คณะรัฐมนตรีเห็นชอบให้การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) กู้เงินในประเทศวงเงิน 10,406 ล้านบาท สำหรับลงทุนใน 11 แผนงานระยะยาว ครอบคลุมการปรับปรุงสถานีไฟฟ้า หม้อแปลงไฟฟ้ากำลัง ระบบสายเคเบิลใต้ดิน และโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล มุ่งเพิ่มความมั่นคงในการจ่ายไฟฟ้า ยกระดับประสิทธิภาพการบำรุงรักษา และรองรับความต้องการใช้ไฟฟ้าที่มีความสำคัญต่อภาคธุรกิจและอุตสาหกรรม
เมื่อวันที่ 20 ตุลาคม 2569 นางสาวพลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบให้ กฟภ. กู้เงินในประเทศเพื่อเป็นเงินลงทุนในแผนงานระยะยาวใหม่ ปี 2568 จำนวน 11 แผนงาน ภายใต้กรอบวงเงินรวม 10,406 ล้านบาท โดยให้ทยอยกู้ตามความจำเป็นตามที่กระทรวงมหาดไทยเสนอ ทั้งนี้ แผนงานทั้งหมดมีวงเงินลงทุนรวม 13,880.19 ล้านบาท แบ่งเป็นเงินกู้ในประเทศ 10,406 ล้านบาท และเงินรายได้ของ กฟภ. 3,474.19 ล้านบาท ซึ่งอยู่ในกรอบและงบลงทุนของรัฐวิสาหกิจตามมติ ครม. เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2567

4 กลุ่มลงทุนสำคัญ ยกระดับโครงข่ายไฟฟ้าและระบบวิศวกรรม
แผนลงทุนทั้ง 11 โครงการครอบคลุมตั้งแต่ระบบไฟฟ้ากำลัง โครงข่ายสายส่งและจำหน่าย ไปจนถึงระบบสารสนเทศและบริการดิจิทัล โดยมีแผนงานสำคัญที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางวิศวกรรม ดังนี้
1. ปรับปรุงสินทรัพย์สถานีไฟฟ้าและหม้อแปลงไฟฟ้า
กฟภ. จัดสรรงบลงทุนสำหรับแผนงานปรับปรุงประสิทธิภาพสินทรัพย์สถานีไฟฟ้า วงเงิน 1,810.46 ล้านบาท แผนงานจัดหาทดแทนสินทรัพย์สถานีไฟฟ้า 151.37 ล้านบาท และแผนงานเพิ่มประสิทธิภาพสินทรัพย์หม้อแปลงไฟฟ้ากำลังและหม้อแปลง AVR อีก 1,084.96 ล้านบาท
ในทางวิศวกรรม สถานีไฟฟ้าและหม้อแปลงเป็นองค์ประกอบสำคัญในการรับ ส่ง และแปลงระดับแรงดันไฟฟ้าให้เหมาะสมกับระบบจำหน่าย การเสื่อมสภาพของอุปกรณ์ เช่น ฉนวนหม้อแปลง ระบบตัดตอนวงจร และอุปกรณ์เชื่อมต่อ อาจส่งผลต่อความต่อเนื่องในการจ่ายไฟฟ้าได้
การบริหารสินทรัพย์จึงมีความสำคัญต่อการลดความเสี่ยงจากอุปกรณ์ขัดข้อง โดยแนวทางทางเทคนิคที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ การตรวจสอบสภาพอุปกรณ์ตามรอบ การบำรุงรักษาเชิงป้องกัน (Preventive Maintenance) และการประเมินสภาพตามข้อมูลจริง (Condition-Based Maintenance) เพื่อวางแผนซ่อมบำรุงหรือเปลี่ยนทดแทนได้อย่างเหมาะสม

