GC เดินหน้า Biorefinery ครบวงจร ต่อยอดผลิตภัณฑ์เคมีชีวภาพและพลาสติกชีวภาพ ตอกย้ำศักยภาพธุรกิจมูลค่าสูงและคาร์บอนต่ำ

GC advances its integrated biorefinery, expanding bio-chemical and bio-plastic product lines, reinforcing its position in high-value and low-carbon businesses.
GC advances its integrated biorefinery, expanding bio-chemical and bio-plastic product lines, reinforcing its position in high-value and low-carbon businesses.

มาบตาพุด จ.ระยอง ประเทศไทย – 23 เมษายน 2568 : บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ GC ผู้นำในธุรกิจเคมีภัณฑ์ระดับสากล เพื่อสร้างสรรค์คุณภาพชีวิต เดินหน้าขยายศักยภาพโรงกลั่นชีวภาพ (Biorefinery) ต่อยอดจากความสำเร็จในการผลิตเชื้อเพลิงอากาศยานแบบยั่งยืน (Sustainable Aviation Fuel: SAF) เป็นรายแรกของประเทศ สู่การพัฒนาผลิตภัณฑ์เคมีชีวภาพ (Bio-Chemicals) และพลาสติกชีวภาพ (Bio-Polymers) มูลค่าสูงที่ตอบโจทย์การใช้งานในหลากหลายอุตสาหกรรม รองรับความต้องการของตลาดโลกที่มุ่งสู่วัสดุทางเลือกเพื่อความยั่งยืน เสริมความข็งแกร่งให้กับอุตสาหกรรมชีวภาพของไทย และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในระดับสากล ด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่แตกต่างอย่างยั่งยืน พร้อมขับเคลื่อนองค์กรตามกลยุทธ์ขยายธุรกิจมูลค่าสูงและคาร์บอนต่ำ (High Value & Low Carbon Business)

นอกจากการผลิตเชื้อเพลิงอากาศยานแบบยั่งยืน (Sustainable Aviation Fuel: SAF) ที่มีกำลังการผลิตในเฟสแรก 6 ล้านลิตรต่อปีแล้ว GC ยังต่อยอดความเชี่ยวชาญด้านการกลั่นและเคมีภัณฑ์ขั้นสูง โดยการพัฒนากระบวนการ Co-processing ที่สามารถใช้งานร่วมกับหน่วยกลั่นเดิมได้ นำน้ำมันพืชใช้แล้ว (Used Cooking Oil: UCO) มาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์เคมีชีวภาพ (Bio-Chemicals) และพลาสติกชีวภาพ (Bio-Polymers) มูลค่าสูง เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของอุตสาหกรรมที่มุ่งเน้นการใช้วัสดุทางเลือกที่ยั่งยืนและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

ทั้งนี้ GC ได้เริ่มผลิตเชิงพาณิชย์แล้ว จำนวน 3 ผลิตภัณฑ์ ได้แก่ Bio-Propylene สำหรับผลิตบรรจุภัณฑ์ พลาสติกแข็ง ของเล่นเด็ก และชิ้นส่วนยานยนต์ Bio-BD (Bio-Butadiene) ใช้ในยางรถยนต์และรองเท้ากีฬา และ Bio-PTA (Bio-Purified Terephthalic Acid) สำหรับผลิตเส้นใยโพลีเอสเตอร์และขวดพลาสติก PET โดยขณะนี้มีตลาดปลายทางในอุตสาหกรรมเคมีภัณฑ์ อุตสาหกรรมยาง และอุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์ ตามลำดับ นอกจากนี้ GC ยังมีแผนต่อยอด Bio-Naphtha ซึ่งเป็นวัตถุดิบตั้งต้นในการผลิตเคมีภัณฑ์และพลาสติก Bio-PE (Bio-Polyethylene) สำหรับผลิตถุงพลาสติก ฟิล์ม และบรรจุภัณฑ์อาหาร และ Bio-MEG (Bio-Monoethylene Glycol) สำหรับผลิตเส้นใยโพลีเอสเตอร์และขวดพลาสติก PET ในอนาคตอีกด้วย

อีกทั้งโรงกลั่นชีวภาพของ GC มีบทบาทสำคัญในการเพิ่มมูลค่าให้กับวัตถุดิบทางการเกษตรและของเสียในประเทศ โดยผลิตภัณฑ์ที่ได้มีคุณสมบัติเทียบเท่าวัสดุจากฟอสซิล แต่ปล่อยคาร์บอนฟุตพรินต์ต่ำกว่าอย่างมีนัยสำคัญช่วยลดปัญหาของเสีย เพิ่มรายได้ให้กับชุมชน และขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียนอย่างเป็นรูปธรรม สอดคล้องกับเป้าหมายของ GC ในการเป็นผู้นำธุรกิจคาร์บอนต่ำที่เติบโตอย่างยั่งยืน

นายทศพร บุณยพิพัฒน์ ผู้จัดการใหญ่ GC กล่าวว่า “GC ไม่เพียงเป็นผู้ผลิต SAF รายแรกของประเทศ แต่เรายังเดินหน้าต่อยอดศักยภาพของ Biorefinery เพื่อนำเสนอผลิตภัณฑ์เคมีชีวภาพและพลาสติกชีวภาพที่สามารถทดแทนวัตถุดิบจากฟอสซิล ตอบโจทย์ทั้งตลาด ความยั่งยืน และอนาคตของอุตสาหกรรม โดยมุ่งเน้นการใช้ทรัพยากรหมุนเวียนอย่างน้ำมันพืชใช้แล้วในการผลิตสินค้ามูลค่าสูง สอดคล้องกับแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียนและโมเดลเศรษฐกิจ BCG (Bio-Circular-Green Economy) ที่ประเทศไทยผลักดัน และเดินหน้าตามกลยุทธ์ขยายธุรกิจมูลค่าสูงและคาร์บอนต่ำของ GC”

นอกจากนี้ ผลิตภัณฑ์ชีวภาพของ GC ได้รับการรับรองมาตรฐานระดับสากลด้านความยั่งยืนอย่าง ISCC PLUS (International Sustainability and Carbon Certification Plus) ซึ่งมุ่งเน้นการใช้วัตถุดิบชีวภาพและวัสดุหมุนเวียนในกระบวนการผลิตอย่างมีความรับผิดชอบ ช่วยให้แบรนด์ผู้ผลิตสินค้าปลายทางสามารถตอบสนองต่อความต้องการของผู้บริโภคที่ให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อมได้อย่างมั่นใจ

GC ยังคงเดินหน้าพัฒนาเทคโนโลยีและขยายความร่วมมือกับพันธมิตรทั้งในและต่างประเทศ เพื่อส่งมอบโซลูชันเคมีภัณฑ์ครบวงจรที่ตอบสนองต่อความต้องการของตลาด ตอกย้ำบทบาทของบริษัท ในฐานะผู้นำอุตสาหกรรมที่มุ่งสู่อนาคตที่ยั่งยืนอย่างแท้จริง

แล้วพบกับสาระดีๆแบบนี้ทางด้านงานช่าง งานวิศวกรรม และอุตสาหกรรมได้ที่ นายช่างมาแชร์ นะครับ

Website: www.naichangmashare.com
Facebook: https://www.facebook.com/naichangmashare/
Blockdit :  https://www.blockdit.com/naichangmashare
Instragram: https://www.instagram.com/naichangmashare/
Twitter: https://twitter.com/naichangmashare
Youtube: https://www.youtube.com/@naichangmashare
TikTok :  https://www.tiktok.com/@naichangmashare

นายช่างมาแชร์

เปิดหลักสูตรคณะวิศวะ 5 มหาลัยไทย ตอบโจทย์ตลาดแรงงานขาดทักษะ AI

Five Thai universities launch engineering programs to address the AI skills gap in the labor market.
Five Thai universities launch engineering programs to address the AI skills gap in the labor market.

ส่อง 5 หลักสูตรใหม่ของคณะวิศวกรรมศาสตร์ของมหาวิทยาลัยในไทย ทางรอดใหม่สายอาชีพทักษะ AI ที่กำลังเป็นที่ต้องการของตลาดแรงงาน

การเปลี่ยนแปลงเข้าสู่ AI รวดเร็วและร้อนแรงขึ้นทุกวัน จากที่เราใช้เทคโนโลยีเป็น “อุปกรณ์” การมีปัญญาประดิษฐ์ที่ก้าวหน้ามาสู่ฐานะอุปกรณ์ที่ “ขาดไม่ได้” ในสายอาชีพเพิ่มมากขึ้น นับเป็นครั้งแรกในการสร้างสิ่งมีชีวิตที่มีความสามารถในการรับรู้และการตัดสินใจที่สามารถแข่งขันกับมนุษย์ได้ในทุก ๆ ประเภทงาน

รวมถึงงานประจำวัน หรืองานเชิงกลยุทธ์ เช่น การสร้างสถานการณ์ทางธุรกิจ งานสร้างสรรค์ เช่น การแต่งเพลง และงานวิเคราะห์ เช่น การประเมินมูลค่าบ้าน การเข้ามาของเอไออาจทำให้หลายคนเกรงกลัวสายงานบางอย่างจะไม่เป็นที่ต้องการอีกต่อไป แต่ในทางกลับกันอาชีพที่มาพร้อมกับมันก็กลายมาเป็นที่ต้องการเช่นเดียวกัน

โดยเฉพาะวิศวกรข้อมูล Data Engineer, นักวิทยาศาสตร์ข้อมูล Data Scientist และนักวิเคราะห์ข้อมูลเป็นที่ต้องการของตลาดแรงงานเป็นอย่างมาก เพื่อสอดคล้องไปกับการปรับตัวเข้าสู่ยุคที่คนต้องทำงานประสานร่วมกับการใช้เอไอ

ตัวอย่างสถานการณ์ประเทศเพื่อนบ้าน ข้อมูลจาก Vietnam IT & Tech Talent Landscape Report ระบุว่า ภาพรวมอุตสาหกรรมของประเทศเวียดนามมีแรงงานในภาคส่วน Computer Science และสายงานไอทีประมาณ 560,000 คน

ขณะที่ในหนึ่งปีมีนักศึกษาที่เรียนคณะเหล่านี้เพียง 55,000 – 60,000 คน แต่ความต้องการแรงงานยังคงสูง คาดว่าจะขาดแคลนแรงงานภาคส่วนนี้ 150,000 – 200,000 คน ในช่วงปี 2023 – 2026


หันกลับมายังสถานการณ์คณะของมหาวิทยาลัยในประเทศไทยยังตื่นตัวกับความต้องการของตลาดได้ไม่มากนัก และมีเพียงไม่กี่สถาบันเท่านั้นที่มีคณะเรียนรู้เกี่ยวกับเรื่องนี้เพื่อนำไปสู่การจ้างงานบัณฑิตที่เรียนจบไปในอนาคต

ประชาชาติธุรกิจ พาไปทำความรู้จักคณะที่เรียนหลักสูตรเกี่ยวกับเอไอ จาก 5 มหาวิทยาลัยในไทย ดังนี้

จุฬาฯ
หลักสูตร International School of Engineering (ISE) คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย หลักสูตรนี้ถูกออกแบบมาเพื่อตอบสนองความต้องการของอุตสาหกรรมทั้งในและต่างประเทศ โดยมุ่งเน้นในการพัฒนาระบบความคิดและทักษะทางวิศวกรรมเชิงลึกควบคู่ไปกับการพัฒนาทักษะการสื่อสารภาษาอังกฤษ

หลักสูตรนี้เปิดสอนใน 5 สาขาวิชา ซึ่งแต่ละสาขาวิชามีการเรียนการสอนที่ทันสมัย อัพเดตองค์ความรู้ใหม่ ๆเท่ากันเหตุการณ์โลก และครอบคลุมเนื้อหาที่เป็นที่ต้องการของอุตสาหกรรมจากทั่วโลก ได้แก่

AERO (Aerospace Engineering) – วิศวกรรมอากาศยาน : เน้นการเรียนเกี่ยวกับการออกแบบและสร้างเครื่องบิน เรียนรู้การพัฒนาและซ่อมบำรุงเครื่องกลของเครื่องบิน เป็นหลักสูตรที่ไม่ได้สอนการบิน แต่เน้นความรู้เชิงลึกเกี่ยวกับอากาศยาน

NANO (Nano Engineering) – วิศวกรรมนาโน : มุ่งเน้นการพัฒนาเทคโนโลยีและอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับนาโนเทคโนโลยี เช่น Biomedical Engineering, Chemical Engineering และ Materials Engineering จบแล้วสามารถทำงานได้ทั้งด้านวิจัยและโรงงานอุตสาหกรรม

ICE (Information & Communication Engineering) – วิศวกรรมสารสนเทศและการสื่อสาร : สาขานี้เป็นการผสมผสานระหว่างคอมพิวเตอร์ ไฟฟ้า และอุตสาหกรรม นักศึกษาที่จบจากสาขานี้สามารถทำงานในด้าน IT เช่น Software Engineering, Computer Networking หรือสายงานโปรแกรมเมอร์

ADME (Automotive Design and Manufacturing Engineering) – วิศวกรรมการออกแบบและการผลิตยานยนต์ : เน้นการเรียนเกี่ยวกับการออกแบบและพัฒนาชิ้นส่วนยานยนต์ สามารถทำงานในโรงงานผลิตรถยนต์ชั้นนำหรือสายงานธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมยานยนต์

Robotics & AI (Robotics and Artificial Intelligence Engineering) – วิศวกรรมหุ่นยนต์และปัญญาประดิษฐ์ : หลักสูตรที่ผสานทั้งเครื่องกล ไฟฟ้า คอมพิวเตอร์ และ AI สามารถทำงานในสายงานด้าน Machine Design, Data Science หรือวิศวกรรมระบบอัตโนมัติและหุ่นยนต์

ค่าเทอม :

ภาคเรียนปกติ 25,500 บาทต่อเทอม
ภาคเรียนปกติ 25,500 บาทต่อเทอม
ภาคฤดูร้อน 6,375 บาทต่อเทอม
ค่าธรรมเนียมโปรแกรม แบ่งเป็น 1.ภาคเรียนปกติ  84,000 บาทต่อเทอม 2.ภาคฤดูร้อน  42,000 บาทต่อเทอม และ 3. Industrial Training  21,000 บาทต่อเทอม


สจล. x ม.กรุงเทพฯ
หลักสูตรวิศวกรรมปัญญาประดิษฐ์และการเป็นผู้ประกอบการ AI Engineering and Entrepreneurship (AIEE) สร้างผู้ประกอบการด้านวิศวกรรม AI หลักสูตรจากคณะวิศวกรรมศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง ร่วมกับณะการสร้างเจ้าของธุรกิจและการบริหารกิจการ มหาวิทยาลัยกรุงเทพมหานคร

การเรียนแบ่งออกเป็นสองส่วนหลักคือ AI Engineering และ Entrepreneurship ซึ่งทั้งสองจะเรียนควบคู่กันในทุกเทอม ทำให้เข้าใจทั้งด้านวิศวกรรมศาสตร์และการทำธุรกิจไปพร้อมกัน แต่สัดส่วนอาจแตกต่างกันไปในแต่ละเทอม นอกจากนี้สามารถเลือกเรียนสายเฉพาะทาง (Specialized tracks) ที่ตอบโจทย์ตลาดงานได้ทั้งในและต่างประเทศ มีเปิดสอน 3 ด้าน คือ

Food and Biotechnology Industry พัฒนา AI ให้กับอุตสาหกรรมอาหารและเทคโนโลยีชีวภาพ
Digital and IoT Industry โฟกัสการพัฒนา AI สำหรับโลกดิจิทัลและอุปกรณ์ IoT
Electric Vehicle and Logistics Industry พัฒนา AI เพื่อใช้ในอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าและอุตสาหกรรมโลจิสติกส์
สำหรับหลักสูตรนี้ มีระยะเวลาของหลักสูตรจบภายใน 4 ปี โดยการเรียนในชั้นปีที่ 4 สามารถวางแผนการเรียนของตัวเองได้ โดยมีให้เลือก 2 แบบ คือ

จบใน 3.5 ปีมีตัวเลือกไปต่างประเทศหลากหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นฝึกงานที่ต่างประเทศ (Overseas Training), ฝึกงานไปพร้อมกับทำงาน (Co-Op) หรือเรียนต่ออย่างเดียว (Study Abroad) ที่มหาวิทยาลัยพาร์ทเนอร์ จบใน 4 ปี เน้นสาย Incubation หรือการสร้างธุรกิจของตัวเองแบบจริงจัง โดยมีโอกาสได้รับการคัดเลือกให้เป็น Holding Company ของมหาวิทยาลัย
ค่าเทอม : 175,000 บาทต่อเทอม รวมทั้งหมด 1.4 ล้านบาท

