Pump [EP.5] : หลักการทำงานของ Diaphragm pump (ชนิด API)

0

สวัสดีครับเพื่อนๆ กลับมาเจอกันอีกครั้งกับเรื่องราวของปั้ม วันนี้เราจะพามาดูปั้มอีกชนิดหนึ่งที่เป็นที่นิยมมากๆอีกชนิดหนึ่งในแวดวงอุตสาหกรรมมากๆ นั้นคือ Diaphragm pump หรือ ปั้มที่ส่งกำลังผ่านแผ่นไดอะแฟรม โดยแผ่นไดอะแฟรมทำหน้าที่ตัดแยกระบบจากฝั่งเครื่องจักรออกจากฝั่งของไหล โดยข้อดีนี้ทำให้ปั้มสามารถปั้มสารที่มีความเป็นกรด-ด่างสูงได้ หรือพวกสารที่มีความหนืดหรือพวกตะกอนเยอะๆได้ครับ โดยที่ของไหลพวกนี้จะไม่ไปสัมผัสชิ้นส่วนปั้มด้านในโดยตรง

กลับไปอ่านบทความปั้มอื่นๆตรงนี้นะครับ
Pump Principle 1: ประวัติ และชนิดของปั้มแต่ละแบบ
Pump principle 2: Centrifugal pump ฉบับพื้นฐาน
Pump Principle 3: Mechanical Seal หน้าที่และส่วนประกอบ
Pump Principle 4: Piping plan ของ Mechanical seal

โดยปั้มไดอะแฟรมชนิดนี้ เป็นปั้มชนิด Positive Displacement หรือการส่งกำลังแบบอัดไปด้านหน้า ซึ่งหลักการทำงานจะแตกต่างจาก centrifugal pump อย่างสิ้นเชิงนะครับ โดยปั้มชนิดนี้จะชอบนิยมในการโดส (Dosing) สารเคมี เพราะว่า ปั้มชนิดนี้จะมีความแม่นยำในการให้ปริมาณของของไหลที่เที่ยงตรงมากครับ

โดยหลักการคือ ปั้มไดอะแฟรมจะอาศัยการส่งแรงไปที่ของเหลวด้วยวิธีการอัด ดังนั้นปั้มจะอัดของเหลวไปเรื่อยๆ ยิ่งอัดเร็วมาก หรือ อัดด้วยปริมาณมากเท่าไหร่ของเหลว ก็จะส่งไปไวเท่านั้น

แต่ทว่าถ้าเป็น centrifugal pump จะเป็นการเหวี่ยงของเหลว ซึ่งอาศัยการโยนโมเลกุลของเหลวด้วยความเร็วครับ ซึ่งคุณสมบัติของปั้มทั้งสองตัวจะแตกต่างกันตามกราฟด้านล่างนะครับ(เพื่อนๆสามารถกลับไปอ่านคุณสมบัติของปั้ม 2 ชนิดนี้ได้ใน EP.1 นะครับ)

ส่วนประกอบของปั้มไดอะแฟรม

ขั้นแรกเพื่อความเข้าใจนะครับ ลองมาดูส่วนประกอบต่างๆภายในปั้มไดอะแฟรม และหน้าที่คร่าวๆกันก่อนเลยนะครับ

  • แผ่นไดอะแฟรม (Diaphragm) ทำหน้าที่ในการส่งถ่ายกำลังกันระหว่างห้องน้ำมัน และห้องของของไหล (Process liquid) ครับ ซึ่งอาจจะเป็นชนิด Single diaphragm, Double diaphragm เป็นต้นนะครับ
  • เช็ควาล์ว (Check valve) ทำหน้าที่ในการสร้างแรงดันขึ้นในระบบ โดยเช็ควาล์วจะมีสองตำแหน่งคือ ขาดูด (Suction) และขาจ่าย (Discharge)
  • ลูกสูบ (Plunger) ทำหน้าที่ในการส่งถ่ายกำลังจากชุดมอเตอร์และชุดเกียร์ ทำหน้าที่ส่งกำลังให้ชุดน้ำมันส่งกำลัง และถือเป็นชิ้นส่วนทางกลตัวสุดท้ายที่ทำหน้าที่ส่งกำลัง
  • วาล์วระบายอากาศ (Air release valve) ทำหน้าที่ในการระบายอากาศออกจากห้องน้ำมัน
  • วาล์วเติมเต็ม (Replenishing valve) เป็นวาล์วที่ทำให้มั่นใจว่าแผ่นไดอะแฟรมจะไม่พังเสียหายจากภาระที่สูงเกินไป (Overload) และทำหน้าที่ระบายแรงดันจำนวนหนึ่งออกในช่วงขาดูด
  • วาล์วตั้งค่าแรงดัน (Pressure limiting valve) ทำหน้าที่ตั้งค่าแรงดันของปั้มเพื่อนำไปใช้งาน ซึ่งเมื่อปั้มทำการอัดจะทำการอัดได้แค่ความดันที่ตั้งค่าไว้ จากนั้นวาล์วจะเปิดและระบายแรงดันออกในจังหวะขาส่งอัด

หลักการทำงานของปั้มไดอะแฟรม

ปั้มไดอะแฟรม (Diaphragm pump) จะเป็นการส่งถ่ายแรงแบบอัด โดยจุดเริ่มต้นของแรงส่งมาจาก motor จากนั้นแรงผ่านชุดส่งกำลังมาหาลูกสูบ (Plunger)

ในจังหวะขาส่ง ลูกสูบดันตัวส่งถ่ายแรงไปให้น้ำมัน (Hydraulic oil) และน้ำมันส่งแรงไปดันแผ่นไดอะแฟรม อีกที หลังจากนั้นแผ่นไดอะแฟรม จะไปดันของเหลวให้เกิดการอัดตัวขึ้น โดยเช็ควาล์วขาดูดอยู่ตำแหน่งปิด และเช็ควาล์วขาส่งอยู่ตำแหน่งเปิดเพื่อสร้างแรงดัน

ในจังหวะขาดูด ลูกสูบจะดันตัวกลับ หลังจากนั้นน้ำมันจะสร้างแรงดูดไปดูดแผ่นไดอะแฟรม จากนั้นของเหลวจะถูกดูดเข้ามาด้านในห้องแรงดัน โดยเช็ควาล์วขาดูดอยู่ตำแหน่งเปิด และเช็ควาล์วขาส่งอยู่ตำแหน่งปิดเพื่อสร้างแรงดูดเข้ามา

และเป็นแบบนี้ซ้ำๆ หรือที่เรียกว่า Cycle) และเกิดเป็นความดันและอัตราการไหล (ในกราฟ p-V diagram ด้านล่างนะครับ)

*สีฟ้า : เป็นห้องของ Process ของไหล, *สีเหลือง : เป็นห้องของน้ำมันส่งกำลัง Hydraulic

จะเกิดอะไรขึ้นเมื่อปั้มทำความดันถึงจุดสูงสุด?

ในการทำงานของปั้มไดอะแฟรม ในขณะทำการส่งของเหลว ความดันจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ และจะเพิ่มจน ถึงจุดที่ Pressure setting valve จากนั้นวาล์วตัวนี้จะทำการเปิดและระบายแรงดันออก เท่ากับว่า แรงดันขาออกจะประมาณเท่ากับแรงดันที่ตั้งค่าไว้

แต่ในช่วงขาดูดของเหลวจะถูกดูดขึ้นมา และจะมีการระบายอากาศในห้องน้ำมันส่งกำลังออก ด้วยวาล์วระบายอากาศ (Air vent valve) และมีการระบายแรงดันจำนวนหนึ่งออกด้วย (Replenishing valve) เพื่อป้องกันแผ่นไดอะแฟรมเสียหายในช่วงจังหวะดูดเข้านะครับ

ไว้ครั้งหน้ามีโอกาสเราจะมาแชร์หน้าที่ และส่วนประกอบสำคัญอื่นๆของปั้มชนิดนี้กันนะครับ

สุดท้ายนี้ขอขอบคุณข้อมูลดีๆจากทาง PDFlowtech นะครับสำหรับ

หากสนใจข้อมูลเพิ่มเติมและ service ดีๆติดต่อได้ที่ info@pdflowtech​.com, หรือเบอร์โทร 02-553-1433

แล้วพบกับสาระดีๆแบบนี้ทางด้านงานช่าง งานวิศวกรรม และอุตสาหกรรมได้ที่ นายช่างมาแชร์ นะครับ

Website: www.naichangmashare.com
Facebook: https://www.facebook.com/naichangmashare/
Youtube: https://www.youtube.com/channel/UCmIPiSeg-uy4k8JYSmknp_g
Instragram: https://www.instagram.com/naichangmashare/
Twitter: https://twitter.com/naichangmashare

#นายช่างมาแชร์ 

Cold Plasma Technology : เทคโนโลยีใหม่ในการกำจัด VOCs

0

วันนี้นายช่างจึงนำเสนอ เทคโนโลยีที่ใช้กำจัด VOCs โดยไม่สิ้นเปลืองพลังงาน อย่างเทคโนโลยี Cold Plasma ในการผลิตของอุตสาหกรรมจะมี by-product ที่เราไม่ต้องการคือ มลพิษทางอากาศ ซึ่งจะอยู่ในรูปของVOCs เป็นพิษต่อสิ่งแวดล้อม และสุขภาพมนุษณ์ของเรา

Plasma เป็นคำที่คุ้นหูกับทุกๆคนอย่างแน่นอน แต่หลายๆคนอาจไม่รู้จักและเข้าใจเกี่ยวกับคำๆนี้ นายช่างเองก็เพิ่งรู้จักเหมือนกันว่าสถานะของสสารจริงๆแล้วมีมากกว่า ของแข็ง ของเหลว และก๊าซ (เรียนมาแค่นี้ 555) จริงๆแล้วถ้าให้พลังงานไปอีกมันจะเป็นสถานะที่เรียกว่า “Plasma”

และสถานะนี้อยู่รอบตัวเราโดยที่เราไม่รู้ตัว และใช้ประโยชน์กันได้หลายวงการมากๆ โดยเฉพาะอุตสาหกรรมของพวกเราจะใช้เป็นตัวกำจัด VOCs ซึ่งปกติในโรงงานเราจะกำจัดสารVOCs ด้วยการเผาซึ่งเปลืองพลังงานมากๆ

VOCs คืออะไร?