2. พัฒนาระบบสายเคเบิลใต้ดิน เพิ่มความต่อเนื่องในการจ่ายไฟฟ้า
กฟภ. มีแผนจัดซื้ออุปกรณ์หลักเพื่อปรับปรุงระบบสายเคเบิลใต้ดิน วงเงิน 230.82 ล้านบาท และแผนระยะยาวก่อสร้างเคเบิลใต้ดิน ระยะที่ 3 วงเงิน 2,500 ล้านบาท ครอบคลุมพื้นที่ดำเนินการ 74 จังหวัดตามข้อมูลที่เปิดเผย
การนำสายไฟฟ้าลงใต้ดินเป็นหนึ่งในแนวทางพัฒนาโครงข่ายจำหน่ายไฟฟ้า โดยช่วยลดการสัมผัสกับสภาพอากาศและสิ่งกีดขวางภายนอกบางประเภท รวมถึงช่วยปรับปรุงภูมิทัศน์ อย่างไรก็ตาม ระบบดังกล่าวต้องอาศัยการออกแบบและบำรุงรักษาที่เหมาะสม เนื่องจากการระบายความร้อน การป้องกันน้ำและความชื้น การตรวจหาจุดขัดข้อง และการเข้าถึงเพื่อซ่อมแซม มีข้อกำหนดทางวิศวกรรมแตกต่างจากระบบสายไฟฟ้าเหนือดิน
สำหรับพื้นที่ธุรกิจและอุตสาหกรรม ความเชื่อถือได้ของระบบจำหน่ายไฟฟ้ามีความสำคัญต่อเครื่องจักร ระบบควบคุมอัตโนมัติ และกระบวนการผลิตที่ต้องเดินเครื่องต่อเนื่อง ทั้งนี้ ผลลัพธ์ด้านความมั่นคงของระบบยังขึ้นอยู่กับการออกแบบ การติดตั้ง และการบริหารจัดการโครงข่ายโดยรวม

3. ยกระดับระบบสื่อสารและแพลตฟอร์มดิจิทัล
ด้านดิจิทัล กฟภ. มีแผนปฏิบัติการดิจิทัลด้านสื่อสารและโทรคมนาคม วงเงิน 211.44 ล้านบาท และแผนปฏิบัติการดิจิทัลด้านระบบงานและแพลตฟอร์ม วงเงิน 96.07 ล้านบาท เพื่อสนับสนุนโครงข่ายสื่อสาร ระบบสารสนเทศ และการปฏิบัติงานขององค์กร
โครงสร้างพื้นฐานด้านการสื่อสารมีบทบาทต่อการควบคุมอุปกรณ์ในสถานีไฟฟ้าจากศูนย์ควบคุม รวมถึงการรับส่งข้อมูลสำหรับบริหารระบบไฟฟ้า โดยเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับงานลักษณะนี้ ได้แก่ ระบบ SCADA (Supervisory Control and Data Acquisition) ซึ่งใช้ติดตามสถานะอุปกรณ์และค่าการทำงาน ตลอดจนส่งคำสั่งควบคุมจากระยะไกลตามสิทธิ์และเงื่อนไขที่กำหนด
ขณะเดียวกัน การพัฒนาระบบดิจิทัลต้องให้ความสำคัญกับความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ การควบคุมสิทธิ์เข้าถึง และความพร้อมใช้งานของระบบ เนื่องจากโครงข่ายสื่อสารและระบบควบคุมเป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างพื้นฐานสำคัญที่สนับสนุนการจ่ายไฟฟ้า

