พระราชบัญญัติวิศวกร พ.ศ. 2542 เป็นกฎหมายสำคัญที่วางกรอบการกำกับดูแลวิชาชีพวิศวกรรม คุ้มครองสาธารณะ และกำหนดบทบาทของสภาวิศวกรมาเป็นเวลานานกว่า 20 ปี แต่โลกวิศวกรรมในวันนี้เปลี่ยนไปมาก จาก AI, Automation, IoT, Digital Engineering, Renewable Energy, Cybersecurity ไปจนถึงงานวิศวกรรมข้ามพรมแดน
จึงเกิดคำถามสำคัญว่า
กฎหมายที่ออกแบบขึ้นในปี 2542 ยังตอบโจทย์วิชาชีพวิศวกรรมในปี 2026 ได้ครบถ้วนเพียงใด?
คำถามนี้ไม่จำเป็นต้องหมายถึงว่า “กฎหมายเดิมล้าสมัย” แต่ควรเป็นจุดเริ่มต้นของการเปิดพื้นที่ให้วิศวกรและผู้เกี่ยวข้องได้ร่วมกันพิจารณาว่า อะไรควรรักษา อะไรควรปรับปรุง และอะไรควรเพิ่มเติม

โลกเปลี่ยนไป แต่งานวิศวกรรมเปลี่ยนเร็วกว่าเดิม
ในอดีต งานวิศวกรรมอาจถูกมองผ่านกรอบของการออกแบบ ควบคุม และรับรองงานก่อสร้างหรือระบบทางวิศวกรรมเป็นหลัก
แต่ปัจจุบันขอบเขตงานขยายไปสู่เทคโนโลยีใหม่ ๆ เช่น
- AI และ Machine Learning
- Robotics & Automation
- IoT และ Smart Factory
- Digital Twin
- Renewable Energy
- EV และระบบกักเก็บพลังงาน
- Cybersecurity ในระบบอุตสาหกรรม
- Sustainable & Green Engineering
- งานวิศวกรรมที่ทำร่วมกับต่างประเทศ
สิ่งเหล่านี้ทำให้เกิดคำถามใหม่ว่า
กฎหมายและระบบกำกับดูแลวิชาชีพควรปรับตัวอย่างไร เพื่อให้ทันกับเทคโนโลยี โดยยังคงรักษาความปลอดภัยของประชาชนเป็นอันดับแรก?

สิ่งที่ควรเปิดเวทีรับฟังจากวิศวกร
การปรับปรุงกฎหมายวิชาชีพไม่ควรเป็นเพียงเรื่องของหน่วยงานหรือผู้เชี่ยวชาญกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง แต่ควรเปิดโอกาสให้ สมาชิกสภาวิศวกร วิศวกรทุกสาขา ภาคอุตสาหกรรม สถาบันการศึกษา และผู้เกี่ยวข้อง ได้มีส่วนร่วม
ประเด็นที่น่าพิจารณา เช่น
1. ขอบเขตวิชาชีพต้องทันเทคโนโลยี
เมื่อมีศาสตร์และเทคโนโลยีใหม่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ระบบใบอนุญาตและการกำกับดูแลควรสามารถรองรับงานวิศวกรรมรูปแบบใหม่ได้หรือไม่?
2. การพัฒนาวิศวกรต้องเป็นระบบมากขึ้น
วิศวกรไม่ควรเรียนรู้เพียงครั้งเดียวแล้วใช้ความรู้เดิมตลอดชีวิต แต่ควรมีระบบ Continuous Professional Development (CPD) ที่สอดคล้องกับเทคโนโลยีและความต้องการของอุตสาหกรรม
3. การทำงานข้ามพรมแดน
เมื่อวิศวกรไทยมีโอกาสทำงานกับต่างประเทศมากขึ้น กฎหมายและระบบวิชาชีพควรสนับสนุนการเทียบเคียงคุณวุฒิ ใบอนุญาต และมาตรฐานวิศวกรรมกับต่างประเทศอย่างไร?
4. Digital Transformation ขององค์กรวิชาชีพ
กระบวนการต่าง ๆ ตั้งแต่การสมัครสมาชิก การต่ออายุใบอนุญาต การสะสม CPD ไปจนถึงการให้บริการสมาชิก ควรปรับเข้าสู่ระบบดิจิทัลมากขึ้น เพื่อ ลดภาระและเพิ่มความสะดวกให้สมาชิก
5. ความปลอดภัยสาธารณะในโลกยุคใหม่
เมื่อความเสี่ยงไม่ได้มีเพียงโครงสร้างหรือเครื่องจักร แต่รวมถึงระบบดิจิทัล AI และระบบอัตโนมัติ กรอบการกำกับดูแลควรปรับตัวอย่างไรให้ Safety First ยังคงเป็นหัวใจสำคัญ
แล้ว “พ.ร.บ. วิศวกร 2542” ยังพร้อมอยู่หรือไม่?
คำตอบไม่ควรเกิดจากการคาดเดา แต่ควรเกิดจาก การรับฟังความคิดเห็นและการทบทวนอย่างเป็นระบบ
เพราะการแก้ไขกฎหมายวิชาชีพไม่ควรมีเป้าหมายเพียงเพื่อให้ “ทันสมัย”
แต่ต้องสร้างสมดุลระหว่าง
ความปลอดภัยสาธารณะ
- คุณภาพวิชาชีพ
- สิทธิและประโยชน์ของสมาชิก
- ความสามารถในการแข่งขันของวิศวกรไทย
- การรองรับเทคโนโลยีใหม่
แนวนโยบาย “เปิดเวทีรับฟังความเห็น ปรับปรุง พ.ร.บ. วิศวกร”

หนึ่งในแนวทางของ ทีมวิศวกรสีเขียว คือการเปิดพื้นที่ให้สมาชิกมีส่วนร่วมในการสะท้อนความคิดเห็นต่อ พระราชบัญญัติวิศวกร พ.ศ. 2542 และการพัฒนาระบบวิชาชีพให้เหมาะสมกับบริบทปัจจุบันโดยมุ่งให้เกิดการทบทวนในประเด็นสำคัญ เช่น
“กฎหมายต้องทันเทคโนโลยี ระบบวิชาชีพต้องทันโลก และการกำกับดูแลต้องยังคงยึดความปลอดภัยของประชาชนเป็นหัวใจ”
การรับฟังความคิดเห็นจึงไม่ใช่เพียงการถามว่า “จะแก้กฎหมายหรือไม่?”
แต่ควรถามให้กว้างกว่าเดิมว่า
“เราต้องการให้วิชาชีพวิศวกรรมไทยเป็นอย่างไรในอีก 10–20 ปีข้างหน้า?”
จากกฎหมายที่กำกับวิชาชีพ สู่ระบบที่ “สนับสนุนวิศวกร”
อนาคตของสภาวิศวกรไม่ควรมีเพียงบทบาทในการกำกับและควบคุมวิชาชีพ แต่ควรเป็น องค์กรที่ช่วยให้วิศวกรไทยเติบโตและแข่งขันได้
ทั้งในด้าน
ความรู้ → เทคโนโลยี → มาตรฐาน → โอกาสทางอาชีพ → ความปลอดภัย → การแข่งขันระดับโลก
และนี่คือเหตุผลที่การเปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นจากสมาชิกจึงมีความสำคัญ
เพราะ กฎหมายที่ดีควรเติบโตไปพร้อมกับวิชาชีพ
“รับฟังเสียงวิศวกร ปรับกฎหมายให้ทันโลก สร้างวิชาชีพที่เข้มแข็ง และยกระดับความปลอดภัยของสังคมไทย”