Volatile Organic Compounds (VOCs) เป็นสารอินทรย์ที่สามารถระเหยได้ในอุณหภูมิห้อง ส่วนใหญ่เกิดในกระบวนการผลิตพวกอุตสาหกรรม เคมี ปิโตรเคมี เหมืองแร่ และอื่นๆ อันตรายต่อสิ่งมีชีวิต สิ่งแวดล้อม เช่น ทำให้เป็นมะเร็ง หรือป่วยเป็นโรคภูมิแพ้ โรคทางเดินหายใจ

พูดง่ายๆมันคือตัวร้ายในวงการสิ่งแวดล้อม ซึ่งเมื่อสิบปีที่แล้วโลกเพิ่งเห็นความสำคัญของผลกระทบนี้ จึงตั้งเป็นกฏหมายสิ่งแวดล้อมของแต่ละประเทศ รวมถึง การกำหนดมาตรฐาน ISO 14001, ISO16000 ซึ่งเป็นมาตรฐานที่สำคัญต่อการส่งเสริมการดูแลสิ่งแวดล้อม ที่ดูผลของการปล่อย VOCs โดยตรง

ด้วยเหตุนี้ โรงงานอุตสาหกรรมจึงต้องลงทุนหรือหาวิธีกำจัดเจ้า VOCs ตัวร้ายนี้ โดยวิธีการกำจัด VOCs สามารถทำได้หลายวิธีได้แก่ Wet scrubber (ใช้ Spray liquid absorb VOCs) ซึ่งกำจัด VOCs ได้ไม่หมด และเกิดน้ำเสียเพิ่มขึ้นด้วย

Wet scrubber (ใช้ Spray liquid absorb VOCs)

Adsorption (ใช้ Activated Carbon) อันนี้ดูดซับ VOCs ได้ดีเลย แต่จะต้องเปลี่ยน Activated carbon ซึ่งคิด Operating cost รายปีจะสูงมาก

Absorption จะใช้Liquid ที่สามารถละลายVOCs ที่มีองค์ประกอบเฉพาะได้ เช่น เราจะใช้Caustic soda (NaOH) มา absorb Hydrogen sulfide H2S)

Thermal Oxidization (ใช้การเผาไหม้เพื่อเปลี่ยน VOCs ไปเป็น CO2+H2O)  เช่น Flare หรือ Furnace สามาระกำจัด VOCs ได้ดีมาก >99% แต่ Operating cost สูงมาก

FLARE STACK ทำหน้าที่ระบายสารออกไปโดยใช้หลัก Thermal Oxidation

Non-Thermal oxidization (Cold plasma) (บทความนี้จะเน้นเทคโนโลยีนี้) จะเปลี่ยน Oxygen ในอากาศ เป็นสถานะ Plasma ซึ่งจะเปลี่ยนจาก Oxygen ธรรมดาเป็น Activated oxygen และจะถ่ายเทพลังงานให้กับสารVOCs เพื่อเปลี่ยนรูปเป็น CO2 + H2O ซึ่งปลอดภัยกว่าที่จะปล่อย VOC ออกไป จะใช้ไฟฟ้าแทนการเผาไหม้

มาเข้าเรื่องกันดีกว่า หลังจากปูพื้นเรื่อง VOCs แล้ว นายช่างขอลงลึก เทคโนโลยี Non-thermal oxidization หรือ Cold plasma technology

Plasma คือ อะไร?

(ทฤษฏีอาจจะยากนะครับ สำหรับคนที่ไม่ได้จบทาง Chemical engineering มา แต่นายช่างจะพยายามอธิบายให้ง่ายที่สุดครับ)

“Plasma” คือ สถานะหนึ่งของสสารที่สะสมประจุไอออนอิสระ (ทั้งไอออนบวกและไอออนลบ) เคลื่อนที่แบบสุ่มทิศทาง (Random movement) ทำให้สสารทั้งกลุ่มนี้มีประจุรวมเป็นกลางทางไฟฟ้า

สถานะหนึ่งของสสารที่สะสมประจุไอออนอิสระ (ทั้งไอออนบวกและไอออนลบ) เคลื่อนที่แบบสุ่มทิศทาง (Random movement) ทำให้สสารทั้งกลุ่มนี้มีประจุรวมเป็นกลางทางไฟฟ้า

ในการเกิดสถานะ Plasma จะต้องให้พลังงานกับสสารจนกระทั่งสสารเปลี่ยนสถานะเป็นก๊าซและให้พลังงานเพิ่มจนมากพอที่สามารถทำลายพันธะของสสารได้ และสสารก็จะกลายเป็นไอออนดังรูป สถานะดังกล่าวคือ Plasma ในทางธรรมชาติเราสามารถพบสถานะพลาสม่าได้ทั่วไป เช่น ดวงอาทิตย์ เปลวไฟ ฟ้าผ่า ปรากฎการณ์แสงเหนือ (Aurora)

สถานะพลาสม่าที่พบได้ในธรรมชาติ

เทคโนโลยีในการประยุกต์ใช้ Plasma

ในปัจจุบันนี้ได้นำความรู้เรื่อง Plasma มาใช้อย่างแพร่หลายในหลายวงการ ขอโชว์ตัวอย่างคร่าวๆ ดังนี้

  • Bio&medical → ใช้ในการแพทย์ การรักษานิ่วในไต มะเร็ง
  • Spacecraft → Fuel reforming ที่ใช้ปฏิกิริยาของเชื้อเพลิงผลิต H2 ที่ใช้ในการขับเคลื่อนยานอวกาศ
  • Material (วัสดุศาสตร์) → ใช้ผลิต Semi-conductor, ทำพื้นผิวที่กันน้ำ กันสิ่งสกปรกยึดติด
  • Optical (แสงและการเห็น) → Laser ที่เป็น excimer CO2 , Lamp
  • Instrument → Gas detector และ Sensor ต่างๆ
  • Environment → ไว้กำจัด VOCs เช่น Flare, Thermal oxidizer และ Cold plasma ที่กำลังนำเสนอ

เทคโนโลยี COLD PLASMA ในอุตสาหกรรม

สำหรับการกำจัด VOCs โดยวิธี Cold plasma จะบำบัดโดยใช้ไฟฟ้าเพื่อเปลี่ยนสถานะของ VOCs ให้กลายเป็น CO2 + H2O ข้อดีคือ อุณหภูมิจะต้ำมากเมื่อเทียบกับ Thermal oxidization และที่สำคัญจะไม่เกิด SOx และ NOx ซึ่งเป็นสาเหตุทำให้เกิดฝนกรด (Acid rain)

หลักการของ Cold plasma

1.เปลี่ยนอากาศให้เป็น Plasma โดยใช้ไฟฟ้า (ใช้หน่วย eV อ่านว่า Electron volt) โดยใช้อุปกรณ์เร่งปฏิกิริยา จะเปลี่ยน Oxygen ในอากาศเป็น Active Oxygen (พร้อมที่จะ Oxidized VOCs)

2.พลังงานที่อยู่ในสถานะ Plasma จะต้องมากกว่า พลังงานพันธะของสาร VOCs ที่จะกำจัดดูได้จากตาราง

พลังงานที่อยู่ในสถานะ Plasma จะต้องมากกว่า พลังงานพันธะของสาร VOCs
ประสิทธิภาพในการกำจัด VOCs ของสารแต่ละชนิด
การเปรียบเทียบเทคโนโลยีในการกำจัด VOCs

สุดท้ายนี้ขอขอบคุณข้อมูลดีๆจากทาง INNOVEK สำหรับหลักการทำ Cold Plasma ในอุตสาหกรรม

หากสนใจเทคโนโลยี Cold plasma ติดต่อได้ทางช่องทางนี้เลยนะครับ

(+66)38 -026491-4 , [email protected]

แล้วพบกับสาระดีๆแบบนี้ทางด้านงานช่าง งานวิศวกรรม และอุตสาหกรรมได้ที่ นายช่างมาแชร์ นะครับ

Website: www.naichangmashare.com
Facebook: https://www.facebook.com/naichangmashare/
Youtube: https://www.youtube.com/channel/UCmIPiSeg-uy4k8JYSmknp_g
Instragram: https://www.instagram.com/naichangmashare/
Twitter: https://twitter.com/naichangmashare

#นายช่างมาแชร์ #Coldplasma

รถเหินน้ำ (Hydroplaning) – ภัยร้ายของการขับขี่ในช่วงฝนตก

0
aquaplaning wallpaper

สวัสดีครับเพื่อนๆ ในช่วงนี้ฝนตก นายช่างเห็นหลายๆข่าว หลายๆคลิป เกิดอุบัติเหตุซึ่งคาดว่ามาจาก “อาการเหินน้ำ” ซึ่งผมคิดว่า เป็นเรื่องใกล้ตัวคนใช้รถใช้ถนนทุกคน เห็นแล้วก็อดเป็นห่วงไม่ได้จึงอยากจะมาขอเล่าภัยอันตรายใกล้ตัว (มากๆ) “เมื่อเพื่อนๆต้องขับรถต์ในช่วงหน้าฝนกันครับ”

รถเหินน้ำ (Hydroplaning) คืออะไร?

