ส่อง 26 บริษัท Data Center ไทย กำลังไฟฟ้าทะลุ 1,059 MW เปิดแผนที่ผู้เล่นยุค AI

เปิดรายชื่อ 26 บริษัทที่ได้รับใบอนุญาตประกอบกิจการ Data Center จาก กสทช. ณ วันที่ 27 กรกฎาคม 2569 พบกำลังไฟฟ้าที่แจ้งไว้รวมกว่า 1,059 เมกะวัตต์ โดย 3 รายใหญ่ครองความจุรวมกว่า 660 เมกะวัตต์ สะท้อนการกระจุกตัวของโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล ขณะที่ทุนต่างชาติเดินหน้าลงทุนต่อเนื่อง ท่ามกลางโจทย์ใหม่ด้านไฟฟ้า น้ำ พลังงาน และความมั่นคงข้อมูล

การขยายตัวของ Data Center ในประเทศไทยกำลังเข้าสู่ช่วงที่มีนัยสำคัญต่อโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ เมื่อข้อมูล ณ วันที่ 27 กรกฎาคม 2569 พบว่ามีบริษัทที่ได้รับใบอนุญาตประกอบกิจการ Data Center จากสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือ กสทช. จำนวน 26 บริษัท

สิ่งที่น่าสนใจไม่ได้อยู่เพียงจำนวนผู้ประกอบการ แต่คือ ขนาดของความต้องการใช้ไฟฟ้า ที่เกิดขึ้นจากโครงการเหล่านี้ โดยข้อมูลที่แต่ละบริษัทแจ้งไว้สะท้อนกำลังไฟฟ้ารวมมากกว่า 1,059 เมกะวัตต์ และมีผู้ประกอบการบางรายระบุความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงถึง 260 เมกะวัตต์

ตัวเลขดังกล่าวทำให้ Data Center ไม่ได้เป็นเพียงโครงสร้างพื้นฐานด้านไอทีอีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็นหนึ่งในโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานและเศรษฐกิจที่ประเทศไทยต้องวางแผนรองรับในระยะยาว โดยเฉพาะเมื่อความต้องการประมวลผลจาก AI, Cloud และ Big Data เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

และที่สำคัญ ตัวเลขนี้ยังไม่รวมโครงการอีกจำนวนมากที่อยู่ระหว่างการพัฒนาและรอการอนุมัติใบอนุญาต

จับตา 3 ผู้เล่นใหญ่ ครองกำลังไฟฟ้ากว่า 660 MW

หากพิจารณาเฉพาะผู้ประกอบการที่แจ้งความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงสุด จะพบการกระจุกตัวของกำลังไฟฟ้าอย่างชัดเจน อันดับหนึ่งคือ Vistas Technology ที่แจ้งกำลังไฟฟ้าไว้ที่ 260 เมกะวัตต์ ตามมาด้วย Zenith Data Center & Cloud Services และ Stratus Technology ที่แจ้งไว้รายละ 200 เมกะวัตต์

เพียง 3 บริษัทจึงมีความต้องการใช้ไฟฟ้ารวมกันประมาณ 660 เมกะวัตต์ หรือคิดเป็นสัดส่วนราว 62% ของกำลังไฟฟ้าที่แจ้งโดยผู้ประกอบการทั้งหมด

โครงสร้างดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า แม้ตลาด Data Center ไทยจะมีผู้ได้รับใบอนุญาตหลายราย แต่ความต้องการใช้ทรัพยากรด้านพลังงานกลับกระจุกตัวอยู่กับผู้ประกอบการรายใหญ่เพียงไม่กี่ราย


เปิดรายชื่อ 26 บริษัท Data Center และกำลังไฟฟ้าที่แจ้ง

รายชื่อผู้ได้รับใบอนุญาตประกอบกิจการ Data Center และข้อมูลกำลังไฟฟ้าที่แจ้งไว้ มีดังนี้

ลำดับบริษัทกำลังไฟฟ้าที่แจ้ง
1True Internet Data Center22 MW
2JasTel Network21 MW
3Internet Thailand (INET)10 MW
4Datazone20 MW
5Ames Data Center (Thailand)1 MW
6STT GDC (Thailand)47 MW
7Bridge Data Centres (Thailand)32 MW
8JP Asia Globalยังไม่มีลูกค้า
9Telehouse (Thailand)4.3 MW
10TSA Data Center 0125.6 MW
11Etix Bangkok 225 MW
12OneAsia Data Center (BKK1)20 MW
13STP Planet DC1.8 MW
14Etix Bangkok 15 MW
15Sezors Data Center & Cloud Services10 MW
16Bridge Data Center IOI (Thailand)80 MW
17Zenith Data Center & Cloud Services200 MW
18Evolution DC (Thailand)12 MW
19Stratus Technology200 MW
20GSA Data Center 0238.1 MW
21Karia Data Center & Cloud Services19.2 MW
22Vistas Technology260 MW
23United Information Highway1 MW
24Interlink Telecom1.2 MW
25Bilcom Systemsอยู่ระหว่างสิ้นสุดใบอนุญาต
26STT GDC BKK 3 (Thailand)2 MW

