ความได้เปรียบนิคมอุตสาหกรรมไทยในระดับสากลจากระเบียบโลกใหม่ (New World Order)

0
Industrial-Estate-Authority-of-Thailand-IEAT-eager-to-unveil-Smart-Park-Industrial-Estate-in-Map-Ta-Phut-Rayong
Industrial-Estate-Authority-of-Thailand-IEAT-eager-to-unveil-Smart-Park-Industrial-Estate-in-Map-Ta-Phut-Rayong

ขณะที่ไทยกำลังเผชิญความท้าทายครั้งใหญ่จากระเบียบโลกใหม่ (New World Order) และความผันผวนของเศรษฐกิจโลก อีกด้านหนึ่ง ก็เป็นโอกาสของไทยที่จะดึงดูดนักลงทุนจากต่างประเทศเข้ามามากขึ้น เมื่อกระแสการลงทุนระดับโลกกำลังมองหาฐานการผลิตใหม่ที่มั่นคง ปลอดภัย และมีศักยภาพ ช่วยลดความเสี่ยงให้นักลงทุนในระยะยาว

การเปลี่ยนผ่านเข้าสู่เศรษฐกิจยุคใหม่ (New World Order)

กนอ. เชื่อมั่นว่า จากการเปลี่ยนผ่านเข้าสู่เศรษฐกิจยุคใหม่ ถือเป็นก้าวสำคัญที่ไทยจะพลิกวิกฤติให้เป็นความได้เปรียบในการดึงเม็ดเงินลงทุนจากต่างประเทศ โดยมุ่งเน้นอุตสาหกรรมแห่งอนาคต (New S-Curve) ได้แก่ ดิจิทัลและAI, พลังงานสะอาด, ยานยนต์ไฟฟ้า, เซมิคอนดักเตอร์, แผงวงจรพิมพ์ (PCB) รวมถึง การแพทย์และสุขภาพ, การเกษตรมูลค่าสูง, และอุตสาหกรรมชีวภาพ (BCG) ซึ่งเป็นเครื่องยนต์หลักที่จะขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ

การ์ทเนอร์ อิงก์ บริษัทวิจัยและให้คำปรึกษาด้านธุรกิจและเทคโนโลยีชั้นนำ คาดการณ์มูลค่าการใช้จ่ายด้านไอทีทั่วโลกในปี 2569 จะสูงถึง 6.15 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เพิ่มขึ้น 10.8% จากปีที่แล้ว โดยการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานที่เกี่ยวข้องกับ AI จะยังคงพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ขณะที่การใช้จ่ายด้านดาต้าเซ็นเตอร์ทั่วโลก จะเพิ่มขึ้น 31.7% คิดเป็นมูลค่ากว่า 650 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ

ทั้งนี้ การเติบโตอย่างก้าวกระโดดของเทคโนโลยี AI ที่ผ่านมา ส่งผลให้เกิดการลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์ในไทยเพิ่มขึ้นอย่างมาก โดยปีนี้ บอร์ดบีโอไอ ได้อนุมัติโครงการลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์ไปแล้ว 7 โครงการ รวมมูลค่า 9.6 หมื่นล้านบาท

PCB board photos

ข้อได้เปรียบของนิคมไทย

• ความพร้อมโครงสร้างพื้นฐานและระบบโลจิสติกส์ โดยมุ่งสู่การพัฒนานิคมสะอาดและอัจฉริยะ

• ห่วงโซ่อุปทานที่แข็งแกร่ง โดยไทยเป็นฐานผลิตสำคัญของโลกในหลายอุตสาหกรรม เช่น ฮาร์ดดิสก์และแผ่นวงจรพิมพ์ (PCB, ยานยนต์ไฟฟ้า (EV), เซมิคอนดักเตอร์, อิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง, และ ดิจิทัลและ AI

• สิทธิประโยชน์จากข้อตกลงการค้าเสรี (เอฟทีเอ) โดยไทยมีเอฟทีเอที่มีผลบังคับใช้แล้วถึง 14 ฉบับ กับ 18 ประเทศ

Multi,Exposure,Of,Oil,Refinery,Or,Petrochemical,Industry,With,Thai

• นโยบายส่งเสริมการลงทุนที่ชัดเจนและต่อเนื่อง

• สภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการประกอบธุรกิจ

Source : Industrial Estate Authority of Thailand : IEAT

Website: www.naichangmashare.com
Facebook: https://www.facebook.com/naichangmashare/
Blockdit :  https://www.blockdit.com/naichangmashare
Instragram: https://www.instagram.com/naichangmashare/
Twitter: https://twitter.com/naichangmashare
Youtube: https://www.youtube.com/@naichangmashare
TikTok :  https://www.tiktok.com/@naichangmashare

#นายช่างมาแชร์ #IEAT #ข่าวอตุสาหกรรม

Swiss Cheese Model ในงานวิศวกรรมความปลอดภัย

0
Swiss Cheese Model
Swiss Cheese Model

ในอุตสาหกรรมปิโตรเคมี พลังงาน และโรงงานกระบวนการผลิต (Process Industry) อุบัติเหตุร้ายแรงจำนวนมากมักถูกมองจากภาพปลายเหตุ เช่น เครื่องจักรระเบิด ท่อรั่ว ไฟไหม้ หรือระบบล้มเหลว แต่ในมุมของวิศวกรรมความปลอดภัย (Safety Engineering) แล้ว เหตุการณ์เหล่านี้แทบไม่เคยเกิดจาก “Single Failure” เพียงจุดเดียว

เบื้องหลังของ Incident ขนาดใหญ่ มักเป็นผลจาก “ความล้มเหลวหลายชั้น” ที่ค่อย ๆ สะสมอยู่ในระบบ ทั้งในด้านเครื่องจักร กระบวนการ คน การบริหารจัดการ และวัฒนธรรมองค์กร จนวันหนึ่งช่องโหว่ทั้งหมดเกิด Alignment พร้อมกัน

แนวคิดนี้ถูกอธิบายผ่านโมเดลที่มีชื่อเสียงระดับโลกอย่าง Swiss Cheese Model ซึ่งถูกใช้ในงานวิเคราะห์อุบัติเหตุของโรงงานปิโตรเคมี โรงไฟฟ้า ระบบการบิน Offshore Platform รวมถึงอุตสาหกรรมพลังงานทั่วโลก

Swiss Cheese Model คืออะไร?

Swiss Cheese Model เป็นแนวคิดด้าน Risk & Safety ที่อธิบายว่า “ระบบป้องกันทุกระบบ มีโอกาสผิดพลาดเสมอ” แม้โรงงานจะมีระบบความปลอดภัยหลายชั้น ทั้งด้านวิศวกรรมและการปฏิบัติงาน แต่ไม่มีระบบใด Perfect 100% ทุกระบบล้วนมี Weakness หรือ Limitation ของตัวเอง

James Reason จึงเปรียบระบบเหล่านี้เป็น “ชีสสวิสหลายแผ่น”

  • 🧀 ชีสแต่ละแผ่น = ระบบป้องกัน (Protection Layer)
  • 🕳️ รูในชีส = จุดอ่อน หรือ Failure ของแต่ละระบบ

ตราบใดที่ “รู” ยังไม่เรียงตรงกัน Incident ก็ยังถูก Block ได้

แต่เมื่อทุก Layer เกิด Failure พร้อมกัน Accident Path จะทะลุทุกชั้นป้องกันทันที

Layer of Protection ใน Process Industry

ในโรงงาน Process Industry จริง ระบบความปลอดภัยไม่ได้มีเพียงอุปกรณ์ตัวเดียว แต่ถูกออกแบบเป็น “Multi-Layer Protection”

แนวคิดนี้เรียกว่า Layer of Protection หรือ Defense in Depth ซึ่งเป็นหลักสำคัญของ Process Safety Engineering

ตัวอย่าง Layer ที่พบในโรงงานปิโตรเคมี ได้แก่:

  • Basic Process Control System (BPCS)
  • Alarm & Annunciation System
  • SIS / ESD System
  • PSV / PRV
  • Fire & Gas Detection
  • Deluge System
  • SOP & Work Instruction
  • Permit to Work
  • Operator Competency
  • Inspection & Preventive Maintenance
  • Mechanical Integrity Program