อาการรถเหินน้ำ (Hydroplaning หรือ Aquaplaning)คือ อาการที่ล้อรถยนต์ ไม่สัมผัสพื้นถนน เนื่องจากมีน้ำเข้ามาแทรกเป็นชั้น ส่งผลให้การควบคุมรถ ไม่สามารถควบคุมได้ และไม่สามารถเบรคได้เลย!! ซึ่งหลังจากนั้นโอกาสที่จะเกิดอบุติเหตุสูงมากครับ

ซึ่งอาการของน้ำ มาจากการรวมตัวกับน้ำจนเป็นชั้นๆขั้นมาตามขั้น ซึ่งหากเจ้าน้ำตัวนี้สามารถก่อตัวได้จากสาเหตุมาจากตัวแปรสำคัญๆดังนี้ครับ

  1. ความเร็วของรถยนต์ ซึ่งความเร็วของรถยนต์นั้นเป็นปัจจัยที่สำคัญมากๆครับ เพราะรถยนต์ยิ่งวิ่งมาด้วยความเร็วเท่าไหร่ โอกาสที่ยางรถยนต์ของเราจะรีดน้ำได้ทันนั้นจะยิ่งน้อยลง ทำให้ชั้นของน้ำนั้นหนามากกว่า และมีโอกาสก่อให้เกิดอาการเหินน้ำได้มากกว่า ซึ่งถ้าให้แนะนำตัวเลขกลมๆ ก็ควรจะไม่เกิน 80 km/hr ในช่วงฝนตกนะครับ
  2. น้ำหนักของรถยนต์  รถยนต์ยิ่งน้ำหนักมาก ก็จะยิ่งเป็นตัวแปรสำคัญในการเกิดปรากฏการนี้ครับ (เป็นหลักการทาง hydrodynamic คล้ายๆพวก journal bearing ครับ)
  3. ดอกยางของรถยนต์  อันนี้ถือว่าสำคัญมากๆเลยครับ เพราะว่าลักษณะของดอกยาง และ ความลึกของดอกยางนั้นเป็นสิ่งสำคัญมาก  ดอกยางจะมีการรีดน้ำไปด้านข้างของล้อด้วย ความลึกของดอกยางนั้น ทางทฤษฎีแล้ว หากดอกยางเหลือเพียงครึ่งเดียว (เทียบกับดอกยางเต็มๆ)
  4. ขนาดของล้อรถยนต์  หากเป็นล้อรถยนต์ที่มีหน้ากว้าง และยาวกว่า(รัศมีมากกว่า) โอกาสเกิด Hydroplane จะน้อยกว่าครับ
  5. ลักษณะของพื้นผิวถนน โดยตัวแปรสำคัญคือ ความเรียบของถนนครับ หากเป็นพื้นคอนกรีตแล้วโอกาสเกิดเหตุการณ์จะยิ่งง่ายกว่า ถนนที่มียางมะตอยราด เพราะยังมีร่องน้ำ ตามรูของพื้นผิวถนน นอกจากนี้ยังมีความชัน และความเอียงของพื้นผิวถนนที่เป็นปัจจัยเล็กน้อยอีกด้วย

ทำไมอันตรายถึงขั้นเสียชีวิตได้?

ถึงแม้อาการเหินน้ำนี้จะเกิดขึ้นเพียงแค่ช่วงเสี้ยวเวลา (ซึ่งหากถนนเปียกมากๆอาการนี้ก็สามารถดำเนินการต่อไปได้เรื่อยๆครับ) ซึ่งโดยทั่วไปแล้วสิ่งที่ทำให้เกิดอุบัติเหตุเมื่อเกิดอาการเหินน้ำนั้น

ส่วนมากผู้ขับขี่จับพวงมาลัยไม่แน่นพอ บวกกับการเหยียบเบรกแบบกะทันหัน ซึ่งการทำเช่นนี้จะทำให้รถเกิดหมุนคว้างอย่างรวดเร็ว ซึ่งอันตรายมากเพราะทำให้เกินความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุครับ

วีดีโอแสดงอาการของรถเหินน้ำ (Hydroplaning)

หวังว่าบทความนี้จะมีประโยชน์กับเพื่อนๆทุกคนนะครับ “ขณะฝนตกไม่ควรขับเกินซัก 80 km/hr” นะครับผม

แล้วพบกับสาระดีๆแบบนี้ทางด้านงานช่าง งานวิศวกรรม และอุตสาหกรรมได้ที่ นายช่างมาแชร์ นะครับ

Website: www.naichangmashare.com
Facebook: https://www.facebook.com/naichangmashare/
Blockdit :  https://www.blockdit.com/naichangmashare
Instragram: https://www.instagram.com/naichangmashare/
Twitter: https://twitter.com/naichangmashare
Youtube: https://www.youtube.com/@naichangmashare
TikTok :  https://www.tiktok.com/@naichangmashare

#นายช่างมาแชร์ #hydroplaning

การบำรุงรักษาเชิงคาดการณ์ PdM (Predictive Maintenance)

2

สวัสดีครับเพื่อนๆหลังจากที่เราได้ทำการแชร์ งานซ่อมในแบบทั้งงาน CM และงาน PM ในบทความที่ผ่านมา วันนี้เราจะมาเล่าถึงงานซ่อมอีกชนิดหนึ่งที่สำคัญมากๆ และเต็มเปี่ยมไปด้วยเทคนิคทางวิศวกรรมนั้นคืองาน “PdM” หรือ Predictive Maintenance ครับ

กลับไปอ่านบทความได้ที่นี้นะครับ
งาน CM (Corrective Maintenance) – ภัยร้ายในระบบงานซ่อมและการบำรุงรักษา
การวางแผน PM ในงานซ่อมและการบำรุงรักษา – (Preventive Maintenance)

พอจะสรุปได้ว่า งาน CM คือการที่เครื่องจักรเกิดความผิดปกติแล้วเข้าไปทำการซ่อมแซมให้กลับมาใช้ได้ปกติเหมือนเดิม และงาน PM คือการวางแผนให้เหมาะสม เพื่อที่จะกำหนดเวลาที่เหมาะสมเข้าไปทำการบำรุงรักษาก่อนที่เครื่องจักรเราจะพังครับ

ซึ่งทั้งในสองงานทั้งงาน CM และงาน PM ในการกำหนดแผนกลยุทธ์ จะถือเป็นงานในแง่ของศาสตร์และศิลป์ ที่จะสร้างความสมดุลระหว่างงานทั้งสองงานในแง่ของต้นทุน และอายุของเครื่องจักรครับ

Factorium Banner CMMS
  • ซึ่งถ้างาน PM น้อยเกิดไปเครื่องจักรก็จะพังเสียหาย และส่งผลกระทบต่อโรงงานและการผลิต
  • แต่ถ้างาน PM เยอะเกินไปก็จะทำให้ต้นทุนในงานซ่อมบำรุงสูงเช่นกัน
การทำ Predictive Maintenance ช่วยทำให้ต้นทุนคุ้มค่าที่สุด

ซึ่งวันนี้เราจะมาดูงานซ่อมที่ถือว่าเป็นกุญแจดอกสำคัญที่จะนำพาโรงงานผลิตของเรา ก้าวเข้าไปสู่ในขั้นของ Proactive Maintenance ซึ่งกุญแจดอกนั้นคืองาน PdM หรือการบำรุงรักษาเชิงคาดการณ์

การบำรุงรักษาเชิงคาดการณ์ PdM คืออะไร ?

การบำรุงรักษาเชิงคาดการณ์ หรือ งาน PdM (Predictive Maintenance) คือ การที่เข้าไปตรวจสอบ และบอกได้ว่าสุขภาพของเครื่องจักร ณ เวลานั้นเป็นยังไง และสามารถทำนายได้ว่า เครื่องจักรสามารถใช้งานได้อีกเท่าไหร่?

