที่ 3 จากขวา) นายชวนินทร์ บัณฑิตกฤษดา (ที่ 2 จากซ้าย) และ นายบรรณ เกษมทรัพย์ (ซ้ายสุด) ประธานเจ้าหน้าที่บริหารร่วม SCGJWD และ Mr. Zhu Xijun ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร PAS (ที่ 2 จากขวา)ร่วมลงนามเพื่อแสวงหาโอกาสในการประกอบธุรกิจ เพิ่มศักยภาพ และลดต้นทุนด้านโลจิสติกส์ โดยใช้ความเชี่ยวชาญและประสบการณ์ของแต่ละองค์กร ผลักดันการขนส่งสินค้าและกระจายสินค้าทางระบบรางของประเทศไทย พร้อมขยายเส้นทางการบริการที่ครอบคลุมทั้งภูมิภาคอาเซียน ยกระดับมาตรฐานระบบการขนส่งของไทยเชื่อมสู่ระดับสากล

แล้วพบกับสาระดีๆแบบนี้ทางด้านงานช่าง งานวิศวกรรม และอุตสาหกรรมได้ที่ นายช่างมาแชร์ นะครับ

Website: www.naichangmashare.com
Facebook: https://www.facebook.com/naichangmashare/
Blockdit :  https://www.blockdit.com/naichangmashare
Instragram: https://www.instagram.com/naichangmashare/
Twitter: https://twitter.com/naichangmashare
Youtube: https://www.youtube.com/@naichangmashare
TikTok :  https://www.tiktok.com/@naichangmashare

#นายช่างมาแชร์ 

โซลูชันพลังงานแบบบูรณาการ เพิ่มสัดส่วนพลังงานสะอาด 21% ขับเคลื่อน ‘รังสิต’ สู่มหาวิทยาลัยสีเขียว

0
โซลูชันพลังงานแบบบูรณาการ เพิ่มสัดส่วนพลังงานสะอาด 21% ขับเคลื่อน ‘รังสิต’ สู่มหาวิทยาลัยสีเขียว
โซลูชันพลังงานแบบบูรณาการ เพิ่มสัดส่วนพลังงานสะอาด 21% ขับเคลื่อน ‘รังสิต’ สู่มหาวิทยาลัยสีเขียว

โซลูชันพลังงานแบบบูรณาการ เอสพี กรุ๊ป ขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านพลังงานอัจฉริยะ ‘ม.รังสิต’ สู่มหาวิทยาลัยสีเขียว เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพิ่มสัดส่วนใช้พลังงานสะอาดร้อยละ 21

  • การติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ และระบบกักเก็บพลังงานจะช่วยให้มหาวิทยาลัยมุ่งสู่มหาวิทยาลัยสีเขียวที่ใช้พลังงานสะอาดเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้นได้ถึงร้อยละ 21 ของการใช้พลังงานทั้งหมดภายในปี 2567
  • มีการปรับใช้ GETTM Control ซึ่งเป็นระบบควบคุมคุณภาพสภาพแวดล้อมในอาคารอัจฉริยะเพิ่มเติม หลังประสบความสำเร็จในโครงการนำร่องที่มีการติดตั้งระบบดังกล่าวกับอาคารนำร่องของมหาวิทยาลัย ซึ่งสามารถช่วยประหยัดพลังงานได้ร้อยละ 40 พร้อมยกระดับความสะดวกสบายให้ผู้ใช้อาคารได้ร้อยละ 14

วันที่ 15 พ.ย.2566 มหาวิทยาลัยรังสิต เดินหน้าเปลี่ยนผ่านพลังงานสู่มหาวิทยาลัยสีเขียวเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น โดยเอสพี กรุ๊ป (เอสพี) กลุ่มสาธารณูปโภคชั้นนำและผู้ให้บริการโซลูชันพลังงานที่ยั่งยืนในสิงคโปร์และเอเชียแปซิฟิก ร่วมมือกับมหาวิทยาลัยรังสิต ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยเอกชนชั้นนำของประเทศไทย ขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านพลังงานอัจฉริยะสู่มหาวิทยาลัยสีเขียว

โดยเอสพี เป็นผู้นำโซลูชันพลังงานแบบบูรณาการที่ยั่งยืนมาปรับใช้ให้ครอบคลุมทั้งมหาวิทยาลัย ตลอดจนให้คำแนะนำเพื่อไปสู่มหาวิทยาลัยสีเขียว ซึ่งประกอบไปด้วยการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ (PV) พร้อมระบบการจัดการและจัดเก็บพลังงานแบบรวมศูนย์