Layer เหล่านี้ทำงานร่วมกันเพื่อป้องกันไม่ให้ Deviation เล็ก ๆ พัฒนาไปสู่ Major Accident

Technical Perspective: Active Failure vs Latent Failure

หนึ่งในจุดสำคัญของ Swiss Cheese Model คือการมองว่า “อุบัติเหตุมีทั้งสาเหตุที่มองเห็น และสาเหตุแฝงที่ซ่อนอยู่ในระบบ”

หลายครั้งองค์กรโฟกัสเฉพาะสิ่งที่เกิดขึ้นหน้างาน เช่น Operator Error หรือ Equipment Failure แต่ในความเป็นจริง ปัจจัยเบื้องหลังอาจสะสมมานานหลายเดือนหรือหลายปีแล้ว

โมเดลนี้จึงแบ่ง Failure ออกเป็น 2 ประเภทหลัก

1. Active Failure

Active Failure คือความผิดพลาดที่เกิดขึ้น ณ จุดปฏิบัติงานโดยตรง และมักเป็น Trigger ของ Incident

ตัวอย่างเช่น:

  • Operator เปิด Valve ผิด Line
  • Incorrect Setpoint
  • Bypass Interlock
  • Isolation ไม่สมบูรณ์
  • Manual Override ผิดขั้นตอน

Failure กลุ่มนี้มัก “มองเห็นได้ทันที” หลังเกิดเหตุ

แต่ในหลายกรณี Active Failure ไม่ใช่ Root Cause ที่แท้จริง

2. Latent Failure

Latent Failure คือปัญหาที่ซ่อนอยู่ภายในระบบองค์กร กระบวนการ หรือการบริหารจัดการ ซึ่งสะสมมาเป็นเวลานานโดยไม่มีใครสังเกต

ตัวอย่างเช่น:

  • Poor Safety Culture
  • Deferred Maintenance
  • Alarm Flooding
  • Outdated P&ID
  • Inadequate Training
  • Weak MOC Process
  • Instrument Calibration Drift
  • Corrosion Under Insulation (CUI)

Latent Failure ถือเป็นสิ่งที่อันตรายที่สุด เพราะมักไม่แสดงอาการจนกว่าจะเกิด Incident ขนาดใหญ่

ตัวอย่าง Swiss Cheese Alignment ในโรงงานปิโตรเคมี

ใน Process Industry อุบัติเหตุจำนวนมากเกิดจาก “Chain of Failure” มากกว่าความผิดพลาดเพียงเหตุเดียว

ลองพิจารณากรณี Hydrocarbon Release

เหตุการณ์อาจเริ่มจาก:

  1. Control Valve Fail Open
  2. High Pressure Alarm ไม่ถูกตอบสนอง
  3. PSV Capacity ไม่เพียงพอ
  4. Gas Detector อยู่ใน Dead Zone
  5. Isolation Valve Leakage
  6. Operator Response Delay
  7. Firewater Pressure ต่ำกว่ากำหนด

แต่ละเหตุการณ์เพียงอย่างเดียว อาจยังไม่ทำให้เกิด Disaster

แต่เมื่อทุก Layer ล้มเหลวพร้อมกัน

➡️ Hydrocarbon Cloud Formation
➡️ Ignition Source
➡️ Vapor Cloud Explosion (VCE)

นี่คือภาพของ Swiss Cheese Alignment อย่างชัดเจน

ความเชื่อมโยงกับ LOPA และ SIL

ในสายงาน Process Safety แนวคิด Swiss Cheese Model เชื่อมโยงโดยตรงกับเครื่องมือวิเคราะห์ความเสี่ยง เช่น

  • Layer of Protection Analysis (LOPA)
  • SIL Assessment
  • HAZOP Study
  • Quantitative Risk Assessment (QRA)

LOPA ใช้ประเมินว่า Protection Layer แต่ละชั้นมี Reliability เพียงพอหรือไม่

เช่น:

  • Independent Protection Layer (IPL)
  • Probability of Failure on Demand (PFD)
  • Risk Reduction Factor (RRF)

หาก Layer ใด Reliability ต่ำ
หรือไม่มี Independence จริง

“รูในชีส” จะใหญ่ขึ้นทันที

และความเสี่ยงของ Major Accident จะเพิ่มขึ้นอย่างมาก

Human Factors Engineering และ System-Induced Error

ในอดีตหลายองค์กรเชื่อว่า Human Error คือสาเหตุหลักของอุบัติเหตุ

แต่ในมุมของ Modern Safety Engineering ปัจจุบัน มุมมองนี้เปลี่ยนไปอย่างมาก

เพราะความผิดพลาดของมนุษย์ มักถูก “กระตุ้น” จากระบบที่ออกแบบไม่ดี เช่น

  • Alarm เยอะเกินไป (Alarm Flooding)
  • HMI ซับซ้อน
  • Procedure ไม่ชัดเจน
  • Shift Work Fatigue
  • Poor Interface Design
  • Cognitive Overload

แนวคิด Human Factors Engineering จึงมองว่า:

Human Error จำนวนมาก คือ “System-Induced Error”

หรือพูดอีกแบบคือ
“ระบบที่ไม่ดี กำลังสร้างเงื่อนไขให้คนผิดพลาด”

Barrier Management และ Asset Integrity

องค์กรระดับ World Class จะไม่รอให้อุบัติเหตุเกิดก่อนจึงแก้ไข แต่จะใช้แนวคิด Barrier Management เพื่อตรวจสอบสถานะของ Protection Layer อยู่ตลอดเวลา

Barrier ถูกแบ่งออกเป็น 3 กลุ่มหลัก

1) Prevention Barrier

ป้องกันไม่ให้ Incident เกิด

  • Process Control
  • Interlock
  • Inspection
  • Corrosion Monitoring

2) Detection Barrier

ตรวจจับความผิดปกติ

  • Gas Detector
  • Thermal Imaging
  • Vibration Monitoring
  • Condition Monitoring

3) Mitigation Barrier

ลดผลกระทบเมื่อเกิด Incident

  • Deluge System
  • Fireproofing
  • Blast Wall
  • Emergency Shutdown

หาก Barrier ใดเริ่มเสื่อมสภาพ
องค์กรต้องสามารถ Detect ได้ก่อนที่ “รู” จะขยายใหญ่เกินควบคุม

Safety Culture: รูที่อันตรายที่สุดอาจมองไม่เห็น

หลายครั้งอุบัติเหตุใหญ่ไม่ได้เริ่มจากเครื่องจักรเสีย
แต่เริ่มจาก “วัฒนธรรมองค์กร”

เช่น:

  • Near Miss ไม่ถูก Report
  • PM ถูกเลื่อนเพราะ Production Priority
  • Alarm ถูก Disable ชั่วคราว
  • Temporary Modification กลายเป็น Permanent
  • KPI เน้น Production มากกว่า Safety

สิ่งเหล่านี้อาจดูเล็กในแต่ละวัน
แต่เมื่อสะสมไปเรื่อย ๆ
จะกลายเป็น Latent Failure ขนาดใหญ่ในองค์กร

หมวก Safety ความปลอดภัย
หมวก Safety ความปลอดภัย

บทสรุป

Swiss Cheese Model ไม่ใช่เพียงทฤษฎีด้านความปลอดภัย
แต่คือ Framework สำคัญของการมองอุบัติเหตุแบบ System Thinking

ในโลกของ Process Industry จริง
Major Accident แทบไม่เคยเกิดจาก Single Failure

แต่เกิดจาก:

  • Technical Failure
  • Human Error
  • Weak Barrier
  • Organizational Issue
  • Poor Decision-Making
  • Safety Culture Problem

ที่เกิดพร้อมกัน จนทุก Layer ถูกทะลุ

และนี่คือเหตุผลที่วิศวกรรมความปลอดภัยยุคใหม่
ไม่ได้ถามเพียงว่า

“ใครทำผิด?”

แต่ถามว่า

“ระบบทั้งหมด มีช่องโหว่อะไรซ่อนอยู่บ้าง?”