ซึ่งหากเกิดความผิดปกติ สามารถทำนายได้ว่า จะสามารถใช้งานได้อีกกี่เดือน เพื่อที่จะวางแผนซ่อมได้ทันก่อนที่เครื่องจักรจะพังเสียหาย และส่งกระทบต่อกระบวนการผลิตในโรงงานของเราครับ

การเก็บค่า Vibration Monitoring หนึ่งในงาน Predictive Maintenance
สัญญานในการเก็บข้อมูลการสั่นสะเทือน (Vibration monitoring)

ยกตัวอย่างเช่น

  • การวัดความสั่นสะเทือนในเครื่องจักร (Vibration Monitoring)
  • เทคโนโลยี IOT (Internet Of Things) ที่ทำให้เครื่องจักรส่งข้อมูลต่างๆ ณ เวลานั้นมาให้ ในระบบ Network
  • การทำการวิเคราะห์ตัวอย่างน้ำมัน (Oil analysis)
  • การทำถ่ายภาพความร้อน (Thermo Scan) เป็นต้นครับ

ซึ่งในการเลือกกำหนดแผน เวลา และเทคนิควิธีให้เหมาะสมกับเครื่องจักรกับเครื่องจักรในแต่ละประเภทนั้นเป็นเรื่องสำคัญมากๆ ในการทำแผนงาน PdM ให้ดี และมีประสิทธิภาพนะครับ

Factorium Banner CMMS

ประโยชน์ในการทำ Predictive Maintenance

เมื่อเราทำการวางแผน Predictive Maintenance ได้ดีและมีประสิทธิภาพ จะส่งผลให้

  • ลดค่าใช้จ่ายในการทำการบำรุงรักษาเชิงป้องกันอย่างมีนัยสำคัญ
  • ลดระยะเวลาในการซ่อมเครื่องจักรในแต่ละตัว เนื่องจากการพังเสียหายจะไม่เกิดขึ้นมาก
  • ลดระยะเวลาการต้องหยุดการผลิตในโรงงานเพื่อทำการซ่อมบำรุงใหญ่
  • เพิ่มอายุการใช้งานเครื่องจักร หรือ MTBF

จากการเก็บประวัติโดยเฉลี่ยพบว่าแผน PdM ช่วยบริษัทหรือโรงงานในแง่ของ ROI (Return Of Investment) เพิ่มขึ้น 8-10 เท่า, ค่าใช้จ่ายในงานซ่อมบำรุง (Maintenance Cost) ลดลง 25-30%, ลดการเสียหายเครื่องจักรแบบกระทันหัน (Break down) ถึง 70-75%, และลด Down Time 35-40%

การทำ Predictive Maintenance ที่ดีจะช่วยลดต้นทุนในการผลิตอย่างมีนัยสำคัญ

แต่ในการทำให้แผน PdM ที่มีประสิทธิภาพ หลายๆวิธีการต้องการผู้เชี่ยวชาญด้านเทคนิคงานวิศวกรรม รวมถึงเครื่องมือต่างๆ ซึ่งต้องการการลงทุนและสนับสนุนที่เพียงพอจากระดับบริหารด้วยนะครับ

ซึ่งทั้งนี้ทั้งนั้นเงินลงทุนจะต้องถูกนำมาพิจารณาร่วมกับผลประโยชน์ที่จะได้ในด้านต่างๆ และในแต่ละบริบทของโรงงานด้วยนะครับ

การวัดประสิทธิผลของงาน Predictive Maintenance

ในการใช้งาน หรือการกำหนดแผน Predictive Maintenance ในด้านระบบหลังบ้าน งาน PdM ก็ต้องการระบบ CMMS (Computerized Maintenance Managemt System) ที่มีประสิทธิภาพมากๆ

กลับไปอ่านบทความ ความสำคัญของระบบ CMMS ในงานซ่อมบำรุง

เนื่องจากผลการวิเคราะห์ทางด้านเทคนิคทางวิศวกรรมที่ออกมาในรูปของรายงาน รวมถึงสภาพ และแผนงานซ่อม ก็จะต้องถูกเก็บไว้เป็นหลักฐานไว้ในระบบ CMMS กลาง เพื่อนำไปวิเคราะห์อายุการใช้งานเครื่องจักร, แผนการผลิตของโรงงาน และการกำหนดแผนในระดับองค์กรต่อไป

โปรแกรม CMMS ในยุค 4.0 รองรับการทำ Predictive Maintenace

=======================================

หากเพื่อนๆกำลังมองหาระบบ CMMS ที่คุณภาพ มีมาตราฐานสากลระดับโลก ที่สำคัญใช้ฟรี ไม่ต้องโหลดโปรแกรม สามารถใช้ได้ในมือถือ ทั้งระบบ android และ iOS

นายช่างมาแชร์ขอแนะนำโปรแกรม Factorium ระบบ CMMS ยุคใหม่ โปรแกรมซ่อมบำรุงบนสมาร์ทโฟน สำหรับโรงงานยุค 4.0 ครับผม  (www.factorium.tech)

ติดต่อฝ่ายขายและปรึกษาโทร : 096-034-7506 (เนย) , 083-932-4654 (เกว)

=======================================

แล้วพบกับสาระดีๆแบบนี้ทางด้านงานช่าง งานวิศวกรรม และอุตสาหกรรมได้ที่ นายช่างมาแชร์ นะครับ

Website: www.naichangmashare.com
Facebook: https://www.facebook.com/naichangmashare/
Blockdit :  https://www.blockdit.com/naichangmashare
Instragram: https://www.instagram.com/naichangmashare/
Twitter: https://twitter.com/naichangmashare
Youtube: https://www.youtube.com/channel/UCmIPiSeg-uy4k8JYSmknp_g

#นายช่างมาแชร์ #Maintenance #CMMS #FACTORIUM

Pressure Relief Device (PRD) [EP:1] – ชนิดและหน้าที่ของอุปกรณ์ระบายแรงดัน

0

สวัสดีครับเพื่อนๆ วันนี้เพจนายช่างมาแชร์จะมาพูดถึงอุปกรณ์ระบายแรงดันกันนะครับหรือที่เรียกว่า PRD (Pressure Relief Device) เพื่อนๆหลายท่านคงจะคุ้นเคยกับมันมาบ้างแล้วไม่มากก็น้อยนะครับ

วันนี้เพจของเราจะขอมาอธิบายกันให้เข้าใจกันแบบง่ายๆกันนะครับ แต่ด้วยเนื้อหาของเรื่องอุปกรณ์ระบายแรงดันนี้มีค่อนข้างมากนะครับ เราก็เลยจะขอแบ่งออกเป็นหลายๆ Part นะครับ มาเริ่ม Part ที่ 1 กันเลยครับ

ประวัติและจุดเริ่มต้นของ Pressure Relief Device

อุปกรณ์ระบายแรงดันหรือ PRD นั้นเริ่มเป็นที่รู้จักตั้งแต่ในช่วงสมัยปี ค.ศ. 1600 ย้อนไปเมื่อ 400 กว่าปีก่อนเลย โดยเชื่อกันว่านักออกแบบชาวฝรั่งเศสที่ชื่อว่า เดนิส ปาปิน “Danis Papin” เป็นผู้คิดค้นวาล์วระบายแรงดันตัวแรกของโลกขึ้นมา โดยเขาได้นำ PRD ไปติดตั้งกับบ่อหมักสารเคมีในปี 1682 ซึ่งปาปินใช้อุปกรณ์ในรูปแบบของคันโยกและตุ้มน้ำหนักที่สามารถเลื่อนตำแหน่งได้เป็นตัวช่วยในการปรับค่าแรงดันที่ต้องการ อุปกรณ์ชนิดนี้เป็นที่โด่งดังและแพร่หลายไปในทุกๆอุตสาหกรรมในยุโรปในสมัยนั้นเลยครับ

วาล์วระบายแรงดันตัวแรกของโลก

ต่อมาในสหรัฐอเมริกา อุปกรณ์ประเภทระบายแรงดันนี้ได้ถูกให้ความสนใจอย่างสูง เพราะเนื่องจากมีหม้อไอน้ำ (Boiler) กว่า 1,700 แห่งเกิดระเบิดขึ้นและฆ่าชีวิตไปกว่า 1,300 ศพ ในช่วงปี 1905 ถึงปี 1911 โดยในปี 1915 องค์กรที่ชื่อว่า ASME หรือ American Society of Mechanical Engineers ได้เขียน Code เกี่ยวกับ Boiler ของเค้าตัวแรกขึ้นมาเกี่ยวกับการสร้าง, แรงดันใช้งานและการติดตั้งวาล์วระบายแรงดันหรือ PRD หัวข้อของเราวันนี้นี่เองครับ

PRD หรืออุปกรณ์ระบายแรงดันคืออะไร?

PRD (Pressure Relief Device) หรือที่เราเรียกกันในภาษาไทยว่า อุปกรณ์ระบายแรงดัน คืออุปกรณ์ที่ทำหน้าที่ระบายแรงดันที่เพิ่มขึ้นสูงมากเกินกว่าค่าแรงดันที่ตั้งไว้ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความเสียหายกับหม้อต้มไอน้ำหรือถังแรงดันนั่นเองครับ โดยอุปกรณ์ระบายแรงดันนี้จะถือว่าเป็นปราการด่านสุดท้ายที่จะช่วยป้องกันอุปกรณ์ของเราเลยนะครับ

อุปกรณ์ระบายแรงดันจะสามารถแบ่งย่อยไปได้เป็น 2 ประเภทดังนี้ครับ 1. ประเภทที่สามารถกลับมายังสถานะ “ปิด” ได้อีกครั้ง (Reclosing type) เช่น วาล์วระบายแรงดันชนิดต่างๆ (Pressure relief valve) และ 2. ประเภทที่ ”ไม่” สามารถกลับมายังสถานะ “ปิด” ได้อีกต่อไป (Non-reclosing type) นั่นคือหากเปิดแล้ว ต้องเปลี่ยนตัวใหม่เท่านั้นครับ เช่น Rupture disk และ Buckling pin relief valve

ประเภทและหลักการทำงานของวาล์วระบายแรงดันแบบ Reclosing type

วาล์วนิรภัยแบบ Reclosing type จะสามารถแบ่งประเภทย่อยออกมาได้อีก 2 ประเภทตามนี้เลยครับ

1) Direct acting relief valve

หรือหมายถึงวาล์วที่มีแรงมากระทำหักล้างกันโดยตรง (แรงดันด้าน Inlet VS. แรงสปริง) จะสามารถแบ่งย่อยออกไปได้อีก 3 ประเภทตามหลักการทำงานของแต่ละชนิดดังนี้ครับ