รวมทั้งโซลูชัน GETTM (Green Energy Tech) ซึ่งเป็นระบบอัจฉริยะสำหรับอาคาร เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานของอาคารให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด และเพิ่มความสะดวกสบายให้กับผู้ใช้อาคาร โดยหากดำเนินการแล้วเสร็จในปี 2567 โซลูชันเหล่านี้จะช่วยให้มหาวิทยาลัยมีสัดส่วนการใช้พลังงานสะอาดถึงร้อยละ 21 และลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนได้ 1,400 ตันต่อปี

เพื่อส่งเสริมความร่วมมือที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมดังกล่าว เอสพีและมหาวิทยาลัยรังสิต ยังร่วมกันศึกษาความเป็นไปได้ในการปรับใช้โซลูชันพลังงานแบบบูรณาการที่ยั่งยืนให้มากขึ้นทั่วทั้งมหาวิทยาลัย ซึ่งรวมถึงระบบการทำความเย็นแบบศูนย์รวม (district cooling) เพื่อให้ระบบปรับอากาศสามารถประหยัดพลังงานมากขึ้น

การเพิ่มพื้นที่การติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์และระบบกักเก็บพลังงาน รวมทั้งต่อยอดการปรับใช้ชุดระบบการจัดการพลังงานแบบดิจิทัลอัจฉริยะของ GETTM ซึ่งใช้ประโยชน์จากข้อมูลเชิงลึกอัจฉริยะเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานและการดำเนินการอย่างยั่งยืน รวมถึงยกระดับประสบการณ์การใช้งานของผู้ใช้อาคาร

ภายใต้โครงการนี้ เอสพีจะติดตั้งแผงโซล่าเซลล์ (PV) บนหลังคาขนาด 2 เมกะวัตต์ (MWp) บนอาคารจำนวน 9 หลัง และติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์แบบทุ่นลอยน้ำบริเวณสระน้ำ อาคาร 7 รวมทั้งเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานแสงอาทิตย์ทั่วทุกอาคารของมหาวิทยาลัย

โดยในโครงการนี้จะมีการติดตั้งระบบกักเก็บพลังงาน ซึ่งช่วยให้สามารถจ่ายพลังงานแสงอาทิตย์ได้ตามความต้องการ โดยคาดว่าระบบโซลาร์เซลล์ที่ติดตั้งเพิ่มจะสามารถผลิตไฟฟ้าได้ 2,749 เมกะวัตต์ชั่วโมงต่อปี

เมื่อดำเนินการติดตั้งเสร็จสมบูรณ์ อาคารที่ตั้งของสำนักงานอาคารและสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยรังสิต (อาคาร 13) จะเป็นอาคารต้นแบบที่ถูกขับเคลื่อนด้วยพลังงานแสงอาทิตย์ 100 เปอร์เซ็นต์ และจะเป็นอาคารแห่งแรกของสถาบันการศึกษาในประเทศไทยที่มุ่งหวังจะได้รับสถานะการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์

นอกจากนี้เอสพียังนำระบบ GETTM Control ซึ่งเป็นระบบร่วมศึกษาควบคุมคุณภาพสภาพแวดล้อมในอาคารอัจฉริยะมาใช้ศึกษาประสิทธิภาพการใช้พลังงานของเครื่องปรับอากาศในอาคารให้เกิดประโยชน์สูงสุด ซึ่งอาคารนำร่อง ได้แก่ พื้นที่ชั้น 2 อาคาร 12/1 และพื้นที่ชั้น 10 อาคาร 11 โดยใช้ระยะเวลาทดลองและสำรวจประสิทธิภาพการประหยัดพลังงานให้ได้ร้อยละ 40 และยกระดับความสะดวกสบายให้ผู้อาศัยในอาคารได้ร้อยละ 14

โดยโซลูชันดังกล่าวได้ผสานความสามารถของ AI และ IoT เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและควบคุมเครื่องปรับอากาศผ่านการคำนวณจากปัจจัยต่างๆ เช่น จำนวนผู้ใช้อาคารและสภาพแวดล้อมโดยรอบ เพื่อปรับปรุงการไหลเวียนของอากาศให้เหมาะสมและกระจายความเย็นทั่วทั้งพื้นที่