Website: www.naichangmashare.com
Facebook: https://www.facebook.com/naichangmashare/
Blockdit :  https://www.blockdit.com/naichangmashare
Instragram: https://www.instagram.com/naichangmashare/
Twitter: https://twitter.com/naichangmashare
Youtube: https://www.youtube.com/@naichangmashare
TikTok :  https://www.tiktok.com/@naichangmashare

#นายช่างมาแชร์ #SwissCheeseModel #ProcessSafety #HSE #IndustrialSafety #Petrochemical #LOPA #SIL #HAZOP #RiskManagement #MechanicalIntegrity #BarrierManagement #SafetyCulture #AssetIntegrity #OperationalExcellence #ChemicalEngineering

สวทช. – สจล. เร่งเครื่องอัปสกิลคนรุ่นใหม่ เสริมแกร่งห่วงโซ่ EV ขานรับนโยบาย อว. for EV สู้ศึก Tech War

0
NSTDA Ev car news jv kmitil
NSTDA Ev car news jv kmitil

(วันที่ 18 พฤษภาคม 2569) ที่โถงแถลงข่าว อาคารวิจัยโยธี สวทช. กรุงเทพฯ: ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) พร้อมด้วย รองศาสตราจารย์ ดร.คมสัน มาลีสี อธิการบดีสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.)

ร่วมแถลงข่าว พิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ การพัฒนาเทคโนโลยีด้านยานยนต์ไฟฟ้า พลังงาน และพัฒนาบุคลากร เพื่อขับเคลื่อนเทคโนโลยีขุมพลังยานยนต์ไฟฟ้าและพลังงานสะอาดครบวงจร พร้อมเดินหน้ายกระดับอัปสกิลบุคลากรไทยผ่านการปฏิบัติจริงและป้อนเข้าสู่ห่วงโซ่อุตสาหกรรมสีเขียวอนาคต โดยมี ดร.ศราวุธ เลิศพลังสันติ รองผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ รักษาการผู้อำนวยการศูนย์ความเป็นเลิศด้านยานยนต์ไฟฟ้าประเทศไทย สวทช. ศ. ดร.วิษณุ เพชรภา รองอธิการบดีฝ่ายวิจัยและนวัตกรรม สจล. ตลอดจนคณะผู้บริหาร และทีมนักวิจัยทั้งสองหน่วยเข้าร่วมงาน

รากฐานด้านระบบนิเวศยานยนต์ไฟฟ้า ผ่านศูนย์ความเป็นเลิศด้านยานยนต์ไฟฟ้าประเทศไทย (TECE)

ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการ สวทช. กล่าวว่า สวทช. ได้วางรากฐานด้านระบบนิเวศยานยนต์ไฟฟ้า ผ่านศูนย์ความเป็นเลิศด้านยานยนต์ไฟฟ้าประเทศไทย (TECE) โดยการผนึกกำลังกับ สจล. ในครั้งนี้ ถือเป็นการขานรับนโยบายของ ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม และตอบโจทย์ยุทธศาสตร์กระทรวง อว. ในการวางรากฐานระบบนิเวศนวัตกรรม (Innovation Ecosystem) การลงทุนในเทคโนโลยีขั้นแนวหน้า (Frontier Innovation) ด้านพลังงานสีเขียว ซึ่งการทำงานร่วมกันของ สวทช. และ สจล. ภายใต้การลงนามครั้งนี้ มีภารกิจสำคัญที่สุดคือการสร้างคนเพื่อรองรับอุตสาหกรรมอนาคต ตามยุทธศาสตร์กระทรวง อว. ที่ต้องการพลิกโฉมมหาวิทยาลัยและการพัฒนากำลังคนคุณภาพสูงเข้าสู่ภาคอุตสาหกรรม EV ได้ทันที ตามแนวคิด “เรียนได้งบจบได้งาน” ของท่านรัฐมนตรีกระทรวง อว.

“วันนี้ สวทช. เราทำหน้าที่เป็นเครื่องยนต์วิจัยหลักของชาติ (National Research Engine) แต่เครื่องยนต์นี้จะทรงพลังและขับเคลื่อนไปข้างหน้าได้เร็วขึ้น เมื่อได้พันธมิตรที่มีความเชี่ยวชาญระดับสูงอย่าง สจล. มาร่วมเสริมแกร่ง ความร่วมมือกันครั้งนี้เรามุ่งเป้าที่ระบบยานยนต์ไฟฟ้าอย่างครบวงจร ตั้งแต่ยานยนต์ไฟฟ้าประเภทต่าง ๆ เรือไฟฟ้า ระบบขับเคลื่อน ระบบจัดเก็บพลังงาน จนถึงโครงสร้างพื้นฐานอัจฉริยะ ซึ่งสอดรับโดยตรงกับนโยบายของท่านรัฐมนตรี อว. ที่ย้ำว่าไทยต้องชนะ Tech War โดยการเลือกเทคโนโลยีที่เหมาะสมและใช้งานได้จริง”

ด้าน รองศาสตราจารย์ ดร.คมสัน มาลีสี อธิการบดี สจล. กล่าวว่า สจล. พร้อมเป็นฟันเฟืองสำคัญในการเปลี่ยนผ่านประเทศด้วยนวัตกรรม ตอกย้ำเจตนารมณ์ในการผลักดันให้สถาบันก้าวสู่ความเป็น “The World Master of Innovation” โดยการจับมือร่วมกับ สวทช. คือ การดึงความเชี่ยวชาญทางวิศวกรรมขั้นสูระดับชาติของ สวทช. โดยศูนย์ TECE มาสู่การปฏิบัติจริงในภาคอุตสาหกรรมพลังงานสะอาด ผนวกกับความเชี่ยวชาญด้านวิศวกรรมของ สจล. ดังนั้นจึงเป็นการรวมศักยภาพที่แข็งแกร่ง ให้กลายเป็นแพลตฟอร์มสำคัญเพื่อร่วมวิจัยและพัฒนา ทั้งระบบขับเคลื่อน (Drive Train) และระบบควบคุมอัจฉริยะ โดย สจล. พร้อมสร้างกระบวนการเรียนรู้ผ่านการทำงานจริง เช่น สหกิจศึกษา รวมถึงการทำ Up-skill และ Re-skill เพื่อสร้างบุคลากรคนรุ่นใหม่ให้มีทักษะระดับ Deep Tech ที่เชี่ยวชาญ เพื่อให้ประเทศไทยมีระบบนิเวศยานยนต์ไฟฟ้าที่ยั่งยืน และเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันในเวทีโลกได้อย่างแท้จริง

การพัฒนากำลังคนและบุคลากรด้านยานยนต์ไฟฟ้า (EV-HRD)

สำหรับความร่วมมือที่ผ่านมาของ สวทช. และ สจล. ได้แก่ 1. ด้านการพัฒนากำลังคนและบุคลากรด้านยานยนต์ไฟฟ้า (EV-HRD) อาทิ โครงการ TAIST-Tokyo Tech: ร่วมมือผลิตและพัฒนาบุคลากรวิจัยระดับสูง เพื่อตอบสนองความต้องการของภาคอุตสาหกรรม, การสนับสนุนนักวิจัยระดับปริญญาเอก: ร่วมเป็นอาจารย์ที่ปรึกษาและดูแลนักศึกษาทุนระดับปริญญาเอกที่ศึกษาวิจัยเชิงลึกด้านเทคโนโลยีแบตเตอรี่ยานยนต์ไฟฟ้า, การถ่ายทอดองค์ความรู้: ผู้เชี่ยวชาญจาก สวทช. ร่วมเป็นวิทยากรพิเศษบรรยายและถ่ายทอดเทคโนโลยีด้านยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ให้แก่นักศึกษา สจล. และโครงการสหกิจศึกษาและฝึกงาน: เปิดรับนักศึกษาฝึกงานและสหกิจศึกษาเพื่อสร้างเสริมทักษะและประสบการณ์จากการปฏิบัติงานจริงในห้องปฏิบัติการและภาคอุตสาหกรรม

ด้านการวิจัยและนวัตกรรมยานยนต์ไฟฟ้าและพลังงาน (EV & Energy Innovation)