1.1 Weight loaded relief valve

หรือ วาล์วระบายประเภทถ่วงด้วยน้ำหนัก จะมีให้เห็นกันหลักๆทั้งหมด 2 แบบครับ

แบบที่ 1: Pressure/Vacuum relief valve หรือที่เรียกสั้นๆว่า Breather valve หลักการทำงานก็ตรงตามชื่อเลยครับ วาล์วหายใจ วาล์วชนิดนี้คืออุปกรณ์ป้องกันหากถังเก็บสารเคมีเกิดการ Overpressure ขึ้นในถังก็จะระบายแรงดันออกไป หรือในกรณีที่ถังมีการโอนถ่ายสารเคมีออกไปและทำให้สภาพอากาศภายในถังเกิดเป็นสุญญากาศหรือ Vacuum ก็จะดูดอากาศจากภายนอกเข้าไปนั่นเองครับ

Note : Breather valve แบบที่ใช้ Spring ก็มีนะครับ

แบบที่ 2: Emergency hatch หรือที่เรียกว่า ฝาเปิดฉุกเฉิน อุปกรณ์นี้ถือว่าเป็นด่านป้องกันสุดท้ายแล้วครับ ในกรณีที่แรงดันภายในถังพุ่งสูงขึ้นจนเกิดกว่าค่าที่ตั้งไว้และ Relief valve อื่นๆที่ติดตั้งไม่สามารถระบายแรงดันได้ทัน อุปกรณ์ Emergency hatch หรือ Emergency vent นี้ก็จะเปิดขึ้นมา โดยเราสามารถตั้งค่าแรงดันที่ต้องการให้เปิดได้โดยใส่ตุ้มน้ำหนักถ่วงไว้ด้านบนครับ

Emergency vent hatch

1.2 Conventional spring loaded PRV

วาล์วระบายแรงดันแบบใช้สปริงในการตั้งค่าแรงดัน วาล์วชนิดนี้คือเป็นชนิดที่เราพบเห็นได้บ่อยที่สุดในโรงงานอุตสาหกรรม โดยหลักการของมันก็คือใช้สปริงที่ติดตั้งอยู่ด้านบนเป็นตัวสร้างแรงต้านแรงดันของด้าน Inlet และหากเมื่อแรงดันของด้าน Inlet เกิดขึ้นสูงเกินกว่าที่แรงของสปริงจะรับไหว วาล์วก็ถูกเปิดขึ้นเพื่อป้องกันไม่ให้อุปกรณ์ของเราเกิดความเสียหาย

Conventional spring loaded PRV

1.3 Balanced bellow spring loaded PRV

จะมีรูปร่างหน้าตาคล้ายกับ Conventional spring loaded PRV ครับเพียงแต่จะมี Bellow เพิ่มเข้ามาตรงบริเวณ Disc และ Disc holder ครับ โดย Bellow มีไว้เพื่อช่วยลดแรงต้านที่เกิดขึ้นด้าน Outlet ของ PRV หรือที่เรียกว่า “Back pressure” ครับ ทำให้ PRV ประเภทนี้เหมาะไปใช้ปกป้องอุปกรณ์ที่มี Back pressure ที่สูงครับ

Balanced bellow spring loaded PRV

2) Pilot operated relief valve

หรือให้อธิบายง่ายๆก็คือ PRV ที่มี PRV เสริมเล็กๆอีกตัวหนึ่งเป็นตัวควบคุมการเปิด-ปิดของ PRV หลักนั่นเองครับ โดย PRV ประเภทนี้จะนิยมใช้กับอุปกรณ์ที่ต้องการขนาดพื้นที่ระบายแรงดันสูง (Large relief area), ค่าแรงดันระบายสูง (High set pressure) และอุปกรณ์ที่ Operate pressure และ Set มีค่าใกล้เคียงกันมากๆครับ

อย่างที่ได้อธิบายไปแล้วนะครับวาล์วประเภท Conventional spring loaded PRV หรือวาล์วระบายแรงดันแบบใช้สปริงในการตั้งค่าแรงดัน จะถูกกดในอยู่ในตำแหน่งปิดด้วยแรงสปริง แต่ใน Pilot operated relief valve นั้นวาล์วจะถูกปิดด้วยแรงดันของสารจากด้านหลังของ Disc แทน

Pilot operated relief valve
Pilot operated relief valve

จบไปแล้วนะครับสำหรับ Part ที่ 1 ของเรื่อง PRD หวังว่าทุกคนคงจะเข้าใจเกี่ยวกับอุปกรณ์ระบายแรงดันเพิ่มมากขึ้น แล้วมาพบกันใหม่ใน Part ที่ 2 นะครับ

สุดท้ายนี้ขอขอบคุณข้อมูลดีๆจากทาง

OSA Valve Services (Thailand), One Stop Service by Pressure Management Specialist

หากเพื่อนๆสนใจ ผลิตภัณฑ์ และบริการที่มั่นใจได้เกี่ยวกับ PRV, PSV หรือ Pressure Relief Device ตามมาตราฐาน
ASME Sec I & VIII สามารถติดต่อตามรายละเอียดด้านล่างนะครับ

เบอร์โทรติดต่อ:

คุณภาคภูมิ 089-4567810

คุณพัฒนะ 081-9404280 

http://www.osathailand.com/

แล้วพบกับสาระดีๆทางด้านงานช่าง งานวิศวกรรม และอุตสาหกรรมได้ที่เว็ปไซด์ของเรานะครับ

Website: www.naichangmashare.com
Facebook: https://www.facebook.com/naichangmashare/
Blockdit :  https://www.blockdit.com/naichangmashare
Instragram: https://www.instagram.com/naichangmashare/
Twitter: https://twitter.com/naichangmashare
Youtube: https://www.youtube.com/@naichangmashare
TikTok :  https://www.tiktok.com/@naichangmashare

#นายช่างมาแชร์ #PressureReliefDevice

[CEBIT ASEAN Thailand 2020] – ASEAN’s innovation and digitization business platform for IT professionals

0

ประชาสัมพันธ์กิจกรรมดีๆจาก CEBIT ASEAN Thailand 2020 – ASEAN’s ในงงาน innovation and digitization business platform สำหรับ IT professionals และผู้ที่สนใจ
และ decision-makers, startups to enterprises.

ในงานจะประกอบด้วย 6 technology หลักๆดังนี้

• Artificial Intelligence
• Enterprise Software & Cyber Security
• E-commerce & Digital Marketing
• Data & Cloud
• Smart Solutions & IOT
• 5G

วันเวลาและสถานที่

ข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ https://cebitasean.com/

#นายช่างมาแชร์

[ขอเชิญสมัครอบรม ฟรี!!] – เทคนิคการทำงานในที่อับอากาศอย่างปลอดภัย (ออนไลน์) สสปท.

0

 สสปท. กำหนดจัดอบรม หัวข้อ “เทคนิคการทำงานในที่อับอากาศอย่างปลอดภัย (Confined Space Technique)” รุ่นที่ ๔ ในวันที่ ๒๗ พฤษภาคม ๒๕๖๓  ระหว่างเวลา ๙.๐๐ – ๑๖.๐๐ น. ผ่านระบบออนไลน์  โดยมี นายสุชาติ จันทร์วิเมลือง ผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัยและอาชีวอนามัย เป็นวิทยากร  ผู้ที่เข้ารับการอบรมครบ ๖ ชั่วโมง ปฏิบัติตามเงื่อนไขในการทำแบบทดสอบ และผ่านการทดสอบ สสปท. จะดำเนินการส่งไฟล์ใบประกาศผ่านทางอีเมล์ 

วิธีการอบรม

– จัดอบรมออนไลน์ผ่าน facebook กลุ่มปิด

– ผู้เข้าอบรมตามระยะเวลาที่กำหนด และผ่านการทดสอบ จะได้รับไฟล์ใบประกาศทางอีเมล์

วิธีการสมัคร

๑. แจ้งชื่อ-นามสกุล ชื่อสถานประกอบกิจการ (ถ้ามี)  และชื่อผู้ใช้เฟสบุ๊คมาที่อีเมล์  [email protected]

๒. เจ้าหน้าที่จะเชิญเข้าร่วมกลุ่มเฟสบุ๊ค ในระหว่างวันที่ ๒๕-๒๖ พฤษภาคม ๒๕๖๓ 

ปิดรับสมัครวันที่ ๒๐ พฤษภาคม ๒๕๖๓

หลักเกณฑ์ในการเข้าอบรมพร้อมรับใบประกาศ

๑. ผู้เข้าอบรมต้องมีระยะเวลาการเข้าอบรมครบ ๖ ชั่วโมง

๒. ผู้เข้าอบรมต้องผ่านการทดสอบตามเกณฑ์ ร้อยละ ๗๐ ของคะแนนเต็ม และทำแล้วเสร็จภายในระยะเวลาที่กำหนด

๓. สำหรับการจัดอบรมออนไลน์ผู้เข้ารับการอบรมจะต้องเก็บภาพคะแนนทดสอบก่อนและหลังการฝึกอบรมเพื่อเป็นหลักฐานยืนยันให้กับเจ้าหน้าที่จัดอบรมในการรับใบประกาศ

๔. เจ้าหน้าที่ฯ จะทำการตรวจสอบรายชื่อผู้เข้าอบรมระบบออนไลน์เป็นระยะ จึงขอสงวนสิทธิ์ในการมอบใบประกาศให้กับผู้ไม่ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ว่าด้วยระยะเวลาการเข้าอบรม

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม

โทร ๐๒ ๔๔๘ ๙๑๑๑  ติดต่อนางสาวจุฑาภรณ์ เมืองอุดม

กำหนดการอบรม

๐๙.๐๐ – ๑๐.๓๐ น.
-กฎหมายความปลอดภัยในการทำงานในที่อับอากาศ                                

๑๐.๓๐ – ๑๒.๐๐ น.
-ความหมาย ชนิด ประเภทของที่อับอากาศ และอันตรายในที่อับอากาศ
-บทบาทหน้าที่ของผู้อนุญาต ผู้ควบคุมงาน ผู้ช่วยเหลือ และผู้ปฏิบัติงาน

๑๓.๐๐ – ๑๔.๓๐ น.     
-เทคนิคการชี้บ่งอันตราย การประเมินสภาพงาน การวางแผนการปฏิบัติงาน 
-การป้องกันอันตราย อันตรายที่จะได้รับกรณีฉุกเฉิน และวิธีการหลีกหนีภัย

๑๔.๓๐ – ๑๖.๐๐ น.       
-การขออนุญาตทำงานในที่อับอากาศ การสั่งหยุดงานชั่วคราว

หมายเหตุ                 
-พักเบรก เวลา ๑๐.๓๐ น.- ๑๐.๔๕ น. และ ๑๔.๓๐ น.- ๑๔.๔๕ น.
-พักกลางวัน เวลา ๑๒.๐๐ น.- ๑๓.๐๐ น.