สจล.
หลักสูตร วศ.บ.วิศวกรรมหุ่นยนต์และปัญญาประดิษฐ์ (สหวิทยาการ) (นานาชาติ) หรือ B.Eng. Robotics and AI Engineering (Internation Program) ของคณะวิศวกรรมศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง นำเสนอหลักสูตรที่เป็นเทรนด์เทคโนโลยีอนาคต และตอบโจทย์อุตสาหกรรม New S-curve ใหม่ของประเทศ

หลักสูตรนี้มีจุดแข็ง คือ การเน้นการฝึกให้ผู้เรียนเรียนรู้ทฤษฎีที่เข้มข้นพร้อมการฝึกปฏิบัติและทดลองทำจริงผ่านโจทย์ที่กำหนดจากภาคอุตสาหกรรมรวมทั้งองค์การชั้นนำด้านหุ่นยนต์และปัญญาประดิษฐ์ตามความร่วมมือกับหลักสูตร ผู้เรียนจะได้รับโจทย์และเรียนรู้เครื่องมือที่ทันสมัยจากภาคอุตสาหกรรมด้านหุ่นยนต์และปัญญาประดิษฐ์ในการแก้ปัญหาและสามารถใช้งานได้จริง โดยมีอาชีพที่ตรงสาย ได้แก่

Roboticist or Robotic Engineer
Startup Entrepreneur in High Tech
AI Engineer
System Engineer
AI programmer
Solution Engineer
System Integration Engineer
อัตราเงินเดือน : 25,000 บาทขึ้นไป ตามความถนัดและความสามารถ

ม.อุบลฯ
มหาวิทยาลัยอุบลราชธานีมีหลักสูตรวิศวกรรมศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาวิศวกรรมปัญญาประดิษฐ์และการสั่งการ (วศ.บ.) (Bachelor of Engineering Program in Artificial Intelligence and Prompt) เป็นหลักสูตรที่เรียนรู้เกี่ยวกับการพัฒนาระบบปัญญาประดิษฐ์ (AI) โดยเฉพาะการใช้งาน Generative AI เเพื่อประยุกต์ใช้งานและแก้ปัญหาในหลากหลายสาขา

หลักสูตรยังครอบคลุมถึงการเขียนโปรแกรม การพัฒนาแอปพลิเคชัน และการออกแบบระบบที่สามารถ “สั่งการ” ได้แบบอัตโนมัติหรือเชื่อมโยงกับ IoT (Internet of Things) เพื่อสร้างนวัตกรรมใหม่ ๆ ที่ตอบโจทย์อุตสาหกรรม 4.0 และโลกดิจิทัลในอนาคต โดยมีวิชาที่อยู่ในหลักสูตร ดังนี้

วิชาประยุกต์ใช้งานจริง : การสร้าง AI Chatbot, การทำ Computer Vision (การมองเห็นของคอมพิวเตอร์) และการสร้าง Virtual Reality (VR) และ Augmented Reality (AR)

วิชาสร้างสรรค์กับ AI : การสร้าง AI Art และ Digital Content, การออกแบบและพัฒนาเกมส์ด้วย AI และการสร้างแอนิเมชันและ 3D Model ด้วย AI

วิชาเทคโนโลยีสมัยใหม่ : Internet of Things (IoT) – เรียนรู้การสร้างอุปกรณ์อัจฉริยะ, หุ่นยนต์และ AI (Robotics & AI) และการพัฒนาแอพพลิเคชันมือถือ

ค่าเทอม : 28,000 บาทต่อเทอม รวมค่าใช้จ่ายตลอดหลักสูตร 224,000 บาท

ม.หอการค้า
มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย มีสาขาวิชาวิศวกรรมคอมพิวเตอร์และปัญญาประดิษฐ์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับทฤษฎีและปฏิบัติการพื้นฐานทางวิศวกรรมคอมพิวเตอร์และปัญญาประดิษฐ์ เสริมในเรื่องของความผู้ประกอบการแล้ว และให้นักศึกษามีความรู้ในศาสตร์ทางด้าน FinTech และพร้อมจะเป็นผู้ประกอบการ เข้าสู่วงการ Startup ได้ทันที

จุดเด่นหลักสูตร

หลักสูตรนี้มุ่งเน้นการสร้างความรู้และทักษะทั้งทฤษฎีและปฏิบัติในวิศวกรรมคอมพิวเตอร์และปัญญาประดิษฐ์
นักศึกษาจะได้รับการฝึกฝนให้มีความรู้ในศาสตร์ทางด้าน FinTech และพร้อมที่จะเป็นผู้ประกอบการ
หลักสูตรนี้เตรียมความพร้อมให้นักศึกษาเข้าสู่วงการ Startup ได้ทันที นักศึกษาจะได้รับการฝึกฝนให้มีความตื่นตัว ใฝ่รู้ และพร้อมสร้างความแตกต่างในอนาคต
ค่าเทอม 28,333 บาทต่อเทอม และ340,000 บาทตลอดหลักสูตร

แล้วพบกับสาระดีๆแบบนี้ทางด้านงานช่าง งานวิศวกรรม และอุตสาหกรรมได้ที่ นายช่างมาแชร์ นะครับ

Website: www.naichangmashare.com
Facebook: https://www.facebook.com/naichangmashare/
Blockdit :  https://www.blockdit.com/naichangmashare
Instragram: https://www.instagram.com/naichangmashare/
Twitter: https://twitter.com/naichangmashare
Youtube: https://www.youtube.com/@naichangmashare
TikTok :  https://www.tiktok.com/@naichangmashare

นายช่างมาแชร์

เจรจาภาษีรอบ 3 คืบหน้า ญี่ปุ่นจ่อปิดดีลสหรัฐกลางมิถุนายน เล็งช่วยลงทุน LNG

Third-round tax negotiations progress Japan expected to close deal with the U.S. by mid-June, eyes LNG investment support
Third-round tax negotiations progress Japan expected to close deal with the U.S. by mid-June, eyes LNG investment support

เจรจาภาษีรอบ 3 คืบหน้า ญี่ปุ่นจ่อปิดดีลสหรัฐกลางมิถุนายน เล็งเสนอเงินลงทุนสนับสนุนโครงการ LNG และมอบความช่วยเหลือด้านการต่อเรือตัดน้ำแข็งตามความเชี่ยวชาญของญี่ปุ่น

บลูมเบิร์ก (Bloomberg) รายงานว่า ญี่ปุ่นอาจเสนอการสนับสนุนทางการเงินและความเชี่ยวชาญแก่สหรัฐ โดยจะลงทุนในโครงการท่อส่งก๊าซที่อะแลสกา และมอบความเชี่ยวชาญในการต่อเรือ ในความพยายามในการหาทางบรรลุข้อตกลงการค้ากับสหรัฐให้ทันกลางเดือนมิถุนายน

ญี่ปุ่นจะอวดฝีมือในการสร้างเรือตัดน้ำแข็ง ซึ่งมีความจำเป็นเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ เพื่อสนองต่อข้อกังวลด้านความปลอดภัยในภูมิภาคอาร์กติก ทั้งยังเสนอความช่วยเหลือซ่อมแซมเรือรบสหรัฐที่ลาดตระเวนในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก

ชิเงรุ อิชิบะ (Shigeru Ishiba) กล่าวในวันอาทิตย์ (25 พฤษภาคม 2025) ว่า เรียวเซ อาคาซาวะ (Ryosei Akazawa) ผู้แทนเจรจาการค้า ได้เดินทางกลับมายังกรุงโตเกียวแล้ว หลังเจรจากับผู้แทนการค้าสหรัฐรอบที่ 3 ที่กรุงวอชิงตัน

อาคาซาวะหวังว่าสหรัฐและญี่ปุ่นจะสามารถบรรลุข้อตกลงกันได้ ในการพบปะครั้งต่อไปของนายกอิชิบะ และโดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) ประธานาธิบดีสหรัฐ ในการประชุมทวิภาคี นอกรอบการประชุมกลุ่ม G7 ในเดือนมิถุนายน ที่ประเทศแคนาดา

อิชิบะกล่าวถึงการเจรจารอบ 3 ไว้ว่า สหรัฐและญี่ปุ่นมีการสนทนาอย่างเป็นรูปธรรมเกี่ยวกับการขยายการค้า มาตรการที่ไม่ใช่ภาษี และความร่วมมือเพื่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ซึ่งมีความคืบหน้าเป็นอย่างมากในประเด็นเหล่านี้ และมีแผนที่จะเดินหน้าเจรจาต่อไปในงานประชุม G7


ความเห็นของอิชิบะสะท้อนให้เห็นถึงแนวโน้มการเจรจาที่กำลังดีขึ้นเรื่อย ๆ ขณะที่มาตรการภาษีของสหรัฐฉุดเศรษฐกิจญี่ปุ่นให้ต่ำลงจนเกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอยทางเทคนิค (technical recession) ก่อนที่ญี่ปุ่นจะมีการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา 124 คนในวันที่ 22 กรกฎาคม ทั้งนี้ อาคาซาวะจะเดินทางไปกรุงวอชิงตันเพื่อพบกับสกอตต์ เบสเซนต์ (Scott Bessent) รัฐมนตรีคลังสหรัฐอีกที

อิชิบะยังคงเน้นสนับสนุนการลงทุนในสหรัฐ โดยหวังว่าจะช่วยบรรเทามาตรการภาษี โดยสื่อญี่ปุ่นรายงานว่าอาจมีการเสนอความร่วมมือเกี่ยวกับโครงการก๊าซ LNG ที่อะแลสกา ซึ่งหนังสือพิมพ์โยมิอุริ (Yomiuri) ประมาณการต้นทุนไว้ที่ 44,000 ล้านดอลลาร์ (ราว 1.42 ล้านล้านบาท)

ด้านไฟแนนเชียล ไทมส์ (Financial Times) รายงานเพิ่มเติมว่า มาซาโยชิ ซัน (Masayoshi Son) ผู้ก่อตั้งซอฟต์แบงก์ (SoftBank) เสนอกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติ (Sovereign Wealth Funds) ของญี่ปุ่นและสหรัฐ สำหรับการลงทุนด้านเทคโนโลยีและโครงสร้างพื้นฐาน

ทรัมป์เขย่าตลาดการเงินด้วยการรับรองความร่วมมือระหว่าง ยูเอส สตีล (US Steel) กับนิปปอน สตีล (Nippon Steel) แต่รายละเอียดยังคลุมเครือว่า จะมีผลให้นิปปอน สตีลเข้าซื้อกิจการตามที่มุ่งหมายมานาน หรือจะยอมให้ซื้อหุ้นเพียงบางส่วน ขณะที่อาคาซาวะปฏิเสธว่าดีลดังกล่าวไม่ส่งผลใด ๆ ต่อการเจรจาภาษี แต่นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่มองว่า อาจช่วยญี่ปุ่นเจรจาภาษีได้

เคิร์ต ท็อง (Kurt Tong) อดีตกงสุลใหญ่สหรัฐอเมริกาประจำฮ่องกงและมาเก๊า และปัจจุบันเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ (managing partner) ของเอเชีย กรุ๊ป (Asia Group) กล่าวกับบลูมเบิร์กทีวีว่า นับเป็นข่าวดีอย่างมาก ท่ามกลางบรรยากาศการเจรจา ทั้งสองฝ่ายมีความเชื่อใจกันอย่างสูง อย่างไรก็ตาม ต่างฝ่ายต่างยังคงไม่ยอมถอยในเรื่องของภาษีรถยนต์นำเข้า

ข้อเสนอในการเจรจารอบต่อไปที่งานประชุมกลุ่ม G7 อาจเป็นประโยชน์ต่อญี่ปุ่น หากญี่ปุ่นได้รับการผ่อนผันภาษีรถยนต์บางรายการ ซึ่งถือเป็นลำดับความสำคัญสูงสุด

รถและชิ้นส่วนยานยนต์คิดเป็น 1 ใน 3 ของการส่งออกไปยังสหรัฐทั้งหมดของญีปุ่น และยังเป็นอุตสาหกรรมหลักที่ขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจ และมีการจ้างงานคิดเป็น 8% ของกำลังแรงงานทั้งหมด อย่างไรก็ตาม ตัวเลขในเดือนเมษายนแสดงให้เห็นการส่งออกยานยนต์ไปยังสหรัฐที่ต่ำลง เสี่ยงต่อการเกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอยเชิงเทคนิค ซึ่งหมายถึงการที่เศรษฐกิจหดตัวสองไตรมาสติดต่อกัน

แล้วพบกับสาระดีๆแบบนี้ทางด้านงานช่าง งานวิศวกรรม และอุตสาหกรรมได้ที่ นายช่างมาแชร์ นะครับ

Website: www.naichangmashare.com
Facebook: https://www.facebook.com/naichangmashare/
Blockdit :  https://www.blockdit.com/naichangmashare
Instragram: https://www.instagram.com/naichangmashare/
Twitter: https://twitter.com/naichangmashare
Youtube: https://www.youtube.com/@naichangmashare
TikTok :  https://www.tiktok.com/@naichangmashare

นายช่างมาแชร์

กกพ. ปลดล็อกข้อจำกัด โซลาร์เซลล์ ทั้ง ผลิตใช้เอง และขาย ช่วยลดภาระค่าพลังงาน

The ERC (Energy Regulatory Commission) lifts restrictions on solar cells for both self-consumption and sales, helping to reduce energy cost burdens.
The ERC (Energy Regulatory Commission) lifts restrictions on solar cells for both self-consumption and sales, helping to reduce energy cost burdens.

กกพ. ปลดล็อกข้อจำกัด โซลาร์เซลล์ ทั้ง ผลิตใช้เอง และขาย ไม่ต้องขอรับใบอนุญาตการประกอบกิจการไฟฟ้า คาดว่าจะช่วยลดภาระค่าพลังงาน

นายพูลพัฒน์ ลีสมบัติไพบูลย์ เลขาธิการ คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ในฐานะโฆษก กกพ. เปิดเผยว่า กกพ. ได้ออกประกาศ “เรื่อง ขั้นตอนการรับแจ้งการประกอบกิจการพลังงานที่ได้รับการยกเว้aนไม่ต้องขอรับใบอนุญาตการประกอบกิจการไฟฟ้า พ.ศ. 2568”

โดยมีการปรับปรุงขั้นตอนเพื่อให้เกิดความชัดเจนในทางปฏิบัติและลดขั้นตอนการรับแจ้งให้เกิดความรวดเร็วและสะดวกยิ่งขึ้น

โดยสาระสำคัญของประกาศฉบับนี้ คือ การยกเว้นการขอรับใบอนุญาต สำหรับกิจการผลิตไฟฟ้าที่มีขนาดกำลังการผลิตติดตั้งรวมของแต่ละแหล่งผลิต ต่ำกว่า 1,000 กิโลโวลต์แอมแปร์ เพื่อใช้ไฟฟ้าในกิจการของตนเอง หรือผลิตเพื่อจำหน่ายไฟฟ้า มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 4 เม.ย.2568 เป็นต้นไป

“กกพ.เดินหน้าสนับสนุนการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดมีมติลดขั้นตอนในการยกเว้นการจดแจ้งโซลาร์เซลล์ ทั้งผลิตเพื่อใช้เองและผลิตไว้เพื่อขาย

คาดว่าจะทำให้ประชาชนและผู้ประกอบการได้รับความสะดวกอย่างเต็มที่ มีการใช้ไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนอย่างแพร่หลาย คาดว่าจะช่วยลดภาระค่าพลังงาน ค่าครองชีพ และสนับสนุนการเพิ่มสัดส่วนพลังงานสะอาดลดการปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนได้อีกทางหนึ่งด้วย”

สำหรับกิจการพลังงานที่ได้รับการยกเว้นไม่ต้องขอรับใบอนุญาตการประกอบกิจการไฟฟ้า ซึ่งเป็นกิจการที่ต้องแจ้งต่อ กกพ. ให้ดำเนินการ ดังต่อไปนี้ 1. กิจการผลิตไฟฟ้าที่มีขนาดกำลังการผลิตรวมของแต่ละแหล่งผลิตต่ำกว่า 200 กิโลโวลต์แอมแปร์

และไม่ต้องขอรับใบอนุญาตให้ผลิตพลังงานควบคุม และ 2.กิจการผลิตไฟฟ้าที่มีขนาดกำลังการผลิตรวมของแต่ละแหล่งผลิตตั้งแต่ 200 กิโลโวลต์แอมแปร์ ขึ้นไปแต่ต่ำกว่า 1,000 กิโลโวลต์แอมแปร์ และต้องขอรับใบอนุญาตให้ผลิตพลังงานควบคุม

แล้วพบกับสาระดีๆแบบนี้ทางด้านงานช่าง งานวิศวกรรม และอุตสาหกรรมได้ที่ นายช่างมาแชร์ นะครับ

Website: www.naichangmashare.com
Facebook: https://www.facebook.com/naichangmashare/
Blockdit :  https://www.blockdit.com/naichangmashare
Instragram: https://www.instagram.com/naichangmashare/
Twitter: https://twitter.com/naichangmashare
Youtube: https://www.youtube.com/@naichangmashare
TikTok :  https://www.tiktok.com/@naichangmashare

นายช่างมาแชร์

ราช กรุ๊ป ประกาศกำไร 1,220 ล้านบาท ไตรมาสแรกปี 2568

The RATCH Group announced a profit of 1.22 billion baht in the first quarter of 2025.
The RATCH Group announced a profit of 1.22 billion baht in the first quarter of 2025.