อาทิ เทคโนโลยีพลังงานสะอาด: ร่วมวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีเซลล์เชื้อเพลิงไฮโดรเจน (Hydrogen Fuel Cell) ที่ได้จากก๊าซชีวภาพ (Biogas) เพื่อต่อยอดสู่พลังงานทางเลือกแห่งอนาคต, การพัฒนาองค์ความรู้วิศวกรรม: ร่วมวิจัย พัฒนา และจัดทำผลงานตีพิมพ์ทางวิชาการ (Academic Paper) ด้านการทดสอบสมรรถนะเครื่องยนต์ เพื่อยกระดับมาตรฐานวิศวกรรมยานยนต์ และ 3. ความร่วมมือด้านเทคโนโลยีขั้นสูงและนวัตกรรมอื่น ๆ (Advanced Technology & Other Innovations)

Website: www.naichangmashare.com
Facebook: https://www.facebook.com/naichangmashare/
Blockdit :  https://www.blockdit.com/naichangmashare
Instragram: https://www.instagram.com/naichangmashare/
Twitter: https://twitter.com/naichangmashare
Youtube: https://www.youtube.com/@naichangmashare
TikTok :  https://www.tiktok.com/@naichangmashare

#NSTDA#สวทช#สร้างชาติด้วยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี #KMITL#EV#อวforEV#DeepTech#พลังงานสะอาด#TechWar#GreenIndustry#FutureMobility

PTTGC แจ้ง “PTTMCC” ยุติกิจการพลาสติกชีวภาพ PBS คาดเสร็จปี 71

0
PTTGC_PTTMCC Close down
PTTGC_PTTMCC Close down

นายณะรงค์ศักดิ์ จิวากานันต์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ PTTGC เปิดเผยเกี่ยวกับการตัดสินใจทางธุรกิจ ของบริษัท พีทีที เอ็มซีซี ไบโอเคม จำกัด (PTTMCC) ซึ่งเป็นบริษัทร่วมค้าที่บริษัทฯ ถือหุ้นร้อยละ 50 โดยที่ประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นของ PTTMCC เมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม 2569 ได้มีมติอนุมัติแผนยุติการดำเนินกิจการของ PTTMCC

ในการนี้ PTTMCC จะดำเนินกระบวนการตามแผนที่ได้รับการอนุมัติและคาดว่ากระบวนการตามแผน ดังกล่าวจะแล้วเสร็จภายในปี 2571ทั้งนี้หากมีความคืบหน้าใด ๆ บริษัทฯ จะรายงานข้อมูลให้แก่ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยทราบต่อไป

Website: www.naichangmashare.com
Facebook: https://www.facebook.com/naichangmashare/
Blockdit :  https://www.blockdit.com/naichangmashare
Instragram: https://www.instagram.com/naichangmashare/
Twitter: https://twitter.com/naichangmashare
Youtube: https://www.youtube.com/@naichangmashare
TikTok :  https://www.tiktok.com/@naichangmashare

#นายช่างมาแชร์ #PTTMCC #ข่าวอุตสาหกรรม

SCGC ฝ่าวิกฤตฮอร์มุซ ชี้ “บริหารวัตถุดิบ” คือหัวใจรับมือสงครามพลังงานโลก

SCGC
SCGC

สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางกำลังส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่ออุตสาหกรรมปิโตรเคมีทั่วโลก โดยเฉพาะหลัง “ช่องแคบฮอร์มุซ” ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งพลังงานสำคัญของโลก ถูกใช้เป็นเครื่องมือต่อรองทางยุทธศาสตร์ ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบพุ่งทะลุ 100 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล และสร้างแรงกดดันโดยตรงต่อผู้ผลิตปิโตรเคมีที่ต้องพึ่งพาวัตถุดิบนำเข้า

“นายศักดิ์ชัย ปฏิภาณปรีชาวุฒิ” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และกรรมการผู้จัดการใหญ่ของ SCGC เปิดเผยว่า ปัจจุบันอุตสาหกรรมปิโตรเคมีไทยยังต้องนำเข้าวัตถุดิบประมาณ 70-80% ของความต้องการทั้งหมด และในจำนวนนี้กว่า 60% ต้องขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซ หากเส้นทางดังกล่าวเกิดปัญหาหรือไม่สามารถใช้งานได้ตามปกติ ไทยอาจเหลือวัตถุดิบเพียงครึ่งเดียวของระดับปกติทันที

ผลกระทบไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะผู้ผลิตปิโตรเคมี แต่ลุกลามไปถึงอุตสาหกรรมปลายน้ำจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็นบรรจุภัณฑ์ อาหาร ชิ้นส่วนยานยนต์ ท่อก๊าซ เวชภัณฑ์ สายไฟ วัสดุก่อสร้าง และสินค้าอุปโภคบริโภคในชีวิตประจำวัน สะท้อนให้เห็นว่า “ปิโตรเคมี” คืออุตสาหกรรมฐานรากที่เชื่อมโยงกับซัพพลายเชนแทบทุกภาคส่วน

หลังสงครามยืดเยื้อมานานกว่า 2 เดือน ราคาน้ำมันดิบเบรนต์ล่าสุดขยับขึ้นสู่ระดับประมาณ 115 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ขณะที่การแข่งขันแย่งซื้อวัตถุดิบจากตลาดโลกทวีความรุนแรง ผู้ผลิตจากไทย ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และประเทศในเอเชียตะวันออก ต่างเร่งหาซัพพลายใหม่เข้ามาทดแทน ส่งผลให้ “ค่าพรีเมี่ยมวัตถุดิบ” พุ่งสูงจากเดิมเพียง 5-10 เหรียญสหรัฐต่อตัน กลายเป็นหลักร้อยเหรียญสหรัฐต่อตันในบางรายการ

SCGC ระบุว่า สิ่งสำคัญที่สุดในช่วงวิกฤตคือ “การบริหารวัตถุดิบ” และการรักษาความต่อเนื่องของซัพพลาย บริษัทจึงให้ความสำคัญกับการกันสินค้าไว้รองรับลูกค้าในประเทศก่อน โดยเฉพาะกลุ่มอุตสาหกรรมจำเป็น เช่น อาหาร ยา บรรจุภัณฑ์ และสินค้าอุปโภคบริโภค เพื่อป้องกันภาวะสินค้าขาดแคลน

อีกหนึ่งจุดแข็งสำคัญของ SCGC คือสัดส่วนสินค้ากลุ่ม HVA (High Value Added Products) หรือสินค้ามูลค่าเพิ่มสูง ที่มีอยู่ในพอร์ตถึงประมาณ 60% ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ที่ลูกค้าไม่สามารถเปลี่ยนไปใช้วัตถุดิบจากผู้ผลิตรายอื่นได้ทันที เพราะต้องผ่านการทดสอบมาตรฐานและปรับสูตรการผลิตใหม่ ทำให้สินค้ากลุ่มนี้มีบทบาทสำคัญต่อซัพพลายเชนปลายน้ำมากกว่าสินค้า Commodity ทั่วไป

ในช่วงที่ผ่านมา บริษัทจึงเร่งปรับพอร์ตธุรกิจ ลดการพึ่งพาสินค้า Commodity และเพิ่มสัดส่วน HVA มากขึ้น รวมถึงดึงสินค้าบางส่วนจากฐานการผลิตในเวียดนามกลับมาสนับสนุนตลาดไทย เพื่อให้สินค้าและวัตถุดิบสำคัญยังเพียงพอต่อความต้องการภายในประเทศ

ขณะเดียวกัน ลูกค้าต่างประเทศบางกลุ่มยังคงพึ่งพาสินค้า HVA จากไทยอย่างมาก เช่น กลุ่มผู้ผลิตท่อก๊าซในออสเตรเลีย ที่ไม่สามารถเปลี่ยนวัตถุดิบได้ทันที ถึงขั้นมีการประสานผ่านสถานทูตเพื่อขอสนับสนุนซัพพลายบางรายการ โดยบริษัทพยายามบริหารจัดการอย่างสมดุล เพื่อไม่ให้กระทบต่อความต้องการในประเทศไทย