อ้างอิง

https://www.tosh.or.th/index.php/tosh-news/tosh-promote/411-2020-05-14-06-32-01?fbclid=IwAR3RzqsB8I7ECELusg3uWZaOd3-ZZTbSQVXwLWQXoQkKMd7-uinytcAjvnM

ปตท. จับมือ กฟผ. ร่วมศึกษาและพัฒนาโครงการ LNG Receiving Facilities ภาคใต้

0

บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ร่วมกับ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ลงนามข้อตกลงความร่วมมือศึกษา ในโครงการ LNG Receiving Facilities รองรับการนำเข้าก๊าซ LNG ในพื้นที่ภาคใต้ ตามแผน PDP2018 เสริมความมั่นคงทางพลังงานไทย

วันที่ 12 พ.ค. 63 นายชาญศิลป์ ตรีนุชกร ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) (ปตท.) พร้อมด้วย นายวิบูลย์ ฤกษ์ศิระทัย ผู้ว่าการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) สองรัฐวิสาหกิจหลักของประเทศที่มีพันธกิจในการสร้างความมั่นคงทางพลังงาน

ร่วมลงนามในบันทึกความร่วมมือศึกษาโอกาสการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับการนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) หรือ LNG Receiving Facilities สำหรับ รับ เก็บ และแปรสภาพก๊าซ LNG ในพื้นที่ภาคใต้ เพื่อสนับสนุนนโยบายและยุทธศาสตร์ของรัฐบาลและกระทรวงพลังงาน

นายชาญศิลป์ ตรีนุชกร ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ตามแผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้าของประเทศ (PDP 2018) ฉบับใหม่นั้น ได้มีการบรรจุโรงไฟฟ้าภาคใต้ซึ่งใช้ก๊าซธรรมชาติเป็นเชื้อเพลิงหลัก ปตท. และ กฟผ. จึงเริ่มการศึกษาร่วมกัน ถึงความเป็นไปได้ของโครงการ LNG Receiving Facilities

เพื่อให้มีความพร้อมสำหรับจัดส่งก๊าซธรรมชาติให้กับโรงไฟฟ้าของ กฟผ. และสำหรับความร่วมมือในวันนี้ นับเป็นโอกาสอันดีที่ทั้งสองหน่วยงานจะได้ใช้ศักยภาพ ความเชี่ยวชาญตลอดจนประสบการณ์ ทั้งด้านการจัดหาและบริหารจัดการพลังงาน รวมทั้งด้านการจัดหา ผลิต และส่งจ่ายกระแสไฟฟ้า มาร่วมกันพัฒนาความมั่นคงทางพลังงานของประเทศ

นายวิบูลย์ ฤกษ์ศิระทัย ผู้ว่าการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย กล่าวว่า การลงนามข้อตกลงในวันนี้ นับเป็นก้าวสำคัญในการยกระดับความร่วมมือของทั้งสององค์กร เพื่อให้ประชาชนเกิดความมั่นใจว่าความมั่นคงทางพลังงานของประเทศจะได้รับการดูแลเป็นอย่างดี ในส่วนของโรงไฟฟ้า ในพื้นที่ภาคใต้ของประเทศไทยตามแผนดังกล่าว ประกอบด้วย โรงไฟฟ้าขนอม (จังหวัดนครศรีธรรมราช)บริษัท ผลิตไฟฟ้า จำกัด(มหาชน) กำลังผลิต 930 เมกะวัตต์ โรงไฟฟ้าสุราษฎร์ธานี ชุดที่ 1 – 2 กำลังผลิต 1,400 เมกะวัตต์ (จ่ายไฟฟ้าเข้าระบบ (COD) ในปี 2570 และ 2572) และ โรงไฟฟ้าใหม่ (COD ในปี 2578) กำลังผลิต 700 เมกะวัตต์ กฟผ. และ ปตท. จึงร่วมกันศึกษาโครงการ LNG Receiving Facilities เพื่อเป็นการรองรับการนำเข้า LNG และเพื่อสร้างความมั่นคงทางพลังงานไฟฟ้าของประเทศในอนาคต

Reference https://www.facebook.com/EGAT.Official/photos/a.346867302079985/2557425234357503/?type=3&theater

#นายช่างมาแชร์

Industry Belt [EP.3] – ทำความรู้จักกับสายพานหน้าวี หรือ V-belt กันครับ

0

ในอุตสาหกรรมคงปฏิเสธไม่ได้เลยว่า สายพานส่งกำลัง ที่ได้รับความนิยมที่สุด คือ สายพานชนิดหน้าวี หรือ V-belt ซึ่งข้อดี ของสายพานชนิดนี้มีดีมากมาย ตั้งแต่ความถึกทน การติดตั้งที่ง่าย และ application ที่ใช้งานค่อนข้างกว้าง และด้วยราคาที่ไม่แพง

ซึ่งคำว่า V-belt ก็มาจาก “ลักษณะด้านหน้าตัดของสายพานชนิดนี้ที่มีลักษณะเป็นรูปตัว V”

อาศัยการส่งกำลังโดยอาศัยแรงเสียดทาน ระหว่างตัวสายพานเอง กับมู่เลย์ ครับ ซึ่งสายพานชนิดนี้ก็ยังเป็นสายพานในช่วงยุคปฏิวัติอุตสาหกรรมช่วงแรกๆ และยังคงได้รับความนิยมจนถึงปัจจุบัน ตัวอย่างที่เห็นใช้งานมีมากมายตั้งแต่ในสายพานหน้าเครื่องรถยนต์ สายพานในเครื่อจักรกลการเกษตรต่างๆ สายพานในปั้มลม หรือ Air compressor เป็นต้นครับ ปัจจุบันใช้ในอุตสาหกรรมหนักๆในโรงงานต่างๆ หลากหลายในเครื่องจักรประเภทต่างๆ

ซึ่งตามประวัติในยุคแรกในการส่งกำลังจะเริ่มต้นด้วนการใช้เชือกในการส่งถ่ายกำลัง เช่น รอก เป็นต้นครับ แต่ด้วยปัญหาเรื่องของการลื่นของเชือก (Slippage) โดยเกิดการพัฒนาต่อมาเป็นสายพานกลม และเป็นสายพานแบน และในปี 1920 มีการพัฒนาจนมาเปลี่ยนเป็นสายพาน V-belt ในปัจจุบัน

กลับไปอ่านบนความ
Industry Belt [EP.1] – ประเภทของสายพานในอุตสาหกรรม
Industry Belt [EP.2] – การคำนวณอัตราทดของสายพานและมู่เลย์ฉบับพื้นฐาน

หลักการส่งกำลังของสายพาน V-belt

สายพานหน้าวี หรือ V-belt มีพื้นฐานการส่งกำลังจากแรงเสียดทาน (friction drive) ระหว่างสายพานและมูเลย์เป็นหลัก (Belt & Pulley) โดยแรงเสียดทานที่เกิดขึ้น จะแปรผันโดยตรงต่อ พื้นที่สัมผัสด้านข้างของสายพานและมูเลย์ (Contact area; As) , สัมประสิทธิ์ความเสียดทานระหว่างวัสดุทั้งสองครับ (coefficient of friction; µ ) และแรงกดที่ถูกกำหนดด้วยความตึงของสายพาน (Belt tension) ครับ

ด้วยข้อดีอีกอย่างคือการที่ V-belt สามารถใส่ลงในร่องได้อย่างพอดิบพอดี จะส่งผลให้ค่าแรงตึงที่ตั้งไว้ต่ำกว่าแบบอื่นมากครับ (แรงตึงในสายพานนิดเดียวก็สามารถทำให้แรงเสียดทานด้านข้างสูง และเมื่อแรงตึงที่เหมาะสมพอดีอายุการใช้งานของเครื่องจักร รวมถึงอุปกรณ์อื่นๆข้างเคียงก็มีอายุที่ยาวนานยิ่งขึ้นด้วยครับ)