หมายเหตุ: ตัวเลขข้างต้นเป็นข้อมูลกำลังไฟฟ้าที่แจ้งไว้ของแต่ละบริษัท ไม่ได้หมายความว่าทุกโครงการกำลังใช้ไฟฟ้าเต็มกำลังดังกล่าวในปัจจุบัน

ทุนจีน–สิงคโปร์เดินเกม Data Center ไทย

เมื่อมองลึกลงไปในโครงสร้างตลาด จะพบว่าผู้เล่นรายใหญ่จำนวนหนึ่งมีความเชื่อมโยงกับกลุ่มทุนต่างชาติ โดยเฉพาะทุนจากจีนและสิงคโปร์

กรณีของ Vistas Technology และ Stratus Technology มีความเชื่อมโยงกับกลุ่ม ZDATA Technologies จากจีน ขณะที่กลุ่มดังกล่าวมีโครงการลงทุน Data Center ในประเทศไทยที่ได้รับการส่งเสริมจาก BOI มูลค่าเกือบ 24,000 ล้านบาท ในจังหวัดระยอง

อีกกลุ่มที่มีบทบาทสำคัญคือ STT GDC ซึ่งแจ้งกำลังไฟฟ้าในประเทศไทยรวมหลายโครงการ โดย STT GDC (Thailand) มีตัวเลขที่แจ้งไว้ 47 เมกะวัตต์ พร้อมโครงสร้างพื้นฐานที่รองรับงานประมวลผลประสิทธิภาพสูงและเทคโนโลยีระบายความร้อนด้วยของเหลว

ด้าน Bridge Data Centres เมื่อรวมข้อมูลจากสองนิติบุคคลที่อยู่ในรายชื่อ พบกำลังไฟฟ้าที่แจ้งไว้มากกว่า 110 เมกะวัตต์ ขณะที่บริษัทมีการพัฒนาโครงการ Data Center ขนาดใหญ่ในพื้นที่ชลบุรี ซึ่งเป็นหนึ่งในพื้นที่ยุทธศาสตร์ของ EEC

วันที่ 4 กันยายน 2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล ในฐานะนายกรัฐมนตรีและประธานบอร์ดดาต้าเซ็นเตอร์ ได้เปิดประชุมครั้งแรกและสั่งชะลอโครงการใหม่ชั่วคราว 166 โครงการ

ผู้เล่นไทยยังมีพื้นที่ในตลาด

แม้โครงการขนาดใหญ่จะมีทุนต่างชาติเข้ามามีบทบาทอย่างชัดเจน แต่ผู้ประกอบการไทยยังคงเป็นส่วนสำคัญของตลาด

หนึ่งในผู้เล่นที่มีฐานธุรกิจ Data Center ในประเทศมายาวนานคือ True Internet Data Center ซึ่งแจ้งกำลังไฟฟ้าไว้ 22 เมกะวัตต์ ขณะที่ INET แจ้งไว้ 10 เมกะวัตต์

อีกหนึ่งโครงการที่น่าจับตาคือ GSA Data Center 02 ซึ่งเป็นการร่วมทุนระหว่าง Gulf, Singtel และ AIS โดยแจ้งกำลังไฟฟ้าไว้ที่ 38.1 เมกะวัตต์

ภาพดังกล่าวสะท้อนว่า ตลาด Data Center ไทยไม่ได้ถูกขับเคลื่อนโดยทุนต่างชาติเพียงด้านเดียว แต่กำลังเกิดการแข่งขันระหว่างผู้ให้บริการ Data Center ดั้งเดิม ผู้ให้บริการ Cloud และผู้เล่นรายใหม่ที่เข้ามารองรับตลาด AI และ Hyperscale