SCGC ยังประเมินว่า ความเสียหายจากสงครามส่งผลให้กำลังการผลิตปิโตรเคมีของโลกหายไปแล้วราว 20% ทั้งจากโรงงานปิโตรเคมี โรงกลั่น และเทอร์มินัลในหลายประเทศที่ได้รับผลกระทบ โดยบางโรงงานในอิหร่านอาจต้องใช้เวลาฟื้นฟูนานถึง 2 ปี หากเกิดความเสียหายรุนแรง

แม้สงครามจะยุติลง ซัพพลายโลกก็อาจไม่สามารถกลับเข้าสู่ภาวะปกติได้ในระยะสั้น ส่งผลให้ตลาดปิโตรเคมีโลกยังมีแนวโน้มตึงตัวต่อเนื่องอีกหลายปี ขณะที่ส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมี หรือ Spread ปรับตัวขึ้นจากระดับ 300-320 เหรียญสหรัฐต่อตัน มาอยู่ที่ประมาณ 540 เหรียญสหรัฐต่อตัน

อย่างไรก็ตาม บริษัทมองว่า Spread ที่เพิ่มขึ้นไม่ได้หมายถึงกำไรที่สูงขึ้นทันที เพราะต้นทุนวัตถุดิบ พลังงาน ค่าขนส่ง และค่าพรีเมี่ยมต่าง ๆ ก็ปรับเพิ่มขึ้นเช่นกัน โดยเฉพาะในช่วงที่ราคาน้ำมันยืนเหนือ 100 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล จุดคุ้มทุนของอุตสาหกรรมอาจขยับขึ้นสู่ระดับ 500-550 เหรียญสหรัฐต่อตัน

ในด้านการบริหารโรงงาน SCGC อยู่ระหว่างปรับแผนการเดินเครื่องทั้งในไทยและต่างประเทศ โดยบางโรงงานอาจชะลอการผลิตหรือเข้าสู่ช่วงซ่อมบำรุง เพื่อให้สอดคล้องกับปริมาณวัตถุดิบที่มีอยู่ รวมถึงเตรียมแผนเปลี่ยนไปใช้อีเทนในอนาคต เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นด้านต้นทุน

บริษัทระบุว่า การเปิด-ปิดโรงงานแต่ละครั้งมีต้นทุนสูงถึง 300-400 ล้านบาท จึงต้องวางแผนอย่างรอบคอบ เพราะหากเปิดเดินเครื่องได้เพียงระยะสั้นก่อนต้องหยุดอีกครั้ง จะยิ่งเพิ่มภาระต้นทุนมากขึ้น สำหรับตลาด PVC แม้ราคาจะปรับตัวสูงขึ้นเช่นกัน แต่ยังเผชิญแรงกดดันจากจีนที่สามารถผลิต PVC จากถ่านหินในต้นทุนต่ำกว่า ทำให้การปรับขึ้นราคาทำได้จำกัดกว่ากลุ่ม PE และ PP

SCGC ย้ำว่า กลยุทธ์สำคัญที่สุดในเวลานี้คือ “การหาวัตถุดิบจากแหล่งใหม่อย่างต่อเนื่อง” โดยเฉพาะการทำสัญญาระยะยาวกับประเทศคู่ค้า เพราะในภาวะขาดแคลน การได้รับการจัดสรรวัตถุดิบถือเป็นเรื่องสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ มากกว่าการซื้อขายในตลาดปกติ

ปัจจุบัน บริษัทใช้ 3 นโยบายหลักในการรับมือวิกฤต ได้แก่

  1. จัดหาวัตถุดิบให้ต่อเนื่อง
  2. บริหารการเดินโรงงานอย่างเหมาะสม ลดการเปิด-ปิดโดยไม่จำเป็น
  3. จัดสรรสินค้าให้กลุ่มลูกค้าที่มีความจำเป็นสูงก่อน เพื่อไม่ให้กระทบต่อผู้บริโภคและอุตสาหกรรมปลายน้ำของประเทศ

แล้วพบกับสาระดีๆแบบนี้ทางด้านงานช่าง งานวิศวกรรม และอุตสาหกรรมได้ที่ นายช่างมาแชร์ นะครับ

Website: www.naichangmashare.com
Facebook: https://www.facebook.com/naichangmashare/
Blockdit :  https://www.blockdit.com/naichangmashare
Instragram: https://www.instagram.com/naichangmashare/
Twitter: https://twitter.com/naichangmashare
Youtube: https://www.youtube.com/@naichangmashare
TikTok :  https://www.tiktok.com/@naichangmashare

#นายช่างมาแชร์

เชิญร่วมสัมมนาพิเศษในงาน INTERMACH 2026 พลิกโฉมโรงงานยุคใหม่ด้วย Humanoid และ AI อัจฉริยะ

INTERMACH 2026
INTERMACH 2026

“Humanoid, Embodied Intelligent, Hi-Tech New Technology for Manufacturing Reinvented”

ขอเรียนเชิญผู้ประกอบการ วิศวกร นักอุตสาหกรรม และผู้ที่สนใจด้านระบบอัตโนมัติและหุ่นยนต์ เข้าร่วมสัมมนาพิเศษโดยวิทยากร อ.ศักดา สารพัดวิทยา ภายในงาน INTERMACH 2026 เพื่ออัปเดตแนวโน้มเทคโนโลยีอุตสาหกรรมแห่งอนาคต พร้อมกรณีศึกษาการประยุกต์ใช้จริงในภาคการผลิตและระบบโลจิสติกส์อัจฉริยะ สแกนลงทะเบียนล่วงหน้า รับของที่ระลึกหน้างาน หัวข้อการบรรยาย

1. Use Case in Intralogistic System Analysis เจาะลึกแนวทางการวิเคราะห์ระบบ Intralogistics และการประยุกต์ใช้ระบบอัตโนมัติในโรงงานอุตสาหกรรม เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ลดต้นทุน และยกระดับการดำเนินงาน

ไฮไลท์เนื้อหา

  • แนวโน้มเทคโนโลยีและนวัตกรรมล่าสุดด้าน Intralogistics และ Automation
  • กรณีศึกษาการใช้ระบบอัตโนมัติ (Case Study) ในภาคอุตสาหกรรม
  • เทคนิคการวิเคราะห์เพื่อ “เพิ่ม – ลด – ขจัด” ขั้นตอนที่ไม่จำเป็น

2. Humanoid & Embodied Intelligent AI อัปเดตเทคโนโลยีหุ่นยนต์ยุคใหม่ และแนวคิด Embodied Intelligence ที่กำลังเปลี่ยนโฉมอุตสาหกรรมการผลิต

ไฮไลท์เนื้อหา

  • ทิศทางอนาคตสู่การปฏิวัติการผลิตรูปแบบใหม่
  • จากแขนกลสู่ Humanoid: วิวัฒนาการความยืดหยุ่นในการผลิต
  • Embodied Intelligent AI: เจาะลึกหุ่นยนต์ที่มีสติปัญญาเชิงกายภาพ
  • กรณีศึกษาการยกระดับโรงงานด้วยเทคโนโลยีล่าสุด

รายละเอียดงานสัมมนา

  • วันที่: 13 พฤษภาคม 2569
  • เวลา: 15.45 – 17.00 น.
  • สถานที่: ห้อง MR 218 ไบเทค บางนา

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม

สมาคมผู้ประกอบการระบบอัตโนมัติและหุ่นยนต์ไทย (TARA)
มือถือ: 062-192-4646
อีเมล: [email protected]


แล้วพบกับสาระดีๆแบบนี้ทางด้านงานช่าง งานวิศวกรรม และอุตสาหกรรมได้ที่ นายช่างมาแชร์ นะครับ

Website: www.naichangmashare.com
Facebook: https://www.facebook.com/naichangmashare/
Blockdit :  https://www.blockdit.com/naichangmashare
Instragram: https://www.instagram.com/naichangmashare/
Twitter: https://twitter.com/naichangmashare
Youtube: https://www.youtube.com/@naichangmashare
TikTok :  https://www.tiktok.com/@naichangmashare

#นายช่างมาแชร์

GC เดินหน้า Bioeconomy เปิดโรงงาน NatureWorks 2 ผลิต PLA จากอ้อยไทย 75,000 ตัน/ปี ดันไทยสู่ฮับไบโอพลาสติกเอเชีย