ราช กรุ๊ป ประกาศกำไร 1,220 ล้านบาท ไตรมาสแรกปี 2568 เดินหน้าปรับแผนกลยุทธ์ธุรกิจ คาดแล้วเสร็จไตรมาส 2 ปีนี้

นายนิทัศน์ วรพนพิพัฒน์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ราช กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) เปิดเผยถึงผลการดำเนินงานไตรมาสที่ 1 ประจำปี 2568 (1 มกราคม – 31 มีนาคม 2568) ว่า บริษัทฯรับรู้กำไรจำนวน 1,220 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 20 เมื่อเทียบกับงวดเดียวกันของปี 2567

เนื่องจากบริษัทฯ และบริษัทย่อยมีการบันทึกบัญชีขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยน อีกทั้งรายได้ของโรงไฟฟ้าราชบุรีที่ปรับลดลงตามระยะเวลาของสัญญาซื้อขายไฟฟ้า ขณะที่รายได้จากส่วนแบ่งกำไรจากการลงทุนในกิจการร่วมค้า ปรับตัวเพิ่มขึ้น เป็นจำนวน 1,232.39 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 30.2

สำหรับภาพรวมการดำเนินงานในไตรมาสแรกปีนี้ บริษัทฯ มีรายได้รวมทั้งสิ้น 6,987 ล้านบาท โดยรายได้หลักยังคงมาจากธุรกิจผลิตไฟฟ้า จำนวน 6,547 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 94 ของรายได้รวม ส่วนรายได้จากธุรกิจสาธารณูปโภคและอื่น ๆ (Non-power) เติบโตขึ้นเป็นจำนวน 440 ล้านบาท หรือร้อยละ 6 ของรายได้รวม

ผลการดำเนินงานของบริษัทฯ ยังสะท้อนถึงความมั่นคงแข็งแกร่ง โดยมีธุรกิจผลิตไฟฟ้าเป็นแรงขับเคลื่อนที่สำคัญ ซึ่ง ในไตรมาสนี้ โรงไฟฟ้าเชื้อเพลิงฟอสซิล และโรงไฟฟ้าพลังงานทดแทน สามารถสร้างรายได้ เป็นจำนวน 5,273 ล้านบาท และจำนวน 1,274 ล้านบาท ตามลำดับ

นอกจากนี้ การบริหารจัดการต้นทุนและค่าใช้จ่ายให้มีประสิทธิภาพสูงสุด ยังเป็นปัจจัยหนุนการดำเนินงานของบริษัทฯ ได้เป็นอย่างดี ทั้งนี้ บริษัทฯ รับรู้กำไรจาก การดำเนินงานก่อนหักดอกเบี้ย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่าย (EBITDA) จำนวน 3,194 ล้านบาท

ทั้งนี้การดำเนินงานในช่วง 3 เดือนแรกที่ผ่านมา บริษัทฯ ได้มุ่งเน้นที่การบริหารสินทรัพย์ที่ได้ลงทุนแล้ว เพื่อให้สามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจและผลตอบแทนที่เสริมสร้างการเติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืนให้กับบริษัทฯ ซึ่งผลการดำเนินงานของโรงไฟฟ้าต่าง ๆ ยังสามารถสร้างรายได้ รักษาความพร้อมจ่ายและประสิทธิภาพการผลิตไว้ได้เป็นที่น่าพอใจ นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังกำลังดำเนินการปรับแผนยุทธศาสตร์โดยกำหนดกลยุทธ์ เพื่อวางทิศทาง

การดำเนินธุรกิจและการเติบโตอย่างยั่งยืนของบริษัทฯ ซึ่งแผนดังกล่าวได้รวมถึงการพัฒนาพื้นที่โรงไฟฟ้าราชบุรีที่กำลังจะครบอายุสัญญาซื้อขายไฟฟ้า และกำหนดจะแล้วเสร็จในไตรมาส 2 ปีนี้ ขณะเดียวกัน ยังได้จัดทำแผนการบริหารการเงินไว้พร้อมแล้ว โดยมีวงเงินหุ้นกู้ จำนวน 35,000 ล้านบาท ซึ่งได้รับการอนุมัติจากที่ประชุมผู้ถือหุ้น ประจำปี 2568 เมื่อวันที่ 24 เมษายนที่ผ่านมา

สำหรับฐานะการเงินของบริษัทฯ ณ วันที่ 31 มีนาคม 2568 มีสินทรัพย์รวมจำนวน 214,142 ล้านบาท หนี้สินรวมจำนวน 107,148 ล้านบาท และส่วนของผู้ถือหุ้นจำนวน 106,994 ล้านบาท โดยบริษัทฯ มีศักยภาพทางการเงินที่แข็งแกร่งสะท้อนจากอัตราส่วนหนี้สินต่อทุน 1.00 เท่า และอัตราผลตอบแทนผู้ถือหุ้นร้อยละ 10.52

แล้วพบกับสาระดีๆแบบนี้ทางด้านงานช่าง งานวิศวกรรม และอุตสาหกรรมได้ที่ นายช่างมาแชร์ นะครับ

Website: www.naichangmashare.com
Facebook: https://www.facebook.com/naichangmashare/
Blockdit :  https://www.blockdit.com/naichangmashare
Instragram: https://www.instagram.com/naichangmashare/
Twitter: https://twitter.com/naichangmashare
Youtube: https://www.youtube.com/@naichangmashare
TikTok :  https://www.tiktok.com/@naichangmashare

นายช่างมาแชร์

หอการค้า นำทัพเอกชน ร่วมงาน Select USA Investment Summit ขยายการค้า-ลงทุน

Thai Chamber of Commerce Leads Private Sector Delegation to SelectUSA Investment Summit to Expand Trade and Investment
Thai Chamber of Commerce Leads Private Sector Delegation to SelectUSA Investment Summit to Expand Trade and Investment

หอการค้าไทย นำทัพเอกชน ร่วมงาน Select USA 2025 เร่งขยาย การค้า ลงทุน ตลาดสหรัฐ

นายชนินทร์ ชลิสราพงษ์ รองประธานกรรมการหอการค้าไทย และประธานคณะเจรจาการค้าของหอการค้าไทยเปิดเผยว่านายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทย ได้นำคณะภาคเอกชนชั้นนำของไทย เข้าร่วมงาน Select USA Investment Summit 2025 ซึ่งเป็นงานการลงทุนเพื่อขยายกิจการและต่อยอดการลงทุนในสหรัฐอเมริกา โดยมี นางนลินี ทวีสิน ประธานผู้แทนการค้าไทย นำภาครัฐร่วมแสดงบทบาทในเวทีครั้งนี้ ซึ่งปีนี้ถือเป็นปีที่มีความคึกคักสูงสุดในรอบหลายปี

ภายในงานมีการสัมมนาและจัดแสดงบูธของแต่ละรัฐในสหรัฐฯจำนวนมาก เพื่อเชิญชวนนักลงทุนจากทั่วโลก รวมถึงประเทศไทย ในฐานะ พันธมิตรและหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจ (Ally & Strategic Partner) สะท้อนถึงความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจที่แน่นแฟ้นระหว่างสองประเทศ

นายชนินทร์ กล่าวว่าปีนี้เห็นโอกาสในการขยายธุรกิจในหลายด้าน โดยเฉพาะ เกษตรและอาหาร ซึ่งเป็นจุดแข็งของไทย สามารถเชื่อมต่อ Global Supply Chain ได้อย่างมีศักยภาพ และเป็นโอกาสสำคัญที่ภาครัฐจะนำไปต่อยอดสู่ Package ของประเทศไทย ในการเจรจาระดับนโยบายกับสหรัฐฯ

สำหรับมุมมองจากภาคเอกชนไทยที่เข้าร่วมงานครั้งนี้ ในส่วนของCP Group ได้มีการนำเสนอกรณีศึกษาบนเวที Industry Spotlight: Food & Beverage เกี่ยวกับกลยุทธ์การขยายธุรกิจผ่าน M&A และการร่วมทุนกับพันธมิตรท้องถิ่น เช่น การลงทุนฟาร์มกุ้งในรัฐฟลอริดา เพื่อลดต้นทุนโลจิสติกส์ เข้าถึงผู้บริโภคได้ตรงจุด และตอบโจทย์ความยั่งยืน พร้อมระบุว่า CP Group จ้างงานชาวอเมริกันแล้วกว่า 2,000 ตำแหน่ง และมีแผนเพิ่มการลงทุนต่อเนื่อง

ขณะที่ SCG Packaging มองว่าการเจรจาครั้งนี้ช่วยเปิดโอกาสขยายธุรกิจในตลาดสหรัฐฯ ได้ชัดเจนมากขึ้น หลังจากมีการค้าขายกับสหรัฐฯ อย่างต่อเนื่อง ,บ้านปู จำกัด (มหาชน) ชี้ว่าความต้องการพลังงานในสหรัฐฯ โดยเฉพาะรัฐเท็กซัสยังคงเติบโตต่อเนื่อง เป็นสัญญาณบวกต่อแผนขยายการลงทุนในธุรกิจพลังงาน

ด้านปตท. สผ. และ PTT International Trading USA มองว่าการมาเยือนครั้งนี้ต่อเนื่องจากภารกิจร่วมกับกระทรวงพลังงาน เพื่อขยายความร่วมมือด้านการค้าก๊าซธรรมชาติ โดยเฉพาะในรัฐอลาสก้า ขณะที่ EGCO Group เห็นศักยภาพและโอกาสการลงทุนด้านพลังงานในหลายรัฐ พร้อมขยายธุรกิจในอนาคต

นอกจากนี้ Chicken of the Sea Frozen Foods (ในเครือ ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ซึ่งมีประสบการณ์ในตลาดสหรัฐฯ นานเกือบ 30 ปี มองว่าตลาดนี้ยังคงเป็นตลาดหลักที่สำคัญ พร้อมเดินหน้าเจรจาเพื่อหาทางออกแบบ Win-Win Partnership ในฐานะ Reliable Strategic Partner ส่วน Indorama Ventures และ Thai Summit America Corporation เข้าร่วมหารือกับพันธมิตรหลากหลายกลุ่มในสหรัฐฯ เพื่อมองหาโอกาสขยายธุรกิจในอุตสาหกรรมต่าง ๆ

นาย เกษมสิทธิ์ ปฐมศักดิ์ รองประธานสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ประธาน ผู้แทน ABAC และ APEC ของภาคเอกชนไทย กล่าวเสริมว่า นอกจากการมาร่วมงาน Select USA 2025 แล้ว หอการค้าไทย ยังได้นัดหมายพิเศษกับ ทั้ง World Bank และ US Chamber of Commerce เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองสถานการณ์เศรษฐกิจกัน ซึ่งทำให้ผู้เข้าร่วมเห็นถึงโอกาสและสถานการณ์จริง

นอกจากนั้น อาทิตย์หน้าที่ประเทศไทย ภาคเอกชน 3 ฝ่าย ประกอบด้วย หอการค้าไทย, AMCHAM (American Chamber of Commerce) ในประเทศไทย และ US Chamber of commerce ก็จะมีการจัดงาน Thailand-US Trade & Investment Summit 2025 ระหว่างวันที่ 19-20 พฤษภาคม 2025 นี้

ซึ่งงานนี้เป็นเวทีสำคัญสำหรับนักลงทุน ผู้ประกอบการ และผู้กำหนดนโยบายจากทั้งสองประเทศ เพื่อหารือและสร้างความร่วมมือทางเศรษฐกิจ ท่ามกลางบริบทของความท้าทายด้านภาษีศุลกากรและการเปลี่ยนแปลงของห่วงโซ่อุปทานโลก อีกด้วย

การมาครั้งนี้ นอกจากบริษัทใหญ่ที่มาดูลู่ทางในการลงทุนในสหรัฐอเมริกา ยังมี StartUp จากประเทศไทย โดยน.ส.จินต์จุฑา แซ่อึ่ง นิสิตชั้นปีที่ 4 จาก สถาบันนวัตกรรมบูรณาการแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (CSII) ตัวแทนทีม Eyequila ที่เป็นแพลตฟอร์มดิจิทัลด้านสุขภาพตาที่ช่วยป้องกันอาการตาล้าผ่านการประเมินสุขภาพตาด้วย AI และเกมการออกกำลังกายตาที่สนุกสนาน โดยได้รางวัลWinner of the Thailand in-market pitching event. (SelectUSA Tech 2025 Virtual Pitching Session) มาพบกับ Venture Capital ในงานนี้ด้วย

หอการค้าไทยยังคงเดินหน้าภารกิจเชิงรุกต่อเนื่อง เพื่อเสริมสร้างโอกาสทางการค้าและการลงทุนระหว่างไทย-สหรัฐฯ อย่างยั่งยืน พร้อมทั้งเตรียมความพร้อมให้ภาคธุรกิจไทย “Ready for Future Transformation” ด้วยการยกระดับทั้ง ทักษะ (Skills) และ เทคโนโลยี (Technology) เพื่อก้าวสู่โลกการค้ายุคใหม่อย่างมั่นคง

แล้วพบกับสาระดีๆแบบนี้ทางด้านงานช่าง งานวิศวกรรม และอุตสาหกรรมได้ที่ นายช่างมาแชร์ นะครับ

Website: www.naichangmashare.com
Facebook: https://www.facebook.com/naichangmashare/
Blockdit :  https://www.blockdit.com/naichangmashare
Instragram: https://www.instagram.com/naichangmashare/
Twitter: https://twitter.com/naichangmashare
Youtube: https://www.youtube.com/@naichangmashare
TikTok :  https://www.tiktok.com/@naichangmashare

นายช่างมาแชร์

แนวโน้มอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ปี 2025

Semiconductor Industry Outlook 2025
Semiconductor Industry Outlook 2025

อุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์มีแนวโน้มที่จะเติบโตอย่างมั่นคงในปี 2568 โดยมีปัจจัยสำคัญ ได้แก่ ความต้องการ AI ที่เพิ่มขึ้น เทคโนโลยีขั้นสูง และการลงทุนด้านทุนจำนวนมาก แม้จะเผชิญกับความท้าทายในแต่ละกลุ่มตลาดและห่วงโซ่อุปทานก็ตาม

ข้อมูลเชิงลึก

  • คาดว่าอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์จะเติบโตถึงระดับประมาณ 697 พันล้านดอลลาร์ในปี 2568 ซึ่งเพิ่มขึ้น 11% จากปีก่อนหน้า ซึ่งขับเคลื่อนโดยความต้องการที่แข็งแกร่งในศูนย์ข้อมูลและเทคโนโลยี AI
  • คาดว่าบริษัทเซมิคอนดักเตอร์จะจัดสรรเงินประมาณ 185 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ให้แก่ค่าใช้จ่ายด้านทุนในปี 2568 เพื่อขยายกำลังการผลิตร้อยละ 7 ท่ามกลางความต้องการที่เพิ่มขึ้น
  • ในขณะที่บริษัทผู้ผลิตอุปกรณ์และ IP เช่น Nvidia และ Broadcom กำลังเติบโต ผู้ผลิตอุปกรณ์และซัพพลายเออร์อุปกรณ์แบบบูรณาการอาจเผชิญกับการหดตัวเนื่องจากการหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทานและแรงกดดันด้านต้นทุน
  • นวัตกรรมด้านบรรจุภัณฑ์ขั้นสูง วัสดุใหม่ และการผลิตที่ขับเคลื่อนด้วย AI จะมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการแก้ไขปัญหา เช่น การใช้พลังงาน และการขับเคลื่อนการพัฒนาเซมิคอนดักเตอร์รุ่นต่อไป

บทสรุปผู้บริหาร

อุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์เติบโตอย่างแข็งแกร่งในปี 2024 โดยมียอดขายเพิ่มขึ้น 19%ซึ่งขับเคลื่อนโดยความต้องการชิปลอจิกและหน่วยความจำในศูนย์ข้อมูล เซิร์ฟเวอร์ และระบบจัดเก็บข้อมูล แม้จะมีความท้าทายทางเศรษฐกิจมหภาค บริษัทเซมิคอนดักเตอร์ก็ฟื้นตัวจากยอดขายที่ลดลงเมื่อปีที่แล้ว และทำได้ดีเกินคาดสำหรับปี 2024 คาดว่าโมเมนตัมนี้จะยังคงดำเนินต่อไปในปี 2025 โดยการคาดการณ์ตลาดจะอยู่ที่ประมาณ 697 พันล้านดอลลาร์ ซึ่งเพิ่มขึ้น 11% เมื่อเทียบเป็นรายปี ตามสถิติการค้าเซมิคอนดักเตอร์โลก (WSTS)