เมื่อเร็วๆ นี้ เอสพี กรุ๊ป ได้ประกาศติดตั้งระบบผลิตความเย็นจากส่วนกลางแห่งแรกในประเทศไทยให้กับศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติฯ โซนซี ซึ่งเป็นโครงการที่ร่วมมือกับ บ้านปู เน็กซ์ โดยเมื่อติดตั้งระบบผลิตความเย็นจากส่วนกลางเสร็จสิ้นในปี 2567 จะสามารถทำความเย็นสูงสุดถึง 14,000 ตันความเย็น (RT)

และทำให้โครงการฯ สามารถประหยัดค่าไฟฟ้าได้ประมาณ 40 ล้านบาท (1.12 ล้านเหรียญสหรัฐ) ต่อปี พร้อมบรรลุเป้าหมายในการประหยัดพลังงานได้ร้อยละ 20 และลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนได้มากถึง 3,000 ตันต่อปี

แล้วพบกับสาระดีๆแบบนี้ทางด้านงานช่าง งานวิศวกรรม และอุตสาหกรรมได้ที่ นายช่างมาแชร์ นะครับ

Website: www.naichangmashare.com
Facebook: https://www.facebook.com/naichangmashare/
Blockdit :  https://www.blockdit.com/naichangmashare
Instragram: https://www.instagram.com/naichangmashare/
Twitter: https://twitter.com/naichangmashare
Youtube: https://www.youtube.com/@naichangmashare
TikTok :  https://www.tiktok.com/@naichangmashare

#นายช่างมาแชร์ 

MG เปิดโรงงานแบตเตอรี่ EV แห่งแรกในไทย ตั้งเป้ากำลังผลิต 50,000 ก้อนต่อปี

0
MG เปิดโรงงานแบตเตอรี่ EV แห่งแรกในไทย ตั้งเป้ากำลังผลิต 50,000 ก้อนต่อปี
MG เปิดโรงงานแบตเตอรี่ EV แห่งแรกในไทย ตั้งเป้ากำลังผลิต 50,000 ก้อนต่อปี

บริษัท เอสเอไอซี มอเตอร์-ซีพี จำกัด และ บริษัท เอ็มจี เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด เปิดโรงงานแบตเตอรี่อีวีแห่งแรกในภูมิภาคอาเซียน ด้วยกำลังการผลิตกว่า 50,000 ก้อนต่อปี นายจ้าว เฟิง กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอสเอไอซี มอเตอร์-ซีพี จำกัด กล่าวว่า โรงงานแบตเตอรี่อีวี หรือ แบตเตอรี่ไฟฟ้า เป็นหนึ่งในแผนการพัฒนาพื้นที่ NEW ENERGY INDUSTRIAL PARK ซึ่งตั้งอยู่ภายในนิคมอุตสาหกรรมดับบลิวเอชเออีสเทิร์นซีบอร์ด 2 หรือ WHA ESIE 2 จังหวัดชลบุรี เพื่อรองรับการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าภายในประเทศ เพิ่มงบลงทุนอีกกว่า 500 ล้านบาท

โดยจะใช้เป็นโรงงานประกอบแบตเตอรี่อีวีในรูปแบบ Cell-To-Pack หรือ CTP ที่ใช้เทคโนโลยีใหม่อย่าง RUBIK’s CUBE BATTERY ด้วยข้อได้เปรียบในเรื่องของศักยภาพ และโอกาสในการเติบโตของตลาดรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทย

รวมถึงการที่บริษัทแม่อย่าง SAIC MOTOR CORPORATION และ HASCO-CP เล็งเห็นถึงความพร้อมในการเป็นศูนย์กลางการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าสำหรับจำหน่ายภายในประเทศ และส่งออกไปยังประเทศต่างๆ ในภูมิภาคอาเซียน

นับตั้งแต่ปี 2019 ที่ MG ได้บุกเบิกตลาดรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทย สู่ปัจจุบันที่รถยนต์ไฟฟ้ากลายเป็นที่นิยม และมีการเติบโตในตลาดแบบก้าวกระโดด ตอกย้ำความเชื่อมั่นด้วยยอดขายรถยนต์ไฟฟ้าสะสมรวมกว่า 18,000 คัน ด้วยผลิตภัณฑ์รถยนต์ไฟฟ้าที่หลากหลาย ตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์ของลูกค้า