ถ้าน้อยเกินไปก็หย่อนทำให้สายพาน slip เสียดสีจนเกิดการไหม้ ชุดขับสั่นสะเทือนสายพานเต้นกระพือก็เกิดการสั่นสะเทือน (Vibration) ทำให้ชุดขับของมอเตอร์ แบริ่งเกิดการสึกหรอ ตั้งความตึงเกินไป ก็เกิดแรงดึงทำให้เพลา แบริ่งเสียหายได้ อายุการใช้งานก็สั้นลง จึงแนะนำให้ตั้งความตึงตามผู้ผลิตของสายพานนั้นๆ จะทำให้กำลังของสายพาน รอบอัตราทดได้อย่างมีประสิทธิภาพตามเครื่องจักรที่ออกแบบไว้

แต่ทุกครั้งที่เกิดการส่งกำลังก็จะมีการสูญเสียเนื่องเกิดการลื่นไถลตัวของสายพาน (Slippage) ประมาณ 5-7%

แรงกระทำต่างๆภายในสายพาน

การกำหนดขนาดของสายพาน V-belt

โดยการหำหนดขนาดจะมีการกำหนดโดยมีความกว้างเท่ากับฐานตัววี (Belt Top Width) และมีความสูงจากฐานขึ้นไปถึงยอด (Belt Thickness) และ มุมหรือองศา (Belt Angle) ของสายพานจะถูกวัดจากฐานทั้งสองด้านขึ้นไปตัดกันที่ปลายอีกด้าน (ดังรูปด้านล่างนะครับ)

ส่วนประกอบด้านในของสายพาน V-belt

ในสายพานหนึ่งเส้นที่เราเห็นกัน ด้านในของสายพานจะมีการประกอบด้วยองค์ประกอบหลักๆ 4 อย่างดังนี้ครับ

  1. ผ้าใบชั้นนอก (Top fabric) เป็นส่วนวัสดุที่อยู่ด้านนอกสุดซึ่ง และปกป้องส่วนประกอบที่เหลือจากสภาพแวดล้อมภายนอก วัสดุเป็นลักษณะต้องทนแรงเสียดสี และความล้าสูง
  2. ชุดเส้นใยรับแรง (Tension member) ทำหน้าที่ในการส่งผ่านกำลัง รับแรงดึงค่อนข้างสูง ในขณะที่ความยืดหยุ่นของเส้นใยต้องไม่ต่ำด้วยครับ โดยทั่วๆไปจะทำมาจากวัสดุ Polyester
  3. ยางยึดแรงเกาะเส้นใย (Adhesion rubber) เป็นยางที่ทำหน้าที่อัดตัวเพื่อที่ทำให้เส้นใยเกิดการเรียงตัวกันอย่างเป็นระเบียบ โดยรักษาการรับแนวแรงได้ถูกต้อง
  4. ยางรับแรงอัดด้านล่าง (Bottom Cushion rubber) ทำหน้าที่รับแรงอัด (Compressive) ที่เกิดขึ้นขณะทำการส่งกำลัง และจะต้องเป็นวัสดุที่ทนความร้อนได้ดีเนื้อจากเกิดการเสียดสีเนื่องจากการส่งกำลังตลอดเวลา
ส่วนประกอบด้านในของ V-belt

ชนิดของสายพาน V-belt

ในส่วนนี้ V-belt ถือว่ามีการแบ่งได้มากมายหลายชนิดมากๆครับในโลกของอุตสาหรรม แต่ว่านายช่างขอแบ่งสายพานออกมาเป็น 3 ประเภทหลักๆ คือ

1. Classical V-belt

เป็นสายพาน V-belt ที่เกิดขึ้นในช่วงยุคแรกๆ (ตามชื่อเค้าเลยครับว่ายุค classic) มัลักษณะความเรียวไม่สูงมากนัก สามารถใช้งานในงานทั่วๆไป ซึ่งในการกำหนดขนาดหรือ Belt profile จะกำหนดเป็น Z A B (ไซด์ปกติ) C D E (จะเป็นไซด์ที่ใหญ่ขึ้นมา) ซึ่งโดยทั่วๆไปการใช้สายพาน A B มาต่อกันหลายๆเส้นจะคุ้มค่า และมีประสิทธิภาพกว่าการใช้ C D E แบบเส้นเดียวครับ

Classical V-belt ถูกกำหนดด้วยขนาด A,B,C,D และ E โดยลำดับตามความโต (โดยหน่วยวัดในรูปจะเป็นนิ้ว หรือจะแปลงมาเป็นมิลลิเมตร (เอามาคูณ 25.4=มิลลิเมตร))

2. Narrow V-belt

เป็นการต่อยอด และพัฒนาจาก Classical V-belt ด้วยการออกแบบตัวหน้าตัดของ V-belt ให้ “ลึก”* ขึ้นกว่าเดิม เพื่อเพิ่มประสิทธิ์ภาพในการยึดเกาะ และส่งกำลังได้ดีขึ้นกว่าเดิม

เปรียบเทียบ V-belt แบบ Classical และ Narrow

*คำว่า ลึก ในที่นี้หมายถึง อัตราส่วนความสูง ต่อ ความกว้าง ของสายพานมากขึ้นนะครับผม 🙂

ซึ่งจะส่งผลให้ Power rating ในการส่งกำลังสูงขึ้น ซึ่งสามารถใช้ในงาน หรือใน application ที่หนักๆได้ครับ (Heavy duty)

โดยการกำหนดขนาดของ Narrow V-belt จะกำหนดขนาด หรือ Belt profile เป็น 3V 5V 8V (มาตราฐานทางอเมริกา; RMA standard) ตามลำดับความโตนะครับ

Narrow V-belt ถูกกำหนดด้วยขนาด 3V, 5V และ 8V โดยลำดับตามความโต

แต่หากเพื่อนๆเจอการกำหนดขนาด SPZ, SPA, SPB, SPC จะเป็นการกำนดขนาดโดย DIN, ISO standard นะครับ

3. Cogged V-belt

เป็นการต่อยอดจากสองแบบแลกจากปัญหาความร้อนที่เกิดขึ้นขณะใช้งาน โดยการแก้ปัญหาจะทำโดยการออกแบบ V-belt มีมีร่องฟัน เพื่อที่จะระบายความร้อนขณะที่ทำการส่งถ่ายกำลัง

และอีกหนึ่งข้อดีคือสามารถมีการงอตัว และให้ตัวได้ดีเวลาใช้งาน (flexibility) ด้วยคุณสมบัติอันนี้สามารถทำให้สายพานใช้งานในที่แคบๆ และใช้งานกับอุปกรณ์ที่มีความร้อนสูงๆได้ดีครับ

ความสามารถในการงอตัว (flexibility) และการระบายความร้อนที่ดีของ Cogged V-belt

โดยการกำหนดขนาดจะกำหนดเป็น (High performance narrow profile) ด้วย XPZ, XPA, XPB, XPC ( DIN, ISO standard ) 3VX, 5VX, 8VX (RMA standard)

นวตกรรมใหม่ของ V-belt ในอุตสาหกรรม

ปัจจุบันมีนวตกรรมใหม่ๆ ในการพัฒนาผลิตสายพานที่จะทำให้สายพานมีรุ่นที่ดีขึ้น แข็งเรงขึ้น ปราศจากการซ่อมบำรุง (Free Maintenance) ไม่จำเป็นต้องหยุดเครื่องบ่อยๆเพื่อตั้งความตึงสายพานและลดปัญหาของกำลังการผลิตที่สูญเสียไปเนื่องจากการหยุดเครื่อง ประหยัดเวลา และค่าใช้จ่าย เพื่อให้สามารถอัทเกรดชุดขับให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นเพียงเปลี่ยนแค่สายพานเท่านั้น อายุการใช้งานของเครื่องจักรของเพื่อนๆก็ดีขึ้นได้ครับ

และขอขอบคุณข้อมูลดีๆ จากสปอนเซอร์ใจดีอย่าง Thai Leo Brother ที่เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านงานสายพานมามากกว่า 50 ปี ในไทยนะครับผม

thaileo logo ad

ช่องทางการติดต่อนะครับ
www.thaileo.com
สาขา กรุงเทพ 02-116-6000 , 10 คู่สาย
สาขาระยอง 038-608-433

แล้วพบกับสาระดีๆด้านงานช่าง วิศวกรรม และอุตสาหกรรมได้ที่เพจนายช่างมาแชร์นะครับ และฝากติดตามบทความเรื่องสายพานได้ใน EP ถัดๆไปนะครับ

Website: www.naichangmashare.com
Facebook: https://www.facebook.com/naichangmashare/
Youtube: https://www.youtube.com/channel/UCmIPiSeg-uy4k8JYSmknp_g
Instragram: https://www.instagram.com/naichangmashare/
Twitter: https://twitter.com/naichangmashare

#นายช่างมาแชร์ #สายพาน

การตรวจสอบวัสดุด้วยวิธี MT (Magnetic Particle Testing)

0
Magnetic,Particle,Inspections,(mpi) Wallpaper
Magnetic,Particle,Inspections,(mpi).,It,Is,A,Non-destructive,Testing,(ndt)

สวัสดีครับเพื่อนๆ หลังจากที่ได้มีการพูดถึงการทำ PT หรือ Penetrant Testing กันไปแล้วนะครับ วันนี้เราจะมาพูดถึง NDT อีกตัวหนึ่งซึ่งเป็นที่นิยมไม่แพ้กันในการตรวจสอบความไม่ต่อเนื่องของชิ้นงาน นั่นก็คือ MT (Magnetic-particle Testing) นั่นเองครับ.

เพจนายช่างมาแชร์วันนี้จะขอมาอธิบายถึงหลักการทำงานและวิธีการทำ MT แบบลงลึกกันนะครับ.