คาดว่า ตลาดเซมิคอนดักเตอร์ จะเติบโตในอัตรา 7-9% ต่อปี ในปี 2025 และจะมีมูลค่าถึง 1 ล้านล้านดอลลาร์ในปี 2030 การขยายตัวนี้ได้รับแรงหนุนจากความต้องการที่เพิ่มขึ้นสำหรับการประมวลผลประสิทธิภาพสูง หน่วยความจำ และเทคโนโลยีที่ขับเคลื่อนด้วยปัญญาประดิษฐ์ (AI)

WSTS คาดว่าบริษัทเซมิคอนดักเตอร์จะจัดสรรงบประมาณด้านทุนประมาณ 185,000 ล้านดอลลาร์ในปี 2025 เพื่อตอบสนองต่อความต้องการที่เพิ่มขึ้น นอกจากนี้ คาดว่ากำลัง การผลิตเซมิคอนดักเตอร์ทั่วโลกจะขยายตัว 7% นอกจากนี้ อุตสาหกรรมยังต้องรับมือกับความท้าทายทางภูมิรัฐศาสตร์และการขาดแคลนบุคลากรขณะเดียวกันก็ต้องเสริมสร้างห่วงโซ่อุปทานเพื่อให้มั่นใจถึงความปลอดภัยของข้อมูลและความสามารถในการทำกำไรที่ยั่งยืน บริษัทที่มีกลุ่มบุคลากรที่แข็งแกร่งและห่วงโซ่อุปทานที่ยืดหยุ่นจะอยู่ในตำแหน่งที่ดีที่สุดในการรับมือกับความซับซ้อนเหล่านี้และขับเคลื่อนความสำเร็จในระยะยาวจนถึงปี 2030

ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีในด้านวัสดุ บรรจุภัณฑ์ และการออกแบบชิปจะยังคงผลักดันกฎของมัวร์ให้ก้าวหน้าต่อไป โดยช่วยแก้ไขปัญหาต่างๆ เช่น การใช้พลังงานสูงในศูนย์ข้อมูลและแอปพลิเคชัน AI เมื่อการปรับขนาดโหนดขนาดเล็กลงมีความซับซ้อนมากขึ้น อุตสาหกรรมจะเน้นย้ำนวัตกรรมบรรจุภัณฑ์ขั้นสูง มากขึ้น เพื่อขับเคลื่อนการพัฒนาเซมิคอนดักเตอร์รุ่นต่อไป

ในที่สุด AI จะเป็นปัจจัยสำคัญในการเพิ่มประสิทธิภาพในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์เทคโนโลยีดิจิทัลทวินจะช่วยเพิ่มการผลิตและการวิจัยและพัฒนา (R&D) ในขณะที่เครื่องมือวางแผนแบบบูรณาการจะช่วยปรับปรุงการจัดการห่วงโซ่อุปทาน บริษัทที่นำนวัตกรรมที่ขับเคลื่อนด้วย AI มาใช้จะเร่งวงจรการพัฒนา และส่งผลให้ได้เปรียบทางการแข่งขัน

สถานะอุตสาหกรรม

อุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ประสบกับอัตราการเติบโตที่ไม่เท่าเทียมกันในทุกกลุ่มในปี 2024 บริษัท Fabless และบริษัททรัพย์สินทางปัญญา (IP) เช่น Nvidia และ Broadcom รายงานรายได้และกำไรสุทธิเติบโตอย่างแข็งแกร่งในขณะที่โรงหล่อ เช่น TSMC ยังคงขยายกำลังการผลิตเพื่อตอบสนองความต้องการ ในทางกลับกัน ผู้ผลิตอุปกรณ์แบบบูรณาการ (IDM) และซัพพลายเออร์อุปกรณ์เผชิญกับการหดตัวที่อาจเกิดขึ้นเนื่องจากการหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทานและแรงกดดันด้านต้นทุน ในขณะเดียวกัน การรวมกลุ่มอุตสาหกรรมกำลังเร่งตัวขึ้น โดยบริษัทต่างๆ เช่น Synopsys ขยายขีดความสามารถของตนผ่านการซื้อกิจการเชิงกลยุทธ์ ข้อตกลงประเภทนี้มุ่งเน้นไปที่การพัฒนาการออกแบบเซมิคอนดักเตอร์ AI วัสดุบรรจุภัณฑ์ และโซลูชันยานยนต์ โดยวางตำแหน่งบริษัทให้พร้อมสำหรับการเติบโตในระยะยาว

ผลการดำเนินงานทางการเงิน

รายได้

บริษัท Fabless และ IP เติบโตอย่างรวดเร็วในปี 2024 ซึ่งขับเคลื่อนโดยการขยายตัวของ AI และอินเทอร์เน็ตของสรรพสิ่ง (IoT) โดย Nvidia และ Broadcom เป็นผู้นำการขยายตัว (รูปที่ 1) โรงหล่อโลหะยังประสบกับการเติบโตอย่างต่อเนื่อง ซึ่งขับเคลื่อนโดยการขยายกำลังการผลิตและความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี โดยเฉพาะที่ TSMC ในทางตรงกันข้าม การเติบโตของรายได้ในกลุ่ม IDM นั้นกระจายอย่างเท่าเทียมกันในแต่ละบริษัท แต่เกิดการชะลอตัวลงเนื่องจากความต้องการที่หยุดชะงักในหลายภาคส่วน รวมถึงอิเล็กทรอนิกส์และยานยนต์

รูปที่ 1 การเปลี่ยนแปลงโชคชะตาในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์

ความสามารถในการทำกำไร

ในปี 2024 อุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์แสดงให้เห็นถึงประสิทธิภาพทางการเงินที่ยืดหยุ่น โดยมาร์จิ้นเฉลี่ยของอุตสาหกรรมเพิ่มขึ้นจาก 23.5% เป็น 28.6% แม้ว่าจะอยู่ในสภาพแวดล้อมเศรษฐกิจมหภาคที่ท้าทาย อย่างไรก็ตาม แนวโน้มผลกำไรของอุตสาหกรรมแตกต่างกันไปในแต่ละกลุ่มย่อย (รูปที่ 2)

ภาคการผลิตแบบไม่มีโรงงานฟื้นตัว โดยบริษัทต่างๆ เช่น Nvidia, AMD และ Qualcomm ได้รับประโยชน์จากความต้องการที่เพิ่มขึ้นสำหรับ AI ยานยนต์ 5G และเทคโนโลยีคลาวด์ ในขณะที่อุตสาหกรรมการหล่อโลหะต้องเผชิญกับการแข่งขันที่รุนแรงและการปรับกำลังการผลิต ประสิทธิภาพที่แข็งแกร่งของ TSMC ถือเป็นปัจจัยสำคัญที่ขับเคลื่อนอัตรากำไรสุทธิโดยรวมของภาคส่วน ในทางตรงกันข้าม GlobalFoundries กลับประสบปัญหา โดยรายงานการขาดทุนสุทธิและอัตรากำไรที่ลดลง ซึ่งน่าจะกดดันให้ผลกำไรของอุตสาหกรรมลดลง อย่างไรก็ตาม การขยายกำลังการผลิตตามแผนของ TSMC ในอเมริกาเหนือและยุโรปอาจนำไปสู่ต้นทุนการดำเนินงานที่สูงขึ้น ซึ่งอาจทำให้อัตรากำไรในอนาคตลดลง

IDM มีผลงานดี โดยมีอัตรากำไรเพิ่มขึ้น 5% ถึง 10% ซึ่งขับเคลื่อนโดยการปรับโครงสร้าง การควบคุมต้นทุน และการฟื้นตัวของราคาหน่วยความจำ ผู้ผลิตอุปกรณ์ซึ่งครอบงำโดยบริษัทใหญ่ๆ เช่น ASML ยังคงรักษาอัตรากำไรที่คงที่แม้ว่าการขยายโรงงานจะช้าลง ในขณะเดียวกัน อุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์และการประกอบ รวมถึง ASE และ Amkor ประสบกับอัตรากำไรลดลงเล็กน้อย 1% ถึง 2% เนื่องจากความต้องการอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์สำหรับผู้บริโภคที่ลดลงและต้นทุนวัตถุดิบที่เพิ่มขึ้น

รูปที่ 2 ผลการดำเนินงานของอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ในปี 2024

การใช้จ่ายด้านทุนและการวิจัยและการพัฒนา

รายจ่ายด้านทุน (CapEx) ในปี 2024 เพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อย 5%แตะที่ 180 พันล้านดอลลาร์ บริษัทต่างๆ คำนึงถึงความผันผวนของตลาดและมุ่งเน้นการลงทุนไปที่แผนริเริ่มเชิงกลยุทธ์และใช้ความระมัดระวังในการตัดสินใจใช้จ่าย อย่างไรก็ตาม แนวโน้มในปี 2025 ดูมีแนวโน้มดีขึ้น โดยได้รับแรงหนุนจากเงินทุนและการลงทุนในหน่วยความจำSK Hynix และ Micronคาดการณ์การเติบโตของ CapEx ที่ 75% และ 45% ตามลำดับ แนวโน้มที่มองในแง่ดีนี้บ่งชี้ว่าอุตสาหกรรมนี้พร้อมที่จะฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่งเพื่อตอบสนองความต้องการที่เพิ่มขึ้น

ในปี 2024 การร่วมทุนได้กลายมาเป็นกลยุทธ์สำคัญในการบรรเทาความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับการลงทุนด้านเซมิคอนดักเตอร์รายใหญ่ ตัวอย่างที่โดดเด่น ได้แก่ การลงทุนมูลค่า 11,000 ล้านดอลลาร์ของ Apolloเพื่อซื้อหุ้น 49% ในบริษัทร่วมทุนที่เชื่อมโยงกับ Fab 34 ของ Intel ในไอร์แลนด์ และVanguard International Semiconductorที่ร่วมมือกับ NXP เพื่อจัดตั้ง VisionPower Semiconductor Manufacturing Company สำหรับโรงงานผลิตขนาด 300 มม. ในสิงคโปร์ ความร่วมมือเหล่านี้เน้นย้ำถึงแนวโน้มที่เพิ่มขึ้นของความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ในโครงการเซมิคอนดักเตอร์ที่มีมูลค่าสูง

นอกจากนี้ ยังมีการจัดตั้ง ศูนย์วิจัยและพัฒนาจำนวนมากกว่าสิบแห่งโดยเน้นที่พื้นที่สำคัญ เช่น เวเฟอร์ขนาด 12 นิ้ว การพิมพ์หินด้วยแสงอุลตราไวโอเลต (EUV) และการบรรจุภัณฑ์ขั้นสูง ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ขับเคลื่อนนวัตกรรมในการผลิตชิป การลงทุนเหล่านี้ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาล รวมถึงเงินทุนจาก CHIPS Act ของรัฐบาลสหรัฐฯ ตัวอย่างเช่นAmkor ได้รับเงินทุนจาก CHIPS Act จำนวน 400 ล้านดอลลาร์เพื่อพัฒนาบรรจุภัณฑ์เซมิคอนดักเตอร์ขั้นสูงและวิทยาเขตทดสอบในแอริโซนา ซึ่งช่วยเสริมความพยายามของสหรัฐฯ ในการเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับห่วงโซ่อุปทานเซมิคอนดักเตอร์และความเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยี

2025 และต่อๆไป: แอปพลิเคชันกระตุ้นการเติบโตของอุตสาหกรรม

อุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์มีแนวโน้มที่จะเติบโตที่อัตราการเติบโตต่อปีแบบทบต้น (CAGR) 9% จากปี 2025 ถึง 2030 และจะไปถึง 1 ล้านล้านดอลลาร์ในปี 2030 ตลาดศูนย์ข้อมูลโดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับ GPU หน่วยความจำแบนด์วิดท์สูง SSD และ NAND คาดว่าจะเป็นแรงผลักดันการเติบโตหลัก แม้ว่าความต้องการจะอ่อนตัวลงในช่วงปลายปี 2024 แต่คาดว่าภาคส่วนยานยนต์จะยังคงทำผลงานได้ดีกว่าอุตสาหกรรมโดยรวมตั้งแต่ปี 2025 ถึง 2030 โดยคาดว่าจะมี CAGR 8% ถึง 9% ภาคส่วนอิเล็กทรอนิกส์สำหรับผู้บริโภคและอุตสาหกรรม รวมถึงโทรคมนาคมคาดว่าจะมีการเติบโตปานกลางที่ CAGR 6%

ด้วยแอปพลิเคชันการเติบโตเหล่านี้ (รูปที่ 3) โดยเฉพาะในศูนย์ข้อมูล บริษัทที่ประกอบชิ้นส่วนยานยนต์จะมีโอกาสมากมายตั้งแต่ปี 2025 เป็นต้นไป ซึ่งขับเคลื่อนโดยความต้องการโปรเซสเซอร์ AI และหน่วยประมวลผลแบบกำหนดเอง (XPU) ที่เพิ่มขึ้น โรงหล่อโลหะจะได้รับประโยชน์จากการขยายศูนย์ข้อมูลและภาคส่วนยานยนต์ แม้ว่าจะมีข้อจำกัดด้านกำลังการผลิตและการเติบโตที่ช้าลงในภาคส่วนอื่นๆ คาดว่า TSMC จะยังคงครองความโดดเด่นในตลาดได้ด้วยความสามารถในการผลิตโหนดขั้นสูง

รูปที่ 3 การประยุกต์ใช้งานเพื่อขับเคลื่อนอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์

ที่มา: สถาบันความรู้อินโฟซิส

แม้จะมีการลงทุนจำนวนมาก แต่ IDM ก็เผชิญกับความท้าทายในการเปลี่ยนผ่านไปสู่โหนดกระบวนการขั้นสูงทั้งโรงหล่อและ IDM ต่างก็ประสบปัญหาโดย Intel ประสบปัญหาความล่าช้าในโหนดขั้นสูง และ Samsung ประสบปัญหาผลผลิตที่โหนด 3nm ปัจจัยเหล่านี้จำกัดความสามารถในการแข่งขันกับ TSMC และก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อการคาดการณ์การเติบโตในปี 2025 ในขณะที่ Intel จ้างบุคคลภายนอกในการผลิตชิปบางส่วนให้กับ TSMC IDM จำนวนมากขึ้นอาจนำรูปแบบโรงหล่อไร้โรงงานมาใช้ ซึ่งเป็นสัญญาณของแนวโน้มในการใช้ประโยชน์จากโรงหล่อเฉพาะทางสำหรับกระบวนการขั้นสูง ความสามารถในการทำกำไร และความสามารถในการปรับขนาด

ศูนย์ข้อมูล เซิร์ฟเวอร์ และระบบจัดเก็บข้อมูล

ศูนย์ข้อมูลเป็นผู้ได้รับประโยชน์หลักจากความก้าวหน้าของ AI ยอดขายเซมิคอนดักเตอร์ในตลาดนี้คาดว่าจะเติบโตที่อัตรา CAGR 18%เพิ่มขึ้นจาก 156 พันล้านดอลลาร์ในปี 2025 เป็น 361 พันล้านดอลลาร์ในปี 2030

ตลาดชิปศูนย์ข้อมูลที่ไม่ใช่หน่วยความจำซึ่งมีมูลค่า 13,500 ล้านดอลลาร์ในปี 2023 คาดว่าจะเติบโตที่ CAGR 7.4% จนถึงปี 2032 ในขณะเดียวกัน ตลาด GPU ซึ่งมีมูลค่า27,000 ล้านดอลลาร์ในปี 2024คาดว่าจะเติบโตที่ CAGR 10% ตั้งแต่ปี 2025 ถึง 2033 Nvidia ยังคงเป็นผู้นำตลาดผ่านแผนกศูนย์ข้อมูล ซึ่งผลิต GPU ที่ขับเคลื่อนโมเดล AI เชิงสร้างสรรค์ส่วนใหญ่และสร้างรายได้ 35,600 ล้านดอลลาร์อย่างไรก็ตาม DeepSeek และโมเดล AI ทางเลือกอื่น ๆ คาดว่าจะเพิ่มความต้องการ XPU ที่ปรับแต่งสำหรับงาน AI เฉพาะและอาจแข่งขันกับ GPU ของ Nvidia การเปลี่ยนแปลงนี้อาจกระตุ้นให้ผู้ให้บริการคลาวด์สำรวจโครงสร้างพื้นฐาน AI ทางเลือก

WSTS คาดการณ์ว่ามูลค่าของภาคส่วนลอจิกและหน่วยความจำจะทะลุ 4 แสนล้านดอลลาร์ในปี 2025 โดยคาดว่าลอจิกจะเติบโตขึ้นมากกว่า 17% และหน่วยความจำจะเติบโตขึ้น 13% AI กำลังขับเคลื่อนความต้องการหน่วยความจำแบนด์วิดท์สูง (HBM) ซึ่งเติบโตขึ้น200% ในปี 2024และคาดว่าจะเพิ่มขึ้น 70% ในปี 2025 นำโดยบริษัทต่างๆ เช่นSamsung, Micron และ SK Hynix