GC Opens NatureWorks Plant 2 to Produce 75,000 Tons/Year of PLA from Thai Sugarcane, Positioning Thailand as Asia’s Bioplastics Hub
GC Opens NatureWorks Plant 2 to Produce 75,000 Tons/Year of PLA from Thai Sugarcane, Positioning Thailand as Asia’s Bioplastics Hub

อีกก้าวสำคัญของอุตสาหกรรมสีเขียวไทย เมื่อ GC หรือ บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) ร่วมกับ NatureWorks เปิดดำเนินการโรงงานผลิตไบโอพลาสติก PLA แห่งใหม่อย่างเป็นทางการ ภายใน “นครสวรรค์ไบโอคอมเพล็กซ์” ถือเป็นโรงงานผลิต PLA ที่ครบวงจรที่สุดในเอเชีย และเป็นโรงงานแห่งที่ 2 ของ NatureWorks ในระดับโลก

โรงงานแห่งนี้ใช้ “อ้อยจากประเทศไทย” เป็นวัตถุดิบหลัก 100% ในการผลิตพลาสติกชีวภาพประเภท Polylactic Acid หรือ PLA ภายใต้แบรนด์ Ingeo™ ด้วยกำลังการผลิตสูงถึง 75,000 ตันต่อปี ซึ่งช่วยเพิ่มทางเลือกให้กับอุตสาหกรรมที่ต้องการลดการพึ่งพาพลาสติกจากฟอสซิล และลดการปล่อยคาร์บอนในระยะยาว

PLA เป็นไบโอพลาสติกที่ผลิตจากวัตถุดิบชีวภาพ เช่น น้ำตาลจากอ้อยหรือข้าวโพด สามารถย่อยสลายได้ในสภาวะที่เหมาะสม มีคาร์บอนฟุตปริ้นท์ต่ำ และกำลังได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นทั่วโลก เนื่องจากตอบโจทย์ด้านสิ่งแวดล้อมและเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy)

นี่ไม่ใช่แค่โรงงานผลิตพลาสติกทั่วไป แต่เป็นการสร้าง “ Supply Chain ไบโอพลาสติกครบวงจร” ตั้งแต่ภาคเกษตรกรรม → วัตถุดิบชีวภาพ → กระบวนการผลิต → อุตสาหกรรมปลายน้ำ ส่งผลให้ประเทศไทยสามารถเพิ่มมูลค่าให้อุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาล พร้อมต่อยอดสู่อุตสาหกรรมวัสดุชีวภาพมูลค่าสูง ซึ่งเป็นหนึ่งในเป้าหมายสำคัญของโมเดลเศรษฐกิจ BCG และ Bioeconomy ของประเทศ

Ingeo™ PLA ใช้ทำอะไร ปัจจุบัน PLA ถูกนำไปใช้งานในหลายอุตสาหกรรม เช่น บรรจุภัณฑ์อาหาร ถุงชา แคปซูลกาแฟ เคสโทรศัพท์ ชิ้นส่วนเครื่องใช้ไฟฟ้า หน้ากากอนามัย ผ้าอ้อม ผ้าเช็ดทำความสะอาด เส้นพลาสติกสำหรับงาน 3D Printing ซึ่งถือเป็นวัสดุทางเลือกที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็วในตลาดโลก

จุดเด่นอีกอย่างของโรงงานแห่งนี้
NatureWorks ระบุว่า โรงงานที่นครสวรรค์ถูกออกแบบให้สามารถผลิต Ingeo™ PLA ได้หลายเกรด รองรับการใช้งานที่หลากหลาย และช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นให้กับซัพพลายเชนวัสดุชีวภาพในภูมิภาคเอเชีย

ขณะเดียวกัน ผลิตภัณฑ์ Ingeo™ PLA ยังได้รับการรับรองมาตรฐานสากลหลายด้าน เช่น
✅ USDA BioPreferred
✅ ISCC PLUS

สะท้อนถึงมาตรฐานด้านวัตถุดิบชีวภาพและความยั่งยืนระดับโลก นายสาโรจน์ พุทธธรรมวงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการ กลุ่มธุรกิจผลิตภัณฑ์เคมีมูลค่าเพิ่ม GC กล่าวว่า โรงงานแห่งนี้เป็นอีกก้าวสำคัญในการผลักดันวัสดุคาร์บอนต่ำ และเสริมศักยภาพอุตสาหกรรมไบโอพลาสติกไทยสู่ระดับภูมิภาค

ด้าน ดร.ณัฐพล รังสิตพล ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม มองว่า การลงทุนครั้งนี้ช่วยเพิ่มมูลค่าให้อุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลของไทย สร้างงาน กระจายรายได้ และต่อยอดประเทศไทยสู่ฐานการผลิตไบโอพลาสติกระดับโลกในอนาคต

ขณะที่นาย Erik Ripple CEO ของ NatureWorks ระบุว่า การมีฐานการผลิตในประเทศไทย จะช่วยรองรับความต้องการใช้ไบโอพลาสติกในเอเชียที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว และช่วยผลักดันการเปลี่ยนผ่านสู่วัสดุที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น

จาก “อ้อยไทย” สู่ “ไบโอพลาสติกระดับโลก”
นี่คืออีกตัวอย่างของการยกระดับภาคเกษตรไทย ด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรม เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม และขับเคลื่อนเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำอย่างเป็นรูปธรรม


แล้วพบกับสาระดีๆแบบนี้ทางด้านงานช่าง งานวิศวกรรม และอุตสาหกรรมได้ที่ นายช่างมาแชร์ นะครับ

Website: www.naichangmashare.com
Facebook: https://www.facebook.com/naichangmashare/
Blockdit :  https://www.blockdit.com/naichangmashare
Instragram: https://www.instagram.com/naichangmashare/
Twitter: https://twitter.com/naichangmashare
Youtube: https://www.youtube.com/@naichangmashare
TikTok :  https://www.tiktok.com/@naichangmashare

#นายช่างมาแชร์ #GC #NatureWorks #PLA #Bioplastic #CircularEconomy #BCG #Bioeconomy #อุตสาหกรรมสีเขียว #Sustainability #3DPrinting #นครสวรรค์ไบโอคอมเพล็กซ์

เครื่องตรวจสอบวัสดุ PMI คืออะไร? เทคโนโลยีสำคัญที่ช่วยโรงงานลดความผิดพลาดในงานวิศวกรรม

0
PMI Positive Material Identification method.001
PMI Positive Material Identification method.001

ในอุตสาหกรรมยุคปัจจุบัน “วัสดุ” คือหัวใจสำคัญของคุณภาพและความปลอดภัยของระบบการผลิต โดยเฉพาะในโรงงานที่เกี่ยวข้องกับงานแรงดันสูง ปิโตรเคมี พลังงาน อาหาร ยา และงานโครงสร้างโลหะ หากมีการใช้วัสดุผิดเกรดเพียงชิ้นเดียว อาจนำไปสู่ความเสียหายร้ายแรง เช่น การกัดกร่อน การแตกร้าว หรืออุบัติเหตุที่ส่งผลต่อทั้งกระบวนการผลิต

หลายครั้งวัสดุโลหะมีลักษณะภายนอกคล้ายกันมาก จนไม่สามารถแยกได้ด้วยสายตา เช่น Stainless Steel 304, 316 หรือ Alloy Steel หลายเกรด ทำให้โรงงานจำนวนมากเริ่มนำ “PMI – Positive Material Identification” เข้ามาใช้เป็นมาตรฐานในการตรวจสอบวัสดุ

PMI ไม่ใช่เพียงเครื่องมือวิเคราะห์โลหะ แต่คือระบบยืนยันตัวตนของวัสดุที่ช่วยให้วิศวกรมั่นใจว่า “วัสดุที่ใช้งานตรงตามสเปคจริง” ลดความเสี่ยงก่อนเกิดปัญหาในอนาคต

PMI (Positive Material Identification) คืออะไร?