จาก Colocation สู่โครงสร้างพื้นฐานยุค AI

อีกประเด็นที่น่าสนใจคือ ผู้ได้รับใบอนุญาตทั้ง 26 รายไม่ได้มีรูปแบบธุรกิจเหมือนกันทั้งหมด บางรายเป็นผู้ให้บริการ Colocation และ Carrier-neutral Data Center ที่มีฐานลูกค้าในตลาดองค์กรและโทรคมนาคมอยู่แล้ว ขณะที่ผู้เล่นรายใหม่กำลังมุ่งไปสู่ตลาด Hyperscale, Cloud และ AI Infrastructure การเปลี่ยนผ่านดังกล่าวทำให้ข้อกำหนดของ Data Center รุ่นใหม่แตกต่างจากอดีตอย่างมาก เพราะ AI Workload ต้องการทั้ง Power Density ที่สูงขึ้น ระบบไฟฟ้าที่มีเสถียรภาพ และระบบ Cooling ที่มีประสิทธิภาพสูง โดยเฉพาะเมื่อมีการติดตั้ง GPU จำนวนมากในศูนย์ข้อมูล

ดังนั้น การแข่งขันในอนาคตจึงไม่ได้อยู่เพียงว่าใครมีพื้นที่ Data Hall มากที่สุด แต่อยู่ที่ว่าใครสามารถจัดหา ไฟฟ้า น้ำ ระบบทำความเย็น และโครงสร้างพื้นฐานที่พร้อมรองรับ AI ได้มากและมีประสิทธิภาพที่สุด

โจทย์ใหญ่ไม่ใช่แค่ “ไฟฟ้า” แต่คือทรัพยากรทั้งระบบ

เมื่อ Data Center ขนาดใหญ่ต้องการกำลังไฟฟ้าในระดับหลายสิบถึงหลายร้อยเมกะวัตต์ ผลกระทบจึงไม่ได้จำกัดอยู่ภายในอาคาร ระบบโครงสร้างพื้นฐานที่เกี่ยวข้องตั้งแต่ ระบบผลิตและส่งไฟฟ้า ระบบสำรองไฟฟ้า ระบบทำความเย็น น้ำสำหรับ Cooling System การจัดการความร้อน ไปจนถึงการจัดการขยะอิเล็กทรอนิกส์ ล้วนต้องถูกออกแบบให้รองรับการเติบโตของอุตสาหกรรมนี้

โดยเฉพาะระบบ Cooling ที่เป็นองค์ประกอบสำคัญของ Data Center เพราะไฟฟ้าที่ถูกใช้โดย Server และ GPU ส่วนใหญ่จะถูกเปลี่ยนเป็นความร้อน ซึ่งต้องถูกนำออกจากระบบอย่างต่อเนื่อง

นั่นทำให้คำถามสำคัญของ Data Center ไทยในระยะต่อไปอาจไม่ใช่เพียง “มีไฟฟ้าเพียงพอหรือไม่”

แต่รวมถึง

“มีไฟฟ้า น้ำ และระบบ Cooling เพียงพอสำหรับเศรษฐกิจ AI หรือไม่?”

ความท้าทายด้านโครงสร้างผู้ถือหุ้นและความมั่นคงข้อมูล

นอกจากประเด็นด้านพลังงาน อีกเรื่องที่ได้รับความสนใจคือ โครงสร้างผู้ถือหุ้นและผู้ควบคุมตัวจริงของบริษัท

Data Center ถือเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่มีความสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจดิจิทัล เพราะเป็นสถานที่จัดเก็บและประมวลผลข้อมูลจำนวนมหาศาล

ขณะที่บริษัทบางแห่งมีโครงสร้างการถือหุ้นผ่านนิติบุคคลในต่างประเทศ เช่น สิงคโปร์ ฮ่องกง หรือจีน การตรวจสอบโครงสร้างผู้ถือหุ้นและผู้มีอำนาจควบคุมที่แท้จริงจึงมีความซับซ้อนมากขึ้น

ประเด็นนี้จึงเชื่อมโยงไปถึงทั้ง ความโปร่งใสของการลงทุน ความมั่นคงทางไซเบอร์ อธิปไตยข้อมูล และความเสี่ยงจากการนำโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลไปใช้ในกิจกรรมที่ผิดกฎหมาย

เมื่อ Data Center ต้องแข่งขันกับทรัพยากรของประเทศ

อีกโจทย์ที่กำลังถูกจับตามองคือผลกระทบด้านทรัพยากร โดยเฉพาะ น้ำและพลังงาน

Data Center ที่ใช้ระบบระบายความร้อนแบบใช้น้ำอาจมีความต้องการใช้น้ำในระดับสูง ขณะที่บางโครงการต้องมีการสำรองเชื้อเพลิงสำหรับระบบไฟฟ้าฉุกเฉินในปริมาณมาก

ทั้งหมดทำให้การพัฒนา Data Center ไม่สามารถพิจารณาเพียงเรื่องพื้นที่ก่อสร้างหรือความพร้อมของระบบโทรคมนาคมอีกต่อไป แต่ต้องประเมินความพร้อมของ Infrastructure Ecosystem ทั้งหมด