Micron และ SK Hynix ได้รับประโยชน์จากความต้องการ DRAM และ NAND ที่เพิ่มขึ้นในระบบคลาวด์คอมพิวติ้ง AI และภาคส่วนยานยนต์ตลาด SSD คาดว่าจะมีมูลค่าถึง 77 พันล้านดอลลาร์ภายในปี 2025 และ 173 พันล้านดอลลาร์ภายในปี 2030 โดยเติบโตที่อัตรา CAGR 17.6% อย่างไรก็ตาม ความไม่แน่นอนของราคาหน่วยความจำ อุปทานส่วนเกิน หรือประสิทธิภาพที่ต่ำกว่ามาตรฐานอาจส่งผลกระทบต่อความพร้อมจำหน่ายและราคาของชิปในภาคส่วนต่างๆ รวมถึงสมาร์ทโฟน เซิร์ฟเวอร์ และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์สำหรับผู้บริโภค ซึ่งอาจทำให้การเติบโตของอุตสาหกรรมหยุดชะงัก

สมาร์ทโฟน, พีซี และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์สำหรับผู้บริโภค

ตลาดสมาร์ทโฟนและพีซีมีความครบถ้วนสมบูรณ์ โดยมีศักยภาพในการเติบโตที่จำกัดจนถึงปี 2030 ตลาดสมาร์ทโฟนเซมิคอนดักเตอร์คาดว่าจะเติบโตที่อัตรา CAGR ประมาณ 5% ในอีกห้าปีข้างหน้า เพิ่มขึ้นจาก 149 พันล้านดอลลาร์ในปี 2025 เป็น 192 พันล้านดอลลาร์ในปี 2030 ในขณะเดียวกัน ตลาดเซมิคอนดักเตอร์พีซีคาดว่าจะเพิ่มขึ้นที่อัตรา CAGR 4% จาก 92 พันล้านดอลลาร์ในปี 2025 เป็น 112 พันล้านดอลลาร์ในปี 2030

ในทางกลับกัน คาดว่าอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์สำหรับผู้บริโภคจะเติบโตในอัตรา 8% ถึง 9% โดยขับเคลื่อนโดยแอปพลิเคชันความจริงเสริมและความจริงเสริมเป็นหลัก แนวโน้มนี้กระตุ้นความต้องการเซ็นเซอร์ขั้นสูงและชิปพลังงานต่ำ นอกจากนี้ การใช้คอมพิวเตอร์แวดล้อมในตลาดบ้านอัจฉริยะ ซึ่งอุปกรณ์ทำงานเบื้องหลังผ่าน AI และชิปพลังงานต่ำ กำลังกลายเป็นพื้นที่การเติบโตที่สำคัญ สิ่งนี้สร้างโอกาสใหม่ๆ สำหรับชิปในอุปกรณ์เอดจ์ประหยัดพลังงาน ผู้ช่วยเสียง และระบบอัตโนมัติภายในบ้าน

อิเล็กทรอนิกส์อุตสาหกรรม

คาดว่า ตลาดอิเล็กทรอนิกส์อุตสาหกรรมจะเติบโตจาก 84 พันล้านดอลลาร์ในปี 2025 เป็น 120 พันล้านดอลลาร์ในปี 2030 ซึ่งเติบโตเฉลี่ยต่อปีอยู่ที่ 7% ขณะที่อุตสาหกรรมต่างๆ เร่งใช้ระบบอัตโนมัติและนำเทคโนโลยีขั้นสูงมาใช้ ความต้องการชิปอุตสาหกรรมเฉพาะทางคาดว่าจะเติบโตอย่างมาก การขยายตัวที่โดดเด่นของตลาดนี้ได้รับแรงหนุนจากการเติบโตของการผลิต ยานยนต์ และพลังงาน ซึ่งทั้งหมดนี้ต้องการชิปประสิทธิภาพสูงเพื่อขับเคลื่อนระบบและกระบวนการที่ซับซ้อนมากขึ้น

ชิปโทรคมนาคมและระบบเครือข่าย

คาดว่าตลาดชิปโทรคมนาคมจะเติบโตจาก 53 พันล้านดอลลาร์ในปี 2025 เป็น 70 พันล้านดอลลาร์ในปี 2030 ซึ่งเติบโตในอัตรา CAGR 6% การขยายตัวของชิปเซ็ต IoT และ 5G ยังคงผลักดันการเติบโตและนวัตกรรมในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ การปรับโครงสร้างพื้นฐาน 6G รวมถึงสถานีฐานและส่วนประกอบเครือข่าย คาดว่าจะเพิ่มความต้องการเซมิคอนดักเตอร์ขั้นสูงในที่สุด อย่างไรก็ตาม ยังไม่แน่ชัดว่าการนำ 6G มาใช้จะเกิดขึ้นก่อนปี 2030 หรือไม่ และจะส่งผลต่อการเติบโตตามที่คาดไว้หรือไม่ เนื่องจากขั้นตอนการปรับใช้ในปัจจุบัน

ตลาดชิป IoT บนมือถือคาดว่าจะเติบโตจาก 12,770 ล้านดอลลาร์ในปี 2024 เป็น 78,730 ล้านดอลลาร์ในปี 2032 ด้วยอัตรา CAGR 25.5% บริษัทที่มีชื่อเสียง เช่น Qualcomm, Intel และ MediaTek เป็นผู้นำตลาดชิปเซ็ต 5G ในปัจจุบัน ในขณะที่ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกมีแนวโน้มที่จะเป็นผู้นำตลาดชิป IoT ซึ่งอาจช่วยลดต้นทุนและเพิ่มความพร้อมใช้งานของเทคโนโลยี IoT แต่การเติบโตอย่างรวดเร็วอาจทำให้การขาดแคลนบุคลากรแย่ลงได้ ส่งผลกระทบต่อภูมิภาคที่มีชื่อเสียง เช่น สหรัฐอเมริกาและไต้หวัน รวมถึงตลาดเกิดใหม่ เช่น อินเดียและมาเลเซีย ซึ่งมีความต้องการแรงงานที่มีทักษะในการบรรจุภัณฑ์ขั้นสูง การออกแบบชิป และการผลิต บริษัทต่างๆ กำลังตอบสนองต่อการขาดแคลนบุคลากรด้วยการวางแผนกำลังคนอย่างคล่องตัว การสรรหา และการพัฒนาบุคลากร รวมถึงการใช้การขาดแคลนการผลิตและความตึงเครียดในห่วงโซ่อุปทานเซมิคอนดักเตอร์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการจัดหาวัสดุที่สำคัญและการจัดการกำลังการผลิต

ยานยนต์

ตลาดเซมิคอนดักเตอร์ยานยนต์ชะลอตัวลงในช่วงปลายปี 2024 แต่คาดว่าจะเติบโตขึ้น โดยรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ระบบจัดเก็บพลังงาน และสถานีชาร์จกำลังกลายมาเป็นผู้บริโภคเซมิคอนดักเตอร์รายใหญ่ ตลาดอุปกรณ์เซมิคอนดักเตอร์ EV คาดว่าจะเติบโตที่อัตรา CAGR 30% ตั้งแต่ปี 2025 ถึงปี 2030 โดยได้รับแรงหนุนจากนวัตกรรมในการจัดการพลังงาน โครงสร้างพื้นฐานการชาร์จ และประสิทธิภาพด้านพลังงาน

นอกจากนี้ ตลาดเซมิคอนดักเตอร์ยานยนต์ระดับโลกคาดว่าจะเติบโตจาก 51 พันล้านดอลลาร์ในปี 2025 เป็น 102 พันล้านดอลลาร์ในปี 2034 ด้วยอัตรา CAGR 8% การเติบโตนี้ขับเคลื่อนโดยการใช้พลังงานไฟฟ้า การขับขี่อัตโนมัติ และระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่ขั้นสูง อย่างไรก็ตาม เนื่องจากการเติบโตของตลาดขึ้นอยู่กับความต้องการและโครงสร้างพื้นฐานของรถยนต์ไฟฟ้าเป็นอย่างมาก การชะลอตัวหรือความล่าช้าของกฎระเบียบใดๆ อาจส่งผลกระทบเชิงลบต่อความต้องการชิป โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับบริษัทต่างๆ เช่น NXP และ STMicroelectronics ซึ่งพึ่งพาภาคส่วนยานยนต์เป็นอย่างมาก

พื้นที่การเติบโตที่กำลังมาแรงคือการสื่อสารระหว่างยานพาหนะกับทุกสิ่งซึ่งต้องใช้ชิปที่มีแบนด์วิดท์สูงและความหน่วงต่ำ ชิปยานยนต์ที่รองรับ 5G ซึ่งช่วยให้สื่อสารแบบเรียลไทม์ระหว่างยานพาหนะและโครงสร้างพื้นฐาน เช่น ไฟจราจรและป้ายจราจร คาดว่าจะเติบโตแบบก้าวกระโดด แต่ยังไม่ได้รับการยอมรับเพียงพอในพยากรณ์ของเซมิคอนดักเตอร์กระแสหลัก

ความท้าทายทางการตลาด

อุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์กำลังเผชิญกับความท้าทายหลายประการที่เกิดจากภูมิรัฐศาสตร์ ความพยายามในการพัฒนาอย่างยั่งยืน การขาดแคลนบุคลากร และความกังวลด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์ ด้านล่างนี้คือปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อวิวัฒนาการและความยืดหยุ่นของอุตสาหกรรม (รูปที่ 4)

ภูมิรัฐศาสตร์

ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ โดยเฉพาะระหว่างสหรัฐอเมริกาและจีน กำลังเปลี่ยนรูปโฉมการค้าโลกและห่วงโซ่อุปทานของเซมิคอนดักเตอร์ การผลักดันของจีนให้พึ่งพาตนเองด้านเทคโนโลยีและการควบคุมการส่งออกเทคโนโลยีขั้นสูงของสหรัฐฯ กำลังเพิ่มความเสี่ยงในห่วงโซ่อุปทาน นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าการลงทุนด้านเซมิคอนดักเตอร์อาจเปลี่ยนมาสู่สหรัฐฯโดยคาดว่าจะมีโรงงานผลิตมูลค่า 190,000 ล้านดอลลาร์ภายในปี 2030 ความตึงเครียดยังทวีความรุนแรงมากขึ้นเนื่องจากจีนห้ามวัสดุชิปบางชนิดเพื่อตอบโต้ข้อจำกัดของสหรัฐฯ ที่มีต่อชิป AI ของจีน การซ้อมรบของจีนเมื่อไม่นานมานี้ใกล้กับไต้หวันยังเป็นสาเหตุของความกังวลในระดับนานาชาติ เนื่องจากไต้หวันมีบทบาทสำคัญในฐานะผู้ผลิตเซมิคอนดักเตอร์ชั้นนำ เพื่อตอบสนองต่อเรื่องนี้ ประเทศต่างๆ จึงเพิ่มความพยายามในการขยายการผลิตเซมิคอนดักเตอร์ในประเทศ ซึ่งเป็นการเคลื่อนไหวที่สัญญาว่าจะทำให้เศรษฐกิจเติบโต แต่ก็ก่อให้เกิดความท้าทาย เช่น ต้นทุนที่สูงและการขาดแคลนแรงงาน

แม้จะมีอุปสรรคเหล่านี้ แต่การผลักดันให้พึ่งพาตนเองได้กำลังปรับเปลี่ยนอุตสาหกรรมนี้ ในปี 2025 การลงทุนเพื่อย้ายฐานการผลิตกลับประเทศและการกระจายความเสี่ยงจะยังคงดำเนินต่อไป ควบคู่ไปกับความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่เกี่ยวข้องกับความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ และจีนและไต้หวัน แม้ว่าความซับซ้อนเหล่านี้จะก่อให้เกิดความไม่แน่นอนในระยะสั้น แต่คาดว่าจะมีเสถียรภาพในระยะยาวเมื่อมีศูนย์การผลิตแห่งใหม่พัฒนาขึ้น

รูปที่ 4 ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่ออุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์

Figure 4.  Factors influencing the semiconductor industry

ที่มา: สถาบันความรู้อินโฟซิส

ห่วงโซ่อุปทาน

ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์กำลังส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานทั่วโลก ส่งผลให้เกิดอุปสรรคทางการค้า การควบคุมการส่งออก และการเปลี่ยนลำดับความสำคัญของการผลิต ซึ่งส่งผลให้ต้นทุนมีความไม่แน่นอนและเพิ่มขึ้น ความท้าทายในต้นน้ำ เช่น การขาดแคลนก๊าซนีออนและโลหะหายาก รุนแรงขึ้นจากความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ ตั้งแต่สงครามในยูเครนไปจนถึงข้อจำกัดในการส่งออกของจีน นอกจากนี้ ความล่าช้าในการก่อสร้างโรงงานแห่งใหม่เช่น โรงงานของ TSMC ในอริโซนา ซึ่งขณะนี้มีกำหนดการผลิตใหม่ในปี 2028 ได้ทำให้ความกังวลด้านอุปทานทวีความรุนแรงมากขึ้น

ส่งผลให้ความพยายามในการบรรเทาผลกระทบดังกล่าวเร่งตัวขึ้น บริษัทต่างๆ กำลังกระจายห่วงโซ่อุปทานสร้างความร่วมมือเชิงกลยุทธ์และใช้ประโยชน์จากการคาดการณ์ที่ขับเคลื่อนด้วย AI ในขณะเดียวกัน การเน้นการผลิตเซมิคอนดักเตอร์ในประเทศก็เพิ่มมากขึ้น ในขณะที่การเปลี่ยนแปลงนี้เปิดโอกาสให้เกิดความยืดหยุ่นและนวัตกรรม แต่ก็ทำให้เกิดความเสี่ยงของการแตกแขนงและความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ด้วยเช่นกัน เนื่องจากห่วงโซ่คุณค่าของเซมิคอนดักเตอร์ครอบคลุม 25 ประเทศคำถามยังคงอยู่: จะสามารถบรรลุการพึ่งพาตนเองได้อย่างแท้จริงในอุตสาหกรรมที่มีการโลกาภิวัตน์นี้หรือไม่

ความพยายามด้านการใช้พลังงานและความยั่งยืน

อุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์เป็นอุตสาหกรรมที่ใช้ทรัพยากรอย่างเข้มข้น โดยโรงงานผลิตใช้พลังงานและน้ำเป็นจำนวนมาก คาดว่าความต้องการไฟฟ้าทั่วโลกจะสูงถึง 237 เทระวัตต์ชั่วโมงภายในปี 2030 ส่งผลให้การปล่อยก๊าซเรือนกระจก (GHG) เพิ่มขึ้น ในปี 2024 การใช้ไฟฟ้าเติบโตขึ้น 2%โดยมีการคาดการณ์การเติบโตที่คล้ายคลึงกันสำหรับปี 2025 และ 2026 TSMC, Intel และ Samsungมุ่งมั่นที่จะใช้พลังงานหมุนเวียน 100% แต่เป้าหมายอาจไม่บรรลุจนกว่าจะถึงปี 2030-2040 นอกจากนี้Onsemiตั้งเป้าที่จะลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลง 59% (ขอบเขต 1 และ 2) และ 35% (ขอบเขต 3) ภายในปี 2034

ความต้องการ AI และศูนย์ข้อมูลที่เพิ่มขึ้นส่งผลให้ทรัพยากรไฟฟ้าตึงตัวมากขึ้น โดยการใช้ศูนย์ข้อมูลจะเพิ่มเป็นสองเท่าเป็นมากกว่า 1,000 TWh ภายในปี 2026 Satya Nadella ซีอีโอของ Microsoft เน้นย้ำเมื่อไม่นานนี้ว่าบริษัทของเขาไม่ได้ถูกจำกัดด้วยอุปทานของชิปอีกต่อไป แต่กลับเผชิญกับข้อจำกัดด้านพลังงาน ซึ่งเน้นย้ำถึงความท้าทายที่เพิ่มมากขึ้นของการใช้พลังงานในเวิร์กโหลด AI ซึ่งเป็นสัญญาณบ่งชี้ถึงความจำเป็นในการใช้เทคโนโลยีที่ยั่งยืน การออกแบบที่มีประสิทธิภาพด้านพลังงาน พลังงานหมุนเวียน และนวัตกรรมในระบบระบายความร้อนและฮาร์ดแวร์เพื่อจัดการกับการใช้พลังงานที่เพิ่มขึ้นและลดปริมาณการปล่อยคาร์บอน

การคัดเลือกคนเก่ง

คาดว่าแรงงานในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์จะเติบโตจากประมาณ 345,000 คนในปัจจุบันเป็นประมาณ 460,000 คนภายในสิ้นทศวรรษนี้ ซึ่งเพิ่มขึ้นร้อยละ 33อย่างไรก็ตาม อาจมีตำแหน่งงานใหม่ประมาณ 67,000 ตำแหน่ง (ร้อยละ 58 ของตำแหน่งงานใหม่ทั้งหมด และร้อยละ 80 ของตำแหน่งงานด้านเทคนิคใหม่) ที่ยังไม่ได้รับการเติมเต็มเนื่องจากอัตราการสำเร็จการศึกษาในสาขาวิชาเทคนิคต่ำ