PMI คือกระบวนการตรวจสอบชนิดของวัสดุโลหะ โดยใช้เครื่องมือวิเคราะห์องค์ประกอบทางเคมีของโลหะ เพื่อยืนยันว่าเป็นวัสดุเกรดใด

ตัวอย่างเช่น

  • Stainless Steel 304
  • Stainless Steel 316
  • Carbon Steel
  • Alloy Steel
  • Inconel
  • Hastelloy
  • Titanium Alloy

เครื่อง PMI จะตรวจวัดองค์ประกอบของธาตุ เช่น

  • Fe (Iron)
  • Cr (Chromium)
  • Ni (Nickel)
  • Mo (Molybdenum)
  • Cu (Copper)
  • Ti (Titanium)

จากนั้นระบบจะเปรียบเทียบกับฐานข้อมูลมาตรฐานของวัสดุ เพื่อระบุเกรดโลหะได้อย่างรวดเร็ว

หลักการทำงานของเครื่อง PMI เชิงวิศวกรรม

ปัจจุบันเครื่อง PMI ที่นิยมใช้งานในโรงงานมีอยู่ 2 เทคโนโลยีหลัก ได้แก่

1. XRF – X-Ray Fluorescence

เป็นเทคโนโลยีที่ได้รับความนิยมสูงที่สุด เนื่องจากใช้งานง่ายและรวดเร็ว

หลักการทำงาน

เครื่องจะปล่อยรังสี X-Ray ไปกระทบพื้นผิวโลหะ ทำให้อิเล็กตรอนภายในอะตอมเกิดการกระตุ้นและปล่อยพลังงานกลับออกมาในรูป Fluorescence

แต่ละธาตุจะปล่อยพลังงานกลับมาไม่เหมือนกัน ทำให้เครื่องสามารถวิเคราะห์ได้ว่าโลหะนั้นมีองค์ประกอบอะไรอยู่บ้าง

จุดเด่น

  • ตรวจสอบได้รวดเร็วภายในไม่กี่วินาที
  • ไม่ทำลายชิ้นงาน
  • พกพาใช้งานภาคสนามได้
  • เหมาะกับงาน Maintenance และ Inspection

ข้อจำกัด

  • ตรวจธาตุเบาบางชนิดได้ยาก เช่น Carbon
  • ความแม่นยำขึ้นกับสภาพผิววัสดุ

2. OES – Optical Emission Spectroscopy

เป็นเทคโนโลยีที่มีความแม่นยำสูงกว่า XRF โดยเฉพาะการวิเคราะห์ Carbon

หลักการทำงาน

เครื่องจะสร้าง Spark หรือ Arc Electrical Discharge ลงบนพื้นผิวโลหะ ทำให้อะตอมปล่อยแสงออกมา

แต่ละธาตุจะมี “Spectrum” หรือความยาวคลื่นของแสงเฉพาะตัว เครื่องจึงสามารถวิเคราะห์ชนิดและปริมาณธาตุได้อย่างละเอียด

จุดเด่น

  • วิเคราะห์ Carbon ได้
  • แม่นยำสูง
  • เหมาะกับงาน QC และ Material Certification

ข้อจำกัด

  • มีรอยบนชิ้นงานเล็กน้อย
  • เครื่องมีขนาดใหญ่กว่า
  • ต้องเตรียมพื้นผิวก่อนทดสอบ

ทำไมโรงงานอุตสาหกรรมต้องใช้ PMI?

inspection refinery

1. ป้องกันการใช้วัสดุผิดเกรด

ในงานเดินท่อหรือ Pressure Vessel หากใช้วัสดุผิดเกรด อาจเกิดการกัดกร่อนหรือแตกเสียหายได้

เช่น

  • ใช้ SS304 แทน SS316 ในงานเคมี
  • ใช้ Alloy ผิด Spec ในระบบอุณหภูมิสูง

PMI ช่วยยืนยันได้ทันทีว่าวัสดุถูกต้องก่อนติดตั้ง

2. เพิ่มความปลอดภัยในระบบผลิต

อุตสาหกรรม Oil & Gas, Petrochemical และ Power Plant มีความเสี่ยงสูง หากวัสดุไม่ตรงมาตรฐานอาจเกิดอุบัติเหตุร้ายแรง

การตรวจ PMI จึงกลายเป็นมาตรฐานสำคัญในหลายโรงงานทั่วโลก

3. ลดต้นทุนจากความผิดพลาด

การติดตั้งวัสดุผิดแล้วต้องรื้อแก้ภายหลัง มีค่าใช้จ่ายสูงมาก ทั้ง

  • ค่าแรง
  • Downtime
  • การสูญเสียการผลิต
  • ค่าเสียหายด้านคุณภาพ

PMI ช่วยตรวจสอบได้ตั้งแต่ก่อนเริ่มใช้งานจริง

4. ใช้ตรวจสอบวัสดุระหว่าง Maintenance

หลายโรงงานมีการเปลี่ยนอะไหล่หรือซ่อมบำรุงอยู่ตลอดเวลา

เครื่อง PMI สามารถใช้ตรวจสอบได้ว่า

  • หน้าแปลน
  • วาล์ว
  • ท่อ
  • Fitting
  • Welding Material

เป็นวัสดุที่ถูกต้องตาม Spec หรือไม่

การประยุกต์ใช้ PMI ในอุตสาหกรรม

อุตสาหกรรมปิโตรเคมี (Petrochemical)

ใช้ตรวจสอบ

  • Pipe Spool
  • Valve
  • Heat Exchanger
  • Pressure Vessel

เพื่อป้องกัน Corrosion Failure

โรงไฟฟ้า (Power Plant)

ใช้ตรวจสอบ Alloy Steel ที่ต้องทนความร้อนและแรงดันสูง

เช่น

  • Boiler Tube
  • Steam Pipe
  • Turbine Component

อุตสาหกรรมอาหารและยา

ใช้ตรวจสอบ Stainless Steel ให้เป็นเกรด Food Grade จริง

เช่น SS316L

เพื่อป้องกันการปนเปื้อนและการกัดกร่อน

งาน Fabrication และ Welding

ใช้ตรวจสอบก่อนและหลังเชื่อม

  • Base Material
  • Welding Rod
  • Weld Overlay

เพื่อควบคุมคุณภาพงานเชื่อม

สิ่งที่วิศวกรควรรู้ก่อนใช้งาน PMI

การเตรียมพื้นผิวสำคัญมาก

พื้นผิวที่มี

  • สี
  • สนิม
  • คราบน้ำมัน
  • Oxide

อาจทำให้ค่าคลาดเคลื่อน

ควรขัดผิวให้สะอาดก่อนวัด

PMI ไม่ได้แทนการทดสอบเชิงกล

PMI วิเคราะห์ “องค์ประกอบทางเคมี” เท่านั้น

ไม่สามารถบอกได้โดยตรงเรื่อง

  • ความแข็งแรง
  • Tensile Strength
  • Hardness

ดังนั้นบางงานยังต้องใช้ Mechanical Test ร่วมด้วย

ต้องเลือกเทคโนโลยีให้เหมาะกับงาน

หากต้องการความรวดเร็วภาคสนาม → XRF
หากต้องการวิเคราะห์ Carbon และความแม่นยำสูง → OES


สรุป

เครื่อง PMI คือเทคโนโลยีสำคัญที่ช่วยให้อุตสาหกรรมสามารถ “ยืนยันตัวตนของวัสดุ” ได้อย่างแม่นยำ ลดความเสี่ยงจากการใช้วัสดุผิดประเภท เพิ่มความปลอดภัย และควบคุมคุณภาพการผลิตได้ดียิ่งขึ้น

ในยุคที่โรงงานต้องให้ความสำคัญกับ Reliability, Safety และ Quality Control มากขึ้น การมีระบบ PMI ที่เหมาะสมไม่ใช่เพียงทางเลือก แต่กลายเป็นส่วนหนึ่งของมาตรฐานงานวิศวกรรมสมัยใหม่

สำหรับวิศวกรฝ่ายผลิต ฝ่ายซ่อมบำรุง และ QC การเข้าใจหลักการทำงานของ PMI จะช่วยให้สามารถเลือกใช้งานเครื่องมือได้อย่างถูกต้อง พร้อมยกระดับมาตรฐานงานตรวจสอบวัสดุในโรงงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