อีกหนึ่งปัจจัยที่สำคัญคือ การให้ความสำคัญกับการสร้างระบบนิเวศยานยนต์ไฟฟ้า หรือ EV Ecosystem ที่มีความแข็งแกร่ง และครอบคลุมในทุกมิติของการใช้รถยนต์ไฟฟ้าในระยะยาว โดยเฉพาะการลงทุนสร้างเครือข่ายสถานีชาร์จไฟแบบเร็ว หรือ MG SUPER CHARGE รองรับการเดินทางที่สะดวกสบายทั่วประเทศ

ล่าสุด MG เดินหน้าแผนงานอีวี มุ่งยกระดับอีกหนึ่งองค์ประกอบสำคัญของระบบนิเวศยานยนต์ไฟฟ้าด้วยการเปิดตัวโรงงานประกอบแบตเตอรี่อีวี และถือเป็นเครื่องสะท้อนความตั้งใจของ เอ็มจี หลังจากนี้ยังคงเดินหน้าพัฒนาพื้นที่ NEW ENERGY INDUSTRIAL PARK ในแผนงานระยะถัดไป เพื่อเติมเต็มระบบนิเวศยานยนต์ไฟฟ้าให้สมบูรณ์ตั้งแต่ต้นน้ำสู่ปลายน้ำ โดยมีกรอบระยะเวลาแล้วเสร็จภายในปี 2567

สำหรับโรงงานแบตเตอรี่อีวีแห่งใหม่ ภายใต้ชื่อ HASCO-CP BATTERY SHOP ในภูมิภาคอาเซียน บนพื้นที่ NEW ENERGY INDUSTRIAL PARK ครอบคลุมพื้นที่ทั้งหมดประมาณ 75 ไร่ โดยแบ่งพื้นที่เป็น 2 ส่วนใหญ่ๆ ได้แก่

1. ส่วนการประกอบแบตเตอรี่ ประกอบด้วยสายการผลิตอัตโนมัติที่ทันสมัยอย่างการนำหุ่นยนต์ หรือ Robotic เข้ามาช่วยในการผลิตเพื่อให้ได้มาตรฐานที่แม่นยำ การเชื่อมโดยเลเซอร์ หรือ Laser Welding เพื่อให้ได้คุณภาพของการเชื่อมที่ดีการตรวจสอบด้วย CCD (Charge Coupled Device) เพื่อความแม่นยำในการตรวจสอบเทียบกับต้นแบบในทุกขั้นตอนก่อนนำไปใส่ในตัวรถยนต์พลังงานไฟฟ้า 100%

2. ส่วนการทดสอบมาตรฐานของแบตเตอรี่ กว่า 60 ขั้นตอน เช่น

– การตรวจสอบค่าการเก็บการคายประจุ (Charge & Discharge) 
– การตรวจสอบน้ำรั่วซึมเข้าสู่แบตเตอรี่ (Air Leak test) 
– ทดสอบความเป็นฉนวน (Insulation Test) 
– ทดสอบการควบคุมพลังงาน (Static Test)

โดยในสายการผลิตแห่งนี้สามารถประกอบแบตเตอรี่ Cell-To-Pack ได้สูงสุดมากกว่า 50,000 ก้อนต่อปี ซึ่งแบตเตอรี่ที่ประกอบในประเทศไทยจะเป็นมาตรฐานเดียวกับสายการผลิตระดับโลก สำหรับแบตเตอรี่ที่ออกจากสายการผลิตนี้จะถูกนำไปติดตั้งในรถยนต์ไฟฟ้ารุ่น MG4 ELECTRIC เป็นรุ่นแรก รวมถึงรถไฟฟ้ารุ่นอื่นๆ.

ที่มา Thairath.co.th

แล้วพบกับสาระดีๆแบบนี้ทางด้านงานช่าง งานวิศวกรรม และอุตสาหกรรมได้ที่ นายช่างมาแชร์ นะครับ

Website: www.naichangmashare.com
Facebook: https://www.facebook.com/naichangmashare/
Blockdit :  https://www.blockdit.com/naichangmashare
Instragram: https://www.instagram.com/naichangmashare/
Twitter: https://twitter.com/naichangmashare
Youtube: https://www.youtube.com/@naichangmashare
TikTok :  https://www.tiktok.com/@naichangmashare

#นายช่างมาแชร์