การขาดแคลนบุคลากรส่งผลกระทบต่อภูมิภาคที่ก่อตั้งขึ้นแล้ว เช่น สหรัฐอเมริกาและไต้หวัน รวมถึงตลาดเกิดใหม่ เช่น อินเดียและมาเลเซีย ซึ่งมีความต้องการแรงงานที่มีทักษะในด้านการบรรจุภัณฑ์ขั้นสูง การออกแบบชิป และการผลิตเพิ่มมากขึ้น บริษัทต่างๆ กำลังตอบสนองต่อการขาดแคลนบุคลากรด้วยการวางแผนกำลังคนอย่างคล่องตัว การสรรหา และการพัฒนาบุคลากร รวมถึงการใช้ AI เชิงสร้างสรรค์เพื่อลดอคติในการจ้างงาน ในสหรัฐอเมริการัฐแอริโซนาได้ร่วมมือกับสถาบันการศึกษาเพื่อฝึกอบรมนักศึกษาในด้านการศึกษาที่เน้นด้านเซมิคอนดักเตอร์ ในขณะที่Arm ซึ่งเป็นบริษัทเซมิคอนดักเตอร์ชั้นนำได้ร่วมมือกับมหาวิทยาลัยต่างๆ เพื่อพัฒนาโปรแกรมการฝึกอบรมที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรม ซึ่งช่วยสร้างกลุ่มบุคลากรที่มีทักษะ

การกระจายอำนาจในการออกแบบ การผลิต และการดำเนินการของเซมิคอนดักเตอร์ ซึ่งขับเคลื่อนโดยปัจจัยทางภูมิรัฐศาสตร์ จะทำให้ภูมิภาคใหม่ๆ ต้องปลูกฝังและจัดหาบุคลากรที่มีความสามารถเฉพาะทาง เพื่อเชื่อมช่องว่างนี้ การใช้ประโยชน์จากบุคลากรจากทั่วโลกและการแก้ไขนโยบายการย้ายถิ่นฐานจะเป็นสิ่งสำคัญในการอำนวยความสะดวกในการเคลื่อนย้ายผู้เชี่ยวชาญที่มีทักษะ อย่างไรก็ตาม พลวัตทางภูมิรัฐศาสตร์ที่เปลี่ยนแปลงไปและกฎหมายการย้ายถิ่นฐานที่พัฒนาขึ้นอาจทำให้การขาดแคลนบุคลากรรุนแรงยิ่งขึ้น ส่งผลให้การวางแผนกำลังคนและการเติบโตของอุตสาหกรรมมีความซับซ้อนมากขึ้น

การรักษาความปลอดภัยทางไซเบอร์และการปกป้องทรัพย์สินทางปัญญา

การคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาถือเป็นสิ่งสำคัญในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ เนื่องจากมีการลงทุนด้านงานวิจัยและพัฒนาเป็นมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์และอาจส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของชาติได้ วิธีมาตรฐานในการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาคือการจดสิทธิบัตรแบบดั้งเดิม ซึ่งช่วยให้บริษัทต่างๆ สามารถสร้างรายได้จากการออกแบบและเทคโนโลยีได้ พร้อมทั้งรักษาตำแหน่งทางการตลาดเอาไว้ได้

อย่างไรก็ตาม การจดสิทธิบัตรเพียงอย่างเดียวไม่สามารถขจัดความเสี่ยงของการขโมยทรัพย์สินทางปัญญาได้ เนื่องจากผู้โจมตีทางไซเบอร์มักจะโจมตีบริษัทเซมิคอนดักเตอร์มากขึ้นการโจมตีทางไซเบอร์ครั้งล่าสุดต่อ AMDซึ่งเป็นครั้งที่สองของบริษัทในปี 2024 ส่งผลให้ข้อมูลพนักงานที่ละเอียดอ่อนและการสื่อสารภายในถูกบุกรุก ในอีกกรณีหนึ่ง ผู้บริหารชาวเกาหลีใต้ถูกกล่าวหาว่ารั่วไหลเทคโนโลยีเซมิคอนดักเตอร์ของ Samsung Electronicsเพื่อตอบโต้ เกาหลีใต้ได้นำมาตรการรักษาความปลอดภัยที่เข้มงวด มา ใช้ รวมถึงการวิเคราะห์ข้อมูลขนาดใหญ่เพื่อตรวจจับการรั่วไหล ขยายกรอบกฎหมายที่มีบทลงโทษที่เข้มงวดยิ่งขึ้นสำหรับการละเมิดความลับทางการค้า และนำระบบรวบรวมหลักฐานมาใช้เพื่อช่วยในการสืบสวน

ภัยคุกคามที่เพิ่มขึ้นนี้จำเป็นต้องมีมาตรการรักษาความปลอดภัยทางไซเบอร์ขั้นสูง เช่น การเข้ารหัสแบบครบวงจร การตรวจสอบหลายปัจจัย ระบบตรวจจับภัยคุกคามที่ขับเคลื่อนด้วย AI และความปลอดภัยของห่วงโซ่อุปทานที่ใช้บล็อคเชน นอกจากนี้ ความร่วมมือระหว่างประเทศที่เข้มแข็งขึ้นยังมีความจำเป็นต่อการปกป้องทรัพย์สินทางปัญญาที่มีค่าและป้องกันการโจรกรรมทรัพย์สินทางปัญญา การใช้โปรโตคอลความปลอดภัยหลายชั้น การฝึกอบรมพนักงานอย่างครอบคลุม และการจัดการความเสี่ยงเชิงรุกจะมีความสำคัญอย่างยิ่งในการป้องกันภัยคุกคามทางไซเบอร์และลดการละเมิดที่เกิดจากข้อผิดพลาดของมนุษย์

เทคโนโลยีสำคัญที่กำหนดรูปลักษณ์ของอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์

อุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์กำลังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญซึ่งขับเคลื่อนโดยนวัตกรรมในบรรจุภัณฑ์ขั้นสูง วัสดุใหม่ และการผลิตและการออกแบบที่ใช้ AI (รูปที่ 5) การพัฒนาเหล่านี้ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ ประสิทธิภาพการใช้พลังงาน และความแม่นยำในการผลิต ตอบสนองความต้องการที่เพิ่มขึ้นของ AI การประมวลผลประสิทธิภาพสูง และเทคโนโลยีใหม่ ๆ ด้านล่างนี้ เราจะสำรวจความก้าวหน้าสำคัญที่กำหนดอนาคตของเทคโนโลยีเซมิคอนดักเตอร์

รูปที่ 5 นวัตกรรมที่มีอิทธิพลต่ออุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์

รูปที่ 5 นวัตกรรมที่มีอิทธิพลต่ออุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์

ที่มา: สถาบันความรู้อินโฟซิส

บรรจุภัณฑ์ขั้นสูง

ตามที่เน้นย้ำใน Infosys Semiconductor Outlook 2024บรรจุภัณฑ์ขั้นสูงยังคงได้รับความสำคัญ เทคนิคต่างๆ เช่น การซ้อน 3 มิติ ระบบในบรรจุภัณฑ์ และบรรจุภัณฑ์ระดับเวเฟอร์แบบพัดลมยังคงเป็นผู้นำในกลุ่มนี้ โดยให้การกระจายความร้อนที่มากขึ้น แบนด์วิดท์ที่สูงขึ้น และความหนาแน่นที่ดีขึ้นโดยไม่จำเป็นต้องลดขนาดทรานซิสเตอร์ ความก้าวหน้าเหล่านี้ซึ่งให้ประสิทธิภาพเซมิคอนดักเตอร์ที่ดีขึ้นและประสิทธิภาพด้านพลังงานได้พิสูจน์แล้วว่ามีความจำเป็นสำหรับแอปพลิเคชันต่างๆ เช่น AI การคำนวณประสิทธิภาพสูง 5G ยานยนต์ไร้คนขับ และ IoT

บรรจุภัณฑ์แบบดั้งเดิมนั้นต้องดิ้นรนเพื่อตอบสนองความต้องการเหล่านี้และสร้างโอกาสให้กับโซลูชันบรรจุภัณฑ์ขั้นสูงBroadcom และ TSMCได้ร่วมมือกันเพื่อแนะนำบรรจุภัณฑ์ 3.5D F2Fสำหรับการคำนวณ AI ในขณะที่ TSMC, Samsung, ASE และ Intel กำลังพัฒนาเทคโนโลยีที่คล้ายคลึงกันอย่างแข็งขัน ในขณะที่ความต้องการอุปกรณ์ที่มีขนาดกะทัดรัดและทรงพลังมากขึ้นนั้นเพิ่มขึ้น บรรจุภัณฑ์ขั้นสูงจึงกลายมาเป็นสิ่งจำเป็นในการเอาชนะความท้าทายด้านประสิทธิภาพและการบูรณาการในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ เมื่อมองไปข้างหน้า การออกแบบชิปขั้นสูง รวมถึงชิป AI สถาปัตยกรรมแบบหลายได และเทคนิคพลังงานต่ำ จะเป็นกุญแจสำคัญในการปรับปรุงประสิทธิภาพในขณะที่ยังคงประสิทธิภาพไว้ บรรจุภัณฑ์ขั้นสูงจะมีบทบาทสำคัญเพิ่มมากขึ้นในการพัฒนาเทคโนโลยีเซมิคอนดักเตอร์รุ่นต่อไป ซึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงจากยุคก่อนปี 2020 ที่การบรรลุโหนดที่ล้ำสมัย (2 นาโนเมตร 3 นาโนเมตร และ 5 นาโนเมตร) มีความสำคัญมากกว่า

วัสดุใหม่

ซิลิกอนคาร์ไบด์และแกลเลียมไนไตรด์ได้ปฏิวัติวงการอิเล็กทรอนิกส์กำลังและการใช้งานความถี่สูง นวัตกรรมทางเทคโนโลยีในกราฟีนและเซมิคอนดักเตอร์ III-Vกำลังถูกสำรวจถึงศักยภาพในการปรับปรุงความเร็ว ประสิทธิภาพการใช้พลังงาน และการสื่อสาร ใน AI ความต้องการชิปประสิทธิภาพสูงที่ใช้พลังงานต่ำเป็นแรงผลักดันความก้าวหน้าของวัสดุ วัสดุตัวนำยิ่งยวดกำลังได้รับความสนใจเนื่องจากความสามารถในการลดการสูญเสียพลังงานและปรับปรุงประสิทธิภาพในฮาร์ดแวร์ AI Intel และGraphene Flagshipกำลังศึกษาวิจัยกราฟีนเพื่อดูศักยภาพในการสร้างทรานซิสเตอร์ที่เร็วขึ้น ในขณะที่ASML กำลังพัฒนาการพิมพ์หินแบบโฟโตนิกส์และ EUV

งานวิจัยล่าสุดยังระบุวัสดุใหม่ 3 ชนิดที่มีคุณสมบัติเป็นตัวนำยิ่งยวด ซึ่งอาจนำไปสู่โครงข่ายไฟฟ้าที่ไม่สูญเสียพลังงานและยานพาหนะที่ลอยตัวด้วยแม่เหล็กได้ แม้ว่าจะยังอยู่ในขั้นทดลอง แต่สารตัวนำยิ่งยวดก็สัญญาว่าจะประมวลผลได้เร็วขึ้น ลดการใช้พลังงาน และก่อให้เกิดความร้อนน้อยลงสำหรับเวิร์กโหลดของ AI

การผลิตและการออกแบบที่ใช้ AI

งานวิจัยกำลังก้าวหน้าในการใช้ AI และการเรียนรู้ของเครื่องจักร (ML) เพื่อปรับปรุงความแม่นยำในการตรวจจับข้อบกพร่อง ความเร็ว และการปรับให้เหมาะสมที่สุดในการผลิตเซมิคอนดักเตอร์ การเพิ่มประสิทธิภาพกระบวนการแบบเรียลไทม์และการบำรุงรักษาเชิงคาดการณ์ช่วยให้การผลิตมีประสิทธิภาพมากขึ้น ลดเวลาหยุดทำงานลง คาดว่าผู้ผลิตเซมิคอนดักเตอร์จะนำ ML มาใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นในปี 2025 นอกจากนี้การบูรณาการกับฝาแฝดทางดิจิทัลยังช่วยให้ปรับเปลี่ยนได้แบบเรียลไทม์และปรับเวิร์กโฟลว์ให้เหมาะสมที่สุด

นอกเหนือจากการผลิตแล้ว AI ยังเปลี่ยนโฉมเครื่องมืออัตโนมัติสำหรับการออกแบบอิเล็กทรอนิกส์ ขับเคลื่อนประสิทธิภาพ ความแม่นยำ และความเร็วในการออกแบบเซมิคอนดักเตอร์ด้วยการปรับให้งานสำคัญต่างๆ เหมาะสมที่สุด รวมถึงการวิเคราะห์เวลา การกำหนดเส้นทางเค้าโครง และการตรวจจับข้อบกพร่อง ซึ่งช่วยให้เปลี่ยนจากแนวคิดไปเป็นต้นแบบได้เร็วขึ้น ในขณะที่ AI ยังคงพัฒนาต่อไป อุตสาหกรรมก็พร้อมสำหรับนวัตกรรมการออกแบบชิป เพิ่มเติม จากผู้พัฒนาเครื่องมืออัตโนมัติสำหรับการออกแบบอิเล็กทรอนิกส์ เช่น Cadence, Synopsys และ Ansys

ความจำเป็นเชิงกลยุทธ์

อุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์มีแนวโน้มที่จะเติบโตถึง 1 ล้านล้านดอลลาร์ภายในปี 2030 โดยได้รับแรงผลักดันจาก AI อิเล็กทรอนิกส์ยานยนต์ และการขยายตัวของ 5G อย่างไรก็ตาม ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ ภัยคุกคามทางไซเบอร์ และการขาดแคลนบุคลากรเป็นความท้าทายที่สำคัญ แม้จะมีอุปสรรคเหล่านี้ AI จะเข้ามามีบทบาทในการเปลี่ยนแปลง โดยช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการวิจัยและพัฒนา เพิ่มประสิทธิภาพการผลิตด้วยเทคโนโลยีฝาแฝดดิจิทัล และปรับปรุงการจัดการห่วงโซ่อุปทานผ่านการวางแผนแบบบูรณาการขั้นสูง

เพื่อขับเคลื่อนมูลค่าอย่างต่อเนื่อง บริษัทเซมิคอนดักเตอร์ควรจัดการกับสิ่งสำคัญเชิงกลยุทธ์ 5 ประการ

1. ปรับขนาด AI เพื่อลดต้นทุนการวิจัยและพัฒนาและการผลิต

AI และฝาแฝดทางดิจิทัลช่วยให้สามารถจำลองคุณสมบัติของเซมิคอนดักเตอร์ได้อย่างซับซ้อน ส่งผลให้การพัฒนาเร็วขึ้น 30% การผสาน AI เข้ากับการออกแบบ การทดสอบ และการผลิตช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการพัฒนาเซมิคอนดักเตอร์และการจัดการผลผลิต เครื่องมือออกแบบที่ขับเคลื่อนด้วย AI จะทำให้กระบวนการทำงานเป็นอัตโนมัติ ช่วยเพิ่มความแม่นยำ และเร่งความเร็วในการสร้างนวัตกรรมชิป

อัลกอริธึมการทดสอบ AI ช่วยเพิ่มการตรวจจับข้อบกพร่องและการวิเคราะห์เชิงคาดการณ์ ช่วยลดเวลาในการนำสินค้าออกสู่ตลาด ในระหว่างการผลิต AI ช่วยให้สามารถเพิ่มประสิทธิภาพกระบวนการแบบเรียลไทม์ ปรับปรุงการตรวจจับข้อบกพร่อง และลดของเสียให้เหลือน้อยที่สุด บริษัทต่างๆ เช่น Intel และ TSMC กำลังใช้ประโยชน์จาก AI เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน ลดต้นทุน และเร่งวงจรผลิตภัณฑ์ การผสานรวม AI มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการรักษาการเติบโตทางการค้า การรักษาความสามารถในการแข่งขัน และตอบสนองความต้องการชิปขั้นสูงที่เพิ่มมากขึ้น

2. เสริมสร้างและสร้างความชาญฉลาดให้กับห่วงโซ่อุปทานทั่วโลก

เทคโนโลยี AI และ ML มีความสำคัญต่อการสร้างการวางแผนห่วงโซ่อุปทานแบบบูรณาการและชาญฉลาดในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ เทคโนโลยีเหล่านี้ช่วยสร้างห่วงโซ่อุปทานที่มีความยืดหยุ่นมากขึ้น โดยการปรับปรุงการคาดการณ์ความต้องการ การจัดการสินค้าคงคลัง และการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต โมเดล AI และการวิเคราะห์ข้อมูลช่วยเพิ่มความแม่นยำในการคาดการณ์ความต้องการ ลดความเสี่ยงของการมีสินค้ามากเกินไปหรือสินค้าหมดสต็อก