Website: www.naichangmashare.com
Facebook: https://www.facebook.com/naichangmashare/
Blockdit :  https://www.blockdit.com/naichangmashare
Instragram: https://www.instagram.com/naichangmashare/
Twitter: https://twitter.com/naichangmashare
Youtube: https://www.youtube.com/@naichangmashare
TikTok :  https://www.tiktok.com/@naichangmashare

#นายช่างมาแชร์ #PMI #PositiveMaterialIdentification #MaterialInspection #XRF #OES #Engineering #Maintenance #QC #โรงงานอุตสาหกรรม #Inspection #MaterialTesting

ร่วมเจาะลึกแนวทางการทำรายงาน “คาร์บอน” (CFO) อย่างมืออาชีพ เพื่อสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันและก้าวสู่ Net Zero ไปพร้อมกัน

0
Professional Carbon (CFO) management to create a competitive advantage and move toward Net Zero together
Professional Carbon (CFO) management to create a competitive advantage and move toward Net Zero together

ยุคแห่งการค้าสีเขียว! องค์กรของคุณพร้อมหรือยังสำหรับรายงาน Carbon Footprint? ในวันที่มาตรฐานโลกเปลี่ยนไป การทำธุรกิจแบบเดิมอาจไม่เพียงพอ มาตรการทางภาษีและข้อกำหนดด้านความยั่งยืนกำลังกลายเป็นโจทย์สำคัญที่ทุกองค์กรต้องเผชิญ!

ร่วมเจาะลึกแนวทางการทำรายงาน “คาร์บอน” (CFO) อย่างมืออาชีพ เพื่อสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันและก้าวสู่ Net Zero ไปพร้อมกัน

สิ่งที่จะได้เรียนรู้

  • ทำไมองค์กรต้องทำรายงานคาร์บอนฟุตพริ้นท์?
  • เจาะลึกการจัดทำรายงานและการคำนวณที่ถูกต้อง
  • ก้าวสำคัญสู่การรับรองมาตรฐานในระดับสากล

รายละเอียด Training

วิทยากรโดย: คุณสาทิศ กวินวุฒิกุล

Business Development Executive จาก Carbonwize Co.,Ltd.

🗓 วันพฤหัสบดีที่ 14 พฤษภาคม 2569

⏰ เวลา 14.00 – 15.00 น.

📍 สัมมนาออนไลน์ (Webinar)

🎟 ลงทะเบียนเข้าร่วมฟรี! คลิกเลย: https://bit.ly/Carbon-Footprint-Sa

Website: www.naichangmashare.com
Facebook: https://www.facebook.com/naichangmashare/
Blockdit :  https://www.blockdit.com/naichangmashare
Instragram: https://www.instagram.com/naichangmashare/
Twitter: https://twitter.com/naichangmashare
Youtube: https://www.youtube.com/@naichangmashare
TikTok :  https://www.tiktok.com/@naichangmashare

#นายช่างมาแชร์ #Factorium#CMMS#CarbonWize#CarbonFootprint

จีนติดตั้งกังหันลมลอยน้ำขนาดใหญ่ขนาด 16 MW ที่สุดในโลกสำเร็จ

0
World's first 16MW wind turbine installed in East China
World's first 16MW wind turbine installed in East China

กังหันลมผลิตไฟฟ้านอกชายฝั่งขนาด 16 เมกะวัตต์เครื่องแรกของโลก ได้รับการติดตั้งสำเร็จในมณฑลฝูเจี้ยน ทางตะวันออกเฉียงใต้ของประเทศจีน เมื่อวันพุธที่ผ่านมา

กังหันลมดังกล่าวตั้งอยู่ห่างจากชายฝั่งประมาณ 35 กิโลเมตร และมีขนาดกำลังการผลิตต่อเครื่องมากที่สุดในโลก โดยเมื่ออยู่ที่ความเร็วลมสูงสุด กังหันสามารถผลิตพลังงานได้ 34.2 กิโลวัตต์ชั่วโมงต่อการหมุนครบหนึ่งรอบ

กำลังการผลิตไฟฟ้าต่อปีคาดว่าจะเฉลี่ยมากกว่า 66 ล้านกิโลวัตต์ชั่วโมง

ซึ่งเพียงพอต่อการใช้ไฟฟ้าของครัวเรือนจำนวน 36,000 ครอบครัว (ครอบครัวละ 3 คน) อีกทั้งยังช่วยประหยัดการใช้ถ่านหินมาตรฐานได้ 22,000 ตัน และลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้ถึง 54,000 ตัน

เนื่องจากกังหันมีขนาดใหญ่ กระบวนการติดตั้งจึงมีความท้าทายอย่างมาก นอกจากนี้ พื้นที่รับแรงลมของกังหันจะเพิ่มขึ้นตามจำนวนใบพัดที่ติดตั้ง ส่งผลให้ผู้จัดการโครงการระบุว่า ใบพัดใบที่สามจำเป็นต้องติดตั้งอย่างต่อเนื่องโดยไม่หยุดชะงัก เพื่อรักษาเสถียรภาพของโครงสร้างโดยรวม

เฉิง ซีผิง ผู้จัดการโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานลมนอกชายฝั่ง ภายใต้บริษัท China Railway Major Bridge Engineering Group Co., Ltd.

China Railway Major Bridge Engineering Group Co., Ltd.. กล่าวว่า “ก่อนการติดตั้งใบพัด พื้นที่รับแรงลมของเสากังหันและห้องเครื่องยังมีขนาดเล็กและมีเสถียรภาพ แต่เมื่อมีการติดตั้งใบพัดเพิ่มขึ้น พื้นที่รับแรงลมจะเพิ่มขึ้น ทำให้โครงสร้างเกิดความไม่สมมาตรในเชิงแรง หลังจากติดตั้งใบพัดสองใบแรกแล้ว”

เขายังเสริมว่า
“โครงสร้างของกังหันลมจะมีเสถียรภาพสูงสุดก็ต่อเมื่อมีการติดตั้งใบพัดครบทั้งสามใบแล้ว”

เล่ย เจิงจวน กรรมการบริหารสาขาฝูเจี้ยนของ China Three Gorges Corporation กล่าวว่า ความสำเร็จในการติดตั้งและนำกังหันลมนี้มาใช้งาน ถือเป็นหมุดหมายสำคัญของการพัฒนาอุตสาหกรรมพลังงานลมนอกชายฝั่งของจีน ไปสู่การพัฒนาในพื้นที่ทะเลลึกมากยิ่งขึ้น

เขาระบุว่า ความสำคัญของกังหันลมนี้สะท้อนให้เห็นถึงการเพิ่มขีดความสามารถในการผลิตไฟฟ้าต่อเครื่อง การยกระดับประสิทธิภาพในการก่อสร้างโรงไฟฟ้าพลังงานลมนอกชายฝั่ง และการลดต้นทุนค่าไฟฟ้า

“ที่สำคัญยิ่งไปกว่านั้น โครงการนี้ยังเป็นการบรรลุความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีหลักของห่วงโซ่อุตสาหกรรมพลังงานลมนอกชายฝั่งของจีน รวมถึงการพัฒนาอุตสาหกรรมและการผลิตอุปกรณ์ภายในประเทศ ซึ่งจะช่วยส่งเสริมการพัฒนาอย่างยั่งยืนของอุตสาหกรรมนี้ต่อไป” เล่ยกล่าว

หลังจากเสร็จสิ้นการติดตั้ง กังหันลมจะเข้าสู่ขั้นตอนการทดสอบและปรับจูนระบบ (commissioning) และคาดว่าจะสามารถเชื่อมต่อเข้ากับระบบโครงข่ายไฟฟ้าได้ในช่วงต้นเดือนกรกฎาคมนี้

Website: www.naichangmashare.com
Facebook: https://www.facebook.com/naichangmashare/
Blockdit :  https://www.blockdit.com/naichangmashare
Instragram: https://www.instagram.com/naichangmashare/
Twitter: https://twitter.com/naichangmashare
Youtube: https://www.youtube.com/@naichangmashare
TikTok :  https://www.tiktok.com/@naichangmashare

#นายช่างมาแชร์ #วิศวกรรม #Engineering #MechanicalEngineering #OffshoreEngineering