กลับไปอ่านบทความ NDT ที่เกี่ยวข้อง
การทำ PT (Penetrant Testing)

การทำ MT (Magnetic Particle Testing) คืออะไร?

การทำ MT อย่างที่เราเรียกกันจนคุ้นเคย แต่อันที่จริงๆแล้วมันย่อมาจาก Magnetic-particle Testing นะครับ หรือบางคนอาจจะรู้จักกันในชื่ออื่นๆของมันเช่น MPI (Magnetic Particle Inspection) หากแปลตรงกันแบบตรงๆตัวก็จะหมายถึง “ การทดสอบโดยใช้อนุภาคแม่เหล็ก” ครับ วิธีการนี้จะสามารถตรวจสอบความไม่ต่อเนื่องบนผิวหรือใต้ผิวชิ้นงานได้เล็กน้อยครับ ซึ่งสามารถใช้ทดสอบได้กับวัสดุที่เป็น Ferromagnetic (แม่เหล็กดูดติด) เท่านั้นนะครับ ซึ่งข้อดีหลักๆ 2 ข้อของการเลือกทำ MT ก็คือ

1. ความสามารถในการตรวจจับความไม่ต่อเนื่องของชิ้นงานสูงกว่าการตรวจสอบด้วย PT

2. ทำได้ไวกว่า PT เพราะไม่ต้องรอระยะเวลาให้สารแทรกซึม ซึมลงไปในชิ้นงานเหมือนกับ PT

หลักการของการเหนี่ยวนำแม่เหล็กไฟฟ้าสำหรับการตรวจสอบด้วยวิธี MT

พลังแม่เหล็กหรืออำนาจแม่เหล็กที่อยู่ในแม่เหล็กจะเปล่งพลังงานที่เรามองไม่เห็นในรูปแบบของคลื่นแม่เหล็ก โดยจะเคลื่อนตัวจากขั้วบวกไปยังขั้วลบ ทีนี้หากเราสร้างสนามแม่เหล็กขึ้นมาบนชิ้นงานที่เราต้องการจะตรวจสอบ สนามแม่เหล็กได้เกิดขึ้นบนชิ้นงานของเราแล้วเพียงแต่เราไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า เราจะสามารถเห็นลวดลายของสนามแม่เหล็กได้ก็ต้องใช้อนุภาคแม่เหล็ก (Magnetic particle) เข้ามาช่วยโดยการพ่นลงไป ก็จะทำให้เห็นดังภาพด้านล่างนี้ครับ

ทีนี้หากมีรอยแตกร้าว (Crack) หรือความไม่ต่อเนื่อง (Discontinuity) ใดๆบนชิ้นงานเกิดขึ้นในบริเวณที่สนามแม่เหล็กของเราอยู่ ก็จะเกิดการรั่วไหลของสนามแม่เหล็ก ทำให้อนุภาคแม่เหล็กที่เราพ่นลงไปเกิดการวมตัวเหนือรอยแตกหรือความไม่ต่อเนื่องนั่นเองครับ

วิธีการสร้างสนามแม่เหล็กขึ้นมาเพื่อตรวจสอบ

วิธีการที่จะสร้างสนามแม่เหล็กขึ้นมาบนบริเวณที่เราจะตรวจสอบสามารถทำได้หลายวิธี แต่วิธีที่นิยมทำกันอย่างแพร่หลายจะมี 2 วิธีซึ่งใช้อุปกรณ์แตกต่างกันดังนี้ครับ

1. เครื่องมือ Alternating current electromagnetic yoke หรือเครื่องสร้างสนามแม่เหล็กไฟฟ้าแบบใช้ไฟฟ้ากระแสสลับ –โดยหลักการก็คือจ่ายกระแสไฟฟ้าไปยังอุปกรณ์เพื่อทำให้อุปกรณ์มีสภาพเป็นแม่เหล็กไฟฟ้าขึ้นมาและสร้างสนามแม่เหล็กต่อไปยังชิ้นงานที่ต้องการจะทดสอบนั่นเองครับ

2. เครื่อง Permanent magnetic yoke หรือก็คือแม่เหล็กถาวรแบบ (เกือบๆจะ) ทั่วๆไปครับ โดยอุปกรณ์ชนิดนี้ก่อนจะนำมาใช้งานจะต้องมั่นใจว่าสามารถสร้างแรงยกได้อย่างน้อย 18 กิโลกรัม ตามมาตรฐาน ASME Section V ด้วยนะครับ

ขั้นตอนการทำการทดสอบด้วยวิธี MT

MT ในการใช้ตรวจสอบชิ้นงานจะสามารถแบ่งย่อยไปได้อีก 2 ประเภทหลัก ดังนี้ครับ

1. Wet fluorescent magnetic particle (WFMT)

ตัวอย่างของรอยแตกจากการทดสอบ WFMT

การตรวจสอบด้วยอนุภาคแม่เหล็กเรืองแสงแบบเปียก หรือ Wet fluorescent magnetic particle (WFMT) วิธีนี้จะเป็นวิธีที่ความสามารถในการตรวจสอบความเสียหายดีที่สุดนะครับ สามารถทดสอบหาความไม่ต้องเนื่องของชิ้นงานใต้ผิวได้ถึงกว่า 18 มิลลิเมตรเลย (ทั้งนี้ทั้งนั้นขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายๆอย่างด้วยนะครับ)

วิธีนี้จะนิยมที่ทำกันในพื้นที่อับอากาศ เพราะต้องการให้บริเวณพื้นที่รอบๆที่เราอยู่นั้นมืดนั่นเองครับ เพื่อใช้แสงอัลตราไวโอเลต (UV Light) เป็นตัวให้แสงสว่างเพราะอนุภาคแม่เหล็กที่ใช้กับวิธีนี้จะตอบสนองได้ดีกับแสงอัลตราไวโอเลตครับ

  • ทำการวัดค่าแสงสว่างให้มีค่าต่ำกว่า 20 Lux
  •  ให้ผู้ที่จะทำการทดสอบอยู่ในสถานที่ที่จะทดสอบอย่าง 5 นาทีเพื่อปรับสภาพสายตาให้คุ้นเคยกับความมืด
  •  ทำความสะอาดชิ้นงานโดยใช้สาร Cleaner
  •  สร้างสนามแม่เหล็กลงบนชิ้นงานที่เราจะทดสอบ
  •  พ่นอนุภาคแม่เหล็กแบบ Fluorescent ลงบนบริเวณที่ทดสอบ
  •  ส่องอุปกรณ์ให้แสงอัลตราไวโอเลตไปยังบริเวณที่ทำการทดสอบ (เครื่องให้แสง UV นี้จะต้องปล่อยคลื่นแสงที่ความยาวคลื่น 320 – 400 nm และส่องสว่างไปยังชิ้นงานด้วยความสว่างไม่น้อยกว่า 1,000 µW/cm2)
  •  ทำการตรวจสอบโดย Visual inspection หรือการตรวจสอบด้วยสายตา โดยผู้ที่มี certified MT
  •  สลายการเป็นแม่เหล็กของชิ้นงาน (จำเป็นต้องทำหากสร้างสนามแม่เหล็กด้วยอุปกรณ์ Alternating current electromagnetic yoke
  • ทำการทำความสะอาดชิ้นงาน
ขั้นตอนการทำ Wet fluorescent magnetic particle (WFMT)

2. Wet non-fluorescent magnetic Particles (Visible MT)

การตรวจสอบด้วยอนุภาคแม่เหล็กไม่เรืองแสงแบบเปียก วิธีนี้เหมาะกับตรวจสอบชิ้นงานทั่วๆไป เช่นงานเชื่อม, งานหล่อหรืองานกดขึ้นรูป

ตัวอย่างของรอยแตกจากการทดสอบ Visible MT
  • ทำการวัดค่าแสงสว่างให้มีค่าไม่ต่ำกว่า 1,000 Lux
  • ทำความสะอาดชิ้นงานโดยใช้สาร Cleaner
  •  พ่นผงแป้งสีขาวเพื่อช่วยให้เห็นอนุภาคแม่เหล็กชัดเจนมากยิ่งขึ้น
  •  สร้างสนามแม่เหล็กลงบนชิ้นงานที่เราจะทดสอบ
  •  พ่นอนุภาคแม่เหล็กแบบ Non-Fluorescent ลงบนบริเวณที่ทดสอบ
  • ทำการตรวจสอบโดย Visual inspection หรือการตรวจสอบด้วยสายตา โดยผู้ที่มี certified MT
  •  สลายการเป็นแม่เหล็กของชิ้นงาน (จำเป็นต้องทำหากสร้างสนามแม่เหล็กด้วยอุปกรณ์ Alternating current electromagnetic yoke
  • ทำการทำความสะอาดชิ้นงาน
ขั้นตอนการทำ Wet non-fluorescent magnetic Particles (Visible MT)

แล้วพบกับสาระดีๆทางด้านงานช่าง วิศวกรรม และอุตสาหกรรมได้ ที่เพจนายช่างมาแชร์นะครับผม แล้วติดตามวิธีการตรวจสอบ NDT แบบอื่นๆได้ในบทความถัดๆไปนะครับผม

Website: www.naichangmashare.com
Facebook: https://www.facebook.com/naichangmashare/
Youtube: https://www.youtube.com/channel/UCmIPiSeg-uy4k8JYSmknp_g
Instragram: https://www.instagram.com/naichangmashare/
Twitter: https://twitter.com/naichangmashare

#นายช่างมาแชร์