การบูรณาการข้อมูลแบบเรียลไทม์ระหว่างซัพพลายเออร์ โรงหล่อ และสายการประกอบช่วยเพิ่มการมองเห็นและความคล่องตัว ทำให้ตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงของความต้องการได้เร็วขึ้น การบำรุงรักษาเชิงคาดการณ์และการจัดการสินค้าคงคลังอัจฉริยะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพรอบการผลิต ลดระยะเวลาดำเนินการและต้นทุน เมื่อความต้องการทั่วโลกเติบโตขึ้น ห่วงโซ่อุปทานอัจฉริยะจะรองรับความสามารถในการปรับขนาด ประสิทธิภาพ และความยืดหยุ่นต่อการหยุดชะงัก

3. การพัฒนาบุคลากรอย่างตรงเป้าหมายและเพิ่มประสิทธิภาพ

เพื่อเร่งการพัฒนาบุคลากรท่ามกลางความท้าทายทางภูมิรัฐศาสตร์ในปัจจุบัน บริษัทเซมิคอนดักเตอร์สามารถขยายกลุ่มบุคลากรของตนได้โดยจับมือเป็นพันธมิตรกับมหาวิทยาลัยและสมาคมวิชาชีพระดับโลก นอกจากนี้ บริษัทยังสามารถเพิ่มคุณค่าของพนักงานได้โดยเน้นที่การพัฒนาอาชีพ ความหลากหลาย ความเท่าเทียม และความคิดริเริ่มในการรวมเข้าไว้ด้วยกัน รวมถึงการฝึกอบรมอย่างต่อเนื่องในขณะที่ใช้ประโยชน์จาก AI เพื่อการจ้างงานที่มีประสิทธิภาพ

นอกจากนี้ การส่งเสริมวัฒนธรรมการทำงานที่สนับสนุนด้วยการจัดการที่ยืดหยุ่น การสนับสนุนด้านสุขภาพจิต และความร่วมมือระดับโลกผ่านการร่วมทุนและความร่วมมือด้านการวิจัยสามารถช่วยดึงดูดและรักษาบุคลากรที่มีความสามารถไว้ได้ กลยุทธ์เหล่านี้สามารถช่วยให้แน่ใจว่ามีกลุ่มบุคลากรที่มีความแข็งแกร่งและลดความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์

4. เพิ่มความปลอดภัยข้อมูลและ IP

เพื่อปรับปรุงความปลอดภัยของข้อมูลและ IP บริษัทเซมิคอนดักเตอร์ควรใช้มาตรการรักษาความปลอดภัยทางไซเบอร์ที่แข็งแกร่ง เช่น การเข้ารหัสขั้นสูงและการตรวจสอบปัจจัยหลายประการ นอกจากนี้ ยังควรรักษาความปลอดภัยห่วงโซ่อุปทานด้วยการบังคับใช้โปรโตคอลพันธมิตรที่เข้มงวด ลงทุนในการฝึกอบรมพนักงานเป็นประจำ และนำหลักการการออกแบบที่ปลอดภัยมาใช้ในระหว่างการพัฒนาผลิตภัณฑ์

นอกจากนี้ การตรวจสอบภัยคุกคามด้วยระบบตรวจจับขั้นสูง การจัดทำแผนการตอบสนองต่อเหตุการณ์ และการทำงานร่วมกับพันธมิตรในอุตสาหกรรมเพื่อแบ่งปันข้อมูลภัยคุกคามสามารถเสริมสร้างความปลอดภัยให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น

5. ยอมรับความยั่งยืนและเปิดใช้งานการใช้พลังงานต่ำ

การขับเคลื่อนการใช้พลังงานที่มีประสิทธิภาพมากขึ้นในทั้งกระบวนการต้นน้ำและปลายน้ำ และการลดการปล่อยก๊าซจากกระบวนการควรยังคงเป็นจุดเน้นเชิงกลยุทธ์เพื่อบรรลุเป้าหมายความยั่งยืนสุทธิเป็นศูนย์ที่อุตสาหกรรมกำหนดไว้ บริษัทเซมิคอนดักเตอร์ควรลงทุนในแหล่งพลังงานหมุนเวียนสำหรับการดำเนินงานของตน และนำแนวทางการผลิตที่ยั่งยืนมาใช้ รวมถึงการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก การใช้น้ำ และสารเคมี

นอกจากนี้ บริษัทต่างๆ ยังสามารถปรับปรุงความพยายามด้านความยั่งยืนได้โดยการปรับปรุงห่วงโซ่อุปทานให้เหมาะสมเพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม เทคนิคการออกแบบพลังงานต่ำ เช่น การจำกัดพลังงาน การปรับขนาดแรงดันไฟฟ้า และการจำกัดสัญญาณนาฬิกา สามารถลดการใช้พลังงานของชิปได้อย่างมาก

สิ่งสำคัญที่ต้องจดจำ

  • การฟื้นตัวในปี 2024:อุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์เติบโตขึ้น 19% ในปี 2024 โดยได้รับแรงหนุนจากความต้องการชิปหน่วยความจำและลอจิกใน AI และการประมวลผลบนคลาวด์ บริษัท Fabless และ IP เติบโต 20% กำไรลดลง 5% ถึง 10% เนื่องจากต้นทุนที่สูงขึ้นและการลงทุนลดลง 2%
  • แนวโน้มปี 2025 และปีต่อๆ ไป:อุตสาหกรรมนี้คาดว่าจะเติบโต 11% ในปี 2025 โดยขับเคลื่อนโดย AI และการประมวลผลบนคลาวด์ หลังจากปี 2025 คาดว่าภาคส่วนนี้จะเติบโต 7% ถึง 9% ต่อปี และจะแตะ 1 ล้านล้านดอลลาร์ในปี 2030 โดย AI และยานยนต์จะเป็นตัวขับเคลื่อนการเติบโตที่สำคัญ
  • ภูมิรัฐศาสตร์และบุคลากร:ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์กำลังผลักดันการลงทุนในประเทศ โดยคาดว่าจะมีมูลค่า 1 ล้านล้านดอลลาร์ระหว่างปี 2025 ถึง 2030 ความท้าทายในห่วงโซ่อุปทานและการขาดแคลนบุคลากร (มีตำแหน่งงานว่าง 25,000 ตำแหน่งในปี 2024) ทำให้บริษัทเซมิคอนดักเตอร์ต้องปรับตัวและรักษากลุ่มบุคลากรที่มีความหลากหลาย
  • วัสดุและบรรจุภัณฑ์ขั้นสูง:กราฟีน เซมิคอนดักเตอร์ III-V การซ้อน 3 มิติ และชิป AI ถือเป็นปัจจัยสำคัญในการเพิ่มประสิทธิภาพและประสิทธิผล บรรจุภัณฑ์ขั้นสูงจะมีบทบาทสำคัญในการพัฒนาเทคโนโลยีในอนาคต
  • AI เพื่อประสิทธิภาพ: AI และดิจิทัลทวินส์สามารถเร่งการวิจัยและพัฒนาได้ 30% ช่วยปรับปรุงการออกแบบและการจัดการผลผลิต AI ในการวางแผนห่วงโซ่อุปทานจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการพยากรณ์ สินค้าคงคลัง และการผลิต ทำให้ภาคอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์มีความยืดหยุ่นและประหยัดพลังงานมากขึ้น

แล้วพบกับสาระดีๆแบบนี้ทางด้านงานช่าง งานวิศวกรรม และอุตสาหกรรมได้ที่ นายช่างมาแชร์ นะครับ

Website: www.naichangmashare.com
Facebook: https://www.facebook.com/naichangmashare/
Blockdit :  https://www.blockdit.com/naichangmashare
Instragram: https://www.instagram.com/naichangmashare/
Twitter: https://twitter.com/naichangmashare
Youtube: https://www.youtube.com/@naichangmashare
TikTok :  https://www.tiktok.com/@naichangmashare

นายช่างมาแชร์

แนวโน้มธุรกิจเม็ดพลาสติกไทย ท่ามกลางปัญหาพลาสติกจีนทะลัก

plastic recycle thailand
plastic recycle thailand

ธุรกิจเม็ดพลาสติกไทยกำลังเผชิญกับความท้าทายจากการแข่งขันที่สูงกับเม็ดพลาสติกจีน โดยเฉพาะ Polypropylene (PP) จากปัญหากำลังการผลิตส่วนเกิน (Overcapacity) ในจีน เนื่องจากในช่วงที่ผ่านมา จีนมีการขยายกำลังการผลิตเม็ดพลาสติกอย่างต่อเนื่องจากนโยบายพึ่งพาการผลิตในประเทศ

ขณะที่ความต้องการเม็ดพลาสติกในจีนมีแนวโน้มลดลงตามการชะลอตัวของเศรษฐกิจจีน ทำให้เม็ดพลาสติกจีนทะลักเข้ามาตีตลาดอาเซียน รวมถึงไทยมากขึ้น สะท้อนจากในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2567 ส่วนแบ่งตลาดของเม็ดพลาสติก PP ของจีนในตลาดอาเซียนสูงถึง 21% จาก 7% ในปี 2562

ขณะที่ส่วนแบ่งตลาดของเม็ดพลาสติก PP ของไทยในตลาดอาเซียนลดลงเหลือเพียง 6% จาก 11% ในปี 2562 เช่นเดียวกับส่วนแบ่งตลาดของเม็ดพลาสติก PP ของจีนในไทยเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 33% จาก 13% ในปี 2562

โดยในปี 2568-2569 Krungthai COMPASS ประเมินว่า ปริมาณการจำหน่ายเม็ดพลาสติกในประเทศและส่งออกของไทยจะอยู่ที่ 10-11 ล้านตันต่อปี

ซึ่งอยู่ในระดับที่ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในปี 2560-2562 ที่ 12.3 ล้านตันต่อปี ราว 15% โดยมีปัจจัยกดดันหลักมาจาก 1) การชะลอตัวของเศรษฐกิจจีนทำให้ปัญหา Overcapacity ในจีนยังไม่ดีขึ้น โดย Nexant คาดว่า ในปี 2568-2569 จะมีกำลังการผลิตส่วนเกินของเม็ดพลาสติก PP ในจีน สูงถึง 12 ล้านตันต่อปี

2) สงครามการค้าระหว่างสหรัฐ และจีนอาจทวีความรุนแรงมากขึ้น ภายหลังโดนัลด์ ทรัมป์ ชนะการเลือกตั้ง ซึ่งอาจกระทบต่อเม็ดพลาสติกไทยที่เป็นห่วงโซ่การผลิตของจีน เนื่องจากไทยส่งออกเม็ดพลาสติกไปจีนสูงถึงราว 30% ของปริมาณการส่งออกเม็ดพลาสติกทั้งหมด รวมทั้งอาจเพิ่มความเสี่ยงที่เม็ดพลาสติกจีนจะทะลักเข้ามาในไทยและประเทศที่ไทยส่งออกอย่างกลุ่มอาเซียนมากขึ้น

และ 3) ความต้องการใช้เม็ดพลาสติกในอุตสาหกรรมยานยนต์มีแนวโน้มลดลงตามการผลิตรถยนต์ของไทยในปี 2568-2569 คาดว่าจะอยู่ที่เพียง 1.47-1.53 ล้านคันต่อปี เนื่องจากกำลังซื้อของผู้บริโภคที่จำกัดจากหนี้ครัวเรือนอยู่ในระดับสูง ประกอบกับปัญหาเชิงโครงสร้างจากการที่ไทยเน้นผลิตรถยนต์เครื่องยนต์สันดาปภายใน (ICE) เป็นหลัก

นอกจากนี้ในระยะถัดไป ธุรกิจเม็ดพลาสติกยังมีปัจจัยท้าทายด้าน ESG ที่เข้มข้นขึ้น โดยเฉพาะมาตรการปรับราคาคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดน (Carbon Border Adjustment Mechanism : CBAM) ของสหภาพยุโรปที่อาจขยายขอบเขตของมาตรการไปยังเม็ดพลาสติก ซึ่งจะกระทบต้นทุนการส่งออกของเม็ดพลาสติกไทย โดยเฉพาะโพลิคาร์บอเนต (Polycarbonate : PC) และโพลิเอทิลีนที่มีความหนาแน่นสูง (HDPE) ที่มีค่าการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูงถึง 7.78 และ 6.71 kgCO2e ต่อหน่วย

ซึ่งสูงสุดเมื่อเทียบกับพลาสติกชนิดอื่น และสูงกว่าสินค้าที่ถูกจัดเก็บมาตรการ CBAM ในระยะแรกอย่างเหล็กและอะลูมิเนียม อีกทั้งยังมีความท้าทายจากมาตรฐาน Thailand Taxonomy ระยะที่ 2 ในภาคอุตสาหกรรมการผลิตครอบคลุมการผลิตเคมีภัณฑ์อินทรีย์ขั้นพื้นฐาน ซึ่งเป็นสารตั้งต้นในการผลิตเม็ดพลาสติกจากฟอสซิล อาจทำให้ต้นทุนของธุรกิจผลิตเม็ดพลาสติกไทยสูงขึ้น เพื่อปรับตัวให้สอดคล้องกับมาตรฐานสีเขียว

ทั้งนี้ เพื่อหลีกเลี่ยงการแข่งขันด้านราคากับเม็ดพลาสติกทั่วไป (Commercial Grade) และช่วยเพิ่มความสามารถทางการแข่งขันในระยะยาว Krungthai COMPASS แนะนำผู้ประกอบการผลิตเม็ดพลาสติกไทยควรเพิ่มสัดส่วนการผลิตเม็ดพลาสติกชีวภาพและเม็ดพลาสติกรีไซเคิล รวมถึงเม็ดพลาสติกเกรดพิเศษ (Specialty Polymers) สำหรับรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ซึ่งมีแนวโน้มเติบโตเฉลี่ยสูงถึงปีละ 9.5% CAGR และ 13.5% CAGR (ปี 2566-2575) ตามลำดับ

การติดตั้งเทคโนโลยีการดักจับ การใช้ประโยชน์ และการกักเก็บคาร์บอน (Carbon Capture, Utilization and Storage : CCUS)

นอกจากนี้ การติดตั้งเทคโนโลยีการดักจับ การใช้ประโยชน์ และการกักเก็บคาร์บอน (Carbon Capture, Utilization and Storage : CCUS) เป็นหนึ่งในเครื่องมือสำคัญที่มีศักยภาพในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก โดยคาดว่าจะมีระยะเวลาคืนทุนราว 6-7 ปี ซึ่งจะช่วยลดความเสี่ยงจากมาตรการจัดเก็บภาษีคาร์บอนของประเทศคู่ค้า รวมทั้งยังช่วยสนับสนุนให้บรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ภายในปี 2593

การปรับตัวของธุรกิจเม็ดพลาสติกไทยเพื่อรับมือกับความท้าทายต่าง ๆ จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือกันทั้ง Ecosystem โดยผู้ประกอบการผลิตเม็ดพลาสติกไทยควรร่วมมือกับพันธมิตรในการวิจัยและพัฒนาเม็ดพลาสติกที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม รวมทั้งลงทุนในเทคโนโลยีสีเขียวมากขึ้น

ขณะที่ภาครัฐควรออกมาตรการสนับสนุนเชิงนโยบายอย่างเป็นรูปธรรม เช่น ข้อกำหนดสัดส่วนการใช้พลาสติกรีไซเคิล (Recycled Content) ในผลิตภัณฑ์พลาสติกและบรรจุภัณฑ์พลาสติก การให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีแก่ผู้ประกอบการที่ใช้พลาสติกที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เป็นต้น ส่วนภาคการเงินควรให้คำปรึกษา

รวมทั้งพัฒนาและนำเสนอผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่สนับสนุนการปรับตัวสู่ความยั่งยืน เช่น สินเชื่อสีเขียว (Green Loans) และตราสารหนี้สีเขียว (Green Bonds) ซึ่งจะช่วยให้ธุรกิจสามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุน และสร้างแรงจูงใจให้ธุรกิจปรับตัวสู่ความยั่งยืนมากขึ้น

แล้วพบกับสาระดีๆแบบนี้ทางด้านงานช่าง งานวิศวกรรม และอุตสาหกรรมได้ที่ นายช่างมาแชร์ นะครับ

Website: www.naichangmashare.com
Facebook: https://www.facebook.com/naichangmashare/
Blockdit :  https://www.blockdit.com/naichangmashare
Instragram: https://www.instagram.com/naichangmashare/
Twitter: https://twitter.com/naichangmashare
Youtube: https://www.youtube.com/@naichangmashare
TikTok :  https://www.tiktok.com/@naichangmashare

#นายช่างมาแชร์

นวัตกรรมอะตอมคู่ช่วยให้แบตเตอรี่สังกะสี-อากาศทำงานต่อเนื่องได้นานถึง 3,600 ชั่วโมง

Dual-atom innovation enables zinc-air batteries to operate continuously for up to 3,600 hours.
Dual-atom innovation enables zinc-air batteries to operate continuously for up to 3,600 hours.