ตั้งแต่ไฟฟ้า น้ำ ถนน ระบบสื่อสาร ไปจนถึงความสามารถในการรองรับของพื้นที่โดยรอบ

รัฐเริ่มขยับ สู่การกำกับ Data Center แบบเข้มข้นขึ้น

การเติบโตอย่างรวดเร็วของอุตสาหกรรมทำให้ภาครัฐเริ่มให้ความสำคัญกับการจัดระเบียบ Data Center มากขึ้น

โดยในวันที่ 4 กันยายน 2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานบอร์ดดาต้าเซ็นเตอร์ ได้เปิดการประชุมครั้งแรก พร้อมมีแนวทางให้ชะลอการพิจารณาโครงการใหม่ชั่วคราวจำนวน 166 โครงการ และตั้งคณะอนุกรรมการ 4 ชุด เพื่อจัดทำแนวทางและมาตรฐานกลาง

ขณะเดียวกัน กสทช. มีแนวทางยกระดับการกำกับดูแลใบอนุญาตจาก ประเภทที่ 1 ไปสู่ประเภทที่ 3 ซึ่งมีเงื่อนไขและข้อกำกับที่เข้มข้นขึ้น

ประเด็นที่ถูกหยิบยกขึ้นมาพิจารณาครอบคลุมตั้งแต่ การจัดโซนนิ่ง การตรวจสอบสัญญาไฟฟ้าและน้ำก่อนอนุญาต การแยกระบบสาธารณูปโภค การจัดการขยะอิเล็กทรอนิกส์ การใช้พลังงานสะอาด และการกำหนดสัดส่วน Local Content

26 ใบอนุญาต กับคำถามถึงอนาคตเศรษฐกิจไทย

ตัวเลข Data Center ที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วกำลังสะท้อนภาพใหม่ของประเทศไทย ด้านหนึ่ง นี่คือโอกาสในการดึงดูดเงินลงทุนจากบริษัทเทคโนโลยีระดับโลก สร้างโครงสร้างพื้นฐาน Cloud และ AI รวมถึงต่อยอดเศรษฐกิจดิจิทัลในระยะยาว

แต่อีกด้านหนึ่ง การมี Data Center ขนาดใหญ่จำนวนมากหมายถึงความต้องการใช้ ไฟฟ้า น้ำ ที่ดิน และโครงสร้างพื้นฐาน ที่เพิ่มขึ้นตามไปด้วย

โดยเฉพาะเมื่อเพียง 3 ผู้เล่นรายใหญ่มีตัวเลขกำลังไฟฟ้าที่แจ้งไว้รวมกันกว่า 660 เมกะวัตต์

คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่า “ประเทศไทยจะมี Data Center กี่แห่ง”

แต่คือ “ประเทศไทยจะบริหารจัดการโครงสร้างพื้นฐานเหล่านี้อย่างไร ให้การเติบโตของเศรษฐกิจ AI สร้างมูลค่าให้ประเทศได้มากที่สุด โดยไม่ผลักต้นทุนด้านพลังงาน ทรัพยากร และความมั่นคงกลับไปสู่สังคม”

เพราะในยุคที่ Data คือโครงสร้างพื้นฐาน และ AI คือเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ ผู้ที่ควบคุม Data Center ไม่ได้กำลังควบคุมเพียงพื้นที่จัดเก็บข้อมูล แต่กำลังเข้าไปมีบทบาทต่อหนึ่งในโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของเศรษฐกิจดิจิทัลไทยในอนาคต

แล้วพบกับสาระดีๆแบบนี้ทางด้านงานช่าง งานวิศวกรรม และอุตสาหกรรมได้ที่ นายช่างมาแชร์ นะครับ

Website: www.naichangmashare.com
Facebook: https://www.facebook.com/naichangmashare/
Youtube: https://www.youtube.com/channel/UCmIPiSeg-uy4k8JYSmknp_g
Instragram: https://www.instagram.com/naichangmashare/
Twitter: https://twitter.com/naichangmashare

#นายช่างมาแชร์ 

นายช่างมาแชร์
นายช่างมาแชร์
ขอมาแชร์ความรู้ "งานช่าง เครื่องจักรกล และงานวิศวกรรม"ให้เป็นเรื่องง่ายสำหรับทุกคน

Related

ทิ้งคำตอบไว้

กรุณาใส่ความคิดเห็นของคุณ!
กรุณาใส่ชื่อของคุณที่นี่

292ผู้ติดตามติดตาม
1,580ผู้ติดตามติดตาม
356ผู้ติดตามติดตาม

Thanks Sponsor


Latest Articles