4. เสริมความพร้อมด้านซอฟต์แวร์และบริการดิจิทัล
อีกส่วนหนึ่งของแผนลงทุนประกอบด้วยแผน Digital Channels Integration and Enhancement วงเงิน 108 ล้านบาท แผนการซื้อขายและอนุญาตใช้สิทธิโปรแกรมคอมพิวเตอร์ วงเงิน 561.77 ล้านบาท และแผนจ้างดูแลบำรุงรักษาซอฟต์แวร์สำเร็จรูปสำหรับธุรกิจหลัก รวมถึงบูรณาการระบบงานที่เกี่ยวข้อง วงเงิน 975.30 ล้านบาท
นอกจากนี้ ยังมีแผนสนับสนุนการดำเนินงาน ระยะที่ 6 วงเงิน 6,150 ล้านบาท เพื่อจัดหาทรัพยากรและสิ่งสนับสนุนให้เพียงพอต่อการปฏิบัติงาน
การดูแลระบบซอฟต์แวร์และเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างระบบมีส่วนช่วยลดความเสี่ยงจากการหยุดชะงักของงาน เพิ่มความต่อเนื่องในการให้บริการ และสนับสนุนการบริหารจัดการข้อมูลในองค์กร ขณะที่แพลตฟอร์มดิจิทัลสามารถช่วยให้ผู้ใช้ไฟฟ้าเข้าถึงบริการได้สะดวกยิ่งขึ้น

ความสำคัญต่อภาคอุตสาหกรรม
สำหรับภาคอุตสาหกรรม ความมั่นคงของระบบไฟฟ้าเป็นปัจจัยพื้นฐานของการดำเนินงาน โดยเฉพาะโรงงานที่ใช้เครื่องจักรกำลังสูง ระบบอัตโนมัติ หุ่นยนต์อุตสาหกรรม และกระบวนการผลิตแบบต่อเนื่อง ความผิดปกติของแรงดันไฟฟ้าหรือไฟฟ้าดับอาจส่งผลให้เครื่องจักรหยุดทำงาน ผลิตภัณฑ์เสียหาย หรือเกิดต้นทุนจากการเริ่มกระบวนการผลิตใหม่
อย่างไรก็ตาม การลงทุนปรับปรุงโครงข่ายไฟฟ้าไม่สามารถรับประกันได้ว่าจะไม่มีเหตุขัดข้อง ผู้ประกอบการจึงควรดำเนินการควบคู่กัน เช่น ตรวจสอบคุณภาพไฟฟ้าที่จุดเชื่อมต่อ วิเคราะห์โหลดไฟฟ้าและกระแสกระชาก ประเมินความเหมาะสมของระบบป้องกัน และจัดทำแผนรับมือกรณีไฟฟ้าขัดข้อง
โรงงานที่มีโหลดสำคัญอาจพิจารณาใช้ระบบ UPS สำหรับอุปกรณ์ควบคุมและระบบ IT ติดตั้งระบบสำรองไฟตามความจำเป็น รวมถึงจัดทำแผนบำรุงรักษาหม้อแปลงและตู้ไฟฟ้าภายในโรงงาน เพื่อเพิ่มความพร้อมใช้งานของระบบและลดผลกระทบต่อการผลิต
การอนุมัติเงินกู้ครั้งนี้จึงเป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านไฟฟ้าของประเทศ โดยความสำเร็จของแผนงานจะขึ้นอยู่กับการดำเนินโครงการ การบริหารสินทรัพย์ และการนำเทคโนโลยีมาใช้ให้เหมาะสม เพื่อสนับสนุนระบบไฟฟ้าที่มีความมั่นคง เชื่อถือได้ และรองรับการเติบโตของภาคธุรกิจและอุตสาหกรรมในระยะยาว
Industrial Insider by นายช่างมาแชร์ ติดตามข่าวสารเทคโนโลยี วิศวกรรม และความเคลื่อนไหวในภาคอุตสาหกรรม เพื่อให้ผู้ประกอบการ วิศวกร และบุคลากรโรงงานก้าวทันการเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรมโลก
Website: www.naichangmashare.com
Facebook: https://www.facebook.com/naichangmashare/
Blockdit : https://www.blockdit.com/naichangmashare
Instragram: https://www.instagram.com/naichangmashare/
Twitter: https://twitter.com/naichangmashare
Youtube: https://www.youtube.com/@naichangmashare
#PEA #กฟภ #ระบบไฟฟ้า #การลงทุน