การออกแบบใหม่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพด้านพลังงาน อายุการใช้งาน และความคุ้มค่าของเทคโนโลยีการกักเก็บพลังงานยุคใหม่

อัปเดตเมื่อ: 15 พฤษภาคม 2025 เวลา 16:49 น. (EST)

แบตเตอรี่สังกะสี-อากาศ (ZABs) กำลังกลายเป็นทางเลือกที่น่าสนใจในการแข่งขันระดับโลกเพื่อพัฒนาเทคโนโลยีการกักเก็บพลังงานที่ดียิ่งขึ้น

แบตเตอรี่ชนิดนี้ทำงานโดยดูดออกซิเจนจากอากาศและทำปฏิกิริยากับโลหะสังกะสีเพื่อผลิตกระแสไฟฟ้า คุณสมบัติเหล่านี้ทำให้แบตเตอรี่ ZABs มีน้ำหนักเบากว่า ปลอดภัยกว่า และมีแนวโน้มว่าจะมีต้นทุนต่ำกว่ามากเมื่อเทียบกับแบตเตอรี่ลิเทียมไอออนแบบดั้งเดิม ซึ่งต้องพึ่งพาวัสดุหายากและไม่เสถียร เมื่อเปรียบเทียบกันแล้ว ZABs ยังมีความหนาแน่นพลังงานเชิงทฤษฎีสูงกว่า และมีความเสี่ยงต่อการร้อนเกินหรือการลุกไหม้น้อยกว่าด้วย แต่ศักยภาพของแบตเตอรี่ชนิดนี้ถูกจำกัดมาอย่างยาวนาน เนื่องจากปฏิกิริยาการรีดักชันของออกซิเจน (ORR) ที่เกิดขึ้นอย่างเชื่องช้า ซึ่งเป็นกระบวนการสำคัญที่โมเลกุลออกซิเจนถูกเปลี่ยนแปลงระหว่างการคายประจุ การที่ ORR ดำเนินไปอย่างช้า ทำให้ประสิทธิภาพโดยรวมลดลง และอายุการใช้งานของแบตเตอรี่สั้นลง เพื่อแก้ปัญหาคอขวดนี้ นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยโทโฮคุได้พัฒนา “ตัวเร่งปฏิกิริยาแบบอะตอมคู่” (dual-atom catalyst) ซึ่งอาจเปลี่ยนเกมของวงการพลังงานไปอย่างสิ้นเชิง

ตัวเร่งปฏิกิริยาแบบอะตอมคู่ช่วยยกระดับประสิทธิภาพอย่างก้าวกระโดด

ภายใต้การนำของ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ตี้ จาง (Di Zhang) จากสถาบันวิจัยวัสดุขั้นสูง (WPI-AIMR) ทีมวิจัยได้ออกแบบ ตัวเร่งปฏิกิริยาแบบอะตอมคู่ชนิดใหม่ โดยจับคู่อะตอมของ เหล็ก (Fe) และ โคบอลต์ (Co) เข้าด้วยกันอะตอมเหล่านี้ถูกฝังไว้ในโครงสร้างพรุนที่ประกอบด้วย ไนโตรเจนและคาร์บอน กลายเป็นวัสดุที่มีชื่อว่า Fe₁Co₁-N-C โดยใช้การจำลองด้วยคอมพิวเตอร์ ทีมวิจัยได้ศึกษาว่าระดับ pH มีอิทธิพลต่อปฏิกิริยารีดักชันของออกซิเจน (ORR) อย่างไร ซึ่งช่วยให้สามารถออกแบบตัวเร่งปฏิกิริยาที่มีคุณสมบัติเหมาะสมสำหรับ สภาพแวดล้อมแบบด่าง ในแบตเตอรี่ จากนั้น พวกเขาสร้างโครงสร้างนี้ขึ้นด้วย เทคนิคแม่แบบ (template method) ร่วมกับการกระตุ้นด้วย ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO₂ activation) ซึ่งช่วยสร้างรูพรุนขนาดเล็กที่จำเป็นต่อการลำเลียงสารตั้งต้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ผลลัพธ์ที่ได้คือ ตัวเร่งปฏิกิริยาที่ไม่เพียงแต่เร่ง ORR ได้เร็วขึ้นเท่านั้น แต่ยังมีประสิทธิภาพเหนือกว่าตัวเร่งแพลทินัมแบบดั้งเดิม (Pt/C) อีกด้วย

ก้าวข้ามขีดจำกัดแพลทินัม

ตัวเร่งปฏิกิริยาแบบอะตอมคู่ Fe₁Co₁-N-C แสดงสมรรถนะในการเร่งปฏิกิริยารีดักชันของออกซิเจน (ORR) ได้เหนือกว่าแพลทินัมอย่างชัดเจน จากการทดสอบในห้องปฏิบัติการ แบตเตอรี่สังกะสี-อากาศที่ใช้ตัวเร่งนี้สามารถสร้างแรงดันไฟฟ้าวงจรเปิดได้ถึง 1.51 โวลต์ ซึ่งถือเป็นตัวชี้วัดที่แข็งแกร่งของศักยภาพทางพลังงาน

นอกจากนี้ แบตเตอรี่ยังให้ค่าความหนาแน่นพลังงานสูงถึง 1,079 วัตต์-ชั่วโมงต่อกิโลกรัมของสังกะสี (Wh/kgZn) ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยของระบบแบตเตอรี่ประเภทเดียวกันแม้จะเผชิญกับความต้องการกระแสไฟฟ้าสูง (ตั้งแต่ 2 ไปจนถึง 600 มิลลิแอมป์ต่อตารางเซนติเมตร) แบตเตอรี่ก็ยังรักษาประสิทธิภาพในการจ่ายพลังงานได้อย่างยอดเยี่ยม

จุดเด่นที่สุดคืออายุการใช้งาน — แบตเตอรี่สามารถทำงานได้ยาวนานกว่า 3,600 ชั่วโมง และรองรับรอบการชาร์จ/คายประจุได้ถึง 7,200 รอบ ภายใต้ระดับกระแสปานกลาง ซึ่งสูงเกินกว่าที่แบตเตอรี่ในปัจจุบันจะทำได้

“งานนี้แสดงให้เห็นถึงแนวทางที่มีประสิทธิภาพและเป็นระบบในการออกแบบและสร้างตัวเร่งปฏิกิริยาที่สามารถนำไปใช้งานจริงได้” — ดร.จาง กล่าว “ด้วยการผสานทฤษฎีกับกระบวนการสังเคราะห์ที่ใช้งานได้จริง เราสามารถพัฒนาตัวเร่งที่ยกระดับประสิทธิภาพของแบตเตอรี่สังกะสี-อากาศได้อย่างชัดเจน”

ศักยภาพในโลกจริง และทิศทางต่อไปของงานวิจัย

ความสำเร็จของตัวเร่งปฏิกิริยาอะตอมคู่ชิ้นนี้ชี้ให้เห็นทิศทางที่เป็นไปได้สำหรับการพัฒนาแบตเตอรี่ ZABs ที่มีราคาถูกกว่า ใช้งานได้นานขึ้น และมีประสิทธิภาพสูงขึ้นเนื่องจาก เหล็กและโคบอลต์ เป็นวัสดุที่หาง่ายและต้นทุนต่ำกว่ามากเมื่อเทียบกับแพลทินัม การขยายการผลิตในระดับอุตสาหกรรมจึงมีความเป็นไปได้สูง สำหรับขั้นตอนต่อไป ทีมวิจัยมีแผนจะพัฒนา ความแม่นยำในการควบคุมการจับคู่อะตอม ให้ดีขึ้น และพัฒนาเทคนิคใหม่ในการระบุ จุดออกฤทธิ์เฉพาะในตัวเร่งปฏิกิริยา ที่มีบทบาทสำคัญต่อ ORR การต่อยอดเทคโนโลยีตัวเร่งแบบอะตอมคู่จะช่วยเปิดทางสู่การยกระดับ เทคโนโลยีแปลงพลังงาน สำหรับ ยานยนต์ไฟฟ้า และ ระบบพลังงานหมุนเวียน ที่มีบทบาทสำคัญในอนาคต

แล้วพบกับสาระดีๆแบบนี้ทางด้านงานช่าง งานวิศวกรรม และอุตสาหกรรมได้ที่ นายช่างมาแชร์ นะครับ

Website: www.naichangmashare.com
Facebook: https://www.facebook.com/naichangmashare/
Blockdit :  https://www.blockdit.com/naichangmashare
Instragram: https://www.instagram.com/naichangmashare/
Twitter: https://twitter.com/naichangmashare
Youtube: https://www.youtube.com/@naichangmashare
TikTok :  https://www.tiktok.com/@naichangmashare

นายช่างมาแชร์

นักวิทยาศาสตร์ใกล้บรรลุเป้าหมาย: เฝ้าดูปฏิกิริยาโมเลกุลแบบเรียลไทม์ด้วยเทคโนโลยีควอนตัม

Scientists are close to achieving a breakthrough: observing molecular reactions in real time using quantum technology.
Scientists are close to achieving a breakthrough: observing molecular reactions in real time using quantum technology.

“การศึกษานี้ต่อยอดจากงานวิจัยในปี 2023 ซึ่งนักวิทยาศาสตร์สามารถชะลอกระบวนการเคลื่อนไหวเชิงควอนตัมที่เป็นนามธรรมลงได้ถึง 100 พันล้านเท่าเพื่อจำลองกระบวนการเหล่านั้น”

  • อัปเดต: 15 พฤษภาคม 2025 เวลา 18:28 น. ตามเวลามาตรฐานตะวันออก (EST)

นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยซิดนีย์ประสบความสำเร็จเป็นครั้งแรกในการใช้คอมพิวเตอร์ควอนตัมจำลองพลวัตทางเคมีแบบเรียลไทม์ของโมเลกุลจริง ถือเป็นก้าวสำคัญในการเข้าใจว่าปฏิกิริยาเคมีเกิดขึ้นอย่างไรเมื่อโมเลกุลตอบสนองต่อแสง ซึ่งอาจนำไปสู่การค้นพบยา วัสดุ และแหล่งพลังงานใหม่การทดลองนี้ดำเนินการโดย ศาสตราจารย์อีวาน แคสซาล และ ดร.ถิงเร่ย ถัน โดยใช้ไอออนเดี่ยวภายในศูนย์นาโนวิทยาศาสตร์ของมหาวิทยาลัยซิดนีย์ ก่อนหน้านี้ คอมพิวเตอร์ควอนตัมสามารถคำนวณคุณสมบัติพื้นฐานของโมเลกุลได้เท่านั้น แต่ยังไม่สามารถจำลองพฤติกรรมที่เปลี่ยนแปลงตามเวลาได้ เทคนิคใหม่นี้ช่วยให้จำลองการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วภายในโมเลกุล เช่น การสั่นและการเคลื่อนที่ของอิเล็กตรอน เมื่อดูดกลืนแสง ซึ่งคอมพิวเตอร์ทั่วไปแทบจะทำไม่ได้ ศ.แคสซาลเปรียบเทียบว่า “มันเหมือนกับการรู้ตำแหน่งและพลังงานของนักปีนเขาทุกขณะระหว่างเดินทาง ไม่ใช่แค่ต้นทางและปลายทางเท่านั้น”

ก้าวกระโดดของวิทยาศาสตร์ที่ขับเคลื่อนด้วยแสง

แนวทางใหม่นี้เปิดประตูสู่การจำลองปฏิกิริยาเคมีและพลวัตในทุกสถานการณ์ที่เกี่ยวข้องกับแสง โดยมีศักยภาพในการประยุกต์ใช้อย่างกว้างขวาง เช่น การเข้าใจกระบวนการสังเคราะห์แสงในพืช ความเสียหายของดีเอ็นเอจากรังสี UV การพัฒนาการบำบัดมะเร็งด้วยแสง (photodynamic therapy) การปรับปรุงสูตรครีมกันแดด และการเพิ่มประสิทธิภาพของเทคโนโลยีพลังงานแสงอาทิตย์ตัวอย่างเช่น การเข้าใจกระบวนการที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วหลังการดูดกลืนแสงอย่างลึกซึ้งยิ่งขึ้น อาจช่วยเร่งการค้นพบยาชนิดใหม่ ออกแบบเซลล์แสงอาทิตย์ที่ประหยัดพลังงานได้ดีขึ้น และช่วยพัฒนาวัสดุที่ตอบสนองต่อแสงในรูปแบบใหม่ๆ

ศาสตราจารย์อีวาน แคสซาล (ซ้าย) และดร.ถิงเร่ย ถัน หน้าคอมพิวเตอร์ควอนตัมที่ใช้ในการทดลอง – มหาวิทยาลัยซิดนีย์

“ในทุกกรณีเหล่านี้ พลวัตที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วหลังการดูดกลืนแสง (ultrafast photo-induced dynamics) ยังเป็นสิ่งที่เราเข้าใจได้ไม่ดี การมีเครื่องมือจำลองที่แม่นยำจะช่วยเร่งการค้นพบวัสดุ ยา หรือโมเลกุลที่ตอบสนองต่อแสงชนิดใหม่ ๆ ได้” ถัน กล่าวงานวิจัยนี้ต่อยอดจากการศึกษาในปี 2023 ที่นักวิทยาศาสตร์สามารถจำลองพลวัตควอนตัมเชิงนามธรรมทั่วไปได้ โดยการชะลอกระบวนการลงถึง 100 พันล้านเท่า

“เรานำแนวทางจากงานวิจัยนั้นมาใช้กับการจำลองพลวัตของโมเลกุลจริง 3 ชนิดหลังจากดูดกลืนแสง ซึ่งยังสามารถจำลองได้โดยใช้ซูเปอร์คอมพิวเตอร์ทั่วไป” ถัน กล่าว
“แต่เมื่อเป็นโมเลกุลที่ซับซ้อนกว่านี้ ซูเปอร์คอมพิวเตอร์ก็จะไม่สามารถจัดการได้ เทคโนโลยีควอนตัมจะสามารถจำลองความซับซ้อนระดับนั้น ซึ่งเกินขีดจำกัดของคอมพิวเตอร์ทั่วไปทั้งหมด”


โมเลกุลจริง ผลกระทบจริง แตกต่างจากความพยายามก่อนหน้านี้ รวมถึงงานวิจัยก่อนหน้าของทีมเองที่มุ่งเน้นไปที่โมเดลพลวัตเชิงนามธรรม งานวิจัยนี้จำลองโมเลกุล “จริง” เป็นครั้งแรก แสดงให้เห็นว่าเทคนิคที่พัฒนาขึ้นสามารถนำไปใช้กับกระบวนการเคมีที่เกิดขึ้นจริงได้

ในกรณีนี้ นักวิจัยได้จำลองปฏิสัมพันธ์ระหว่างแสงกับโมเลกุล ได้แก่ อัลลีน (C₃H₄), บิวทาไตรอีน (C₄H₄),และ ไพอราไซน์ (C₄N₂H₄) สิ่งที่ทำให้ความสำเร็จครั้งนี้โดดเด่นเป็นพิเศษคือ ประสิทธิภาพของเทคนิคที่ใช้ ทีมวิจัยใช้การจำลองควอนตัมแบบแอนะล็อก (analog quantum simulation) โดยอาศัยเพียง ไอออนเดี่ยวที่ถูกดักจับ ซึ่งถือว่าใช้อุปกรณ์น้อยมากเมื่อเทียบกับคอมพิวเตอร์ควอนตัมแบบดิจิทัลทั่วไป

หากจะจำลองแบบเดียวกันโดยใช้แนวทางควอนตัมทั่วไป จะต้องใช้ คิวบิตที่สมบูรณ์แบบ 11 ตัว และ เกตเชื่อมโยงแบบไร้ที่ติถึง 300,000 ครั้ง
แต่แนวทางของเรา ใช้ทรัพยากรน้อยกว่าถึงหนึ่งล้านเท่า ทำให้สามารถศึกษาพลวัตทางเคมีที่ซับซ้อนได้ โดยใช้ทรัพยากรน้อยกว่าที่เคยคิดว่าเป็นไปได้มาก” ศ.แคสซาลกล่าว

แล้วพบกับสาระดีๆแบบนี้ทางด้านงานช่าง งานวิศวกรรม และอุตสาหกรรมได้ที่ นายช่างมาแชร์ นะครับ

Website: www.naichangmashare.com
Facebook: https://www.facebook.com/naichangmashare/
Blockdit :  https://www.blockdit.com/naichangmashare
Instragram: https://www.instagram.com/naichangmashare/
Twitter: https://twitter.com/naichangmashare
Youtube: https://www.youtube.com/@naichangmashare
TikTok :  https://www.tiktok.com/@naichangmashare